Panda USB Vaccine โปรแกรมป้องกันไวรัสจาก USB
drives
Panda USB Vaccine เป็นเครื่องมือป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสทาง USB
drives, CD, DVD, MP3 players ที่ดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี
เวลาเราใช้งานคอมพิวเตอร์ และมีการใส่แผ่น CD/DVD หรือใช้ Flash Drive
ตัวโปรแกรม Windows จะตรวจสอบและแสดงข้อมูลภายในสื่อที่นำเข้ามาแบบอัตโนมัติ
ซึ่งเราเรียกว่า Autorun ซึ่งไวรัสก็มองเห็นช่องทางอันเหมาะนี้
แฝงไวรัสเข้ามาทันที นั่นคือทีมาของไวรัส Autorun ซึ่งไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านการ
Autorun โดยอัตโนมัติเมื่ออุปกรณ์ได้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ จึงควรหาโปรแกรมที่ป้องกันและปิดการใช้งานไวรัสที่มีอยู่ใน
USB drives และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่ง Panda USB Vaccine เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ง่ายสำหรับผู้ใช้สามารถป้องกันการผ่านติดเชื้อไดรฟ์ต่างๆ
ได้
Panda USB Vaccine เป็นโปรแกรมขนาดเล็ก ที่หลังจากติดตั้งแล้ว
โปรแกรมจะแสดงที่ Taskbar ด้านล่าง และถ้ามีการเสียบ Flash Drive หรือ CD/DVD โปรแกรมจะทำการตรวจสอบแบบอัตโนมัติ
การใช้งาน
Panda USB
Vaccine
1.
Download Panda USB Vaccine Freeware ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์
โดยคลิ๊กที่นี่
USBVaccineSetup.exe
2.
ติดตั้งโปรแกรม Panda USB Vaccine โดย
วิธีการติดตั้งโปรแกรมใช้งาน :
-
ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ไฟล์ USBVaccineSetup (ที่ดาวน์โหลดแล้วในข้อ 1.) 
-
คลิก next

-
เลือก I accept
agreement เพื่อยอมรับการติดตั้ง
- โปรแกรมจะทำการติดตั้ง
และแสดงโฟลเดอร์เพื่อระบุปลายทางในการติดตั้งตัวโปรแกรม..

-
จะปรากฏหน้าต่าง Setup คลิ๊กเครื่องหมายถูก Automatically vaccinate any new inserted USB Key ด้วย และคลิก Next

-
โปรแกรมจะทำการติดตั้ง จนเสร็จสิ้น คลิ๊ก Finish

-
หลังจากติดตั้งเสร็จสิ้นแล้ว จะเห็นไอคอนรูปเข็มฉีดยาที่
Taskbar
ด้านล่างขวามือ หน้าจอคอมพิวเตอร์

-
ถ้าไม่พบไอคอนนี้ ให้คลิ๊กที่ Start > Programs > Panda
Security > Panda USB Vaccine
3. การใช้งานโปรแกรม Panda USB Vaccine
- ทดสอบการใช้งานโดยการใส่ Flash Drive ในช่อง
USB จะมีหน้าแสดงให้พบว่ามีการตรวจสอบ และ autorun ของอุปกรณ์นั้นๆ จะไม่ทำงาน
- โปรแกรม Panda USB Vaccine มีการทำงาน 2 โหมด
ให้เลือกใช้งานคือ
1.
โหมด Computer Vaccination โปรแกรมจะทำการปิดการทำงานของ Autorun อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะทำให้โปรแกรมใดๆ ที่เก็บไว้ใน USB, CD/DVD ทั้งหมด ไม่ทำการรันโดยอัตโนมัติ
กำหนดค่าโดยคลิ๊กที่ไอคอนรูปเข็มฉีดยาที่ Taskbar ด้านล่างขวามือหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะแสดงหน้าต่างดังภาพ แล้วคลิ๊กปุ่ม Vaccinate Computer

จะแสดง Computer vaccinated ดังภาพ

2. โหมด USB
Drive Vaccination โปรแกรมจะทำการปิดการทำงานของ
Autorun ของ USB Flash Drive ตามที่ผู้ใช้เลือก
เป็นครั้งๆ ไป โดยทุกครั้งที่ต่อ USB Flash Drive ระบบจะเปิดหน้าไดอะล็อกให้ผู้ใช้เลือกว่าจะทำการ
Vaccinate USB หรือไม่ ดังภาพ ให้ปิดการทำงานของ Autorun
โดยคลิ๊กที่ Vaccinate USB

ขอบคุณข้อมูลจาก:
http://thaiwinadmin.blogspot.com/2009/10/kb331.html
http://download.cnet.com/Panda-USB-Vaccine/3000-2239_4-10909938.html
http://www.quickpcextreme.com/blog/archives/2477
http://share.psu.ac.th/blog/chanyar-tip/13398
การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีผลต่อสุขภาพ 
 | 1. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ถ้าเล่นจนเกินขอบเขต เกินความพอดี
อาจเป็นอย่างที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีนักศึกษา เล่นเกมจนช็อกตายหรือไหลตายคาร้านอินเทอร์เน็ต
2. กลุ่มคนที่มีโอกาสไหลตายในอนาคต คือ เด็กวัยรุ่นที่เล่นเกมโดยไม่นอนทั้งคืน
หรือคนทำงานที่เสพข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตแบบหามรุ่งหามค่ำบ่อยๆ ในทางการแพทย์เชื่อว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม
และเกิดจากการขาดวิตามินบางตัว และส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายทำงานหนักเกินจะรับไม่ไหว
จากสถิติพบว่าคนในวัยกลางคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ มีความเสี่ยงมากที่สุด
|
3. การไหลตายหน้าจอคอมพิวเตอร์ เกิดจากการอดนอนมาก
ๆ ขาดวิตามินบางตัวหรือสารอาหารบางตัว มีปัญหาโรคโดยไม่ทราบสาเหตุ
ติดคอมพิวเตอร์คล้ายติดสิ่งเสพติดจนต้องเพิ่มขนาดปริมาณ เดี๋ยวอีก 10 นาทีจะนอน
กลายเป็นตีสาม และ 6 โมงเช้าต้องตื่นกลางวันต้องทำงาน ก็ดื่มกาแฟไปมาก
ๆ บางครั้งต้องใช้ยากระตุ้นประสาทเพื่อไม่ให้ง่วง ถ้ามีพฤติกรรมแบบนี้
คุณต้องคิดใหม่ทำใหม่ ด่วน!!!!
| |
| | |
4. ผลกระทบทางตรงของคอมพิวเตอร์ คือ ดวงตา
อาจเกิดอาการเบลอๆ มองภาพไม่ชัดเจน ซึ่งเกิดชั่วคราวจากรังสีที่แผ่ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
อาการที่เกิดขึ้นจากการมองจอภาพเป็นเวลานาน ๆ นี้เรียกว่า Computer Vision
Syndrome (CVS)
และเมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์ไปนาน ๆ หรือเพ่งจอมาก ๆ
จะทำให้รู้สึกว่าปวดตา อาจทำให้สายตา มีปัญหา เช่น สายตาสั้น จึงควรพักสายตา
เมื่อจ้องหน้าจอนาน ๆ จนเริ่มปวดตาควรหยุด โดยละสายตามองทางอื่น
หรือลุกขึ้นไปเพื่อผ่อนคลายก่อน แล้วจึงลงมานั่งทำงานต่อ อย่าฝืนมากเกินไปอาจจะเป็นผลเสียต่อตัวเอง
5. เกิดอาการ Repetitive Strain Injury หรือ RSI ซึ่งสามารถเป็นได้กับทุกส่วนของร่างกาย
จากการนั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์แบบไม่ถูกสุขลักษณะ ตั้งแต่แขน, ข้อมือ,
ข้อนิ้ว, แผ่นหลัง, ต้นคอ,
หัวไหล่ และสายตา เนื่องจากอวัยวะส่วนที่มีปัญหาถูกวางค้าง
ถูกทิ้งน้ำหนัก หรือกดทับนานๆ จนอักเสบ หากปล่อยไว้นานๆ อาจต้องผ่าตัดเอ็น ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้พยายามผลิตเครื่องป้องกันอันตรายจากคอมพิวเตอร์
ที่มีผลต่อร่างกาย เช่น ทำให้เมาส์มีรูปทรงการใช้งานในแบบขนานเหมาะมือ ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป
นอกจากนี้ยังมีการคิดค้นเพื่อสร้างโต๊ะวางคอมพิวเตอร์ และเก้าอี้นั่งพิมพ์ให้เหมาะสมกับร่างกาย
ของใหม่อาจจะมีราคาแพงกว่าของทั่วไป แต่ก็คุ้มกว่าค่ารักษาพยาบาล
และสุขภาพที่เสื่อมโทรม
ในอเมริกาอาการของโรค RSI เป็นโรคที่เกิดจากการทำงานที่
มีตัวเลขสูงเป็นอันดับหนึ่ง มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีประมาณ 300,000 คน
อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 20% พนักงานต้องขาดงานโดยเฉลี่ย
30 วันทำงานต่อปี แม้ขณะนี้ RSI จะยังไม่ใช่ปัญหาของสังคมไทย
แต่คาดว่าอนาคตอันใกล้ คนไทยจะมีเปอร์เซ็นต์จาก อาการเจ็บป่วยเมื่อใช้คอมพิวเตอร์นาน
ๆ มากขึ้น เพราะมีการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นจนน่ากลัวในทุกกลุ่มคน
6. ระวังจะเป็น Qwerty Tummy โรคที่ตั้งชื่อตามตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ด
ซึ่งอาจระบาดในที่ทำงานได้ หากว่าแป้นคีย์บอร์ดมีแบคทีเรีย สาเหตุเกิดจากอาหารเป็นพิษ
โดยผู้ใช้รับประทานอาหารไปพร้อมกับใช้งานคีย์บอร์ด การศึกษาแสดงว่าคีย์บอร์ดเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียที่น่ากลัวด้วยคนทำงาน 1 ใน 10 ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ด
และ 20% ไม่เคยทำความสะอาดเมาส์ ขณะที่ 50%ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดภายในเวลาหนึ่งเดือน ดังนั้นจึงควรทำความสะอาด คีย์บอร์ดเป็นประจำไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
ด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำหมาดๆ อย่างน้อยเดือนละครั้งเสมอ
8. จัดระเบียบเพื่อระบบสุขภาพที่ดี ด้วยการสำรวจท่านั่งเวลาทำงานของตัวเอง ควรนั่งตัวตรง ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ ประมาณ 18-24 นิ้ว เก้าอี้ที่ดีควรจะมีล้อ สามารถปรับพนักพิงได้ และต้องมีที่วางแขน โต๊ะควรจะมีพื้นที่ว่างสำหรับวางเครื่องมืออื่น
ๆ ในการทำงาน และ สุดท้ายที่อยากตระหนักกันให้มากคือ
อันตรายคลื่นลูกใหม่ที่มาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลอดภาพของจอคอมพิวเตอร์
เมื่อเราเปิดเครื่องใช้ก็จะมีรังสีแผ่ออกมา จึงไม่ควรนั่งใกล้จอเกินไป
โดยเฉพาะเวลาใช้แล็ปท็อปซึ่งทำให้เราต้อง นั่งใกล้เครื่องมากกว่าพีซี
ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แผ่นป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอคอมพิวเตอร์ที่ไม่แผ่พลังรังสีไฟฟ้าออกมา
แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ปลอดภัยกว่า หากไม่ใช้เครื่องก็ควรปิด โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องนอน
ข้อมูลข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน Blog IT Tips ทุกท่าน โดยเฉพาะ 7 นิสัยเสียสุขภาพ
ที่ควร ลด ละ เลิก เป็นพฤติกรรมที่ส่วนใหญ่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ยังกระทำอยู่ เราๆ ชาวสาธารณสุข
ซึ่งดูแลเรื่องสุขภาพควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อสุขภาพที่ดีและหลีกเลี่ยงต่อการเสี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ นะครับ
และอย่าลืมเข้ามาแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น หรือให้กำลังใจกันได้นะครับ
ผู้จัดหาข้อมูล :
จิระเดช พลสวัสดิ์ งานสารสนเทศ
สคร.5
ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : www.kapook.com
วันนี้ได้เข้าร่วมการถอดบทเรียน “การวิจัยอย่างไรให้ได้รางวัล” ซึ่งงานพัฒนางานวิจัยเป็นเจ้าภาพ
ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือการนำเสนอในเวทีต่างๆ ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรม Powerpoint ซึ่งการออกแบบก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยเสริมเนื้อหาให้น่าสนใจขึ้น
จากประสบการณ์อันน้อยนิดและจากการหาข้อมูลเพิ่มเติม
จึงขอแนะนำหลักการออกแบบและการใช้ Powerpoint สามารถแยกออกได้เป็น 2
ประเด็น คือ “ด้านการออกแบบ”
กับ “ด้านเทคนิค”
ด้านการออกแบบ
ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ การเลือกใช้คู่สีที่ไม่เหมาะสมระหว่างตัวอักษรกับพื้นหลัง
ทำให้คนดูมองเห็นได้ไม่ชัดเจน แนวทางที่เหมาะสมในการออกแบบคือ
1.
มีงานวิจัยพบว่า ควรใช้พื้นหลังเป็นสีเข้มมากกว่าสีอ่อน
เนื่องจากสีเข้มจะช่วยลดแสงสว่างจากจอฉาย ทำให้รู้สึกสบายตามากกว่าการใช้สีอ่อนเป็นพื้นหลัง
ช่วยลดความล้าของสายตาหากต้องเพ่งมองนานๆ แต่อย่างไรก็ตามการบรรยายทั่วไปที่ไม่ได้เปิดให้ผู้ชมจ้องนานๆ
ก็สามารถเลือกใช้พื้นหลังสีอ่อนได้
2.
นอกจากนี้ในการเลือกสีพื้นหลัง ต้องพิจารณาขนาดของห้องบรรยาย หากเป็นห้องขนาดเล็กไม่เกิน 20
ฟุต จากผู้พูดถึงผู้ฟังคนหลังสุด สามารถใช้ได้ทั้งพื้นหลังสีเข้มหรือสีอ่อน แต่ถ้าเป็นห้องที่ระยะไกลกว่า 20
ฟุต ไม่ควรใช้พื้นหลังสีเข้ม
เพราะจะทำให้คนที่อยู่หลังๆ อ่านยาก ทางที่ดีควรใช้พื้นหลังสีอ่อน หรือหากจำเป็นต้องใช้พื้นสีเข้มเพื่อให้เข้ากับเรื่องที่บรรยาย
ก็ควรเพิ่มขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ
3.
หากใช้ภาพถ่ายหรือกราฟิกเป็นพื้นหลัง ควรระวังเรื่องการทำให้อ่านตัวอักษรยากเพราะภาพส่วนใหญ่จะมีลวดลาย
ฉะนั้นควรทำการลดหรือเพิ่มความเข้มของภาพเพื่อให้ตัวอักษรมองเห็นได้ชัดขึ้น
ไม่จมไปกับพื้นหลัง หรือใช้การสร้างกรอบสีเหลี่ยมวางไว้หลังข้อความเพื่อช่วยให้อ่านข้อความได้
ชัดขึ้น
4.
การเลือกใช้คู่สีที่เหมาะสมระหว่างตัวอักษรกับพื้นหลัง
ตามหลักสากลก็คือ พื้นสีเข้มตัวอักษรสีอ่อน หรือพื้นสีอ่อนตัวอักษรเข้ม เช่น อักษรขาวหรือเหลืองบนพื้นน้ำเงินหรือพื้นดำ
อักษรดำบนพื้นเหลืองหรือพื้นขาว เป็นต้น
5.
หลีกเลี่ยงการจับคู่สีข้อความกับพื้นหลังที่ตัดกันหรือกลืนกันจนมากเกิน
ไป เช่น แดงกับเขียว น้ำเงินกับแดง น้ำเงินกับเขียว เพราะจะทำให้อ่านยากและปวดสายตา
(อาจยกเว้นได้ในกรณีที่ต้องการเน้นบางคำ เช่น หัวข้อ หรือ คำสำคัญ)
6.
การใช้สีตัวอักษรที่แตกต่างไปจากข้อความอื่นๆ จะเป็นการเน้นให้ผู้เรียนสนใจบริเวณนั้นมากขึ้น
แต่ไม่ควรใช้สีมากเกินกว่า 3 สี รวมสีพื้นหลังด้วย
อย่างไรก็ตามต้องระวังให้สีทั้งหมดไปด้วยกันได้ดี โดยไม่ขัดแย้งกัน
ตัวอย่างการใช้สีพื้นหลังกับสีตัวอักษร


ด้านเทคนิค
1.
เปิดไฟล์ไม่ได้ มักเกิดกับการใช้เครื่องของผู้อื่นในการนำเสนอ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะ
save มาไม่สมบูรณ์ หรือใช้โปรแกรมคนละ Version กัน หากเราใช้ Version
สูงๆ เช่น 2007 เราก็ควรจะ save ไฟล์ version 2003 มาด้วย และก็ไม่ควร save มาเพียงไฟล์เดียวใน Flash drive อาจสำรองไว้ในแผ่นซีดีด้วย
หรือส่งเมล์แนบไฟล์ไว้ในอีเมล์ของตัวเอง เผื่อเกิดปัญหากับ Flash drive หรือซีดีที่เตรียมมา
2.
Font อ่านไม่ออกหรือเพี้ยน สาเหตุมาจากการออกแบบในเครื่องหนึ่งแต่ไปใช้งานกับอีกเครื่องหนึ่ง
ส่วนใหญ่เป็นเพราะ version ที่ต่างกันของโปรแกรม รวมทั้งการเลือกใช้ font ที่เครื่องทั่วๆ ไปไม่มี ดังนั้นผู้ที่ใช้ font แปลกๆ
เพื่อความสวยงาม จึงควรแนบไฟล์ font ที่ใช้มาด้วย เพื่อนำไปลงในเครื่องที่นำเสนอ
แต่หากใช้ windows คนละรุ่นกัน แม้จะมี font ในเครื่องแล้วก็อาจทำให้ผิดเพี้ยนได้ แก้ไขโดยการ save ไฟล์ powerpoint เป็นไฟล์รูปแบบอื่น
เช่น ไฟล์รูปภาพ หรือไฟล์ pdf เผื่อไว้
หากใช้ powerpoint เปิดแล้วผิดเพี้ยนไปมาก
ก็สามารถใช้โปรแกรมดูภาพ เช่น acdsee หรือโปรแกรม acrobat
reader ดูไฟล์ pgf แทนได้ หรือใช้เทคนิคการฝัง font เพื่อเอาไปเปิดที่อื่นแล้วจะได้ไม่เพี้ยน
วิธีการฝัง Font ในเอกสาร
- เปิดไฟล์ Powerpoint
- คลิ๊กที่เมนู เครื่องมือ
> คลิ๊กที่
ตัวเลือก...

- คลิ๊กที่แท็บ
บันทึก > คลิ๊กเลือก * ฝังแบบอักษรTrue Type > คลิ๊กเลือก * อักขระฝังตัวทั้งหมด

- คลิ๊กปุ่ม ตกลง
3.
ใช้ effect มาก ทำให้การแสดงผลช้า น่ารำคาญ
สาเหตุจาก Spec ของเครื่องที่ใช้นำเสนอ ต่ำกว่าเครื่องที่ใช้สร้าง การแสดงผล (effect) หรือเสียงที่ใส่ลงไปมาก
กว่าจะเล่น effect ครบแต่ละหน้าก็ต้องใช้เวลานานขึ้น ทางที่ดีไม่ควรใช้
effect มากเกินไป และควรใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนั้นการเชื่อมโยง
(Link) ที่ใส่เข้าไปก็ทำให้การนำเสนอสับสนวุ่นวายเพราะต้องเสียเวลาเชื่อมโยงกลับไป
บทเรียนสำคัญคือ powerpoint ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ความสามารถทางด้านเทคนิคของโปรแกรมให้มากที่สุด
แต่ขึ้นอยู่กับการใช้เทคนิคอย่างไรจึงจะเหมาะสมหรือพอเพียง
อย่าให้เทคนิคของ powerpoint เข้ามาแย่งความสนใจเพราะผู้นำเสนอต้องเป็นศูนย์กลางความสนใจไม่ใช่เทคนิคที่มากจนเกินพอดี
4.
การตั้ง screen saver / turn off monitor
บางครั้งเครื่องที่ใช้นำเสนอมีการตั้ง screen saver ไว้ เช่น
หากไม่มีการขยับเมาส์ก็ให้เปลี่ยนหน้าจอเป็นภาพที่ตั้งไว้ หรือบางทีสัญญาณก็หายไปเลยเพราะตั้ง
turn off monitor ไว้เพื่อประหยัดพลังงาน ฉะนั้นก่อนที่เริ่มการนำเสนอเราควรจะตรวจดูให้ดีก่อนนะครับว่าเครื่องที่ใช้มีการตั้งโหมดนี้ไว้หรือไม่
หรือให้เจ้าหน้าที่ควบคุมให้ช่วยดูให้ก็ได้
5.
รายละเอียดหรือภาพที่อยู่ติดขอบเฟรมหายไป
เป็นเพราะการกำหนดขนาดหน้าจอของคอมพิวเตอร์กับเครื่องฉายไม่สัมพันธ์กัน
ฉะนั้นก่อนเริ่มนำเสนอจริง เราจึงควรทดลองเปิดดูก่อนทุกหน้าทุกเฟรมของ Powerpoint ว่ามีส่วนที่ขาดหายไปหรือไม่
ถ้าพบว่าขาดหายไปก็ควรให้เจ้าหน้าที่ควบคุมปรับแต่งคอมพิวเตอร์กับเครื่องฉายให้พอดีกัน
หรือควรออกแบบโดยเหลือพื้นที่ขอบๆ เฟรมหรือหน้าจอไว้เล็กน้อย
6.
บันทึกการกู้คืนอัตโนมัติ
เพื่อป้องกันเวลาขณะทำงานแล้วเครื่องแฮ้งค์
ทำให้สามารถกู้เอกสารขึ้นมาได้ โดยมีวิธีการบันทึกการกู้คืนอัตโนมัติดังนี้
- เปิดโปรแกรม Powerpoint
- คลิ๊กที่เมนู เครื่องมือ
> คลิ๊กที่
ตัวเลือก > คลิ๊กแท็บ บันทึก > เลือก R บันทึกการกู้คืนอัตโนมัติทุกๆ
...ระบุเวลาที่จะบันทึกอัตโนมัติ... นาที
- คลิ๊กปุ่ม ตกลง
ขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://www.agri.kmitl.ac.th/km/blog/?p=265
http://advance.exteen.com/20070622/microsoft-office-hang-font