29/8/2553 10:21:00
4. การใช้น้ำมันมะพร้าวป้องกันโรคมะเร็ง
เมื่อ Albert Schweitzer เปิดคลีบิคของเขาในเขตร้อนของทวีปแอฟริกาเขาไม่พบว่าคนไข้ชาวแอฟริกันไม่เป็นมะเร็ง จนกระทั่งคนเหล่านั้น เปลี่ยนไปบริโภคอาหารแบบตะวันตก ในปี 1920 นักวิจัยชาวเยอรมันผู้นี้ รายงานว่าหนูทดลองที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ปราศจากไขมันไม่เป็นมะเร็ง นับจากนั้น ก็ได้มีการวิจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำมันไม่อิ่มต้ว กับการเกิดมะเร็ง (Peat 2001)
ในปี ค.ศ. 1987 Lim-Sylianco (1987) ได้สืบค้นเอกสารที่ตีพิมพ์ในรอบ 50 ปี ที่แสดงให้เห็นผลของการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งของน้ำมันมะพร้าว ได้มีการอ้างถึงผลของการศึกษาของ Reddy and Macura (1984) ที่แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าว ดีกว่าน้ำมันไม่อิ่มตัว ในการป้องกันไม่ให้เกืดโรคมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านมของสัตว์ทดลองจากการกระตุ้นให้เกิดมะเร็งโดยสารเคมี นั่นคือ 32% ของสัตว์ทดลองที่เลี้ยงด้วยน้ำมันข้าวโพด เกิดมะเร็งลำไส้ ในขณะที่สัตว์ที่เลี้ยงด้วยน้ำมันมะพร้าว เกิดเพียง 3% ซึ่ง Cohen และคณะ (1986a,b) ได้สรุปว่า เหตุที่เกิดเช่นนี้ เป็นผลชองการกดการทำงานของต่อมธัยรอยด์ของน้ำมันไม่อิ่มตัว หรืออีกนัยหนึ่ง น้ำมันไม่อิ่มตัว มีผลในการกดระบบภูมิคุ้มกัน ผimmuno-suppressive effect)
มีการศึกษาพบว่าประชากรในเขตร้อนไม่ค่อยมีคนเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ทั้งๆที่ต้องถูกกับแสงแดดที่แรงกล้ามากกว่าผู้คนในแถบอบอุ่น เหตุที่เป็นดังนี้ ก็เพราะคนเหล่านั้นใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมตัวก่อนออกแดด ทั้งนี้ก็เพราะน้ำมันมะพร้าวที่ใช้ชโลมตัวนั้นมีแอนตีออกซิแดนต์ ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหนังถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ แล่ะมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป จะช่วยให้ร่างกายดูดและเคลื่อนย้ายวิตามินอีที่ข่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการป้องกันโรคมะเร็งเหล่านี้ได้คือ:
1 มะเร็งลำไส้ 2.มะเร็งเต้านม 3. มะเร็งผิวหนัง 4. มะเร็งตับ
5. การใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคมะเร็ง
จากรายงานกรณีศึกษา (case reports) แสดงให้เห็นว่า น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นแต่เพียงช่วยป้องกันโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังรักษาได้ด้วย ดังเช่นในมะเร็งต่อไปนี้:
1. มะเร็งเต้านม 2. มะเร็งเม็ดผิวสี
6. บทวิจารณ์
6.1 การเปลี่ยนไปบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว
สาเหตุหนึ่งของการมีอุบัติการณ์ชองโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะเราเปลี่ยนไปบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว ซึ่งได้รับการโฆษณาชวนเชื่อว่า เป็น น้ำมันพืชที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามชนชาติที่ยังบริโภคน้ำมันมะพร้าว ซึ่งอาศรัยอยู่ตามเกาะที่ห่างไกลความเจริญในมหาสมุทรแปซิฟิก และไม่เปลี่ยนไปบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว ยังคงมีสุขภาพดี โดยเฉพาะไม่มีผู้ใดเป็นโรคมะเร็งแต่อย่างใด
6.2 การรณรงค์ห้ามบริโภคไขมันทรานส์ (Trans Fats Ban Campaign)
จากที่ได้กล่าวไว้ในตอน 2.1.2 อาจกล่าวได้ว่า ไขมันทรานส์ เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง
ไขมันทรานส์ เกิดจากการเติมไฮโดรเจนของน้ำมันไม่อิ่มตัวในอุตสาหกรรมอาหาร ใช้น้ำมันที่ถูกเติมไฮโดรเจนเพียงบางส่วน ส่วนในครัวเรือน ไขมันทรานส์ เกิดจากการใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวทอดอาหาร ในปัจจุบันหลายประเทศ เช่นเดนมาร์ค คานาดา ห้ามใช้ ไขมันทรานส์ ส่วนในสหรัฐอเมริกา ก็มีหน่วยงานและองค์กรเอกชนรณรงค์ใหเลิกใช้น้ำมันทรานส์ ได้ประกาศห้ามใช้น้ำมันที่มีไขมันทรานส์แล้ว โดยที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกา ที่ออกกฎหมายห้ามใช้น้ำมันที่มีไขมันทรานส์ ประกอบอาหารในภัตตาคาร (โฉมเฉลา 2551 ค. และ ง.)
การออกกฎหมายดังกล่าว เป็นการตบหน้าสมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน และสมาคมน้ำมันพืชอเมริกันอย่างแรง ที่ได้หรอกคนทั้งโลกตลอดมาว่า น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันพืช (หรือน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน) อื่นๆ เป็นน้ำมันที่ดีต่อหัวใจ (heart healthy) และไปปรักปรำน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นน้ำมันอิ่มตัว ว่าเป็นน้ำมันที่ก็ให้เกิดการอุดตันของไขมันในหลอดเลือดหัวใจ (arter clogging) แม้กระทั่งสมาคมอพทย์โรคหัวใจอเมริกัน ซึ่งตรั้งหนึ่งก็เคยปรักปรำน้ำมันมะพร้าว และแนะนำให้ประชาชนบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว ก็ยอมรับแล้ว่า น้ำมันไม่อิ่มตัวเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และโรคอื่นๆ ในขณะที่น้ำมันอิ่มตัว เป็นน้ำมันที่ไม่ก่อให้เกิดไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
หลายประเทศในโลกนี้ได้ตื่นตัว ออกกฎหมายห้ามบริโภคน้ำมันทรานส์ไปแล้ว เช่น เดนมาร์ค แคนาดา และหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา แต่ในประเทศไทย ยังไม่มีหน่วยงานใดตื่นตัวในเรื่องนี้แต่อย่างใด แม้กระทั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ที่จะห้ามการจำหน่าย อาหารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชากร ก็ไม่ได้ตื่นตัวในเรื่องนี้แต่อย่างใด นอกจากจะห้ามผู้ผลิตน้ำมันมะพร้าวในประเทศไทย โฆษณาว่า น้ำมันมะพร้าวของตน ไม่มีคอเลสเตอรอล (ในเมื่อมันไม่มีจริงๆ) และห้ามใช้คำว่า “virgin” ในผลิตถัณฑ์น้ำมันมะพร้าวที่ผลิตในประเทศไทย ทั้งๆที่ทุกประเทศที่ผลิตน้ำมันมะพร้าวออกจำหน่าย ต่างก็ใช้คำนี้สำหรับน้ำมันมะพร้าวที่เขาผลิต โดยไม่ถูกความร้อนสูง และสารเคมี แต่กลับอนุญาตให้น้ำมันมะกอก ที่สั่งเข้ามาจำหน่ายจากต่างประเทศ โฆษณาได้อย่างเสรี ว่าเป็น Virgin Olive Oil บ้างก็ว่าเป็น Extra Virgin Olive Oil หรือ Premium Virgin Olive Oil
6.3 มาบริโภคน้ำมันมะพร้าวกันเถอะ
เป็นเวลา 30 กว่าปีมาแล้ว ที่เราถูกชักชวนให้เลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าวรวมทั้งกะทิ แต่ผลการศึกษาและวิจัย ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า น้ำมันมะพร้าว ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่กลับเป็นน้ำมันบริโภคที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดในบรรดาน้ำมันบริโภคทั้งหลาย สรุปได้ว่า เราถูกเขาหรอกมานานแล้ว แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจ ที่หน่วยงานทางการแพทย์ และโภชนาการของเรา ยังคงปรักปรำน้ำมันมะพร้าวอยู่ ถึงกับห้ามบริโภคน้ำมันมะพร้าว และกะทิ เพราะจะทำให้เกิดโรคหัวใจ จึงใคร่ขอวิงวอนให้ช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติ และหันมาบริโภคน้ำมันมะพร้าว และกะทิ เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย เพราะหากคนไทยยังเชื่อโฆษณาชวนเชื่อของสมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน ซึ่งบัดนี้ เ)นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่า ได้บิดเบือนข้อมูล โดยแนะนำให้ประชากรทั้งโลกบริโภคแต่น้ำมันไม่อิ่มตัว และเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าวต่อไปแล้ว จะเกิดผลเสียในทางเศรษฐกิจและสุขภาพของคนไทยมากมายเช่น:
- ต้องสั่งซื้อเมล็ดพืชและน้ำมันไม่อิ่มตัวเข้ามาปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท
- ชาวสวนมะพร้าวและโรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าวต้องสูญเสียรายได้
- ต้องเสียค่ายามูลค่ามหาศาลที่ส่วนใหญ่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศเพื่อใช้รักษาโรคอันเกิดจากการบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว
- ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลโรคที่เกิดจากการบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว คิดเป็นมูลค่ามหาศาล แต่ก็ยังไม่เท่ากับค่าของชีวิตของคนที่ต้องตายด้วนโรคอันเกิดมาจากการ บริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว เพราะเชื่อคำชักชวนของแพทย์ และนักโภชนาการ ที่ยังคร่ำครึกับความรู้เก่าๆ ที่ได้รับมาจากสมาคมถั่งเหลืองอเมริกัน เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 61 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=19741
26/8/2553 0:23:00
3.3 ปลอดภัยจากอันตรายของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
3.3.1 ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมรฤทธิ์ต่อต้านมะเร็ง นักวิจัยบางคนจึงเชื่อว่าเป็นเพราะกรดไขมันขนาดกลางของน้ำมันมะพร้าว ไปส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 วิธี คือ:
3.3.1.1 การกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาว: witcher และคณะ (1996) พบว่า โมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดดรอลิก ไปกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว โดยเฉพาะ T เซลล์ และ T เซลล์นี้เอง ไปโจมตีและทำลายทุกสิ่งที่แปลกปลอมของร่างกาย รวมทั้งเซลล์มะเร็ง ดังนั้น T เซลล์ จึงมีบทบาทอย่างสำคัญในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง น้ำมันมะพร้าวมีกรดดรอลิกอยู่ในปริมาณที่สูงมาก (ประมาณ 48-53%) และเมื่อบริโภคเข้าไปในร่างกาย กรดลอริก ก็จะเปลี่ยนเป็นโมโนลอริน ซึ่งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันใหแก่ร่างกาย
3.3.1.2 การแบ่งเบาภาระของเม็ดเลือดขาว: หน้ที่อันหนึ่งของเม็ดเลือดขาว คือการต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปสู่ร่างกาย เมื่อมีเชื้อโรคเข้าไปอยู่มากๆเม็ดเลือดขาวก็จะเข้าไปโจมตีเชื้อโรค และตายไป จึงเหลือเม็ดเลือดขาวที่มีประสิทธิภาพน้อย หรือร่างกายผลิตทดแทนได้ไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้ไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เซลล์มะเร็งจึงเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นจนก่อให้เกิดโรคมะเร็งขึ้น แต่น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้ จึงฃ่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติ กล่าวคือ เม็ดเลือดขาวสามารถทำลายเซลล์มะเร็งต่อไปได้ดังเดิม
3.3.2 ฆ่าเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดมะเร็งโดยตรง: เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่า เชื้อโรคประเภทไวรัส และแบคที่เรีย เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งบางชนิด นอกจากสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังสามารถฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้ได้ (Enig 1999, 2000, 2004, Dayrit 2000) ด้งในกรณีดังต่อไปนี้
3.3.2.1 เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง: ผลจากการวิจัยพบว่าไวรัสหลายชนิดเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง เช่น human papiloma virus (HPV) ซึ่งพบในคนมราเป็นมะเร็งปากมดลูกเกือบทุกคน
สรุปได้ว่าน้ำมันมะพร้าว ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง เพราะผลในการต่อต้านไวรัสที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง ฉะนั้นการบริโภคน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องกันโรคมะเร็ง (Fife 2005)
3.3.2.2 เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง: เมื่อเร็วๆนี้ มีผลงานวิจัยที่ระบุว่า สาเหตุหนึ่งที่ตนเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ก็เพราะมีเชื้อแบคทีเรียชนิด Helicobacter pyroli หากสามารถกำจัดเชื้อนี้ได้ ก้จะลดโอกาสเกิดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้มาก เป็นที่รู้กันแล้วว่า น้ำมันมะพร้าวสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้และชนิอื่นๆได้ จึงเท่ากับเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
3.3.3 ฆ่าเชื้อโรคที่สร้างสารก่อมะเร็ง: นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อรวมทั้งโรคมะเร็งด้วยแล้ว เชื้อจุลินทรีย์หลายประเภท อันได้แก่แบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ และโปรโตซัว บางครั้ง ก็สร้างสารพิษที่เป็นสารก่อมะเร็ง เชื้อโรคเหล่านี้ต่างก็ถูกทำลายโดยน้ำมันมะพร้าว ซึ่งก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่ช่วยให้น้ำมันมะพร้าว สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ตัวอย่างของสารพิษที่สร้างโดยเชื้อโรคที่เป็นสารก่อมะเร็ง คือสารแอฟลาทอกซิน (afla toxin) ซึ่งสร้างโดยเชื้อราAspergillus flava ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ เชื้อรานี้ก็ถูกฆ่าโดยน้ำมันมะพร้าว
3.4 ชะงักการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
นอกจากบทบาท 3 ข้อที่กล่าวมาแล้ว นักวิจัยบางตนได้เสนอสมมุติฐานว่า น้ำมันมะพร้าว ยังมีบทบาทในการป้องกันโรคมะเร็ง โดยการไปขัดขวางการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ทั้งนี้โดยผ่านกรรมวิธีดังต่อไปนี้:
3.4.1 เปลี่ยนแปลงการทำงานของโปรตีนเซลล์มะเร็ง: มีการศึกษาพบว่า น้ำม้นมะพร้าว มีอิทธิพลต่อองค์ประกอบของกรดไขมันของเซลลล์มะเร็ง เช่นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับการทำงานของโปรตีนบางต้วของเซลล์มะเร็ง ซึ่งไปมีผลต่อการชงักการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด (Anon.2006)
3.4.2 กระตุ้นการทำงานของต่อมธ้ยรอยด์: จากการที่น้ำมันมะพร้าวสามารถกระตุ้นให้ต่อธัยรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้มีการเผาผลาญให้อาหารเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน หรือ metabolism ในอัตราที่เร็วขึ้น ซึ่งนักวิจัยบางคนเชื่อว่าไม่มีส่วนในการชงักการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง คุณสมบัติในการลดคอเลสเตอรอลของน้ำมันมะพร้าว เป็นผลโดยตรงของความสามารถในการกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น
ก่อนที่จะผ่านบทนี้ไป ขอสรุปบทบาทของน้ำมันมะพร้าวในการป้องกันโรคมะเร็งจากประจักษ์พยานที่ได้กล่าวแล้วไว้ดังนี้
น้ำมันมะพร้าว
๐ ทำหน้าที่เป็นแอนตีออกซิแดนต์ (antioxidant) ที่คอยปกป้องเซลล์จากการทำลายต่างๆ รวมทั้งการก่อมะเร็งของอนุมูลอิสระ
๐ เพิ่มพูนระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่ต่อต้านเซลล์มะเร็ง
๐ ป้องกันการเจริญเติบโตที่ควบคุมไม่ได้ของเซลล์มะเร็ง
๐ ป้องกันเซลล์จากผลของสารก่อมะเร็งที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์
เนื่องจากน้ำมันมะพร้าว ไม่ได้ก่อให้เกิดผลร้ายแต่อย่างใดต่อร่างกาย จึงใช้ได้ ทั้งการบริโภคเข้าไปภายใน และการใช้ภายนอก เพื่อการป้องกันการเกิดมะเร็ง นอกจากนั้น เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป้นแหล่งของอาหารที่ร่างกายนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตผ่านกระบวนการเมตาบอลิสซึม ทำให้ร่างกายเพิ่มกลไกธรรมชาติในการล้างพิษ (detoxification) การซ่อมแซมส่วยสึกหรอ และการเจริญเติบโต แม้กระทั่งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ก็ถูกกระตุ้นให้เพิ่มระดับการทำงาน ร่างกายจึงมีภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 57 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=19635
22/8/2553 13:11:00
3.บทบาทของน้ำมันมะพร้าวในการป้องกันโรคมะเร็ง
น้ำมันมะพร้าวมีบทยาททางสรีรวิทยาในการป้องกันโรคมะเร็งดังต่อไปนี้:
3.1 ปลอดภัยจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นอนุมูลอิสระ (free radicals) เป็นตัวการสำคัญอันหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงว่า แอนตีออกซิแดนต์ สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งที่เกิดจากอนุมูลอิสระได้
น้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติที่ดีเด่น ที่ช่วยให้ร่างกายปลอดภัยจากการทำลายของอนุมูลอิสระ คุณสมบัติดังกล่าวนี้ ได้แก่:
3.1.1 ปราศจากอนุมูลอิสระ: เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันอิ่มตัวสูงถึง 92% จึงมีความอยู่ตัวทางเคมีสูง แม้จะถูกกับอุณหภูมิสูง ก็ไม่เกิดการเติมออกซิเจน จึงไม่เกิดเป็นอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง
3.1.2 ช่วยเติมแอนตีออกซิแดนต์ที่ถูกทำลายในร่างกาย: โดยปกติ ร่างกายของเรามีแอนตีออกซิแดนต์ที่ได้จากอาหารต่างๆ ที่ช่วยทำลายอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม อาหาร และเครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ รังสี ความเครียด ฯลฯ แต่เมื่อบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว ซึ่งถูกเติมออกซิเจน (oxidized) ได้ง่ายๆตั้งแต่เริ่มสกัด ตลอดจนระหว่างการขนส่ง การวางจำหน่าย และการเก็บรักษาก่อนบริโภค จึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระขึ้น และไปลบล้างประสิทธิภาพ (neutralize) ของแอนตีออกซิแดนต์ที่มีอยู่ในร่างกาย เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีแอนตีออกซิแดนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยเติมส่วนที่ถูกทำลายไปในร่างกาย จึงไปช่วยทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น
มีการศึกษาที่แสดงว่า น้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เป็นตัวการที่ไปกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง เพราะมันถูกเติมออกซิเจนได้ง่าย ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมาก ที่ไปกระตุ้นให้เกิดการก่อมะเร็ง (Hopkins 1981) แต่น้ำมันมะพร้าว มีฤทธิ์ตรงกันข้าม กับน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวทำหน้าที่เป็นแอนตีออกซิแดนต์ และลดการเกิดการเติมออกซิเจนของไขมัน มันจึงทำหน้าที่ป้องกันมะเร็งได้
3.2 ปลอดภัยจากการทำลายของไขมันทรานส์
จากการวิจัยพบว่า การเติมไฮโดรเจน เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันไม่อิ่มตัว เปลี่ยนไปเป็นไขมันทรานส์ ทั้งนี้ ก็เพราะน้ำมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันคาโนลา แม้กระทั่งน้ำมันมะกอก มีโมเลกุลที่ประกอบด้วยแขนคู่ ที่เป็นจุดอ่อนของโมเลกุล ทำให้ไม่อยู่ตัว และถูกเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ได้โดยง่ายๆโดยกระบวนการการเติมไฮโดเจน มีผลงานวิจัยมากมายที่สรุปว่า ไขมันทรานส์ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง (Enig 1999) แต่น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่ปราศจากไขมันทรานส์ เพราะเป็นไขมันอิ่มตัว ที่โมเลกุลมีแขนเดี่ยวที่มีความอยู่ตัวสูง จึงไม่เกิดการเติมไฮโดเจน ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดไขมันทรานส์ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
ไขมันทรานส์เกิดได้ในอาหาร 2 ประเภท คือ:
3.2.1 อาหารที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรม: การเติมไฮโดเจน เกิดในกระบวนการการผลิตอาหารระดับอุตสาหกรรม น้ำมันไม่อิ่มตัวที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ขนมปังกรอบ อาหารทอด โดน้ท คุ้กกี้ บิสกิต ขนมกรุบกรอบ แครกเกอร์ ฯลฯ จำเป็นต้องนำไปผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) เสียก่อน เพื่อให้น้ำมันไม่หืน แต่ให้แข็งตัวเพื่อสะดวกต่การจับต้องผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพราะน้ำมันที่แข็งตัวที่ติดอยู่กับอาหาร จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่เกิดจากเหนียวเหนอะหนะของอาหาร
3.2.2อาหารที่หุงต้มโดยใช้อุณหภูมิที่สูง: น้ำมันไม่อิ่มตัวที่ใช้ในการหุงต้ม หากผ่านอุณภูมิสูง เช่นในการทอดอาหารแบบน้ำมันท่วม จะเกิดกระบวนการการเติมไฮโดรเจนเช่นกัน Bakker และคณะ (1997)
เนื่องจากน้ำม้นมะพร้าวเป็นน้ำมันอิ่มตัว จึงไม่เกิดการเติมไฮโดรเจน เมื่อถูกกับอุณภูมิที่สูง จึงไม่เปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงปลอดภัยสำหรับการบริโภค โดยเฉพาะไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
|
มีคนตอบทั้งหมด: 1 |
อ่าน: 50 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=19489
17/8/2553 8:46:00
2. คุณสมบัติที่ดีเด่นของน้ำมันมะพร้าว
(เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง)
น้ำมันมะพร้าว โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (Virgin coconut oil ) ซึ่งสกัดจากเนื้อมะพร้าวสด ได้โดยไม่ผ่านความร้อนสูง และไม่ถูกกับสารเคมี มีคุณสมบัติที่ดีเด่น ที่ทำให้มันสามรถต่อต้านโรคมะเร็งได้ ดังต่อไปนี้
2.1 เป็นไขมันอิ่มตัว ( saturated fatty acids )
น้ำมันมะพร้าว เป็นไตรกลี เซอไรด์ ( triglyceride ) ที่ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัว 3 โมเลกุล ต่อกับกลีเซอไรด์ 1 โมเลกุล กรดไขมันอิ่มตัวมีความอยู่ตัวสูง เพราะโมเลกุลของมันประกอบด้วยสายโซ่ที่อะตอมของคาร์บอนเชื่อมต่อกันเป็นสายโซ่ด้วยแขนเดี่ยว (single bond )
ทำให้โมเลกุลอยู่ตัว ซึ่งอะตอมของออกซิเจน หรือไฮโดรเจน ไม่สามารถเข้าไปแทนที่ได้ ผิดกับไขมันไม่อิ่มตัว ที่อะตอมของคาร์บอนเชื่อมต่อกันด้วยแขนคู่ (double bond ) ที่เป็นจุดอ่อนของโมเลกุล เพราะออกซิเจนหรือไฮโดรเจนสามารถเข้าไปเติมได้
การที่น้ำมันมะพร้าว มีโมเลกุลที่อิ่มตัว ทำให้มันมีคุณสมบัติที่ดีเด่นในการต่อต้านโรคมะเร็ง คือ
2.1.1ไม่เกิดการเติมออกซิเจน (oxidation) สำหรับน้ำมันเรียกการเติมออกซิเจนนี้ว่า (peroxidation) ทำให้เกิดการหืน (rancidity) เป็นผลให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพ เนื่องจากเกิดอนุมูลอิสสระ (free radical) ซึ่งเป็นโมเลกุลเกเร เพราะอีเล็กตรอนในวงแหวนรอบนอกสูญหายไป จึงไปแย่งอีเล็กตรอนของโมเลกุลที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้มันขาดอีเล็กตรอนไป เช่นกัน จึงเกิด เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์เกิดบาดแผล เหี่ยวย่น หรือบุบสลาย ส่งผลให้เชื้อโรค หรือสารพิษเข้าสู่เซลล์ได้ อันนำไปสู่การตายของเซลล์ หรือการเปลี่ยนพันธุกรรมของเซลล์ ซึ่งทำให้เกิดโรคแห่งความเสื่อมมากมาย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง
2.1.2 ไม่เกิดการเติมไฮโดรเจน (hydrogenation ): แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นเองเหมือนการเติมออกซิเจน แต่การเติมไฮโดรเจน ก็เกิดได้ง่ายๆเมื่อนำอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ไปถูกกับอุณภูมิสูง เช่นในการทอดอาหารในน้ำมันท่วม จึงเกิดเป็นสารตัวใหม่ ชื่อว่า “ไขมัน ทรานส์ (trans fats)” ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนรูปร่างไป นอกจากนั้น การเกิดไขมันทรานส์ ยังเกิดได้จากการนำน้ำมันไม่อิ่มตัว ไปเติมไฮฌดรเจนเพียงบางส่วน (partially hydrogenated) ในทางอุตสาหกรรม โดยต้องใช้ความดันและสารแคตาลิสต์เข้าช่วย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำมันไม่อิ่มตัว เปลี่ยนเป็นอิ่มตัว เพื่อจะได้ไม่เกิดการหืน (เพราะถูกเติมออกซิเจน) และให้น้ำมันอยู่ในรูปทีแข็งตัว ทำให้จับต้องผลิตภัณฑ์อาหารได้สะดวก ไม่เหนียวเหนอะหนะติดมือ กับทั้งมีความกรอบและอร่อย
ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่มีรูปของโมเลกุลที่ผิดธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเซลล์ เช่นทำให้เยื่อบุเซลล์บุบสลาย ทำให้เชื้อโรค หรือสารพิษเข้าไปในเซลล์ได้ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง DNA ของเซลล์ ทำให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็ง ใยปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ไขมันทรานส์เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพ เช่นก่อให้เกิดโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ฯลฯ ได้มีการรณรงคฺให้เลิกใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันทรานส์ในหลายประเทศ มลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่งออกกฎหมายห้ามไม่ให้ภัตตาคารใช้น้ำมันที่ไขมันทรานส์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 นี้เอง ผู้สนใจในเรื่องน้ำมันทรานส์กรุณาอ่านรายละเอียดในบทความของผู้เขียน (โฉมเฉลา 2551 ค. และ ง.)
2.2 มีสารแอนตีออกซิเดนต์ (antioxidant)
แอนตีออกซิเดนต์ เป็นสารต่อต้านการเติมออกซิเจน ดังได้กล่าวมาแล้วในข้อ 2.1.1 การเติมออกซิเจน นำไปสู่การเกิดอนุมูลอิสสระ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนพันธุกรรมของเซลล์ และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง แม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะได้ชื่อว่า เป็นน้ำมันอิ่มตัว เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัว สูงถึง 92% แต่ก็มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวอยู่ 8% เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปแล้วว่า น้ำมันไม่อิ่มตัวนั้น ไม่อยู่ตัวเพราะมีแขนคู่ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของโมเลกุล ที่ถูกโจมตีโดยกระบวนการการเติมออกซเจน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าว แม้ว่าจะเก็บไว้นานในอุณภูมิห้อง และถูกแสง ฏ้ไม่หืน peat ( 2005 ) จึงสันนิษฐานว่า น้ำมันมะพร้าว มีสารแอนตีออกซิเดนต์ที่ช่วยต่อต้านการเติมออกซิเจนของส่วนที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว
2.3 มีสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคมะเร็งและยับยั้งเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ
น้ำมันมะพร้าว มีสารที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรค อีกทั้งยังสามารถยับยั้งเชื้อโรคเหล่านั้นได้ Enig (1999, 2000, 2004) พบว่า สารที่มีฤทธิ์ ฆ่า เชื้อ โรคในน้ำมันมะพร้าว เป็นกรด ไขมัน อิ่มตัว ที่มี โมเลกุล ขนาดปานกลาง ได้แก่กรดลอริก กรดคาปริก กรดคาปริลิก และกรดคาโปรลิก ปริมาณและบทบาทของกรดเหล่านี้มีดังต่อไปนี้
2.3.1 กรดลอริก (lauric acid) น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (c-12) อยู่สูงมาก (48-53%) เมื่อบริโภคเข้าไปในร่างกาย กรดลอริกจะเปลี่ยนเป็น โมโนลอรินที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโรคหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส โปรโตซ้ว น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำลายเซลล์มะเร็ง ที่มีอยู่ในร่างกายถึง 60 เท่า เมื่อเข้าไปในเซลล์มะเร็งจนถึงไมโตคอนเดรีย กรดลอริกจะทำให้เยื้อหุ้มไมโตคอนเดรียพองออก ทำให้มันไม่อยู่ตัว และนี่เอง เป็นการทำให้เซลล์มะเร็งตาย (apoptosis) (Anon 2007b)
2.3.2 กรดไขมันอิ่มตัว ขนาดกลางอื่นๆ นอกจากกรด ลอริกแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังประกอบด้วยกรดไขมันขนาดปานกลางอีก 3 ชนิด คือกรดคาโปรอิก (caproic acid, C-6) มีอยู่ 0.5% กรดคาปริลิก (caprylic acid,C-8) มีอยู่ 8.0% และกรดคาปริก (capric acid,C-10) มีอยู่ 7.0% ทุกชนิดต่างก็มีส่วนช่วยในการยัยั้งเชื้อโรค และเพิ่มอุณภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย โดยไม่ทำให้เกิดการดื้อยา และจะฆ่าเฉพาะเชื้อโรคที่มีเกราะหุ้มเป็นไขมัน แต่ไม่ได้ทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ที่อยู่ในร่างกายที่ไม่ได้มีไขมันเป็นเกราะหุ้ม
นอกจากกรดไขมันอิ่มตัวขนาดกลาง ทั้ง 4 ชนิดที่กล่าวมาแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดไขมันอิ่มตัวขนาดยาวอีกชนิดหนึ่งคือ:
2.3.3 กรดปาล์มิติก (palmitic acid) มีรายงานว่ากรดปาล์มิติก (C-16) ซึ่งเป็นกรด-ไขมันอิ่มตัวขนาดยาวที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าว 9% มีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งด้วยเช่นกัน Hardy และคณะ (2003) พบว่ามีการลดระดับของสาร cardiolipin และเปลี่ยนแปลงการทำงานของไมโตคอนเดรีย ในขณะที่กรดปาล์มิติกเช้าไปทำลายเซลล์มะเร็งเต้านม กรดปาล์มิติกเป็นพิษอย่างแรงต่อเนื้องอก และส่งเสริมการตายของเซลล์มะเร็ง นอกจากนั้น ยังมีการพบว่ากรดปาล์มิติกเป็นสารตั้งต้นของ ceramide ซึ่งเป็น “ไขมันแห่งความตาย” (death lipid) เพราะมันทำให้เซลล์มะเร็งไม่อยู่ตัว โดยเฉพาะเมื่อใช้ทาผิวหนังที่เป็นมะเร็ง (Anon.2007b)
นอกจากมีกรดำขมันอิ่มตัว ทั้งขนาดกลางและยาว ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของมะเร็งแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้เซลล์ในร่างกานมีสุขภาพที่ดีขึ้น สามารถซ่อมแซมส่วนสึกหรอ และทำให้เซลล์กลับมีสุขภาพที่แข็งแรงตลอดเวลา จึงเป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายจากการทำลายของเซลล์มะเร็งได้อีกทางหนึ่ง
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 113 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=19336
12/8/2553 15:18:00
น้ำมันมะพร้าวป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างไร?
โดย
ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา
ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย
1. บทนำ
1.1 ความสำคัญของโรคมะเร็ง
ในบรรดาโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์ มะเร็ง เป็นอันดับที่สองรองจากโรคหัวใจ องค์การ
อนามัยโลก รายงานว่า ในปี 2550 ทั่วโลกมีผู้ป่วยที่เป็น โรคมะเร็งเกือบ 8 ล้านคน
และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2558 จะมีผู้เสียชีวิตจาก โรคมะเร็ง 9 ล้านคน
ปี 2578 เพิ่มเป็น 11.4 ล้านคน โรคมะเร็ง ที่พบบ่อย 6 อันดับแรก ของโลก คือ
มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ และมะเร็ง
ปากมดลูก ตามลำดับ ในปี 2549 ประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจาก โรคมะเร็ง 66,000 ราย
การที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นจำนวนมาก ทำให้หลายคนคิดว่า หากเป็นมะเร็งแล้วก็ต้องเสีย
ชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายได้ ถ้าตรวจพบในระยะแรก
เริ่มและได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี และต่อเนื่อง แต่วิธีที่ดีที่สุด คือการป้องกัน
1.2 สาเหตุของโรคมะเร็ง
มะเร็งมีมากมายหลายชนิด แต่ทุกชนิดเหมือนกันตรงที่มันเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ
ของเซลล์ในบางเนื้อเยื่อ โดยทั่วไปแล้ว เซลล์มีชีพจักรของการเจริญตามปกติ รวมทั้งการแบ่งเซลล์
และการตายตามอายุขัย ในระยะเริ่มแรกของชีวิต เซลล์มีกิจกรรมที่รวดเร็ว แต่ในผู้ใหญ่ เซลล์จะ
แบ่งตัวเพียงเพื่อทดแทนเซลล์ที่ตายไป และเพื่อรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นเมื่อถูกทำร้าย แต่เซลล์มะเร็ง
สามารถเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ตลอดเวลา และกระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย แล้วไปสร้าง
ปัญหาให้แก่ส่วนต่างๆของร่างกาย
สาเหตุใหญ่ของการเจริญที่ผิดปกติของเซลล์ อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม หรือ DNA
เซลล์มะเร็งไม่สามารถรักษา DNA ที่เปลี่ยนไป ให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้ DNA ที่เปลี่ยนแปลง
ไปนี้ เป็นผลจากพันธุกรรมที่ถูกถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ หรือถูกกับสิ่งแวดล้อม เช่นสารพิษ เชื้อโรค
และที่สำคัญ จากการถูกกับอนุมูลอิสสระทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของ DNA มะเร็ง ส่วนใหญ่ แต่ไม่
ใช่ทั้งหมด แสดงออกโดยการเกิดเนื้องอก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เนื้องอกทุกชนิดจะเป็นเซลล์มะเร็ง
1.3 สาเหตุที่เราไม่เป็นมะเร็ง
มีสมมุติฐานที่ว่า คนเราทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย แต่ที่เราเป็นมะเร็ง ก็เพราะเรามีระบบภูมิ
คุ้มกัน และเราจะเป็นมะเร็งก็ต่อเมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนไม่สามารถค่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้
(Holleb 1986) แม้ว่าเราจะมีสารก่อมะเร็งอยู่ในร่างกาย แต่ถ้าภูมิคุ้มกันของเรายังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราก็จะไม่เป้นมะเร็ง ดังนั้น ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง
มีปัจจัยหลายอย่าง ที่เราจะเพิ่มภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง เช่น การรับประทานอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้เกิดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญก็คือ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็ง เช่นการสูบบุหรี่ และการบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว ประการสุดท้าย คือการเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยการบริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ (ดูคำอธิบายในตอนต่อไป)
1.4 ความสำคัญของน้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่คนทั่วโลกนำมาใช้ประโยชน์ในการหุงต้ม เป็นสมุนไพรป้องกันรักษาโรค และเป็นเครื่องสำอางบำรุงความงามมาเป็นเวลาช้านาน โดยไม่เกิดผลเสียต่อสุขภาพ แต่เมื่อถูกสมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน ชักชวนให้เลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าวโดยอ้างว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันอิ่มตัว
เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ แล้วเปลี่ยนมาเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวันน้ำมันดอกคำฝอยฯลฯ ผู้บริโภคกลับเป็นโรคสมัยใหม่ เช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วน รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย มีการศึกษาพบว่า สาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งก็คือ การบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว
น้ำมันมะพร้าว สามารถใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับมะเร็งได้ ข้อความนี้ไม่ได้เกิดจากการเล่าประสบการณ์ของผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งแต่เพียงอย่างเดียว แต่จากผลการวิจัยและศึกษาทางการแพทย์อีกด้วย
การบริโภคน้ำมันมะพร้าวอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง และระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนี้เอง ที่จะขัดขวางการเกิดเซลล์มะเร็ง ก่อนที่มันจะทำลายเซลล์อื่นๆ การพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เป็นก้าวแรกในการป้องกันและการรักษาโรคมะเร็ง รวมทั้งโรคอื่นๆด้วย
บทความนี้จะได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีเด่นของน้ำมันมะพร้าว โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง บทบาททางสรีรวิทยาของน้ำมันมะพร้าวในการต่อต้านโรคมะเร็ง ตลอดจนการใช้น้ำมันมะพร้าวในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 125 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=19218
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน