Last edit on 11/9/2551 23:17:00
ความหมายกสินและประเภทของกสิน
หายหน้าหายตาไปนานเลยครับ เนื่องจากติดธุระก็เลยไม่ได้เขียนต่อในเนื้อเรื่องอุตุนิยาม ตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์เขียนต่อครับ กำลังสนใจเรื่องอื่นอยู่ครับจึงขอเขียนเรื่องใหม่ก็แล้วกัน
ที่หายหน้าหายตาไปผมไปฝึกกสินมาครับ ด้วยความสงสัยในการฝึกกสินทั้งในด้านวิธีการและผลลัพธ์ก็เลยต้องพิสูจน์ ด้วยการศึกษาหาความรู้และลองปฎิบัติจริง
ก่อนอื่นจะเล่าถึงวิธีการฝึกนั้นต้องพิจารณาก่อนว่าเราฝึกกสินทำไม มันดีอย่างไร การฝึกกสินเป็นการฝึกสมาธิวิธีหนึ่ง ซึ่งอยู่ในวิธีฝึกจิตแบบหนึ่งเรียกว่า "เจริญสมถกรรมฐาน" ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 40 อย่าง เนื่องด้วยการฝึกสมาธิที่อยู่ในกระแสหลักที่เรารู้จักก็คือการนั่งสมาธิพิจารณาลมหายใจเข้าออก ยุบหนอ พองหนอ หรือท่องพุทธโธ เป็นต้น ซึ่งอาจจะทำให้บางคนไม่สนุกกับการฝึกสมาธิ จึงมีให้เลือกถึง 40 วิธีซึ่งต้องมีซักวิธีหนึ่งที่เหมาะกับ กสินก็เ็ป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้จิตเป็นสมาธิไว เหมาะสำหรับคนที่ขาดสมาธิหรือฝึกสมาธิแบบกระแสหลักไม่สำเร็จ แล้วการเพ่งกสินคืออะไร
กสิน คือ สิ่งสำหรับการเพ่งมองเพื่อทำให้จิตเป็นสมาธิเป็นกรรมฐานชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการนำจิตให้เข้าไปยึดติดอยู่กับกสิน ทำให้จิตเป็นสมาธิไว มีอนุภาพมาก
กสินนี้มีทั้งหมด 10 วิธี คือ
๑.ปฐวีกสิน กสินดิน คือ การเพ่งดิน
๒.อาโปกสิน กสินน้ำ คือ การเพ่งน้ำ
๓.เตโชกสิน กสินไฟ คือ การเพ่งไฟ
๔.วาโยกสิน กสินลม คือ การเพ่งลม
๕.นีลกสิน กสินสีเขียว คือ การเพ่งสีเขียว
๖.ปีตกสิน กสินสีเหลือง คือ การเพ่งสีเหลือง
๗.โลหิตกสิน กสินสีแดง คือ การเพ่งสีแดง
๘.โอทาตกสิน กสินสีขาว คือ การเพ่งสีขาว
๙.อาโลกกสิน กสินแสงสว่าง คือ การเพ่งแสงสว่าง
๑๐.อากาสกสิน กสินอากาศ คือ การเพ่งอากาศ
เป็นอันว่ารู้จักกสินนะครับ ในโอกาสหน้าจะมาเล่าต่อว่าฝึกกสินแล้วเป็นอย่างไรบ้าง มีประโยชน์มากน้อยเพียงไรครับ
สุดท้ายก็ยังกล่าวไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในโลกของโลกแห่งวัตถุหรือแม้กระทั่งทางจิตก็นังไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรจริง ๆ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 202 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/a0271321.blog?PostID=5192
Last edit on 11/3/2551 14:40:00
อุตุนิยาม (9) : ว่าด้วยเรื่องแรงกระทำ
เราอยู่ในยุคสมัยของวิทยาศาสตร์เป็นใหญ่กว่าไสยศาสตร์ จึงทำให้เราต้องศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และละทิ้งไสยศาสตร์ บุคคลใดยังคงใช้ชิวิตอยู่กับไสยศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์ คงจะใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันอยากลำบากมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่วิทยาศาสตร์ให้ความสนใจก็คือเรื่องแรงกระทำ ถ้าจะพูดถึงเป็นหลักวิชาการก็คงจะเข้าใจยากสำหรับผู้ที่ไม่เคยศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์มากก่อนโดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ แต่อย่างไรก็ตามแรงที่กล่าวนั้นอยู่ในชีวิตประจำวันที่เราอยู่กันนี้แหละ ยกตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุรถชนคนตาย กระถางต้นไม้หล่นจากชั้น 10 โดนหัวคนตาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น
แต่อย่างไรก็ตามมีแรงอีกรูปแบบหนึ่งที่วิทยาศาตร์ยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควรเนื่องจากองค์ความรู้ยังไม่ถึง นั้นก็คือ แรงกรรม หรือแรงกระทำ แรงกรรมเป็นเรื่องของเหตุผลทั้งสิ้นไม่เรื่องงมงาย เหมือนกับผู้ใหญ่ได้เคยสอนตอนเด็กว่า ทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้น เป็นการพูดถึงหลักวิทยาศาสตร์โดยแท้ เหมือนกับหลักการเคลื่อนที่ของนิวตันข้อที่ หนึ่ง ที่ว่าวัตถุจะคงสภาพการเคลื่อนที่ไว้ยกเว้นมีแรงภายนอกมากระทำ เช่นเดียวกันไม่ว่าเหตุการณ์ใดกระทบต่อท่าน จะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีก็เกิดจากการกระทำหรือแรงกรรมทั้งสิ้น บางท่านอาจจะสงสัยว่า บางเหตุการณ์เราไม่ได้ไปกระทำอะไรเลยแต่กลับมากกระทบเราอย่างนั้น ตามความจริงแล้วเราอยู่ในโลกพลวัตร และเกี่ยวเนื่องกันเป็นระบบมากจนเราไม่สามารถจับต้นชนปลายถูก จะยกเหตุการณ์หนึ่งให้เป็นตัวอย่าง ชายคนหนึ่งเดินมาตามท้องถนนดี กลับถูกรถยนต์ชนตาย ทุกคนลงความเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อเราพิจารณาดูดี ๆ และหาสาเหตุที่แท้จริงแล้วพบว่าชายคนที่ถูกชนตายนั้นได้ทำกรรมไว้กับคนขับรถยนต์เหมือนกันอย่างน้อยที่สุด ชายคนนั้นเดินมาขวางทางรถยนต์คันนั้นเองด้วยซ้ำ ฟังดูเหมือนกับเป็นเรื่องตลก แต่ก็เป็นตลกที่ขำไม่ออกเลย ถ้าชายคนนั้นไม่เดินมาบริเวณนั้น จะชนชายคนนั้นหรือไม่ ชายคนนั้นเดินมาด้วยแรง รถชนชายคนนั้นก็แรง ย่อมส่งผลให้ชายคนนั้นตาย
ดังนั้นเราควรจะต้องดำรงชิวิตด้วยความไม่ประมาณ อย่าไปโทษดวงหรือว่าโชคชะตาเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือเลวเกิดจากกรรมหรือแรงที่เรากระทำทั้งสิ้น สิ่งพวกนี้เป็นวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้นไม่ใช้เรื่องดาวหรืองมงาย
บทความนี้อยู่ในชุดของอุตุนิยาม ซึ่งเสนอถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทางด้านกายภาพหรือวัตถุไม่ได้มีอะไรจริง
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 223 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/a0271321.blog?PostID=4362
10/12/2550 16:02:00
อุตุนิยาม 8 : การย้อนเวลา
เราทราบกันแล้วว่า เวลาของแต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ ทำให้เราสามารถที่คาดคะเนต่อไปได้ว่า ถ้าเราสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วเท่าไรเราจะสามารถหยุดเวลาหรือแม้กระทั่งย้อนกลับเข้าสู่อดีตได้ คำถามต่อไปว่าแล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเคลื่อนที่จนสามารถที่จะหยุดเวลาหรือย้อนเวลาได้
เมื่อเราพิจารณาว่าตัวเรานี้ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ถ้าจะเคลื่อนที่ให้มีความเร็วเท่ากับแสงต้องใช้พลังงานที่มาก แต่ถ้าเรามีน้ำหนักน้อยลงอาจจะทำให้ใช้พลังงานที่น้อยกว่าสำหรับให้เคลื่อนที่เท่ากับความเร็วแสงได้ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบสสารที่สามารถเคลื่อนที่เท่ากับความเร็วแสง ซึ่งล้วนแต่เป็นสสารที่มีขนาดเล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสสารทางวัตถุนั้นเอง ได้แก่ อิเล็กตรอน เป็นต้น ทำให้เกิดความคิดในการสลายวัตถุให้มีขนาดเล็กหรือการเคลื่อนย้ายมวลสารนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ยังห่างไกลความจริงในโลกปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามเรามีวิธีที่สะดวกและง่ายกว่า นั้นก็คือการไปด้วยจิตแทนการไปด้วยสสาร เนื่องจากจิตมีลักษณะเป็นพลังงานไม่มีมวลจึงทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสงมาก (ขึ้นอยู่กับศักยภาพของจิตแต่ละคน) ซึ่งวิธีการนี้ได้มีการใช้กันมากกว่าสองพันกว่าปีมาแล้ว ดังก่อนที่พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ ท่านได้นั่งสมาธิระลึกชาติย้อนกลับไปในอดีตชาติถึงพันกว่าชาติจนเห็นธรรมชาติของชีวิตเป็นที่มาของความรู้หรือหลักคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นเอง
ดังนั้นการย้อนอดีตหรือระลึกชาติสามารถเป็นไปได้ในส่วนของการใช้จิต (ซึ่งจะกล่าวต่อไปในส่วนของจิตนิยาม) แต่ในส่วนนี้เป็นส่วนของอุตุนิยามจึงจะนำเสนอในส่วนของโลกของวัตถุเท่านั้น แล้วถ้าเป็นโลกของวัตถุละจะสามารถย้อนเวลาได้หรือไม่ ก็พอที่จะเป็นไปได้โดยการเปลี่ยนมวลให้เป็นพลังงานเสียก่อน แต่เป็นกระบวนการที่ยากมากเนื่องจากเป็นกระบวนการย้อนกลับของเอ็นโทรปี ถ้าท่านผู้อ่านได้อ่านบทความมาตั้งแต่ต้นท่านจะพบว่า จักรวาลในปัจจุบันเอ็นโทรปีมีทิศทางที่จะกระจายหรือเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดลักษณะของสสารแตกหัก พังทลาย ไม่สามารถคงอยู่ได้ และการเปลี่ยนแปลงมวลให้เป็นพลังงานจะง่ายกว่าการเปลี่ยนพลังงานเป็นมวล ตามสมการของไอน์สไตร์ (E = MC^2) ถึงแม้จะทำได้แต่ก็ไม่เสถียรเท่ากับการเปลี่ยนมวลให้เป็นพลังงาน ตัวอย่างเช่น การใช้น้ำมันไปเป็นพลังงาน การเปลี่ยนไม้เป็นเชื้อไฟ การเปลี่ยนน้ำให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น เรายังไม่สามารถเปลี่ยนพลังงานเป็นน้ำมันได้ หรือเปลี่ยนพลังงานแสงเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ก็ตามก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพที่เต็มที่เท่าที่ควร ถึงแม้ว่ากระบวนการนี้จะยากแต่ก็สามารถทำได้แต่จะให้พลังงานที่สูงกว่า ปรากฏการณ์ที่ย้อนกลับเอ็นโทรปีที่เห็นได้ในปัจจุบันคือ พลังงานนิวเคลียร์ชนิดรวมตัว (Fusions) ซึ่งให้พลังงานต่อหน่วยที่สูงกว่าพลังงานนิวเคลียร์ชนิดแตกตัว (Fission) แต่ขบวนการทำยากกว่าและมีขั้นตอนที่มากกว่า พลังงานนิวเคลียร์ชนิดรวมตัวที่เราเห็นในธรรมชาติก็คือดวงอาทิตย์นั้นเอง
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าจักรวาลในปัจจุบันมีลักษณะขยายตัว แต่เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งจักรวาลจะเริ่มหดตัวซึ่งกระบวนการจะย้อนกลับกับกระบวนการในปัจจุบัน ทำให้เริ่มสงสัยว่าเมื่อปรากฏการณ์ย้อนกลับแล้วเราจะเป็นอย่างไร กฎต่าง ๆ ที่เคยเป็นจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ คนเราจะลุกออกจากหลุมศพ แล้วจะเริ่มอ่อนเยาว์ลงเรื่อย จนเป็นเด็กอีกครั้งและก็กลายสลายเป็นเซลล์หรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าคิด ซึ่งถึงตอนนั้นท่านอาจจะต้องการรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะไปอนาคตมากกว่าทำอย่างไรถึงจะรู้อดีตก็เป็นได้
บทความนี้สำคัญอยู่ที่ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญของเวลาที่สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ธรรมชาติจะมีความสอดคล้องกัน การเรียนรู้ที่แท้จริงจำเป็นต้องเรียนรู้ในลักษณะบูรณาการมากกว่าการเรียนรู้แบบแยกส่วน ซึ่งการระบบการเรียนรู้ที่ล้าสมัย (เกิดในยุคของนิวต้น) ปัจจุบันต้องใช้กระบวนการเรียนรู้แบบควอนตัม คือการเรียนรู้แบบองค์รวม ซึ่งการเรียนรู้แบบองค์รวมนี้จะต้องมีความเข้าใจ และสามารถมองภาพรวมของปรากฏการณ์ได้มากกว่าการมองแบบแยกส่วน ถ้าท่านผู้อ่านสนใจในเรื่องการคิดแบบองค์รวมและการคิดแบบแยกส่วนนี้ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปครับ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเป้าหมายของบทความทั้งหมดไม่ได้คาดหวังอะไรจากท่านมากมายเพียงเพื่อให้ท่านได้ใช้สติปัญญาความเป็นมนุษย์ ได้พิจารณาถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ ไม่มีอะไรนอกจากนี้จริง ๆ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 185 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/a0271321.blog?PostID=3889
10/12/2550 16:00:00
อุตุนิยาม 7 : ความไม่เท่ากันของเวลา
เวลาของแต่ละคนเท่ากันหรือไม่ เป็นคำถามที่ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่ถ้าคิดดี ๆ แล้วเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดคำถามหนึ่ง เหมือนกับปัญหาที่ว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ซึ่งในการที่ตอบคำถามนั้นจำเป็นต้องแสวงหาเหตุผลที่จะสนับสนุนคำตอบนั้น
ถ้าตอบโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็จะพบว่าเวลาแต่ละคนเท่ากันคือมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง แถมยังสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์นั้นก็คือนาฬิกา แต่บางคนอาจจะตอบว่าเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความรู้สึก ท่านเคยหรือไม่ที่มีความรู้สึกว่าวัน ๆ หนึ่งมันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน (ในช่วงเวลาที่มีความสุข) แต่บางวันรู้สึกว่ามันช่างยาวนานโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความทุกข์ ซึ่งคำตอบของทั้งสอบคำตอบนี้อยู่บนพื้นฐานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะมีฐานความคิดหรือคตินิยมความเชื่อไปในทิศทางใด แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าและคนในโลกนี้ยึดถือว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมจะนำเสนอคำตอบที่อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ของคำถามที่ว่า “เวลาเท่ากันหรือไม่”
วิทยาศาสตร์ที่พูดถึงเวลานั้นมีเพียงทฤษฎีสัมพันธ์ภาพของไอน์สไตร์เท่านั้น ดังนั้นเหตุผลของคำตอบจะอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีสัมพันธ์ภาพนี้ คำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเวลาพบว่า เวลาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้น พื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่าการนับเวลาหรือการเดินของเวลาเราวัดจากแสงเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้น ตอนเที่ยง และพระอาทิตย์ตกดินเรานั้นเวลาเป็นหนึ่งวัน ดังนั้นปัจจัยที่มีผลต่อเวลานั้นก็คือแสงนั้นเอง ถ้าเราคิดง่าย ๆ ถ้าเราสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงเวลาก็สามารถที่จะหยุด หรือถ้าเราเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงก็จะสามารถเห็นวัตถุเคลื่อนที่ถอยหลังหรือสามารถย้อนเวลาได้นั้นเอง แนวความคิดนี้ดูแล้วน่าจะเป็นไปได้ นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามทำการทดสอบเพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างนั้น การทดลองอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นได้ถึงความไม่เท่ากันของเวลา การทดลองนั้นนำเอานาฬิกาที่เที่ยงตรงมากที่มีเวลาเท่ากันสองเรือน เรือนหนึ่งอยู่ที่สนามบิน และอีกเรือนหนึ่งติดไว้บนเครื่องบินเจ็ทที่สามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียง และทำการจับเวลาบินรอบโลก จากทฤษฎีถ้าเราสามารถที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงได้ก็จะทำให้ย้อนเวลาได้ แต่ด้วยความสามารถของเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่สามารถทำได้ (และคิดว่าไม่น่าทำไม่ได้) จึงทำการทดลองให้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือเสียงประมาณ 300 เมตรต่อวินาที เมื่อเทียบกับความเร็วแสงที่มีความเร็วประมาณ 300,000,000 เมตรต่อวินาทีแล้วเทียบกันไม่ได้เลย เมื่อทำการทดลองบินรอบโลกและนำเวลาทั้งสองเรือนมาเทียบกัน ท่านคิดว่าผลจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่านาฬิกาสองเรือนไม่เท่ากัน! ปรากฏว่าเรือนที่อยู่บนเครื่องบินเดินช้ากว่าเรือนที่อยู่ที่สนามบินแต่แตกต่างกันเพียงระดับไมโครวินาทีเท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะแตกต่างกันเล็กน้อยแต่ก็เป็นหลักฐานยืนยันถึงความจริงที่ว่าเวลาไม่เท่ากัน ทำให้คนช่างคิดคิดไกลต่อไปได้อีกถึงการเดินทางข้ามเวลา แต่ด้วยข้อจำกัดในด้านการเคลื่อนที่ที่ต้องใช้ความเร็วที่สูงเกือบเท่าแสงหรือมากกว่าแสงจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำได้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาในระดับอะตอมหรือควอนตัม พบว่าวัตถุที่จะมีความเร็วเท่ากับแสงได้นั้นจะเป็นวัตถุที่ไม่มีมวลหรือมีมวลน้อยมาก ๆ จึงทำให้เกิดแนวความคิดในการเคลื่อนย้ายสสารเกิดขึ้น ต่อเนื่องกลายเป็นนิยายทางวิทยาศาสตร์ให้เราได้ดูกันในปัจจุบันเริ่มตั้งแต่ภาพยนตร์ Back to the Future จนถึง Star Track
นอกเหนือจากนี้ยังมีเวลาอีกรูปแบบหนึ่งที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณาด้วย นั้นก็คือเวลาทางชีวภาพ (Biological Time) เวลาทางชีวภาพคือ การแก่ของเซลล์ กล่าวคือเวลาจะมีผลต่อทางกายภาพ เช่น เมื่อท่านเป็นเด็กเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ท่านโตเป็นผู้ใหญ่ นั้นคือท่านมีเวลาทางชีวภาพติดตัวอยู่ จากทฤษฎีสัมพันธ์ภาพนั้นได้ครอบคลุมถึงนาฬิกาทางชีวภาพอีกด้วย แต่เนื่องจากยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มากพอที่จะสรุปได้ว่าเวลาทางชีวภาพก็จะสามารถย้อนเวลากลับได้เช่นเดียวกับเวลาของวัตถุ แต่ถ้าทฤษฎีสัมพันธ์ภาพถูกต้องเราอาจจะสามารถกลับกลายเป็นเด็กก็ได้
จากที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า เวลาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ของวัตถุ และการเคลื่อนที่ของเรา ๆ ท่าน ๆ นี้เคลื่อนที่ช้ามากและไม่แตกต่างกันมาก จึงทำให้เวลาเหมือนจะเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงแล้วเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่เคลื่อนที่เร็วกว่านาฬิกาของเค้าก็จะเดินช้ากว่าหรือแก่ช้ากว่านั้นเอง ดังนั้นถ้าท่านต้องการที่จะดูอ่อนกว่าวัยก็ควรเคลื่อนที่ให้เร็วขึ้นท่านก็จะมีอายุที่อ่อนกว่าเวลาก็ได้
ท่านละมีคำตอบเป็นอย่างอื่นหรือไม่อย่างไรสำหรับคำถามที่ว่า “เวลาเท่ากันหรือไม่” อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ได้คาดหวังคำตอบว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร แต่เพื่อให้ท่านได้ใช้ความคิด วิจารณญาณ พิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริง ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้จริง ๆ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 192 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/a0271321.blog?PostID=3888
24/10/2550 13:18:00
อุตุนิยาม : ว่าด้วยเรื่องของเวลาต่อ
บทความครั้งที่แล้วผมได้เล่าถึงทฤษฎีสัมพันธภาพของ ไอน์สไตน์ ที่ไม่เชื่อว่าไม่อีเทอร์ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ทำการทำลองครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและอัตตาของมนุษย์ที่จะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้าไม่เหตุผลหรือข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด แต่ถึงมีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดก็ยังไม่เชื่อเนื่องจากข้อพิสูจน์นั้นมีข้อผิดพลาด แล้วท่านละมีความเชื่อเหมือนไอน์สไตน์หรือเปล่า สมัยโบราณบอกว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นสิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ถ้าเป็นไอน์สไตน์คงเปลี่ยนไปว่าถึงมีสิบมือคลำก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี ซึ่งความไม่เชื่อของไอน์สไตน์เป็นความไม่เชื่อแบบมีเหตุผลไม่ใช่หัวชนฝา โดยไอน์สไตน์ไม่เชื่อเพราะเค้ามีข้อสมมติฐานและข้อพิสูจน์ยืนยันสิ่งที่เค้ากล่าว ซึ่งผลความไม่เชื่อของไอน์สไตน์จึงทำให้เราได้ดูการถ่ายทอดฟุตบอลทุกสัปดาห์ และทำให้เราสามารถหาตำแหน่งที่ใด ๆ บนโลกก็ได้ ด้วยระบบ GPS (Global Positioning System)
นอกเหนือความรู้ในเรื่องของเวลา ที่ว่าเวลาไม่เท่ากันในแต่ละคนขึ้นอยู่กับวัตถุนั้นมีสภาวะเป็นอย่างไร ถ้าเราลองนึกเล่นดูว่า ถ้าวัตถุที่มีขนาดใหญ่ มีมวลมาก เวลาเค้าก็จะเดินช้ากว่าวัตถุที่มีขนาดเล็กและมีมวลน้อยกว่า เนื่องจากการใช้พลังงานในการขับเคลื่อนตัวน้อยกว่า แต่ประเด็นที่สำคัญเวลาจะแตกต่างกันมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเร็วถ้ายิ่งมีความเร็วมากกว่าแสงเท่าไรก็จะทำให้เวลาเดินช้า หยุดหรือแม้กระทั่งย้อนเวลาได้ ท่านลองนึกซิว่าในโลกนี้มีอะไรที่มีการเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงได้บ้าง ลองใช้ความรู้ที่ผ่านมาดู สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นประกอบด้วย วัตถุ พลังงานและพระจิต ใช่หรือไม่ จะเห็นมีเพียงสองสิ่งที่เท่านั้นที่สามารถมีความเร็วเท่ากับแสงได้ก็คือพลังงานและพระจิต (เนื่องจากจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงก็ต้องใช้พลังงาน) แต่พระจิตมีลักษณะคล้ายพลังงานแต่ไม่เหมือนพลังงานจึงทำให้พระจิตสามารถมีความเร็วมากกว่าแสงได้ ท่านไม่เชื่อท่านลองพิสูจน์ดู ทำใจเย็นแล้วลองนึกถึงดวงอาทิตย์ (จินตนาการ) ถามว่าท่านใช้เวลาในการนึกเท่าไร ผมเชื่อเลยว่าท่าเร็วกว่าแสงแน่นอน เนื่องจากพระจิตไม่มีมวล ที่จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน และพระจิตเป็นพลังงาน (Vitropy) ที่มีลักษณะตรงข้ามกับพลังงาน (Entropy) ดังนั้นถ้านักวิทยาศาสตร์ยังตั้งหน้าตั้งตาหาทางที่จะเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงด้วยพลังงานคาดว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ
ผลบุญนอกเหนือจากเรื่องเวลาที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้แล้ว ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปยังทำนายหรือคาดการณ์เหตุการณ์บางอย่างน่าสนใจ เช่น
- นาฬิกาในบริเวณที่มีสนามแรงโน้มถ่วงแรงกว่าจะเดินช้ากว่านาฬิกาที่อยู่ในบริเวณที่สนามอ่อนกว่า ผลจากข้อนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์เลื่อนไปทางแสงสีแดงโดยความโน้มถ่วง (Gravitational red shifts) ของแสงที่ส่งออกมาจากดาวฤกษ์ พูดง่ายแสงไม่เดินทางเป็นเส้นตรงนั้นเอง
- แสงอาจเบี่ยงเบนได้โดยสนามความโน้มถ่วง
- เส้นทางโคจรของดาวพุธจะค่อย ๆ เบี่ยงเบนออกไปจากเส้นทางเดิมอย่างช้า ๆ เนื่องจากดาวพุธเดินทางเป็นวงรีทำให้ได้รับแรงโน้มถ่วงมาก น้อยสลับกันไปเป็นรอบ ๆ
- วัตถุซึ่งมีมวลมาก ๆ เมื่อเคลื่อนที่จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational wave) วิ่งออกไปด้วยความเร็วแสง คลื่นความโน้มถ่วงนี้เปรียบเสมือนการกระเพื่อมของควมโค้งของอวกาศ เวลา คล้าย ๆ กับการกระเพื่อมน้อย ๆ ของผิวน้ำเมื่อมีของตกลงไป
- ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เมื่อใช้เชื้อเพลิงหมดอาจยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำ ซึ่งเป็นเวลาในอวกาศ – เวลา ที่มีความโน้มถ่วงสูงมากจนแม้แต่แสงก็หนีออกมาไม่ได้
โดยสรุปแล้วจากข้อความข้างต้น จักรวาลโค้ง การเคลื่อนที่ทุกอย่างเกิดจากแรงโน้มถ่วง อวกาศมีลักษณะ 4 มิติประกอบด้วย กว้าง ยาว สูงและเวลา หรือที่เราเรียกว่า Space – Time เมื่ออวกาศมีลักษณะ 4 มิติเมื่อไม่มีแรงโน้มถ่วงจะมีลักษณะแบน แต่ถ้ามีแรงโน้มถ่วงจะมีลักษณะโค้ง เราเลยเห็นสภาพที่ตาเรามองเห็นเป็นพื้นราบ
ผมจะอธิบายตัวอย่างทำไมวัตถุที่มีมวลมากกว่าถึงดึงดูดวัตถุที่มีมวลหรือพลังงานน้อยกว่า ให้ท่านลองนึกถึงเตียงนุ่น ๆ ลูกเทนนิสวางอยู่บนเตียงเมื่อท่านนั่งลงบนเตียงใกล้กับลูกเทนนิสนั้นด้วยน้ำหนักทำให้บริเวณที่ท่านนั่งนั้นยุบตัวจึงทำให้ลูกเทนนิสไหลมาทางท่านนั้นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ สนามแรงโน้มถ่วงนั้นเปรียบเสมือนพื้นของเตียง และดวงดาวเปรียบเสมือนวัตถุที่วางอยู่บนเตียง วัตถุที่มีมวลมากกว่าก็จะดึงดูดมวลที่น้อยกว่า เมื่อวัตถุนั้นมีพลังงานมากหรือใหญ่มาก ๆ ก็จะดูดทุกสิ่งเข้าสู่หลุมนั้น ก่อให้เกิดเป็นหลุมดำนั้นเอง
ท่านลองคิดต่อไปซิว่าเราจะสามารถย้อนเวลาได้หรือไม่ อย่างไร นิยายวิทยาศาสตร์ เช่น สตาร์วอร์หรือสตร์แทร็ก สามารถเป็นจริงได้หรือไม่ บทความนี้ไม่ได้ให้ท่านจำหรือนำความรู้ที่ได้นี้ไปสอบที่ไหน อย่างไร แต่เพียงให้ท่านได้ใช้สมอง เปรียบเทียบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิวัฒนาการของความเป็นจริงที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งพยายามที่จะอธิบายในสิ่งที่มนุษย์อีกหลายคนไม่สนใจก็เท่านั้น ไม่มีอะไรจริง
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 211 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/a0271321.blog?PostID=3728
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน