Last edit on 23/8/2551 0:00:00
การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ :
ความรู้ทั่วไป
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนกำลังคนหรือที่เรียกกันว่า HRP การวางแผนทรัพยากรมนุษย์
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ
และมีทรัพยากรที่เพียงพอต่อการทำงาน
ซึ่งกระบวนการนี้ต่อเนื่องจากการวิเคราะห์งาน JA (หากท่านยังไม่เข้าใจ ควรศึกษาเพิ่มเติม) หากท่านยังสงสัยว่า
HRP นี้สำคัญอย่างไร ไม่ทำได้หรือเปล่า และงานนี้ใครจะเป็นผู้ทำ
ลองศึกษาใหม่อีกครั้งนะครับ
การวางแผนทรัพยากรมนุษย์มีความสัมพันธ์กับ
แผนกลยุทธ์ ซึ่งถือว่าเป็นแผนแม่บทขององค์กรก็ว่าได้ ไม่ว่าองค์กรของท่านจะทำแผนงานการผลิตการตลาดหรือ
อื่นๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
ที่ต้องจัดทำไว้ล่วงหน้าทั้งสิ้น
หากขาดการวางแผนทรัพยากรมนุษย์แล้ว องค์กรก็ไม่มีความมั่นคงได้อย่างแน่นอน
สังเกตได้จาก การปรับเปลี่ยนผังโครงสร้างบ่อยๆ(ปรับตามตัวคน) ปรับเปลี่ยนระดับพนักงานอยู่ประจำ (ปรับขึ้นๆ ลงๆ ในตำแหน่งเดิม) คนล้นงาน
คนขาดไม่เพียงพอ อื่นๆ ตรงกันข้ามหากองค์กรได้มีเป้าหมาย
มีการวางแผนที่แน่นอนทำให้การบริหารงานตามโครงการ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุด การวางแผนทรัพยากรมนุษย์นั้นช่วยแก้ปัญหากำลังคนที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที
และสามารถใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีการคาดคะเนความต้องการด้านบุคลากรเพื่อรองรับกับงานและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
Human
Resource Planning โดยทั่วไปจะใช้คำย่อว่า
HRP
หรือจะเรียกว่า การวางแผนกำลังคน Manpower Planning
หรือ Personnel Planning หรือ
Employment Planning เป็นต้น
มีผู้ให้คำนิยามต่างๆมากมายเกี่ยวกับ
Human
Resource Planning มากมาย เช่น
SiamHRM ให้คำนิยามว่า
HRP เป็นการประมาณการด้านกำลังแรงงานอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์
และสอดคล้องกับการดำเนินงาน
ในปัจจุบันของแต่ละองค์กรและมีการจัดสรรกำลังแรงงาน
ให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของแต่ละคนรวมถึง
การจัดทำแนวทางในการธำรงรักษาบุคลากร
อย่างเหมาะสม
ธงชัย สันติวงษ์ ให้คำนิยามเชิงปฏิบัติการไว้อย่างละเอียดว่า
การวางแผนทรัพยากรมนุษย์เป็นการพยากรณ์ความต้องการพนักงานต่างๆ สำหรับอนาคต
โดยเปรียบเทียบกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในการดำเนินการจะมีการพิจารณาถึงจำนวนและประเภทของพนักงานทีต้องทำการสรรหาและรับเข้าใหม่
หรือที่ต้องออกไปจากองค์กร หรือจะสรุป ได้ว่า
การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ คือ กระบวนการที่ทำให้หน่วยงานมั่นใจว่ามีสิ่งต่อไปนี้
ได้แก่
1. มีจำนวนและประเภทของทรัพยากรบุคคลตรงตามความต้องการ
2. มีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมบรรจุไว้ตรงตามที่งานต้องการ
3. มีทรัพยากรบุคคลไว้พร้อมในทุกโอกาสที่องค์กรมีความต้องการ
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้ให้ความหมายว่า
การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ หมายถึงการดำเนินการอย่างเป็นระบบในการวิเคราะห์และพยากรณ์เกี่ยวกับอุปสงค์
(Demand) และอุปทาน (Supply) กำลังคน เพื่อนำไปสู่การกำหนดกลวิธีที่จะให้ได้กำลังคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างเหมาะสมอย่างเพียงพอทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ
มาปฏิบัติงานเวลาที่ต้องการ โดยมีแผนการใช้และพัฒนาทรัพยากรบุคคลเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษากำลังคนที่เหมาะสมไว้กับองค์กรอย่างต่อเนื่องและทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มศักยภาพ
จากความหมายดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ หมายถึงกระบวนการวิเคราะห์และคาดคะเนความต้องการทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตอย่างเป็นระบบ
โดยระบุจำนวน ประเภทของบุคคลที่จะปฏิบัติงาน รวมถึงระดับของความรู้ ทักษะ ความสามารถที่ต้องการ
เพื่อให้องค์กรมั่นใจว่ามีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และมีจำนวนเพียงพอกับการปฏิบัติงานในอนาคต
พร้อมทั้งกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ และมีแผนการใช้บุคลากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร
จุดประสงค์ของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
1. เพื่อการคาดคะเน กำลังแรงงานให้เหมาะสมกับงานและระยะเวลา โดยคำนึงถึง
ความรู้ ทักษะ และความสามารถตามตำแหน่งงานนั้นๆ
2.
เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดแผนกลยุทธ์ ในแต่ละด้านขององค์กร
เช่นด้านการตลาด ด้านการผลิต และด้านอื่นๆ
3. เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กรมีความเข้าใจในกรอบและแผนอัตรากำลังคน สำหรับเตรียมหามาตรการรองรับ
และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ กำลังแรงงานในอนาคต
4. เพื่อธำรงไว้ในเรื่องจำนวนและคุณภาพ ของทรัพยากรบุคคล ที่ต้องการ
5.เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับสภาพของทรัพยากรบุคคลในหน่วยงานต่างๆ
ภายในองค์การ ซึ่งจะเชื่อมโยง ไปถึงการไกล่เกลี่ยกำลังคนระหว่างหน่วยงานในอนาคต
ความสำคัญของการวางแผนทรัพยากรมนุษย์
ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตหรือการดำเนินกิจการของหน่วยงาน
การที่จะได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องมีการวางแผน ทั้งนี้เพราะการวางแผนทรัพยากรมนุษย์มีความสำคัญดังต่อไปนี้
1. ช่วยให้องค์การสามารถที่จะพยากรณ์เกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ในอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งถ้าได้มีการคาดการณ์ ก็จะได้มีมาตรการ เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำให้ปัญหาที่องค์การจะต้องเผชิญในอนาคตด้านกำลังคน ลดความรุนแรงลงได้ ยังผลให้องค์การสามารถดำเนินการได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
2. ช่วยให้องค์การสามารถจัดปริมาณ ประเภท และระดับทักษะของทรัพยากรบุคคลในองค์การให้เหมาะสมกับงานในระยะเวลาที่เหมาะสม
เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่กำหนดให้ ซึ่งจะเป็นผลทำให้ทั้งองค์การและบุคลากรมีการปฏิบัติงานที่บรรลุวัตถุประสงค์ทีกำหนดไว้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพและได้รับผลประโยชน์สูงสุดในระยะยาว
3. ช่วยให้องค์การสามารถวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงานในแต่ละกลุ่มงาน และในแต่ละระดับความรับผิดชอบได้
และช่วยให้ พนักงานมีความพึงพอใจในการทำงาน
4. ช่วยให้องค์การทราบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสมรรถนะของทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ทำให้มีการปรับการใช้กำลังคนให้ยืดหยุ่นตามสภาพการณ์ทีเปลี่ยนแปลงไป
5.
เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคล ให้เข้ากับกระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ขององค์การ
ซึ่งแผนการบริหารทรัพยากรบุคคล ที่สมบูรณ์ เสมือนเข็มทิศชี้นำการปฏิบัติให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 277 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/jaMe024.blog?PostID=5001
29/7/2551 23:38:00
คน
คือ อาวุธที่สำคัญของธุรกิจ
เพราะคน อาจทำให้เงินในบัญชี
จาก 0 กลายเป็น 1,000,000
HR นั้นมีหน้าที่เฟ้นหา คัดเลือกคนเข้ามาเพื่อหาคนอย่างที่ว่า
มาทำงานด้วย และรักษาเขาให้อยู่กับบริษัทไปนานๆ หรือ เจียระไนเพชรชั้นดีในโคลนตม เพื่อให้เขาสามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา
HR ห่วยบริษัทร่อแร่
HR เก่งบริษัทติด TOP 100
เปรียบไป HR ก็แมวมองดีๆนั้นเอง รวมทั้ง
เป็นทัง คนแต่งเพลง คนคิดท่าเต้น คนคิด concept เป็น stylist
เป็น คนจ่ายเงินให้นักร้องเพื่อเป้าหมายเดียวคือทำให้คนทีรับเข้ามา
หรือคาดว่าจะรับเข้ามาก่อผลกำไรต่อองค์การได้อย่างคุ้มค่า
กับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด
และทำให้องค์กรนั้นมีอาวุธ ที่บริษัทอื่นลอกเลียนไม่ได้
ก็คือ
พนักงานชั้นดี
เมื่อพนักงานชั้นดีเป็นอาวุธ แล้วบริษัทอื่นก็อยากได้อาวุธขึ้น
ก็ต้องมีการค้าอาวุธ แต่อาวุธนี้ซื้อขายโต้งๆ ไม่ได้ HR อีกนั้นแหละที่ต้องรักษา อาวุธ ซึ่งก็คือพนักงานชั้นดี เอาไว้ให้ได้
ไม่ให้ HR มิดฟิวล์จอมบุกของบริษัทคู่แข่ง
แย่งลูกเอาไปทำประตูได้ วิธีการคล้ายๆ กับสโมสรฟุตบอลยุโรปก่อนเปิดฤดูกาล
นั้นก็คือการซื้อตัว
HR ต้องเป็นทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับ HR เหมือนฝ่ายจัดซื้อที่ต้องหาวัตถุดิบชั้นเทพมาป้อนให้บริษัท
เห็นไหม HR เป็นได้มากกว่าที่คุณคิด
ถ้าแปลตรงตัว ก็แปลว่า ทรัพยากรที่เป็นมนุษย์ครับ
เกิดจากแนวความคิดที่ว่า องค์กรนั้นเป็นแหล่งรวมและ
ขับเคลื่อนโดยทรัพยากรต่าง
ๆ อาทิ เงินทุน กำลังการผลิต สินค้าคนคลัง รวมไปจนถึงคนที่ทำงาน
หน่วยงาน HR จึงเกิดขึ้นมาจากแนวความคิดที่ว่า
คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดต่อการดำเนินงานและการเจริญก้าวหน้าขององค์กร
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องมีหน่วยงาน HR มาคอยดูแล
คัดหา รักษา และพัฒนาทรัพยากรตัวนี้ให้สามารถสร้างผลงานตอบแทน
แก่บริษัทมากที่สุด
ยุค Human Relations
แต่ปัญหาอยู่ที่ คนก็คือคน มีชีวิตจิตใจ
ไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะมามองว่าเป็นทรัพยากร แล้วพยายามจะจัดการพวกเราให้ทำงานให้คุณให้ได้มาก
ๆ คนมีเป้าหมายส่วนตัวด้วย เช่นด้านครอบครัว อนาคต หรือ ความภาคภูมิใจ บริษัทที่เข้าใจจุดนี้จึงได้เปลี่ยน
HR จากที่เคยเป็น Human Resource เป็น
Human Relations หมายถึงแรงงานสัมพันธ์ นั่นคือการดูแลพนักงานโดยใส่มิติเรื่องความเป็นมนุษย์ลงไปด้วย
ทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน
แรงงานยุคอนาคต
แต่สำหรับการแข่งขันในทุกวันนี้ Human Relation นั้นยังไม่เพียงพอหรอก เพราะคนนั้นมีความแตกต่างกัน เราเชื่อกันว่า
ศักยภาพของแต่ละคนนั้นมีมากมาย แต่บางคนมีโอกาสได้นำมาแสดงออกได้มาก
บางคนกลับไม่มี คนที่โชคดี ได้งานเข้าทาง มีแรงสนับสนุน
ได้รับเวทีให้ขึ้นแสดงฝีมือก็มีความสุข การงานเติบโต
แต่คนที่โชคร้ายได้งานไม่เข้าทาง หรือไม่ได้รับแรงสนับสนุนพอเพียง ก็ไม่เติบโต ส่งผลให้เกิดทัศนคติที่ไม่มีต่อบริษัท
สิ่งเหล่านี้แค่ระดับ HR คงเข้าไปไม่ถึง วิธีแก้ก็คือ
ต้องพัฒนาระดับความสัมพันธ์ในระดับ partnership
เราพยายามดูแลลูกค้าให้กลายเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ แล้วทำไมเราจะไม่ทำให้ลูกจ้างกลายเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจบ้าง
หล่ะ
ให้โอกาสเขามีหุ้นส่วนในบริษัท ให้เขาได้เป็นเจ้าของบริษัทด้วย ถ้ามาถึงระดับนี้ได้
ทุกคนจะทำงานเต็มที่ จะพัฒนาตัวเองเต็มที่ เพื่อนำความสามารถมาพัฒนาองค์กร
และจะเคารพซึ่งกันและกัน เพราะทุกคนล้วนเป็นเจ้าของบริษัท
HR
คืออะไร
หลายคนคงตอบได้ทันทีแบบไม่ต้องคิดให้ยุ่งยากเลยว่า...
“ก็ฝ่ายบุคคลงัย”
“ฝ่ายที่สัมภาษณ์คนเข้ามาทำงาน”
“ฝ่ายที่ดูแลสวัสดิการให้กับพนักงานทุกคน”
“ฝ่ายที่พัฒนาพนักงานในเรื่องต่างๆ
ตามหน้าที่ที่รับผิดชอบและตามทิศทางขององค์กร”
หรือแม้กระทั่งบางคนอาจตอบได้ครอบคลุมทุกงานของ
HR แบบนี้...
“ฝ่ายคัดเลือก สรรหา พัฒนา และบริหารจัดการบุคลากร”
ฝ่าย
HR (ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า HR เพื่อความสะดวกและเข้าใจตรงกัน)
ที่เรียกกันแบบอินเตอร์ๆ ว่า Human Resources Department หรือจะเรียกแบบพี่ไทยก็คือ
ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง มีวิวัฒนาการมาจากฝ่ายบุคคล หรือ Personnel
Administration Department ในอดีต
ส่วนจะพัฒนาเป็นฝ่ายอะไรต่อไปในอนาคต ต้องมาตามกันต่อ
เมื่อก่อนพอพูดถึงฝ่ายบุคคล
หลายคนมองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญงานด้านเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับพนักงาน (Admin)
และอาจได้ยินคำจำกัดความแบบนี้... “รับคนเข้า เอาคนออก
ตรวจบัตรตอก ออกใบเตือน” ซึ่งนั่นเป็นงานประจำ (Routine) ของฝ่ายบุคคลในอดีตจริงๆ
ที่เน้นในเรื่องกระบวนการทำงานมากกว่าจะเน้นที่มูลค่าเพิ่มในการบริหารบุคลากรที่องค์กรมีอยู่
แม้ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น HR แล้ว งานพวกนี้ก็ยังต้องทำอยู่
เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเราเรียกกันว่างานหลังบ้าน
แต่การให้ความสำคัญหรือการให้เวลากับงานประเภทนี้ต้องลดลง
ไม่ว่าจะด้วยการลดขั้นตอนการทำงาน
หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็ตามแต่ที่เห็นว่าเหมาะกับแต่ละองค์กร
โดยทั่วไปงาน
HR จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ HRM (Human Resources
Management) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และ HRD (Human
Resources Development) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
โดยมีรายละเอียดของแต่ละกลุ่มงานดังนี้
กลุ่มงาน
HRM (Human Resources Management)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ จะประกอบด้วยงานตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มรับคนเข้ามาทำงาน
การจ่ายค่าจ้างเงินเดือน สวัสดิการ ฐานข้อมูลพนักงาน เวลาปฏิบัติงาน
รวมถึงกิจกรรมสัมพันธ์ต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อให้เกิดความรักในหมู่พนักงาน
และรักองค์กร ซึ่งฝ่ายที่สังกัดในกลุ่ม HRM ก็คือ ฝ่ายสรรหา
(Recruitment) ฝ่ายค่าจ้าง ค่าตอบแทน และฐานข้อมูล (Compensation
& Database) ฝ่ายสวัสดิการบริการ (Employee Service) เป็นต้น
กลุ่มงาน HRD (Human
Resources Development) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
จะประกอบด้วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายฝึกอบรมและพัฒนา (Training and Development หรือที่หลายองค์กรในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ว่า
Learning and Development เนื่องจากคำว่า Learning มีความหมายที่กว้างและครอบคลุมกว่าคำว่า Training นั่นเอง)
ฝ่ายพัฒนาองค์กร (Organization Development)
ฝ่ายสื่อสารภายในองค์กร (Internal Communication) เป็นต้น
ฝ่ายต่างๆ
ในทั้งสองกลุ่มงานนี้อาจมีหรือไม่มีในบางองค์กรก็ได้
นั่นก็ขึ้นอยู่กับสถานะของแต่ละองค์กร องค์กรขนาดเล็กอาจมีแค่ฝ่าย HR แล้วแบ่งเป็นแผนกต่างๆ
ซึ่งไม่ได้แยกว่าเป็น HRM หรือ HRD บางองค์กรอาจมีการแยกไว้อย่างชัดเจน
องค์กรขนาดใหญ่ก็อาจจำเป็นต้องมีฝ่ายสื่อสารภายในองค์กร
เพื่อดูแลเรื่องราวข่าวสารต่างๆ
แต่ในองค์กรขนาดเล็กอาจฝากงานสื่อสารนี้ไว้กับฝ่ายฝึกอบรมและพัฒนาก็ได้
ซึ่งการจัดการโครงสร้างงาน HR ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว
สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามขนาด สถานะ ธรรมชาติ
และเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของแต่ละองค์กรในเวลานั้นๆ
เมื่อพูดถึงธรรมชาติและเป้าหมายการดำเนินธุรกิจขององค์กร
ก็ทำให้นึกถึงฝ่ายงานน้องใหม่ล่าสุดของ HR ที่มาแรงแซงทางโค้งรุ่นพี่หน้าเก่าได้แบบไม่เห็นฝุ่น
นั่นก็คือ Fun Department ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการที่มาจากพื้นฐานของงาน
Employee Relations หรือ Employee Service นั่นเอง แล้วนำมาผสมผสานกันอย่างลงตัวกับงานสื่อสารการตลาด
ด้วยการดีไซน์กิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร
ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นต้องใช้หลักการสื่อสารและการตลาดเข้าช่วย
เพื่อทำให้กิจกรรมน่าสนใจ มีคุณค่ามากกว่าเดิม และตอบโจทย์ที่องค์กรตั้งไว้อีกด้วย
Department จึงเป็นฝ่ายที่ทำหน้าที่สร้างความสุข
ความสนุกให้เกิดขึ้นในการทำงาน เหมือนอย่างที่บริษัทบัตรเครดิต KTC ได้ระบุไว้ใน "Scope of work" (คำบรรยายลักษณะงานแบบย่อ)
ว่าหน้าที่ของทุกคนใน Fun Department คือ
ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้บุคลากรของบริษัท "ทำงานได้ผล คนมีความสุข"
เท่านั้นก็พอ ดังนั้น คนที่จะมาทำงาน HR ใน Fun
Department จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่จบมาด้าน HR โดยตรง คุณจะจบการตลาด การสื่อสารมวลชน ภาษาอังกฤษ
หรือแม้แต่บรรณารักษ์ศาสตร์ คุณก็มาทำงานนี้ได้ เพียงแค่คุณมีไอเดีย
และแนวคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ให้เกิดขึ้นได้ก็พอ
แม้ว่ายังมีบริษัทไม่มากนักที่เปิดตัวออกมาว่าตัวเองให้ความสำคัญกับความสนุกในการทำงานของพนักงาน
เพราะตระหนักว่า ความสนุกนั้นจะทำให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น
และท้ายที่สุดก็จะส่งผลถึงประสิทธิภาพของงานต่อไป
แต่ฉันก็เชื่อว่ามีหลายองค์กรทีเดียวที่เริ่มสร้างวัฒนธรรมความสนุกในการทำงานให้เกิดขึ้นในองค์กรบ้างแล้ว
แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่รันโครงการแบบ Full Option และคงอีกไม่นานนักเราคงจะได้เห็นการเปิดตัววัฒนธรรมความสนุกในการทำงาน
(Fun Culture) ขององค์กรต่างๆ ทยอยออกมาอีกเพียบ…เชื่อสิ เพราะมันดีจริงๆ นะ
ที่พูดถึง
Fun
Department ขึ้นมา
ก็เพื่อต้องการจะบอกว่ายังมีรูปแบบและโครงสร้างของงาน HR อีกมากมายที่กำลังเข้าสู่การกลายพันธุ์
เพื่อพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับโจทย์หรือความต้องการขององค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากขึ้น
ใครจะไปรู้ล่ะว่า...ต่อไปฝ่ายสรรหาจะพัฒนาตัวเองกลายเป็น
Recruitment Academy โดยนำไอเดียมาจาก
AF Academy ก็เป็นได้
ด้วยการเปิดรับสมัครผู้บริหารซักหนึ่งตำแหน่ง
แล้วให้มาอยู่ในบ้านเดียวกันหนึ่งเดือน
ให้โจทย์แต่ละสัปดาห์ด้วยการมอบโปรเจ็คต่างๆ ให้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ
แล้วเฝ้ามองพฤติกรรม ทักษะ และความสามารถของแต่ละคน
จากนั้นให้พนักงานทุกคนโหวตเลือกมาเพียงหนึ่ง
เพื่อให้เขาหรือเธอคนนั้นมาทำงานให้กับองค์กร...พูดเล่นๆ อย่างนี้ ก็ไม่แน่นะ
อาจจะมีองค์กรไหนสักองค์กรที่แอบร่างแผนงานของโปรเจ็คนี้อยู่ก็ได้...จะเรียกโปรเจ็คนี้ว่า
CEO Academy ก็คงไม่เลว
เมื่อเห็นถึงการพัฒนา
การปรับเปลี่ยน ไปจนถึงการกลายพันธุ์ของงาน HR ที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมดแล้ว
คงจะทำให้ทุกคนเข้าใจกันแล้วว่า
ทำไมปัจจุบันนี้มีน้อยบริษัทนักที่ยังคงเรียกหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเรื่องบุคลกรของตัวเองว่า
“ฝ่ายบุคคล” อยู่
ก็มันทำให้เห็นภาพของคนตกยุคน่ะสิ
ไม่ทันสมัยเอาซะเลย อย่างนี้จะโทรไปเรียกผู้สมัครเข้ามาสัมภาษณ์งานก็ไม่กล้าบอกว่า
“ติดต่อจากฝ่ายบุคคลบริษัทเอเอนะคะ” ก็ตอนนี้ที่ไหนๆ
เขาก็ใช้คำว่า HR จนทั่วเมืองกันไปหมดแล้ว
นอกจากเราจะไม่กล้าพูดชื่อฝ่ายแล้ว ดีไม่ดีผู้สมัครบางคนอาจปฏิเสธที่จะเข้ามาสัมภาษณ์กับเราก็เป็นได้
เพราะเขาคงคิดว่าบริษัทของเรายังล้าหลัง
ไม่เห็นความสำคัญของการรักษาและพัฒนาบุคลากร ว่าเข้าไปนั่น...ซึ่งมันก็อาจจะจริง
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 267 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/jaMe024.blog?PostID=5000
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน