การกินดี
หมายถึง การกินอาหารให้ได้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน
พอเพียงและพอดี อันจะนำมาซึ่งสุขภาพดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การกินดีอยู่ดีมาตลอดตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ย่อมจะส่งผลดีต่อไปในอนาคตคือ เป็นผู้ใหญ่วัยทองที่แข็งแรง ปราศจากโรค
สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทำประโยชน์ให้กับครอบครัวและสังคมส่วนรวมได้ด้วย
แต่ถ้าปฎิบัติตนไม่ถูกต้องทั้งในด้านการกิน การเสพ
ผลก็คือเป็นผู้ใหญ่ที่แม้ว่าจะมีชีวิตยืนยาวก็ไม่สมบูรณ์
อาจมีโรคแห่งความเสื่อมรบกวน เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจขาดเลือด โรคกระดูกโปร่งบางหักง่าย โรคมะเร็ง ฯลฯ
การบริโภคอาหารด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสุขภาพอันดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต
จำเป็นต้องอาศัยความรู้เรื่องคุณค่าของอาหาร
ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ที่จะบริโภคเพื่อสุขภาพมากกว่ารับประทานตามใจปาก
โดยมีหลักปฏิบัติคือ
- เลือกอาหารที่มีประโยชน์
มีคุณค่าทางโภชนาการดี
- เลือกอาหารที่ประหยัด คือ
อาหารที่หาง่ายในท้องถิ่นหรือมีตามฤดูกาลและรับประทานอย่างคุ้มค่า
ไม่เหลือทิ้ง
- เลือกอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษทั้งปวง เช่น
สีสังเคราะห์ สารก่อมะเร็ง ฯลฯ
การเลือกอาหารให้มีความหลากหลายไม่จำเจในหมวดต่างๆ
มีหลักดังนี้
หมวดข้าว ควรเป็นข้าวที่ไม่ขัดจนขาว
ซึ่งจะได้รับใยอาหารและวิตามินที่ป้องกันโรคเหน็บชามากกว่าข้าวขาว
หมวดเนื้อสัตว์ แหล่งอาหารให้โปรตีนคุณภาพดีและมีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา
ควรบริโภคทั้งปลาน้ำจืดซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่น
ปลาทะเลซึ่งให้ธาตุไอโอดีนป้องกันคอพอก และปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาโอ ปลาซาบะ
ซึ่งมีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3
ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดตีบหรืออุดตันและจะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด
สมองขาดเลือดตามมา พร้อมกับบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ไม่มีมัน เช่น สันในไก่
สันในหมู
หมวดนม เด็กต้องดื่มนมมากๆ เพื่อความเจริญของกระดูก กระดูกจะได้ยาว
เด็กจะมีความสูงเพิ่มขึ้นตามวัย (จะสูงเต็มที่ต้องออกกำลังกายประกอบกับการดื่มนม)
ขณะเดียวกันควรดื่มเพื่อเป็นทุนสำรองไว้ในกระดูกให้มาก เพราะเมื่อเข้าสู่วัยทอง
แม้เกลือแร่จะออกจากกระดูกไปบ้างตามธรรมชาติ
แต่กระดูกก็ยังมีเกลือแร่และความหนาแน่นมากพอที่จะป้องกันไม่ให้กระดูกเปราะหักและแตกง่าย
(เวลาที่ผู้สูงอายุล้ม)
ขณะเดียวกันในวัยผู้ใหญ่ก็ต้องดื่มนมเพื่อรักษาไว้ซึ่งความแน่นแข็งแกร่งของกระดูก
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เด็กดื่มนมกันมาก และคุณควรสนับสนุนให้ดื่มต่อไป
ตลอดจนเข้าสู่ผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ ถ้าปฏิบัติได้เช่นนี้
ผู้ใหญ่ยุคใหม่จะย่อยน้ำตาลในนมได้
(เพราะมีนมไปกระตุ้นให้มีเอนไซม์แลคเทสออกมาอยู่เรื่อยๆ)
ไม่ต้องดื่มนมเปรี้ยวในวัยทอง
ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเขียว มีใยอาหารมาก
หญิงวัยหมดประจำเดือน ควรดื่มนมถั่วเหลืองวันละ 1-2 แก้ว
เพราะนมถั่วเหลืองมีสารช่วยลดโคเลสเตอรอลและชะลอการเกิดโรคกระดูกโปร่งบางในวัยสูงอายุ
หมวดไขมัน
เลือกไขมันที่ดีที่สุด ประหยัดที่สุดคือ
น้ำมันถั่วเหลืองผสมน้ำมันรำ 1:1 ในการประกอบอาหาร เพื่อป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง
อันจะนำไปสู่ภาวะหัวใจหรือสมองขาดเลือด คุณควรบริโภคไขมันให้น้อยลง
งดอาหารที่ทอดอมน้ำมัน แกงกะทิ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้น เนย
เนยเทียม
หมวดผักเลือกผักจำพวกใบและมีสีเขียวเข้ม
เช่น ใบตำลึง ผักกาด กวางตุ้ง คะน้า
ผักจำพวกผล หัว สีแสดเข้ม (มีเบต้าแคโรทีนสูง) เช่น มะเขือเทศสุกสุดสีแดงจัด
หัวแครอท เลือกผักที่ทราบว่าไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง เช่น ตำลึง ผักคะน้าต้นเล็กๆ
ที่ยังอ่อน หรือคะน้าต้นโตที่มีรูพรุน อาหารจำพวกผักมีใยอาหารมาก
ซึ่งจะช่วยป้องกันริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
หมวดผลไม้
จะได้ประโยชน์ด้านวิตามิน เกลือแร่และใยอาหาร
โดยเฉพาะผลไม้สดสุกที่มีสีแสดส้ม เช่น มะละกอสุก หรือรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล
เช่นส้ม สับปะรด ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ
การรับประทานผลไม้จะได้ประโยชน์มากกว่าการดื่มน้ำผลไม้
เพราะได้รับใยอาหารไปด้วยในคราวเดียวกัน
ดังนั้น ทุกครั้งที่เลือกรับประทานอาหารหลักในแต่ละหมวด
คุณต้องสำนึกอยู่เสมอว่า
จะเลือกอาหารที่ดีสำหรับปัจจุบันและป้องกันอันตรายจากโรคแห่งความเสื่อมที่มักเกิดขึ้นในอนาคต
วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง
- รับประทานอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน
- หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง
ข้าวสาร หัวหอม พริกแห้ง มะละกอสุก(ผิวเน่า)
ถ้าพบว่ามีราสีดำให้ทิ้งได้ทันที
- รับประทานผักผลไม้ที่สด สะอาดและปลอดสารพิษ
จะช่วยให้ร่างกายได้รับใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ
- งดหรือลดอาหารปิ้ง ย่าง ทอด ด้วยไฟแรงจนมีควัน
และอาหารไหม้เกรียม เช่น หมูไม้ ไก่ย่าง
- งดหรือลดอาหารเนื้อสัตว์ที่ใส่ดินประสิว เช่น
แหนม เนื้อหรือปลาแดดเดียว แฮม เบคอน ไส้กรอก กุนเชียง
- หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์หมัก เช่น กะปิ ปลาร้า
หอยดอง หากจะรับประทานต้องใช้ความร้อนทำให้สุกก่อน
- หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและมันจัด
- อย่ารับประทานอาหารร้อนจัด
- ควรปฏิบัติตนให้ถูกสุขปฏิบัติ
-
ระวังอย่าให้ท้องผูก
- งดสูบบุหรี่
- ทำจิตใจให้สบาย คลายความเครียด
วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคความดันโลหิตสูง
หลักสำคัญ คือ ลดการบริโภคอาหารรสเค็ม
ซึ่งจะช่วยป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหารด้วย
- งดอาหารดองเค็ม เช่น ปลาเค็ม ไข่เค็ม
ผักผลไม้ดองเค็มทุกชนิด
- ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือมาก เช่น กะปิ
เต้าเจี้ยว ไตปลา ปลาร้า เต้าหู้ยี้
- งดสิ่งปรุงแต่งจำพวกซุปก้อน ซุปผง
รวมทั้งผงชูรสต่างๆ หรือผงปรุงรสที่ใส่มาในซองบะหมี่สำเร็จรูป
- เมื่อปรุงรสอาหารด้วยเกลือ น้ำปลา ซอสที่มีรสเค็ม
ควรใช้ในปริมาณน้อยๆ
วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง โรคกระดูกโปร่งบาง มักเกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือน
กระดูกสันหลังโค้งงอ และหักง่ายเมื่อล้มหรือถูกกระแทกอย่างแรง มีวิธีป้องกันดังนี้
- ควรเริ่มดื่มนมและออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็ก
วัยรุ่น ตลอดไปจนถึงวัยสูงอายุ
- รับประทานอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ
- ออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยวิธีที่กระดูกรับน้ำหนัก
เช่น การเดินเป็นประจำสม่ำเสมอ
จะเห็นได้ว่า การปฏิบัติตนในด้านการบริโภคเพื่อป้องกันโรคแห่งความเสื่อมในวัยสูงอายุ
ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง กระดูกโปร่งบางและมะเร็ง
ก็คือการรู้จักเลือกอาหารหลัก 5 หมู่ให้ดีที่สุด
ประกอบกับจิตสำนึกในการที่จะบริโภคเพื่อป้องกันโรคที่กล่าวมา คุณควรลงมือปฏิบัติตั้งแต่วันนี้และตลอดไปจนเข้าสู่วัยทอง
อย่ารอให้ถึงวัยที่โรคแห่งความเสื่อมมาเยือน เพราะอาจจะสายเกินไป
เราสามารถชะลอและป้องกันมิให้เกิดโรคได้
ข้อมูลจาก หนังสือคู่มือ
กินเพื่อสุขภาพ
ของสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล
(ประเทศไทย)
และสมาคมพยาบาลทหารบก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้
ที่นี่
สารเมลามีน
(melamime) มีสูตรโครงสร้างทางเคมีที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ
แต่เมลามีนก็ไม่ใช่สารอาหารโปรตีน
สารเมลามีนมีสูตรทางเคมีว่า C3H6N6
ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ หนึ่งโมเลกุลของสารเมลามีน ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน 3 อะตอม
ธาตุไฮโดรเจน 6 อะตอม และธาตุไนโตรเจน 6 อะตอม สารเมลามีนมีชื่อทางเคมีว่า
1,3,5-triazine-2,4,6-triamine
ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูงถึงร้อยละ 66
สารเมลามีนเป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกหรือใช้ทำกาว แต่เมลามีนไม่ได้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตอาหาร
เนื่องจากสารเมลามีนนี้มีคุณสมบัติทนความร้อน จึงนิยมใช้ทำผลิตภัณฑ์พลาสติก ไม่ว่าจะเป็นภาชนะพลาสติก
ถุงพลาสติก น้ำยาดับเพลิง น้ำยาทำความสะอาด กาว หมึกสีเหลือง
รวมถึงพบในยาฆ่าแมลงด้วย
ส่วนใหญ่เราจะคุ้นเคยกับถ้วยชามเมลามีนหรือจานเมลามีนที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป
สารเมลามีนเป็นผงสีขาว
ลักษณะคล้ายนมผงจนแยกไม่ออก เมื่อนำไปละลายน้ำ
หรือผสมในนมจะตรวจพบปริมาณไนโตรเจนสูง
ซึ่งการจะตรวจว่าน้ำนมนั้นมีโปรตีนสูงหรือไม่
จะวัดจากค่าของไนโตรเจน
ดังนั้นถ้าผสมสารเมลามีนซึ่งมีไนโตรเจนสูงเข้าไปในน้ำนม
จะถูกทำให้เข้าใจว่าน้ำนมมีโปรตีนสูง
พิษของสารเมลามีน
ฤทธิ์ของสารเมลามีนนั้น ไม่จำเป็นต้องรับประทานเข้าไปโดยตรง
เพียงแค่สูดดมเข้าไป หรือผิวหนังสัมผัสก็ทำให้เกิดการระคายเคือง
จนส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้แล้ว
เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายไม่สามารถย่อยสารเมลามีนได้
ไตจึงไม่สามารถขับสารพิษออกมาทางปัสสาวะ
- เมื่อสารเมลามีนเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปสะสมจนกลายเป็นนิ่วในไต
ก่อให้เกิดมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ ทำลายระบบสืบพันธุ์
และทำให้ไตวายได้อย่างเฉียบพลัน
เช่นเดียวกับเด็กทารกชาวจีนทั้ง 4 คนที่เสียชีวิต เพราะรักษาไม่ทันการณ์
ขณะที่ยังมีเด็กอีกกว่า 53,000 คน ทั้งชาวจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า
กำลังป่วยเป็นนิ่วในไตอันเป็นผลพวงมาจากสารเมลามีน
- ในส่วนของภาชนะที่ทำจากเมลามีนก็ต้องระวังการใช้เช่นกัน
แม้ผู้ผลิตจะบอกว่า สามารถทนความร้อนได้ถึง
100 องศา แต่ก็ควรใช้งานที่อุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส เนื่องจากหากใช้งานกับความร้อนสูง เช่น น้ำเดือดๆ
อาหารที่ทอดใหม่ๆ ก็อาจทำให้สารฟอร์มัลดีไฮด์
ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งแพร่ออกมาได้
มาตรฐานความปลอดภัย
หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารประจำสหภาพยุโรป (European
Food Safety Authority : EFSA)
ได้เสนอให้มีการกำหนดค่าอนุโลมในการบริโภคเมลามีนต่อวันของมนุษย์และสัตว์ไว้ที่ระดับ
0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ของน้ำหนักตัวต่อวัน ทั้งนี้ค่าอนุโลมดังกล่าวได้ครอบคลุมถึงสารประเภทเดียวกันอันได้แก่
ammeline, ammelide และ cyanuric acid ซึ่งจากการที่ EFSA ได้กำหนดค่า TDI
ของเมลามีนสำหรับมนุษย์และสัตว์ให้เท่ากันนั้น
เนื่องจากผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ในสัตว์ยังไม่เป็นที่ชัดเจน ดังนั้น ทาง EFSA
จึงขอให้มีการกำหนดค่า TDI ของเมลามีนสำหรับสัตว์ให้เท่ากับสำหรับมนุษย์
รวมทั้งได้กำหนดค่า TDI ของเมลามีนในภาชนะที่สัมผัสกับอาหารไว้ที่ระดับ 30 mg/kg
ด้วย ค่า TDI ดังกล่าวเป็นเพียงค่าที่ตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราว หากภายหลังที่ EU
ได้รับผลการวิจัยจากกลุ่มประเทศสมาชิกในเรื่องของเมลามีนที่ชัดเจนแล้ว
จะได้มีการปรับ-ลดค่าดังกล่าวให้สอดคล้องกับผลการวิจัยนั้นๆ ซึ่งค่า TDI
ที่จัดตั้งในครั้งนี้เป็นค่าที่สอดคล้องกับค่า TDI
ที่กำหนดขึ้นไว้โดยทางการของสหรัฐอเมริกา
การส่งออกสารเมลามีน
ในประเทศจีนนั้น
มีการผลิตเมลามีนจำนวนมาก และออกวางขายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะได้รับการรับรองมาตรฐาน
ซึ่งสารเมลามีนนี้จะใช้ในกระบวนการผลิตภาชนะ อาหารสัตว์
และนอกจากจีนจะขายในประเทศแล้ว ยังส่งออกไปขายยัง 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย
และมาเลเซีย ในรูปของเศษเมลามีนที่เหลือจากโรงงานพลาสติก
ซึ่งมีราคาถูก โดยผู้ขายจากจีนจะใช้ชื่อว่า
"ไบโอโปรตีน" หรือโปรตีนเทียม แทนชื่อเมลามีน ให้ผู้เลี้ยงสัตว์นำไปผสมในอาหารสัตว์
เพราะมีราคาถูกกว่าโปรตีนอื่นๆ ที่เป็นพวกธัญพืชหรือเนื้อสัตว์เกือบ 5 เท่า
จึงลดต้นทุนการผลิตได้
แต่ในประเทศไทยเองยังตรวจไม่พบว่ามีสัตว์เสียชีวิตจากสารอันตรายนี้
สารเมลามีนปนเปื้อนในอาหารสัตว์และในนมผง
ในการผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป
บริษัทผู้ผลิตจำเป็นต้องใส่สารอาหารโปรตีนผสมลงไป
เพื่อให้ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์นั้นมีปริมาณสารอาหารโปรตีนพอเพียง
ปกติสารอาหารกลุ่มโปรตีนมีธาตุไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบมากกว่าสารอาหารกลุ่มอื่น
ดังนั้น จึงใช้ปริมาณธาตุไนโตรเจนเป็นตัวชี้วัดของปริมาณโปรตีนในอาหารได้
ถ้าบริษัทผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปต้องการลดต้นทุนการผลิตและเอาเปรียบลูกค้า
โดยนำสารอื่นปลอมปนในอาหารสัตว์ ปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์นั้นจะต่ำกว่ามาตรฐาน
เนื่องจากสารเมลามีนมีปริมาณธาตุไนโตรเจนสูงกว่าที่พบในสารอาหารโปรตีนอื่นถึง 4
เท่า แต่สารเมลามีนไม่ใช่สารอาหารโปรตีน
จึงมีราคาถูกกว่าวัตถุดิบที่เป็นสารอาหารโปรตีนตัวจริง
- วัตถุดิบที่เป็นสารอาหารโปรตีนตัวจริงที่ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์มีหลายชนิด
ที่นิยมใช้มากชนิดหนึ่ง คือ โปรตีนกลูเต็นสกัดจากแป้งข้าวสาลี แต่ก็มีราคาแพงกว่ามาก
จึงมีบริษัทผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในจีนลักลอบผสมสารเมลามีนในแป้งกลูเต็นสกัดจากข้าวสาลี
เมื่อนำแป้งกลูเต็นที่มีเมลามีนปนเปื้อนนั้นไปวัดหาปริมาณธาตุไนโตรเจน
ก็จะพบว่าแป้งกลูเต็นที่มีเมลามีนปนเปื้อนนั้นมีปริมาณธาตุไนโตรเจนสูง
ทำให้คนเข้าใจว่าแป้งกลูเต็นที่มีเมลามีนปนเปื้อนเป็นของแท้ แต่ความจริงไม่ใช่
กลายเป็นว่ามีสารเมลามีนซึ่งเป็นตัวหลอกอยู่แทนที่ เมื่อบริษัทผู้ผลิตส่งแป้งกลูเต็นที่มีสารเมลามีนปนเปื้อนออกจำหน่ายเป็นวัตถุดิบสำหรับการทำผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์
ก็จะทำให้มีสารเมลามีนปนเปื้อนไปตลอดสายการผลิตอาหารสัตว์
และเกิดอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงในที่สุด
กรณีการปนเปื้อนสารเมลามีนในนมผงใช้เลี้ยงทารกในลักษณะคล้ายคลึงกัน เนื่องจากนมเป็นอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง
และเป็นอาหารสำหรับทารก นมผงสำเร็จรูปที่ใช้ทดแทนนมมารดาถูกผลิตจากนมโคบริสุทธิ์
จะมีปริมาณโปรตีนมาตรฐานอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งตรวจสอบได้โดยการวัดปริมาณธาตุไนโตรเจนในตัวอย่างนมผงนั้น
ถ้าบริษัทผู้ผลิตนมผงต้องการลดต้นทุนการผลิต โดยแอบผสมสารอื่นปลอมปนในนมผง
ปริมาณโปรตีนในนมผงที่ถูกปลอมปนนั้น จะต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ดังนั้น เพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจพบ
ก็ต้องใช้ผงของแป้งอาหารอื่นที่มีปริมาณธาตุไนโตรเจนใกล้เคียงกับของผงนมโคบริสุทธิ์มาผสมแทนก็จะตรวจไม่พบ
- แป้งกลูเต็นสกัดจากข้าวสาลีหรือแป้งอาหารอื่นนั้น
มีการปนเปื้อนสารเมลามีนอยู่ก่อนแล้ว
ทำให้ผลิตภัณฑ์นมผงนั้นถูกปนเปื้อนด้วยสารเมลามีนไปโดยปริยาย ยิ่งมีการทดแทนผงนมโคบริสุทธิ์ด้วยผงแป้งอื่นๆ
ที่ปนเปื้อนด้วยสารเมลามีนมากเท่าไร
ก็ยิ่งทำให้ผลิตภัณฑ์นมผงสำเร็จรูปนั้นมีปริมาณสารเมลามีนสูงขึ้นตามไปด้วย
- เท่าที่มีรายงาน
มีบริษัทผลิตนมผงในประเทศจีนไม่น้อยกว่า 22 บริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์นมผงมากกว่า
70 ชนิดที่มีสารเมลามีนปนเปื้อน สิ่งที่เป็นความบกพร่องของทางบริษัทผู้ผลิตที่เห็นได้ชัดคือ การขาดมาตรฐานที่เชื่อถือได้ในการควบคุมคุณภาพขั้นสุดท้ายก่อนกระจายสินค้าออกสู่ตลาด
การลักลอบใช้สารเมลามีน
พบว่ามีจากการลับลอบใช้เมลามีนผสมในอาหารสัตว์
และใช้เมลามีนผสมในอาหารสำเร็จรูป อาทิเช่น ขนมปัง เส้นพาสต้า พิซซ่า อาหารเด็ก
และอาหารสำหรับผู้แพ้กลูเตนอีกด้วย
โรคนิ่วไต
การรับประทานนมผงที่ปนเปื้อนด้วยสารเมลามีนทำให้เกิดโรคนิ่วไต
เมื่อมีสารเมลามีนปนเปื้อนในอาหารที่รับประทาน
เมลามีนจะถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ง่าย
เนื่องจากเมลามีนเป็นสารโมเลกุลเล็ก ร่างกายขับเมลามีนออกทางปัสสาวะ
ถ้าหากปัสสาวะมีความเข้มข้นมาก หรือร่างกายได้รับเมลามีนจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย
จะเกิดการตกผลึกของสารเมลามีนในเนื้อไต
หากการตกผลึกนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องจะได้ผลึกสารเมลามีนที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้ผลึกเมลามีนยังอาจทำปฏิกิริยากับสารก่อนิ่วอื่นๆ
ที่มีในปัสสาวะของคนทั่วไปอยู่ก่อนแล้ว เช่น แคลเซียม ออกซาเลต กรดยูริก หรือฟอสเฟต
เป็นต้น ทำให้เกิดผลึกเชิงซ้อนที่มีขนาดโตขึ้นอย่างรวดเร็วได้
- การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า
เมื่อให้หนูกินอาหารที่ผสมสารเมลามีนไปด้วยในปริมาณตั้งแต่ 2– 8 กรัมต่ออาหาร 1
กิโลกรัม เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน หนูทดลองจะเกิดนิ่วทีกระเพาะปัสสาวะ
ในระยะยาวเกิดนิ่วที่ไต โรคไตวาย และโรคมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ
- ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในคนว่า
ต้องได้รับสารเมลามีนมากน้อยเพียงใดจึงจะเกิดโรคนิ่วไต โดยเฉพาะปัญหานี้เกิดในเด็กที่ดื่มนมผงที่ปนเปื้อน
จึงจำเป็นต้องนำปัจจัยเรื่องขนาดตัวเด็กมาพิจารณา ถ้าเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า
ได้รับสารเมลามีนเท่าเด็กโต เด็กเล็กย่อมมีโอกาสเกิดโรคได้มากกว่าเด็กโต
ที่มา : นพ.วรวุฒิ
เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
วิธีการลดสารพิษตกค้างในผักและผลไม้
สามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น
ปอกเปลือกแล้วล้างน้ำให้สะอาด ล้างผักให้น้ำผ่านโดยเปิดน้ำให้แรงพอประมาณนาน 2 นาที
หรือแช่ผักในน้ำสะอาด โดยล้างครั้งหนึ่งก่อนแล้วเด็ดเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15
นาที ถ้าใช้น้ำส้มสายชูละลายน้ำความเข้มข้น 0.5% แช่นาน 15 นาที
จะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 80 หรือใช้ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15 นาที
จะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 90
เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา
พบอาหารนำเข้าจากต่างประเทศปนเปื้อนหลายรายการ เช่น น้ำแร่ธรรมชาติมีสารตะกั่วสูงกว่ามาตรฐาน
กุ้งแช่แข็งนำเข้าพบสารไนโตรฟูแรนส์ และคลอแรมฟินิคอล