เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 788 คน
ชาญชัย
บล็อกสำหรับแชร์ความรู้
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ดัชนีมวลกาย (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ภูมิศาสตร์ประเทศไทย (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กลอน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดาบสองมือ (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • งานส่งอาจารย์ เชษฐา อาษาราช (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เว็บลิ้งเกี่ยวกับโปรแกรมภาษาซี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ความรู้เกี่ยวกับภาษา c (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การใช้โปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผังงาน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเขียนโปรแกรมภาษาปาสคาล (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เว็บไซต์เกี่ยวกับการงานอาชีพและเทคโนโลยี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • โปรแกรมสูตรคูณอย่างง่าย (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เว็บลิงค์โปรแกรมภาษาซี 2 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เว็บลิงค์โปรแกรมภาษาซี3 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เริ่มต้นการใช้โปรแกรมภาษาซี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บิดาแห่งคอมพิวเตอร์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิชาพลานามัย กระบี่ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กรมพลศึกษา (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิทยาศาสตร์การกีฬา 1.1 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิทยาศาสตร์การกีฬา (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ธันวาคม 2557>
     
    4824252627282930
    491234567
    50891011121314
    5115161718192021
    5222232425262728
    532930311234
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 41456
    • เฉพาะวันนี้ 4
    • ความคิดเห็น 1
    • จำนวนเรื่อง 42
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ดาบสองมือ
    1 กรกฎาคม 2554 - 10:22:00

     

    ประวัติความเป็นมาของวิชาดาบสองมือ

                    มนุษย์รู้จักใช้อาวุธมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  เพราะเหตุว่าอาวุธเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอาหารและสำหรับป้องกันตัว  จากหลักฐานทางโบราณคดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย  ปรากฏว่า  ได้มีการเริ่มใช้อาวุธมานานกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว  อาวุธในสมัยนั้นทำจากหินและกระดูกสัตว์  ต่อมาได้มีวิวัฒนาการขึ้น  สามารถถลุงโลหะจากแร่ธาตุต่างๆ  เช่น  ทองแดง  ดีบุก  ตะกั่ว  เหล็ก  เพื่อนำมาประดิษฐ์เป็นอาวุธ  (นาค  เทพหัสดิน    อยุธยา  ๒๕๑๓ : ๑) และดัดแปลงให้มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้ป้องกันตัวและเพื่อประหัตประหารในการทำสงคราม

                    ดาบสองมือ  เป็นกีฬาประเภทการต่อสู้ป้องกันตัวดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่ง  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นกระบี่กระบอง  ได้ดัดแปลงมาจากลักษณะและรูปแบบการรบในสมัยโบราณ  การรบในสมัยโบราณเป็นการรบที่ใกล้ตัวในระยะประชั้นชิด  อาวุธที่ใช้นอกจากดาบแล้วยังมี  กระบี่  โล่  ดั้ง  ง้าว  ทวน  พลอง  เป็นต้น  กีฬาการเล่นดาบสองมือเป็นการรบจำลองนั่นเอง  เป็นการเอาหวายมาทำเป็นดาบแล้วจัดมาตีกันเล่นหรือแข่งขันกันเป็นคู่ๆ  ดุจจะสู้กันในสนามรบกันตัวต่อตัว  (นาค  เทพหัสดิน    อยุธยา  ๒๕๑๓ : ๖)

                    ในสมัยก่อนที่จะตั้งกรุงสุโขทัยเป็นเมืองหลวง  ได้มีการพบซากและร่องรอยของเมืองโบราณอยู่ทั่วไปในแผ่นดินไทย  เช่น  ภาคกลางปรากฏมีร่องรอยของวัฒนธรรมแบบทวาราวดี  ภาคใต้มีปรากฏร่องรอยวัฒนธรรมแบบศรีวิชัย  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนล่างก็มีร่องรอยของวัฒนธรรมแบบลพบุรี  ซึ่งแต่ละภาคมีวัฒนธรรมโบราณหลงเหลืออยู่เหล่านี้  ล้วนมีหลักฐานที่แสดงถึงรูปแบบอาวุธที่ใช้ในการรบอยู่  ทั้งจากปูนปั้นเล่าเรื่องประดับรอบฐานเจดีย์  ภาพสลักตามระเบียง  ทับหลังของปราสาทหิน  ตลอดจนประติมากรรมลอยตัวอื่นๆ  ซึ่งอาวุธที่มีมากได้แก่  ดาบ  ธนู  หน้าไม้  หอก  ง้าว  เป็นต้น  ( ณัฐภัทร  จันทวิช  ๒๕๒๕ : ๔๐๑ )

                    สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี  ประเทศไทยยังมีการทำสงครามอยู่เป็นประจำ  จึงมีการรบรวบรวมไพร่พลฝึกหัดการต่อสู้ด้วยการใช้อาวุธ  และการใช้อวัยวะในร่างกายในการทำร้ายคู่ต่อสู้หรือที่เรียกว่า  การต่อสู้ด้วยมือเปล่า  ( ประกอบ  โชประการ ๒๕๐๘ : ๖๐ )  เด็กชายไทยทุกคนไม่ว่าเป็นลูกของสามัญชนหรือลูกกษัตริย์จะต้องได้รับการฝึกฝนการใช้อาวุธพร้อมๆ ไปกับการเรียนหนังสือและการฝึกวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเตรียมพร้อมในการทำสงครามกับชาติที่มารุกราน  สถานที่ที่ใช้สำหรับฝึกหัดได้แก่  สำนักต่างๆและวัดวาอาราม  ผู้สอนคือพระภิกษุและชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถทางด้านกระบี่กระบอง  การเรียนสมัยก่อนมุ่งภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎี  การจดเป็นลายลักษณ์อักษรไม่มี  สมัยต่อมามีการดัดแปลงแก้ไขให้เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  พยายามอบรมสั่งสอนเป็นขั้นตอน  มีระเบียบแบบแผนและพยายามค้นคว้าและเขียนเป็นตำราขึ้น  โดยการสันนิษฐานจากประสบการณ์  การไต่ถามผู้รู้แล้วตั้งเป็นทฤษฎีเป็นหลักเกณฑ์ขึ้น  ( สมบัติ  จำปาเงิน  ๒๕๒๕ : ๒ )

                    สมัยอยุธยาเป็นราชธานี  ยังมีการทำสงครามกับข้าศึก  ดังนั้นชาวไทยทุกคนยังต้องฝึกการใช้อาวุธ  ควบคู่กับการเรียนหนังสือและวิชาชีพต่างๆ  อาวุธที่ใช้ได้มีการคิดค้นประดิษฐ์ให้มีรูปร่างเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในการใช้งานมากขึ้น  กล่าวคือมีทั้งความงามและความน่ากลัวไปพร้อมกัน

                    ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ความจำเป็นของการฝึกดาบสองมือไว้ใช้ในช่วงสงครามยังมีอยู่  ส่วนการเล่นเพื่อความสนุกสนานยังคงมีอยู่บ้าง  เป็นการเล่นเพื่อสมโภชงานต่างๆ  ดังที่  จรวยพร  ธรณินทร์  ได้กล่าวว่า “ นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช  ๒๓๒๕  ซึ่งเป็นปีแห่งการเริ่มศักราชของกรุงรัตนโกสินทร์  ประเทศไทยในขณะนั้นยังอยู่ในภาวะสงครามกับพม่า  ในสมัยรัชกาลที่ ๑  มีการฝึกฝนการใช้อาวุธ  เช่น  ดาบและมวยไทย  จึงจัดว่าเป็นการกีฬาเพื่อสงครามอยู่ ”  ( จรวยพร  ธรณินทร์  ๒๕๒๖ : ๙ )

                    สมัยรัชกาลที่ ๒  การเล่นดาบสองมือเป็นไปในทางสนุกสนานมากกว่าการฝึกเพื่อเตรียมตัวในการทำสงคราม

                    สมัยรัชกาลที่ ๓  เล่นดาบสองมือเพื่อเตรียมพร้อมในการทำสงครามมากกว่าการเล่นเพื่อให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  ปลายรัชกาลนี้เริ่มมีการฝึกฝนการยิงแทนการใช้ดาบสองมือ  เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากชาวตะวันตก

                    สมัยรัชกาลที่ ๔  ทรงโปรดปรานการเล่นดาบสองมือเป็นพิเศษ  ถึงกับโปรดเกล้าให้พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ทรงฝึกหัด  และทรงโปรดเกล้าให้แสดงเพื่อเป็นการสมโภชในครั้งที่เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงผนวชเป็นสามเณรตามราชประเพณี  ที่หน้าอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  และทรงโปรดให้ฟื้นฟูกีฬาประเภทนี้โดยทั่วไป  ซึ่งจะเห็นได้ในงานสมโภชต่างๆ เช่น  งานโกนจุก  งานบวชนาค  งานทอดกฐิน  งานทอดผ้าป่า  เป็นต้น  ต่อมาความจำเป็นเรื่องการใช้อาวุธไทยสมัยโบราณเพื่อการรบในสงครามลดลง  เนื่องจากเริ่มมีการรบโดยใช้อาวุธที่ทันสมัยต่างๆ การแสดงหรือการฝึกเล่นดาบสองมือจึงใช้เล่นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

                    สมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์เคยทรงศึกษาอาวุธไทยโบราณกับหลวงพลโยธานุโยค ( รุ่ง )       ( สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  มปป. : ๗ ) และทรงส่งเสริมการเล่นกีฬาประเภทนี้เป็นอย่างมาก  เป็นที่นิยมและแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป  การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน

                    สมัยรัชกาลที่ ๖  มีการจัดตั้งสำนักดาบขึ้นหลายคณะ เช่น  ที่หลวงวิศาลดรุณกร  ตั้งสำนักดาบขึ้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบ  เพื่อเป็นการฝึกร่างกายและการแสดงต่อสู่ป้องกันตัว  นอกจากนี้ได้จัดแสดงตามงานต่างๆ อยู่เสมอ  เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย

                    สมัยรัชกาลที่ ๗  การเล่นดาบสองมือเริ่มซบเซา  แต่ยังมีการเรียนและฝึกหัดกันอยู่บ้าง  เช่น  ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก

                    สมัยรัชกาลที่ ๘  หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  การเล่นดาบสองมือได้รับการฟื้นฟูมากขึ้น  ผู้มีบทบาทยิ่งในการรักษาประเพณีการเล่นนี้ได้แก่  ท่านอาจารย์นาค  เทพหัสดิน    อยุธยา  โดยท่านนำเอาบรรจุเข้าในหลักสูตรฝึกหัดครูพลศึกษาทุกระดับจนปัจจุบันนี้

                    ในปัจจุบัน  การเล่นดาบสองมือยังได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไป  จะเห็นได้จากมีคณะและสำนักดาบเกิดขึ้นอย่างมาก  เช่น  สำนักดาบศรีบุญยานนท์  สำนักดาบพุธไธสวรรค์  สำนักดาบศรีไตรรัตน์  เป็นต้น  และมีการแสดงในงานสมโภชต่างๆโดยทั่วไป  โดยเฉพาะที่ท้องสนามหลวง  มีการแสดงเป็นประจำทุกปี  เพื่อเป็นการเผยแพร่และคงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทย

                    วิชาดาบสองมือได้รับการบรรจุไว้ในหลักสูตรวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา  พุทธศักราช  ๒๕๑๘  หลักสูตรวิชาพลศึกษา  ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  ๒๕๒๑  หลักสูตรวิชาพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  พุทธศักราช  ๒๕๒๔  หลักสูตรประกาศนียบัตรและปริญญาบัตร  วิชาเอกพลศึกษาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูพลศึกษาทุกสถาบัน  การเรียนการสอนมุ่งทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎีควบคู่กันไป  มีตำราสำหรับค้นคว้าหลายเล่ม  เช่น  แนวสอนวิชาอาวุธโบราณของ  บัว  นิลอาชา  วิชากระบี่กระบองของท่านอาจารย์นาค  เทพหัสดิน    อยุธยา  แบบเรียนพลานามัย  พลศึกษา  ของอาจารย์ฟอง  เกิดแก้ว  เป็นต้น

                    วิชาดาบสองมือ  ถือว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติ  เพราะเป็นการเล่น การแสดงและเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยอาวุธไทยสมัยโบราณ  ซึ่งสามารถใช้อาวุธ  รุก  รับ  ทำร้ายคู่ต่อสู้ได้  สามารถใช้หมัด  ศอก  เข่า  เท้า  ประกอบการต่อสู้เป็นพฤติกรรมที่เกิดจาการเรียนรู้  ทัศนคติ  ค่านิยมและความเชื่อ  เป็นสิ่งที่ชาวไทยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ  เป็นกีฬาที่มีการผสมผสานระหว่างของเก่ากับของใหม่เข้าด้วยกัน  เป็นสภาพที่มั่นคงยิ่งขึ้น  เช่น  มีกฎ  กติกา  ระเบียบวินัยในการแข่งขัน  รวมทั้งมีการตัดสินแพ้ชนะด้วยคะแนน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์  ซึ่งมีความสมบูรณ์ตามลักษณะของวัฒนธรรมทุกประการ  ดังนั้นวิชาดาบสองมือจึงเป็นวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติไทย  ที่ควรแก่การรักษาทำนุบำรุงและส่งเสริมให้คงอยู่คู่ชาติตลอดไป

     

    ประโยชน์  ระเบียบประเพณี  และเครื่องอุปกรณ์การเล่นดาบสองมือ

    ประโยชน์ของวิชาดาบสองมือ

                    บางท่านที่ไม่เข้าใจและที่ไม่ซาบซึ้งถึงวิชาดาบสองมือ  เห็นว่าวิชานี้ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใดเลย  เป็นเพียงเพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมไทยไว้เท่านั้น  ไม่เหมาะสมที่จะบรรจุไว้ในหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษา  เพราะเด็กไม่มีโอกาสได้นำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันและไม่ได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่  ดังนั้นจึงขอสรุปประโยชน์ของวิชาดาบสองมือ ดังนี้

    ๑.  เป็นวิชาการต่อสู้และป้องกันตัว  ในสมัยโบราณวิชาดาบสองมือเป็นวิชาที่นักรบทุกคนต้องเรียนและฝึกความชำนาญ  เพื่อที่จะต่อสู้กับศัตรูที่มารุกรานชาติของเรา  จึงสามารถดำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกราชของชาติไทยตราบเท่าทุกวันนี้  เห็นได้จากในตอนหนึ่งของหนังสือเรื่อง  นางนพมาศ  หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีปรากฏว่า “ หมู่มนุษย์ก็ประกอบไปด้วยสติปัญญา  โดยมากต่างร่ำเรียนสรรพวิชาต่างๆ ฝ่ายทหารก็เรียนศิลปศาสตร์เพลงอาวุธ  คือ  วิชาช้างม้า  กระบี่กระบอง  โล่  ดั้ง  ดาบสั้น  ดาบยาว  กริช  กั้นหยั่น  โตมร  ศรกำซาบ  ปืนไฟใหญ่น้อย  มวยปล้ำตำรับตำราพิชัยยุทธ  เวชมนตร์  คงกระพัน  ชำนิชำนาญเป็นการดี ”  จะเห็นได้ว่าดาบสองมือเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการรบในสมัยโบราณ  (ฟอง  เกิดแก้ว  ๒๕๒๗ : ๑๐ )

                    ในปัจจุบันวิชาดาบสองมือเป็นวิชาที่เรียนรู้ไว้เพื่อการต่อสู้และป้องกันตัวในยามคับขัน  เมื่อมีศัตรูจะเข้ามาทำร้าย  ก็สามารถใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาป้องกันตัวได้  สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา  หลบหลีกและตอบโต้ศัตรูได้  คนที่เรียนย่อมได้เปรียบ  เช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่นๆ  เช่น  มวย  ศิลปะป้องกันตัว  หรือยิมนาสติก  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังถือได้ว่าเป็นศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวของชาติไทยอีกด้วย  ซึ่งไม่มีชาติใดเสมอเหมือน  เพราะการแสดงดาบสองมือประกอบไปด้วยท่วงทีท่าทางการร่ายรำด้วยความสง่างาม  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาฏศิลป์  และเป็นการต่อสู้ป้องกันตัว  ชิงไหวชิงพริบกัน  คล่องแคล่ว  ว่องไว  กล้าหาญ  ภายใต้ระเบียบแบบแผนตั้งแต่ต้นจนจบการแสดง

                    ๒.  วิชาดาบสองมือ  เป็นวิชาที่สร้างบุคลิกให้เป็นผู้ทรงศักยภาพโดยสมบูรณ์  เพราะเป็นวิชาที่ใช้กิจกรรมหรือใช้ร่างกายเป็นสื่อกลางในการพัฒนาทางด้านร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  และสติปัญญา  ซึ่งตรงกับเป้าหมายของการพลศึกษา  จะเห็นได้ว่าสามารถออกกำลังกายได้ทุกส่วนของร่างกาย  การเคลื่อนไหวร่างกายที่สง่างาม  เช่น  การนั่ง  ยืน  เดิน  วิ่ง  กระโดด  ฯลฯ  ฝึกความคล่องแคล่วว่องไว  กล้าหาญ  กล้าตัดสินใจ  มีการยับยั้งอารมณ์  ความมีน้ำใจนักกีฬา  อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายสามารถรับคำสั่งจากสมองและสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างทันท่วงที  นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้เล่นและผู้ดูอีกด้วย

                    ๓.  เป็นกีฬาที่ฝึกน้ำใจให้กับผู้เล่นได้เป็นอย่างดี  เพราะกิจกรรมในการแสดงนั้นจะต้องมีการต่อสู้  ซึ่งจะก่อให้เกิดความกล้าหาญ  อดทน  ไม่หวาดกลัวต่ออันตรายที่ต้องเผชิญ  เพราะอาจจะเกิดการพลาดพลั้งขึ้นได้  การมีจิตใจเข้มแข็งนี้เอง  ทำให้ศัตรูหวั่นเกรงต่อคนไทยตราบเท่าทุกวันนี้

                    ๔.  เป็นการสร้างและปลูกฝังความมีระเบียบวินัย  เนื่องจากการเล่นเป็นการต่อสู้  จึงจำเป็นที่ผู้เล่นจะต้องรักษาระเบียบประเพณีการเล่นที่เคร่งครัด  ต้องมีน้ำใจนักกีฬา  รักษาคุณธรรมและความยุติธรรมเป็นสำคัญ  ต้องยึดถือกฎ  กติกา  การเล่นจึงจะเป็นกีฬาที่สมบูรณ์ได้

                    ๕.  เป็นศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวของชาติไทย  จึงสมควรที่จะรักษาและดำรงไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติของชาติไทย

                    วิชาดาบสองมือนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคล  ในการสร้างบุคคลให้เป็นผู้ทรงศักยภาพอย่างสมบูรณ์แล้ว  ยังเป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติที่ทุกคนควรจะต้องหวงแหนและรักษาไว้ให้คู่บ้านคู่เมืองตลอดไป

    ระเบียบประเพณีการเล่นดาบสองมือ

                    เพื่อเป็นการรักษาระเบียบประเพณีอันดีงามในการเล่นดาบสองมือ  ซึ่งมีมาแต่โบราณกาลของไทยให้คงอยู่ตลอดไป  ผู้เล่นดาบสองมือจึงควรปฏิบัติดังนี้

    ๑.การแต่งกาย  เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ในการเล่นกีฬาดาบสองมือ  ซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติของไทยสืบต่อไปในการแสดงและแข่งขัน  ควรแต่งกายแบบไทยและมีมงคลสวม  เพื่อเป็นสิริมงคลในการเล่นและมีผลต่อกำลังใจด้วยทุกครั้ง
                 ๒.เพื่อให้เป็นการเร้าใจ  ปลุกใจให้ตื่นเต้นทั้งผู้เล่นและผู้ดู  ในจังหวะและลีลาการเล่น  จึงควรมีเครื่องดนตรีประกอบด้วย  เช่น  ปี่ชวา  ฉิ่ง  และกลองแขก
                ๓.เพื่อเป็นการระลึกถึงบูรพาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ก่อนการแสดงทุกครั้งควรปฏิบัติ ดังนี้
                  ๓.๑ นำอาวุธและเครื่องมือทุกชนิดมารวมกันแล้วจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  ขออำนาจพรศักดิ์สิทธิ์ให้แคล้วคลาดจากอันตรายระหว่างการเล่น
                  ๓.๒ แสดงความคารวะต่ออุปกรณ์ทั้งก่อนเล่นและหลังจากเล่นแล้ว  รวมทั้งต้องเก็บรักษาไว้ในที่อันสมควรด้วย
              ๔. ผู้เล่นจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของประเพณีการเล่นดาบสองมือ  ดังนี้  การถวายบังคม  การขึ้นพรหมนั่งหรือพรหมยืน  การรำ  การถวายบังคมเร็ว  การเดินแปลง  การลดล่อ  การต่อสู้  และการแสดงคารวะเพื่อเป็นการให้อภัยซึ่งกันและกัน
             ๕. ผู้เล่นควรรู้จักใช้อาวุธให้ถูกต้องตามประเภท  เช่น  ดาบรำใช้เฉพาะในการรำอย่างเดียว  ส่วนดาบตีหรือดาบจริงใช้ในการต่อสู้กันเท่านั้น

    ๖. ผู้เล่นต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ไม่แสดงอาการโกรธแค้นอาฆาตเข่นฆ่าคู่ต่อสู้  จนลืมประเพณีอันดีงามไป

    หลักการเล่นดาบสองมือด้วยความปลอดภัย

                    การเล่นดาบสองมือต้องอาศัยจังหวะ  ชั้นเชิง  กลยุทธ์ทั้งในการรุกและการรับ  หากเกิดพลาดพลั้งอาจได้รับอันตรายได้  เพื่อให้การเล่นเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง  จึงควรปฏิบัติตนด้วยความปลอดภัยทุกครั้ง  ดังนี้

    ๑.     ก่อนการเล่นทุกครั้ง  ควรตรวจอุปกรณ์บริเวณสถานที่ให้เรียบร้อย  หากสิ่งใดบกพร่อง  เช่น  พื้นไม่เรียบ  มีสิ่งกีดขวาง  เป็นต้น  ให้รีบจัดการแก้ไข

    ๒.     ควรแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม  เกิดความสะดวกคล่องตัวในการเคลื่อนไหว

    ๓.     อบอุ่นร่างกาย  ให้อวัยวะทุกส่วนรับรู้  เตรียมพร้อมก่อนการเล่นทุกครั้ง

    ๔.     ควรเล่นในขณะที่ร่างกายและจิตใจมีสมรรถภาพพร้อม  มิฉะนั้นอาจเกิดการผิดพลาดได้ง่าย

    ๕.    รู้จักประมาณความสามารถ  กำลังของตนเอง  เล่นด้วยความระมัดระวัง  ไม่ประมาทฝีมือของคู่ต่อสู้

    ๖.      ปฏิบัติตามกฎ  กติกา  ระเบียบข้อบังคับ  และประเพณีอันดีงาม

    อุปกรณ์ในการเล่นดาบสองมือ

       ๑. ดาบ

                     ๑.๑  ดาบจริง  เป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับฟัน  จะใช้แทงด้วยก็ได้  ทำด้วยเหล็กอย่างดี  มีรูปแบนและโค้งตอนปลายเล็กน้อย  ลักษณะของดาบนั้น  ตอนโคนเล็กแล้วค่อยๆใหญ่ ตามลำดับ  ตรงกลางโป่งและใหญ่ แล้วค่อยๆ เล็กๆ ไปจนถึงปลาย  แหลมยาวประมาณ ๙๐ เซนติเมตร  มีน้ำหนักมากกว่ากระบี่  น้ำหนักส่วนมากตกที่ปลาย  ทั้งนี้เพราะต้องการให้การฟันได้ผลดี  คือได้กำลังของดาบเป็นกำลังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

     

                    ตัวดาบ  มีรูปร่างลักษณะดังกล่าวแล้ว  ค่อนข้างหนัก  มักทำด้วยเหล็กกล้า  ตีเป็นรูปดาบ  ส่วนยาวแบ่งออกเป็น  ๒  ส่วนเท่าๆกัน  ส่วนด้ามนั้นหนาและทู่  ใช้สำหรับรับหรือปัดการฟันหรือการแทงของข้าศึก

                    ด้ามดาบ  สวมติดอยู่กับโครงดาบอย่างแน่นหนา  เป็นท่อนกลมยาวประมาณ  ๓๐  เซนติเมตร  โตพอมือจับได้ถนัดและมั่นคง  ทำด้วยไม้ที่แข็งแรง  การที่มีด้ามยาวก็เพื่อใช้เป็นเครื่องรับรองป้องกันส่วนปลายของแขน  ตั้งแต่มือจับถึงข้อศอกไม่ให้ถูกฟันได้ง่าย

                    กระบังดาบ  มีรูปร่างเป็นแผ่นกลมแบน  ซึ่งทำด้วยดลหะหรือหนัง  ติดแน่นระหว่างตัวดาบกับด้ามดาบต่อกัน  สำหรับป้องกันนิ้วมือของผู้ถือ  มีห่วงทำด้วยหนังหรือด้ายถักสำหรับใส่องคุลีของนิ้วที่จับด้ามดาบนั้น

                    ฝักดาบ  มีลักษณะเช่นเดียวกับกระบี่  อนึ่งในการรบสมัยโบราณ  ถ้านักรบคนใดถนัดอาวุธสั้นชนิดมือเดียว  โดยมากก็มักใช้กระบี่เป็นอาวุธประจำกาย  แต่ถ้าจะใช้ดาบ  มักจะใช้ดาบสองมือ  ซึ่งยังคงเรียกมาจนถึงทุกวันนี้ว่า    ดาบสองมือ ”  ตามปกติใช้สะพายกันไว้บนหลัง  ด้ามโผล่ขึ้นเหนือไหล่สองข้าง  เหมาะและสะดวกที่จะนำมาใช้ต่อสู้กับข้าศึกทันที  นักรบบางคนชอบถือดาบมือหนึ่ง  อีกมือหนึ่งถือเครื่องป้องกันตัว  อีกมือหนึ่งทำการต่อสู้  การใช้ดาบควบคู่ไปกับเครื่องป้องกันตัวนี้ เรียกว่า    ดาบ     “ ดาบโล่ ”

                    ๑.๒ ดาบรำ  มี