The Last Lecture เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมอ่านแล้วประทับใจมากอีกเล่มหนึ่ง และก็ได้มีโอกาสนำเอาบางสิ่งบางอย่างที่ คุณแรนดี้ ได้บรรจงใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ ผมแนะนำให้ไปหามาอ่านกันได้เลยครับ โดยเฉพาะคนที่มีความฝัน คนที่มีลูกยิ่งต้องอ่านเลย แล้วคุณจะรู้ว่าคุณควรจะสนับสนุนความฝันลูกคุณอย่างไร
คุณแรนดี้ เพาช์ เป็นศาสตราจารย์ประจำทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา หนังสือที่ท่านได้อ่านอยู่นี้เป็นเพียงส่วนย่อๆ ที่ผู้อ่านได้เก็บประเด็นที่สำคัญๆ ที่ประทับใจมาแบ่งปันไว้ ถ้าท่านสนใจในรายละเอียดมากกว่านี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดการบรรยายทางอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.thelastlecture.com หรือซื้อหามาอ่านได้จากร้านหนังสือทั่วไป
The Last Lecture เป็นปรากฏการณ์สร้างแรงบันดาลใจครั้งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก เป็นการบรรยายครั้งสุดท้ายของคุณแรนดี้ ที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและขณะที่พวกเราได้อ่านหนังสือของเขาอยู่นี้ เขาก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
เมื่อคุณได้อ่านหนังสือของเขาจบลงจะทำให้คุณเข้าใจชีวิตและเปลี่ยนชีวิตไปจากเดิม ถึงแม้เขาจะเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนระยะสุดท้าย และไม่มีทางมีชีวิตรอดแน่นอน หมดได้บอกเขาว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ตับอ่อนระยะสุดท้ายต้องตายแน่นอนภายใน 3 เดือน 6 เดือน ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณจะทำอย่างไร คุณอาจท้อแท้ เบื่อหน่าย เตรียมตัวตาย หรือทำชีวิตให้เป็นสุข ก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีคุณลองหาหนังสือของเขามาอ่านดูสิครับ (ผมไม่ได้มีผลประโยชน์กับสำนักพิมพ์หรือมีส่วนร่วมใดๆ กับ หนังสือเล่มนี้ ประการใดทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นคนชอบอ่านหนังสือแล้วชอบบันทึกและชอบแบ่งปัน ถ้าข้อความใดที่นำมาแบ่งปันเกิดมีผลทางด้านลิขสิทธิ์ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และผมเองก็ไม่ได้นำข้อความเหล่านี้มาสร้างผลประโยชน์ใดๆ)
ช่วงคำนำ
คุณแรนดี้ ได้ทราบจากแพทย์ว่าตัวเขาเองนั้นมีเนื้องอกในตับอ่อนถึงสิบก้อนซึ่งเป็นผลของมะเร็ง และเขาเองก็จะมีชีวิตเหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น
ตัวเขาเองมีลูกเล็กๆ ถึง 3 คน สิ่งที่เขาต้องการจะทำคือ การที่จะสอนลูกๆ ของเขาอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า เพราะในขณะนี้ของเขานั้นลูกๆ อายุยังน้อยเกินไปสำหรับการที่เขาจะสนทนาได้ เขาอยากสอนลูกๆ ให้รู้จักแยกแยะผิดถูกได้ สอนให้รู้จักรับมือกับความท้าทายที่มากับชีวิต เขาต้องการสอนลูกให้มีชีวิตในแบบฉบับของตัวเอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้เขาตัดสินใจไปปาฐกถา “The Last Lecture” ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน
เลกเชอร์ครั้งสุดท้าย
ตอนที่ 1
สิงโตบาดเจ็บก็ยังอยากคำราม
ศาตราจารย์ในมหาวิทยาลัยจะมีประเพณีปฏิบัติ คือจะถูกให้แสดงปาฐกถาในหัวข้อ “เลกเชอร์ครั้งสุดท้าย” โดยจะถูกขอให้ครุ่นคิดคำนึงถึงความตายของตัวเองและบรรยายถึงสิ่งที่คิดว่าพวกเขาคิดว่าสำคัญที่สุด มีคุณค่าที่สุด มีความรู้ใดบ้างที่เขาอยากแบ่งปันกับชาวโลก ถ้าหากเรารู้ว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ถ้าเราต้องดับสูญไปในวันพรุ่งนี้แล้ว เราจะทิ้งอะไรไว้เป็นมรดก
ตอนที่ถึงคิวของคุณแรนดี้ ทางมหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนชื่อหัวข้อเป็น “การเดินทาง” เพื่อให้ศาสตราจารย์ได้คิดทบทวนและเล่าถึงการเดินทางของชีวิต ทั้งในด้านวิชาชีพและชีวิตส่วนตัว และในช่วงนั้นเขาก็ได้ทราบผลการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งในตับอ่อน แต่เขาก็ยังมองโลกในแง่ดี เขามองว่าอาจเป็นผู้โชคดีที่อาจรอดชีวิตก็ได้
ในช่วงนั้นเองแล้วเขาเองสามารถที่จะบอกงดการแสดงปาฐกถาก็ได้ เขาทราบได้ในทันทีว่าเขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญๆ ที่เขาต้องทำ โดยเฉพาะการรับมือกับความทุกข์ใจอันแสนสาหัสของตัวเอง และความโศกเศร้าของคนที่อยู่รอบตัวที่รักเขา เขาต้องจัดการกับภารกิจต่างๆ ของครอบครัวให้ลงตัวที่สุด และท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นเขาก็ไม่อาจสลัดการปาฐกถานั้นได้
สิ่งที่เขาคำนึงถัดมาก็คือการที่เขาจะพูดกับเจ (ภรรยาของเขา) เขาต้องการที่จะแสดงปาฐกถาในครั้งนี้มาก แต่เจไม่ค่อยเห็นด้วยในการแสดงปาฐกถาในครั้งนี้ ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็เพิ่งย้ายจากพิตต์เบิร์กมาอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเวอร์จิเนีย เพื่อที่ว่าหลังจากที่เขาได้ตายไปแล้ว ภรรยาและลูกๆของเขาจะได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวของภรรยาของเธอ เจเองได้มีความเห็นว่าคุณแรนดี้ควรจะใช้เวลาที่มีคุณค่าที่สุดกับครอบครัว ลูกๆ มากกว่าที่จะใช้เวลาในการเตรียมปาฐกถา และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือก่อนวันที่เขาจะแสดงปาฐกถานั้น เป็นวันเกิดของเจ ซึ่งเขาจะต้องบินไปล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวก่อนหนึ่งวัน และในวันนี้ก็เป็นวันที่เขาจะได้อยู่ร่วมฉลองวันเกิดกับภรรยาของเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วย สิ่งนี้ทำให้เขาเจ็บปวดมาก แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยวางความคิดที่จะไปปาฐกถาในครั้งนี้ได้ เพราะเขามองว่าการปาฐกถาครั้งนี้เป็นเหมือนผลงสนชิ้นสุดท้ายในวิชาชีพของเขา และเป็นวิธีการบอกลา “ครอบครัวอาชีพชองเขา” เขาจะต้องแสดงให้เจรู้ว่าการแสดงปาฐกถาครั้งนี้มันสำคัญต่อเขามาก อาจเป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะบอกกับตัวเองว่าเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจิต เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังขึ้นเวทีได้อยู่ หรือจะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของคนรักแสงไฟบนเวที ทุกคำตอบนั้นถูกหมดสำหรับเขา “สิงโตบาดเจ็บ ยังอยากรู้ตัวว่าจะคำรามไหวไหม” เขาได้บอกเจว่า “มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่การยึดติดในลาภยศสรรเสริญ” และอีกเรื่องหนึ่งที่เขามองก็คือ มันเป็นเหมือนกับยานที่จะพาเขาท่องไปในอนาคตที่เขาไม่มีวันที่จะได้เห็นด้วยตนเอง
มีประเด็นที่เขาพูดกับเจที่น่าสนใจมากก็คือ เขาได้พูดกับเจในเรื่องของลูกว่า ลูกๆ ของเขาทั้งสามคน คือดีแลนอายุ 5 ขวบ ซึ่งโตพอที่จะมีความจำเรื่องพ่ออยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงๆแล้วจะจำได้แค่ไหน ให้ดูเรา (เขาและเจ) ทั้งสองว่าจำอะไรตอนอายุ 5 ขวบได้บ้าง อย่างดีก็แค่จำได้เลือนรางเท่านั้น
ส่วนโลแลนกับโคอี้ ทั้งสองยังเล็ก อาจจะจำอะไรเกี่ยวกับพ่อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อลูกๆ ของเขาทั้งสองโตขึ้นจะต้องผ่านช่วงชีวิตที่เจ็บปวด ซึ่งเขาจำเป็นต้องรู้ว่า “พ่อของฉันคือใคร พ่อของฉันเป็นคนแบบไหน และการปาฐกถาครั้งนี้อาจช่วยตอบคำถามเหล่านั้นให้ลูกๆ ได้” เขาได้บอกกับเจว่า จะให้ทางคาร์เนกี เมลลอนบันทึกการบรรยายครั้งนี้ไว้ เขาจะมีดีวีดีไว้ให้เจและลูกๆดู มันจะช่วยให้ลูกๆ ได้เข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหนและอะไรมีคุณค่า” ช่วงนี้เจได้ย้อนกลับว่า แล้วทำไมเขาไม่ตั้งกล้องวิดีโอไว้แล้วทำการบันทึกเทปที่ห้องนั่งเล่นที่บ้านล่ะ เหตุผลที่เขาบอกเจน่าสนใจมาก คือ “เวลาพ่อแม่สอนอะไรลูกๆ แล้วถ้าเรื่องนั้นได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกด้วย มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเขาสามารถทำให้กลุ่มผู้ฟังหัวเราะหรือปรบมือให้ในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้สิ่งที่เขาจะบอกลูกมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เจยอมรับและเจเองก็รู้ดีว่า แรนดี้ต้องการที่จะทิ้งมรดกไว้ให้ลูกๆ และการปาฐกภาครั้งนี้ก็อาจเป็นหนึ่งในหนทางนั้นก็ได้ หลังจากที่ได้รับไฟเขียวจากเจแล้วเขายังมีความท้าทายอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่จะทำให้การปาฐกถาครั้งนี้มีผลสั่นสะเทือนยาวไกลไปถึงลูกๆ ของเขาในหนึ่งทศวรรษนับจากนี้หรือนานกว่านั้น ซึ่งเขาจะเน้นการปาฐกถาครั้งนี้ในเรื่อง “การมีชีวิตอยู่”
สิ่งที่เขาอยากพูดก็คือ “อะไรที่ทำให้เขาพิเศษไม่เหมือนใคร” เขาพบว่าสิ่งที่ทำให้เขามีความพิเศษ คือ ทุกความสำเร็จ และทุกสิ่งที่เขารักล้วนมีที่มาจากความฝันและเป้าหมายในวัยเด็ก รวมถึงวิธีการที่เขาพยายามจัดการตัวเองจนสามารถบรรลุเป้าหมายจนครบเกือบทั้งหมด ถึงแม้เขาจะเป็นมะเร็งแต่เขาก็โชคดีมากที่ได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตตามความฝัน โดยมีบุคคลที่น่าอัศจรรย์มากมายที่สอนเขามาตลอดเส้นทางของชีวิต ดังนั้นถ้าเขาสามารถเล่าเรื่องราวของตัวเขาเองด้วยความรู้สึกที่มีได้ จะทำให้การปาฐกถาครั้งนี้ของเขาช่วยให้คนอื่นค้นพบเส้นทางไปสู่ฝันที่เป็นจริงของพวกเขาได้เช่นกัน เขาจึงได้ตั้งหัวข้อในการปาฐกถาในครั้งนี้ว่า
“ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง”
ตอนที่ 2
ชีวิตของคุณแรนดี้ในคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป
คุณแรนดี้ได้ใช้เวลาถึง 4 วันเต็มเพื่อที่เรียบเรียงรูปที่จะนำมาใช้ประกอบในการปาฐกถาเพื่อให้เห็นถึงรายการความฝันในวัยเด็ก เพื่อต้องการให้คนอื่นๆ ย้อนกลับมาเชื่อมต่อกับความฝันของพวกเขาในวัยเด็ก
มีสิ่งหนึ่งที่เขาอยากทำก็คือ อยากให้เจ ไปนั่งฟังเขาบรรยายในครั้งนี้ ซึ่งในตอนแรกเจไม่ได้ตัดสินใจที่ จะไป แต่เจก็ได้ตัดสินใจไปในเช้าของวันที่เขาแสดงปาฐกถา คุณแรนดี้ได้จัดฉลองวันเกิดให้เจก่อนที่จะบินไป พิตต์เบิร์กหนึ่งวัน
ที่พิตต์เบิร์ก เขาได้พบกับสตีฟ ซีบอลต์ ผู้บริหารบริษัทผลิตวิดีโอเกมชื่อ อีเลคทรอนิคส์อาร์ตส์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันและสตีฟเองก็ได้ช่วยแรนดี้ในเรื่องของข้อแนะนำบางประการในการที่เขาจะได้นำเสนอ ทำให้เขาสามารถตัดรูปภาพที่จะใช้ลงได้อีกเหลือ 280 ภาพ ระหว่างที่พูดคุยกันมีสาวเสิร์ฟที่กำลังตั้งครรภ์มาเสิร์ฟถึงโต๊ะของทั้งสองและได้เห็นภาพเด็กลูกของแรนดี้ เธอถามถึงชื่อของเด็กๆ บังเอิญลูกคนเล็กของคุณแรนดี้ คือ โคอี้ ตรงกับชื่อของลูกสาวเสิร์ฟคนนั้น และเมื่อเธอกลับมาอีกครั้งแรนดี้ได้แสดงความยินดีกับการตั้งครรภ์ของเธอ แต่เธอ กลับตอบว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ทำให้คุณแรนดี้ฉุกคิดถึงองค์ประกอบที่อุบัติขึ้นอย่างคาดคิด ที่มีบทบาทในการถือกำเนิดและการจากไปของเรา สำหรับเอการมีลูกถือเป็นอุบัติเหตุ แต่สำหรับคุณแรนดี้ อุบัติเหตุจากมะเร็งทำให้ต้องทิ้งลูกเล็กๆ สามคนให้โตขึ้นโดยปราศจากความรักจากพ่อ
คุณแรนดี้ จริงจังมากกับการเตรียมตัวในการปาฐกถาในครั้งนี้ทุกเวลาเขาได้ใช้โน้ตบุ๊กของเขาจัดแต่งรูปและเนื้อหาเพาเวอร์พ้อยต์จนกระทั่งถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นพูด แม้ว่าเขาจะได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด เขาก็ยังคงเตรียมอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับคนที่ตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจ และหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง
ตอนที่ 3
ช้างตัวเบิ้มในห้อง
ในห้องประชุมมีผู้เข้าร่วมฟังประมาณ 400 คน ผู้คนเหล่านั้นต่างก็จะมาดูชายที่เป็นมะเร็งที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่บ่งบอกให้เห็นว่าเขามีอาการของคนเป็นมะเร็งร้ายเลย ผมก็ยังคงปกติไม่มีร่วงทั้งๆ ที่ทำเคมีบำบัด เขาใส่เสื้อโปโลแขนสั้น ที่มีชื่อ “แรนดี้” สัญลักษณ์รูปวงรีซึ่งได้จากการที่เขาได้มีโอกาสไปทำงานเป็น “นักจินตนาการสร้างสรรค์ (Imagineers)” อันได้แก่ จิตรกร นักเขียน และวิศวกรผู้สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์แห่งวอลท์ดิสนีย์ เท่านั้นที่มีสิทธิ์สวมใส่ ในช่วงหนึ่งประมาณ 6 เดือนซึ่งเป็นช่วงที่เขาว่างเว้นจากการสอนหนังสือ เขาได้ไปทำงานเป็นนักจินตนาการสร้างสรรค์กับวอลท์ดิสนีย์ ซึ่งเป็นความฝันหนึ่งของเขาในสมัยเด็กๆ และนี้เองเป็นเหตุให้เขาได้รับเสื้อสามารถมา และการที่เขาใส่เสื้อนี้ก็เพื่อเป็นการคาราวะต่อคุณวอลท์ ดิสนีย์ ผู้เป็นเจ้าของวลี “ถ้าคุณฝันถึงมันได้ คุณก็ทำให้มันเป็นจริงได้”
คุณพ่อของเขาได้สอนว่า “เวลาที่มีช้างตัวเบิ้มอยู่ในห้อง เราควรแนะนำช้างตัวนั้นด้วย” คุณแรนดี้จึงได้ฉายภาพซีทีสแกนของตับที่มีเนื้องอกประมาณสิบก้อนให้ผู้ฟังได้เห็น คุณหมอได้บอกว่าเขายังคงมีสุขภาพดีไปได้อีก 3-6 เดือน ในสไลด์คุณแรนดี้ได้เขียนหัวข้อว่า “ช้างตัวเบิ้มในห้อง” สิ่งที่เขาบอกคือ “สิ่งนั้นเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ที่ทำได้คือเราเลือกวิธีการตอบโต้ เหมือนกับที่เราไม่สามารถเปลี่ยนไพ่ที่จั่วมาได้ แต่เราจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก” เขาไม่ได้ปฏิเสธความจริง และก็รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เขาได้สร้างบรรยากาศกับผู้ฟังและเพิ่มพลังความรู้สึกที่ดีให้กับตนเอง เพื่อให้พร้อมที่จะดำเนินการบรรยายต่อไปได้และเขาก็ทำได้จริงๆ ผู้ฟังปรบมือลั่นห้อง ส่วนเขาเองก็กระฉับกระเฉงดูมีพลังอย่างเหลือเชื่อยิ่งกว่าคนมีสุขภาพดีเสียอีก
ส่วนที่ 2
ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง
ความฝันวัยเด็กของคุณแรนดี้
- ล่องลอยอยู่ในแรงโน้มถ่วงเท่ากับศูนย์
- ได้เล่นกับในทีมอเมริกันฟุตบอลอาชีพ
- เป็นนักเขียนให้หนังสือสารานุกรมโลกสักหนึ่งหัวข้อ
- เป็นกับตันเคิร์ก แห่งสตาร์เทร็ค
- ชนะรางวัลเป็นตุ๊กตาสัตว์
- เป็นนักจินตนาการสร้างสรรค์แห่งวอลท์ดิสนีย์
ตอนที่ 4
ลอตเตอรี่พ่อแม่
คุณแรนดี้เกิดมาพร้อมกับที่มีพ่อแม่ที่ดีซึ่งเขาเปรียบเหมือนกับถูกลอตเตอรี่เรื่องพ่อแม่ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความฝันในวัยเด็กของเขาเป็นจริงได้
แม่ของเขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในรูปแบบเก่าที่เข้มงวด ทำให้คุณแรนดี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความคาดหวังอันสูงลิบของแม่พอสมควร และสิ่งนี้ก็กลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าให้เขา
พ่อเป็นแพทย์เสนารักษ์จากสงครามโลกครั้งที่สองและเคยร่วมรบในยุทธการบัลจ์ พ่อของเขาได้ก่อตั้งกลุ่มการกุศลขึ้นเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ลูกผู้อพยพลี้ภัย และมีอาชีพขายประกันรถยนต์ในตัวเมืองบัลติมอร์ และได้ช่วยเหลือคนจนให้มีประกันภัยรถยนต์ได้ คุณพ่อคือวีรบุรุษของเขา
คุณแรนดี้ เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองโคลัมเบียรัฐแมรรี่แลนด์ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเงิน พ่อแม่เป็นคนมัธยัสถ์สุดๆ เขาจึงไม่ค่อยได้มีโอกาสออกไปกินอาหารนอกบ้าน ดูหนังนอกบ้านไม่เกินปีละหนึ่งหรือสองครั้ง ส่วนใหญ่จะดูทีวีสีอยู่ที่บ้าน หรือไม่ก็ออกไปห้องสมุด ยืมหนังสือมาอ่านเล่มสองเล่ม
การที่คุณแรนดี้มีชีวิตที่ก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นเพราะว่า เขามีแม่และพ่อที่คิดถูกต้อง ทำถูกต้อง ซึ่งคุณแรนดี้เองก็ได้รับเอานิสัยเหล่านั้นมาเต็มๆ ในวัยเด็กเขามองว่าในโลกนี้มีครอบครัวอยู่สองประเภท คือ
1. ครอบครัวที่ต้องใช้พจนานุกรมไว้อ้างอิงระหว่างการกินอาหารมื้อเย็น
2. ครอบครัวที่ไม่ต้องใช้
เพราะทุกวันหลังอาหารมื้อเย็นจะต้องจบลงด้วยพจนานุกรม “เปิดเอ็นไซโคพีเดีย เปิดพจนานุกรมเปิดความคิด”
คุณพ่อของเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่มีเหตุมีผลมือฉกาจ ทำให้เขารับเอานิสัยนี้ติดมาด้วย หลายๆครั้งที่เขาไปบรรยาย เขาก็ได้นำเอานิสัยของคุณพ่อของเขาถ่ายทอดออกไป เสมือนกับได้กำลังถ่ายทอดพ่อออกอากาศไป
การที่เขาได้หยิบยกเอาคำพูดของคุณพ่อของเขาไปใช้ได้ทุกวัน เป็นเพราะถ้าเราหยิบเอาความรอบรู้ของเราเองไปพูดคนก็จะไม่ค่อยฟัง แต่ถ้าหยิบยกหรืออ้างอิงคำพูดของบุคคลที่สาม คนจะฟังและดูดีขึ้น
คุณพ่อของเขาได้ให้คำแนะนำว่า จะต่อรองอย่างไรในการใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่พ่อของเขาสอนก็คือ “ไม่ต้องรีบร้อนในการตัดสินใจจนกว่าจะจำเป็นจริงๆ” คำเตือนของคุณพ่อของเขาอีกเรื่องก็คือ ถ้าอยู่ในฐานะได้เปรียบ ไม่ว่าในที่ทำงานหรือในความสัมพันธ์ใดๆ ต้องมีความยุติธรรม
หลังจากที่คุณแรนดี้จบปริญญาเอกแล้ว ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปราบปลื้มมาก คุณพ่อคุณแม่ของเขาชอบทำในสิ่งที่คนทั่วๆ ไปไม่ทำกันและจะทำอย่างสุดกำลัง เช่น ค้ำประกันการสร้างหอพักในชนบทของประเทศไทย ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้เด็กหญิงไม่ต้องลาออกจากโรงเรียนกลายมาเป็นโสเภณี แม่ของเขาเป็นสุดยอดของความมีใจเป็นกุศล ส่วนพ่อของเขาเมื่ออายุ 83 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก่อนตายก็ได้มอบเงินให้กับโครงการในประเทศไทยที่ท่านได้ทำอยู่ อย่างน้อยก็ดำเนินการต่อไปได้อีก 6 ปี
ในการชมเลคเชอร์ครั้งสุดท้ายเขาจะฉายภาพในวัยเด็กของเขาภาพหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นเด็กที่รักการมีความฝันอันยิ่งใหญ่ และภาพนั้นได้เตือนใจเขาอยู่ตลอดเวลาว่า เขาถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งในเรื่องพ่อแม่
ตอนที่ 5
ลิฟต์ในบ้านชั้นเดียว
เขาไม่เคยให้จินตนาการของเขาต้องถูกกดไว้ ช่วงที่เขาเรียนชั้นมัธยมปลายเขามีความต้องการที่จะละบายความคิดของเขาออกมาที่ผนังห้องนอน เมื่อเขาขออนุญาตคุณพ่อของเขาก็อนุญาต เพราะท่านยอมรับความคิดสร้างสรรค์ ท่านรักที่จะเห็นประกายเล็กๆของความคิดสร้างสรรค์แปรเป็นพลุสว่างไสว
เขา พี่สาวชื่อ แทมมี่ และเพื่อนชื่อ แจ๊ค เชรีฟ ใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ในการวาดรูปในห้องนอนของเขา รูปที่เขาวาดก็มีสูตรสมการกำลังสอง แจ๊ควาดรูปประตูลิฟต์สีเงินบานใหญ่ ด้านซ้ายของประตูวาดปุ่ม “ขึ้น” และ.”ลง” เหนือประตูลิฟต์มีแป้นที่มีหมายเลขชั้น หนึ่ง ถึง หก บ้านของเขามีชั้นเดียว การที่เขาวาดลิฟต์ถึงหกชั้นเป็นการจินตนาการที่เกินเลยไปหน่อย นอกจากนั้นยังมีภาพอื่นๆ อีกหลายภาพ
เพื่อนๆ ที่มาเยี่ยมชมที่บ้านมักประทับใจมาก เพื่อนๆมักพูดว่า “เราไม่อยากเชื่อเลยว่าพ่อแม่ของนายจะยอมให้นายทำได้ขนาดนี้”
ผู้อ่านทุกท่านที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ หากลูกๆ ของคุณต้องการระบายสีในห้องนอน กรุณาปล่อยให้พวกเขาทำกันเถอะ ทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมาดีแน่นอน อย่ากังวลไปเลยว่าบ้านของคุณจะราคาตก มันจะมีคุณค่าในตัวเอง อย่างน้อยก็เป็นการจุดประกายความฝันในวัยเด็กของลูกคุณออกมา
ตอนที่ 6
ไปสู่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง
คุณแรนดี้ ได้เล่าว่าช่วงสมัยเด็กที่เรียนชั้นประถม เด็กๆ โดยทั่วไปฝันอยากเป็นนักบินอวกาศ แต่เขาอยากลอยอยู่ในอากาศ
กลับกลายเป็นว่าองค์การนาซ่ามีเครื่องบินฝึกที่ใช้ฝีกนักบินอวกาศเพื่อให้คุ้นกับสภาพไร้น้ำหนัก เครื่องนี้จะลอยขึ้นเป็นรูปโค้งพาราโบลา ที่จุดสูงสุดของโค้งจะเกิดสภาพไร้น้ำหนักประมาณ 25 วินาที และความฝันของเขาเริ่มใกล้เคียงความจริงเมื่อนาซ่ามีโครงการให้นักศึกษาส่งแผนทดสองบนยานบินนี้ และนักศึกษาของคาร์เนกี เมลลอนก็ได้ส่งโครงการการใช้สภาพสามมิติเสมือนจริง คำถามที่ทำให้ทีมนักศึกษาของเขาชนะเลิศได้รับเชิญไปยังศูนย์อวกาศจอห์นสัน ณ เมืองฮิวสตัน คือ เราสามารถใช้ใช้สภาพสามมิติเสมือนจริงช่วยฝึกซ้อมนักบินภาคพื้นราบได้ไหม แต่คุณแรนดี้ ก็ยังเจอปัญหาที่ว่านาซ่ามีกฎห้ามอาจารย์ที่ปรึกษาติดตามนักศึกษาเข้าไป แต่คุณแรนดี้ก็ไม่ยอมแพ้กลับไปดูข้อมูลโดยละเอียดเพื่อหาช่องว่าง และเขาก็พบจนได้ และท้ายที่สุดเขาก็ได้ติดตามคณะลูกศิษย์เข้าไปในฐานะนักข่าว และเขาก็ได้เข้าไปทดลองอยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงตามความฝันของเขาจนได้ เรื่องนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าคุณเห็นช่องเปิดอยู่ คุณอาจพบวิธีลอยผ่านช่องนั้นไปได้
*********** ยังมีต่อ ************