(2)
เปลี่ยนแนวรักษาทางธรรมชาติบำบัดจากพ่อเลี้ยงวรรณ มาเป็น
ของพญ.ลลิตา ธีระสิริ ซึ่งวิธีการก็ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่เพิ่มบางสิ่ง
หรือลดบางสิ่งบางอย่าง คือมีการยืดหยุ่นมากขึ้น เป้าหมายเดียวกัน
คือไม่ให้อาหารแก่เซลล์มะเร็ง
เดือนที่2 สำหรับอาหารการกินได้เปลี่ยนแบบจากของพ่อเลี้ยงวรรณ
มาเป็นแนวของแพทย์หญิงลลิตา ธีระสิริ ซึ่งได้ซื้อตำราอาหาร
ต้านมะเร็ง ตามแนวธรรมชาติบำบัด โดย พญ.ลลิตา ธีระสิริ ซึ่งตำรา
นี้ค่อยดีขึ้นหน่อยสามารถให้เติมซีอิ๊วขาวได้ 1ช้อนชา/อาหาร 1 อย่าง
เริ่มแรกต้องเรียนรู้ก่อนว่าอาหารที่ควรงดในระยะ 3 เดือนแรก
- อาหาร “บำรุง” ทั้งหลาย ทั้งโปรตีนจากสัตว์และโปรตีนจากพืช
- โปรตีน งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ ถั่วที่เป็นเมล็ด และเห็ด
- ไขมัน งดน้ำมันไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากพืช หรือน้ำมันหมู นม เนย กะทิ
- แตงกวา
- สับปะรด สตรอเบอร์รี่ ทุเรียน อโวคาโด
แนะนำ อาหารต้านมะเร็ง
- ข้าวกล้อง 1ทัพพี กินกับข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
- ขนมปังโฮล์วิท โฮมเมด ที่ใช้เนยน้อย
- ผักสดและผลไม้สดจำนวนวมาก เน้นที่ความสด
- ดื่มน้ำผักสดและผลไม้สดวันละอย่างน้อย 8 แก้ว
- ซุปโพแทสเซี่ยม จากการต้มผักต่างๆใช้ทำน้ำแกงและผัดผักแทนน้ำมัน
น้ำซุปโพแทสเซี่ยม ได้จากการต้มผักดังนี้
-กระหล่ำปลี 1 หัว
-หอมใหญ่ 4 หัว
-แครอท 2 หัว
-มะเขือเทศ 2 ลูก
- เปลือกมันฝรั่งติดเนื้อหนา 2 ลูก
ซึ่งต้มแล้วจะได้น้ำซุปโพแทสเซี่ยมประมาณ11/2 ลิตร ได้จัดแบ่ง
ใส่ไว้ในกล่องพลาสติก 4-5 กล่อง แช่ในช่องฟรีซ หยิบใช้ทีละกล่อง
อาหารประจำวันจากหนังสือได้จัดไว้ดังนี้
มื้อเช้ามืด น้ำส้มคั้น
มื้อเช้า ข้าวต้ม โจ๊กหรือขนมปังโฮลท์วีท
ผลไม้สด ผลไม้แห้ง
น้ำคั้นจากผักสด ผลไม้สด
มื้อ 10 .00น. น้ำคั้นจากผักสดผลไม้สด
มื้อเที่ยง สลัดผักสด ผลไม้สด ผลไม้แห้ง
ข้าวกล้อง กับข้าวโพดโรยรำ
ผัดผักโดยใช้น้ำซุปโพแทสเซี่ยมแทนน้ำมัน
ผลไม้สดหลังอาหาร
น้ำคั้นจากผักสดผลไม้สด
มื้อ 15.00 น. น้ำคั้นจากผักสดผลไม้สด
มื้อ 17.00 น. น้ำคั้นจากผักสดผลไม้สด
มื้อเย็น สลัดผักสด ผลไม้สด ผลไม้แห้ง
ข้าวกล้อง กับข้าวโพด โรยรำ
ผัดผักโดยใช้น้ำซุปโพแทสเซี่ยมแทนน้ำมัน
ผลไม้สดหลังอาหาร
น้ำคั้นจากผักสดผลไม้สด
มื้อก่อนนอน น้ำคั้นจากผักสดผลไม้สด
หมายเหตุ โปรตีนในข้าวกล้องมีไม่ครบมักจะขาดไลซีน เราจึงต้องกิน
ข้าวกับข้าวโพดเสมอ อาศัยไลซีนในข้าวโพดมาเติมสิ่งซึ่ง
ข้าวกล้องขาดไป
1 กรกฎาคม 2552
เปลี่ยนอาหารกินใหม่เฉพาะอาหารข้าวมื้อหลัก
ตามแนวธรรมชาติบำบัด ของพญ.ลลิตา ธีระสิริ แบบพึ่งพาตนเอง
4.45 น.ดื่มน้ำเปล่าผสมมะนาว 2 แก้ว(มะนาวช่วยขับถ่ายของเสีย)
น้ำผลไม้
7.00น. กินข้าวกล้อง ข้าวโพด ผัดผักบุ้ง
8.00น. ออกกำลังกายด้วยการเดิน บริหารร่างกาย คอ เอวแบบ
รำตะบองของอ.สาทิต อินทรกำแหง
9.00น. อาบน้ำร้อนสลับเย็น
10.00น.น้ำผัก
12.00น. ข้าวกล้อง ต้มซุปผัก น้ำผักคั้น
15.00น.น้ำผลไม้ ผลไม้
17.00 น.น้ำผัก
18.00 น.สลัดผักสด(นอกบ้าน) น้ำชาเขียว กล้วยน้ำว้า 2 ลูกก่อนนอน
2 กรกฎาคม 2552
เหมือน 1กค.
3 กรกฎาคม 2552
4.45น. น้ำเปล่าผสมมะนาว 2 แก้ว
6.00น. น้ำผลไม้
7.00น.อาหารเช้า ข้าวกล้อง ข้าวโพด ผัดผักบุ้ง น้ำผัก
8.00น.ออกกำลังกาย
10.00น. น้ำผัก
12.00น.ข้าวกล้อง น้ำพริกผักรวกหลายอย่าง ผักดิบ น้ำผัก
15.00น.น้ำผลไม้ ผลไม้
16.00น.ออกกำลังกาย
17.00 น.น้ำผัก
18.30น.ข้าวกล้องผัดใส่ผัก น้ำผัก
กล้วยน้ำว้า 2 ลูกก่อนนอน
4 กรกฎคม 2552
4.45น.น้ำเปล่าผสมมะนาว 2 แก้ว น้ำผลไม้
7.00น.สลัดผัก ขนมปังโฮลท์วีท 2 แผ่น ไปอ่านนสพ.เพื่อให้ข้าวย่อย
8.00น.เดินออกกำลังกาย
12.00น.ข้าว ผัดพริก น้ำผัก
15.00น. น้ำผัก
17.00น.น้ำผัก
18.00น.ข้าวกล้อง น้ำพริกผักลวก สลัดผัก น้ำต้มผัก(น้ำที่ใช้ต้มผัก)
กล้วยน้ำว้า 2ลูก ก่อนนอน
ระยะหลังงดสลัดผัก เพราะเบื่อ ทำไมไม่เบื่อล่ำ ลองดู
ตัวอย่าง ผักกาดแก้ว ผักกาดหอม กะหล่ำปลี แครอท น้ำซุปโปแทสเซี่ยม
ซิอิ๊วขาว(1 ช้อนชา) มะนาวโรยด้วยงาดำ บ้าง จมูกข้าวสาลีบ้าง
หมุนเวียนกัน มีแค่เนี้ย
หลังจากนั้นก็กางตำราาอาหารของ พญ.ลลิตาว่ากันเลยละ
ใหม่ๆก็ทำกินมื้อละชามเช่นแกงส้ม แกงเลียงเป็นต้น
ผักใส่เข้าไปหลายๆอย่างเท่าที่หาได้ แต่การปรุงรสใช้ซิอิ๊วได้แค่ช้อนชาเดียว
ทำไปกินไป เปลี่ยนอาหารไปเรื่อยๆ นานเข้าชักชิน กินได้สบายๆๆแรกๆ
ทำกินมื้อต่อมื้อ พอหนักมือมากขึ้น เหลือเป็น 2 มื้อ มาระยะหลังๆเช่นต้ม
จับฉ่าย หม้อหนึ่งกินได้ 3-4 มื้อทีเดียว เรียกว่าชักแก่พรรษา ไม่ว่าทำกับ
ข้าวอะไรอย่างต่ำกินได้ 2 มื้อ ส่วนน้ำผักไม่เข้มเหมือนเดิม เวลาไปธุรนอก
บ้านแต่ก่อนต้มน้ำผักใส่ขวดไปดื่ม ระยะหลัง ไม่ละ ซื้อน้ำเปล่าอย่างขวด
ดื่มแทนบ้าง
ลุมาถึงเดือนสิงหาคม 2552 ได้ไปตรวจร่างกายที่รพ.เอกชน เอกซ์เรย์ปอด
เจาะเลือดตรวจผลปรากฏดังนี้ ปอดปกติ
ผลเลือด Test Result Units Reference Range
AFP 2.4 IU/ml </=5.8
CEA 2.1 ng/ml <3.4
PSA 2.0 ng/ml 0.4
ครับทุกอย่างปกติ แต่ไขกระดูกสันหลังไม่ได้ตรวจ หมอบอกว่าให้ไปบำรุงร่างกาย
โดยกินเนื้อสัตว์บ้างจะได้อ้วนขึ้น จะได้มีกำลังมาเจาะไขสันหลัง ผมไม่ยอมทำตาม
หมอสั่ง จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
เริ่มการรักษามะเร็งด้วยวิธีของพ่อเลี้ยงวรรณ
อาหารที่ใช้โภชนาบำบัดที่ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
1 หมวดผล+หัว
1.1หอมหัวใหญ่(รับประทานประจำ)
1.2 หอมแดง (รับประทานประจำ)
1.3 ข้าวโพดหวาน( -------- )
1.4 กล้วยน้ำว้าสุก( -------- )
1.5 มันฝรั่ง,มันเทศ,เผือก(สลับกัน)
2. หมวดผัก + ใบเขียว
2.1ยอดแค(ให้รับประทานประจำ แต่ไม่มีก็ใช้ผักอย่างอื่นแทน)
2.2 ถั่วพู ( -----------------------------------------------------)
2.3 คะน้า
2.4 ตำลึง
2.5 กวางตุ้ง( 2.2-2.4 เปลี่ยนเป็นผักใบเขียวได้ทั้งหมด)
วิธีทำ
อาหาร
1. นำข้าวกล้องทั้ง 5 ชนิด(ผสมรวมกันอย่างละเท่าๆกัน) 1 ถ้วยตวง(มากน้อยอยู่ที่กำลังกินของเรา) แช่น้ำ1-2 ชั่วโมง แล้วนำไปหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ใส่น้ำมากๆ
2. นำผักทั้งหมด ยกเว้นกล้วย นึ่ง จนสุก
3. นำข้าวทั้ง 5 ชนิด ผักที่นึ่ง แบ่งเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน
แบ่งเป็นสามมื้อ ทำกินทีละมื้อ นำเข้าเครื่องปั่นพร้อมด้วยกล้วย
น้ำว้า 2 ลูก ปั่นไปแล้วเติมน้ำข้าวลงไปให้เหลวพอสำหรับ
นำมากินโดยวิธีดื่มหรือใช้หลอดดูด ซึ่งทำให้กินสะดวกหน่อย (ดีกว่ากินแบบข้นๆ
ซึ่งกินไม่ลง เพราะไม่มีรสชาติอะไร ธรรมชาติล้วนๆ )
ได้ปริมาณ 500 ซี.ซี ในแต่ละมื้อ นี่นับว่าเป็นอาหารมื้อแรก
หลังจากที่ได้รับรู้ว่าเป็นมะเร็ง
เครื่องดื่ม(แทนน้ำ)ระหว่างมื้อ
ผักใบ
1. ใบบัวบก 2. ใบย่านาง 3. ใบเตย 4. กระชาย 5. ใบมะขาม ฯลฯ
นำเข้าเครื่องปั่น เติมน้ำเปล่าลงไป2 แก้ว ปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วกรอง
เอาน้ำดื่ม สำหรับดื่มแทนน้ำ ห้ามนำไปแช่ตู้เย็น เพราะจะทำให้คุณค่าทางยาลดน้อยลง
ผลไม้
1.ฝรั่ง 2.แอปเปิ้ลเขียว 3.มะเขือเทศลูกใหญ่ หรือผลไม้อื่นๆเท่าที่จะหาได้
หมายเหตุ ผักและผลไม้ให้ทำแต่ละชนิดไม่รวมกัน แต่จะทำกินวันละกี่ชนิดก็ได้
เริ่มปฏิบัติตามในแนวโภชนาบำบัด ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2552
1 มิถุนายน 2552
เริ่มเมื่อตี 5 ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว
ปลายชั่วโมงดื่ม น้ำผลไม้ 1 แก้ว
7 โมง .ออกกำลังกายด้วยการเดินประมาณ 20 นาที
กายบริหาร คอ ก้ม เงยไปทางหลัง เอียงคอ ซ้าย ขวา
หันหน้าซ้าย ขวา บริหารเอว ก้มลงไปเต็มที่ แล้วแหงนหน้า
ไปข้างหลัง เอียงไหล่ซ้าย ขวา บิดเอวซ้าย ขวา อีก10 นาที
(ลำตะบองแบบชีวจิตร ของอ.สาทิต อินทรกำแหง)
ตอนแหงนหน้าให้หันหน้าไปทางดวงอาทิตย์อ้าปากกว้าง
เต็มที่เพื่อรับแสงแดด ทำ 20 ครั้ง และสุดท้ายแกว่งแขน
และสูดอากาศเข้า-ออกด้วยแกว่งอย่างต่ำ 100 ครั้ง
ระหว่างออกกำลังกาย ได้รับแสงแดดไปด้วยเรียกว่า
สุริยะบำบัด
หลังจากออกกำลังกายพักสักครู่ กินอาหารเช้า ตามด้วยน้ำผัก 1แก้ว
ประมาณ 9 โมงครึ่ง อาบน้ำ โดยเตรียมน้ำเย็นนำน้ำแข็งแช่ใน
ถัง สลับอาบกับน้ำร้อน (ร้อน-เย็นเท่าที่จะทนได้) 10 นาที
อาบอย่างละ 2 นาที คือร้อนก่อน 2 นาที ตามด้วยเย็นอีก 2 นาที
กลับมาอาบร้อนอีก 2 นาที ตามด้วยเย็นอีก 2 นาที สุดท้ายอาบด้วย
ร้อนอีก 2 นาที ถ้าขึ้นต้นด้วยน้ำเย็นก็จบด้วยน้ำเย็น รดตั้งแต่หัวจน
ทั่วตัวเลย จะรู้สึกกระปี้กระเป่าทั่วทั้งร่างกายดี
10 โมง กินผลไม้ ตามด้วยน้ำผักอีก 1 แก้ว
เที่ยงปั่นอาหารกินอีก ตามด้วยผลไม้ และน้ำผัก
3 โมงเย็น กินผลไม้ และน้ำผักอีก 1 แก้ว
เย็นราว 5 โมงเย็นเดินออกกำลังกายอีกรอบ 10-15 นาที
6 โมงเย็น ปั่นอาหารเย็น ตามด้วยกล้วยอีก 2 ผล น้ำปั่นอีก 1 แก้ว
สรุปใน 1 วันกินน้ำผักและ น้ำผลไม้ประมาณ 8 แก้ว
เข้านอนประมาณ 4 ทุ่มเศษ
ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกันทุกวัน สำหรับผักอย่างที่จำกัดให้กินทุกวัน
ทำไม่ได้บางวันก็ไม่มีมาขาย แต่ใช้ผักทดแทนกันให้ได้ครบตาม
จำนวนที่กำหนด ปฏิบัติตัวเช่นนี้จนครบ 30 วัน
สภาพร่างกาย น้ำหนักลดประมาณ 10 กิโลกรัม
สุขภาพแข็งแรง รู้สึกว่าจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ(ทดลองดู)
วิ่ง แต่ก่อนเคยวิ่งได้อย่างเก่งไม่เกิน 200 เมตรใจจะขาด
มาทดลองตอนนี้วิ่งได้ระยะทาง 300-400 เมตร ทดลองดู
3-4 วัน(ที่เป็นเช่นนี้เพราะเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ)รักษา
มาหลายโรงพยาบาลแล้วทั้งรัฐและเอกชนไม่ดีขึ้น เลยหยุดยา
มาใช้วิธีออกกำลังกายนี่แหละดีที่สุด เราวิ่งไม่ได้ก็ใช้วิธีเดิน
มันก็ได้ผลเท่ากัน วิธีไหนที่ทำแล้วเหนื่อยหลีกเลี่ยง ทำที่ๆไม่เหนื่อย
มากและเป็นไปโดยราบรื่นก็ทำไปเรื่อยๆ
หวัดก็ไม่เคยเป็น มีเพียงจามนิดหน่อยแล้วก็หายไป อย่างอื่นไม่มีปัญ
หาอะไรปกติดีทุกอย่าง ปวดหัว ปวดเมื่อยไม่มีเลย แต่ก่อนนั่งรถ
เข้ากรุงเทพฯประมาณ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ตื่นเช้าขึ้นมา ปวดเมื่อย
ตามเนื้อตามตัวไปหมด แต่ปัจจุบันสบายมาก เดินเหินคล่องแคล่ว
แต่ก่อนตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำ ต้องลุกมานั่งก่อนสักพักจึงลุกขึ้นยืน
ไม่งั้นจะหน้ามืดแทบล้ม ปัจจุบันสบายมาก แต่ก็ไม่เคยที่จะลุกพรวด
พลาดลุกขึ้นยืนเลยนะ(ทั้งๆที่ไม่เป็นไร) แต่ถือปฏิบัติมาตลอดเพื่อ
ไม่ประมาท ต้องลุกมานั่งก่อนสักครู่จึงค่อยลุกขึ้นยืนจึงเดินไปทำธุร
สยบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วยผักผลไม้
เมื่อ 10 ปีก่อน คุณฟ้างาย คำอโศกเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจถึงขั้นต้องปิดกิจการงานของตัวเองลง และจากนั้นไม่กี่ปีเธอก็ต้องสูญเสียคนที่รักไป หลายสิ่งหลายอย่างประดังเข้ามาสร้างความทุกข์ใจให้แก่เธอจนเกิดภาวะตึงเครียดขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว
ผลไม้
เมื่อ 10 ปีก่อน คุณฟ้างาย คำอโศกเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจถึงขั้นต้องปิดกิจการงานของตัวเองลง และจากนั้นไม่กี่ปีเธอก็ต้องสูญเสียคนที่รักไป หลายสิ่งหลายอย่างประดังเข้ามาสร้างความทุกข์ใจให้แก่เธอจนเกิดภาวะตึงเครียดขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว
เธอจึงตัดสินใจอำลาชีวิตในเมืองกรุงไปอยู่เชียงใหม่ ด้วยความตั้งหวังว่าจะพักผ่อนฟื้นฟูจิตใจ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่แบบทดสอบชีวิตก็ย้อนกลับมาให้เธอฟันฝ่าอีกครั้ง เมื่อร่างกายฟ้องว่ามีก้อนขึ้นตามตัวหลายแห่ง
“ระหว่างนั้นไปอยู่เชียงใหม่ สร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่ตามลำพัง ปลูกผักกินเอง ชีวิตก็มีความสุขดี เพราะใจเราสงบ แต่จู่ๆ ต่อมน้ำเหลืองก็โต ขึ้นทุกที่ ทั้งคอ รักแร้ และขาหนีบ มีไข้ต่ำๆ ทุกวัน แล้วก็มีอาการปวดเนื้อปวดตัว ปวดหลัง ความดันขึ้นถึง 150 ถึงกับช็อคไปเลย ไปตรวจก็ได้คำตอบไม่ชัดเจน แต่เคยศึกษามาด้วยตัวเองบ้าง จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”
แม้จะมั่นใจว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย แต่เธอก็ไม่มีความคิดจะไปตรวจ และไม่บอกให้คนใกล้ชิดทราบ เพราะตั้งใจจะดูแลตัวเองในแบบแพทย์ทางเลือกที่ได้ศึกษามาบ้าง
“จะไม่ไปตรวจ และไม่บอกใคร เพราะหลายคนมักคิดว่า คนป่วยคือคนที่เสมือนหนึ่งบุคคลไร้ความสามารถ แล้วก็จะจัดการพาเข้าโรงพยาบาล จึงตัดสินใจจะดูแลตัวเอง ด้วยความที่เป็นคนรักสุขภาพและดูแลตัวเองมาตลอด จึงสนใจศึกษาแพทย์ทางเลือก ทำให้รู้เรื่องการดูแลตัวเองหลายอย่าง คิดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับตัวเองค่ะ”
ซึ่งเธอต้องรวบรวบกำลังใจเพื่อต่อสู้กับโรคนี้ด้วยทัศนคติในเชิงบวก เชื่อมั่นในทางที่เลือก และปลายทางที่รออยู่ต้องเป็นชัยชนะเท่านั้น
“อย่างแรกที่ทำคือให้กำลังใจตัวเอง ต้องมั่นใจว่าสามารถดูแลตัวเองได้ และต้องคิดว่าตัวเองไม่ป่วย มะเร็งเกิดขึ้นทุกวันและกับทุกคน เรียกว่าเป็นโรคตัวเองกินตัวเอง ส่วนใหญ่กินแล้วจะเสียชีวิต แต่ถ้าแข็งแรงก็จะอยู่ได้ คิดว่าตัวเองต้องอยู่ได้อีกนาน”
“วิตามินจากผักกับผลไม้” ของขวัญธรรมชาติ
หลักการดูแลตัวเองที่คุณฟ้างายเน้นเป็นพิเศษก็คือ เรื่องอาหารการกิน ซึ่งจะเป็นอาหารมังสะวิรัติที่ประกอบไปด้วยผักกับผลไม้ ปลอดจากไข่ ใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหาร และดื่มน้ำเต้าหู้แทนนมวัว นับเป็นเรื่องโชคดีที่เธอเป็นคนชอบทำอาหาร จึงสามารถสร้างสรรค์เมนูอาหารได้หลายแบบ ทำให้การกินอาหารมังสะวิรัติของเธอไม่น่าเบื่อ
“จริงจังกับอาหารการกินมากขึ้น จากที่เคยเป็นมังสะวิรัติแบบกินไข่กับนมได้ ก็เลิกกินไปเลย จะกินแต่ผักและผลไม้ ปกติเป็นคนกินง่าย ชอบกินและชอบทำอาหารกินเองอยู่แล้ว เลยคิดสูตรอาหารเอง แต่ละมื้อจึงไม่ซ้ำกันเลย และกินอร่อยทุกมื้อด้วยค่ะ
สำหรับเมนูโปรดที่เธอทำเป็นประจำคือก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากผักสีรุ้ง (ผักหลายๆ ชนิด) และอาหารอื่นๆ ที่ทำจากผักพื้นถิ่นหลากชนิด ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ และแสนอร่อยทั้งสิ้น
“จะชอบกินก๋วยเตี๋ยวชากังลาวมาก เพราะได้สารอาหารครบทั้งโปรตีนจากเต้าหู้และถั่ว มีผักหลายชนิด ทั้งบีทรูท ถั่วฝักยาว แครอท ถั่วงอก คะน้า และกวางตุ้ง เป็นอาหารที่ช่วยปรับธาตุ และได้รับวิตามินจากผักกับผลไม้อย่างครบถ้วน
“เมนูอื่นๆ ที่ทำง่าย และอร่อยไม่แพ้กัน ก็จะมีแกงผักหวานป่า ผัดผักรวมไม่ใส่น้ำตาล น้ำพริกหนุ่ม แกงแค แกงผักกาดจอ หมกเห็ดทรงเครื่อง ส้มตำ และยำมะเขือยาว”
เหตุที่คุณฟ้างายสามารถทำอาหารมังสะวิรัติได้อย่างอร่อย เพราะเธอรู้จักรสชาติและประโยชน์ของผักกับผลไม้แต่ละชนิดเป็นอย่างดี เธอบอกเคล็ดลับของการกินผักกับผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดว่า
“อะไรที่กินสดได้ก็ควรกิน ถ้ากินสดไม่ได้ก็ต้องลวกก่อน ควรกินตามพื้นถิ่นจะดีมาก และพยายามกินให้หลากหลายด้วยนะคะ”
นอกจากการกินอาหารในมื้อหลัก เธอยังดื่มน้ำคั้นสดจากผักและผัลไม้นานาพันธุ์ที่หาได้ง่ายตามฤดูกาลในเวลาเช้าก่อนการเดิน ออกกำลังกาย และมีอาหารว่างระหว่างมื้อเป็นผลไม้สดอีกด้วย
“ตอนเช้าจะดื่มน้ำคั้นสดจากผักผลไม้ จำพวกมะละกอ สตอเบอรี่ ใบบัวบก ชมพู่ มะนาว ส้ม ผลไม้ป่าที่เรียกว่าหมากหนอด ต้นกล้าอ่อนของพืช และผักสด ทำให้ได้น้ำเอ็นไซม์ที่ดีค่ะ และของว่างจะเป็นผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย มะละกอ ชมพู่ ฝรั่ง”
อัตราส่วนในการกินแต่ละมื้อของคุณฟ้างายจะเน้นในมื้อเช้า และมื้อกลางวันเท่านั้น ส่วนมื้อเย็นจะกินเท่ากับของว่างระหว่างมื้อ
“มื้อเย็นจะงดอาหารไปเลยค่ะ กินแต่ผักกับผลไม้สดที่ไม่หนักท้อง”
คุณฟ้างายให้ความสำคัญของการกินผักกับผลไม้มาก เพราะมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีที่เธอใช้ชีวิตในยามป่วยจนทำให้ เธอแข็งแรงขึ้นในที่สุด
ปกติคนที่ร่างกายเสื่อมโทรม โดยเฉพาะคนที่ป่วยจะขาดวิตามินมากกว่าคนปกติ และวิตามินที่ได้จากการกินผักกับผลไม้คือสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ”
ลาขาดจากมะเร็ง หลังจากกินอาหารที่มีประโยชน์มาได้ระยะหนึ่ง ผลที่ประกาศออกมาประจักษ์ชัดเจนก็คือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นในด้านร่าง กาย
“จะสัมผัสได้เลยว่าไม่มีเสมหะ ไม่ปวดเมื่อย หรือง่วงนอนง่ายเหมือนเมื่อก่อน ผิวพรรณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รอยปื้น กระ ดำที่น่าเกลียดหายไป”
เวลา 3 ปีกับการเยียวยาตัวเอง กลายเป็นความพยายามที่ได้ผล ก้อนที่ขึ้นตามจุดต่างๆ ค่อยๆ ยุบตัวลง คุณฟ้างายจึงตัดสินใจไปตรวจ และผลก็คือเธอเคยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเท่านั้น
“ก้อนที่ตัวเริ่มยุบลง ตรงขาหนีบที่โตเท่าลูกกอล์ฟ เหลือก้อนเท่าหัวแม่มือ หมอบอกว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก้อนที่เหลือต้องผ่าออก ก็ปลงใจผ่าออก ปรากฏว่าไม่พบเซลล์มะเร็ง ตกลงไม่เป็นมะเร็งแล้ว”
นับว่าข้อมูลที่เธอเพียรศึกษามาเพื่อดูแลตัวเองประสบความสำเร็จอย่างน่าปลื้มใจ ทุกวันนี้คุณฟ้างามมีความสุขกับการทำอาหารหลาก เมนูที่ทำจากผักและผลไม้ ในยามว่างเธอก็จะเป็นวิทยากรให้ความรู้
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 206
ขออนุญาตนิตยสารชีวจิตเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทานครับ
10 มิถุนายน 2552
ผู้สนใจอยากเห็นการต่อสู้มะเร็งท่านอื่นดูที่ลิงค์ข้างล่างนี้ ถ้โดยกด CTRL+Click link
http://cheewajit.com/experience.aspx?diseaseId=9