
วันนี้ต้องขอนำเอาหลักคำสอนของศาสนามาเล่าสู่กันฟังบ้าง ทั้งนี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือท่าน ว.วชิรเมธี ต้องบอกว่าคนไทยโชคดีมากๆที่มีพระสงค์ที่สามารถนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ให้เข้ากับคนยุคเราสมัยเราได้เป็นอย่างดี เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคของ “ธรรมะอินเทรนด์” อีกทั้งท่านยังมีวิธีเผยแพร่พุทธศาสนาในแบบธรรมะร่วมสมัยผ่านสื่อทุกรูปแบบ โดยส่วนตัวผู้เขียนซึ่งยังเป็นคนกิเลสหนา ปัญญาตื้น รู้สึกดีและได้ข้อคิดทุกครั้งที่ได้ฟังเทศน์หรืออ่านหนังสือธรรมะต่างๆ แต่ที่อ่านหรือฟังแล้วโดนใจทุกครั้งจะเป็นของท่านพุทธทาส , หลวงพ่อพุธ , หลวงพ่อจรัญ , ท่าน ว.วชิรเมธี , หรือพระอาจารย์สมปองคนโคราชบ้านเดียวกันเอง

หนังสือท่านว. ที่อ่านเล่มล่าสุดน่าจะเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองเรามากที่สุด แต่ในส่วนภาพรวมของประเทศก็ให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเขาไป อันที่รู้บ้างไม่รู้บ้าง อย่างเราๆก็เอาแค่ทำตามหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ(ประมาณว่ารู้เรื่องดีทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตัวเอง) ถ้าแบ่งสีแล้วประเทศต้องเข้าสู่สงครามกลางเมืองด้วยการที่คนไทยเข่นฆ่ากันเอง ก็น่าคิดอยู่นะ คงไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนั้นแน่ อยู่กันก็ไม่ถึง 100 ปี เดี๋ยวก็แตกดับไปตามธรรมชาติ มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่จะติดตามไปได้ และก็เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนันตา) ทุกวันนี้เราก็วุ่นวายอยู่กับ 3 สิ่ง คือ กิน กาม เกียรติ์ ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน วนเวียนวันแล้ววันเล่า
หนังสือที่ว่าชื่อ “ลายแทงแห่งความสุข” ถ้าจะหาซื้อมาอ่านก็ยิ่งดีเพราะรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำเข้าสมทบทุนสร้างวัดป่าวิมุตตยาลัย ได้ทั้งปัญญา ได้ทั้งบุญ ( 2 เด้งเลย)
ขอคัดบางช่วงบางตอนที่น่าคิดมาฝาก ในตอน “หากหัวใจคล้ายห้องว่าง” ที่บอกว่า “ชีวิต” ประกอบด้วย “กาย” กับ “ใจ” หรือเรียกอีกอย่างว่า “รูป” กับ “นาม” กล่าวคือ
“ใจ” มีความสำคัญมากกว่า “กาย”
“ใจ” เป็นอย่างไร “กาย” จะเป็นอย่างนั้น
นอกเป็นอย่างไร ก็สะท้อนว่าใจเป็นอย่างนั้น
กายจึงเป็นเหมือน เงาสะท้อนของใจ
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า
“ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์”
“จิต.เตน นียติ โลโก” แปลว่า “โลกหมุนไปตามใจสั่ง” โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานี่เอง โลกคือชีวิตจะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น

ใจของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในนั้นสถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า เรามีห้องว่างเปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ
เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว
เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี
ห้องหัวใจของเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าดังกล่าวข้างต้นนั้นเลย ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็เปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน
เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย
ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไปในชีวิต ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าเราบรรจุอะไรลงไปในห้องหัวใจของเราบ้าง ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้
สรุปว่า “ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง !”
ก็หวังว่าเพื่อนๆทุกคนคงใส่สิ่งดีๆเข้าไปใน “ใจ” ของตนเอง และเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในธรรมตลอดไป

เก็บมาฝาก
“เชื่อหรือไม่ว่า”
มนุษย์ที่มีเงินมากที่สุดในโลก ก็มีอายุอยู่ใช้เงินในโลกนี้ไม่กี่ปี
มนุษย์ที่มีบ้านแพงและหรูที่สุดในโลก ก็ไม่เคยนอนหลับอย่างเป็นสุขทุกคืน
มนุษย์ที่มีรถหรูและแพงที่สุดในโลก ก็ไม่ได้ขับรถไปไกลจนถึงสุดขอบโลก
มนุษย์ที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดในโลก ก็ไม่เคยใช้ทรัพย์สมบัติได้ครบทุกชิ้น
คัดมาจาก หนังสือ “ลายแทงแห่งความสุข” ของท่าน ว.วชิรเมธี

ในขณะเริ่มต้นปีหลายคนยังงงกับการดำเนินชีวิต หลายคนยังจับทิศทางไม่ถูกว่าจะตั้งต้นก้าวเดินเช่นไร
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันดี "ว.วชิรเมธี" พระรุ่นใหม่ผู้เปลี่ยนยุคธรรมะคือยาขม สู่ยุค
ธรรมะคือช็อกโกแลตรูปนี้จะมาอำนวยพรแก่ผู้อ่าน "ประชาชาติธุรกิจ" เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างไม่หลงทาง
โดย ท่าน ว.วชิรเมธี
ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทรนด์เซตเตอร์ในด้านการนำธรรมะมาทำให้มีชีวิตชีวา เป็นพระนักวิชาการผู้มีผลงานเขียนโดดเด่นกว่า 30 เล่ม และเป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือและนิตยสารต่างๆ ไม่น้อยกว่า 15 คอลัมน์ เป็นพระอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยกว่า 20 สถาบัน เป็นพระที่มีลูกศิษย์ลูกหาและแฟนคลับธรรมะทั่วเมืองกระทั่งล่าสุดได้รับเลือกให้รับรางวัล "The Great Dhamma Putta Award"สาขาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผู้มีผลงานดีเด่นระดับโลก
นี่คงเป็นพรปีใหม่ที่อินเทรนด์ที่สุด จนอาจฉุดชีวิตของหลายคนให้ค้นพบเป้าหมายใหม่
เป้าหมายชีวิตแห่งความพอเพียงที่ "อยู่ เย็น เป็น สุข" มิใช่ "มั่ง มี ศรี สุข" ตามแนวคิดแบบทุนนิยมที่
คนส่วนใหญ่ฝังใจ !!!
.............................................
สำหรับปีใหม่นี้อาตมภาพขอให้พรปีใหม่ในเรื่องความพอเพียง
อาตมาคิดว่าการที่เราจะนำเอาระบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตได้ เราจะต้องรู้เท่าทันว่าเป้าหมาย
ของชีวิตคืออะไร เนื่องจากทุกวันนี้มนุษย์แทบไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต
เดิมเรานิยามกันว่า เป้าหมายของชีวิต คือ "มั่ง มี ศรี สุข" หมายความว่า"ต้องมีเงินมีทองจึงจะมีความสุข" !!!
แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายของชีวิตน่าจะอยู่ที่ "อยู่ เย็น เป็น สุข" นั่นคือ ในทางจิตใจก็อยู่ได้ ในทาง
เศรษฐกิจก็ไม่ลำบากมากเกินไป สามารถอยู่ เย็น เป็น สุข !
นิยามของความสุขไม่ควรจะแขวนไว้กับเงิน...
เพราะถ้าเราแขวนนิยามความสุขไว้กับเงิน มนุษย์จะกลายเป็นหนูถีบจักรที่ทำงานไม่มีวันหยุด ทำงานจนป่วยตาย
แนวโน้มแบบนี้ปัจจุบันอาตมภาพเห็นว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆ อาตมภาพอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งในอเมริกา เขาบอก
ว่าผู้บริหารทั่วโลกตอนนี้นิยมหัวใจวายตอนวันจันทร์เพราะตลาดหุ้นมันเริ่มทำการ
เพราะฉะนั้น เราต้องนิยามเป้าหมายชีวิตใหม่
1.เป้าหมายต้องไม่ใช่ "มั่ง มี ศรี สุข" แต่คือ "อยู่ เย็น เป็น สุข"
2.ต้องปลูกฝังวิธีคิดชีวิตใหม่ แบบคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม
ทุกวันนี้มนุษย์เราดำเนินชีวิตแบบวิ่งตามคุณค่าเทียม คุณค่าเทียมก็หมายถึงว่า คุณค่าเคลือบแฝง คุณค่าจอมปลอม
คุณค่าที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเอาการตลาดมาประชาสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น รถยนต์ คุณค่าที่แท้ของรถยนต์คือเป็นพาหนะ คุณค่าเทียมของมัน คือ แสดงถึงอัครฐานทางการเงินสะท้อนถึงรสนิยม,คุณค่าแท้ของนาฬิกาคือบอกเวลา คุณค่าเทียมคือแบรนด์เนม รสนิยม วิไล ทันสมัย,คุณค่าแท้ของเสื้อผ้าคือปกปิดอวัยวะไม่ให้เกิดความละอาย เข้าสังคมได้ถูกกาลเทศะ แต่คุณค่าเทียมของมันคือถ้าเป็นเวอร์ซาเช่ก็ถือว่าอินเทรนด์ใช่ไหมล่ะ ถ้าเป็นแบรนด์เนมระดับโลกก็จะถือว่าตัวเองเป็นบุคคลระดับเวิรลด์คลาส รสนิยมดี มีอัครฐานทางการเงิน
เพราะฉะนั้น ถ้าเราวิ่งตามคุณค่าเทียม มนุษย์เราหาเงินเท่าไรก็ไม่พอ !
ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ปรัชญาในการดำเนินชีวิตต้องหันกลับมาดำเนินชีวิตด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบ
คุณค่าแท้...
นั่นคือเวลาจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องถามตัวเองว่า "สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่"อย่าถามตัวเองว่า "สิ่งนี้ทันสมัยหรือไม่"
ถ้าเราถามว่าทันสมัยหรือไม่ เราจะวิ่งไม่จบไม่สิ้น เพราะคนที่วิ่งตามความอยาก ตามกระแสของทุนนิยม
บริโภคที่เน้นการยั่วให้อยากแล้วกระตุ้นให้ซื้อ เปรียบเสมือนคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล เติมไปจนตายทะเลก็
ไม่เต็ม
แต่คนที่ดำเนินชีวิตด้วยวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ เปรียบเสมือนคนที่ไปว่ายน้ำในทะเล พอชื่นใจแล้วก็เดินขึ้นมา
ใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบ ร่มเย็น เป็น สุข
ดังนั้น เราจะเลือกเป็นคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล หรือจะเป็นคนที่ว่ายอยู่ในทะเลให้พอชุ่มเย็นแล้วขึ้นมา
แล้วดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติ
อาตมาอยากฝากถึงนักธุรกิจด้วยว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธความรวย
เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกว่า เรามาเป็นคนจนกันเถิด แต่เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่า เรามาเป็นคนที่
รู้จักพอกันเถิด...
เรารวยได้ แต่มีข้อแม้ว่าความรวยนั้นต้องเป็นความรวยที่สุจริต ต้องไม่ใช่ความรวยที่เกิดขึ้นจากการ
เบียดบังส่วนรวมมาเป็นส่วนตน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาทุกหัวระแหง !!!
มหาตมะ คานธี เคยพูดตรงกับพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง โดยพระพุทธเจ้าบอกว่า
"ต่อให้เงินทองลงมาเป็นห่าฝน ก็ไม่สามารถเติมเต็มความอยากของมนุษย์คนหนึ่งได้"
แล้วมหาตมะ คานธี บอกว่า
"ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งโลกตอนนี้เพียงพอสำหรับที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอที่จะ
หล่อเลี้ยงความโลภของคนเพียงคนเดียว"
เห็นไหม ตรงกัน เพราะฉะนั้นที่บอกให้รู้จักพอ ต้องเข้าใจความจริง 2 อย่าง คือ
1.ต้องเข้าใจความจริงของโลกว่าทรัพยากรของโลกมีจำกัด
2.ต้องเข้าใจความจริงของกิเลสในใจเรา ถ้าความต้องการนั้นไร้ขีดจำกัด
ถ้าเราวิ่งตามความต้องการทรัพยากรของโลกมีเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักตัวเองด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ ไม่ใช่วิธีคิดแบบคุณค่าเทียม
เวลามีใครมายั่วให้อยาก แล้วกระตุ้นให้ซื้อเราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเขาไป แต่เราบอกว่า
"เราพอดีกับความอยากแล้วเราก็อยู่ได้"
กระตุ้นให้เราซื้อ...ก็ซื้อได้ แต่ซื้อ...สิ่งที่จำเป็น
ไม่ใช่ซื้อ...สิ่งที่อินเทรนด์
เพราะอินเทรนด์เมื่อไร อินทุกข์เมื่อนั้น
- จบ -

ที่มา : http://www.dhammajak.net/
พักนี้ได้มีโอกาสทั้งจัดประชุม และเดินสายแนะนำโปรแกรม เรียกว่าจากนี้ไปจะเริ่มขายสินค้าอย่างจริงๆจังๆกันแล้ว ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาได้จัดอบรมการนำข้อมูลเข้าโปรแกรม UCHA ให้กับน้องๆงานโรคเรื้อนของทั้ง 4 จังหวัด มีน้องๆเข้าประชุมที่ห้องประชุมราชพฤกษ์ของสคร.5 ประมาณ 60 กว่าคน เรียกว่าได้รับความสนใจ ซักถาม จากน้องๆเป็นอย่างดี มีการนำ Notebook มาเกือบทุกคน เป็นระดับโปรแกรมเมอร์ก็มีนะ เนื่องจากสคร.เรามีวิทยากรค่อนข้างน้อย จะมีผู้เขียน , อ.จ.ปุ๊ก-ญาดา , ลูกสาวคนเก่ง-น้ำฝน และลูกชายอีก 2 คน-แอม-อู๊ด ช่วยกันหมดทั้งเรื่องของระบบ network และอาหารการกิน รวมจ่ายเงินด้วย ดีที่น้องๆหลายคนเก่งเลยช่วยๆกันไปด้วย ต้องบอกว่างานนี้ happy กันทุกฝ่าย น้องบางคนบอกว่าน่าจะจัดนานแล้ว เพราะต้องยอมรับว่าเครือข่ายโรคเรื้อนของอ.จ.โกเมศร์เขาเข้มแข็งจริงๆ น้องๆก็แซวผ่าน broad มาว่าวิทยากรมีแต่คนสวยๆ เป็นปลื้มว่างั้นเถอะ ไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์อะไรซ่อนเร้นก็ตาม จากนี้ไปสคร. 5 จะเป็นแห่งแรกในประเทศที่มีฐานข้อมูลโรคเรื้อนผ่านระบบ online และเป็นฐานข้อมูลเดียวกับของสถาบันราชประชาสมาสัย ซึ่งต่อไปน่าจะรวมเป็นฐานข้อมูลโดยใช้ sever เดียวกัน

งานต่อไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้รับการเชื้อเชิญจากอ.จ.ทวีทองให้ไปพูดในแง่ของการนำ UCHA ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน และ GIS ที่อ.จ.ได้กรุณาสนับสนุนให้ใช้งาน งานนี้บริษัทร่วมกับกระทรวง ICT จัดขึ้นเพื่อแนะนำโปรแกรม hos XP มีน้องๆศูนย์คอมพิวเตอร์จากทั่วประเทศประมาณ 400 คน ในส่วนอ.จ.ทวีทองท่านได้นำข้อมูลโรงพยาบาลมาใช้กับโปรแกรม UCHA ซึ่งทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งอจ.ได้ทดลองแล้วที่รพ.ไทรน้อย นนทบุรี และมีใช้ในรพ.สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงในกทม.หลายแห่ง สคร.5 เองก็กำลังจะทำนำร่องที่รพ.ในโคราช เกริ่นๆบ้างแล้วกับน้องชายคนเก่ง (คุณปกรณ์ ณ สสจ.นม.)

งานสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ได้มีโอกาสไปกทม. แวะไปเยี่ยมเยียนสคร. 1 เนื่องจากคุณรุจิราผู้รับผิดชอบไอทีสนใจระบบงานต่างบนเว็บไซด์ของสคร.5 เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกัน จุดอ่อนของงานไอทีแต่ละแห่งส่วนใหญ่จะไม่มีผู้รับผิดชอบหลักที่ทำหน้าที่โดยตรง(ไม่เหมือนสคร.5 เน๊าะ) ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้เท่าที่ควร ถึงจะมีน้องๆที่จบไอทีบ้างแล้วก็ตาม แต่คิดว่าไม่เป็นปัญหาเริ่มตอนไหนก็ตามแต่สามารถก้าวไปด้วยกันได้ เพราะเราจะทำงานกันแบบเครือข่าย ช่วยเหลือกันไป ในส่วนภูมิภาคมีน้องๆหลายคนที่เก่งเข้าขั้นเทพ เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว บางทีก็ให้ช่วยเขียนโปรแกรมระบบงานให้ก็มี ดังนั้นงานไอทีเราไปได้ฉลุยแน่นอน ขอเป็นกำลังใจและแนวร่วมให้ทุกๆคน สู้ สู้...


วันนี้ก็เป็นอีกวันที่มีความสุขมากๆอีกวัน เพราะลูกสาวคนเก่งน้ำฝน (คนมีลูกมากก็เป็นปลื้มได้ตลอดแบบ
นี้ละเน๊าะ) ต้องสารภาพเลยว่าจำไม่ได้เพราะเมื่อวานหลังจากจัดการระบบเรื่องประชุม Video Conference
เสร็จก็นั่งสบายอารมณ์ เพราะวันก่อนก็ไปช่วยงานตลาดนัด เป็นงานใหญ่เลยต้องระดมสรรพกำลังที่มีไป
ทั้งหมด ฝนเขาก็ไปซ้อมมาแล้ววันที่ 24 แล้วก็บอกว่าวันที่ 26 เป็นวันรับดอกไม้แสดงความดีใจที่ราชภัฏฯ
(เขารับกันจริงที่สกลนคร) และจะมาถ่ายรูปที่สำนักงาน แต่ก็ลืม จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะอบรม ucha วันที่ 27
พึ่งนีกออกเมื่อคืน(แบบว่ายังค้างๆคาๆใจยังไงๆอยู่) นี่ละนะแก่แล้วแก่เลย เช้าเลยรีบออกจากบ้านแต่เช้าไป
ให้เขาจัดช่อดอกไม้ แล้วก็เข้าสำนักงานเริ่มทำสไลด์ที่จะพูดพรุ่งนี้ น่าจะเป็นเพราะวันนี้ happy เลยเอา
สไสด์มาตัดแปะแล้วก็ up ข้อมูลให้มันทันสมัยขึ้นแบบสะบายๆ สลับกับถ่ายรูปกับน้ำฝนไปด้วย ต้องขอบคุณ
ทุกๆท่านที่มาร่วมแสดงความยินดีด้วย โดยเฉพาะท่านผู้อำนวยการ ท่านได้อวยพรและตบรางวัลต่อยอด
พวงมาลัยที่มีอยู่พร้อมลายเซ็นให้ด้วย (เห็นฝนบอกว่าจะไม่ใช้ เอามาฝากแม่ไว้ก็ได้นะ..) และหากดูรูปผอ.
แล้วจะเห็นว่าวันนี้ท่านยิ้มได้หล่อกว่าทุกๆวัน

ช่วงเช้าจะมีผู้ช่วยรัตนาภรณ์เอาช่อดอกไม้มาแสดงความยินดีด้วย(ดอกไม้กับคนให้สวยพอๆกันเร้ย)
ช่วงเที่ยงจะเป็นคณะของสว.(คุณนายมน,พี่แหม๋ม,พี่เอ๋) แอ๊คชั่นไม่ต้องบอก...นางแบบยังอาย ต่อด้วยกลุ่มระบาด
นำโดยอจ.ติ๋ง(อจ.ที่ปรีกษาของน้ำฝน) นู๋ฝนhyper, หนุ่มน๊อก ตามด้วยการบูม ฝนเขาบอกมีแต่รุ่นน้องเขาบูมรุ่นพี่
ไม่เป็นไรเอารุ่นแม่ รุ่นพี่แทนแล้วกัน เป็นที่สนุกสนานตามภาพที่เก็บมาฝาก ก็เคยเห็นตอนที่รับปริญญาลูกชาย
ลูกสาว แบบว่าอยากทำมั้งอะนะ...ดีที่ไม่ทำท่าไก่ย่างกันต่อ..อายุไม่เป็นปัญหาเอาฮาอย่างเดียว (ทำไปด้าย)

จากนั้นก็ขึ้นไปถ่ายรูปกับกลุ่มต. เพราะมีคนขาเดี้ยงลงมาข้างล่างไม่ได้ (เทพีวัดศาลาเย็น,อจ.นู๋นัน,พี่หน่อย,
ไอ้พี่จืด(พงษ์พิษณุ),นู๋ออย) แล้วก็มีคนแจมเป็นช่วงๆ ( หน.NCD ,หน.ประชาสัมพันธ์ , นู๋หน่อย ,นู๋มาส , อมร ,
นู๋ต๋อย , นู๋ต่าย)

เก็บรูปมาฝาก เพราะคิดว่าหลายคนน่าจะไม่รู้เลยเขียนลง blog เพื่อให้ร่วมแสดงความยินดีกับน้ำฝนกัน


เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมารู้สึกเต็มตื้น และเป็นอีกวันที่อิ่มบุญ บวกกับได้ดูข่าวจากทีวีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดีขึ้นและเสด็จพระราชดำเนินลงลอย พระประทีปพร้อมพระราชวงศ์ในวันลอยกระทงที่ท่าน้ำร.พ.ศิริราช คนไทยทุกๆคนคงรู้สึกปลาบปลื้มและดีใจกันถ้วนหน้า ขอพระองค์ทรงหายจากพระประชวรโดยเร็ว ทรงพระเกษมสำราญ และทรงมีพระชนม์มายุยิ่งยืนนานด้วยเทอญ
กลับมาเรื่องวันศุกร์ต่อที่บอกว่าอิ่มบุญก็เพราะได้มีโอกาสซื้อยาส่งไปชายแดนภาคใต้ ต้องบอกว่าเห็นใจ และอยากช่วยเหลือคนไทยด้วยกันบ้างเท่าที่จะพอทำได้ พอดีได้ Forward mail จากหัวหน้าประชาสัมพันธ์ (นู๋ไก่) เลยรวบรวมเงินเพื่อซื้อยากัน ให้ลูกสาว hyper นู๋ฝน-สุทธิลักษณ์ ไปช่วยซื้อ และทีมไอทีทุกคน ซื้อไปทั้งหมด 4,500 บาท ที่ร้านสมบุญเภสัชแถวๆเทคโน ที่นู๋ก้อยเภสัชกรของเราแนะนำ เจ้าของร้านก็ใจดีจริงๆ จัดยาที่จำเป็นให้ แถมยา ,ปากกา และขายยาราคาทุนให้ ทำสิ่งดีๆก็มักจะได้เจอแต่คนดีๆอยู่ตลอดเวลาอีกเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นสัจธรรมนะ ต้องบอกว่างานนี้ได้บุญกันถ้วนหน้าพี่ๆ น้องๆที่สบทบทุนจะมี ผช.ต้อม , ผช.ธนวัน , โยมเจี๊ยบ , ชัญญา , หัวหน้าระบาดและน้องๆ (นู๋ฝน-สุทธิลักษณ์, นู๋ปุ๋ย , หนุ่มน๊อกคนเก่ง) , นู๋ก้อย อันนี้ทั้งให้ยา และช่วยเงิน นอกจากนี้จะมีกลุ่มส.ว. (มล , จุ๋ม , ขวัญ , แน๊ต) , ต.ทั่วไป (หน.ต.นู๋นัน , แหม่ง , ออย) และลูกสาว ลูกชายไอที
ขอบุญกุศลจงส่งผลให้ทุกคนมีแต่ความสุขกาย สุขใจ ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข เบียดเบียนกันน้อยที่สุด และเป็นเสบียงบุญสะสมไปในชาติต่อๆไป โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้วคิดว่าคงได้เวียนว่ายตายเกิดอีกแน่นอน แต่จะไม่รู้จะได้เกิดมาเป็นอะไรใน 31 ชั้นภูมิ แต่ก็จะพยายามสะสมบุญกุศลไว้เท่าที่มีโอกาส เพราะเป็นคนกิเลสหนาปัญญาตื้นคนหนึ่ง พอเกิดผัสสะขึ้นมาวิญญาณเข้าสิงก็ลมปราณแตกซ่านทุกทีไป แต่ก็พยายามปฏิบัติอยู่เท่าที่จะทำได้ พยายามมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และเป็นไปตามเหตุ ปัจจัย ผลย่อมเกิดจากเหตุปัจจัย (หลักอิทัปปัจจยตา) ถ้าพอมีหลักยึดบ้าง(พระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) เวลาทุกข์ก็จะไม่ทุกข์มาก เวลาสุขก็จะไม่หลงระเริง มีวิธีจัดการกับความทุกข์ แต่ไม่ได้จะไม่ทุกข์เลย หรือเป็นคนดีขึ้นมาทันตาเห็น แต่จะมีสติรับรู้อารมณ์ที่มากระทบมากขึ้น พอฝึกสติได้ดีก็จะแก้ไขปัญหาได้ดี และสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้อย่างไม่ยากนัก สำหรับทิปอิ่มบุญจะเป็นอะไรคงต้องติดตามกันต่อไป แว่วเสียงซึง.....มาว่าหัวหน้าแมลงกำลังจะมี project ใหม่ๆ คงจะได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้าอีกตามเคย อมิตตพุทธ.....

ข้อความใน Forward Mail
"ไม่เสียค่าส่งไปรษณีย์ " (ไปส่งแล้วแต่ต้องไม่เกิน 5 ก.ก.)
โดยเขียนมุมกล่องบน ขวามือ ว่า ' ทบ.สนามชายแดน '
เมื่อคนที่คอยช่วยเราต้องการความช่วยเหลือ...
เนื่องจากรุ่นพี่ผมคนหนึ่งเขาเป็นทหารอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่เขาอยู่ที่ปัตตานีครับ และเขาขอความช่วยเหลือเรื่อง ยารักษาโรคต่างๆและอุปกรณ์อาหารการกินที่นั่น หมอหรือพยาบาลเขาใช้วิธีการเวียนไปตามรพ.รัฐต่างๆให้มาอยู่ขาดแต่ยาเพราะว่าที่นั่นใช้คำว่าขาดแคลนจริงๆ
ขนาดไปขอรับบริจาคร้านขายยาและโรงงานผลิตยาเขาก็ให้มาแต่ไม่พอเพราะคนที่นั่นถูกยิงกันทุกวัน เด็กก็ไม่กล้าออกไปหาหมอเพราะไม่มีตังค์ตอนนี้ต้องเอาหมอทหารเข้าไปรักษาชาวบ้าน และที่สำคัญที่นั่นกองทัพเขามีงบประมาณในเรื่อง ยารักษาโรคน้อยมาก จึงเรียนมาเพื่อขอบริจาคยารักษาโรคทุกชนิด บางครั้งต้องประสานงานตามวัดต่างๆ เพราะเวลาถวายสังฆทานเขาจะมียามาให้ด้วยนะครับเลยเรียนมาเพื่อขอความกรุณาเพื่อนๆทุกท่านช่วยกันรวบรวมยาหรือเวชภัณฑ์ต่างๆ ส่งไปช่วยด้วยนะครับ เพราะที่นี่ขาดมาก ส่งที่อยู่มาให้เพื่อจะได้ส่งของมาช่วยกันครับ
พันตรี สุวพจน์ จุลกทัพพะ
รอง ผบ.ฉก 24 ( พัน.ร. 234) ศูนย์ฝึกอาชีพวัดช้างให้
ตู้ ปณ. 10 ปณ. นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 94180
เขียนมุมกล่อง บน ขวามือ ว่า ' ทบ.สนามชายแดน ' ครับ อย่างน้อยช่วยกันส่งต่ออีเมลล์นี้ เผื่อว่าจะมีคนใจบุญส่งความช่วยเหลือไป