คุณยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ หากต้องการแก้ไขบลอกหรือเขียนเรื่องใหม่ กรุณา เข้าสู่ระบบ จำนวนคนที่ใช้งานขณะนี้ 96 คน
web hosting linux server
 
Ayutthaya Story
Story
About me:
20 หัวข้อล่าสุด
  • ตารางเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญ50 กับรัฐธรรมนูญปี40 (6)
    [18/7/2550]
  • หลักในการดำเนินชีวิต (0)
    [23/6/2550]
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด (0)
    [2/5/2550]
  • ตราประจำจังหวัด (0)
    [2/5/2550]
  • นิคมอุตสาหกรรม (9)
    [28/4/2550]
  • พระราชวังบางปะอิน (0)
    [26/4/2550]
  • เจดีย์พระศรีสุริโยทัย (2)
    [25/4/2550]
  • วัดใหญ่ชัยมงคล (0)
    [23/4/2550]
  • วัดพนัญเชิง (1)
    [12/4/2550]
  • ปางช้างอยุธยา (0)
    [12/4/2550]
  • ของฝากจากอยุธยา (3)
    [11/4/2550]
  • Ayutthaya Story (0)
    [11/4/2550]
  • สารานุกรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2)
    [11/4/2550]
  • สถานทีท่องเที่ยวอำเภอบางไทร (0)
    [11/4/2550]
  • สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอบางปะอิน (0)
    [11/4/2550]
  • สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอพระนครศรีอยุธยา (3)
    [11/4/2550]
  • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (0)
    [10/4/2550]
  • ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (22)
    [10/4/2550]
  • พื้นเพคนท้องถิ่น (2)
    [10/4/2550]
  • ศิลปวัตถุจากกรุ (1)
    [10/4/2550]
  • หัตถกรรมกรุงเก่า (0)
    [10/4/2550]
  • พุทธปฏิมากร (0)
    [10/4/2550]
  • มรดกไลก (1)
    [10/4/2550]
  • กรุงศรีอยุธยา (1)
    [10/4/2550]
  • ประวัติศาสตร์อยุธยา (18)
    [10/4/2550]
  • ดูทั้งหมด

    ปฏิทิน
    < มกราคม 2552 >
    จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.อา.
    2930311234
    567891011
    12131415161718
    19202122232425
    2627282930311
    2345678
    สถิติของบลอก
    • คนเข้าชมทั้งหมด 46474
    • คนเข้ามาวันนี้ 10
    • มีคนตอบทั้งหมด 71
    • มี topic ทั้งหมด 25
    • ใช้เนื้อที่ไป
    • มีรูปภาพจำนวน
    เครื่องมือ
    เก็บหน้านี้ไว้ใน bookmark
    ส่งข้อความ ถึงเจ้าของบลอก
    เตือนทางอีเมล์ เมื่อมีการอัพเดต
    โหวตให้บลอกนี้
    ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
    เข้าสู่ระบบ
    เข้าสู่ระบบ
    สมัครสมาชิกใหม่
    ลืมรหัสผ่าน


    Last edit on 18/7/2550 12:25:00


    ร่างรัฐธรรมนูญ50 และตารางเปรียบเทียบ.pdf

    ตารางเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงมติ 2550 กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน2540
    copy มาจากเวบของรัฐบาลครับ เพื่อเผยแพร่และเป็นข้อมูลในการศึกษา


    เขียนความคิดเห็น | มีคนตอบทั้งหมด: 6 | อ่าน: 8057 | Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ayutthaya.blog?PostID=3327

    Last edit on 24/6/2550 2:27:00


     


    หลักในการดำเนินชีวิต

    เช้าวันนี้เปิดดูรายการโทรทัศน์ช่วงเช้าเจอรายการเกี่ยวกับศาสนามีผู้ดำเนินรายการ อาจารย์ผานิช และพระอืก1 รูป

    เนื้อหาที่พูดถึงค่อนข้างดีมีประโยชน์ และน่าสนใจ จึงขอนำคำพูดมาเผยแผ่ เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างครับ

    กล่าวถึงหลักหรือความสุขในการดำเนินชีวิต การใช้จ่าย แบ่งเป็น 4 ข้อ

    1. ของหายต้องหา

    2. ของเสียต้องซ่อม

    3. รู้จักใช้เงิน

    4. หาคนที่มีศีลมีธรรมมาเป็นพ่อบ้านแม่เรือน

    1 ของหายต้องหา หมายถึง ถ้าของอะไรหายไป หรือเราหาไม่พบ ยกตัวอย่าง ช่วงเช้าเราอาจจะรีบ อาจจะหาแต่ช่วงนั้นไม่ได้ตั้งสติต้องรีบไปทำงาน เช่นเข็มขัด หรือ เข็มกลัด เราก็คึดว่าไม่เป็นไรไปซื้อใหม่ได้ พอช่างเย็นกลับมาบ้าน เราก็มานั่งคึดว่าของอยู่ตรงไหนมีเวลาตั้งสติค่อยๆหา ก็ เจอ แต่เรากลับซื้อมาแล้วก็ทำให้สิ้นเปลืองได้

    2 ของเสียต้องซ่อม หลายครั้งที่สิ่งของที่เราใช้งานอยู่เสียหายแต่เราไม่ยอมนำไปซ่อมหรือซ่อมแซมเองกลับเลือกที่จะซื้อของใหม่บางอย่างก็เสียหายนิดหน่อยแต่ไม่ยอมซ่อม เราควรเลือกที่จะหัดซ่อมแซมนำมาใช้ใหม่

    ก็จะช่วยให้ประหยัด การใช้จ่ายเงิน ยิ่งเราซ่อมเองได้และนำกลับมาใช้ใหม่ของสิ่งนั้นก็จะมีคุณค่ากับเรา

    ยกตัวอย่างเช่นถ้าใช้ไปสักระยะหนึ่งขาสั้นเกินไป หรือขาด เราก็นำมาตัดขากางเกงทำเป็นกางเกงขาสั้นได้ เคยเห็นบางคนนำกางเกงยืนที่ไม่ไช้แล้วมาทำเป็นกระเป๋า ก็เก๋ไปอืกแบบครับ

    3. รู้จักใช้เงิน เราควรแบ่งเงินเป็น4 ส่วน ได้แก่

    1.ใช้หนี้เก่า

    2. ใช้หนี้ใหม่

    3. ทิ้งลงเหว

    4.ฝังดิน

    แบ่งเงินส่วนที่1.ใช้หนี้เก่า คือ การที่เราทำงานหาเงินมาได้เราควรแบ่งเงินมาจ่ายส่วนนี้ คือให้ พ่อ แม่ หรือผู้ที่ อุปการะเลี้ยงดูเรามาเป็นการใช้หนี้เก่าที่ท่านได้เลี้ยงดูเรา เราควรเลี้ยงดูท่านตอบแทน ไม่ไช่แค่เลี้ยงด้วยเงินอย่างเดียว แต่ต้องเลี้ยงใจด้วย ต้องทำให้ท่านสบายใจไม่เดือดร้อน เช่น ซื้อขนมหรืออาหารมาให้ บอก “เอ้าแม่เอาขนมมาให้กิน กินๆไปซะ แพงนะนี่ สมัยแม่เลี้ยงผมยังไม่มีของดียังงี้กินเลย จะกินไม่กิน “ ถ้ายังงี้คุณแม่กินทั้งน้ำตาก็คงจะไม่ดี

    แบ่งเงินส่วนที่ 2 ใช้หนี้ใหม่ บางคนไปนึกถึงหนี้บัตรเครดิตหรือหนี้เงินกู้ หมายถึง การที่เรานำเงินมาเลี้ยงดู ลูก เมีย ครอบครัว หรือคนที่เราอุปการะเลี้ยงดู คือเป็นหนี้ใหม่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นบุญหรือกรรมจากชาติปางไหนหรือ

    เปล่า

    แบ่งเงินส่วนที่ 3 ทิ้งลงเหว หมายถึง ก็คือการกินใช้จ่ายใส่อาหารลงท้องของเรานะเอง เพราะใส่เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็มตลอดชีวิต เปรียบเหมือนทิ้งลงเหว

    แบ่งเงินส่วนที่ 4 ฝังดิน คือต้องรู้จักการเก็บออม เก็บไว้1 ส่วนในยามฉุกเฉิน หรือรู้จักทำบุญ บริจาค เพื่อจะได้เป็นผลบุญกับเราตามไปชาติหน้า

    หัวข้อที่ 4สุดท้ายคือ หาคนที่มีศีลธรรมมาเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็คือการหาคู่ชีวิตก็ควรจะเป็นคนดีมีศีลมีธรรม ก็จะทำให้เราและครอบครัวมีความสุข ยกตัวอย่าง บางคนมีภรรยาเปรียบเหมือนนางบำเรอ ไม่ทำอย่างอืนบำเรอสามีอย่างเดียวมุ่งแต่เรื่องกามราคะ พอสามีไม่อยู่ไปทำงาน ก็ไปบำเรอคนข้างบ้าน ยังงี้ก็คงไม่ไหว

    หรือภรรยาบางคนแต่งงานแต่ไม่อยากมีลูก กลัวท้องลาย หรือมีลูกแล้วแต่ไม่ยอมเลี้ยงลูก เลี้ยงลูกไม่เป็น เราก็ต้องหาภรรยาที่ไม่ได้เป็นเมียที่ดีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นแม่ที่ดีของลูกของเราด้วย

    ยกตัวอย่าง ข้างบ้าน มีชายหนุ่มมาขอสาวให้แม่มาขอ แม่ฝ่ายสาวก็บอก ลูกสาวฉันเป็นคนดีนะเป็นแม่บ้านแม่เรือนกริยามารยาทเรียบร้อยฉันสอนมาดีก็อยากจะให้เขาได้คู่ที่เป็นคนดี แม่ฝ่ายสาวถาม

    แม่ฝ่ายสาวถาม : ลูกเธอเล่นการพนันหรือเปล่า

    แม่ฝ่ายชาย : เล่นไม่เป็น ลูกชายฉันเล่นการพนันไม่เป็น

    แม่ฝ่ายสาว : แล้วกินเหล้า สูบบุหรื่หรือเปล่า

    แม่ฝ่ายชาย : อุ้ยเขากินไม่เป็น เหล้านะ สูบบุหรี่ก็ไม่เป็น

    แม่ฝ่ายสาวนึกในใจ เป็นคนดีจริงๆ มีศีลมีธรรม พอแต่งงานไปได้สักระยะนึงผู้ชายเอาหมดทุกอย่างทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน จนลูกสาวมาบ่นให้แม่ฟัง พอแม่ฝ่ายสาว เจอแม่ฝ่ายชาย เลยยิงคำถาม

    แม่ฝ่ายสาว : ไหนเธอบอกลูกชายเธอกินเหล้ากินเหล้า สูบบุหรี่ไม่เป็น

    แม่ฝ่ายชาย : ก็มันกินเหล้าสูบบุหรี่ไม่เป็นจริงๆ มันกินทุกวัน สูบบุหรื่ก็เป็นซองๆ ถ้าเป็นมันคงไม่ติดหรอก

    แม่ฝ่ายสาว : แล้วทำไมมาบอกว่าเล่นการพนันไม่เป็น เห็นมันเล่นเกือบทุกวัน

    แม่ฝ่ายชาย : ก็มันเล่นไม่เป็นจริงๆ เล่นที่ไรเสียทุกที ถ้าเล่นเป็นมันต้องได้ไม่เสียหรอก



    ก็ขอขอบคุณอาจารย์ผานิช นะครับที่ให้ข้อคึดดีๆ ในการดำเนินชีวิต



    เขียนความคิดเห็น | มีคนตอบทั้งหมด: 0 | อ่าน: 900 | Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ayutthaya.blog?PostID=3285

    Last edit on 3/5/2550 13:07:00


    ดอกไม้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ดอกโสน




    ลักษณะของพืช 

    ต้นโสนนับว่าเป็นพืชล้มลุกอีกชนิดหนึ่ง เป็นพืชไม้พุ่มขนาดกลาง
    ลำต้นสูงเปราะบาง มีกิ่งก้านห่างๆ ใบเล็กเป็นฝอยคล้ายใบมะขามหรือใบกระถิน
    ออกดอกสีเหลืองสวยงาม ดอกของโสนคล้ายกับดอกแคแต่ดอกเล็กกว่ามาก
    มีฝักออกมาเมื่อดอกแก่จัด มีเมล็ดในฝัดคล้ายกับถั่วเขียว แต่ ฝักยาวกว่ามาก ต้นโสนสูงประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นเปราะ บางไม่มีแก่น

     
    การปลูก 

    ต้นโสนนี้ขึ้นเองทั่วไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะตามริมคูน้ำ
    ริมคลอง ในที่ชื่นแฉะ เป็นพืชที่ขึ้นง่าย มักไม่มีใครปลูกกันนัก ถ้าจะปลูกก็เอาเมล็ดมาหว่าน เพราะต้นโสนจะขึ้นเองอย่างง่ายดาย

     
    ส่วนที่ใช้เป็นยา

    ลำต้น ดอก

     
    รสและสรพรคุณยาไทย 
    เอาต้นโสนมาเผาไฟให้เกรียม แล้วเอา
    มาต้มชงเอาน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้ดีทีเดียว หากปวดมวนท้องไส้
    ก็เอาดอกโสนมาผัดน้ำมันเล็กน้อยหรือ เอามาลวกแล้วจิ้มน้ำพริกรับประทานเป็น
    อาหารได้เลย เป็นยาแก้ปวดมวนท้องได้ดีอีกอย่างหนึ่งด้วย


    เขียนความคิดเห็น | มีคนตอบทั้งหมด: 0 | อ่าน: 604 | Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ayutthaya.blog?PostID=3103

    2/5/2550 13:30:00


    ตราประจำจังหวัด พระนครศรีอยุธยา

    รูปสังข์ประดิษฐานอยู่ในพานแว่นฟ้า ภายในปราสาทใต้ต้นหมัน

    ความหมาย

    ตามประวัติมีว่าปี พ.ศ. 1890 พระเจ้าอู่ทองให้ตั้งศาลเพียงตา แล้วขุดดินเพื่อสร้างพระราชวังที่หนองโสน พบสังข์ทักษิณาวรรตสีขาวบริสุทธิ์ใต้ต้นหมัน ถือเป็นศุภนิมิต จึงไห้สร้างปราสาทน้อย ขึ้นเป็นที่ประดิษฐานสังข์

    คำขวัญ ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา

    จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือเรียกสั้นๆ ว่า “อยุธยา” ตั้งอยู่ในภาคกลาง เป็นเมืองหลวงเก่าของไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ..ศ. 1893 โดยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ในเวลา 417 ปีที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีกษัตริย์ปกครอง 34 พระองค์จาก 5 ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง นับเป็นราชธานีของไทยที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่อยู่ในดินแดนแหลมทองแห่งนี้
    พระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่เป็นที่ลุ่ม มีแม่น้ำสายใหญ่คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลมาบรรจบกันในลักษณะล้อมรอบผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ของตัวเมืองไว้ ตัวจังหวัดจึงเป็นเกาะที่มีบ้านเรือนปลูกเรียงราย หนาแน่นตามสองข้างฝั่งแม่น้ำ
    จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 76 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 2,556.6 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอภาชี อำเภอบ้านแพรก อำเภอบางซ้าย อำเภอบางไทร อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางบาล อำเภอมหาราช อำเภอบางปะหัน อำเภอเสนา อำเภออุทัย อำเภอบางปะอิน อำเภอผักไห่ อำเภอท่าเรือ และอำเภอวังน้อย


    ต้นหมัน
    ชื่อพันธุ์ไม้ หมัน
    ชื่อสามัญ
    ชื่อวิทยาศาสตร์ Cordia cochinchinensis Gagnepain
    วงศ์ BORAGINACEAE
    ชื่ออื่น หมัน (ประจวบคีรีขันธ์)
    ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นสูง 5 – 15 เมตร เปลือกต้นสีเทาคล้ำ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่ ปลายใบทู่ โคนใบกว้าง ดอกสีขาว ผลเมื่อเปลือกสีชมพู มีของเหลวภายในเหนียวมากห่อหุ้มเมล็ด
    ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
    สภาพที่เหมาะสม สภาพดินเลน ต้องการน้ำและความชุ่มชื้นสูง
    ถิ่นกำเนิด ป่าชายเลนที่ค่อนข้างแข็ง และชายฝั่งทะเลอ่าวไทย
    พันธุ์ไม้ประจำจังหวัด พระนครศรีอยุธยา 

    หอยสังข์

     หอยสังข์เป็นหอยกาบเดี่ยวหรือหอยฝาเดียวอีกชนิดหนึ่งในทางวิชาการแบ่งออกเป็น 3 ครอบครัวใหญ่ด้วยกัน คือหอยสังข์แกลบ หอยสังข์หนาม และหอยสังข์แท้หรือหอยสังข์อินเดีย หอยเต้าปูนบางชนิดก็ถือว่าเป็นหอยสังข์พวกหนึ่งเหมือนกันในแต่ละครอบครัวยังมีการแตกลูกหลานออกไปอีกหลายชนิดรูปร่างหน้าตาแตกต่างหลากหลายกันออกไป

    ตำนานสังข์

    สังข์ (หอยสังข์) นั้น ประชาชนชาวไทย ต่างก็มีความนับถือกันว่า เป็นของที่เป็นอุดมมงคลอย่างสูงยิ่ง ซึ่งมักพบเห็นได้ในงานพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก คือ ตอนที่พระมหาราชครูผู้เป็นประธานคณะพราหมณ์ได้ถวายน้ำมหาสังข์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ องค์ปัจจุบัน

    และในงานพิธีมงคลต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นในบ้านเรือนของประชาชนชาวไทยเรา เช่น งานมงคลสมรส เป็นต้น เราก็มักจะได้พบหอยสังข์ ซึ่งใช้เป็นที่รดน้ำแก่คู่บ่าวสาว เพื่อจะให้อยู่เย็นเป็นสุข หอยสังข์นั้นนอกจากจะใช้เป็นเครื่องรดน้ำ เพื่อให้มีความสุขความเจริญแล้ว ยังใช้เป่าเพื่อให้ได้ยินเสียง เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลอีกด้วย ซึ่งมักจะได้พบเห็นอยู่ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ มีงานวางศิลาฤกษ์แล้วก็จะมีการเป่าสังข์ไกวบัณเฑาะว์

    ส่วนประวัติและความเป็นมาของหอยสังข์ ซึ่งนิยมนับถือว่าเป็นอุดมมงคลอย่างสูงนั้น มีเรื่องเล่าเป็นปรัมปราต่อ ๆ กันมาว่า ภายหลังจากพระพรหมที่ได้สร้างโลก ร่วมกับพระเป็นเจ้าองค์อื่น ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้รับความเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้บรรทมหลับไป ในขณะที่พระพรหมบรรทมหลับอยู่นั้น พระเวทต่าง ๆ ได้หลั่งไหลออกมาจากโอษฐ์ของพระพรหมนั้น ในขณะนั้นได้มียักษ์ตนหนึ่งมีชื่อว่า หัยครีพ ได้ผ่านมาพบเห็นเข้า จึงได้ขโมยเอาพระเวทนั้นไปจนหมด เมื่อเรื่องนี้ได้ทราบถึงพระนารายณ์เข้า จึงได้ติดตามหัยครีพนั้นไป เพื่อจะนำเอาพระเวทนั้นกลับคืนมา เมื่อหัยครีพเห็นเป็นการจวนตัว จึงได้กลืนพระเวทต่าง ๆ นั้น เข้าไว้เสียในท้องของตน พระนารายณ์จึงได้ฆ่าหัยครีพนั้น แล้วผ่าท้องเอาพระเวทนั้นกลับคืนมาจนได้

    อีกเรื่องหนึ่งมีใจความเป็นตำนานมาว่า ยักษ์ตนหนึ่งมีชื่อว่า สังข์อสูร เมื่อได้พบพระพรหม ซึ่งกำลังบรรทมหลับอยู่ และได้มีพระเวทต่าง ๆ ไหลออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหมดังนั้น ก็ให้เกิดมีความอิจฉาขึ้นจึงได้ขโมยเอาพระเวทต่าง ๆ นั้นไปเสีย เพื่อจะไม่ให้พวกพราหมณ์ได้มีพระเวทเป็นเครื่องสวดอ้อนวอนพระพรหมและเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นการกระทำของยักษ์สังข์อสูรนั้นทุกประการ จึงได้ติดตามไปเพื่อจะเอาพระเวทนั้นกลับคืนมาเสีย เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นเห็นพระนารายณ์ติดตามตนมาในระยะที่กระชั้นชิดเช่นนั้น ก็เห็นว่าเป็นการจวนตัว จึงได้กลืนพระเวททั้งหมดนั้นลงไปไว้ในท้องของตนเสีย แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำมหาสมุทร ดำน้ำหายไปในทันที เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบดังนั้น จึงได้เนรมิตร่างของพระองค์ให้เป็นปลาใหญ่เที่ยวค้นหาตัวยักษ์สังข์อสูร เพื่อจะจับตัวไว้ให้ได้ ก่อนที่ยักษ์สังข์อสูรนั้นจะทำลายพระเวทต่าง ๆ ให้หมดไปจากโลก แต่ในที่สุด พระนารายณ์ก็ทรงจับตัวยักษ์สังข์อสูรเอาไว้ได้ แล้วจึงทวงถามเอาพระเวทคืน แต่ยักษ์สังข์อสูรนั้นไม่ได้มีการเจรจาโต้ตอบแต่ประการใด ได้แต่นิ่งเฉยอยู่เท่านั้น เมื่อพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าพิจารณาดูไปก็ได้ทราบว่ายักษ์สังข์อสูรได้กลืนเอาพระเวทเข้าไว้ในท้องของตน จึงได้เอาพระหัตถ์บีบที่ปากของยักษ์สังข์อสูร จนเนื้อที่ปากนั้นปริออกมาตามระหว่างนิ้วพระองค์ แต่เมื่อทรงเห็นว่ายักษ์สังข์อสูรนั้นยังไม่ยอมคืนพระเวทอีก จึงได้ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ล้วงเข้าไปในท้องของสังข์อสูรนั้น แล้วทรงค้นหาพระเวทซึ่งอยู่ในท้องของสังข์อสูรนั้น ในที่สุดก็ได้พบพระเวทนั้น จึงได้เอานิ้วพระหัตถ์จับพระเวทนั้น ดึงลากออกมาทางปากของยักษ์สังข์อสูร เมื่อทรงเอาพระเวทกลับคืนออกมาจากท้องของยักษ์สังข์อสูร ได้จนหมดเรียบร้อยทุกพระคัมภีร์แล้ว พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าจึงได้ทรงสาปยักษ์สังข์อสูรนั้นว่า ขอให้เจ้าจงมีสภาพร่างกายเป็นอย่างนี้ และจงอยู่แต่ในน้ำสืบไป อย่าได้ขึ้นมาบนบกอีกต่อไปเลยเมื่อชาวมนุษย์จะทำการมงคลใด ๆ จึงค่อยมาจับเอาตัวเอ็งไปร่วมในงานพิธีมงคลนั้น ๆ ด้วย เมื่อทรงสาปแล้ว จึงได้ทิ้งร่างของยักษ์สังข์อสูรนั้นลงไปในมหาสมุทรทันที แล้วจึงได้เอาพระเวทนั้นมาส่งคืนให้แก่พระพรหม ผู้เป็นเจ้าของเดิมทันที เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นอยู่ในน้ำมหาสมุทรนั้นนาน ๆ เข้าจึงได้กลับกลายมาเป็นหอยสังข์ และมีสภาพเหมือนกับคำที่พระนารายณ์ท่านได้สาปไว้ทุกประการ และได้เที่ยวเร่ร่อนไปในทะเลลึก เมื่อถึงเวลาจะทำพิธีมงคลต่าง ๆ พวกพราหมณ์จึงได้ไปจับเอาตัวไปเข้าอยู่ในพิธีมงคลนั้น ๆ เหตุผลที่พวกพราหมณ์ผู้ทำพิธีต่าง ๆ จะนำหอยสังข์นั้นมาเข้าร่วมอยู่ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ นั้น ก็เพราะ พราหมณ์มีความเห็นว่า

    ๑. หอยสังข์นั้นเคยเป็นที่บรรจุพระเวทต่าง ๆ ไว้ในท้องของตนจนครบทุกประการ

    ๒. ตามบริเวณร่างกายของหอยสังข์นั้น ได้มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้า

    ยังปรากฏอยู่ในขณะที่พระองค์ทรงบีบปากเพื่อค้นหาคัมภีร์พระเวทเมื่อครั้งแรกนั้น ที่ปากของหอยสังข์นั้นจึงเป็นรอยยาวออกมานั้น ก็เพราะพระนารายณ์ท่านลากคัมภีร์พระเวทต่าง ๆ ออกมาทางปากนั้น

    ด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวแล้วทั้งหมดนี้เอง จึงได้นับถือว่าหอยสังข์นั้นเป็นของที่สูงและศักดิ์สิทธิ์ จึงได้นำเข้ามาร่วมในพิธีมงคลต่าง ๆ ตลอดมา