เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 6504 คน
IT Talk
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • สารสนเทศด้านวัณโรคกับระบบฐานข้อมูลในอุดมคติ (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ทุกคนย่อมได้รับในสิ่งที่ตนสมควรได้รับเสมอ (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผ้าป่ามหากุศล (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • รวมมิตร IT DPC 5 (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ทริปบุญ เบา เบา (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ไม่ดู ไม่รู้ ยิ่งดู ยิ่งรู้(มาก) (7)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • น้ำท่วมโคราช.... (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • New Web Site DPCK5 (www.dpck5.com) (4)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สุขกันเถอะเรา... (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ขอความสุขคืนกลับมา (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • Hula-Hoop (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • Competency IT 53 (4)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • อาหารใจ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • อินเทรนด์เมื่อไร อินทุกข์เมื่อนั้น (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • UCHA = อูฉะ ???? (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เก่งจริงนะตัวแค่เนี้ย….. (10)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สะสมเสบียง (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลการประเมินระบบสารสนเทศ ปี 52 (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • UCHA ที่สถาบันราชประชาสมาสัย (4)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ก้าวไปข้างหน้า (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กุมภาพันธ์ 2555>
     
    6303112345
    76789101112
    813141516171819
    920212223242526
    102728291234
    11567891011
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 7202
    • เฉพาะวันนี้ 19
    • ความคิดเห็น 92
    • จำนวนเรื่อง 40
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    Last edit on 5/12/2554 15:11:00

    สรุปบทเรียน Video Conference เรื่อง สารสนเทศด้านวัณโรคกับระบบฐานข้อมูลในอุดมคติ

    กรณีตัวอย่างของ สคร.10 และ สคร.5

    วันที่ 7 กันยายน 2554 เวลา 09.00 – 15.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 1 สคร.5

    ***************

    ผู้เข้าร่วมประชุม

    1. นายแพทย์ธีรวัฒน์   วลัยเสถียร         รองผู้อำนวยการ สคร.5                     
    2. แพทย์หญิงผลิน       กมลวัทน์           รองผู้อำนวยการ สคร.5
    3. นางนิ่มนวล              ปุณยหทัยพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กลุ่มพัฒนาองค์กร
    4. น.ส.ปิยะพร              มนต์ชาตรี         พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ                              กลุ่มพัฒนาวิชาการ
    5. น.ส.นันท์นภัส         สุขใจ                  นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ                 กลุ่มพัฒนาองค์กร
    6. นายพิทักษ์                รักงาม                ผู้ประสานงานโครงการกองทุนโลก               กลุ่มพัฒนาวิชาการ

     

    สคร.10 นำเสนอโปรแกรมบริหารงานคลินิกวัณโรค

    - คุณอนงค์พร สคร.10 ได้นำเสนอความเป็นมาของโปรแกรม TB Clinic ซึ่งพัฒนาโดยคุณสินสมุทร จันทร์ทอง รพ.สันกำแพง

    - คุณศรีทรงชัย รัตนเจียมรังสี สคร.10 แจ้งว่าโปรแกรมฐานข้อมูลวัณโรคของสคร.10 บน Access ได้พัฒนามานานแล้ว(ประมาณปี 2543) นำไปใช้งานแล้วในที่ต่างๆ มีจุดเด่น คือ ถ้า รพ.ใช้โปรแกรม HosXP ก็จะสามารถนำข้อมูลในนั้นมาใช้ได้เลย อาจต้องเพิ่มบ้างในสิ่งที่ HosXP ไม่มี และโปรแกรมนี้ส่งข้อมูลให้ สปสช.ได้เลย
    - คุณสินสมุทร จันทร์ทอง รพ.สันกำแพง นำเสนอรายละเอียดโปรแกรมบริหารงานคลินิกวัณโรค ดังนี้

    - เป็นโปรแกรมที่ทำจาก Access2003

    - ปัจจุบันเป็นเวอร์ชันล่าสุด (10.54.08.21) ประกอบด้วย ทะเบียนวัณโรค (TB01 TB03) ทะเบียนชันสูตร (TB04) และ MDR-TB กำลังทดลองใช้ 3 รพ.

    - มีจุดประสงค์เพื่อออกรายงาน Cohort และจัดทำรายงานวัณโรคทุกประเภท และส่งมีเมนูส่ง ข้อมูลให้ สปสช.ได้

    - ขณะนี้มีใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น

    - สามารถตรวจสอบความผิดพลาดก่อนส่งได้ และสามารถแก้ไขข้อมูลที่เกิดการ error ได้

     

    สคร.5 นำเสนอ UCHA (TB & MDR-TB)

    - นำโปรแกรม UCHA มาใช้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีโปรแกรมจากส่วนกลาง แต่มีการนำข้อมูลกลับมาใช้ได้น้อย
    และไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
    - จุดเด่น UCHA คือเป็นระบบออนไลน์ คีย์ข้อมูลจากผู้รับผิดชอบข้อมูลได้โดยตรง ใช้งานง่าย ตอบคำถามได้ทุกมุมมอง ทุกมิติ user มีความรู้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นก็ใช้งานได้เพียงใช้เมาส์คลิกๆๆ รายงานผลได้ในรูปแบบ Excel และโปรแกรมนี้ฟรี หากมีความรู้ด้านไอทีสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้เรื่อยๆ
    - การพัฒนา UCHA ได้แก่ ฐานข้อมูลโรคเรื้อน, รง.506 (ใช้โปรแกรมสกัดข้อมูลออกมา), 506/2, MBR-TB  

    -    Data structure ของ MDR-TB (วัณโรคดื้อยา) และ TB (จำนวนป่วย) ของสคร.5 ซึ่งเป็นการทดลองออกแบบฐานข้อมูลโดยผู้รับผิดชอบข้อมูล TB ของสคร.5 ร่วมกับงาน IT ขณะนี้อยู่ระหว่างทดลองใช้งาน MDR-TB (วัณโรคดื้อยา) ได้อบรม 8 รพ.ที่เข้าโครงการวัณโรคดื้อยาไปแล้ว และเริ่มมีการ key ข้อมูลผ่านระบบมาแล้ว 3 จังหวัด จำนวน 30 record

    -     Data structure ของผู้ป่วยTB อยู่ระหว่างทดลองใช้งาน เนื่องจากจังหวัดมีความต้องการจัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยจากไฟล์ Excel ที่มีอยู่  ส่วนการ key ข้อมูลผู้ป่วยรับยามีบางพื้นที่ในเขต 5 ไม่ได้ key ขอเงินจากสปสช.แล้ว

    Open Discussion เนื้อหาข้อมูล การเก็บข้อมูล กับผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคจากทุกเขต และระบบข้อมูล UCHA จะมีบทบาทในงานนี้อย่างไรดี

    -          รองฯ ผลิน สคร.5 กล่าวว่า MDR-TB ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบมาก่อน จึงคิดว่าควรมีการจัดทำฐานข้อมูลนี้ขึ้นมาใช้งานในเขต
         - รองฯ ธีรวัฒน์ สคร.5 กล่าวว่า สปสช. มีนโยบายทำ Data center ที่ก้าวหน้าคือ สสจ.บุรีรัมย์ และรพ.โชคชัย ควรหาวิธีเชื่อมโยงข้อมูล Point to point ซึ่งควรทำเป็น open source และทำให้เสถียรก่อนนำไปใช้
         - อาจารย์สมศักดิ์ ผอ.ศูนย์ ICT กรมฯ กล่าวว่า แต่ละจังหวัดจะต้องค่อยๆ ขยาย data center แนะนำให้เจ้าของแต่ละโปรเจคเป็นผู้ดำเนินงาน และปรับเพื่อนำมาใช้งานร่วมกันได้ และควรพัฒนาเกี่ยวกับ HIV ด้วย
        - อาจารย์ทวีทอง กล่าวว่า UCHA สามารถนำมาครอบได้ทุกระบบ รองรับข้อมูลได้มากพอต่อความต้องการ การทำโปรแกรมไม่ควรผูกกับ Microsoft เนื่องจากมักมีปัญหาเมื่อเปลี่ยน version และควรทำ Data broker เชื่อมสองระบบมารวมกัน ให้ทุกเขตศึกษาโครงสร้างข้อมูลตามที่ส่ง mail ให้

        - พญ.รุ่งนภา  เสนอแนะโปรแกรมเขต 10 ดังนี้

    • การกรอกข้อมูลผู้ป่วยอยากให้มีการเก็บภาพ X-ray ที่ละเอียดขึ้น
    • การตรวจสอบความเชื่อมโยงการ key ข้อมูล
    • การออก Report  ตามเงื่อนไข
    • การตรวจสอบการเสียชีวิตผู้ป่วยกับทะเบียนราษฎร์
    • ควรมีการเก็บข้อมูลใน Hard copy
    • ควรเพิ่มระบบ Alert System
    • Print Report ไม่มีเลขบัตรประชาชน


    แนวทางการดำเนินการร่วมกัน (สรุปโดยรองฯ ธีรวัฒน์ สคร.5)

    -    ได้ข้อสรุปว่าจะนำรูปแบบโปรแกรมวัณโรคของสคร.10 และ สคร.5 มา Merge กัน และนำมาเสนอให้ใช้ทุกเขตตามความสมัครใจ โดยจะพบกันที่เชียงใหม่ราว พ.ย.54 นี้ โดยทิศทางระยะยาวของ สคร.5 คิดว่าจะลองพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลวัณโรคของเขตเหมือนโรคเรื้อน โดยจะต้องมี server รองรับ เพื่อตอบสนองยุทธ์ศาสตร์ที่ 2 ด้านการเป็นศูนย์กลางข้อมูลอ้างอิง

              - อื่นๆ

    • การจัดทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์โรคโดยชี้เป้าตาม GIS
    • การพยากรณ์โรคให้พื้นที่พร้อมสถานการณ์ โดยเริ่มทีละโรคไปก่อน
    • สรุปถอดบทเรียน(KM) เช่น การประเมิน Data center ระดับอำเภอว่าดีจริงไหม(อำเภอที่ทำได้ดีเช่น โรงพยาบาลโชคชัย)  
    • งานวิจัยที่ควรทำ เช่น รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวาน อาจต้องไปดู best practice ของคลินิกเบาหวานที่ดีๆ เช่น รพ.เสิงสาง ซึ่งทำในรูปแบบ One stop service -โรคเอดส์ที่ภูเขียว ,แก้งคร้อ - TB ที่ พิมาย ,จักราช ,สีคิ้ว

     

    สรุปบทเรียนในครั้งนี้

    1. สิ่งที่คล้ายกันระหว่างการพัฒนาโปรแกรมวัณโรคของทั้ง 2 เขต คือความมุ่งมั่นในการทำงาน(กัดไม่ปล่อย)ระหว่างผู้รับผิดชอบข้อมูล ผู้พัฒนาโปรแกรม และการสนับสนุนของผู้บริหาร ทำให้การพัฒนาระบบมีความก้าวหน้า และสามารถขยายการใช้งานไปยังพื้นที่อื่นๆได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถตอบสนองความต้องการของพื้นที่ในการนำไปใช้งานได้จริง

    2. เป็นการพัฒนาจากส่วนล่างไปยังส่วนบน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดกับส่วนกลาง หากมีการแลกเปลี่ยนระหว่างส่วนกลาง และสคร.ทุกเขต อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะทำให้การพัฒนาเป็นไปตามความต้องการของทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค

    3. การพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ควรเป็นความต้องการจากส่วนล่าง- ผู้รับผิดชอบข้อมูลเป็นหลัก และไม่เพิ่มภาระงานที่มีอยู่เดิมให้กับพื้นที่

    4. ศูนย์สารสนเทศต้องเป็นแกนกลางให้มีการนำระบบไอที และฐานข้อมูลต่างๆ ระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้นำมาเชื่อมโยงกัน ตลอดจนการกำหนดมาตรฐานต่างๆ และจัดสรรงบประมาณ

    5.  แนวโน้มการพัฒนาฐานข้อมูล ควรเป็น data single entry ข้อมูล key จากแหล่งกำเนิดผ่านระบบ online และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ฐานข้อมูลร่วมกันแบบ win win

     

    ช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิก

    - เว็บบอร์ด https://110.164.65.40/ucha เข้า login (username: ucha และ password: tuberculosis) คลิ๊ก Tb

    - ลงทะเบียนคณะทำงาน เลือกคลิ๊ก สมัครสมาชิก และกรอกข้อมูล แล้ว กด AddF

    - Facebook UCHA Thai ที่ http://www.facebook.com/ucha.thai

    - Wikipedia UCHA:: http://110.164.65.40/wiki/
    - Twitter:: http://twitter.com/uchathai

     

                                                                                                                        นิ่มนวล ปุณยหทัยพงษ์

                                                                                                                        ปิยะพร  มนต์ชาตรี 
                                                                                                                 นันท์นภัส สุขใจ

            ถอดบทเรียน

    JJJJJ




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 210 ครั้ง

    16/7/2554 11:20:00

     

                ห่างหายไปพอสมควร ต้องบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงมรสุมเข้าตามฤดูกาล ผู้เขียนเองก็เลยโดนมรสุมเรื่องงานกับเขาไปด้วย ต้องบอกเลยว่าคนทุกวันนี้แยกแยะผิด ชอบ ชั่ว ดี กันไม่ค่อยจะได้หรือได้ก็น้อยมาก คนดีเหลือน้อยเต็มที น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติจริงๆ หลักๆคือไม่เชื่อเรื่อง “กฎแห่งกรรม” หรือกลัวเวรกรรม จึงจ้องจะเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เข้าใจเรื่อง “ธรรมะ” ก็เพียงแต่คิดว่าคนที่ทุกข์มากเท่านั้นถึงจะไปวัดหรือเข้าหาธรรมะ ทั้งๆที่ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้คนทุกชาติทุกศาสนาเป็นคนดีมีศีลธรรม และพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ “อริยสัจ 4” นั่นคือวิธีพ้นทุกข์ ทุกวันนี้ผู้เขียนจะพยายามถือศีล กินเจ เข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติบ้างอย่างสม่ำเสมอ และคิดว่าเป็นทางเดียวที่จะทำให้มีปัญญานำพาชีวิตไปสู่ทางที่ถูกต้องดีงาม และสามารถผ่านพ้นทุกข์ภัยต่างๆไปได้ วันนี้ขออนุญาตนำบทความจากคุณ “pimahn” จากเว็บไซด์ “http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=5336&page=1 มาแบ่งปันกันต่อ และขออนุโมทนาบุญกับเจ้าของบทความนี้ด้วย โดยหวังว่าทุกคนจะเบียดเบียนกันน้อยลง และรู้จักการให้มากกว่าการจะต้องได้เพียงอย่างเดียว และยังเป็นโอกาสอันดีที่วันนี้เป็นวัน “เข้าพรรษา” อีกด้วย ขอให้ผู้อ่านทุกท่านเจริญในทางธรรมยิ่งๆขึ้นไป

    ธรรมะกับชีวิตประจำวัน - เรื่อง คนเราทุกคนย่อมได้รับในสิ่งที่ตนสมควรได้รับเสมอ

              มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาบนโลกนี้ ต่างก็มีกรรมเก่าที่ติดมาจากภพชาติก่อนๆ
    ในชีวิตที่มาเกิดใหม่นี้ เป็นโอกาสและทางเลือก ที่เราจะใช้ชีวิตของเราอย่างไร
    จะปล่อยไปตามเวรตามกรรมหรือจะเกิดมาเพื่อสร้างสมบารมี สร้างสมบุญกุศล
    อันนี้ก็สุดแล้วแต่เราจะเลือกเอาเอง

    แต่....จำไว้เสมอว่า ทุกสิ่งที่เราคิด ทุกสิ่งที่เราพูด หรือ ทุกสิ่งที่เรากระทำไปนั้น นั่น คือกรรม

    กรรม (Karma = the sum of a person's actions in this and previous states
    of existence, viewed as deciding their fate in future existences.)
    มีผลส่งให้เกิด บาป บุญ คุณ โทษ แก่ชีวิตของเราเสมอ กรรมนั้นเป็นพลังที่ส่งผลต่อชะตาชีวิต
    ของคนทุกคนให้แตกต่างกันไปตามกรรมที่แต่ละคนได้กระทำมา และส่งผลระยะยาว
    แม้เราตายไปแล้ว ก็ยังไม่อาจพ้นกรรมได้ กรรมก็ยังคงให้ผลต่อเนื่อง
    ติดตามเราไปอีกหลายภพหลายชาติ

    แต่กรรมนั้น ไม่ใช่โชคชะตาที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเราเองว่าตั้งใจจะให้โชคชะตา
    เปลี่ยนแปลงหรือไม่ และเราเองเป็นผู้ตัดสินใจกำหนดปลดปล่อยตัวเราให้พ้นกรรมนั้น

    เราทุกคน ไม่มีใครเลยที่เป็นเหยื่อชะตากรรม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเรานั้น อยู่ในกำมือเรา
    คือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยผ่านการกระทำที่เราต้องรับผิดชอบทั้งหมดด้วยตัวของเราเอง
    เหมือนการขว้างบูมเมอแรง สิ่งที่เรากระทำไปนั้น ย่อมย้อนกลับมาหาเราเสมอ

    เมื่อเรารู้และเข้าใจเรื่องของกรรม ก็จะช่วยให้เราเข้าใจอดีต
    คิดคำนึงถึงปัจจุบันอย่างมีสติ และ กำหนดความเป็นไปในอนาคต

    จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่เราอยากให้เขาปฏิบัติต่อเรา
    (Treat people the way you want to be treated.)
    (Behandle andere so, wie du selbst behandelt werden möchtest.)

    อย่าแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับใคร สิ่งใดที่ไม่ใช่ของของเรา เราก็ไม่ควรแย่งเอามาเป็นของเรา
    ไม่ว่าจะเป็นคนรัก คู่ครอง งาน เงิน หรือ อะไรก็ตาม
    (Don't take things that don't belong to you i.e., spouse, jobs, money.)

    อย่าทำร้ายผู้ใด พึงระลึกไว้เสมอว่า จิตวิญญาณของเรานั้นจะเก็บบันทึกการกระทำของเราทุกอย่างเอาไว้ ซึ่งเราไม่มีวันจะหนีพ้นกรรมไปได้เลย
    (Never seek vengeance. Remember that your soul records every action
    and you can't get away with anything.)


    กรรม เป็น กฎสากลของเหตุ และ ผล (Karma is the universal law of cause and effect.)
    ไม่ว่าบุคคลนั้นๆจะรู้หรือไม่รู้กฎแห่งกรรมก็ตาม แต่ เขาก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมด้วยกันทั้งนั้น

    บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น (You reap what you sow.)
    คนเราทุกคน ย่อมได้รับสิ่งที่ตนสมควรได้รับเสมอ (You get what you earn.)
    เมื่อเราให้ความรักไป เราก็จะได้รับความรัก (If you give love, you get love.)
    ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว (Revenge returns itself upon the avenger.)
    ทุกสิงทุกอย่างที่เรากระทำไป จะย้อนกลับมาหาเราเสมอ (What goes around comes around.)

    การทำดี คือ การสร้างกรรมดี (Good action equals good karma.)
    การทำชั่ว คือ การสร้างกรรมชั่ว (Bad action equals bad karma.)

    คนเราทุกคน ย่อมได้รับในสิ่งที่ตนกระทำไว้เสมอ ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
    การกระทำแต่ละอย่าง ย่อมก่อให้เกิด ผลที่ตามมาเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสมควรได้รับทั้งสิ้น
    (Each individual is solely responsible for his or her own behavior,
    and every deed will produce a reaction equal to it in every way.)

    กรรมนั้นมีความยุติธรรมเสมอ ไม่มีรางวัล ไม่มีการลงโทษ ไม่มีความลำเอียงต่อผู้ใดทั้งสิ้น
    ทุกสิงทีเราได้รับนั้น เราต้องสมควรได้รับเสมอ กรรมไม่ได้ให้อภิสิทธิ์แก่ใครเลย
    (Karma is justice. It does not reward or punish.)

    กรรมนั้นไม่ได้กำหนดชะตาชีวิตให้ใคร แต่....เราเองต่างหากที่เป็นผู้สร้างเหตุ เป็นผู้กระทำกรรม
    แล้วกรรมนั้นก็ส่งผลที่สมควรให้กับการกระทำของเราอย่างเหมาะสม
    (Karma doesn't predestine anyone or anything.
    We create our own causes and karma adjusts the effects with perfect harmony.)

    กรรมนั้นไม่ใช่สิ่งที่รอคอยอยู่กับที่ แต่เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว รุกไปข้างหน้า
    เราสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่จะกำหนดอนาคตของเรา
    และปรับเปลี่ยนในส่วนที่ทำให้ชีวิตเราไม่มีความสุข
    (Karma is not passive, it is active. We can, in an instant,
    make decisions that shape our future and transform
    the parts of our lives that are causing us unhappiness.)

    เราไม่จำเป็นต้องคอยให้กรรมดีส่งผลให้เรา แต่...เราสามารถทำกรรมดีได้เสียแต่วันนี้เลย
    ทุกขณะนั้นคือโอกาสที่เราสามารถกำหนดชีวิตเราได้ให้เป็นไปอย่างสมดุลย์
    (We don't have to wait for good karma, we can make it now.
    Every moment is an opportunity to shape our lives into ones
    with greater karmic balance.)

    ด้วยกฏแห่งกรรม จะทำให้เราเข้าใจชะตาชีวิตของเราซึ่งเป็นไปตามกฏแห่งธรรมชาติ
    ทำให้เราเข้าใจถึงการมาเกิดใหม่ กรรมเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถอธิบายเรื่องการเกิดใหม่
    และความเป็นไปของชีวิตได้อย่างสมเหตุสมผล
    สำหรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเรานั้น
    ไม่มีใครเลยที่ตกเป็นเหยื่อชะตากรรม
    เราต่างก็ตกอยู่ในสถานการณ์ซึ่งเราเองเป็นคนก้าวเข้าไปเอง
    ไม่ใช่เพราะโชค ไม่ใช่เพราะเคราะห์ร้าย ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ
    แต่เป็นเพราะเราทุกคนได้กระทำกรรมไว้
    และสมควรได้รับในสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเราด้วยกันทั้งนั้น

    เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะรู้เกี่ยวกับกรรมของเรา เพราะ...ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าโศก
    ความเจ็บปวดสูญเสีย ความสุข หรือ ความพึงพอใจ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถค้นหาสาเหตุ
    ได้จากการกระทำของเราในปัจจุบัน และ ในอดีตชาติได้
    (It is important to know about our personal karma because there is no sorrow or pain, joy or delight that can't be traced to our actions in this or a former life.)

    ชีวิตที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น เป็นผลเนื่องมาจากการกระทำ ความคิด และความปรารถนาของเราในอดีต และการกระทำในปัจจุบันของเรานี้ ก็เป็นสิ่งที่กำหนดอนาคตของเรา
    (We are what we are because of our past deeds, thoughts, and desires.
    We are building our future through our present behavior.)

    เรามีอำนาจ ที่จะกำหนดอนาคตของเราให้เป็นไปในทิศทางที่เราต้องการ
    ด้วยการกำหนดการกระทำของเรา ถ้าเราทำดี สิ่งดีๆย่อมเกิดขึ้นแก่เราเสมอ
    ถ้าเราทำไม่ดีกับผู้อื่นไว้ สิ่งที่ไม่ดีนั้น ย่อมย้อนกลับมาเกิดขึ้นแก่เราเช่นกัน ไม่ช้าก็เร็ว

    ปัญหาหลายอย่างในชีวิตนั้น คนเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยการไม่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้น
    ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราทำไป ย่อมเป็นสิ่งที่เราจะได้รับกลับมา เมื่อเรารู้จักการจัดการกับชีวิต
    ทำแต่กรรมดี มีความรัก รักษาสุขภาพ เราก็จะมีความสุข มีความสมหวัง มีความมั่นคง
    มีโชคลาภ ตรงกันข้าม ถ้าเราทำกรรมไม่ดี ชีวิตก็เราก็จะมีแต่ความทุกข์ยาก อุปสรรค
    ความผิดหวัง เคราะห์ร้าย

    วิธีหนึ่งที่จะเปลี่ยนกรรมได้ คือ หาเวลาในแต่ละวัน ทำใจให้สงบ
    คิดทบทวนดูว่าสิ่งใดที่เราได้กระทำไปแล้วนั้น เป็นสาเหตุให้เกิดผลที่ไม่ดีต่อชีวิตเรา
    (One way to change our personal karma is to start spending some time each day examining our behavior in an effort to determine
    what in our life is causing us to have a bad reaction as opposed to a good one.)

    เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราสามารถหยุดสร้างกรรมไม่ดีได้
    ด้วยการทำความดีลบล้างความไม่ดีนั้นเสีย

    สร้างกรรมดีไว้ ก็เป็นการสร้างอนาคตที่ดี ดูแลสุขภาพกายให้ดี รักษาสุขภาพจิตให้ดี
    ให้มีความสุขสงบ ก็จะเกิดความสมดุลในชีวิต มีความสุข สงบ และ พึงพอใจแก่ชีวิต

    กรรม คือ อะไร

    กรรม 2 (action; deed)
    คือ การกระทำ, การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางกาย
    หรือ ทางวาจา หรือทางใจ ล้วนแต่เป็นกรรมทั้งสิ้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

    1. อกุศลกรรม (unwholesome action; evil deed; bad deed)
    กรรมที่เป็นอกุศล, กรรมชั่ว, การกระทำที่ไม่ดี การกระทำที่ไม่ฉลาด
    การกระทำที่ไม่เกิดจากปัญญา การกระทำที่ีเกิดจากความประมาท หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
    ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต ได้แก่ การกระทำที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ
    หรือ ความหลง (ความโง่)

    2. กุศลกรรม (wholesome action; good deed)

    กรรมที่เป็นกุศล, กรรมดี, การกระทำที่ดี การกระทำที่ฉลาด การกระทำที่เกิดจากปัญญา
    ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตจิตใจ ได้แก่ การกระทำที่เกิดจากความไม่โลภ ความไม่โกรธ
    หรือ ความไม่หลง (ความไม่โง่)

    เมื่อเราได้พิจารณาการกระทำของเราทุกอย่างแล้ว ว่าเราทำแต่กุศลกรรม
    เราย่อมมั่นใจได้ว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรานั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ดีเสมอ
    เราจะไม่มีความวิตกกังวล ไม่มีความหวาดกลัวว่า ชีวิตจะต้องเจอปัญหาและอุปสรรคใดๆ
    ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นแก่ชีวิตเรา เราจะไม่ละทิ้งการทำความดี เราจะไม่ขโมยของใคร
    แม้เราจะไม่มีเงิน เราจะไม่แย่งคู่ครองของใคร แม้ว่าเขาหรือเธอจะสวยมีเสน่ห์น่ารักน่าใคร่
    สักแค่ไหนก็ตาม ฯลฯ เราจะมีสติและทำแต่กุศลกรรมเสมอ

    นอกจากนี้ เราต้องรู้ด้วยว่า รากเหง้าหรือต้นตอของกุศลกรรม
    และ อกุศลกรรมนั้นมีมาจากอะไรบ้าง ด้วยการทำความเข้าใจกับกุศลมูล และ อกุศลมูล

    กุศลมูล 3 (roots of good actions)
    รากเหง้าของกุศล, ต้นตอของความดี ได้แก่

    1. อโลภะ (non-greed; generosity) ความไม่โลภ, ความคิดเผื่อแผ่, ความมีใจกว้าง, ชอบเสียสละ ให้ทาน

    2. อโทสะ (non-hatred; love) ความไม่คิดประทุษร้าย, เมตตา, ความปรารถนาดี

    3. อโมหะ (non-delusion; wisdom) ความไม่หลง, ความฉลาด, ความมีปัญญา

    หากบุคคลใดได้หมั่นพิจารณาการกระทำของตนอยู่เนืองๆ และเฝ้าดูจิตใจตนเองให้มีแต่กุศลมูล
    นอกจากจะเป็นผู้ที่มีสติปัญญา จิตใจสะอาดผ่องแผ้วแล้ว ยังจะดำรงชีวิตด้วยความมั่นคง
    ไม่หวาดกลัว ไม่วิตกกังวล ว่าชีวิตอาจจะต้องเจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย
    หรือมีเคราะห์กรรมใดๆ

    อกุศลมูล 3 (roots of bad actions)
    รากเหง้าของอกุศล, ต้นตอของความชั่ว ได้แก่

    1. โลภะ (greed)
    ความอยากได้ทั้งหลายทั้งปวง อยากได้ชื่อเสียงเกียรติยศ อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง
    อยากมีอำนาจวาสนาบารมี อยากมีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง ฯลฯ

    2. โทสะ (hatred)
    ความคิดประทุษร้าย ไม่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น ความโกรธ ความเกลียดชัง
    ความขุ่นข้องหมองใจต่างๆ ฯลฯ

    3. โมหะ (delusion)
    ความหลง ความเชื่ออย่างงมงาย ไม่สมเหตุสมผล ความเชื่ออย่างผิดๆ
    ไม่ใช้ปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรอง ความลุ่มหลงมัวเมา

    เราควรเฝ้าดูจิตใจของเรา อย่าให้เกิดอกุศลมูลขึ้นในจิตใจของเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไรลงไป
    ต้องพิจารณาอยู่เสมอว่า เราไม่ได้กระทำไปเพราะความอยากได้อยากมี
    หรือ กระทำไปเพราะมีเจตนาทำร้ายผู้อื่น หรือ กระทำไปเพราะความโง่เขลาเบาปัญญา
    เพราะความลุ่มหลงงมงาย ฯลฯ เราควรเตือนสติตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา
    อย่าให้จิตใจของเรา มีอกุศลมูลเข้าครอบงำจิตใจได้ เพื่อความสุข ความสงบในชีวิตของเราเอง

    (ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน จงเป็นผู้มีสติ รู้เท่าทันกิเลสของตนเอง ไม่ลุแก่โทสะ ไม่เห็นแก่ได้
    ไม่เห็นแก่ตัว ไม่อิจฉาริษยาใคร และทำความดี ทุกครั้งที่มีโอกาสทำดี
    ขอให้มีความสุข ความเจริญ และมีความพึงพอใจในชีวิตกันถ้วนหน้านะครับ)


    ที่มา : http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=5336&page=1




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 1 | อ่าน: 186 ครั้ง

    31/5/2554 18:55:00

        

    วันอาทิตย์ที่ผ่านมา(29 พฤษภาคม 2554)ได้มีโอกาสไปร่วมงานบุญกุศลอีกครั้ง ด้วยการนำชาวคณะสคร.5 ไปเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่ามหากุศล โดยมีพญ.ผลิน กมลวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเป็นประธานนำถวายผ้าป่าแก่พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในโอกาสที่ท่านมาบรรยายธรรมในงานวิสาขะพุทธบารมี ที่เดอะมอลต์ นครราชสีมา รู้สึกอิ่มบุญกุศลที่ได้รับในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ได้ยอดเงินผ้าป่า 10,000 บาท และมีผู้มีจิตศรัทธาต่อยอดในงานอีก ขอบุญกุศลในครั้งนี้จงส่งผลให้ชาวสคร.5 , ผู้ร่วมทำบุญทุกท่าน ตลอดจนผู้อ่านทุกคน จงมีแต่ความสุขกาย สุขใจ ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย คิดสิ่งใดในทางที่ชอบประกอบด้วยธรรมขอให้สำเร็จสมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ

      

    ผู้เขียนกับเจ้าหน้าที่หลายคนในสคร.5 เคารพ ศรัทธาในวัตรปฏิบัติ และการเทศน์สอนของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นอย่างมาก  เลยชักชวนกันทำผ้าป่าขึ้นมา เรามีการเรี่ยไรปัจจัยและช่วยกันทำต้นผ้าป่าที่งานเลย รเรี่ยไรปัจจัยกันและไปทำต้นป่าคนช่วยกันด้วยความเต็มใจ พระอาจารย์ก็เทศน์สอนได้โดนใจมาก ท่านเทศน์หัวข้อ "มิต่อๆไป พอทำงา ทีแรกตั้งยอดไว้ประมาณ 5,000 บาท แต่พอรวบรวมจริงๆเกินเป้าเลยขยายยอดไปอีกเป็น 10,000 บาท มีพี่ๆน้องๆลูกๆ สบทบทำบุญประมาณ 80 คน(ต้นบุญงอกงามจริงๆ) งานนี้เขามีหลายปี คิดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วอยากไปร่วมกิจกรรมกับเขาบ้างในนามหน่วยงาน เพราะเขาจัดมาเป็นปีที่ 5 แล้ว เลยรวมหัวกับอุบาสกเจี๊ยบ-อภิรัตน์ หวังอย่างเดียวเราอยู่ในองค์กรก็อยากให้ทุกคนในองค์กรทำงานอย่างมีความสุขและองค์กรอยู่รอดปลอดภัย และคงไม่มีอะไรดีเท่าการสะสมบุญกุศลอีกแล้ว ทำทุกครั้งก็จะรู้สึกเป็นสุขทั้งกายและใจจริงๆ ทุกคนช่วยกันด้วยความเต็มใจ เจ้าหน้าที่ที่ไปวันนั้นก็มี หมอน้อง, ชัญญา, ตู้, จุ๋ม, พินิจ, มล, ฝน, แอม, นิด, โจ้(ขาประจำงานนี้) และยังมีพี่แต้ม/โน้ต และลูกสาวที่มาจากกทม.เพื่องานนี้โดยเฉพาะ

     

    พระอาจารย์ก็เทศน์สอนได้โดนใจมาก ท่านเทศน์หัวข้อ รู้ใจ ไกลทุกข์ สรุปง่ายๆ คือ ตัวอยู่ไหน ให้ใจอยู่ที่นั่น คือให้มีสติ-ระลึกรู้(ใจ) และสัมปชัญญะ- รู้ตัวทั่วพร้อม(กาย)อยู่ตลอดเวลา ด้วยการหมั่นเจริญสติเท่าที่มีโอกาส ซึ่งทำได้ทุกอิริยาบถ (ยืน เดิน นั่ง นอน) และตลอดเวลา(วัด บ้าน ที่ทำงาน)  เพราะการฝึกสติจะทำให้เรามีสมาธิในการทำงาน/การใช้ชีวิตประจำวัน และจะทำให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาในทุกๆเรื่อง โดยเรากำจัดหรือระงับสันดานเดิมที่มีในจิตใจเราทุกคนไม่ให้กิเลส ตัณหา เข้าครอบงำทำในสิ่งที่ไม่ดี ด้วยการทำทาน รักษาศีล(ศีล 5) บำเพ็ญภาวนา(ให้เกิดปัญญา)  เหมือนง่ายๆเฉพาะศีล 5 ก็ยากมากแล้ว แต่ผู้เขียนคิดว่าควรจะเริ่มทำกันดีกว่า เราจะได้ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น และเราก็จะอยู่กันอย่างสงบสุขไม่วุ่นวายร้อนรุ่มเหมือนทุกวันนี้  สาธุ สาธุ สาธุ




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 1 | อ่าน: 205 ครั้ง

    เลือกดูบลอก Search:

    คอนโด คอนโดให้เช่า ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 46.875ms