Last edit on 4/2/2552 12:00:00
เวป Search ได้เงิน ฟรีๆ
ในขณะที่เราใช้ Search เพื่อเข้าไปค้นหาเวปต่างๆ นั้น เรายังสามารถทำเงินได้ด้วย โดยเข้าที่ เวป My HomePage Friends เวปนี้เป็นเวปจากอังกฤษครับ ผมได้เล่นเวปนี้มาเป็นเวลา เกือบปีแล้ว พบว่าเขาจ่ายจริงครับ โดยผ่านการส่งเช๊คไปให้ที่บ้าน(วิธีนี้จะช้า) หรือ Paypal ผมใช้ Paypal เพราะสะดวกและเร็วดีรวมทั้งปลอดภัยด้วยครับ การสมัครก็ไม่ยุ่งยากเหมือนก่อน แค่บัตร B1 ของ ธ.กรุงเทพฯ ก็สมัครได้แล้ว เวปนี้จะให้เราไปสร้าง Home Page ส่วนตัวครับ และถ้าเราแนะนำเพื่อนๆ ให้ลงทะเบียนแล้วสร้าง Home Page ของเขา ก็จะได้ค่าแนะนำ 1.25 ปอนด์ และยังได้ค่าคอมมิชชั่นอีก 10% จากคนที่เราแนะนำเข้าไปใช้ Search ด้วยครับ
วิธีคิด ถ้าเราใช้ Search 1 ครั้ง เขาคิดให้ = 0.008 ปอนด์
ถ้าเราใช้ Search 30 ครั้ง/วัน = 30 x 0.008 = 0.24 ปอนด์
ถ้าเพื่อนที่เราแนะนำ 1 คน คลิก 30 ครั้ง/วัน/คน = 30 x 0.008 x 10% = 0.024 ปอนด์
ถ้าคุณแนะนำเพื่อนไป 100 คน และทุกคนคลิก Search = 30 ครั้ง/วัน
คุณจได้ค่าคอม = 0.024 x 100 = 2.4 ปอนด์
รวมของคุณเองอีก = 0.24 ปอนด์
ดังนั้นในวันหนึ่งๆ คุณจะมีรายได้จากการใช้ Search = 2.64 ปอนด์
หรือเดือนหนึ่งๆ ถ้าใช้ทั้ง 30 วัน คุณก็จะมีรายได้ = 2.64 x 30 = 79.2 ปอนด์
ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 50 บาท/ปอนด์ คุณจะได้เงิน = 79.2 x 50 = 3,960 บาท
(ยังไม่ได้รวมค่าแนะนำอีก 1.25 ปอนด์/คน)
เมื่อคุณถึง 20 ปอนด์ ทางเวปก็จ่ายให้คุณแล้ว โปรดดูเงื่อนไขเวลาการจ่ายเงินได้จากเวป คลิกลิงค์นี้ครับ
ไม่เลวเลยใช่มั้ยครับสิ่งที่สำคัญอย่า search จนเพลินนะครับ เพราะเขามีข้อจำกัดเหมือนกัน
เพราะวัตถุประสงของเขาไม่ใช่หาเงินจากการใช้ Search แต่เป็น Benifit เท่านั้น
ลองดูนะครับไม่มีอะไรต้องเสีย ฟรี ครับ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 289 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Khonheyhaa.blog?PostID=6066
Last edit on 9/12/2551 12:06:00
The Last Lecture เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมอ่านแล้วประทับใจมากอีกเล่มหนึ่ง และก็ได้มีโอกาสนำเอาบางสิ่งบางอย่างที่ คุณแรนดี้ ได้บรรจงใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ ผมแนะนำให้ไปหามาอ่านกันได้เลยครับ โดยเฉพาะคนที่มีความฝัน คนที่มีลูกยิ่งต้องอ่านเลย แล้วคุณจะรู้ว่าคุณควรจะสนับสนุนความฝันลูกคุณอย่างไร
คุณแรนดี้ เพาช์ เป็นศาสตราจารย์ประจำทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา หนังสือที่ท่านได้อ่านอยู่นี้เป็นเพียงส่วนย่อๆ ที่ผู้อ่านได้เก็บประเด็นที่สำคัญๆ ที่ประทับใจมาแบ่งปันไว้ ถ้าท่านสนใจในรายละเอียดมากกว่านี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดการบรรยายทางอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.thelastlecture.com หรือซื้อหามาอ่านได้จากร้านหนังสือทั่วไป
The Last Lecture เป็นปรากฏการณ์สร้างแรงบันดาลใจครั้งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก เป็นการบรรยายครั้งสุดท้ายของคุณแรนดี้ ที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและขณะที่พวกเราได้อ่านหนังสือของเขาอยู่นี้ เขาก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
เมื่อคุณได้อ่านหนังสือของเขาจบลงจะทำให้คุณเข้าใจชีวิตและเปลี่ยนชีวิตไปจากเดิม ถึงแม้เขาจะเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนระยะสุดท้าย และไม่มีทางมีชีวิตรอดแน่นอน หมดได้บอกเขาว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ตับอ่อนระยะสุดท้ายต้องตายแน่นอนภายใน 3 เดือน 6 เดือน ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณจะทำอย่างไร คุณอาจท้อแท้ เบื่อหน่าย เตรียมตัวตาย หรือทำชีวิตให้เป็นสุข ก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีคุณลองหาหนังสือของเขามาอ่านดูสิครับ (ผมไม่ได้มีผลประโยชน์กับสำนักพิมพ์หรือมีส่วนร่วมใดๆ กับ หนังสือเล่มนี้ ประการใดทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นคนชอบอ่านหนังสือแล้วชอบบันทึกและชอบแบ่งปัน ถ้าข้อความใดที่นำมาแบ่งปันเกิดมีผลทางด้านลิขสิทธิ์ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และผมเองก็ไม่ได้นำข้อความเหล่านี้มาสร้างผลประโยชน์ใดๆ)
ช่วงคำนำ
คุณแรนดี้ ได้ทราบจากแพทย์ว่าตัวเขาเองนั้นมีเนื้องอกในตับอ่อนถึงสิบก้อนซึ่งเป็นผลของมะเร็ง และเขาเองก็จะมีชีวิตเหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น
ตัวเขาเองมีลูกเล็กๆ ถึง 3 คน สิ่งที่เขาต้องการจะทำคือ การที่จะสอนลูกๆ ของเขาอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า เพราะในขณะนี้ของเขานั้นลูกๆ อายุยังน้อยเกินไปสำหรับการที่เขาจะสนทนาได้ เขาอยากสอนลูกๆ ให้รู้จักแยกแยะผิดถูกได้ สอนให้รู้จักรับมือกับความท้าทายที่มากับชีวิต เขาต้องการสอนลูกให้มีชีวิตในแบบฉบับของตัวเอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้เขาตัดสินใจไปปาฐกถา “The Last Lecture” ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน
เลกเชอร์ครั้งสุดท้าย
ตอนที่ 1
สิงโตบาดเจ็บก็ยังอยากคำราม
ศาตราจารย์ในมหาวิทยาลัยจะมีประเพณีปฏิบัติ คือจะถูกให้แสดงปาฐกถาในหัวข้อ “เลกเชอร์ครั้งสุดท้าย” โดยจะถูกขอให้ครุ่นคิดคำนึงถึงความตายของตัวเองและบรรยายถึงสิ่งที่คิดว่าพวกเขาคิดว่าสำคัญที่สุด มีคุณค่าที่สุด มีความรู้ใดบ้างที่เขาอยากแบ่งปันกับชาวโลก ถ้าหากเรารู้ว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ถ้าเราต้องดับสูญไปในวันพรุ่งนี้แล้ว เราจะทิ้งอะไรไว้เป็นมรดก
ตอนที่ถึงคิวของคุณแรนดี้ ทางมหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนชื่อหัวข้อเป็น “การเดินทาง” เพื่อให้ศาสตราจารย์ได้คิดทบทวนและเล่าถึงการเดินทางของชีวิต ทั้งในด้านวิชาชีพและชีวิตส่วนตัว และในช่วงนั้นเขาก็ได้ทราบผลการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งในตับอ่อน แต่เขาก็ยังมองโลกในแง่ดี เขามองว่าอาจเป็นผู้โชคดีที่อาจรอดชีวิตก็ได้
ในช่วงนั้นเองแล้วเขาเองสามารถที่จะบอกงดการแสดงปาฐกถาก็ได้ เขาทราบได้ในทันทีว่าเขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญๆ ที่เขาต้องทำ โดยเฉพาะการรับมือกับความทุกข์ใจอันแสนสาหัสของตัวเอง และความโศกเศร้าของคนที่อยู่รอบตัวที่รักเขา เขาต้องจัดการกับภารกิจต่างๆ ของครอบครัวให้ลงตัวที่สุด และท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นเขาก็ไม่อาจสลัดการปาฐกถานั้นได้
สิ่งที่เขาคำนึงถัดมาก็คือการที่เขาจะพูดกับเจ (ภรรยาของเขา) เขาต้องการที่จะแสดงปาฐกถาในครั้งนี้มาก แต่เจไม่ค่อยเห็นด้วยในการแสดงปาฐกถาในครั้งนี้ ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็เพิ่งย้ายจากพิตต์เบิร์กมาอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเวอร์จิเนีย เพื่อที่ว่าหลังจากที่เขาได้ตายไปแล้ว ภรรยาและลูกๆของเขาจะได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวของภรรยาของเธอ เจเองได้มีความเห็นว่าคุณแรนดี้ควรจะใช้เวลาที่มีคุณค่าที่สุดกับครอบครัว ลูกๆ มากกว่าที่จะใช้เวลาในการเตรียมปาฐกถา และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือก่อนวันที่เขาจะแสดงปาฐกถานั้น เป็นวันเกิดของเจ ซึ่งเขาจะต้องบินไปล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวก่อนหนึ่งวัน และในวันนี้ก็เป็นวันที่เขาจะได้อยู่ร่วมฉลองวันเกิดกับภรรยาของเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วย สิ่งนี้ทำให้เขาเจ็บปวดมาก แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยวางความคิดที่จะไปปาฐกถาในครั้งนี้ได้ เพราะเขามองว่าการปาฐกถาครั้งนี้เป็นเหมือนผลงสนชิ้นสุดท้ายในวิชาชีพของเขา และเป็นวิธีการบอกลา “ครอบครัวอาชีพชองเขา” เขาจะต้องแสดงให้เจรู้ว่าการแสดงปาฐกถาครั้งนี้มันสำคัญต่อเขามาก อาจเป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะบอกกับตัวเองว่าเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจิต เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังขึ้นเวทีได้อยู่ หรือจะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของคนรักแสงไฟบนเวที ทุกคำตอบนั้นถูกหมดสำหรับเขา “สิงโตบาดเจ็บ ยังอยากรู้ตัวว่าจะคำรามไหวไหม” เขาได้บอกเจว่า “มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่การยึดติดในลาภยศสรรเสริญ” และอีกเรื่องหนึ่งที่เขามองก็คือ มันเป็นเหมือนกับยานที่จะพาเขาท่องไปในอนาคตที่เขาไม่มีวันที่จะได้เห็นด้วยตนเอง
มีประเด็นที่เขาพูดกับเจที่น่าสนใจมากก็คือ เขาได้พูดกับเจในเรื่องของลูกว่า ลูกๆ ของเขาทั้งสามคน คือดีแลนอายุ 5 ขวบ ซึ่งโตพอที่จะมีความจำเรื่องพ่ออยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงๆแล้วจะจำได้แค่ไหน ให้ดูเรา (เขาและเจ) ทั้งสองว่าจำอะไรตอนอายุ 5 ขวบได้บ้าง อย่างดีก็แค่จำได้เลือนรางเท่านั้น
ส่วนโลแลนกับโคอี้ ทั้งสองยังเล็ก อาจจะจำอะไรเกี่ยวกับพ่อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อลูกๆ ของเขาทั้งสองโตขึ้นจะต้องผ่านช่วงชีวิตที่เจ็บปวด ซึ่งเขาจำเป็นต้องรู้ว่า “พ่อของฉันคือใคร พ่อของฉันเป็นคนแบบไหน และการปาฐกถาครั้งนี้อาจช่วยตอบคำถามเหล่านั้นให้ลูกๆ ได้” เขาได้บอกกับเจว่า จะให้ทางคาร์เนกี เมลลอนบันทึกการบรรยายครั้งนี้ไว้ เขาจะมีดีวีดีไว้ให้เจและลูกๆดู มันจะช่วยให้ลูกๆ ได้เข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหนและอะไรมีคุณค่า” ช่วงนี้เจได้ย้อนกลับว่า แล้วทำไมเขาไม่ตั้งกล้องวิดีโอไว้แล้วทำการบันทึกเทปที่ห้องนั่งเล่นที่บ้านล่ะ เหตุผลที่เขาบอกเจน่าสนใจมาก คือ “เวลาพ่อแม่สอนอะไรลูกๆ แล้วถ้าเรื่องนั้นได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกด้วย มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเขาสามารถทำให้กลุ่มผู้ฟังหัวเราะหรือปรบมือให้ในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้สิ่งที่เขาจะบอกลูกมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เจยอมรับและเจเองก็รู้ดีว่า แรนดี้ต้องการที่จะทิ้งมรดกไว้ให้ลูกๆ และการปาฐกภาครั้งนี้ก็อาจเป็นหนึ่งในหนทางนั้นก็ได้ หลังจากที่ได้รับไฟเขียวจากเจแล้วเขายังมีความท้าทายอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่จะทำให้การปาฐกถาครั้งนี้มีผลสั่นสะเทือนยาวไกลไปถึงลูกๆ ของเขาในหนึ่งทศวรรษนับจากนี้หรือนานกว่านั้น ซึ่งเขาจะเน้นการปาฐกถาครั้งนี้ในเรื่อง “การมีชีวิตอยู่”
สิ่งที่เขาอยากพูดก็คือ “อะไรที่ทำให้เขาพิเศษไม่เหมือนใคร” เขาพบว่าสิ่งที่ทำให้เขามีความพิเศษ คือ ทุกความสำเร็จ และทุกสิ่งที่เขารักล้วนมีที่มาจากความฝันและเป้าหมายในวัยเด็ก รวมถึงวิธีการที่เขาพยายามจัดการตัวเองจนสามารถบรรลุเป้าหมายจนครบเกือบทั้งหมด ถึงแม้เขาจะเป็นมะเร็งแต่เขาก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตตามความฝัน โดยมีบุคคลที่น่าอัศจรรย์มากมายที่สอนเขามาตลอดเส้นทางของชีวิต ดังนั้นถ้าเขาสามารถเล่าเรื่องราวของตัวเขาเองด้วยความรู้สึกที่มีได้ จะทำให้การปาฐกถาครั้งนี้ของเขาช่วยให้คนอื่นค้นพบเส้นทางไปสู่ฝันที่เป็นจริงของพวกเขาได้เช่นกัน เขาจึงได้ตั้งหัวข้อในการปาฐกถาในครั้งนี้ว่า
“ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง”
ตอนที่ 2
ชีวิตของคุณแรนดี้ในคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป
คุณแรนดี้ได้ใช้เวลาถึง 4 วันเต็มเพื่อที่เรียบเรียงรูปที่จะนำมาใช้ประกอบในการปาฐกถาเพื่อให้เห็นถึงรายการความฝันในวัยเด็ก เพื่อต้องการให้คนอื่นๆ ย้อนกลับมาเชื่อมต่อกับความฝันของพวกเขาในวัยเด็ก
มีสิ่งหนึ่งที่เขาอยากทำก็คือ อยากให้เจ ไปนั่งฟังเขาบรรยายในครั้งนี้ ซึ่งในตอนแรกเจไม่ได้ตัดสินใจที่ จะไป แต่เจก็ได้ตัดสินใจไปในเช้าของวันที่เขาแสดงปาฐกถา คุณแรนดี้ได้จัดฉลองวันเกิดให้เจก่อนที่จะบินไป พิตต์เบิร์กหนึ่งวัน
ที่พิตต์เบิร์ก เขาได้พบกับสตีฟ ซีบอลต์ ผู้บริหารบริษัทผลิตวิดีโอเกมชื่อ อีเลคทรอนิคส์อาร์ตส์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันและสตีฟเองก็ได้ช่วยแรนดี้ในเรื่องของข้อแนะนำบางประการในการที่เขาจะได้นำเสนอ ทำให้เขาสามารถตัดรูปภาพที่จะใช้ลงได้อีกเหลือ 280 ภาพ ระหว่างที่พูดคุยกันมีสาวเสิร์ฟที่กำลังตั้งครรภ์มาเสิร์ฟถึงโต๊ะของทั้งสองและได้เห็นภาพเด็กลูกของแรนดี้ เธอถามถึงชื่อของเด็กๆ บังเอิญลูกคนเล็กของคุณแรนดี้ คือ โคอี้ ตรงกับชื่อของลูกสาวเสิร์ฟคนนั้น และเมื่อเธอกลับมาอีกครั้งแรนดี้ได้แสดงความยินดีกับการตั้งครรภ์ของเธอ แต่เธอ กลับตอบว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ทำให้คุณแรนดี้ฉุกคิดถึงองค์ประกอบที่อุบัติขึ้นอย่างคาดคิด ที่มีบทบาทในการถือกำเนิดและการจากไปของเรา สำหรับเอการมีลูกถือเป็นอุบัติเหตุ แต่สำหรับคุณแรนดี้ อุบัติเหตุจากมะเร็งทำให้ต้องทิ้งลูกเล็กๆ สามคนให้โตขึ้นโดยปราศจากความรักจากพ่อ
คุณแรนดี้ จริงจังมากกับการเตรียมตัวในการปาฐกถาในครั้งนี้ทุกเวลาเขาได้ใช้โน้ตบุ๊กของเขาจัดแต่งรูปและเนื้อหาเพาเวอร์พ้อยต์จนกระทั่งถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นพูด แม้ว่าเขาจะได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด เขาก็ยังคงเตรียมอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับคนที่ตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจ และหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง
ตอนที่ 3
ช้างตัวเบิ้มในห้อง
ในห้องประชุมมีผู้เข้าร่วมฟังประมาณ 400 คน ผู้คนเหล่านั้นต่างก็จะมาดูชายที่เป็นมะเร็งที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่บ่งบอกให้เห็นว่าเขามีอาการของคนเป็นมะเร็งร้ายเลย ผมก็ยังคงปกติไม่มีร่วงทั้งๆ ที่ทำเคมีบำบัด เขาใส่เสื้อโปโลแขนสั้น ที่มีชื่อ “แรนดี้” สัญลักษณ์รูปวงรีซึ่งได้จากการที่เขาได้มีโอกาสไปทำงานเป็น “นักจินตนาการสร้างสรรค์ (Imagineers)” อันได้แก่ จิตรกร นักเขียน และวิศวกรผู้สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์แห่งวอลท์ดิสนีย์ เท่านั้นที่มีสิทธิ์สวมใส่ ในช่วงหนึ่งประมาณ 6 เดือนซึ่งเป็นช่วงที่เขาว่างเว้นจากการสอนหนังสือ เขาได้ไปทำงานเป็นนักจินตนาการสร้างสรรค์กับวอลท์ดิสนีย์ ซึ่งเป็นความฝันหนึ่งของเขาในสมัยเด็กๆ และนี้เองเป็นเหตุให้เขาได้รับเสื้อสามารถมา และการที่เขาใส่เสื้อนี้ก็เพื่อเป็นการคาราวะต่อคุณวอลท์ ดิสนีย์ ผู้เป็นเจ้าของวลี “ถ้าคุณฝันถึงมันได้ คุณก็ทำให้มันเป็นจริงได้”
คุณพ่อของเขาได้สอนว่า “เวลาที่มีช้างตัวเบิ้มอยู่ในห้อง เราควรแนะนำช้างตัวนั้นด้วย” คุณแรนดี้จึงได้ฉายภาพซีทีสแกนของตับที่มีเนื้องอกประมาณสิบก้อนให้ผู้ฟังได้เห็น คุณหมอได้บอกว่าเขายังคงมีสุขภาพดีไปได้อีก 3-6 เดือน ในสไลด์คุณแรนดี้ได้เขียนหัวข้อว่า “ช้างตัวเบิ้มในห้อง” สิ่งที่เขาบอกคือ “สิ่งนั้นเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ที่ทำได้คือเราเลือกวิธีการตอบโต้ เหมือนกับที่เราไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ที่จั่วมาได้ แต่เราจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก” เขาไม่ได้ปฏิเสธความจริง และก็รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เขาได้สร้างบรรยากาศกับผู้ฟังและเพิ่มพลังความรู้สึกที่ดีให้กับตนเอง เพื่อให้พร้อมที่จะดำเนินการบรรยายต่อไปได้และเขาก็ทำได้จริงๆ ผู้ฟังปรบมือลั่นห้อง ส่วนเขาเองก็กระฉับกระเฉงดูมีพลังอย่างเหลือเชื่อยิ่งกว่าคนมีสุขภาพดีเสียอีก
ส่วนที่ 2
ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง
ความฝันวัยเด็กของคุณแรนดี้
- ล่องลอยอยู่ในแรงโน้มถ่วงเท่ากับศูนย์
- ได้เล่นกับในทีมอเมริกันฟุตบอลอาชีพ
- เป็นนักเขียนให้หนังสือสารานุกรมโลกสักหนึ่งหัวข้อ
- เป็นกับตันเคิร์ก แห่งสตาร์เทร็ค
- ชนะรางวัลเป็นตุ๊กตาสัตว์
- เป็นนักจินตนาการสร้างสรรค์แห่งวอลท์ดิสนีย์
ตอนที่ 4
ลอตเตอรี่พ่อแม่
คุณแรนดี้เกิดมาพร้อมกับที่มีพ่อแม่ที่ดีซึ่งเขาเปรียบเหมือนกับถูกลอตเตอรี่เรื่องพ่อแม่ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความฝันในวัยเด็กของเขาเป็นจริงได้
แม่ของเขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในรูปแบบเก่าที่เข้มงวด ทำให้คุณแรนดี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความคาดหวังอันสูงลิบของแม่พอสมควร และสิ่งนี้ก็กลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าให้เขา
พ่อเป็นแพทย์เสนารักษ์จากสงครามโลกครั้งที่สองและเคยร่วมรบในยุทธการบัลจ์ พ่อของเขาได้ก่อตั้งกลุ่มการกุศลขึ้นเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ลูกผู้อพยพลี้ภัย และมีอาชีพขายประกันรถยนต์ในตัวเมืองบัลติมอร์ และได้ช่วยเหลือคนจนให้มีประกันภัยรถยนต์ได้ คุณพ่อคือวีรบุรุษของเขา
คุณแรนดี้ เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองโคลัมเบียรัฐแมรรี่แลนด์ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเงิน พ่อแม่เป็นคนมัธยัสถ์สุดๆ เขาจึงไม่ค่อยได้มีโอกาสออกไปกินอาหารนอกบ้าน ดูหนังนอกบ้านไม่เกินปีละหนึ่งหรือสองครั้ง ส่วนใหญ่จะดูทีวีสีอยู่ที่บ้าน หรือไม่ก็ออกไปห้องสมุด ยืมหนังสือมาอ่านเล่มสองเล่ม
การที่คุณแรนดี้มีชีวิตที่ก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นเพราะว่า เขามีแม่และพ่อที่คิดถูกต้อง ทำถูกต้อง ซึ่งคุณแรนดี้เองก็ได้รับเอานิสัยเหล่านั้นมาเต็มๆ ในวัยเด็กเขามองว่าในโลกนี้มีครอบครัวอยู่สองประเภท คือ
1. ครอบครัวที่ต้องใช้พจนานุกรมไว้อ้างอิงระหว่างการกินอาหารมื้อเย็น
2. ครอบครัวที่ไม่ต้องใช้
เพราะทุกวันหลังอาหารมื้อเย็นจะต้องจบลงด้วยพจนานุกรม “เปิดเอ็นไซโคพีเดีย เปิดพจนานุกรมเปิดความคิด”
คุณพ่อของเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่มีเหตุมีผลมือฉกาจ ทำให้เขารับเอานิสัยนี้ติดมาด้วย หลายๆครั้งที่เขาไปบรรยาย เขาก็ได้นำเอานิสัยของคุณพ่อของเขาถ่ายทอดออกไป เสมือนกับได้กำลังถ่ายทอดพ่อออกอากาศไป
การที่เขาได้หยิบยกเอาคำพูดของคุณพ่อของเขาไปใช้ได้ทุกวัน เป็นเพราะถ้าเราหยิบเอาความรอบรู้ของเราเองไปพูดคนก็จะไม่ค่อยฟัง แต่ถ้าหยิบยกหรืออ้างอิงคำพูดของบุคคลที่สาม คนจะฟังและดูดีขึ้น
คุณพ่อของเขาได้ให้คำแนะนำว่า จะต่อรองอย่างไรในการใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่พ่อของเขาสอนก็คือ “ไม่ต้องรีบร้อนในการตัดสินใจจนกว่าจะจำเป็นจริงๆ” คำเตือนของคุณพ่อของเขาอีกเรื่องก็คือ ถ้าอยู่ในฐานะได้เปรียบ ไม่ว่าในที่ทำงานหรือในความสัมพันธ์ใดๆ ต้องมีความยุติธรรม
หลังจากที่คุณแรนดี้จบปริญญาเอกแล้ว ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปราบปลื้มมาก คุณพ่อคุณแม่ของเขาชอบทำในสิ่งที่คนทั่วๆ ไปไม่ทำกันและจะทำอย่างสุดกำลัง เช่น ค้ำประกันการสร้างหอพักในชนบทของประเทศไทย ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้เด็กหญิงไม่ต้องลาออกจากโรงเรียนกลายมาเป็นโสเภณี แม่ของเขาเป็นสุดยอดของความมีใจเป็นกุศล ส่วนพ่อของเขาเมื่ออายุ 83 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก่อนตายก็ได้มอบเงินให้กับโครงการในประเทศไทยที่ท่านได้ทำอยู่ อย่างน้อยก็ดำเนินการต่อไปได้อีก 6 ปี
ในการชมเลคเชอร์ครั้งสุดท้ายเขาจะฉายภาพในวัยเด็กของเขาภาพหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นเด็กที่รักการมีความฝันอันยิ่งใหญ่ และภาพนั้นได้เตือนใจเขาอยู่ตลอดเวลาว่า เขาถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งในเรื่องพ่อแม่
ตอนที่ 5
ลิฟต์ในบ้านชั้นเดียว
เขาไม่เคยให้จินตนาการของเขาต้องถูกกดไว้ ช่วงที่เขาเรียนชั้นมัธยมปลายเขามีความต้องการที่จะละบายความคิดของเขาออกมาที่ผนังห้องนอน เมื่อเขาขออนุญาตคุณพ่อของเขาก็อนุญาต เพราะท่านยอมรับความคิดสร้างสรรค์ ท่านรักที่จะเห็นประกายเล็กๆของความคิดสร้างสรรค์แปรเป็นพลุสว่างไสว
เขา พี่สาวชื่อ แทมมี่ และเพื่อนชื่อ แจ๊ค เชรีฟ ใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ในการวาดรูปในห้องนอนของเขา รูปที่เขาวาดก็มีสูตรสมการกำลังสอง แจ๊ควาดรูปประตูลิฟต์สีเงินบานใหญ่ ด้านซ้ายของประตูวาดปุ่ม “ขึ้น” และ.”ลง” เหนือประตูลิฟต์มีแป้นที่มีหมายเลขชั้น หนึ่ง ถึง หก บ้านของเขามีชั้นเดียว การที่เขาวาดลิฟต์ถึงหกชั้นเป็นการจินตนาการที่เกินเลยไปหน่อย นอกจากนั้นยังมีภาพอื่นๆ อีกหลายภาพ
เพื่อนๆ ที่มาเยี่ยมชมที่บ้านมักประทับใจมาก เพื่อนๆมักพูดว่า “เราไม่อยากเชื่อเลยว่าพ่อแม่ของนายจะยอมให้นายทำได้ขนาดนี้”
ผู้อ่านทุกท่านที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ หากลูกๆ ของคุณต้องการระบายสีในห้องนอน กรุณาปล่อยให้พวกเขาทำกันเถอะ ทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมาดีแน่นอน อย่ากังวลไปเลยว่าบ้านของคุณจะราคาตก มันจะมีคุณค่าในตัวเอง อย่างน้อยก็เป็นการจุดประกายความฝันในวัยเด็กของลูกคุณออกมา
ตอนที่ 6
ไปสู่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง
คุณแรนดี้ ได้เล่าว่าช่วงสมัยเด็กที่เรียนชั้นประถม เด็กๆ โดยทั่วไปฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ แต่เขาอยากลอยอยู่ในอากาศ
กลับกลายเป็นว่าองค์การนาซ่ามีเครื่องบินฝึกที่ใช้ฝีกนักบินอวกาศเพื่อให้คุ้นกับสภาพไร้น้ำหนัก เครื่องนี้จะลอยขึ้นเป็นรูปโค้งพาราโบลา ที่จุดสูงสุดของโค้งจะเกิดสภาพไร้น้ำหนักประมาณ 25 วินาที และความฝันของเขาเริ่มใกล้เคียงความจริงเมื่อนาซ่ามีโครงการให้นักศึกษาส่งแผนทดสองบนยานบินนี้ และนักศึกษาของคาร์เนกี เมลลอนก็ได้ส่งโครงการการใช้สภาพสามมิติเสมือนจริง คำถามที่ทำให้ทีมนักศึกษาของเขาชนะเลิศได้รับเชิญไปยังศูนย์อวกาศจอห์นสัน ณ เมืองฮิวสตัน คือ เราสามารถใช้ใช้สภาพสามมิติเสมือนจริงช่วยฝึกซ้อมนักบินภาคพื้นราบได้ไหม แต่คุณแรนดี้ ก็ยังเจอปัญหาที่ว่านาซ่ามีกฎห้ามอาจารย์ที่ปรึกษาติดตามนักศึกษาเข้าไป แต่คุณแรนดี้ก็ไม่ยอมแพ้กลับไปดูข้อมูลโดยละเอียดเพื่อหาช่องว่าง และเขาก็พบจนได้ และท้ายที่สุดเขาก็ได้ติดตามคณะลูกศิษย์เข้าไปในฐานะนักข่าว และเขาก็ได้เข้าไปทดลองอยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงตามความฝันของเขาจนได้ เรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าคุณเห็นช่องเปิดอยู่ คุณอาจพบวิธีลอยผ่านช่องนั้นไปได้
*********** ยังมีต่อ ************
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 562 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Khonheyhaa.blog?PostID=5630
Last edit on 2/7/2552 17:06:00
สิ่งที่พวกเรามักเจอกันบ่อยๆ
ในฐานะที่ผมเป็นนักท่องเน็ตผู้หนึ่งที่ใช้เน็ตในการสื่อสารกับสมาชิกหรือเพื่อนๆ ทั่วโลก ก็ไม่แปลกเลยที่จะได้รับเมล์มาจากที่ต่างๆ มากมาย มีทั้งที่เป็นประโยชน์และขยะ แต่สิ่งหนึ่งก็คือผมไม่เคยดูถูกผู้ที่ส่งเมล์มาเลยก็คือ ทุกผู้คนต่างก็มีวัตถุประสงค์ของตนเอง ถ้าเราอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ชอบก็ลบทิ้งเท่านั้นเอง
ก็ได้รับเมล์หนึ่งเกี่ยวกับเวป Dubaimlm.com หลังจากที่ได้อ่านข้อความของผู้ที่ส่งมาให้แล้ว ผมก็เลยลองลงทะเบียนเข้าไปดูว่ามันเป็นอะไรแน่ พบว่าเป็นเวป MLM หาชื่อ อีเมล์ เพื่อไปใช้ประโยชน์ในทางการค้าหรือโฆษณาอะไรสักอย่าง โดยที่ถ้าเราแนะนำให้คนเข้ามาลงทะเบียนได้ 5 คนทางเวปจะจ่ายให้ 100 เหรียญดูไป หรือประมาณ 50 USD ถ้าแนะนำได้ 50 คนลงทะเบียน จ่าย 1,000 เหรียญดูไบ(500 USD) และสูงสุดภ้าแนะนำได้ 500 คนมาลงทะเบียนกับเวปทางเวปจ่ายให้ 10,000 เหรียญดูไบ(5,000 USD) และถ้าคนที่เราแนะนำให้ลงทะเบียน ไปแนะนำผู้อื่นต่อได้ทางเวปจะจ่ายให้อีกคนละ 2 เหรียญดูไบ(1 USD) และจ่ายลึกลงไปถึง 50 ชั้น
ผมได้ติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะหาข้อมูลมาแบ่งปัน เพราะถ้ามันหลอกพวกเราชาวเน๊ตหลายๆคนจะได้ไม้ต้องเสียเวลากับเวปประเภทนี้ ช่วง 3-4 วันมีผู้คนทั่วโลกเข้าไปลงทะเบียนกับเวปจำนวนมาก เฉพาะประเทศไทยก็ 6,000 กว่าราย อาจเป็นที่ว่าดูแล้วไม่มีอะไรต้องเสียทุกคนที่ลงเข้าไปลงทะเบียนจึงไม่คิดอะไร เพราะทางเวปให้ลงทะเบียนฟรีๆ แถม เครดิต ให้อีก 100 เหรียญดูไบ(ประมาณ 50 USD)
ผมได้ติดตามต่ออีกว่า แล้วเราจะได้รับเงินอย่างไร ทางเวปได้โปรโมท ดูไบเครดิตการ์ด และเดบิตการ์ด โดยเมื่อถึงรอบการจ่ายเงินครั้งแรกเขาจะส่งเป็นเดบิตการ์ดมาให้เรา ก็ดูแปลกๆ ดีนะ เหมือนเราช่วยหาอีเมล์ให้เวปแล้วเขาตอบแทนด้วยเงิน ผมเองก็ยังไม่ทราบว่าโดยแท้จริงแล้วจะได้เงินหรือไม่ครับ แต่ลองอ่านข้อความที่ผู้ที่ส่งเขาส่งมาให้ผมดูข้างล่างแล้วใช้พิจารณญาณดูนะครับ
ผมจะติดตามต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ครับ
........................................................................................................................................
เพื่อนๆ ลองอ่านข้อความข้างล่างดู มีเพื่อนในเน็ตคนหนึ่งส่งมาให้ ไม่ได้เปลี่ยนข้อความของเขาในประเด็นหลัก เปลี่ยนเพียงแค่ URL เท่านั้น อ่านแล้วถ้าสนใจก็ลองทำดูเพราะไม่มีอะไรต้องเสีย เพียงคลิกเข้าไปที่เวป
http://lovemom09.dubaimlm.com
แล้วลงทะเบียนกับเวปฟรี นั้น คุณก็มีโอกาสได้เงินแล้ว
ข้อความที่เพื่อนส่งมาให้
ไม่รู้ว่าใครจะเชื่อเปล่า เพราะมีคนบอกมาว่า เขาสมัครตั้งแต่อาทิตย์ก่อน และลองสมัครเล่นๆมันบอกว่าจะส่งบัตร ATM มาให้ก็ลองทำดู อาทิตย์เดียวเราหา
คนให้เวป เป็นร้อยคน เมื่อวานเราได้รับบัตร ATM กดเงิน งงเลย แปลกแต่จริง กดเงินที่ แบงค์กรุงเทพ ได้มา 35,000 บาทเสียค่าธรรมเนียม 500
บาท ก็แค่เห็นว่าถ้าใครสนใจสมัครได้เลยค่ะ ใครไม่เชื่อก็ไม่ต้องค่ะ แต่เรานะ งงมากนี่จริงหรือนี่ทำงานเดือนหนึ่งได่ 15,000 นั่งทำ10 นาที
คลิกเลย :
http://lovemom09.dubaimlm.com
แค่คุณกรอกข้อมูลสมัคร ทางเว็บก้อรับเลย 50$ ง่ายๆ
ได้คุยกับคนที่ลองสมัครได้จริงๆ เขายืนยันได้ว่าได้มาจริงๆ
ได้ ATM มากดตังค์แค่สมัครฟรีๆ
ขอแนะนำธุรกิจตัวใหม่จากต่างประเทศ(เศรษฐีดูไบ dubai)
สมัครฟรีทิ้งไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไร
สมัครปุ๊บจะมี Down Line (ทั่วโลก) ต่อทันที
สมัครได้เพียงแค่ประมาณ 10 นาที
มี Down Line (ทั่วโลก) แล้วเป็นร้อยคน
บริษัท DUBAIMLM เปิดตัวเป็นทางการในวันที่ 31 มี.ค.2551
1. เข้าเว็บ : http://lovemom09.dubaimlm.com
2. แล้วไป Register Now เมนูด้านบน
3. กรอกข้อมูลต่อไปนี้ เป็นภาษาอังกฤษนะ
Sponsor ID: (มันมีอยู่แล้ว : เป็น ID ของเราที่แนะนำคุณมาลงทะเบียนเพื่อรับเงิน)
First Name: ชื่อจริง
Last Name: นามสกุล
Address 1: บ้านเลขที่, ถนน
Address 2: ตำบล, อำเภอ
City: จังหวัด
State: ไม่ต้องใส่
Postal Code: รหัสไปรษณีย์
Country: Thailand
Daytime Phone Number: หมายเลขโทรศัพท์เวลากลางวัน (ใส่แต่ตัวเลขนะคะ เช่น 08xxxxxxxx)
Phone Type: ประเภทโทรศัพท์ : ธุรกิจ/มือถือ/โทรสาร/บ้าน
Nighttime Phone Number: หมายเลขโทรศัพท์เวลากลางคืน (ใส่แต่ตัวเลขนะคะเช่น 08xxxxxxxx)
phone Type: ประเภทโทรศัพท์ : ธุรกิจ/มือถือ/โทรสาร/บ้าน
Email: อีเมล์
Confirm Email: ยืนยันอีเมล์
User Name: ชื่อในการ login ของเรา (6 - 16 ตัวเลขหรือตัวอักษร)
Password: รหัสผ่าน (8 - 16 ตัวเลขหรือตัวอักษร)
Confirm Password: ยืนยันรหัสผ่าน
Website URL: XXXXX.dubaimlm.com (เมื่อคุณ กำหนด User Name แล้วจะพบว่า User Name นี้จะเป็น ชื่อ Website URL โดยอัตโนมัติ)
เวปนี้จะเป็นเวปของเราที่จะให้คนที่เราแนะนำเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับเงินและทำธุรกิจต่อจากคุณ
Are you currently involved with any MLM Travel Program such as YTB or Your Travel Biz?
เลือก NO
Are you currently involved with any MLM Lead Program such as Just Sell Three?
เลือก NO
Please list up to 3 MLM you have been involved with.
1. ไม่ต้องกรอก
2. ไม่ต้องกรอก
3. กรอก DubaiMLM? 3rd GOAL is 1,000,000 (copy และนำไปวางได้เลย)
4. กด Continue ตรวจทานข้อมูล และ Continue ไปจนเสร็จทุกขั้นตอน
5. เอา username กับ password ที่ตั้งไว้ Login เข้าไปดูรายได้ ในช่อง Earning จะมีเงิน 50 เหรียญ แต่ถ้าเราแนะนำเพื่อนให้กรอกข้อมูลแบบเรา
เราก้อจะได้เพิ่มหัวละ 10 เหรียญทันที
7. เอาชื่อเว็บที่เราตั้งไว้ http://xxxxxxx.dubaimlm.com ไปแนะนำเพื่อนให้กรอกแบบสอบถามเหมือนเรา ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งให้ในอีเมล์ที่กรอก
หลังสมัคร อาจอยู่ใน Junk mail.(อีเมล์ขยะ) วิธีขยายเครือข่ายเพื่อเพิ่มรายได้คือ ทำเหมือนที่เราทำเท่านั้น (เพียง copy ข้อความ
(http://xxxxxx.dubaimlm.com) นำไป post ตาม web ต่างให้คนเห็นมากๆ ) และที่ง่ายที่สุดคือ ให้ญาติ คนในครอบครัว และ เพื่อน สมัคร เพื่อรับเงิน ได้เงินใช้ฟรี
สรุปว่าทำไมต้องลอง
1. ฟรี่ไม่ได้มีค่าสมัคร
2. กรอกข้อมูลที่พอเปิดเผยได้ เช่น เบอร์โทร อีเมล์ ที่อยู่ ไม่ได้หนักหนาอะไร
3. เบอร์โทร ?? กรอกไปแล้วก็คงไม่มีใครโทรมาจีบหรอกมั้ง ??
4. เกิดว่าไม่ได้จริง ก็ไม่ได้เสียอะไร เอาเป็นว่าได้รู้ว่ามีเว็บไซต์แบบนี้ด้วย
คำถาม ??
แล้วเขาจะให้เงินเราเพื่ออะไร ?? ในความคิดเราว่า มหาเศรษฐีน้ำมัน Dubai ชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนใครแล้วก็เงินหนา
ฉะนั้นตามที่โฆษณาเหมือนกับเขาต้องการให้บริษัทเขาเป็น MLM ที่ใหญ่ที่สุด ( มีสมาชิกเยอะที่สุด )
จึงได้เหมือนกับจ้างพวกเราเข้าไปเป็นสมาชิก เพื่อในเวลาการต่อรองด้านธุรกิจต่างๆ จะได้ง่ายขึ้น
และถ้าเราลองคิดดูว่าสมาชิกเขามีเป็นล้าน เขามีอีเมล์ของเรา เขาก็คงส่งโฆษณาขายเราเช่นกัน
เช่นพวก โรงแรม ท่องเที่ยว อย่างน้อยๆใน 1 ล้านคนของสมาชิกก็น่าจะมีคนสนใจบ้างแหละ ว่าไหม ?
คิดดูแล้วก็ไม่ได้เสียอะไร แต่อาจจะต้องมานั่งลบเมล์โฆษณาก็เป็นไปได้ แต่เอาเหอะตั้ง
50 $ X 33 = 1650 บาท คุ้มๆๆๆ
อ่านมาถึงนี้แล้ว ลองสมัครเล่นๆ ดูนะค่ะ ได้ 50$ จริงๆ ค่ะ
คลิ๊กเลย http://lovemom09.dubaimlm.com
ถ้าลงทะเบียนแล้วอยากส่งต่อให้เพื่อนอย่าลืมเปลี่ยน URL จาก http://lovemom09.dubai.com เป็น URL ของคุณ ดูได้หลังจากที่คุณลงทะเบียนแล้วคุณจะได้รับ URL เป็น http://xxxxxxxxx.dubaimlm.com
xxxxxxxxx = ชื่อที่คุณตั้งใน UserName
ลองดูครับ เพราะคุณไม่มีอะไรต้องเสีย ลงทะเบียน ฟรี
คลิก http://lovemom09.dubaimlm.com
.........................................................................................................................................
ผมได้ทดลองแล้ว อย่าเสียเวลากับเขาเลย ผมทำมาร่วมปีแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ เพื่อนๆ
2 ก.ค. 2552
|
มีคนตอบทั้งหมด: 1 |
อ่าน: 1409 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Khonheyhaa.blog?PostID=5449
24/10/2551 14:58:00
ระบบการเรียนการสอนทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต
ระบบนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานของคุณได้เป็นอย่างมากครับ ที่สำคัญคือคุณสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาลเลยครับ คุณไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายก็มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณมีอยู่แล้ว จะเป็นโน้ตบุ๊ก หรือ เครื่องตั้งโต๊ะก็ได้ครับ เพียงเพิ่มไมโครโฟน และลำโพงเข้าไปซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะมีกันอยู่แล้ว อินเตอร์เน็ตที่ใช้ถ้าเป็นชนิดความเร็วสูงหน่อยก็จะดี เพราะต้องใช้ระบบเสียงพูดคุยกันด้วยครับ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ก็ฟรีเช่นกันครับ ยืนยันว่าฟรีครับโดยการดาวน์โหลดได้จากอินเตอร์เน็ตฟรีและถูกต้องตามกฎหมายด้วยครับ
ทีนี้มาดูองค์ประกอบของระบบกันครับว่ามีอะไรกันบ้าง
1. เครื่องทำหน้าที่เป็นผู้สอน เรียกว่า Host
2. เครื่องทำหน้าที่เป็นนักเรียน เรียกว่า Slave
3. ซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการสื่อสารกันใช้ Skype หรือจะใช้ซอฟต์แวร์อื่นๆ ก็ได้ครับ ขอให้ฟรีไว้ก่อน แต่ถ้าจะใช้ Skype ตามผมให้เข้าไปดาวน์โหลดได้ฟรีๆ ที่ www.skype.com ครับ
4. ซอฟต์แวร์สำหรับการสอน ใช้ TeamViewer ครับ เข้าไปดาวน์โหลดได้ฟรีๆ ที่ www.TeamViewer.com ครับ เพียงเท่านี้เราก็พร้อมที่จะ Setup ระบบกันแล้วครับ
ส่วนนี้สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นครับ คนที่เก่งแล้วก็ข้ามไปได้เลย
การดาวน์โหลดโปรแกรม Skype เข้าไปที่ www.Skype.com แล้วเข้าไปที่ไปส่วน DownLoad Free คุณจะใช้วิธีดาวน์โหลดมาเก็บไว้โดยการ Save แล้วติดตั้งภายหลัง หรือ สั่งติดตั้งโดยทันที โดยคลิกที่ Run แล้วทำตามที่หน้าจอบอก หลังจากที่ติดตั้ง Skype แล้ว คลิกที่ Start Skype ที่ด้านล่างขวาของหน้าต่างการติดตั้งเลยครับ จะปรากฏหน้าต่างให้เราสร้างบัญชีของเราครับ ชื่อหน้าต่างคือ Skype - Create Account
ช่องแรก Full Name ให้ใส่ชื่อของคุณลงไป แนะนำว่าควรเป็นภาษาอังกฤษครับ
ช่องที่สอง Choose Skype Name เป็นชื่อที่คุณใช้บน Skype เป็นภาษาอังกฤษ ต้องมีตั้งแต่ 6 ตัวอักษรขึ้นไป ไม่เกิน150 ตัวอักษร
ช่องที่ 3-4 เป็นรหัสผ่าน Password อย่างน้อย 4 ตัวขึ้นไป
แล้วคลิกที่ช่อง สี่เหลี่ยมเป็นการยอมรับเงื่อนไข จะปรากฏหน้าต่างให้ใส่ชื่ออีเมล์ของคุณในช่องแรก
ช่องที่สอง country/region ระบบใส่ให้แล้ว เป็น Thailand
ช่องที่สาม city เป็นชื่อจังหวัดที่คุณอยู่ครับ ในกรุงเทพฯใช้ Bangkok
คลิกที่ Sign In แล้วรอสักครู่ จะปรากฏหน้าจอพร้อมใช้งานขึ้นมา ให้คลิกที่ Start ได้เลยครับ
จะปรากฏหน้าต่างสอนคุณ 4 ขั้น ให้อ่านแล้วคลิก Next ไปจนถึง Finish เป็นการจบขั้นตอน
ตอนนี้คุณจะได้ Account ของคุณขึ้นมาแล้วครับ และ คุณก็สามารถเปิด Skype หน้าต่าง Account ของคุณได้แล้วครับ
ต่อไปเป็นการเพิ่มผู้ติดต่อเข้าไปใน Contact ของคุณ โดยคลิกที่ Add Contact จะปรากฏหน้าต่างให้คุณ
ใส่ชื่อเป็น Skype Name,full name หรือ e-mail address แล้วคลิกที่ Find
ตัวอย่าง อีเมล์ของผู้เขียน k_teenasuan@hotmail.com
เมื่อ Skype หาเจอแล้วจะปรากฏชื่อของผมปรากฏขึ้นที่กรอบล่างของหน้าต่างนี้ครับ
คลิกที่ Add Skype Contact ได้เลยครับ
จะปรากฏหน้าต่าง Say Hello กับผู้ที่ต้องการติดต่อด้วย โดยมีช่องให้คุณส่งข้อความสำหรับการเริ่มต้นด้วย
คุณจะส่งหรือไม่ก็ได้แล้วแต่คุณครับ
ถ้าคุณต้องการเพิ่มผู้ติดต่อในตอนนี้สามารถทำได้ต่อเนื่องได้เลยครับ ถ้าไม่ก็ให้คลิก Close ได้เลย
เท่านี้คุณก็สามารถติดต่อทางเสียงกับคนที่คุณต้องการติดต่อด้วยได้แล้วครับโดยคุณเข้าไปดูที่หน้าต่าง
สนทนาได้เลย คุณจะพบชื่อคนที่คุณใส่ใน Add Contact ปรากฏให้เห็น
คุณสามารถใช้งานได้ทั้งเสียงหรือการพูดคุยกัน โดยจะใช้กล้องด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าใช้กล้องจะทำให้
สัญญาณล่าช้าไปบ้าง ผมใช้แค่เสียงเท่านั้นครับ โดยคลิกที่สัญลักษณ์โทรศัพท์สีเขียว
อีกส่วนหนึ่งที่ใช้ได้คือการ Chat เพื่อส่งข้อความกันครับ โดยคลิกที่สัญลักษณ์ วงกลมข้อความสีฟ้า
แล้วจะทราบได้อย่างไรว่ามีใคร ออนไลน์ อยู่บ้าง ก็ให้ดูที่สัญลักษณ์ของ Skype รูปวงรีเฉียงๆ ที่อยู่หน้าชื่อใน Contact ของคุณนั่นแหละครับ ถ้าเป็นสีเทาแสดงว่า อยู่ในสถานะ ออฟไลน์ ไม่สามารถติดต่อได้ ถ้าเป็นสีเขียวอ่อนแสดงว่า ออนไลน์ คุณคลิกที่ชื่อนั้นได้เลย แล้วคลิกที่โทรศัพท์สีเขียวครับ ถ้าอีกฝ่ายเขาพร้อมที่จะสนทนากับคุณเขาก็จะคลิกที่ปุ่มเขียวรับการเรียกของคุณ เช่นกันเมื่อมีการเรียกมาที่คุณ คุณก็สามารถรับได้โดยการคลิกที่ปุ่มโทรศัพท์สีเขียวครับ เป็นอย่างไรครับ ง่ายใช่มั้ยครับ
ต่อไปก็จะเป็นการสอนกันเหมือนนั่งอยู่ด้วยกันไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดๆในโลกนี้ ยกเว้นโลกที่แล้วกับโลกหน้าครับ ก่อนอื่นก็ต้องทำการ ดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม TeamViewer กันก่อนครับ
เริ่มกันเลยนะครับ คุณพิมพ์ http://www.teamviewer.com ที่ช่อง Address เพื่อเข้าเว็ปเพจของคุณเลยครับแล้วรอสักครู่เมื่อเข้าเว็ป TeamViewer ได้แล้ว ให้รอส่วนของรูปภาพด้านขวามือจะมีกราฟข้อความ
DownLoad Now It's Free ปรากฏขึ้นมา ใช้เมาส์คลิกที่นี่ได้เลยครับ ถ้าคลิกไม่ทันให้รอรอบใหม่โดยมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นให้ทำตามข้อความที่ปรากฏที่หน้าจอ
ข้อแนะนำในการโหลดก็คือ ให้ทำการโหลดโปรแกรมมาเก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่กำหนดไว้ก่อน โดยเลือก Save
หลังจากที่ดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้โปรแกรมชื่อ TeamViewer_setup.exe เพื่อใช้ในการติดตั้งต่อไปครับ
ผมสมมุติว่าคุณได้ดาวน์โหลดโปรแกรม TeamViewer_setup.exe มาเรียบร้อยแล้วนะครับ ทีนี้มาเริ่มทำการติดตั้งกันครับ
ขั้นตอนการติดตั้ง TeamViewer
1. เข้าไปที่โฟลเดอร์ที่เก็บ TeamViewer_set.exe แล้วใช้เมาส์ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์นี้ (ในกรณีที่ดาวน์โหลดมาโดยใช้ Run จะได้ ไอคอน ชื่อ TeamViewer_setup ให้คลิกที่ไอคอนนี้ก็ได้เช่นกันครับ)
จะปรากฏหน้าต่าง ชื่อ TeamViewer 3 Setup และมีปุ่มให้เลือก 2 ปุ่ม คือ
· Install
· Run
ให้เลือก Install แล้วคลิกที่ Next
2. จะปรากฏหน้าต่างใหม่ โดยมีปุ่มให้เลือกดังนี้
· Company/commercial use
· personal/non-commercial use
· both of the above
ให้เลือกที่ปุ่ม personal/non-commercial use แล้วคลิกที่ Next
3. ปรากฏหน้าต่างใหม่ เป็นเงื่อนไขของการใช้งานตามกฎหมาย
คลิกทั้ง 2 ช่องคือ I accept .......... และ I agree ..........แล้วคลิกที่ Next
4. ปรากฏหน้าต่างใหม่ให้เลือกรูปแบบการติดตั้ง เป็น
· Normal Installation (default)
· Start automatically with Window
คลิกที่ Next ได้เลยครับ
5. โปรแกรมจะเริ่มทำการติดตั้ง ให้รอสักครู่ จนกระทั่งเสร็จจะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมา บอกให้ทราบว่า การติดตั้งเสร็จสิ้นแล้ว คลิกที่ Finish
จะได้ไอคอน TeamViewer 3 ที่หน้าจอครับ เรียบร้อยแล้วครับ เรามาเตรียมตัวใช้งานกันได้แล้ว
การเริ่มต้นใช้งานระบบ
1. ให้ทั้งสองฝ่ายเข้าอินเตอร์เน็ต แล้วเปิด Skype เพื่อใช้ในการพูดคุยกันผ่านอินเตอร์เน็ต
2. ทั้งสองฝ่ายคลิกที่ ไอคอน TeamViewer 3 จะปรากฏหน้าต่างขึ้นมา
ในหน้าต่างนี้แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งซ้ายเป็น ID และ Password ของเครื่องของเรา ส่วนฝั่งขวาเป็น ID ของเครื่องฝั่งตรงข้ามเราจะเห็น ID ของเครื่องของเราปรากฏให้เห็นเป็นตัวเลข หลัก
Password ปรากฏเป็นตัวเลข 4 หลัก (จะเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่เข้ามาใช้งาน)
ผมจะสมมุติว่า คุณคือผู้สอน (Host) แทนด้วย A
ผู้เรียน (Slave) แทนด้วย B
เมื่อติดต่อกันเรียบร้อยแล้วโดยผ่านทาง Skype ให้ A ขอ ID และ Password ของ B
แล้วนำ ID ของ B มาใส่ในช่องทางขวามือ จากนั้นให้ คลิกที่ Connect รอสักแวปหนึ่งจะมีหน้าต่างให้ใส่ Password แล้วคลิก Ok แล้วรอสักครู่ ให้เครื่องของ A ไปดึงเอาหน้าจอของเครื่อง ของ B มาปรากฏที่หน้าจอของเครื่องของ A เป็นหน้าต่างซ้อนขึ้นมา
แล้วให้ทำการทดสอบโดยใช้ Skype พูดคุยกัน โดยให้ B ดูที่หน้าจอเพียงอย่างเดียว แล้ว A ลองเลื่อนเมาส์ไปยังตำแหน่งต่างๆ ของหน้าจอของเครื่อง B จะพบว่าเมาส์พอยเตอร์ของเครื่อง B เคลื่อนตามไปอย่างถูกต้อง
ว้าว!!! ยอดเยี่ยมไปเลยใช่ไหมครับ
ทีนี้ A ลองไปคลิกที่โปรแกรมอะไรก็ได้ของ เครื่อง B ให้ทำงานขึ้นมา จะพบว่าทำได้สบายเลย เช่นโปรแกรม Present PowerPoint ก็สามารถช่วยให้คุณประหยัดไม่ต้องเดินทางไปสอนให้เสียเวลาและค่าเดินทางเลย
ลองทำดูนะครับ
ลองสลับกันทำดูได้ครับ จะได้ผลเหมือนกันเลยครับ
ข้อจำกัดของระบบนี้ก็คือคุณไม่สามารถ Copy ไฟล์ข้ามหน้าต่างกันได้ครับ และที่สำคัญก็คือถ้าคุณมีไฟล์หรือโปรแกรมที่สำคัญๆ ก็ควรที่จะใส่รหัสป้องกันไว้หน่อยนะครับ
ส่วนโปรแกรมที่จะให้กันเพื่อใช้ในการเรียนการสอนกันก็ใช้วิธีส่งด้วยวิธีการอื่นๆ ได้ครับ อาจส่งทางอีเมล์โดยการ Attach File หรือ ส่ง CD ทาง EMS หรือ พัสดุไปรษณีย์ก็ได้ครับแล้วแต่สะดวก
หวังว่าคงได้ประโยชน์กันตามอัตภาพครับ
ถ้าใช้แล้วได้ผลประการใดช่วยกัน Comment ด้วยนะครับ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 729 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Khonheyhaa.blog?PostID=5402
18/9/2551 13:53:00
พลังที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราเป็นสุขใจและทำให้เราเอาชนะตนเองได้พลังนั้นคือ
"พลังแห่งการให้อภัย"
การที่เราไม่สามารถให้อภัยคนอื่นเป็นรากฐานของความคิดเชิงลบ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความโกรธและโทษคนอื่น ทำให้เกิดความกลัวและแคลงใจ หรือเกิดความอิจฉาริษยา
ตั้งแต่เล็กจนโตเราถูกปลูกฝังว่า “ความถูกต้อง” เป็นสิ่งสำคัญมากและถูกกำหนดโดยกรอบของ “ความยุติธรรม” ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจ เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้องหรือความไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะถ้าเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง หรือทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าตนเองและผู้อื่นไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
เราจะตอบโต้ด้วยความโกรธ เมื่อเป็นเช่นนี้ความเคารพในตนเองที่บอบบางจะถูกคุกคาม
หลายคนที่จมอยู่กับความรู้สึกอย่างนี้อย่างไม่สามารถจะหลุดพ้นจากมันได้ ถ้าเราไม่รู้จักปลดปล่อยความทุกข์ในวัยเด็กให้ผ่านพ้นไป เราจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักให้อภัย และจะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความโกรธต่อคนอื่น ทำให้ต้องเผชิญกับความทุกข์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
สิ่งที่มีพลังที่สุดที่จะปลดปล่อยให้คุณเป็นอิสระ คือการให้อภัยทุกคนที่เคยทำให้คุณเจ็บปวดในทุกๆ เรื่อง เพียงคุณปลดปล่อยคนอื่นออกจากจิตใจโดยการให้อภัยเขา คุณจะปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากความทุกข์ นี่คือเหตุผลที่ศาสนาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการให้อภัย และสอนว่าการให้อภัยเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่สันติสุขในใจและบนโลกมนุษย์
คุณลองนึกภาพถึงความรู้สึกที่ไม่โกรธใครทั้งสิ้นในโลกนี้ นึกภาพว่าคุณเป็นคนมองโลกในแง่ดีและมีความสุข มีความเชื่อมั่นและเคารพตนเอง นึกภาพว่าเป็นคนอบอุ่นเป็นมิตร และมีแต่ความสงบสุขภายใน ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้สามารถเป็นจริงได้ถ้าคุณรู้จัก ให้อภัย
ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณไม่ยอมให้อภัยคนอื่น คุณจะโกระ เครียด วิตกกังวล ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ และไม่มีความสุข การไม่ยอมให้อภัยทำให้คุณติดอยู่ในบ่วงแห่งความทุกข์ ในขณะที่การให้อภัยทำให้คุณเป็นอิสระ คุณจะเลือกสิ่งใด มันเป็นสิ่งที่คุณต้องเลือกด้วยตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น
มีบางคนที่ปิดกั้นตนเองจากการให้อภัยด้วยความเชื่อผิดๆ ที่ว่าการให้อภัยคือการยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง หรือคิดว่าการให้อภัยเท่ากับว่าเรายอมรับคนๆนั้น และกำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
มีคำกล่าวว่า การจำคุกต้องมีทั้งสองฝ่ายเสมอ คือนักโทษและผู้คุม ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็อยู่ในเรือนจำเช่นกัน ถ้าคุณปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นอิสระ คุณเองก็จะเป็นอิสระด้วย คุณไม่จำเป็นต้องยอมรับพฤติกรรมหรือต้องชอบคนที่ทำให้คุณเจ็บ เพียงแต่คุณให้อภัยเขาเพื่อที่คุณจะได้ดำเนินชีวิตต่อไป การให้อภัยจึงเป็นการกระทำเพื่อตนเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อคนอื่นเลย และมันเป็นการกระทำด้วยจิตใจที่สงบสุขและมั่นคง
เมื่อคุณโกรธคนอื่น คุณจะควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้ทุกครั้งที่นึกถึงเขา คุณปล่อยให้เขาเข้ามาควบคุมจิตใจและชีวิตของคุณ เขาจะเข้ามาอยู่ในความคิดของคุณตลอดเวลา และเหตุการณ์ที่ทำให้คุณโกรธก็จะปรากฏขึ้นในใจของคุณ
หนทางแห่งการให้อภัย
วิธีที่จะให้อภัยนั้นง่ายมาก คุณสามารถทำได้โดยการพูดว่า “ขอให้คุณพระคุ้มครองเขา ฉันยกโทษให้เขาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และขอให้เขาโชคดี” มันเป็นไปไม่ได้ที่จะยกโทษให้คนอื่นในเวลาเดียวกับที่คุณโกรธเขา เพราะความคิดเชิงบวกจะไปยกเลิกความคิดเชิงลบของคุณ
คุณจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้เร็วขึ้น โดยการยอมรับผิดชอบในส่วนของคุณต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นโดยตัวของมันเองได้ยากมาก คุณย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นด้วยเสมอ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องดึงส่วนที่คุณรับผิดชอบออกมา โดยพูดว่า โดยพูดว่า “ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่แรกหรือเกี่ยวข้องกับมันมากเกินไป ฉันไม่ควรทำเช่นนี้ ฉันให้อภัยเขาอย่างแท้จริง และปล่อยให้มันผ่านไป”
มันอาจจะยากสำหรับคุณในการให้อภัยในครั้งแรก การพูดถ้อยคำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก จึงมีหลายคนที่มีชีวิตเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ถ้าคุณให้อภัยคนอื่นและปล่อยเขาไป คุณจะรู้สึกมีความสุขและสดใสขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อความโกรธและความขุ่นเคืองจางหายไป จิตใจของคุณจะเต็มไปด้วยความคิดในทางที่ดี คุณจะมีพลังมากขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น เข้มแข็งและมั่นใจมากขึ้น
ไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนคุณจะคิดอย่างไรถ้าคุณให้อภัยคนที่ทำให้คุณเจ็บ เพราะเพื่อนคุณอาจจะเบื่อหน่ายที่จะรับฟังคุณรำพึงรำพันถึงความทุกข์นั้นแล้วก็ได้ ในความเป็นจริงเมื่อคุณเริ่มต้นให้อภัยแล้ว คุณจะพบว่าความโกรธเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มาพันธนาการคุณไว้กับคนบางคน และเมื่อคุณตัดสินใจให้อภัยเขาคุณอาจจะไม่รู้สึกอยากพูดถึงเขาอีกต่อไป
คนที่คุณต้องให้อภัย
มีคนอยู่ 4 กลุ่มที่คุณต้องให้อภัย ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนชีวิตของคุณอย่างจริงจัง
กลุ่มแรก คือ พ่อแม่ของคุณ ไม่ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม คุณต้องให้อภัยท่านอย่างหมดสิ้นสำหรับความผิดพลาดในอดีตในการเลี้ยงดูคุณ อย่างน้อยที่สุดคุณควรขอบคุณท่านที่ให้ชีวิตแก่คุณ ท่านทำให้คุณมีวันนี้ ถ้าคุณยังมีความสุขที่จะมีชีวิตอยู่ คุณก็ควรให้อภัยท่านได้ทุกเรื่อง และจงอย่าตำหนิท่านอีก
ถ้าคุณไม่ให้อภัยพ่อแม่ของคุณ คุณจะยังคงเป็นเด็กตลอดไป และจะปิดโอกาสในการเติบโตและเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ คุณยังคงมองตนเองเป็นเหยื่อผู้โชคร้าย และที่แย่ไปกว่านั้นคือคุณจะเก็บความรู้สึกเชิงลบความเป็นปมด้อย และความโกรธไว้ตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้นถ้าพ่อแม่ของคุณเสียชีวิตลงโดยที่คุณยังไม่ได้ให้อภัยท่าน สิ่งนี้จะรบกวนคุณไปตลอดชั่วชีวิต
กลุ่มที่สอง คือ คนใกล้ชิด กลุ่มคนที่ใกล้ชิดของคุณที่ความสัมพันธ์ต้องสิ้นสุดลง การแต่งงานและความสัมพันธ์ส่วนตัว เป็นความรู้สึกที่รุนแรง ซึ่งอาจทำลายความเคารพตนเองได้มากจนกระทั่งคุณอาจโกรธและไม่ให้อภัยคนเหล่านั้นเป็นเวลาหลายปี
แต่อย่างน้อยคุณอาจรับผิดชอบได้ส่วนหนึ่ง โดยการให้อภัยคนอื่นและปล่อยเขาไป จงพูดว่า “ฉันผิดเอง ฉันยกโทษให้เขาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และขอให้เขาโชคดี” ทุกครั้งที่พูดเช่นนี้อีก ความรู้สึกเชิงลบที่ติดอยู่กับความทรงจำก็จะเลือนหายไป และในไม่ช้ามันจะหมดไปอย่างถาวร
จากการศึกษาพบว่า “การเขียนจดหมาย” เป็นวิธีการกำจัดความรู้สึกไม่ดีให้หมดไป และเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่สามารถปลดปล่อยคุณจากความโกรธได้
คุณสามารถทำได้โดย นั่งลงเขียนจดหมายให้อภัยคนอื่น ซึ่งจดหมายนั้นประกอบด้วย 3 ส่วนได้แก่
ส่วนแรก ให้เขียนว่า “ฉันให้อภัยคุณในสิ่งที่คุณทำให้ฉันเจ็บ”
ส่วนที่สอง ให้พรรณนาถึงสิ่งต่างๆ ที่คุณยังโกรธอยู่ ซึ่งบางคนเขียนส่วนนี้ได้ยาวหลายหน้า
ส่วนที่สาม เขียนคำลงท้ายจดหมายว่า “ขอให้คุณโชคดี”
จากนั้นนำจดหมายไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ ในเวลานั้นคุณจะรู้สึกถึงความปลดเปลื้องที่ยิ่งใหญ่ และคุณจะเป็นอิสระได้ในที่สุด
ในการใช้วิธีนี้ คุณไม่ต้องกังวลว่าผู้อ่านจะมีปฏิกิริยาอย่างไร นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องนึกถึง เพราะเป้าหมายของคุณคือการปลดปล่อยตนเอง เพื่อจะมีจิตใจที่สงบสุขและมีชีวิตที่ดีต่อไป
คนกลุ่มที่สาม ใครก็ได้ในชีวิตที่ทำให้คุณเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย หุ้นส่วนทางธุรกิจ เพื่อน คนที่โกง หรือทรยศต่อคุณ รวมทั้งทุกคนที่นำความทุกข์มาให้คุณ จงซักผ้าที่เปื้อนสีของคุณให้ขาว จงปล่อยเขาไปโดยพูดว่า “ฉันให้อภัยเขาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างและขอให้เขาโชคดี” พูดประโยคนี้ซ้ำอีกทุกครั้งที่คุณนึกถึงเขา จนกระทั่งความรู้สึกเชิงลบนั้นจางหายไป
กลุ่มที่สี่ คือ ตัวคุณเอง คุณต้องให้อภัยตนเองอย่างหมดสิ้นสำหรับการกระทำหรือคำพูดของคุณที่โง่เขลา เบาปัญญา ไม่มีเหตุผล ร้ายกาจ สิ้นคิด หรือหยาบคาย คุณต้องเลิกเก็บความผิดพลาดเหล่านี้ไว้กับคุณ จงจำไว้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอดีตแต่ตอนนี้คุณอยู่กับปัจจุบัน
ถ้าคุณนึกถึงแต่อดีตที่รู้สึกไม่ดีกับมัน คุณก็จะไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ขอให้คิดว่าในเวลานั้นคุณไม่เหมือนกับตอนนี้คุณยังเด็ก ขาดประสบการณ์และยังไม่มีตัวตนที่แท้จริง จงหยุดทำร้ายตนเองด้วยสิ่งที่ผ่านไปแล้วและเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้
เมื่อคุณรู้สึกว่าต้องแบกรับความรู้สึกที่ผิดที่เป็นผลมาจากรอยแผลในอดีต ความรู้สึกนี้จะระบายออกไปทันทีที่คุณตระหนักว่า “มันไม่ใช่ความผิดของฉัน” เพราะคุณได้กระทำลงไปตอนที่คุณเป็นเด็กและด้อยประสบการณ์เกินกว่าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณทำดีที่สุดแล้วในขณะนั้น จงให้อภัยตนเองและปล่อยให้ตนเองหลุดจากบ่วงนี้ไป
เพียงแค่พูดว่า “ฉันให้อภัยตนเองในความผิดที่ฉันได้ทำลงไป ฉันเป็นคนดีอย่างแท้จริง และฉันกำลังจะมีอนาคตที่สดใส” เมื่อใดที่คุณคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตอีก จงพูดว่า “ฉันยกโทษให้ตนเองอย่างหมดสิ้น” จากนั้นก็ดำเนินชีวิตต่อไป จงเดินหน้าไปสู่อนาคตแทนที่จะถอยกลับไปหาอดีต คิดถึงที่ที่คุณกำลังจะไป ไม่ใช่ที่ที่คุณผ่านมาแล้ว
สุดท้าย ถ้าคุณเคยทำให้คนอื่นรู้สึกเจ็บและยังรู้สึกไม่ดีกับมันอยู่ คุณอาจไปพบเขาหรืออาจเขียนจดหมายถึงเขาเพื่อขอโทษ บอกเขาว่าคุณเสียใจในสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว และไม่ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี มันไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะคุณได้แสดงความเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำไปแล้วซึ่งการแสดงความเสียใจนี้จะช่วยปลดปล่อยให้คุณเป็นอิสระ
Change Your Thinking Change Your Life
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 2045 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Khonheyhaa.blog?PostID=5223
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน