เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 7154 คน
GoodMoot
สำหรับผู้คนที่มีเรื่องราวดีๆ สนุกๆ มาพูดคุยหรือเล่าสู่กันฟังกัน
 
หัวข้อล่าสุด
 
   
     
 
ปฎิทิน
 
 

<กุมภาพันธ์ 2555>
 
6303112345
76789101112
813141516171819
920212223242526
102728291234
11567891011
 
     
 
สถิติบลอกนี้
 
 
  • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 4353
  • เฉพาะวันนี้ 4
  • ความคิดเห็น 4
  • จำนวนเรื่อง 9
ให้คะแนนบลอกนี้
แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
 
     
Last edit on 28/4/2554 2:19:00

 ผู้หญิงเป็นเพศที่น่าสงสาร
ผมจั่วหัวเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะผมได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับร่างกายของผู้หญิง ทำให้ผมคิดถึงคุณแม่ที่มีบุญคุณกับผมเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นที่หนึ่งไม่มีสอง ท่านเป็นคนที่ให้ชีวิตกับผม ท่านเลี้ยงผมมาจนโต ท่านให้การศึกษากับผม ท่านสอนให้ผมรู้จักบุญคุณโทษ ให้ละความชั่วทั้งปวง และที่สำคัญคือไม่ให้เอาเปรียบผู้คนไม่ว่าจะอ่อนแอกว่า หรือด้อยกว่า
      บทความนี้ผมขออุทิศให้กับคุณแม่ที่ท่านได้เดินตามทางที่ท่านชอบคือบวชเป็นชี ปฏิบัติธรรมอยู่กับวัด ถึงแม้ว่าท่านยังปฏิบัติได้ยังไม่ถึงกับจิตนิ่ง เพราะท่านยังไม่สามารถละความเป็นห่วงกับลูกๆบางคนที่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง ท่านมีลูกทั้งหมด 10 คน ก็เป็นธรรมดาที่ท่านยังจะเป็นห่วง เพราะอย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังเป็นปุถุชน ที่มีรัก(ลูก) มีห่วง(ลูก)  แต่อย่างไรก็ตามผมในฐานะที่เป็นลูกคนที่ 4 และก็ได้ส่งน้องๆ เรียนต่อจนจบตามที่แต่ละคนต้องการ ก็เป็นการช่วยผ่อนแรงให้พ่อแม่ได้ระดับหนึ่ง ก็ยังไม่ถือได้ว่าได้ตอบแทนบุญคุณท่านอย่างหมดจด ก็ขอให้บทความนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนสังคมเพื่อท่าน
       หลังจากที่ได้เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับอาหารแมคโครไบโอติก ก็ได้พัฒนาองค์ความรู้เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ และก็ได้มีโอกาสศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการปวดรอบเดือนรอบเดือนของผู้หญิง การเกิดผังผืด และช็อกโกแลตซีส การปวดหน้าอกหรือเต้านม ได้ค้นพบว่าในบ้านเราได้มีการวิจัยถึงการปวดประจำเดือนของกลุ่มเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมในจังหวัดของแก่นนั้นพบว่า มีถึง 84.9% ที่มีปัญหาการปวดรอบเดือน บางรายถึงกับต้องหยุดเรียนทุกเดือนในช่วงมีรอบเดือนเนื่องจากปวดมาก บางรายก็ถึงกับปวดร้าวไปทั้งตัว เริ่มจากการปวดหน้าอก ราวไปยังหลังไหล่ บางรายก็ไปหาหมอ บางรายก็ซื้อยามารับประทานเอง 
       ผู้หญิงที่ชอบกินอาหารตามร้านอาหารทันสมัยทั้งหลาย อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวในกลุ่มโอเมก้า-6  ไขมันทรานส์  อาหารที่มีนม เนยมากๆ อาหารปิ้ง ย่าง ทอด มากๆ ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยที่จะกินพืช ผัก และผลไม้ ก็จะมีอาการปวดค่อนข้างรุนแรง และในอนาคตมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นผังผืด และช็อกโกแลตซีส ได้ด้วย เท่าที่ทราบคนที่เป็นผังผืดนั้นยิ่งทรมานมากในช่วงที่มีรอบเดือนเพราะโพรงมดลูกไม่สามารถบีบตัวได้อย่างปกติเพราะผังผืดได้จับยึดรั้งผนังโพรงมดลูกไว้ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนขับออกมาไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมของเสียในโพรงมดลูกมากยิ่งขึ้น และยังทำให้โอกาสในการมีบุตรยากยิ่งขึ้นสำหรับหญิงที่มีอาการดังกล่าว และยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก รวมทั้งมะเร็งเต้านมได้อีก
        วงจรรอบเดือนของผู้หญิง
         เริ่มจากที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้าที่ชื่อว่า ไฮโปรทาลามัส และพิทูอิทารี หลั่งฮอร์โมน RnGH และสร้างฮอร์โมนที่ที่ย่อว่า FSH ไปกระตุ้นรังไข่ทำให้ไข่เริ่มเจริญเติบโต ในรังไข่มีไข่หลายฟอง แต่จะมีเพียงฟองเดียวเท่านั้นที่เจริญเติบโตได้  เมื่อไข่โตเต็มที่ ฮอร์โมน LH จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตก โดยทำให้เปลือกรังไข่ฉีกออก(ช่วงนี้จะมีอาการเจ็บเพียงเล็กน้อย)และไข่ก็จะตกลงมายังท่อนำไข่ ช่วงนี้จะเรียกว่า ช่วงไข่ตก มีระยะเวลา 14 วัน หรือครึ่งแรกของรอบเดือน ไข่ที่ตกมาจะมีระยะเวลา 2-3 วันที่จะผสมกับอสุจิ ส่วนอสุจิที่เข้ามาจะมีชีวิตอยู่ได้ 1-2 วันเท่านั้น  จะเห็นได้ว่าโอกาสที่จะมีลูกได้มีเพียง 2-3 วันเท่านั้น 
       เมื่อไข่ตกมาก็จะเคลื่อนไปตามท่อนำไข่ และช่วงที่ไข่ตก รังไข่จะสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่า โปรเจส  เตอโรนขึ้นมา ฮอร์โมนนี้จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้น  และทำให้เลือดมาเลี้ยงเยื่อบุโพรงมดลูกมากขึ้น เพื่อรองรับไข่ที่กำลังเคลื่อนมา  เมื่อไข่เคลื่อนมาถึงโพรงมดลูก ถ้าเป็นไข่ที่ได้รับการผสมก็จะฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกจะหุ้มไข่ไว้ในลักษณะเป็นรกหุ้มไว้   แต่ถ้าเป็นไข่ที่ไม่ได้รับการผสมก็จะฝ่อและสลายไป และช่วงที่ไข่ฝ่อสลายตัวไปนี้เป็นช่วง 14 วันหลัง รวม2 ช่วง 28 วันพอดี ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกเป็นประจำเดือนออกมาทางช่องคลอด ช่วงนี้ให้นับเป็นวันที่หนึ่งของการมีประจำเดือน ในช่วงเดียวกันฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเพิ่มขึ้น และฮอร์โมนเอสโตรเจนจะกระตุ้นให้ผนังโพรงมดลูกสร้างเยื่อบุขึ้นมาใหม่ และ FSH ก็มากระตุ้นรังไข่ในรอบใหม่ รวมทั้งรังไข่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนขึ้นมาใหม่ เป็นวงจรดังนี้เรื่อยไปจนกระทั่งถึงวัยทองเลย
         ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นเป็นวงรอบของการมีประจำเดือนของผู้หญิงหรือ PMS  แล้วปัญหาการปวดมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?   ปวดช่วงไหน เป็นผังผืด เป็นช็อกโกแลตซีสได้อย่างไร ก็ขอให้ติดตามต่อครับ
         ปัญหาที่ผู้หญิงต้องเจอะเจอกันเป็นส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องการปวดประจำเดือน ไม่ต้องบรรยายกันก็พอจะบอกได้ว่ามันทรมานเพียงใด บางคนถึงกับมีอาการไข้ขึ้น หญิงที่อยู่ในวัยเรียนก็ถึงกับต้องหยุดเรียน กันแทบทุกเดือน ส่วนที่อยู่ในวันทำงานบางคนก็ต้องลาหยุดงานเช่นกัน  โดยแท้จริงแล้วต้นเหตุของปัญหาเกิดจากการกิน จริงครับปัญหาของการที่ทำให้ผู้หญิงต้องเจ็บปวดกันอย่างรุนแรงนั้นเริ่มต้นมาจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก โดยฌแพาะไขมันกลุ่มโอเมก้า-6 ที่อิ่มตัว เช่นน้ำมันพืชต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงอาหารกันโดยทั่วไปในปริมาณมาก  ขนม นม เนย หรือของว่างที่มีส่วนผสมของนมเนย
         อาหารเหล่านี้จะถูกนำไปสร้างฮอร์โมนที่ผิดปกติ ดังนั้นในวันที่มีประจำเดือนจึงมีอาการปวดมาก เนื่องจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนนั้นมีลักษณะเป็นลิ่มเลือดที่เกาะอยู่ตามผนังกล้ามเนื้อเรียบ ทำให้การบีดตัวของกล้ามเนื้อเรียบของโพรงมดลูกต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับเยื่อบุที่หลุดลอกเป็นประจำเดือนออกให้หมด การที่เยื่อบุที่หลุดลอกแล้วนั้นไปเกาะติดผนังโพรงมดลูก จะทำให้เกิดการอักเสบเกิดขึ้นบริเวณนั้น และโดยธรรมชาติของร่างกายจะสร้างเกราะป้องกันตนเองขึ้นมาบริเวณที่อักเสบ จริงๆแล้วเป็นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาปกปิดบริเวณที่อักเสบ และเมื่อเกิดมีเยื่อบุตกค้างมากขึ้นก็จะมีการสร้างเกราะป้องกันหนาตัวขึ้น กลายเป็นผังผืด ที่จับยึดติดอยู่กับผนังโพรงมดลูก ดังนั้นเวลามีรอบเดือน เมื่อโพรงมดูกบีบตัวก็จะถูกรั้งด้วยผังผืดทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง   และการที่เป็นผังผืดบริเวณโพรงมดลูกนั้นก็เสี่ยงตัอการมีบุตรยากด้วย เพราะโพรงมดลูกไม่สามรถสร้างเยื่อบุใหม่ขึ้นมาได้
        สิ่งที่เสี่ยงมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือถ้าเกิดมีเยื่อบุที่หลุดลอกออกมาแล้วไหลย้อนกลับเข้าไปที่ท่อรังไข่แล้วไปเกาะที่เปลือกรังไข่ ก็จะทำให้เกิดการอักเสบที่เปลือกรังไข่ ทำให้เกิดการสร้างเมือกห่อหุ้มเยื่อบุที่ทำให้เกิดการอักเสบนั้นและเมื่อปล่อยไว้ก็จะทำให้การสร้างเมืกห่อหุ้มหนาขึ้นเรื่อยๆ ภายในที่ถูกห่อหุ้มนั้นจะมีสีน้ำตาลเพราะเป็นเลือดเสียนั่นเอง จึงเรียกว่า ช็อกโกแล็ตซีส
       นี่แหละครับที่บอกว่าผู้หญิงนั้นน่าสงสาร   นี่ยังไม่รวมถึงอาการตกขาวซึ่งเกิดจากการขับของเสียออกจากโพรงมดูกไม่หมดจดอีก และอาการปวดหน้าอกอีก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นทำให้ไขมันที่ชื่อว่า กาโมเลนิกลอลงจึงทำให้เกิดอาการตึงหน้าอก บางคนถึงกับปวดร้าวไปทั้งตัวก็มี 
       การแก้ปัญหาเรื่องนี หลายๆคนก็ไปซื้อยาที่มีขายในท้องตลาดมากินกันเอง ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคน บางคนก็ไปหาหมอ บางคนกพึ่งยาแก้ปวด แล้วแต่จะหาได้ 
       แต่จริงๆ แล้วถ้าลดอาหารที่มีไขมันโอเมก้า-6 ที่อิ่มตัวลงก็ช่วยลดอาการปวดได้แล้วระดับหนึ่ง การไม่เข้าร้านอาหารฟ๊าดฟู้ดก็ช่วยได้มากทีเดียว  หรือถ้าจะใช้วิธีป้องกันก็ทำได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส และโบราจจะดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีแต่พริมโรสเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่า ในอีฟนิ่งพริมโรส มีกรดไขมัน โอเมก้า-6 ไม่อิ่มตัว   GLA ที่มีโมเลกุลจับกับไตรกลีเซอร์ไรด์ในตำแหน่งที่เหมาะสมกว่า ส่วนโบราจนั้นจะมี GLA ที่เข้มข้นมากกว่า และมี LA ด้วย ซึ่ง GLA จะถูกร่างกายนำไปสังเคราะห์เป็น พรอสตาแกลนดิน หรือ PGE1 ที่ทำให้ลดการอักเสบและลานผลิตภัณฑ์ที่จะทำให้การขับดอาการปวดลง และยังไปช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนนั่นเอง
       นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ที่มีตังกุย อยู่ด้วยก็จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของพริมโรส ช่วยทำให้ลดอาการปวดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งโพรงมดลูกอีกด้วย ขิงผงเองก็ช่วยในเรื่องของการทำให้ประจำเดือนแห้งเร็วขึ้น และขิ่งก็เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระด้วย เป็นการป้องกันมะเร็งเต้านมและโพรงมดลูกไปในตัว  
       การรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาถ้ามีวิตมินอีและซี(จากงานวิจัยต้องเป็นวิตามินจากธรรมชาติเท่านั้น)ร่วมด้วยจะทำให้การขับประจำเดือนได้หมดจดและช่วยทำให้กล้ามเนื้อเรียบโพรงมดลูกทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังป้องกันการเกิดผังผืดและช็อกโกแล็ตซีสได้ด้วย
        สรุปว่าอย่าปล่อยให้เกิดอาการปวดประจำเดือนบ่อยๆ เพราะอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่างๆ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผังผืด ช็อกโกแล็ตซีส มะเร็งโพรงมดลูก รวมทั้งมะเร็งเต้านม ดูแลตนเองแต่เนิ่นๆ ครับ   
       ด้วยข้อจำกัดบางประการทำให้ไม่สามารถเขียนบางอย่างลงมา ถ้าสนใจให้ทิ้งเมล์ไว้ครับแล้วจะตอบส่วนตัวให้ครับ
        ขอให้ผู้หญิงทุกๆคนมีสุขภาพที่ดีครับ
        




แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 226 ครั้ง

Last edit on 4/2/2552 12:00:00

 เวป Search ได้เงิน  ฟรีๆ


ในขณะที่เราใช้ Search เพื่อเข้าไปค้นหาเวปต่างๆ นั้น เรายังสามารถทำเงินได้ด้วย โดยเข้าที่ เวป My HomePage Friends เวปนี้เป็นเวปจากอังกฤษครับ   ผมได้เล่นเวปนี้มาเป็นเวลา เกือบปีแล้ว พบว่าเขาจ่ายจริงครับ โดยผ่านการส่งเช๊คไปให้ที่บ้าน(วิธีนี้จะช้า) หรือ Paypal ผมใช้ Paypal เพราะสะดวกและเร็วดีรวมทั้งปลอดภัยด้วยครับ การสมัครก็ไม่ยุ่งยากเหมือนก่อน แค่บัตร B1 ของ ธ.กรุงเทพฯ ก็สมัครได้แล้ว เวปนี้จะให้เราไปสร้าง Home Page ส่วนตัวครับ และถ้าเราแนะนำเพื่อนๆ ให้ลงทะเบียนแล้วสร้าง Home Page ของเขา ก็จะได้ค่าแนะนำ 1.25 ปอนด์ และยังได้ค่าคอมมิชชั่นอีก 10% จากคนที่เราแนะนำเข้าไปใช้ Search ด้วยครับ

วิธีคิด ถ้าเราใช้ Search 1 ครั้ง เขาคิดให้                              = 0.008 ปอนด์
        ถ้าเราใช้ Search 30 ครั้ง/วัน                                     = 30 x 0.008 = 0.24 ปอนด์
        ถ้าเพื่อนที่เราแนะนำ 1 คน คลิก 30 ครั้ง/วัน/คน             = 30 x 0.008 x 10% = 0.024 ปอนด์
        ถ้าคุณแนะนำเพื่อนไป 100 คน และทุกคนคลิก Search   = 30 ครั้ง/วัน 
        คุณจได้ค่าคอม                                                       = 0.024 x 100 = 2.4 ปอนด์
        รวมของคุณเองอีก                                                   = 0.24 ปอนด์
            ดังนั้นในวันหนึ่งๆ คุณจะมีรายได้จากการใช้ Search    = 2.64 ปอนด์
            หรือเดือนหนึ่งๆ ถ้าใช้ทั้ง 30 วัน คุณก็จะมีรายได้        = 2.64 x 30 = 79.2 ปอนด์
            ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 50 บาท/ปอนด์ คุณจะได้เงิน = 79.2 x 50 = 3,960 บาท
            (ยังไม่ได้รวมค่าแนะนำอีก    1.25 ปอนด์/คน)
เมื่อคุณถึง 20 ปอนด์ ทางเวปก็จ่ายให้คุณแล้ว โปรดดูเงื่อนไขเวลาการจ่ายเงินได้จากเวป คลิกลิงค์นี้ครับ


 ไม่เลวเลยใช่มั้ยครับสิ่งที่สำคัญอย่า search จนเพลินนะครับ เพราะเขามีข้อจำกัดเหมือนกัน
 เพราะวัตถุประสงของเขาไม่ใช่หาเงินจากการใช้ Search แต่เป็น Benifit เท่านั้น
ลองดูนะครับไม่มีอะไรต้องเสีย ฟรี ครับ


แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 585 ครั้ง

Last edit on 9/12/2551 12:06:00

 

The Last Lecture เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมอ่านแล้วประทับใจมากอีกเล่มหนึ่ง และก็ได้มีโอกาสนำเอาบางสิ่งบางอย่างที่ คุณแรนดี้ ได้บรรจงใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ ผมแนะนำให้ไปหามาอ่านกันได้เลยครับ โดยเฉพาะคนที่มีความฝัน คนที่มีลูกยิ่งต้องอ่านเลย แล้วคุณจะรู้ว่าคุณควรจะสนับสนุนความฝันลูกคุณอย่างไร

คุณแรนดี้ เพาช์ เป็นศาสตราจารย์ประจำทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา หนังสือที่ท่านได้อ่านอยู่นี้เป็นเพียงส่วนย่อๆ ที่ผู้อ่านได้เก็บประเด็นที่สำคัญๆ ที่ประทับใจมาแบ่งปันไว้ ถ้าท่านสนใจในรายละเอียดมากกว่านี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดการบรรยายทางอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.thelastlecture.com หรือซื้อหามาอ่านได้จากร้านหนังสือทั่วไป

The Last Lecture เป็นปรากฏการณ์สร้างแรงบันดาลใจครั้งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก เป็นการบรรยายครั้งสุดท้ายของคุณแรนดี้ ที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและขณะที่พวกเราได้อ่านหนังสือของเขาอยู่นี้ เขาก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว

เมื่อคุณได้อ่านหนังสือของเขาจบลงจะทำให้คุณเข้าใจชีวิตและเปลี่ยนชีวิตไปจากเดิม ถึงแม้เขาจะเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนระยะสุดท้าย และไม่มีทางมีชีวิตรอดแน่นอน หมดได้บอกเขาว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ตับอ่อนระยะสุดท้ายต้องตายแน่นอนภายใน 3 เดือน 6 เดือน ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณจะทำอย่างไร คุณอาจท้อแท้ เบื่อหน่าย เตรียมตัวตาย หรือทำชีวิตให้เป็นสุข ก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีคุณลองหาหนังสือของเขามาอ่านดูสิครับ (ผมไม่ได้มีผลประโยชน์กับสำนักพิมพ์หรือมีส่วนร่วมใดๆ กับ หนังสือเล่มนี้ ประการใดทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นคนชอบอ่านหนังสือแล้วชอบบันทึกและชอบแบ่งปัน ถ้าข้อความใดที่นำมาแบ่งปันเกิดมีผลทางด้านลิขสิทธิ์ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และผมเองก็ไม่ได้นำข้อความเหล่านี้มาสร้างผลประโยชน์ใดๆ)

ช่วงคำนำ

คุณแรนดี้ ได้ทราบจากแพทย์ว่าตัวเขาเองนั้นมีเนื้องอกในตับอ่อนถึงสิบก้อนซึ่งเป็นผลของมะเร็ง และเขาเองก็จะมีชีวิตเหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น

ตัวเขาเองมีลูกเล็กๆ ถึง 3 คน สิ่งที่เขาต้องการจะทำคือ การที่จะสอนลูกๆ ของเขาอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า เพราะในขณะนี้ของเขานั้นลูกๆ อายุยังน้อยเกินไปสำหรับการที่เขาจะสนทนาได้ เขาอยากสอนลูกๆ ให้รู้จักแยกแยะผิดถูกได้ สอนให้รู้จักรับมือกับความท้าทายที่มากับชีวิต เขาต้องการสอนลูกให้มีชีวิตในแบบฉบับของตัวเอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้เขาตัดสินใจไปปาฐกถา “The Last Lecture” ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน

เลกเชอร์ครั้งสุดท้าย

ตอนที่ 1

สิงโตบาดเจ็บก็ยังอยากคำราม

ศาตราจารย์ในมหาวิทยาลัยจะมีประเพณีปฏิบัติ คือจะถูกให้แสดงปาฐกถาในหัวข้อ “เลกเชอร์ครั้งสุดท้าย” โดยจะถูกขอให้ครุ่นคิดคำนึงถึงความตายของตัวเองและบรรยายถึงสิ่งที่คิดว่าพวกเขาคิดว่าสำคัญที่สุด มีคุณค่าที่สุด มีความรู้ใดบ้างที่เขาอยากแบ่งปันกับชาวโลก ถ้าหากเรารู้ว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ถ้าเราต้องดับสูญไปในวันพรุ่งนี้แล้ว เราจะทิ้งอะไรไว้เป็นมรดก

ตอนที่ถึงคิวของคุณแรนดี้ ทางมหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนชื่อหัวข้อเป็น “การเดินทาง” เพื่อให้ศาสตราจารย์ได้คิดทบทวนและเล่าถึงการเดินทางของชีวิต ทั้งในด้านวิชาชีพและชีวิตส่วนตัว และในช่วงนั้นเขาก็ได้ทราบผลการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งในตับอ่อน แต่เขาก็ยังมองโลกในแง่ดี เขามองว่าอาจเป็นผู้โชคดีที่อาจรอดชีวิตก็ได้

ในช่วงนั้นเองแล้วเขาเองสามารถที่จะบอกงดการแสดงปาฐกถาก็ได้ เขาทราบได้ในทันทีว่าเขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญๆ ที่เขาต้องทำ โดยเฉพาะการรับมือกับความทุกข์ใจอันแสนสาหัสของตัวเอง และความโศกเศร้าของคนที่อยู่รอบตัวที่รักเขา เขาต้องจัดการกับภารกิจต่างๆ ของครอบครัวให้ลงตัวที่สุด และท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นเขาก็ไม่อาจสลัดการปาฐกถานั้นได้

สิ่งที่เขาคำนึงถัดมาก็คือการที่เขาจะพูดกับเจ (ภรรยาของเขา) เขาต้องการที่จะแสดงปาฐกถาในครั้งนี้มาก แต่เจไม่ค่อยเห็นด้วยในการแสดงปาฐกถาในครั้งนี้ ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็เพิ่งย้ายจากพิตต์เบิร์กมาอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเวอร์จิเนีย เพื่อที่ว่าหลังจากที่เขาได้ตายไปแล้ว ภรรยาและลูกๆของเขาจะได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวของภรรยาของเธอ เจเองได้มีความเห็นว่าคุณแรนดี้ควรจะใช้เวลาที่มีคุณค่าที่สุดกับครอบครัว ลูกๆ มากกว่าที่จะใช้เวลาในการเตรียมปาฐกถา และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือก่อนวันที่เขาจะแสดงปาฐกถานั้น เป็นวันเกิดของเจ ซึ่งเขาจะต้องบินไปล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวก่อนหนึ่งวัน และในวันนี้ก็เป็นวันที่เขาจะได้อยู่ร่วมฉลองวันเกิดกับภรรยาของเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วย สิ่งนี้ทำให้เขาเจ็บปวดมาก แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยวางความคิดที่จะไปปาฐกถาในครั้งนี้ได้ เพราะเขามองว่าการปาฐกถาครั้งนี้เป็นเหมือนผลงสนชิ้นสุดท้ายในวิชาชีพของเขา และเป็นวิธีการบอกลา “ครอบครัวอาชีพชองเขา” เขาจะต้องแสดงให้เจรู้ว่าการแสดงปาฐกถาครั้งนี้มันสำคัญต่อเขามาก อาจเป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะบอกกับตัวเองว่าเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจิต เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังขึ้นเวทีได้อยู่ หรือจะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของคนรักแสงไฟบนเวที ทุกคำตอบนั้นถูกหมดสำหรับเขา สิงโตบาดเจ็บ ยังอยากรู้ตัวว่าจะคำรามไหวไหม” เขาได้บอกเจว่า มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่การยึดติดในลาภยศสรรเสริญ” และอีกเรื่องหนึ่งที่เขามองก็คือ มันเป็นเหมือนกับยานที่จะพาเขาท่องไปในอนาคตที่เขาไม่มีวันที่จะได้เห็นด้วยตนเอง

มีประเด็นที่เขาพูดกับเจที่น่าสนใจมากก็คือ เขาได้พูดกับเจในเรื่องของลูกว่า ลูกๆ ของเขาทั้งสามคน คือดีแลนอายุ 5 ขวบ ซึ่งโตพอที่จะมีความจำเรื่องพ่ออยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงๆแล้วจะจำได้แค่ไหน ให้ดูเรา (เขาและเจ) ทั้งสองว่าจำอะไรตอนอายุ 5 ขวบได้บ้าง อย่างดีก็แค่จำได้เลือนรางเท่านั้น

ส่วนโลแลนกับโคอี้ ทั้งสองยังเล็ก อาจจะจำอะไรเกี่ยวกับพ่อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อลูกๆ ของเขาทั้งสองโตขึ้นจะต้องผ่านช่วงชีวิตที่เจ็บปวด ซึ่งเขาจำเป็นต้องรู้ว่า “พ่อของฉันคือใคร พ่อของฉันเป็นคนแบบไหน และการปาฐกถาครั้งนี้อาจช่วยตอบคำถามเหล่านั้นให้ลูกๆ ได้” เขาได้บอกกับเจว่า จะให้ทางคาร์เนกี เมลลอนบันทึกการบรรยายครั้งนี้ไว้ เขาจะมีดีวีดีไว้ให้เจและลูกๆดู มันจะช่วยให้ลูกๆ ได้เข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหนและอะไรมีคุณค่า” ช่วงนี้เจได้ย้อนกลับว่า แล้วทำไมเขาไม่ตั้งกล้องวิดีโอไว้แล้วทำการบันทึกเทปที่ห้องนั่งเล่นที่บ้านล่ะ เหตุผลที่เขาบอกเจน่าสนใจมาก คือ เวลาพ่อแม่สอนอะไรลูกๆ แล้วถ้าเรื่องนั้นได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกด้วย มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเขาสามารถทำให้กลุ่มผู้ฟังหัวเราะหรือปรบมือให้ในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้สิ่งที่เขาจะบอกลูกมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เจยอมรับและเจเองก็รู้ดีว่า แรนดี้ต้องการที่จะทิ้งมรดกไว้ให้ลูกๆ และการปาฐกภาครั้งนี้ก็อาจเป็นหนึ่งในหนทางนั้นก็ได้ หลังจากที่ได้รับไฟเขียวจากเจแล้วเขายังมีความท้าทายอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่จะทำให้การปาฐกถาครั้งนี้มีผลสั่นสะเทือนยาวไกลไปถึงลูกๆ ของเขาในหนึ่งทศวรรษนับจากนี้หรือนานกว่านั้น ซึ่งเขาจะเน้นการปาฐกถาครั้งนี้ในเรื่อง การมีชีวิตอยู่”

สิ่งที่เขาอยากพูดก็คือ “อะไรที่ทำให้เขาพิเศษไม่เหมือนใคร” เขาพบว่าสิ่งที่ทำให้เขามีความพิเศษ คือ ทุกความสำเร็จ และทุกสิ่งที่เขารักล้วนมีที่มาจากความฝันและเป้าหมายในวัยเด็ก รวมถึงวิธีการที่เขาพยายามจัดการตัวเองจนสามารถบรรลุเป้าหมายจนครบเกือบทั้งหมด ถึงแม้เขาจะเป็นมะเร็งแต่เขาก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตตามความฝัน โดยมีบุคคลที่น่าอัศจรรย์มากมายที่สอนเขามาตลอดเส้นทางของชีวิต ดังนั้นถ้าเขาสามารถเล่าเรื่องราวของตัวเขาเองด้วยความรู้สึกที่มีได้ จะทำให้การปาฐกถาครั้งนี้ของเขาช่วยให้คนอื่นค้นพบเส้นทางไปสู่ฝันที่เป็นจริงของพวกเขาได้เช่นกัน เขาจึงได้ตั้งหัวข้อในการปาฐกถาในครั้งนี้ว่า

“ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง”

ตอนที่ 2

ชีวิตของคุณแรนดี้ในคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป

คุณแรนดี้ได้ใช้เวลาถึง 4 วันเต็มเพื่อที่เรียบเรียงรูปที่จะนำมาใช้ประกอบในการปาฐกถาเพื่อให้เห็นถึงรายการความฝันในวัยเด็ก เพื่อต้องการให้คนอื่นๆ ย้อนกลับมาเชื่อมต่อกับความฝันของพวกเขาในวัยเด็ก

มีสิ่งหนึ่งที่เขาอยากทำก็คือ อยากให้เจ ไปนั่งฟังเขาบรรยายในครั้งนี้ ซึ่งในตอนแรกเจไม่ได้ตัดสินใจที่ จะไป แต่เจก็ได้ตัดสินใจไปในเช้าของวันที่เขาแสดงปาฐกถา คุณแรนดี้ได้จัดฉลองวันเกิดให้เจก่อนที่จะบินไป พิตต์เบิร์กหนึ่งวัน

ที่พิตต์เบิร์ก เขาได้พบกับสตีฟ ซีบอลต์ ผู้บริหารบริษัทผลิตวิดีโอเกมชื่อ อีเลคทรอนิคส์อาร์ตส์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันและสตีฟเองก็ได้ช่วยแรนดี้ในเรื่องของข้อแนะนำบางประการในการที่เขาจะได้นำเสนอ ทำให้เขาสามารถตัดรูปภาพที่จะใช้ลงได้อีกเหลือ 280 ภาพ ระหว่างที่พูดคุยกันมีสาวเสิร์ฟที่กำลังตั้งครรภ์มาเสิร์ฟถึงโต๊ะของทั้งสองและได้เห็นภาพเด็กลูกของแรนดี้ เธอถามถึงชื่อของเด็กๆ บังเอิญลูกคนเล็กของคุณแรนดี้ คือ โคอี้ ตรงกับชื่อของลูกสาวเสิร์ฟคนนั้น และเมื่อเธอกลับมาอีกครั้งแรนดี้ได้แสดงความยินดีกับการตั้งครรภ์ของเธอ แต่เธอ กลับตอบว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ทำให้คุณแรนดี้ฉุกคิดถึงองค์ประกอบที่อุบัติขึ้นอย่างคาดคิด ที่มีบทบาทในการถือกำเนิดและการจากไปของเรา สำหรับเอการมีลูกถือเป็นอุบัติเหตุ แต่สำหรับคุณแรนดี้ อุบัติเหตุจากมะเร็งทำให้ต้องทิ้งลูกเล็กๆ สามคนให้โตขึ้นโดยปราศจากความรักจากพ่อ

คุณแรนดี้ จริงจังมากกับการเตรียมตัวในการปาฐกถาในครั้งนี้ทุกเวลาเขาได้ใช้โน้ตบุ๊กของเขาจัดแต่งรูปและเนื้อหาเพาเวอร์พ้อยต์จนกระทั่งถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นพูด แม้ว่าเขาจะได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด เขาก็ยังคงเตรียมอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับคนที่ตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจ และหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง

ตอนที่ 3

ช้างตัวเบิ้มในห้อง

ในห้องประชุมมีผู้เข้าร่วมฟังประมาณ 400 คน ผู้คนเหล่านั้นต่างก็จะมาดูชายที่เป็นมะเร็งที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่บ่งบอกให้เห็นว่าเขามีอาการของคนเป็นมะเร็งร้ายเลย ผมก็ยังคงปกติไม่มีร่วงทั้งๆ ที่ทำเคมีบำบัด เขาใส่เสื้อโปโลแขนสั้น ที่มีชื่อ “แรนดี้” สัญลักษณ์รูปวงรีซึ่งได้จากการที่เขาได้มีโอกาสไปทำงานเป็น “นักจินตนาการสร้างสรรค์ (Imagineers)” อันได้แก่ จิตรกร นักเขียน และวิศวกรผู้สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์แห่งวอลท์ดิสนีย์ เท่านั้นที่มีสิทธิ์สวมใส่ ในช่วงหนึ่งประมาณ 6 เดือนซึ่งเป็นช่วงที่เขาว่างเว้นจากการสอนหนังสือ เขาได้ไปทำงานเป็นนักจินตนาการสร้างสรรค์กับวอลท์ดิสนีย์ ซึ่งเป็นความฝันหนึ่งของเขาในสมัยเด็กๆ และนี้เองเป็นเหตุให้เขาได้รับเสื้อสามารถมา และการที่เขาใส่เสื้อนี้ก็เพื่อเป็นการคาราวะต่อคุณวอลท์ ดิสนีย์ ผู้เป็นเจ้าของวลี ถ้าคุณฝันถึงมันได้ คุณก็ทำให้มันเป็นจริงได้”

คุณพ่อของเขาได้สอนว่า เวลาที่มีช้างตัวเบิ้มอยู่ในห้อง เราควรแนะนำช้างตัวนั้นด้วย” คุณแรนดี้จึงได้ฉายภาพซีทีสแกนของตับที่มีเนื้องอกประมาณสิบก้อนให้ผู้ฟังได้เห็น คุณหมอได้บอกว่าเขายังคงมีสุขภาพดีไปได้อีก 3-6 เดือน ในสไลด์คุณแรนดี้ได้เขียนหัวข้อว่า “ช้างตัวเบิ้มในห้อง” สิ่งที่เขาบอกคือ “สิ่งนั้นเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ที่ทำได้คือเราเลือกวิธีการตอบโต้ เหมือนกับที่เราไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ที่จั่วมาได้ แต่เราจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก” เขาไม่ได้ปฏิเสธความจริง และก็รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เขาได้สร้างบรรยากาศกับผู้ฟังและเพิ่มพลังความรู้สึกที่ดีให้กับตนเอง เพื่อให้พร้อมที่จะดำเนินการบรรยายต่อไปได้และเขาก็ทำได้จริงๆ ผู้ฟังปรบมือลั่นห้อง ส่วนเขาเองก็กระฉับกระเฉงดูมีพลังอย่างเหลือเชื่อยิ่งกว่าคนมีสุขภาพดีเสียอีก

ส่วนที่ 2

ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง

ความฝันวัยเด็กของคุณแรนดี้

  • ล่องลอยอยู่ในแรงโน้มถ่วงเท่ากับศูนย์
  • ได้เล่นกับในทีมอเมริกันฟุตบอลอาชีพ
  • เป็นนักเขียนให้หนังสือสารานุกรมโลกสักหนึ่งหัวข้อ
  • เป็นกับตันเคิร์ก แห่งสตาร์เทร็ค
  • ชนะรางวัลเป็นตุ๊กตาสัตว์
  • เป็นนักจินตนาการสร้างสรรค์แห่งวอลท์ดิสนีย์

ตอนที่ 4

ลอตเตอรี่พ่อแม่

คุณแรนดี้เกิดมาพร้อมกับที่มีพ่อแม่ที่ดีซึ่งเขาเปรียบเหมือนกับถูกลอตเตอรี่เรื่องพ่อแม่ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความฝันในวัยเด็กของเขาเป็นจริงได้

แม่ของเขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในรูปแบบเก่าที่เข้มงวด ทำให้คุณแรนดี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความคาดหวังอันสูงลิบของแม่พอสมควร และสิ่งนี้ก็กลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าให้เขา

พ่อเป็นแพทย์เสนารักษ์จากสงครามโลกครั้งที่สองและเคยร่วมรบในยุทธการบัลจ์ พ่อของเขาได้ก่อตั้งกลุ่มการกุศลขึ้นเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ลูกผู้อพยพลี้ภัย และมีอาชีพขายประกันรถยนต์ในตัวเมืองบัลติมอร์ และได้ช่วยเหลือคนจนให้มีประกันภัยรถยนต์ได้ คุณพ่อคือวีรบุรุษของเขา

คุณแรนดี้ เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองโคลัมเบียรัฐแมรรี่แลนด์ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเงิน พ่อแม่เป็นคนมัธยัสถ์สุดๆ เขาจึงไม่ค่อยได้มีโอกาสออกไปกินอาหารนอกบ้าน ดูหนังนอกบ้านไม่เกินปีละหนึ่งหรือสองครั้ง ส่วนใหญ่จะดูทีวีสีอยู่ที่บ้าน หรือไม่ก็ออกไปห้องสมุด ยืมหนังสือมาอ่านเล่มสองเล่ม

การที่คุณแรนดี้มีชีวิตที่ก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นเพราะว่า เขามีแม่และพ่อที่คิดถูกต้อง ทำถูกต้อง ซึ่งคุณแรนดี้เองก็ได้รับเอานิสัยเหล่านั้นมาเต็มๆ ในวัยเด็กเขามองว่าในโลกนี้มีครอบครัวอยู่สองประเภท คือ

1. ครอบครัวที่ต้องใช้พจนานุกรมไว้อ้างอิงระหว่างการกินอาหารมื้อเย็น

2. ครอบครัวที่ไม่ต้องใช้

เพราะทุกวันหลังอาหารมื้อเย็นจะต้องจบลงด้วยพจนานุกรม “เปิดเอ็นไซโคพีเดีย เปิดพจนานุกรมเปิดความคิด”

คุณพ่อของเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่มีเหตุมีผลมือฉกาจ ทำให้เขารับเอานิสัยนี้ติดมาด้วย หลายๆครั้งที่เขาไปบรรยาย เขาก็ได้นำเอานิสัยของคุณพ่อของเขาถ่ายทอดออกไป เสมือนกับได้กำลังถ่ายทอดพ่อออกอากาศไป

การที่เขาได้หยิบยกเอาคำพูดของคุณพ่อของเขาไปใช้ได้ทุกวัน เป็นเพราะถ้าเราหยิบเอาความรอบรู้ของเราเองไปพูดคนก็จะไม่ค่อยฟัง แต่ถ้าหยิบยกหรืออ้างอิงคำพูดของบุคคลที่สาม คนจะฟังและดูดีขึ้น

คุณพ่อของเขาได้ให้คำแนะนำว่า จะต่อรองอย่างไรในการใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่พ่อของเขาสอนก็คือ ไม่ต้องรีบร้อนในการตัดสินใจจนกว่าจะจำเป็นจริงๆ” คำเตือนของคุณพ่อของเขาอีกเรื่องก็คือ ถ้าอยู่ในฐานะได้เปรียบ ไม่ว่าในที่ทำงานหรือในความสัมพันธ์ใดๆ ต้องมีความยุติธรรม

หลังจากที่คุณแรนดี้จบปริญญาเอกแล้ว ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปราบปลื้มมาก คุณพ่อคุณแม่ของเขาชอบทำในสิ่งที่คนทั่วๆ ไปไม่ทำกันและจะทำอย่างสุดกำลัง เช่น ค้ำประกันการสร้างหอพักในชนบทของประเทศไทย ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้เด็กหญิงไม่ต้องลาออกจากโรงเรียนกลายมาเป็นโสเภณี แม่ของเขาเป็นสุดยอดของความมีใจเป็นกุศล ส่วนพ่อของเขาเมื่ออายุ 83 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก่อนตายก็ได้มอบเงินให้กับโครงการในประเทศไทยที่ท่านได้ทำอยู่ อย่างน้อยก็ดำเนินการต่อไปได้อีก 6 ปี

ในการชมเลคเชอร์ครั้งสุดท้ายเขาจะฉายภาพในวัยเด็กของเขาภาพหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นเด็กที่รักการมีความฝันอันยิ่งใหญ่ และภาพนั้นได้เตือนใจเขาอยู่ตลอดเวลาว่า เขาถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งในเรื่องพ่อแม่

ตอนที่ 5

ลิฟต์ในบ้านชั้นเดียว

เขาไม่เคยให้จินตนาการของเขาต้องถูกกดไว้ ช่วงที่เขาเรียนชั้นมัธยมปลายเขามีความต้องการที่จะละบายความคิดของเขาออกมาที่ผนังห้องนอน เมื่อเขาขออนุญาตคุณพ่อของเขาก็อนุญาต เพราะท่านยอมรับความคิดสร้างสรรค์ ท่านรักที่จะเห็นประกายเล็กๆของความคิดสร้างสรรค์แปรเป็นพลุสว่างไสว

เขา พี่สาวชื่อ แทมมี่ และเพื่อนชื่อ แจ๊ค เชรีฟ ใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ในการวาดรูปในห้องนอนของเขา รูปที่เขาวาดก็มีสูตรสมการกำลังสอง แจ๊ควาดรูปประตูลิฟต์สีเงินบานใหญ่ ด้านซ้ายของประตูวาดปุ่ม “ขึ้น” และ.”ลง” เหนือประตูลิฟต์มีแป้นที่มีหมายเลขชั้น หนึ่ง ถึง หก บ้านของเขามีชั้นเดียว การที่เขาวาดลิฟต์ถึงหกชั้นเป็นการจินตนาการที่เกินเลยไปหน่อย นอกจากนั้นยังมีภาพอื่นๆ อีกหลายภาพ

เพื่อนๆ ที่มาเยี่ยมชมที่บ้านมักประทับใจมาก เพื่อนๆมักพูดว่า “เราไม่อยากเชื่อเลยว่าพ่อแม่ของนายจะยอมให้นายทำได้ขนาดนี้”

ผู้อ่านทุกท่านที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ หากลูกๆ ของคุณต้องการระบายสีในห้องนอน กรุณาปล่อยให้พวกเขาทำกันเถอะ ทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมาดีแน่นอน อย่ากังวลไปเลยว่าบ้านของคุณจะราคาตก มันจะมีคุณค่าในตัวเอง อย่างน้อยก็เป็นการจุดประกายความฝันในวัยเด็กของลูกคุณออกมา

ตอนที่ 6

ไปสู่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง

คุณแรนดี้ ได้เล่าว่าช่วงสมัยเด็กที่เรียนชั้นประถม เด็กๆ โดยทั่วไปฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ แต่เขาอยากลอยอยู่ในอากาศ

กลับกลายเป็นว่าองค์การนาซ่ามีเครื่องบินฝึกที่ใช้ฝีกนักบินอวกาศเพื่อให้คุ้นกับสภาพไร้น้ำหนัก เครื่องนี้จะลอยขึ้นเป็นรูปโค้งพาราโบลา ที่จุดสูงสุดของโค้งจะเกิดสภาพไร้น้ำหนักประมาณ 25 วินาที และความฝันของเขาเริ่มใกล้เคียงความจริงเมื่อนาซ่ามีโครงการให้นักศึกษาส่งแผนทดสองบนยานบินนี้ และนักศึกษาของคาร์เนกี เมลลอนก็ได้ส่งโครงการการใช้สภาพสามมิติเสมือนจริง คำถามที่ทำให้ทีมนักศึกษาของเขาชนะเลิศได้รับเชิญไปยังศูนย์อวกาศจอห์นสัน ณ เมืองฮิวสตัน คือ เราสามารถใช้ใช้สภาพสามมิติเสมือนจริงช่วยฝึกซ้อมนักบินภาคพื้นราบได้ไหม แต่คุณแรนดี้ ก็ยังเจอปัญหาที่ว่านาซ่ามีกฎห้ามอาจารย์ที่ปรึกษาติดตามนักศึกษาเข้าไป แต่คุณแรนดี้ก็ไม่ยอมแพ้กลับไปดูข้อมูลโดยละเอียดเพื่อหาช่องว่าง และเขาก็พบจนได้ และท้ายที่สุดเขาก็ได้ติดตามคณะลูกศิษย์เข้าไปในฐานะนักข่าว และเขาก็ได้เข้าไปทดลองอยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงตามความฝันของเขาจนได้ เรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าคุณเห็นช่องเปิดอยู่ คุณอาจพบวิธีลอยผ่านช่องนั้นไปได้

*********** ยังมีต่อ ************




แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 1336 ครั้ง

เลือกดูบลอก Search:

คอนโด คอนโดให้เช่า ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว
ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 46.875ms