คนท้องติดมือถือ...เสี่ยงลูก'ไฮเปอร์'
Last Updated On: 2 เมษายน 2555 - 9:23:00
ข้อมูลจากไทยโพสต์ http://www.thaipost.net/
คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยล ค้นพบว่า หากมารดาได้รับรังสีจากคลื่นโทรศัพท์มือถือในขณะตั้งครรภ์ อาจส่งผลให้ลูกที่เกิดมามีอาการผิดปกติ ทั้งมีอาการลุกลี้ลุกลน กระวนกระวายใจ ไปจนถึงความจำสั้น หลังทำการทดลองฉายรังสีจากคลื่นโทรศัพท์มือถือใส่หนูทดลองที่กำลังตั้งครรภ์
การศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยเยลชิ้นนี้ เน้นให้ความสำคัญกับการค้นหาสาเหตุที่เด็กป่วยเป็นโรคเอดีเอชดี (ADHD) มากขึ้น โดยอาศัยเชื่อมโยงผลการทดลองกับหนู
ทั้งนี้ โรคเอดีเฮชดีจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการขาดสมาธิ มีอาการลุกลี้ลุกลน และไม่สามารถให้ความสนใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานานได้ โดยปกติแล้วเด็กวัยประถมโดยเฉลี่ย 3-7% จะมีอาการเอดีเฮชดี และมักมีผลการเรียนที่ย่ำแย่กว่าปกติ อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะกลายเป็นเด็กเกเรในอนาคตได้
ผลการวินิจฉัยโรคช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีเด็กที่เป็นโรคเอดีเอชดีเพิ่มขึ้นด้วยอัตราส่วนปีละ 3% นับตั้งแต่ปี 2540 ส่งผลให้อาการเอดีเอชดีกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมระดับหนึ่ง
นักวิจัยใช้วิธีการวัดค่าคลื่นสมอง พร้อมทั้งทำการทดลองทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์กับหนูทดลองโตเต็มวัย ที่ได้รับรังสีคลื่นโทรศัพท์มือถือขณะยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์มารดา นักวิจัยพบว่า หนูทดลองที่ได้รับรังสีมีอาการลุกลี้ลุกลนมากกว่าหนู่ตัวอื่น อีกทั้งยังมีความเครียดสูงกว่า ในขณะที่ความจำลดลง
ศาสตราจารย์ ฮิวฟ์ เทย์เลอร์ ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า การวิจัยพบความผิดปกติทางพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับอาการเอดีเอชดี ในตัวหนูทดลองที่ได้รับคลื่นจากโทรศัพท์มือถือในขณะเป็นตัวอ่อนในครรภ์
งานวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า คลื่นโทรศัพท์มือถืออาจทำให้เด็กทารกมนุษย์ในครรภ์มารดา มีอาการผิดปกติเอดีเอชดีได้เช่นกัน แต่ย้ำว่า จำเป็นต้องทำการทดลองกับมนุษย์อย่างละเอียดก่อน จึงจะสามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้
ในขณะเดียวกัน วงการวิทยาศาสตร์วิจารณ์งานวิจัยชิ้นนี้อย่างหนัก โดยหลายฝ่ายชี้ว่า สัดส่วนรังสีที่หนูได้รับขณะตั้งครรภ์ มีปริมาณมากเกินกว่าที่จะนำมาเปรียบเทียบกับสัดส่วนร่างกายของมนุษย์ต่อโทรศัพท์มือถือได้ อีกทั้งมนุษย์ใช้โทรศัพท์มือถือข้างศีรษะ ซึ่งอยู่ห่างจากครรภ์มากพอสมควร
ทั้งนี้ ศจ.เทย์เลอร์ยืนยันว่า การจำกัดปริมาณรังสีที่หนูทดลองได้รับ โดยเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์ มีสัดส่วนอยู่ในระดับที่สมมาตรแล้ว
ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยลอนดอนโต้แย้งว่า เราไม่สามารถเปรียบเทียบพัฒนาการระหว่างมนุษย์กับหนูได้ เพราะสัตว์จำพวกหนูมีระยะเวลาตั้งครรภ์เพียง 19 วัน และยังมีสมองที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่ากับทารกแรกเกิดของมนุษย์
ศาสตราจารย์คัททะยา รูเบีย จากสถาบันจิตเวช มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน โจมตีงานวิจัยว่า เป็นส่วนหนึ่งของกระแส "ตื่นตูม" และไม่สามารถใช้ชี้วัดทางวิทยาศาสตร์ได้ เธอกล่าวว่า อาการลุกลี้ลุกลนของหนูทดลอง ไม่สามารถเชื่อมโยงกับอาการเอดีเอชดีได้ เพราะหนูทดลองมีระดับความเครียดสะสมน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับระดับความเครียดของผู้ป่วยมนุษย์
โฆษกสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า คลื่นวิทยุจากมือถือส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง ตราบใดที่มือถือที่ผลิตออกมากระทำตามข้อบังคับด้านสุขภาพนานาชาติ
นอกจากนี้เขาย้ำว่า งานวิจัยเกี่ยวกับคลื่นโทรศัพท์มือถือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ยอมรับว่าการศึกษาวิจัยยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างเช่นกัน.
อ่านทั้งหมด:
514,
ความเห็นทั้งหมด:
0