
วันนี้ต้องขอนำเอาหลักคำสอนของศาสนามาเล่าสู่กันฟังบ้าง ทั้งนี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือท่าน ว.วชิรเมธี ต้องบอกว่าคนไทยโชคดีมากๆที่มีพระสงค์ที่สามารถนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ให้เข้ากับคนยุคเราสมัยเราได้เป็นอย่างดี เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคของ “ธรรมะอินเทรนด์” อีกทั้งท่านยังมีวิธีเผยแพร่พุทธศาสนาในแบบธรรมะร่วมสมัยผ่านสื่อทุกรูปแบบ โดยส่วนตัวผู้เขียนซึ่งยังเป็นคนกิเลสหนา ปัญญาตื้น รู้สึกดีและได้ข้อคิดทุกครั้งที่ได้ฟังเทศน์หรืออ่านหนังสือธรรมะต่างๆ แต่ที่อ่านหรือฟังแล้วโดนใจทุกครั้งจะเป็นของท่านพุทธทาส , หลวงพ่อพุธ , หลวงพ่อจรัญ , ท่าน ว.วชิรเมธี , หรือพระอาจารย์สมปองคนโคราชบ้านเดียวกันเอง

หนังสือท่านว. ที่อ่านเล่มล่าสุดน่าจะเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองเรามากที่สุด แต่ในส่วนภาพรวมของประเทศก็ให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเขาไป อันที่รู้บ้างไม่รู้บ้าง อย่างเราๆก็เอาแค่ทำตามหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ(ประมาณว่ารู้เรื่องดีทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตัวเอง) ถ้าแบ่งสีแล้วประเทศต้องเข้าสู่สงครามกลางเมืองด้วยการที่คนไทยเข่นฆ่ากันเอง ก็น่าคิดอยู่นะ คงไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนั้นแน่ อยู่กันก็ไม่ถึง 100 ปี เดี๋ยวก็แตกดับไปตามธรรมชาติ มีแต่บุญและบาปเท่านั้นที่จะติดตามไปได้ และก็เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนันตา) ทุกวันนี้เราก็วุ่นวายอยู่กับ 3 สิ่ง คือ กิน กาม เกียรติ์ ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน วนเวียนวันแล้ววันเล่า
หนังสือที่ว่าชื่อ “ลายแทงแห่งความสุข” ถ้าจะหาซื้อมาอ่านก็ยิ่งดีเพราะรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำเข้าสมทบทุนสร้างวัดป่าวิมุตตยาลัย ได้ทั้งปัญญา ได้ทั้งบุญ ( 2 เด้งเลย)
ขอคัดบางช่วงบางตอนที่น่าคิดมาฝาก ในตอน “หากหัวใจคล้ายห้องว่าง” ที่บอกว่า “ชีวิต” ประกอบด้วย “กาย” กับ “ใจ” หรือเรียกอีกอย่างว่า “รูป” กับ “นาม” กล่าวคือ
“ใจ” มีความสำคัญมากกว่า “กาย”
“ใจ” เป็นอย่างไร “กาย” จะเป็นอย่างนั้น
นอกเป็นอย่างไร ก็สะท้อนว่าใจเป็นอย่างนั้น
กายจึงเป็นเหมือน เงาสะท้อนของใจ
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า
“ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์”
“จิต.เตน นียติ โลโก” แปลว่า “โลกหมุนไปตามใจสั่ง” โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานี่เอง โลกคือชีวิตจะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น

ใจของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในนั้นสถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า เรามีห้องว่างเปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ
เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว
เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี
ห้องหัวใจของเรา ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าดังกล่าวข้างต้นนั้นเลย ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็เปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน
เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย
ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไปในชีวิต ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าเราบรรจุอะไรลงไปในห้องหัวใจของเราบ้าง ความรู้ ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้
สรุปว่า “ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง !”
ก็หวังว่าเพื่อนๆทุกคนคงใส่สิ่งดีๆเข้าไปใน “ใจ” ของตนเอง และเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในธรรมตลอดไป

เก็บมาฝาก
“เชื่อหรือไม่ว่า”
มนุษย์ที่มีเงินมากที่สุดในโลก ก็มีอายุอยู่ใช้เงินในโลกนี้ไม่กี่ปี
มนุษย์ที่มีบ้านแพงและหรูที่สุดในโลก ก็ไม่เคยนอนหลับอย่างเป็นสุขทุกคืน
มนุษย์ที่มีรถหรูและแพงที่สุดในโลก ก็ไม่ได้ขับรถไปไกลจนถึงสุดขอบโลก
มนุษย์ที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดในโลก ก็ไม่เคยใช้ทรัพย์สมบัติได้ครบทุกชิ้น
คัดมาจาก หนังสือ “ลายแทงแห่งความสุข” ของท่าน ว.วชิรเมธี