31/7/2551 20:44:00
ความทรงจำ 4 สินค้าต่างตอบแทน
ตอนเรียนชั้นประถม ผมต้องช่วยแม่ทำขนม (ทำไว้ขาย)หลังเลิกเรียน
ซึ่งขนมที่แม่ทำมี
หลายอย่าง 2-3
อย่าง เช่นขนมตะโก้ เปียกปูน ถ้วยฟู ชักหน้า ข้าวต้มผัด ฯ
หมุนเวียนกันไป
ถ้าเป็นวันพระ
หรือวันสำคัญทางศาสนา แม่จะทำเพิ่ม และพายเรือออกขาย ตั้งแต่ตี4 ตี
5
เพราะชาวบ้านต้องไปทำบุญแต่เช้า
เป็นงานหนักพอสมควร มีผมช่วยบ้าง
แม้ไม่มาก ก็พอผ่อนแรงไปได้บ้าง งานเบาๆเช่น โม่แป้งบ้าง คอยเติมฟืนขณะนึ่งขนมบ้าง หรือล้างหม้อ ถาด
บ้าง ช่วงที่ช่วยแม่ทำงาน
มันพอดีกับพวกเพื่อนๆมาเล่นอยู่ใกล้ๆบ้าน ทำไปชะเง้อไปดูเพื่อน
เล่นบ้าง
ถ้ากำลังโม่แป้งอยู่ จะเร่งให้เสร็จเร็วๆ
จะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน ปกติใส่ข้าวเข้าโม่
1 ช้อน
(ช้อนกินข้าว)ครั้ง แป้งจะละเอียดพอดี
แต่อยากให้เสร็จเร็วจะได้ไปเล่นกับเพื่อนๆ
ใส่ทีละ2
ช้อน เสร็จเร็วจริง แม่มาถามทำไมเสร็จเร็ว ถามไม่ถามเปล่า ตรวจดูด้วย เห็นว่าแป้ง
หยาบ
แทนที่จะได้ไปเล่นเร็วกลับตรงข้าม ไม่ให้ไปเล่น และต้องโม่แป้งซ้ำอีก ถ้าทำเป้นปกติ
ก็คงได้ไปเล่นกับเพื่อนๆแล้ว
พอถึงหน้าทำนา แม่จะเพิ่มทำก่วยเตี๋ยวผัด อีกอย่าง
(ขนมก็ต้องลดลง)สำหรับไปขายให้ชาวนาที่ออกไปทำนา อยู่ละแวกใกล้เคียงกัน แม่จะผัดเส้นใส่หม้อไว้เลย
จากนั้นก็จัดเตรียมเครื่อง มี ผักกาดหัวสับ กุ้งแห้งตัวเล็กๆ ถั่วลิสงป่น พริกป่น น้ำตาล น้ำปลา น้ำส้มฯ
ใส่หาบๆออกไปขายตามห้างนาก่อนถึงเวลาเพล
( 11 โมง เวลาพระฉันเพล)
ถึงห้าง(เรียกห้างนาบ้างกระท่อมนาบ้างกระต๊อบนาบ้าง)ขายละไปเรื่อย
จากห้างหนึ่งจัดการหยิบใส่จานตามที่ต้องการแล้ว
ก็ไปต่อยังห้างนาอื่นอีก จนกว่าจะหมด
และขากลับก็จะเก็บจานย้อนมาทางเดิมจนหมด แล้วกลับเข้าบ้าน ก็ราวๆบ่าย3 บ่าย4
ไม่ได้ขายเป็นเงินสดนะ
เป็นการขายแบบแลกเปลี่ยนเป็นข้าวเปลือกเมื่อทำนาเสร็จแล้ว อย่างนี้เรียกว่าเป็นการขายต่างตอบแทนได้ป่าว
ตกกลางคืน แม่จะเรียกผม ให้มาจัดการจดไว้ว่าใคร
ใครกินก๋วยเตี๋ยวแลกข้าวไว้เท่าไหร่
แม่จะไล่ไปแต่ละห้างจนครบ ผมมาสังเกต
และสงสัยว่า แม่ไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
แต่แม่จำวันพระวันโกน
ขึ้นกี่ค่ำแรมกี่ค่ำ วันสำคัญเช่นเข้าพรรษา ออกพรรษา และอื่นๆ รู้หมดนับว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์มากๆ
นับว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์มากๆ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 167 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=5006
Last edit on 31/7/2551 20:49:00
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 171 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=5005
24/7/2551 1:52:00
Tip
การนั่งอยู่กับที่เฉยๆโดยไม่ลุกไปไหนเพียง 1 ชั่วโมง
จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งตึง ไม่มีความยืดหยุ่น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุ
ที่ทำให้ปวดหลังในอนาคต จึงควรออกกำลังกายเบาๆ เช่น ลุกเดิน
หรือลุกขึ้นยืดเหยียดตัวอยู่กับที่สัก 5-10 นาทีทุกชั้วโมง ก่อนจะ
กลับไปที่ทำงานต่อ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 181 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=4972
Last edit on 24/7/2551 1:25:00
ความทรงจำ 3 ตกเบ็ด งมกุ้ง
แม่น้ำ
“ป่าสัก”
สมัยนั้น (พ.ศ.2487)
อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด
โดยเฉาะปลา มีมากมายหลายชนิด ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ปลากระโห้ ปลากระเบน
ปลา
เค้า เป็นต้น ที่มีขนาดกลาง เช่น ปลาสวาย เทโพ
กราย กา ฯลฯ และขนาดเล็ก เช่น
ปลาตะเพียน กระแหทอง
ปลาเนื้ออ่อน สังวาด ปลาสร้อย ปลาซิว ฯลฯ
แต่ที่สำคัญคือ
กุ้งก้ามกราม กุ้งฝอย มีมากมาย การหาปลา
กุ้ง สมัยนั้น มีวิธีการ
มากมายหลายชนิด เช่น วางตาข่าย รอบ เบ็ดราว เบ็ดตก เบ็ดปัก แต่ที่พวกเราเด็กถนัด
ที่สุด เพราะทำได้เอง คือเบ็ดปัก
และเบ็ดตก ที่ทำด้วยไม้ไผ่ ไม้รวก
(ใช้ปลายไม้) เป็น
คันและสายเบ็ด ใช้ด้ายหลอด หลายเส้น
ขวั้นเป็นเกลียวให้เข้ากัน ส่วนตัวเบ็ดนั้น
ต้อง
ทำเอง ยังไม่มีขายเหมือนปัจจุบัน (อันนี้ต้องพึ่งบริการผู้ใหญ่
โดยใช้เข็มเย็บผ้า ขด งอ
เป็นรูปเบ็ด) ที่เรียกว่า “เบ็ดขด”
ตกเบ็ดใช้เหยื่อ ข้าวสุกบดละเอียด
ต้องผสม นุ่น ด้วยเพื่อให้เหนียว เวลาโดนน้ำจะ
ไม่ค่อยละลาย นอกจากนั้นใช้ไส้เดือน
ขุดหาเอาตามพื้นที่ที่ชื้นแฉะ
การหาปลาง่ายมาก
และต้องได้แน่นอน พูดง่ายๆว่า “ตำน้ำพริก”รอได้เลย
ส่วนกุ้งนั้น ถ้าเป็นกุ้งฝอย ใช้ตะแกรงซ้อนเอา
โดยปักบัดล่อ(ใช้ต้นไม้กวาดสดสักต้น
สองตันมัดรวมกัน)แช่น้ำไว้
ตรงที่ๆคิดว่าจะมีกุ้งมาอาศรัยอยู่
ตกตอนเย็นใช้ตะแกรงไป
ช้อนเอาก็ได้พอกิน
ส่วนกุ้งก้ามกรามนั้นหาได้ทั้งเบ็ดตก ดักรอบ
แต่ที่จะพูดถึงนี้เป็นการจับกุ้งด้วยวิธี
“งม”(มุดน้ำจับ
แต่ชาวบ้านเรียกว่างมกุ้ง) ทั้งกลางวันและกลางคืน ถ้าเป็นกลางวันต้องหา
ที่น้ำลึกๆหน่อย
อย่างพวกเราเด็กๆไม่มีปัญญาหรอก มุดไม่ถึง ปวดแก้วหู บางทีก็ใช้วิธี
หาตามซอกหิน หรือตามขอนไม้ที่อยู่ริมตลิ่งก็พอมีบ้าง
แต่น้อย
ส่วนมากจะหากลางคืน(เพราะกุ้งต้องขึ้นมาอาศรัยนอนน้ำตื้น)คนส่วนใหญ่มุดน้ำลึก
ไม่ค่อยได้
อุปกรณ์สำคัญคือนอกจากซ่อม(ใช้เหล็กเส้นเล็กๆทำเป็นซี่ 3-4 :ซี่
มัดรวามกัน
เป็นรูปกลม หรือเรียงกันเป็นแบบเรียงเดี่ยว นอกจากนั้นต้องมี แว่น(กระจก บุยาง) ครอบ
หน้ากันน้ำเข้าตาเวลางม และไฟฉายส่องสว่าง
2-3 ทุ่มออกหา ถ้าไปไกลต้องใช้เรือพายไป
ยังแหล่งที่ๆเคยงมและมีกุ้งชุกชุม และที่
เป็นเคล็ดลับสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่เคยงมกุ้งมาก่อนคือ เมื่อพบกุ้งเวลาจะใช้ซ่อมแทง ถ้า
แทงตรงตัวกุ้งจะไม่ถูกตัวกุ้ง เพราะอะไร......สัณชาติฌาณของกุ้งเวลาตกใจ
หรือมีภัยมาถึง
มันจะหลบหนีโดยการดีดตัวถอยหลัง ฉะนั้นเวลาเจอกุ้งจะแทง ต้องกะแทงปลายหาง จึงจะ
ถูกตัวกุ้งพอดี
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 304 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=4971
Last edit on 24/7/2551 1:27:00
ความทรงจำ 2 เกาะเรือโยง
บ้าน “ตากแดด”
เป็นหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลความเจริญ
การคมนาคม
มีทั้งทางบก และทางน้ำ ทางบกก็อาศรัยการเดิน ที่ดีหน่อยก็จักรยาน ทางเกวียน
อาศรัยบันทุกข้าวของต่างๆ เช่นเสบียงอาหาร สำหรับเตรียมไว้ใช้ประกอบอาหาร
ในระหว่างฤดุทำนา เป็นต้น
ทางน้ำมีความสำคัญมาก สินค้าหนักเช่น ทราย หิน ปูน อิฐสำหรับการก่อสร้าง
ข้าวสาร สินค้าอุปโภค บริโภค
อาศรัยเรือใหญ่บรรทุก (จะเห็นเรือเหล่านั้นได้ใน
ปัจจุบันที่ทำเป็นร้านอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยว
ลอยอยู่ที่คลองรังสิตนั่นแหละ) สินค้าไป
ส่งสินค้าที่กรุงเทพฯ เรียกว่าขาล่อง
และกลับบรรทุกสินค้าเครื่องอุปโภค บริโภค
จากกรุงเทพฯ ซึ่งเรียกว่าขาขึ้น
ตามรายทาง อยุธยา สระบุรี ลพบุรี จนถึงปลายทางที่
เพชรบูรณ์ วันละหลายๆเที่ยว
วันโกน วันพระ
ซึ่งเป็นวันหยุดเรียน พวกเราที่เป็นเด็กๆหมู่บ้านเดียวกันมีผม
เจ้าเชียร
เจ้ายูร เจ้าเบิ้ม (ยูรพี่ เบิ้ม น้อง) เจ้าแกละ เจ้าหมู(แกละพี่ หมู
น้อง)จะลงเล่นน้ำว่ายน้ำเล่นกัน
วักน้ำใส่กันบ้าง ใช้ดินเหนียวขว้างปากันบ้าง ว่ายแช่งกันบ้างบางครั้งว่ายข้ามฝั่งกันเป็นประจำ
สุดยอดของการเล่นน้ำ
สนุกสนานเฮฮากันเป็นอย่างมาก ไม่มีอะไรเกินการว่าย
น้ำไปเกาะเรือโยง (คือเรือกลไฟ
ลากจูงเรือบรรทุกสินค้า(ขาล่อง)ไปส่งที่กรุงเทพฯ)
เมื่อรู้ว่าเรือโยงมาแล้ว จะว่ายน้ำทวนขึ้นไปรอล่วงหน้า หรือบางคนแน่กว่า
เดินทางบก
ล่วงหน้าไปลงน้ำที่ท่าน้ำเหนือขึ้นไป
คือได้เกาะเรือโยงก่อน และนานกว่า
พวกที่อยู่
กับท่าหรือว่ายน้ำล่วงหน้าไปได้ไม่ไกลนัก
การว่ายน้ำเกาะเรือโยง เฉพาะขาล่องเท่านั้น เป็นเพราะเรือบรรทุกสินค้ามาจน
เต็มลำ เรือจึงเพียบ(จมลงไปตามน้ำหนักของการบรรทุก)
ซึ่งกาบเรือจะไล่เลี่ยกับน้ำ
หรือปิ่มๆน้ำ
พวกเราจะสดวกกับการว่ายไปเกาะเรือและขึ้นนั่งบนกาบเรือบ้าง เกาะ
เชือกที่ใช้ลากจูงบ้าง
(เชือกที่ใช้ลากจูง ใช้เชือกที่เรียกว่าเชือกข้าว ทำและถักเป็นเชือก
ด้วยใยมะพร้าว โตขนาด(เส้นผ่าศูนย์กลาง) 2-3 นิ้ว ระยะห่งระหว่างเรือลากจูงกับ
เรือโยงจะห่างกันมากอย่างน้อยต้อง
10 เมตรขึ้นไป
เหตุผลที่ต้องให้ระยะห่างกันมากเข้าใจว่า หากเกิดเรือลากจูงขัดข้อง
เรือหยุดและ
วิ่งได้ช้าลง
แต่ส่วนเรือบรรทุกเป็นเรือหนักจะไม่หยุดจะวิ่งด้วยแรงเฉื่อยเป็นระยะไกล
กว่าจะหมดกำลังหยุดวิ่ง
อาจทำให้ไปชนกับเรือลากจูงได้ ถ้าไม่มีใครเห็นและแก้ไขทัน
เจ้าของเรือบรรทุกบางลำก็ใจดีไม่ว่าอะไร คิดว่าเป็นที่สนุกของพวกเด็ก
แต่เจ้าของ
บางลำไม่อย่างนั้นตะโกนดุด่า
ว่าทำให้น้ำเข้าเรือ ข้าวของในเรือเปียกน้ำเสียหาย บาง
ทีเด็กๆพวกเราไม่ใส่ใจ
ไม่สนใจยังเกาะเล่นเหมือนเดิม บางทีเจ้าของเรือโมโห เด็กไม่เชื่อ
ฟังหยิบไม้ถ่อ(ไม่ไผ่เป็นโตขนาด 1
1/2-2 นิ้ว ยาวราว 4-5 เมตร) สำหรับถ่อบังคับทิศ
ทางเรือ เวลาเรือจอด หรือเรือออกจากท่า)
ทำท่าจะพุ่งเข้าใส่เพื่อให้เด็กๆกลัว ซึ่งเป็นการ
“ขู่”
เพื่อให้เด็กกลัว นี่แหละ “ความสนุกของเด็ก
แต่เป็นความทุกข์ของเจ้าของเรือ”
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 178 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/Ta_Tr.blog?PostID=4855
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน