16/4/2554 16:19:00
หมอสมหมาย ทองประเสริฐ ภ.บ,พ.บ. หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “หมอเทวดา” ปัจจุบันอายุ
90 ปี คุณหมอเป็นคน สิงห์บุรี โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2464 ปัจจุบัน อาย
90 ปีแล้ว คุณพ่อและคุณแม่มีบุตร ธิดารวม 7 คน คุณพ่อคือนายกิมชิด คุณแม่ คือนางพิมเสน
ทองประเสริฐ พี่ชายคนโต คือศาสตราจารย์พันตรีนายแพทย์ประจักษ์ เป็นอดีตผู้อำนวยการโรง
พยาบาลศิริราช พี่ชายคนที่สองชื่อนายหงวน เป็นลูกศิษย์ท่านปรีดี พนมยงค์ พี่สาวคนที่สาม
และสี่ แต่งงานเป็นแม่บ้าน โดยคุณหมอเป็นบุตรคนที่ห้า เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2471 ที่โรงเรียนประจำเซนต์ปิเตอร์ และคุณหมอยังมีน้องสาวและน้องชาย ปัจจุบันมีพี่
น้องที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงสามคนคือ พี่สาวคนที่สามอายุ 96 ปี คุณหมออายุ 90 ปี และน้องสาว
อายุ 85 ปี นอกนั้นเสียชีวิตหมดแล้ว
ค้นพบสมุนไพรรักษามะเร็ง
ในปีพ.ศ.2498 คุณหมอรับราชการเป้นนายแพศย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรีเป็นหัวหน้า และ
ได้เริ่มเสาะหาสมุนไพรที่จะมาช่วยในเรื่องการรักษามะร็ง ขณะนั้นคนกำลังฮือฮาในการใช้ต้นทองพันชั่ง
รักษาโรคมะเร็ง ซึ่งคุณหมอได้ปลูกไว้เป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันคุณหมอยังคงรักษาโรคมะเร็งอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี
สามารถค้นหาใน Google.com ได้
| ความเห็นทั้งหมด:
0
| อ่าน:
834
ครั้ง
10/4/2554 13:14:00
หลังปฏิบัติตนโดยการยึด 3 อ. ได้ประมาณ 3-4 เดือน ได้กินเนื้อสัตว์
เช่นปลานิล ปลาทับ ปลาดุก และปลาทู เป็นส่วนมาก ปลาทะเลอื่นๆ ได้กินเป็นครั้งคราว
เนื่องจากบ้านอยู่ชนบท ห่างไกลตลาดสดใหญ่ เช่นตัวอำเภอ จึงไม่มีปลาทะเลขาย มีแต่
ปลาน้ำจืดที่เลี้ยงในกระชังและบ่อ ปลาเหล่านี้คนเลี้ยงเลี้ยงด้วย อาหารเม็ด ซึ่งทางวิทยากร
ของคลินิกหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ที่รับรักษามะเร็ง ห้ามรับประทานเด็ดขาด ซึ่งผม
จะได้กล่าวถึงต่อไป
ประมาณตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นเหตุให้สภาพร่างกายเกิดอาการคันอย่างหนัก ยิบๆไปทั้งตัว ทั้งกลางวันและกลางคืนโดยเฉพาะกลางคืนแทบไม่ได้หลับได้นอน มันคันและเกาๆๆๆจนแม่บ้านบ่นพลอยนอน
ไม่หลับไปด้วย บางทีเกิดเป็นแผลจากรอยเล็บ(จึงต้องตัดเล็บให้สั้นตลอดเวลา) เวลาอาบน้ำแสบไปหมด ส่วน
กลางวันถ้าออกกำลังกาย หรือทำงานอื่นเหงื่อออกซิบ ทีนี้ละก้ออยู่ไม่เป้นสุข มันแสบๆ คันๆ ไปหมด บางที่
ยืนเกาโดยไม่รู้ตัว จนแม่บ้านเตือนทำอย่างนี้เสียบุคลิกหมด ทำไงได้ล่ะ มันคันจนลืมตัว เกาโดย ไม่เลือกสถานที่
ยังรอยผ่าตัดก้อนเนื้อใต้รักแร้ ได้โตขึ้นๆบวมเป่งลามไปถึงราวนมด้านซ้าย แต่ไม่เจ็บนะ นี่ไม่เท่าไหร่
ยังทำใจเย็นๆได้ แต่ที่ทำใจเย้นไม่ได้คือ ที่หน้าอก ตั้งแต่ใต้ลูกกระเดือกลงมา มีจุดดำๆแต่ไม่ถึงดำ สีคล้ายๆผิวสี
องุ่น ออกสีม่วงอ่อนๆมีประมาณ 20-30 จุด ในหนังสือบอกไว้ถ้ามีจุดเช่นนี้เกิดขึ้นถึง 50 จุด อันตรายสุดๆ
โอ้!! พระเจ้างานเข้าตัวเสียแล้วมั้ง มานั่งนับดูตามแขนทั้งสองข้างก็มีอีกประมาณ10 กว่าจุด เดี๋ยวสีเด่นชัด
เดี๋ยวจางๆ ไม่ค่อยแน่นอน อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ไปปรึกษาลูกสาว ว่าถ้าพ่อจะแย่แล้ว ไปหาหมอ เถอะ(ซึ่งได้หาข้อ
มูลไว้แล้วว่าจะไปหาหมอสมหมาย ทองประเสริฐ ที่จังหวัดสิงห์บุรี
8 กุมภาพันธ์ 2554 ลูกสาวพาไปตั้งแต่ตี 5 ออกจากบ้านสระบุรี ไปถึงร้านหมอประมาณ 6 โมงเช้า
ไปเข้าคิวคนไข้ใหม่(พอดีเป็นวันเสาร์) คนเยอะมาก ไปลงชื่อบนกระดาน ลำดับที่ 50 จากนั้นพนักงานก็ให้นำหมายเลขที่บนกระดานและชื่อไปแจ้งเขา เขาจะลำดับคนไข้เป็นชนิดเดียวกันชุดละประมาณ 30-40 คน เราอยู่
ชุดที่สอง ขณะนั่งรอหมออกตรวจ วิทยากร ประจำคลินิก ได้มาพูดสาธยายความเป็นมาของโรคมะเร็ง และที่
สำคัญไม่ห้ามเรื่องเนื้อสัตว์แต่ห้ามเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด(ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น) ซึ่ง ผมได้กินเป็นประจำ
อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ด้วยปลานิล ปลาทับทิม และปลาดุก ซึ่งล้วนแต่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดทั้งนั้น นี่ระมั้งที่เป็นสาเหตุ
ให้โรคเกิดกำเริบขึ้นมาอีก
หมอสมหมายลงตรวจในราว 8 โมง ตรวจทุกคนจนหมดชุดแรกไปแล้ว(นี่คนไข้ใหม่นะ) กลับไปห้องด้านหลังอีก ไปตรวจโรคคนไข้เก่า โดยหมอตรวจคนเดียวๆจริงๆ มีผู้ช่วยคอยรับส่งเอกสารเท่านั้น ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยว
แรงมาจากไหน อายุตั้ง 90 ปีแล้ว
ผมตรวจรอบสองประมาณบ่ายโมง พอถึงคิวผม ตรวจดูก้อนเนื้อที่ใต้รักแร้ซ้าย และอ่านรายงานแพทย์ที่รักษาที่ได้ผ่าตัดก้อนเนื้อนี้ออกไป
แล้วหันมาถามผม จะรักษากับหมอไหม? ผมบอกรักษา หลังจากตรวจแล้วบอกว่าหลังจากรักษาขั้นแรก
3 อทิตย์เป็นชุดที่หนึ่ง ถ้าก้อนเนื้อไม่ยุบไม่ต้องมาหมออีกนะ รักษาไม่หายแล้ว แต่ผมกลับเฉยๆไม่รู้สึกกลัวและ
กังวลแต่อย่างไรเพราะทำใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับข่าวว่าเป็นมะเร็งแล้ว
จากนั้นเริ่มขั้นตอนการรักษา เข้าไปในห้องพยาบาล ขั้นแรก ผู้ช่วย(ต่อไปนี้ผู้ที่มีหน้าที่ต่างๆกันในการ
รักษา ผมจะเรียกผู้ช่วยทุกคน เพราะเขาไม่แต่งเครื่องแบบ) ขั้นแรก เจาะเลือด ตรวจหาเชื้อมะเร็ง
ขั้น ต่อไป ให้ยาเคมี โดยฉีดเข้าสะโพก 2 เข็ม ซ้าย-ขวา และให้น้ำเกลือ ประมาณ 1 ชม.เสร็จ ราว บ่าย 4 โมง
ลูกสาวรับยาแล้วกลับโดยเสียค่ารักษครั้งแรก 11,800 บาท มียา หม้อ 1 ห่อ และให้แวะซื้อหม้ออลูมิเนียม
เบอร์ 28 มาต้มยาด้วย นอกนั้นมียาแคปซูล สีขาว-แดง อย่างละ 3 ซองครึ่ง(ประมาณ 360 เม็ด ยาเม็ดอีกจำ
นวนหนึ่งน่าจะเป็นยาแผนปัจจุนบัน
รุ่งขึ้นจัดการต้มยาก่อน โดยใส่น้ำให้ถึงปากหม้อ ต้มให้เหลือจากสามส่วน เหลือหนึ่งส่วน และให้กินแทน
น้ำอย่างน้อยวันละ 3 แก้ว เย็นก็อุ่นไว้ทำอย่างนี้ทุกวันจนครบ 21 วัน
ส่วยยาเม็ดแคปซูลกินมื้อละอย่างละ 8 แคปซุล รวม 16 แคปซูลพร้อมยาเม็ดอีก 1 เม็ด เช้า-เย็นและยา
ก่อนนอนอีก 1 ชุด 3 เม็ด เป็นอันจบ 1 วันป ฏิบัติอย่างนี้จนครบ 21 วัน
อาการข้างเคียงในปากร็สึกชาและไม่ยอมรับรู้อะไร ไม่ว่ากินอะไรขาไป วันแรกรู้สึกจะต่อต้านด้วยนะ
พอวันที่สอง สามและเป็นอาทิตย์กินอะไรเข้าไปไม่รับรู้รสอาหาร แถมเป็นอาหารแข็งและเป็นเม็ดต่อต้านด้วย
ทำไงดีล่ะ ทำข้าวต้มเละๆกินดีกว่า ต้องต้มให้เละจริงๆพอกินได้ ด้วยการกลืนเข้าไปเลย วันหลังต่อมาทั้งข้าวสวย
และผักต้มให้สุกและนำมาปั่นรวมกันให้ละเอียด แล้วเติมซีอิ๊วขาวลงไปก็พอกินได้ พออาทิตย์ที่สาม กินข้าวสวยได้แต่ต้องรีบกลืนอย่ารอช้ามันทำท่าจะไม่ยอมรับ แต่กินได้โดยไม่รับรู้ว่ารสชาตเป็นอย่างไร เฉพาะหวานไม่ยอม
รับเลยทีเดียว
อาการบวมใต้รักแร้ ยุบภายใน 4-5 ที่สำคัญโรคคันยิบตามตัวหายไปจนหมดสิ้น ยังงงหายคันตั้งแต่
เมื่อไร แต่ง่วงนอนมากเลย หลังกินอาหารเช้า รู้สึกง่วง ต้องมางีบและอาบน้ำ อาการจึงหายไป และอีกอย่างพอหัวค่ำ ปกติเคยนอน4-5 ทุ่ม ตื่นนอนราวตี1 ตี2 เพราะอาการคันนี่แหละ พอกินยาพวกนี้เข้าไป นอนหัวค่ำ
ตื่นฉี่ 2-3 คือราวเที่ยงคืน ตี 2 และตี 4แล้วกลับไปนอนทุกครั้งหลับสบายดี พูดง่ายๆมีเวลานอนมาก กว่าเดิมเยอะที่เดียว ทำให้ร่างกายได้พักผ่อนมาก และสภาพร่างกายกลับแย่กว่าที่ไปรับการรักษา เพราะหลัง
จากได้รับยาแล้วมีอาการอ่อนเพลีย จะลุกจะเดินทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว เวลาลุกขึ้นจะมึนหัวจะล้ม ต้องลงนั่ง
ก่อนแล้วค่อยๆลุกขึ้น และทำงานอะไรนิดหน่อยเหนื่อยแล้ว ผิดกับแต่ก่อนที่ไปรับการรัษา คิดว่านี่เป็นเพราะ
เหตุผลข้างเคียง และรับรู้มาว่าคีโม หรือยาเคมีบำบัดนี่ มันไม่ทำลายเฉพาะเซลมะเร็งอย่างเดียว มันทำลาย
เซลดีๆของร่างกายไปด้วยพร้อมกันเลย อาการอย่างนี้น่ากลัวไปทำลายเม็ดเลือด เลือดจะน้อย เวลาลุกขึ้น
เวลาลุกขึ้นเลือดขึ้นสมองไม่ทัน จึงทำให้มึนและจะล้มให้ได้ นี่ที่เห็นอาการนะ แต่อย่างอื่นยังไม่ชัดเจน
อีกอย่างในปากเกิดอาการชากินอาหารไม่รู้รสชาติ ของแข็งเช่นเม็ดข้าว และอื่นเมื่อเข้าปากจะต่อต้าน
ทันที ต้องรีบคายออก ไม่งั้นจะพานทำให้อวกออก 3-4 วันแรก กินอะไรไม่ได้เลย ข้าวและผักต้มแล้ว
ต้องปั่นให้ละเอียด ใส่น้ำมากหน่อย จะได้กินสะดวก แทบไม่ต้องเคี้ยว ใช้กลืนเลย ไม่งั้น จะต่อต้าน
และอีกอย่างเวลวปวดท้องฉี่ แต่ก่อนเคยอั้นไว้ได้ ปัจจุบัน เมื่อรู้สึกปวด แทบจะไหลออกทันทีทีเดียว
ยาคงไปทำลายต่อมลูกหมากเข้าแล้วกระมัง จนถึงปัจจุบัน กินข้าวกินอย่างอื่นได้ แต่ไม่ยอมรับรู้รส ชาด
ว่าเป้นอย่างไร นี่ขนาดให้ยาอย่างอ่อนนะ เห็นว่าอายุมากแล้ว ถ้าให้แรงๆคงอาการแย่ยิ่งกว่านี้แน่ๆ
และวันที่ 7 มีนาคมนี้ ก็จะไปหาหมอ ครั้งที่สอง แล้วผมจะกลับมาเล่าให้ฟังว่าได้รับการรักษาตามขั้นตอนอย่างไร
ตอนต่ไป
และกว่าจะถึงตอนต่อไปผมขอเอาประวัติของหมอสมหมาย ทองประเสริฐ มาให้พวกเราได้รับรู้ความเป็นมาอย่างไร
| ความเห็นทั้งหมด:
0
| อ่าน:
481
ครั้ง
9/12/2553 1:20:00
หนึ่งปีให้ หลัง จากการปฏิบัติตนเพื่อรักษาโรคมะเร็ง
ได้ยึดหลักปฎิบัติ ด้วย 3 อ. อย่างเคร่งครัด คือ อารมณ์ อาหาร และออกกำลังกาย
ทำให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากสิ่งรบกวนใดๆ อย่างที่เคยเป็นเช่น เป็นหวัด ปวดเมื่อย
ร่างกายหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า หายใจคล่องโล่งอกและยังแถมได้ “ไวอากร้า”
เพิ่มมาอีกน่ะ ถึงแม้น้ำหนักตัวลดลงมา 10 กิโลกรัมก็ตาม ก็ยังเป็นที่น่าพอใจ และ
จะปฎิบัติแนวนี้ตลอดไป
ในชีวิตประจำวันจากครบรอบ 1 ปีจากการรับรู้การเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จนถึงปัจจุ
บัน ยังยึดถือปฎิบัติ ด้วย 3 อ.มาตลอด
1. อารมณ์ อย่าเครียด อย่าคิดมาก อย่าคิดว่าตัวเองเป็นมะเร็งหรือเจ็บไข้ได้ป่วย
ด้วยโรคอะไร ต้องรื่นเริงเสมอ พบปะพูดคุยกับเพื่อนบ้าน คนรู้จักอย่างสม่ำเสมอ
อย่างผม มีนัดสังสรรค์กับเพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นประจำ 2-3 เดือนครั้ง ไปเยี่ยมคน
โน้นคนนี้เป็นประจำ สำหรับเพื่อนบ้านพบปะพูดคุยกันเสมอ ไม่มานั่งซึมเศร้า เมื่อ
ได้รับข่าวที่ไม่ค่อยดี ไม่นำเอามาคิด เรื่องแล้วก็แล้วไป
2. อาหาร งดเนื้อสัตว์(ปัจจุบันกินปลาได้บ้างนิดหน่อย 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ นม ไข่
(ไข่1-2 ฟอง/สัปดาห์) หวาน มัน เค็ม ใช้น้อยมาก หรือไม่ใช้เลยตามอาหารแต่ละอย่าง
และปัจจุบันเรื่องน้ำมันหันมาใช้น้ำมัน มะพร้าว ทั้งกิน เปล่าๆ ใช้ประกอบอาหาร เช่น
ทอด ผัด และปรุงน้ำสลัด ใช้ทาตัวเป็นประจำทุกวัน
ในชีวิตประจำวันของผมรายการอาหารแต่ละมื้อดังนี้
O ตื่นเช้า ดื่มน้ำก่อน 2 แก้วๆละ 250 ซีซี จากนั้น เตรียมอาหาร (ผมทำอาหารกินเองนะครับ)
ไม่ใช่คนอื่นไม่ทำให้แต่อาหารเรามันพิเศษกว่าคนอื่นๆเค้า คือ ไม่ใส่เครื่องปรุงแต่งอย่างอื่น
นอกจากใช้ซีอิ๊วขาวอย่างเดียว และซีอิ๊วขาวก็ต้องของ เชิง โชว หวัง เท่านั้น ซึ่งเขาระบุว่า
/) ไม่ใส่สี /)ไม่ใส่ผงชูรส /)ไม่ใส่วัตถุกันเสีย /)ปลอดจากสาร 3-MCPD (สารที่ก่อมะเร็ง)
นอกจากนั้นอาหารอย่างอื่นเน้นอาหารสดๆยิ่งผักข้างรั้วด้วยยิ่งดี ไม่ระแวงสารเคมีปนเปื้อนด้วย
หลีกเลี่ยงพวกแปรรูป ผักดองต่างๆ ส่วนประกอบอย่างอื่นต้องอ่านสลาก ไม่มีสารปนเปื้อนต่างๆ
ตามที่ ซีอี๊ว ขาวกำหนดเท่านั้น ซึ่งก็คงหายากหน่อย แต่ก็ไม่เกินความสามารถ เพราะเดียวนี้ เรา
มีเครื่องมือค้นหาแล้วช่วยได้มากจริงๆนั่นคือจาก Google.com นั่นเอง
O มื้อเช้า ผัดผัก เช่นผักบุ้ง ถั่วงอก+เต้าหู้แผ่น เห็ด ต่างๆ กุ้ยช่าย เป็นต้น โดยมากทำอย่างเดียว
O มื้อกลางวัน แกงเลียง แกงป่า น้ำพริก ผักต้ม(ผักหลากหลาย 3-5 ชนิด หรือ เป็นก๋วยเตี๋ยว
เส้นต้องเป็นเส้นที่ทำจากข้าวกล้อง บะหมี่ก็ต้องมิโซ๊ะ โดยใช้ผักหลายชนิดเช่นกัน
O มื้อเย็น ส่วนมากจะเหลือจากมื้อกลางวัน หรือถ้าทำใหม่ก็จะเป็นพวกก๋วยเตี๋ยวมากกว่า
O ระหว่างมื้อ ข้าวโพดหวาน กล้วย ประจำ และมี เผือกต้ม มันเทศต้ม ฟักทอง ทั้งหมดนี้ไม่เคย
ขาดหมุนเวียนกัน มาในปัจจุบันได้เลือกใช้น้ำมันมะพร้าวแล้ว จึงใช้กะทิเป็นส่วนประกอย
เช่น บวชฟักทอง บวชเผือก กล้วยบวชชีเป็นต้น นอกนั้นก็มีน้ำผัก น้ำผลไม้(ปั่นเอง) และ ผลไม้
3. ออกกำลังกาย หลังอาหารเช้า ประมาณ 8 โมง เดินต้องเดินเร็ว อย่างน้อย 100 ก้าว/นาที
1-2 กิโลเมตร จากนั้น ทำกายบริหาร คอ ก้มเงย เอียงซ้ายขวา หมุนซ้ายขวา อย่างละ 20 ครั้ง
ต่อไปบริหาร เอว (เลียนแบบรำตะบองของ อจ.สาทิส อินทรกำแหง แห่งชีวจิต ท่าที่1 ยกมือ
ทั้งสองขึ้นเหนือศีรษ โน้มตัวก้มลง ยกตัวขึ้นพร้อมสูดลมหายใจเข้า กั้นหายใจ โน้มตัวไปข้าง
หลัง ยกตัวขึ้น แล้วโน้มตัวลงพร้อมหายใจออกทางปาก 20 ครั้ง ท่าที่ 2 กางแขนออกข้าง
ตัวขนานกับพื้น เอียงซ้าย เอียงขวา 20 ครั้ง ท่าที่ 3 กางแขนออกให้ขนานกับพื้น หมุนตัว
ไปทางซ้าย และขวา สลับกัน 20 ครั้ง ท่าที่4 ก้มตัว พร้อมเหยียดแขนลงไป จากนั้นหมุนตัว
ไปทางซ้าย 360 องศา หมุนตัวไปทางขวา 360 องศา สลับกัน 10 ครั้ง
แกว่งแขน เหยียดแขนข้างลำตัวแกว่งหน้า ขาลง พร้อมสูดลมหายใจเข้า แกว่งหลัง อั้นหายใจ
แกว่งจนครบห้าครั้ง แล้วหายใจออก นับต่อไปครั้งที่หก พร้อมสูดลมหายใจเจ้า ครบสิบครั้ง
ก็หายใจออกทางปาก สลับกันจนครบ 100 ครั้ง เป็นอันว่าจบการออกกำลังกายใน 1 วัน อ้อ!อีก
อย่างเป็นของแถม ยืนตรงเขย่งเท้าสุด แล้งหย่อนตัวลงนั่งยองๆ ขึ้นลง สลับกัน 10 ครั้ง นี่เป็น
การบริหารต่อมลูกหมาก จบการบริหารออกกำลังกาย
ปฎิบัติ ตัวตาม 3 อ.นี้ต่อเนื่องจริงจังทุกวัน มาหยุดวันอาทิตย์ 1วันช่วงหลังนี้ ผลที่ได้ ทำให้
สุขภาพร่างกายแข็งแรง (แต่ผอมไป) เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ได้รับการซ่อมบำรุงออก
จากอู่ใหม่ๆไม่ มี สะดุด ติดขัดเลย เครื่องเดินเงียบนิ่มนวล ตื่นนอนขึ้นมาร่างกายปกติ
ไม่ปวดไม่เมื่อยไม่ว่าส่วนไหน ที่แน่ๆ ไม่เป็นหวัดเลย มีบ้างจาม ไอ พร้อมกันนั้นได้รับ
สิ่งพิเศษขึ้นมาอีกอย่างคือ ไวอากร้า โดยไม่ได้ซื้อหาเลย ครับนี่คือสิ่งที่ผมได้ปฎิบัติตนมา
ตลอดเวลา 1 ปีเต็ม และจะปฎิบัตต่อไป ถือเป็นกิจวัจประจำในชีวิตแล้ว จนกว่าร่างกาย
ไปไม่ไหวแล้ว ขอให้ทุกท่านลอง หรือหากทำแล้วก็จงทำต่อไปจนกว่าจะไม่ไหวนะครับ
สวัสดีทุกท่าน
ถ้าท่านใดสนใจ หรือมีข้อสงสัยอยากสอบถาม ได้ที่ lungtr@hotmail.com
ส่วนโทรศัพท์นั้น ขออภัยผมหูพิการ ต้องใช้เครื่องช่วยฟังซึ่งเป็นอุปสรรคในการ
สื่อสาร ถ้าเป็นโทรศัพท์บ้านก็พอฟังได้ แต่ผมก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านสักเท่าไหร่
| ความเห็นทั้งหมด:
0
| อ่าน:
520
ครั้ง