เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1165 คน
ทั่วไป
 
หัวข้อล่าสุด
 
   
     
 
ปฎิทิน
 
 

<กันยายน 2557>
 
3525262728293031
361234567
37891011121314
3815161718192021
3922232425262728
40293012345
 
     
 
สถิติบลอกนี้
 
 
  • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 12533
  • เฉพาะวันนี้ 3
  • ความคิดเห็น 19
  • จำนวนเรื่อง 5
ให้คะแนนบลอกนี้
แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
 
     
กฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 54105
Last Updated On: 14 ตุลาคม 2550 - 9:02:00

 

กฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม (54105)

หน่วยที่ 1 วิวัฒนาการกฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพ
กฏหมาย มี 4 ประเภท คือ กฏหมายมหาชน กฏหมายเอกชน กฏหมายระหว่างประเทศ และกฏหมายพิเศษ ซึ่งมีทั้งกฏหมายลายลักษณ์อักษรและกฏหมายจารีตประเพณี การบังคับใช้นั้นได้กำหนดวันบังคับใช้ วันสิ้นสุดและอาณาเขตไว้ชัดเจน
• กฏหมายลายลักษณ์อักษร ใช้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา คือ ประมวลกฏหมายและพระราชบัญญัติ ส่วนกฏหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ได้แก่ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา และกฏกระทรวง ส่วนกฏหมายที่ออกโดยองค์การปกครองตนเองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เทศบัญญัติ ข้อบังคับสุขาภิบาล
• กฏหมายจารีตประเพณี ใช้บังคับกรณีเกิดช่องว่างทางกฏหมายหรือเพื่อขยายความกฏหมายลายลักษณ์อักษร
ประเภทของกฏหมาย มี 4 ประเภท
1. กฏหมายมหาชน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับราษฎร ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฏหมายอาญา ศาลยุติธรรม กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
2. กฏหมายเอกชน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ในรัฐเดียวกัน ได้แก่ ประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์
3. กฏหมายระหว่างประเทศ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรือกรณีใช้กฏหมายขัดกัน หรือความผิดทางอาญาของคนต่างชาติ เช่น กฏหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล กฏหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
4. กฏหมายพิเศษ คือกฏหมายที่มีลักษณะของกฏหมายมหาชนและกฏหมายเอกชน เช่น กฏหมายแรงงาน กฏหมายว่าด้วยเรื่องเด็ก
กฏหมายคือ กฏ ข้อบังคับที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขความขัดแย้งของสมาชิกในสังคม หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษ
การบังคับใช้ กฏหมายจะใช้ได้ภายหลังวันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีการกำหนดวันสิ้นสุดเมื่อมีกฏหมายใหม่ออกมาแทนและมีการกำหนดอาณาเขตในการบังคับใช้ไว้แน่นอน
กฏหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง
• ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าด้วยการจ้างแรงงาน มาตรา 515 , มาตรา 575 กฏเกณฑ์เกี่ยวกับการเลิกจ้าง นายจ้างไม่มีสิทธิบอกเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างขาดงานไปด้วยเหตุอันสมควร , มาตรา 582 และ 583 เกี่ยวกับการการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาและการเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างทำความผิดร้ายแรง
• พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ( ใช้แทน ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 16 มี.ค.2515 - ปว103) เกี่ยวกับ เวลาทำงาน เวลาพัก วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดประจำปี วันหยุดพักผ่อนประจำปี การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด กาลาป่วย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานหญิง ค่าจ้างขั้นต่ำ เงินค่าทดแทน ค่าชดเชย
• พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
• พ.ร.บ.เพิ่มเติมอื่นๆ เช่น พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 , พรบ.สาธารณสุข พ.ศ.2535, พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535, พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535, พรบ.เงินทดแทน พ.ศ.2535
ลักษณะกฏหมายแรงงานเป็นกฏหมายลายลักษณ์อักษรที่เด่นชัดคือจะต้องออกมาในรูปพระราชบัญญัติหรือในรูปประกาศที่ออกโดยอำนาจแห่งกฏหมายในรูปพระราชกฤษฎีกา กฏกระทรวง
วัตถุประสงค์ของกฏหมายแรงงาน
o เพื่อให้คนงานได้รับความเป็นธรรมและการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม
o เพื่อผลทางเศรษกิจ ส่วนรวม คือ ผู้ใช้แรงงานเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เมื่อรายได้ดีการใช้จ่ายเพื่อบริโภคก็จะมากขึ้น
o เพื่อสันติสุขในทางอุตสาหกรรมและรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ลดข้อขัดแย้ง พิพาทที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม
o เพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของชาติ
กฏหมายแรงงานที่สำคัญในไทย
1).ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าด้วยการจ้างงาน มาตรา 515 การจ้างงานไม่จำเป็นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร สามารถใช้หลักฐานอื่นซึ่งเป็นเหมือนหลักฐานการจ้างได้ เช่น บัญชีรายชื่อจ่ายค่าจ้าง เอกสารทะเบียนลูกจ้างที่แจ้งทางราชการ(สำคัญ) บัตรเวลาทำงาน ฯลฯ ใช้เป็นหลักฐานแสดงความเป็นลูกจ้างได้
1.สัญญาการจ้างงาน นอกจากการมีข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างแล้ว สัญญาการจ้างงานที่สมบูรณ์ต้องมีเงื่อนไขตามหลักการทำนิติกรรมของประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ คู่กรณีต้องมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์หรือ มีความสามารถตามกฏหมายสำหรับผู้เยาว์ตามมาตรา 24
2.เงื่อนไขอื่นๆ เช่นการเลิกจ้าง มาตรา 575 การที่ลูกจ้างขาดงานโดยเหตุอันควรและระยะเวลาน้อย นายจ้างไม่มีสิทธิบอกเลิกจ้าง , มาตรา 583 นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าหรือให้สินจ้างแทนค่าทดแทนคือ ลูกจ้างขัดคำสั่ง ละทิ้งงาน ทำผิดร้ายแรง
3.สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง
2).พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
1.หลักการ
o ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงสภาพการจ้างและจดทเบียนต่อทางราชการ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขต้องมีการเรียกร้องตกลงกันใหม่ ถ้าตกลงไม่ได้ก็จะเป็นข้อพิพาทแรงงาน ซี่งเจ้าพนักงานต้องเข้าไกล่เกลี่ยภายใน 5 วัน ถ้าเข้าไกล่เกลี่ยไม่ได้ทั้งสองฝ่ายอาจใช้สิทธินัดหยุดงาน และตั้งผู้ชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โดยเฉพาะกิจการสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคง 8 ประเภทคือ การรถไฟ การท่าเรือ การไฟฟ้า การประปา โรงกลั่นน้ำมัน โรงพยาบาล การโทรศัพท์
o ทางฝ่ายลูกจ้างมี สหพันธ์แรงงาน สหภาพแรงงาน และสภาองค์กรลูกจ้าง ทางฝ่ายนายจ้างมี สมาคมนายจ้าง สหพันธ์นายจ้าง สภาองค์กรนายจ้าง เพื่อคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง
o การเจรจาต่อรอง ต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมด ถ้าเรียกร้องโดยสหภาพแรงงานต้องมีสมาชิกลูกจ้าง1/5ของลูกจ้างทั้งหมด และเริ่มเจรจาต่อรองภายใน 3 วันหลังได้รับข้อเรียกร้อง ทำข้อตกลงเป็นหนังสือใช้บังคับได้ไม่เกิน 3 ปี ถ้าไม่กำหนดเวลา ข้อตกลงมีผลบังคับ 1 ปี , มาตรา 18 นายจ้างต้องติดประกาศข้อตกลงในสถานที่ทำงานที่เปิดเผยเป็นเวลา 30 วันและนำข้อตกลงแจ้งกระทรวงแรงงานภายใน 15 วัน , สำหรับลูกจ้างในกิจการประเภทเดียวกันร่วมกันเรียกร้องเป็น 2/3ของลูกจ้างทั้งหมด ข้อตกลงจะมีผลผูกพันธ์กับผู้ทำงานในกิจการนั้นทั้งหมด
o การไกล่เกลี่ย จะทำโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานหลังจากมีการเจรจากันแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้
o การชี้ขาดโดยสมัครใจ เมื่อไกล่เกลี่ยไม่ได้แต่นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงตั้งผู้ชี้ขาดได้ และการชี้ขาดโดยบังคับ พนักงานประนอมข้อพิพาทจะให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยและเสนอต่อรัฐมนตรี มีผลบังคับใช้ 1 ปีระหว่างนี้คู่กรณีสามารถยื่นอุธรณ์ได้
o การนัดหยุดงาน ใช้บังคับอีกฝ่ายให้รับข้อเสนอซึ่งกฏหมายแรงงานรับรองสิทธิแต่ต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนก่อนคือ การเจรจาและการไกล่เกลี่ยไปแล้ว , ถ้าฝ่ายหนึ่งทำตามข้อชี้ขาดอีกฝ่ายจะนัดหยุดงานไม่ได้ และกฏหมายแรงงานห้ามนัดหยุดงานสำหรับกิจการที่มีผลกระทบความมั่นคงและเศรษกิจ 8 กิจการ
o กฏหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สิทธิตั้งคณะกรรมการลูกจ้างได้ สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ( 50-100 คน มีได้ 5 คนและ 1500 คน มีได้ 15 คน)
o สมาคมนายจ้าง ต้องประกอบกิจการเดียวกัน มี 3 คนขึ้นไป มีสัญชาติไทย
o สหภาพแรงงาน 1.สหภาพแรงงานเฉพาะสถานประกอบการ 2.สหภาพแรงงานในกิจการประเภทเดียวกัน ต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายจึงจะมีสิทธิเรียกร้องและได้รับความคุ้มครอง ผู้ก่อตั้งต้องมีอย่างน้อย 10 คน สัญชาติไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป ลูกจ้างที่มีอำนาจบังคับบัญชาในการจ้าง ลงโทษ ลดค่าจ้างไม่สามารถเป็นสมาชิกสหภาพได้
o สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงาน กฏหมายกำหนดวิธีการจัดตั้งและการดำเนินการที่สูงกว่าสมาคมและสหภาพ ทำหน้าที่แสวงหาประโยชน์และคุ้มครองให้แก่นายจ้างและลูกจ้าง และเสริมสร้างความร้วมมือระหว่างกัน เช่น สหพันธ์แรงงาน คือสหภาพแรงงานตั้งแต่ 2 สหภาพขึ้นไป มีสมาชิกเป็นนายจ้างคนเดียวกัน เป็นลูกจ้างในกิจการประเภทเดียวกันหรือไม่ก็ได้รวมตัวกันจดทะเบียน โดยแต่ละสหภาพต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของแต่ละสหภาพ
o สภาองค์กรนายจ้างและสภาองค์กรลูกจ้าง สภาองค์กรนายจ้างต้องมีสมาคม 5 แห่งขึ้นไปรวมกันเป็นสภาองค์กร ส่วนสภาองค์กรลูกจ้างต้องมีสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงาน 15 แห่งขึ้นไปในการก่อตั้งสภาองค์กรลูกจ้าง
o การกระทำอันไม่เป็นธรรม มีบทบัญญัติคุ้มครอง เช่น ห้ามเลิกจ้างเนื่องจากลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและมีการเรียกร้อง ห้ามนายจ้างเข้าแทรกแซง ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพ ห้ามขู่เข็นในทางตรงและอ้อมให้เป็นหรือออกจากสมาชิกสหภาพ
3.พรบ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521
นายจ้างต้องแจ้งเมื่อให้คนต่างด้าวเข้าหรือออกจากการทำงานภายใน 15 วัน และมีข้อห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพหลายอาชีพ เช่น งานมัคคุเทศน์ งานกฏหมาย (ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญ งานเฉพาะสาขา งานขับเครื่องบินระหว่างประเทศ)
4.พรบ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2428
ผู้ขออนุญาตจัดหางานต้องมีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ สัญชาติไทย ถ้าจัดหางานไปต่างประเทศต้องเป็นบริษัทจำกัดและมีทุนจดทะเบียนตามที่ราชการกำหนด
5.พรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ศาลแรงงานจะทำหน้าที่เป็นศาลอุธรณ์ต่อจากคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานและกฏหมายแรงงานสัมพันธ์
จะใช้ผู้พิพากษาจากศาลยุติธรรมและผู้พิพากษาศาลสมทบ(ต้องต้องมีภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานในเขตศาลแรงงาน ไม่เคยทำผิดกฏหมายแรงงาน ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ทนายความ สมาชิกพรรคการเมือง-รัฐสภา-สภาท้องถิ่น)
กฏหมายความปลอดภัย(ขึ้นกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม) จะเป็นส่วนหนึ่งของกฏหมายแรงงาน ว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบอาชีพโดยตรงโดยนำปัญหาจากการทำงานมาพัฒนาบทบัญญัติและมาตรฐานให้ครอบคลุมทุกลักษณะและประเภทอุตสาหกรรม ดังนี้
มาตรฐานเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน, มาตรฐานเกี่ยวกับเครื่องจักรและเครื่องมือ มมาตรฐานเกี่ยวกับวัตถุ มมาตรฐานเกี่ยวกับการผลิต, มาตรฐานเกี่ยวกับการกำเนิดพลังงาน
กฏหมายความปลอดภัยในไทย
o กฏหมายแรงงาน ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องต่างๆเนื่องจากยังไม่ได้ประกาศใช้จากกระทรวงแรงงานจึงใช้ประกาศเดิมก่อน
o กฏหมายโรงงาน ขึ้นกับกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เน้นความคุ้มครองความปลอดภัยจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ ปัจจุบันใช้ พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535
o กฏหมายสาธารณสุข เป็นกฏหมายของกระทรวงสาธารณสุข เน้นการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนโดนทั่วๆไป ทั้งลูกจ้าง นายจ้าง และสภาวะแวดล้อม ปัจุบันใช้ พรบ.สาธารณสุข พ.ศ.2535
o กฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ.แร่ พ.ศ.2503 , พรบ.วัตถุมีพิษ พ.ศ.2535 , พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 , พรบ.ประกันสังคม พ.ศ.2537 และ 2542 , พรบ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 , พรบ.ว่างงาน
วิวัฒนาการของกฏหมายในต่างประเทศ
ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกที่ออกกฏหมายแรงงาน ค.ศ.1802 (พ.ศ.2345) กฏหมายคุ้มครองแรงงานระยะแรกๆจะเน้นคุ้มครองแรงงานเด็ก , ปี ค.ศ.1867 ได้จัดสมาคมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในโรงงานและผลักดันเป็นกฏหมายการใช้แรงงานเด็ก ในประเทศฝรั่งเศษในปี ค.ศ.1841 , ค.ศ.1840 อเมริกาออกกฏหมายเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุจากโรงงาน ครั้งแรกที่แมสซาชูเซท , ค.ศ.1889 จัดพิมพ์สมุดภาพ มาตรการการป้องกันอันตราย , ค.ศ.1891 จัดประชุมความปลอดภัยระหว่างประเทศที่ เมืองเบรนส์ สวิสเซอร์แลนด์
ILO จัดตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยระบุในสัญญาแวร์ซายส์ และอนุมัติอนุสัญญาฉบับแรกเมื่อ ค.ศ.1921 เกี่ยวกับการกำหนดชั่วโมงทำงานในงานอุตสาหกรรม ,วัตถุป้องกันโรคแอนแทร็กซ์ และห้ามใช้ตะกั่วขาวในการผลิต
วิวัฒนาการของกฏหมายในประเทศ
กฏหมายแรงงานเมืองไทยฉบับแรกคือพระราชโองการเลิกทาส พ.ศ.2477 , พรบ.แรงงาน 2499 เป็นกฏหมายแรงงานฉบับแรกที่วางข้อกำหนดคุ้มครองแรงงานไว้อย่างกว้างขวางชัดเจน ,ข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการออกกฏหมายความปลอดภัยอื่นๆตามมา,

หน่วยที่ 2 กฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ
องค์กรแรงงานระหว่งประเทศ International Labor Organization ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 29 ต.ค.2462 (ค.ศ.1919) หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ปัจจุบันสังกัดกับสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2526 มีสมาชิก 150 ประเทศ
วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม รับรองและเคารพในสิทธิมนุษยชน สนับสนุนความเป็นธรรมในการใช้แรงงาน ยกมาตรฐานความเป็นอยู่ของลูกจ้าง ช่วยเหลือประเทศสมาชิกมนการพัฒนาเศรษกิจและสังคม
ลักษณะเป็นไตรภาคี คือ มีตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และรัฐบาล เข้าประชุมหารือ แก้ไขปัญหาและลงมติในเรื่องเกี่ยวกับแรงงาน
โครงสร้างของ ILO ประกอบด้วย
§ การประชุมแรงงานระหว่างประเทศทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อ 1).เลือกองค์คณะผู้ประศาสน์การ 2).รับรองงบประมาณ 3).รับรองมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ แต่ละประเทศจะส่งตัวแทนฝ่ายรัฐบาล 2 คน ฝ่ายนายจ้าง 1 คน ฝ่ายลูกจ้าง 1 คน
องค์คณะผู้ประศาสน์การมีบทบาทคือ 1).§ กำหนดระเบียบวาระการประชุม 2). แต่งตั้งผู้อำนวยการ ILO 3). กำกับดูแลกิจการขององค์กร มีลักษณะเป็นไตรภาคีคือ มีตัวแทนฝ่ายนายรัฐบาล 20 คน(โดย 10 คนจะแต่งตั้งจากประเทศอุตฯชั้นนำ) ฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 14 คน
§ สำนักงานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เป็นหน่วยงานเลขาธิการถาวรหรือทำงานประจำที่ ILO คอยดูแลงานเอกสาร รายงานการประชุม งานธุรการ จัดหาบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญ ให้ทุนการศึกษาวิจัย-ฝึกอบรมด้านแรงงาน จัดสถิติและประเภทอุบัติเหตุ จัดศูนย์ข่าวสารความปลอดภัยและพัฒนาข้อมูลข่าวสาร จัดทำคู่มือความปลอดภัย และให้คำแนะแนวทางด้านเอกสารวิชาการเผยแพร่ทั่วโลก สำนักงานใหญ่เขตทวีปแอฟริกาตั้งที่ประเทศเอธิโอเปีย เขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตั้งที่ประเทศไทย เขตทวีปอเมริกาใต้ตั้งที่ประเทศเปรู
กฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ หมายถึง มาตรฐานการใช้แรงงานที่ ILOได้กำหนดเพื่อเป็นแม่บทให้สมาชิกนำไปใช้ในการออกกฏหมาย กำหนดนโยบาย ในการจ้างงานให้มีสวัสดิภาพ มีความมั่นคง ปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่สิทธิพื้นฐานมนุษยชน นโยบายการจ้างงานและสังคม การบริหารแรงงาน การแรงงานสัมพันธ์ สภาพการทำงาน ประกันสังคม สุขภาพและความปลอดภัย การทำงานของสตรี-เด็ก-ผู้สูงอายุ แรงงานอพยพ มี 2 ลักษณะ คือ 1).อนุสัญญาConvention เป็นข้อกำหนดที่ออกมาแล้วประเทศสมาชิกต้องให้สัตยาบัน 2).ข้อแนะ Recommendation เป็นเพียงคำแนะนำให้เป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่บังคับ
ข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิกจะนำไปสรุปปัญหา สภาพ แนวทางแก้ไขในรูปร่างอนุสัญญาหรือข้อแนะและให้ทางคณะไตรภาคีที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษพิจารณากลั่นกรองซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งที่ 1 และนำข้อสรุปส่งให้ประเทศสมาชิกพิจารณาอีกครั้งเพื่อนำเข้าสรุปผลครั้งสุดท้ายในการประชุมใหญ่ขององค์ ซึ่งต้องได้รับรอง 2 ใน 3 ของผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมใหญ่
อนุสัญญาและข้อแนะระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบอาชีพได้พิจารณา 3 ลักษณะคือ
1) อนุสัญญาและข้อแนะทั่วไป จะเน้นเกี่ยวกับการตรวจแรงงาน , การคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยลูกจ้าง , และการจัดบริการสุขอนามัยในสถานประกอบการ เช่น อนุสัญญาฉบับที่ 148 และข้อแนะฉบับที่ 156 ค.ศ.1977 ว่าด้วยการคุ้มครองคนงานให้พ้นจากอันตรายของสิ่งแวดล้อมในการทำงานอันเนื่องมาจากอากาศเป็นพิษ เสียง ความสั่นสะเทือน กำหนดให้มีระเบียบ ข้อกฏหมาย เพื่อวางมาตรการ ควบคุมป้องกันดังกล่าว
- อนุสัญญาฉบับที่ 81 ค.ศ.1950 เรื่องการตรวจแรงงานโดยตรง ในสาขาอุตฯและพาณิชย์
- อนุสัญญาฉบับที่ 129 ค.ศ.1969 เรื่องการตรวจแรงงานภาคเกษตรโดยผู้มีอำนาจสามารถตรวจโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
- ข้อแนะฉบับที่ 20 เรื่องการตรวจแรงงาน ให้ผู้รับภารกิจตรวจต้องดำเนินการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางอุตฯ
2) อนุสัญญาและข้อแนะความเสี่ยงภัยเฉพาะอย่าง มุ่งเน้นการป้องกันลูกจ้างเสี่ยงต่อโรค พิษ ฝุ่นละออง รังสี จากสารต่างๆ และสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตราย
3) อนุสัญญาและข้อแนะเกี่ยวกับการคุ้มครองความปลอดภัยและสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานในธุรกิจ-อุตฯ 11 สาขา
สาระสำคัญของกฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ เช่น
o เสรีภาพในการรวมตัวตั้งสมาคมของผู้ใช้แรงงานและการเจรจาต่อรอง เป็นการกำหนดสิทธิพื้นฐานและการคุ้มครองสิทธิ
o การส่งเสริมการจ้างงาน การฝึกอาชีพ จัดสำนักงานเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงาน
o ค่าจ้าง กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ
o การใช้แรงงานสตรี เด็กและเยาวชน เช่นกำหนดอายุขั้นต่ำ คุ้มครองการลาคลอด ห้ามทำงานเสี่ยงอันตราย การได้ค่าจ้างเท่าผู้ชาย
o ความมั่นคงทางสังคม มีมาตรฐานความคุ้มครองต่างๆเช่น การเจ็บป่วย ชราภาพ ทุพลภาพ ว่างงาน คลอดบุตร ตาย สวัสดิการครอบครัว
o สภาพการทำงานทั่วไป เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานแต่ละประเภทงาน กำหนดวันหยุดวันลา ค่าจ้าง ความปลอดภัยในการทำงาน
o การแรงงานสัมพันธ์ เพื่อการเจรจาต่อรอง ประณีประนอม การชี้ขาด
o การบริหารแรงงาน เช่น การตรวจแรงงาน การส่งเสริมและนำมาตรฐานต่างๆไปใช้
ดูรายละเอียด-สรุปแต่ละอนุสัญญาและข้อแนะ
1.งานด้านความปลอดภัยของ ILO หลัง พ.ศ.2499 ได้ร่างเอกสารฉบับแรกที่เรียกว่า ประมวลการปฏิบัติว่าด้วยเรื่องต่างๆ เช่น การป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากรถไฟใต้ดินในเหมือง, การป้องกันการแผ่รังสีในเหมือง, ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในงานวิศวกรรมก่อสร้างและวิศวกรรมโยธา เป็นต้น และหลังปี พ.ศ.2526 ได้จัดพิมพ์คู่มือและหนังสือแนะนำเพิ่มเติมประมาณ 10 รายการ เช่น การตรวจร่างกายคนงานที่ทำงานเกี่ยวกับการแผ่รังสี, การตรวจแรงงาน

หน่วยที่ 3 กฏหมายต่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
แนวคิดสำคัญที่เป็นเหตุผลในการกำหนดกฏหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของต่างประเทศคือ
• แนวคิดในเรื่องคุณค่าในความเป็นมนุษย์
• แนวคิดในเรื่องนายจ้างควรรับผิดชอบในการบาดเจ็บของลูกจ้าง
• แนวคิดในเรื่องการจ่ายเงินทดแทน
• แนวคิดในเรื่องการกำหนดกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพเป็นการเฉพาะ
ขอบเขตของกฏหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของต่างประเทศ แบ่งเป็น
o ขอบเขตในแง่ประเภทกิจการและบุคคลที่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฏหมาย ซึ่งเริ่มจากการที่กฏหมายจะครอบคลุมเฉพาะสถานประกอบการบางประเภท มุ่งเฉพาะแรงงานเด็กและหญิง มาเป็นกฏหมายที่ครอบคลุมทุกสถานประกอบการและคนทำงานทุกคน
o ขอบเขตในแง่การบังคับใช้กับภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะพบว่ากฏหมายจะใช้บังคับกับคนในภาคเอกชนเท่านั้น
o ขอบเขตในแง่เนื้อหาสาระของข้อกำหนด ซึ่งกำหนดด้านการจัดการสภาวะการทำงาน การจัดสวัสดิการที่มีไม่มากนักในระยะแรกๆ ดังนั้นจึงมีการกำหนดการตรวจสถานประกอบการ การรับผิดชอบทั้งด้านความปลอดภัยและด้านสุขภาพ มีการกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมและปลอดภัยในการทำงานขึ้นมา
พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ค.ศ.1970 OSHAct เป็นกฏหมายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของรัฐบาลกลางของอเมริกา และเกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา 3 หน่วยคือ
1) กองอำนวยการบริหารความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน Occupational Safety and Health : OSHA
สังกัดกระทรวงแรงงาน หน้าที่ จัดสถิติ จัดงบประมาณให้รัฐต่างๆ กำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลด้านความปลอดภัยและ
สุขภาพ จัดอบรมนายจ้างลูกจ้าง กำหนดและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ตรวจตราสถานประกอบการ
ไม่ให้ทำผิดกฏหมาย
2) คณะกรรมการการทบทวนความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน OSHRC : Occupational Safety and Health Review
Commission เป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งจากประธานาธิบดีและผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิก จำนวน 3 คน มีหน้าที่
วินิจฉัยคดีต่างๆ
3) สถาบันความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงานแห่งชาติ หรือไนอาชว์ National Insitute for Occupational Safety and
Health : NIOSH เป็นหน่วยงานที่สำคัญมาก ขึ้นตรงกับกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ ทำหน้าที่หลักในการวิจัย
การศึกษา และการฝึกอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
สาระสำคัญของ พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ค.ศ.1970
1) หน้าที่ของนายจ้างและสิทธิของนายจ้าง
2) หน้าที่ของลูกจ้างและสิทธิของลูกจ้าง
3) มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน 1. มาตรฐานเฉพาะกิจ 2. มาตรฐานเร่งด่วนฉบับชั่วคราว และต้องกำหนดมาตรฐานถาวรขึ้นมาใช้แทนภายหลังประกาศใช้ 6 เดือน 3. มาตรฐานถาวร เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นแทนมาตรฐานเร่งด่วนชั่วคราวที่มีข้อบกพร่อง
4) การให้เงินกู้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก ในการปรับปรุงสภาพการทำงานให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด
5) การบันทึกข้อมูลข่าวสารและรายงานอุบัติเหตุร้ายแรง 1. การบันทึกข้อมูลข่าวสาร สำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้าง 11 คนขึ้นไปตามแบบรายงานของ OSHA 2. การรายงานอุบัติเหตุร้ายแรง กรณีลูกจ้างเสียชีวิต หรือมีลูกจ้างเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล มากกว่า 5 คนขึ้นไป นายจ้างต้องรายงานกับ ผอ.ในพื้นที่ภายใน 24 ชม.
6) การติดประกาศข่าวสารต่างๆ ที่ OSHA กำหนดไว้
พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงานประเภทต่างๆ ค.ศ.1974 ของ สหราชอาณาจักร
และเกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา 2 หน่วยคือ
คณะกรรมมาธิการสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน Health and Safety Commission โดยมีกรรมการไม่น้อยกว่า 6 คน แต่ไม่เกิน 9 คน ( 3 คน จากสมาคมนายจ้าง 3 คน จากสมาคมลูกจ้าง 3 คน จากภาครัฐ/นักวิชาการ)
คณะกรรมการบริหารสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน Health and Safety Executive มีคณะกรรมการ 3 คน จากการแต่งตั้งของ HSC
o พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ค.ศ.1974 ของ สหราชอาณาจักร มุ่งสร้างความเข้าใจมากกว่าปัญหาสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การสร้างให้มีส่วนร่วมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง (มุ่งเน้นที่บุคคลไม่ใช่กับสถานประกอบการ)
เนื้อหามี
o หน้าที่ของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง
o หน้าที่ของลูกจ้าง
o นโยบายความปลอดภัยในการทำงาน (สำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้าง 5 คน ขึ้นไป)
o ผู้แทนความปลอดภัย( ควรมีประสบการณือย่างน้อย 2 ปี ในการตรวจ สืบสวนอันตราย)
o คณะความปลอดภัยในการทำงาน





















หน่วยที่ 4 นโยบาย แผน หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการจัดบริการ ของหน่วยงานเกี่ยวกับกฏหมาย
ความปลอดภัยและสุขภาพ
หน่วยงานรับที่เกี่ยวข้องกับกฏหมายอาชีวอนามัยและความปลอดภัยคือ
o กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
o กรมอนามัย กระทรวงสาธาณสุข
o กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม
o หน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ , กรมทรัพยากรธรณี ,กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงยุติธรรม , เทศบาล, อบต.
นโยบายและแผนของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
• ลดการประสบอันตรายจากการทำงาน , จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัยในจังหวัดและในนิคมอุตสาหกรรม , ขยายความปลอดภัยไปสู่ภาคเกษตรกรรมเนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรการเกษตรมากขึ้น , ปรับปรุงกฏหมาย ระเบียบต่างๆ วางแนวทางการประสานงานเริ่มตั้งแต่การขออนุญาตตั้งโรงงานจนถึงการปฏิบัติงานในโรงงานและสภาพแวดล้อมในโรงงาน ,ปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน-ลดการซ้ำซ้อน
• ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานในส่วนภูมิภาค มีหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมให้สถานประกอบการในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยมากขึ้น
นโยบายและแผนของกระทรวงสาธารณสุข
• เน้นการพัฒนาคนเป็นจุดศูนย์กลาง และพัฒนาองค์กรรวมแบบบูรณาการของปัจจัยต่างๆเชื่อมโยงเป็นระบบคือ พัฒนาศักยภาพของคนทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพัฒนาสิ่งแวดล้อมได้แก่ ครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติให้เอื้อต่อการพัฒนาคนในลักษณะสมดุลยั่งยืน
• การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดด้านภาวะสุขภาพอนามัย คือ อัตราการเสียชีวิตเนื่องจากโรคไม่ติดต่อมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน อุบัติเหตุ โรคมะเร็ง โลหิตจาง
• ให้มีหลักประกันด้านสุขภาพ การได้รับการบริการด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน อย่างเท่าเทียมกัน
• หน่วยงานที่ยกเป็นกรมคือ กรมสุขภาพจิต
• สำนักงานสาธารณะสุขอำเภอ/จังหวัด/สถานีอนามัยจะขึ้นกับสำนกงานปลัดกระทรวง และโรงพยาบาลจะขึ้นกับสาธารณะสุขจังหวัด
• กองอาชีวอนามัย สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กองโภชนาการ ฯลฯ ขึ้นกับ กรมอนามัย
นโยบายและแผนของกระทรวงอุตสาหกรรม
• ควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม การขออนุญาตตั้งโรงงาน ขยาย กระจายออกต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกและประสานงานงานกับหน่วยราชการต่างๆในการพิจารณา ปรับปรุง แก้ไข กฏ ระเบียบเพื่อเกิดความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ รณรงค์ส่งเสริมป้องกัน-แก้ไขมลพิษจากโรงงาน พัฒนาเทคโนโลยีและกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม ควบคุมมาตรฐานควมปลอดภัยในการใช้เครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ
• กองควบคุมโรงงาน ดูแลการขออนุญาต ขยาย ประกอบกิจการ ทำทะเบียนประวัติโรงงาน
• กองตรวจโรงงาน ควบคุมโรงงานทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฏหมายโรงงาน สั่งการ บังคับและดำเนินคดีโรงงานที่ทำผิด
• กองสิ่งแวดล้อมโรงงาน ควบคุมตรวจสอบน้ำทิ้ง อากาศพิษ ฝุ่น ควัน การกำจัดสารพิษ
• สำนักงานบริการแลพการกำจัดกากอุตสาหกรรม ค้นคว้าพัฒนากรรมวิธี ออกแบบระบบการกำจัด รวบรวมข้อมูลมลพิษและสิ่งแวดล้อม กำจัดกากอุตสาหกรรม จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม
• สำนักงานวัตถุมีพิษ รวบรวมข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับวัตถุมีพิษเพื่อประกาศควบคุม กำหนดมาตรฐานและมาตรการการป้องกันอุบัติภัยจากวัตถุมีพิษ พิจารณาอนุญาตและตรวจสอบ
สรุปกรมโรงงานอุตสาหกรรมมี 3 งานหลักคือ
• งานด้านการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรม ลดขั้นตอนการอนุญาต ตั้งหน่วยงานบริการเพื่อการลงทุน ขยายการจดทะเบียนเครื่องจักรในการจดจำนอง
• งานด้านการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม สนับสนุนจัดตั้งศูนย์รวมบำบัดน้ำเสีย กำจัดกากอุตสาหกรรม สนับสนุนวิชาการเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเช่น การนำวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาใช้ในการะบวนการผลิต
• งานด้านการควบคุม กลั่นกริงก่อนอนุญาตโดยคำนึงถึงนโยบายกระทรวงและรัฐบาล ทำเลที่ตั้ง มาตรการการป้องกันเช่น การกำจัด การเก็บ การใช้วัตถุมีพิษ พิจารการต่อใบอนุญาต ติดตามผลการปฏิบัติของโรงงาน ตรวจสอบแก้ไข ปรับปรุง
นโนบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
• มีการประชาสัมพันธ์และปรับปรุงกฏหมายให้หน่วยงานรัฐและชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์-ป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ , แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนทั้งมลภาวะในน้ำ เสียง กาศ การกำจัดสิ่งปฏิกูลและกากอุตสาหกรรมโดยรัฐและ/หรือโรงงานนั้นๆที่มีปัญหา , พัฒนาระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม มีหน่วยงานรับผิดชอบในด้านการวิจัย-กำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติ , ป้องกันอันตรายจากสาร-วัตถุอันตราย โดยควบคุมการขนส่ง การเก็บ การใช้และการกำจัดตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด , ให้องค์กรเอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการควบคุม
• คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เกิดจากการจัดตั้งองค์กรร่วมจากกระทรวง และหน่วยงานต่างๆขึ้นมาดูแลงานสิ่งแวดล้อมระดับชาติ และตราเป็นนโยบายและแผน ใน พรบ.การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
• ท้องที่จังหวัดที่ถูกกำหนดเป็นเขตควบคุมมลพิษต้องจัดทำ
1) แผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดกาคุณภาพน้ำ อากาศ การตรากฏหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ข้อบัญญัติท้องถิ่น การตรวจสอบติดตาม วิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อม การจัดองค์กรบริหารงาน การประมาณการเงิน และ
2) แผนปฏิบัติการที่จะเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยต้องมี เช่น แผนการตรวจสอบติดตาม แผนการบังคับใช้กฏหมายเพื่อป้องกัน ปราบปราม แผนจัดเก็บภาษีอากร ค่าบริการในการบำรุงรักษาระบบ แผนการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ ในการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษาและดำเนินการ
มีหน่วยงานหลักคือ 1.สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม 2.กรมควบคุมมลพิษ 3.กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
นโยบายและแผนของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แบ่งตามโครงสร้างดังนี้
1) สำนักงานปลัดกระทรวง
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองคลัง กองกฏหมายและข้อพิพาท สถาบันพัฒนาการแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงานแรงงานในต่างประเทศ สำนักวิชาการแรงงานและสวัสดิการสังคม
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีเพียง สำนักแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัด พัฒนาอบรมความรู้ด้านแรงงานและสวัสดิการแก่ข้าราชการ-บุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นศูนย์ส่งเสริมและประสานงานด้านแรงงานและสวัสดิการ จัดแผนแม่บทประสาน ติดตาม ประเมินผล ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับต่างประเทศด้านแรงงาน
2) กรมประชาสงเคราะห์
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองความมั่นคงแห่งสังคม กองนิคมสร้างตนเอง กองบริการชุมชน กองสงเคราะห์ผู้ประสบภัย กองสวัสดิการสงเคราะห์ สำนักงานคณะกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ สถาบันวิจัยชาวเขา
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ดำเนินการสงเคราะห์และจัดสวัสดิการแก่คนชรา คนไร้ที่พึ่ง สตรี ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบภัย ผู้ประสบปัญหาสังคม สงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
3) กรมจัดหางาน
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองบริการจัดหางาน กองงานคนต่างด้าว กองส่งเสริมการมีงานทำ สำนักงานบริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ให้คำปรึกษาส่งเสริมแนะแนวการประกอบอาชีพตามความถนัด วิเคราะห์ตลาดแรงงานและแนวโน้มความต้องการ เป็นศูนย์ทะเบียนแรงงาน ดำเนินตามกฏหมายการคุ้มครองคนหางาน การทำงานของคนต่างด้าว
4) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดูแลด้านมาตรฐานฝีมือแรงงาน จัดอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาหลักสูตร-อุปกรณ์-รูปแบบการฝึก ควบคุมทดสอบฝีมือแรงงาน ส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วม
5) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองตรวจความปลอดภัย กองฝึกอบรมแรงงาน กองรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กองสวัสดิการแรงงาน กองแรงงานหญิงและเด็ก สถาบันความปลอดภัยในการทำงาน กองคุ้มครองแรงงาน กองแรงงานสัมพันธ์ กองนิติการ
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค คุ้มครองสิทธประโยชน์ของแรงงานทั่วไปและแรงงานเฉพาะกลุ่ม ส่งเสริมให้มีความปลอดภัยในการทำงานและพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ป้องกันแก้ไขข้อขัดแย้งข้อพิพาท ดำเนินการตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง พัฒนาวิธีการ มาตรฐาน การเร่งรัดติดตาม การประเมินผลและการจัดทำสถิติ
6) สำนักงานประกันสังคม
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองเงินสมทบ สำนักงานกองทุนเงินทดแทน กองประโยชน์ทดแทน กองนิติการ กองประสานการแพทย์และฟื้นฟูสมรรถภาพ กองทะเบียนและประมวลผล
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ออกบัตรประกันตน จัดทำทะเบียนนายจ้างลูกจ้าง พิจารณาจ่ายเงินทดแทน ประสานการแพทย์และฟื้นฟูสมรรถภาพลูกจ้าง เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการประกันตน ดำเนินการตามกฏหมาย
การจัดหน่วยงานของภาครัฐตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ แบ่งตามพื้นที่ได้
1) การจัดการบริการภาครัฐส่วนกลาง เช่น การออกกฏหมายและมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการ การวิจัย การอบรม การออกกฏหมายเงินทดแทน ให้บริการการสำรวจสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ให้บริการการตรวจสุขภาพอนามัยของผู้ทำงาน ให้บริการการตรวจทางห้องปฏิบัติการ กำหนดความรับผดชอบของนายจ้างในหารจัดบริการความปลอดภัยในสถานประกอบการ ให้คำปรึกษาแนะนำ ให้ทุนวิจัย
2) การจัดการบริการภาครัฐระดับเขตหรือภาค มักตั้งในรูปสถาบันหรือศูนย์ เช่น การเฝ้าระวังโรค การให้บริการต่างๆ
3) การจัดการบริการภาครัฐในระดับจังหวัด เป็นการตรวจบริการทั่วๆไป และการอบรม เนื่องจากขาดบุคคลากรและเครื่องมือ
การจัดบริการของสถานประกอบการตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ จะแบ่งตามขนาดคือ
1) สถานประกอบการขนาดใหญ่ 1000 คน ขึ้นไป จะมีแพทย์ พยาบาล นักสุขศาสตร์ จป. หรือคลีนิกในสถานประกอบการ มีเครื่องมือตรวจวัดสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
2) สถานประกอบการขนาดกลาง 200 คน ขึ้นไป มีแพทย์ทำงาน2-3วันต่อสัปดาห์ มีพยาบาลเต็มเวลา เน้นแค่การรักษาพยาบาล
3) สถานประกอบการขนาดเล็ก มีน้อยกว่า 200 คน
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกและรัฐมนตรีกระทรวงวิทย์ฯเป็นรองประธานคนที่1และ 2 และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆเป็นกรรมการ และคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมอีก 8 คน โดยมาจากภาคเอกชน 4 คน มีวะระในตำแหน่ง 3 ปี
หน่วยที่ 5 กฏหมายคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับการใช้แรงงานทั่วไป แรงงานหญิง และแรงงานเด็ก
กฏหมายคุ้มครองแรงงานฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ.2499 โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมาปรับปรุงเป็นประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มี.ค.2515 และประกาศโดยกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันกฏหมายแรงงานที่บังคับใช้ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงแรงงาน พ.ศ.2541 มี 16 หมวด 166 มาตรา
กฏหมายคุ้มครองแรงงาน หมายถึง กฏหมายซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการใช้แรงงาน การจ่ายค่าตอบแทนในการทำงาน การจัดสวัสดิการ ประโยชน์ทดแทนต่างๆ เพื่อให้ลูกจ้างมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความปลอดภัยในการทำงาน เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกจ้าง นายจ้างและเศรษกิจของประเทศ
กฏหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฏหมายพิเศษ นอกจากเป็นกฏหมายเอกชน กฏหมายพิเศษจากฏหมายแพ่ง แล้วยังเป็นกฏหมายมหาชน(สัญญาการจ้างงานตามกฏหมายแพ่ง) ที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นกฏหมายที่เปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษกิจ สังคม การเมือง เช่น มีการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างขั้นต่ำตามเศรษกิจ
มูลเหตุของการตรากฏหมายแรงงานออกมาบังคับใช้ทั้งที่มีบทบัญญัติสัญญาการจ้างแรงงานในกฏหมายแพ่งอยู่แล้ว คือ
1) ระบบอุตสาหกรรม มีการจ้างงานจำนวนมาก มีการเอาเปรียบเกิดขึ้น ลูกจ้างซึ่งมีฐานะทางเศรษกิจด้อยกว่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการทำสัญญาจ้างแรงงานโดยจำยอมรับเงื่อนไขที่ตามความพอใจของนายจ้างที่กำหนดขึ้น
2) ระบบการค้าเสรี ซึ่งนายจ้างสามารถกำหนดค่าตอบแทนแรงงานของลูกจ้างได้ตามความพอใจ ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
3) ตลาดแรงงาน ซึ่งถ้ามีผู้ต้องการทำงานจำนวนมากแต่ตำแหน่งมีน้อย นายจ้างย่อมมีโอกาสเลือกจ้างและกำหนดเงื่อนไขการจ้างได้ตามใจชอบ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงในการทำงานและการดำรงชึพของลูกจ้าง
4) การเรียกร้องของลูกจ้าง ที่จะให้รัฐออกกฏหมายคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ตน
5) นโยบายของรัฐ
6) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะประเทศสมาชิกของILOจะพึงปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ
วัตถุประสงค์ของกฏหมายคุ้มครองแรงงาน
• เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมผู้ใช้แรงงาน ตามหลักเกณฑ์การจ้างและมาตรฐานการใช้แรงงานตามกฏหมายกำหนด เช่น ค่าจ้าง วันลา วันหยุด สวัสดิการ
• เพื่อให้ลูกจ้างมีสุขภาพอนามัยอันดีในระยะยาว จะให้ความสำคัญของสุขภาพอนามัยของลูกจ้างยิ่งกว่าค่าจ้าง เช่น การกำหนดชั่วโมงการทำงาน เวลาพัก การรักษาพยาบาล
• เพื่อให้การใช้แรงงานเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวลูกจ้างเอง
ผลที่ได้จากการคุ้มครองแรงงาน
• ผลประโยชน์ต่อฝ่ายลูกจ้าง
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองทางด้านสุขภาพอนามัยทางร่างกายและจิตใจ
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองในเรื่องค่าตอบแทนในการทำงาน
o ลูกจ้างมีหลักประกันการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ได้ค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทน
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองการเลิกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างมิได้กระทำผิดเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างที่หางานใหม่
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองทางด้านสวัสดิการ เช่น น้ำดื่ม ห้องปฐมพยาบาล ห้องน้ำ
• ผลประโยชน์ต่อฝ่ายนายจ้าง
• ผลประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม
เนื้อหาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงแรงงาน พ.ศ.2541 มี 16 หมวดคือ บททั่วไป , การใช้แรงงานทั่วไป , การใช้แรงงานหญิง การใช้แรงงานเด็ก , ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด , คณะกรรมการค่าจ้าง , สวัสดิการ ,ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน , การควบคุม , การพักงาน , ค่าชดเชย , การยื่นคำร้องและพิจารณาคำร้อง , กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง , พนักงานตรวจแรงงาน , การส่งหนังสือ , บทกำหนดโทษ
มีขอบเขตการบังคับใช้และให้ความคุ้มครองกิจการทุกประเภท ยกเว้น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฏหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน ลูกจ้างงานเกษตรกรรม ลูกจ้างที่รับงานไปทำที่บ้าน
ลูกจ้างที่ทำงานบ้านไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้รับความคุ้มครองเฉพาะค่าจ้าง วันหยุดพักผ่อนประจำปี การไม่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
สำหรับลูกจ้างทำงานที่ไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ เช่น มูลนิธิ สมาคม ได้รับความคุ้มครองเฉพาะการจ่ายค่าจ้าง
1) .บททั่วไป
• ห้ามเรียกเงินประกันจากลูกจ้างเว้นแต่ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สิน , ห้ามนายจ้าง หัวหน้างานละเมิดทางเพศต่อลูกจ้าง , ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายหญิงเท่าเทียมกันยกเว้นสภาพงานที่ไม่ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ , กรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอน รับมรดก ให้นายจ้างใหม่รับสิทธิและหน้าที่ที่นายจ้างเดิมเคยมีต่อลูกจ้างทุกประการ เพื่อมิให้สิทธิของลูกจ้างถูกลดลง , กำหนดเงื่อนไขการบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อบอกเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา และถ้านายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างด้วย , กำหนดให้เงินสมทบ เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เงินที่นายจ้างค้างจ่ายลูกจ้าง เป็นหนี้บุริมสิทธิ์เพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้างในการได้รับชำระหนี้มิให้เจ้าหนี้ขอรับไปหมด
2).การคุ้มครองแรงงานทั่วไป(หมวด 2 มาตรา 28 - 36)
• กำหนดเวลาทำงานทั่วไปทุกประเภทไม่เกิน 8 ชม.ต่อวัน หรือ 48 ชม.ต่อสัปดาห์ ยกเว้นงานอันตราย ไม่เกิน 7 ชม.ต่อวันหรือ 42 ชม.ต่อสัปดาห์ (มาตรา 23) , และให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน (มาตรา 28 สะสมได้สำหรับงานที่ธุรกันดาร)
วันหยุดประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี(มาตรา 30 สามารถสะสม
หรือเลื่อนวันหยุดไปปีถัดไปได้ ถ้าทำงานไม่ครบปีอาจคำนวนให้ตามสัดส่วนได้) โดยวันหยุด
ประเพณี กำหนดจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนา หรือประเพณีท้องถิ่น หรือหยุดวันอื่นชดเชย หรือจ่ายค่า
ทำงาน วันหยุด(มาตรา 29 ยกเว้นได้สำหรับงานโรงแรม ร้านอาหาร มโหรสพ สโมสร สมาคม สถานพยาบาล สถานที่
ท่องเที่ยว ขนส่ง งานในที่กันดาร หรืองานที่ต้องทำติดต่อกัน)
• ให้สิทธิลากิจ(มาตรา 34) ลาเพื่อทำหมัน(มาตรา 33) ลาฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ (กฏกระทรวงฉบับที่ 5 และ มาตรา 36 โดยต้องมีหลักสูตรและกำหนดเวลาที่ชัดเจน พร้อมแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน นายจ้างอาจไม่อนุมัติถ้ากระทบต่อบริษัท หรือเคยลาแล้ว 3 ครั้งต่อปี) เพิ่มจากลาป่วย(มาตรา 32 ลาป่วยเท่าที่ป่วยจริง ถ้า 3 วันขึ้นไปอาจให้แสดงใบรับรองแพทย์) ลาคลอด(มาตรา 41) และลาเพื่อรับราชการทหาร(มาตรา 35 ปีหนึ่งไม่เกิน 60 วัน)
• จัดให้มีเวลาพักระหว่างการทำงานไม่น้อยกว่า 1 ชม.ต่อวัน(มาตรา 27)
• ห้ามให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดในงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย(ตามมาตรา 31 ,ตามมาตรา 24 เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม และมาตรา 25 สำหรับสภาพงานที่ต้องทำติดต่อ ฉุกเฉิน หรืองานอาจเสียหายถ้าหยุด) และห้ามให้ลูกจ้างยก หาม ลาก เข็นของหนักเกินอันตรายที่กำหนดในกฏกระทรวงฉบับที่ 2 ( งานที่อับอากาศ รังสี เชื่อมโลหะ ขนส่งวัตถุอันตราย ผลิตสารเคมีอันตราย งานที่ทำด้วยเครื่องจักร-สั่นสะเทือน) กฏกระทรวงฉบับที่ 3 ชั่วโมงทำงานในวันหยุดและล่วงเวลาในวันปกติรวมแล้วต้องไม่เกิน 36 ชม.ต่อสัปดาห์ ( มาตรา 26 ชั่วโมงทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกินกฏฯที่ 3 นี้)
3).การคุ้มครองการใช้แรงงานหญิง (หมวด 3 มาตรา 38 - 43)
• ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาคลอดไม่เกิน 90 วันรวมวันหยุด(มาตรา 41 โดยจ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 45 วัน) , ห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ (มาตรา 43), ห้ามให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานระหว่างเวลา 2200 – 0600 น.(มาตรา 40) ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด,งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ ห้ามทำงานบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน 10 ม.ขึ้นไป และงานอื่นๆตามกฏกระทรวงห้ามทำงานบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน 10 ม.ขึ้นไป (มาตรา 38) , ห้ามลูกจ้างหญิงทำงานเหมืองแร่ งานก่อสร้างใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ เว้นแต่งานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ, ที่เกี่ยวกับงานเครื่องจักร งานที่มีการสั่นสะเทือน งานในเรือ งานยกแบกหามเกิน 15 กก.(มาตรา 39) , ให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานที่เหมาะสมก่อนหรือหลังคลอดเป็นการชั่วคราวได้โดยมีใบรับรองแพทย์(มาตรา 42)
4).การคุ้มครองการใช้แรงงานเด็ก (หมวด 4 มาตรา 44 - 52)
• ห้ามจ้างลูกจ้างอายุต่ำกว่า 15 ปี(มาตรา 44) , ถ้ามีลูกจ้างต่ำกว่า 18 ปี ต้อง แจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน จัดทำบันทึกการจ้างไว้ในสถานประกอบการและแจ้งการสิ้นสุดการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภานใน 7 วัน(มาตรา 45) , ห้ามทำงานระหว่างเวลา 2200 – 0600 น.เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี(มาตรา 47) , จัดให้มีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชม.ติดต่อกันหลังทำงานไม่เกิน 4 ชม.(มาตรา 46) , ห้ามให้ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด (มาตรา 48) , ห้ามจ่ายค่าจ้างให้แก่บุคคลอื่น(มาตรา 51) , ห้ามทำงานบางประเภทที่กำหนดในกฏกระทรวง เช่น งานสารเคมี ความร้อน ความเย็น เสียง แสง สั่นสะเทือน วานหลอม งานปั๊มโลหะ เลื่อย เครื่องยนต์ นั่งร้านสูงเกิน 10 ม.วัตถุมีพิษ รังสี งานที่อาจติดเชื้อต่างๆ เช่น ในสถานพยาบาล(มาตรา 49 และกฏกระทรวงฉบับที่ 6 ) , สถานที่มีผู้บำเรอ สุรา บริการ- นวดการพนัน โรงฆ่าสัตว์ สถานเต้นรำ (มาตรา 50) , (มาตรา 52 ให้ลาเพื่ออบรมได้ แต่ไม่เกิน 30 วันต่อปี โดยแสดงหลักฐาน) การที่นายจ้างจ่ายหรือผู้ปกครองเด็กรับเงินหรือผลตอบแทนใดใดล่วงหน้ามิถือว่าเป็นการจ่ายค่าแรงของลูกจ้างเด็กและห้ามนายจ้างนำเงินหรือประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวมาหักค่าจ้างที่ต้องจ่ายตามกำหนดเวลา
5).การคุ้มครองค่าตอบแทนในการทำงาน
• ให้จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างเท่าเทียมกันชาย-หญิง ณ.สถานที่ทำงานหรือสถานที่อื่นถ้าลูกจ้างยินยอม , ค่าจ้างล่วงเวลาในวันทำงานต้องจ่ายไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราจ้างต่อชั่วโมงที่ทำ, ค่าจ้างทำงานในวันหยุดต้องจ่ายไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราจ้างต่อชั่วโมงที่ทำ และสามเท่าเมื่อทำงานล่วงเวลาในวันหยุดสำหรับลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด และจ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าสำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิรับค่าจ้างในวันหยุด
• ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ไม่น้อยกว่าเดือนละครั้ง ในกรณีเลิกจ้างลูกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายภายใน 30 วันนับแต่วันเลิกจ้าง
• กรณีต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราวโดยที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
6).คณะกรรมการค่าจ้าง
กำหนดใหม่โดยมีค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ระดับคือ
1. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน 2. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับเฉพาะประเภทกิจการหรือสำหรับท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง และต้องไม่ต่ำ
กว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน ถ้าไม่กำหนดอัตราขั้นต่ำในท้องที่ใดให้ถืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน
ท้องที่นั้น
7).การคุ้มครองเกี่ยวกับสวัสดิการ
• กำหนดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการได้แก่ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เป็นองค์กรระดับชาติ เพือกำหนดนโยบายระดับชาติ
• สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คน ขึ้นไป ต้องมีคณะกรรมการสวัสดิการ เพื่อหารือกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการในสถานประกอบการ ควบคุมดูแลสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้าง
8).การคุ้มครองด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
• กำหนดให้มีคณะความปลอดภัยระดับชาติเพือกำหนดทิศทางการบริหาร และให้มีองค์กรเอกชนให้บริการด้านวิชาการและเทคนิคแก่สถานประกอบการภายใต้การดูแลของภาครัฐ
9).การคุ้มครองเกี่ยวกับการพักงาน
• ห้ามนายจ้างสั่งพักงานเพื่อสอบสวนความผิดของลูกจ้างเว้นแต่มีข้อบังคับหรือตกลง แต่จะสั่งพักงานได้ไม่เกิน 7 วันและต้องจ่ายเงินในช่วงพักงานตามอัตราที่กำหนดคือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ถ้าปรากฏว่าลูกจ้างไม่มีความผิดนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างนับตั้งแต่วันที่ถูกสั่งพักงานพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
10).การคุ้มครองเกี่ยวกับค่าชดเชย
• ชดเชยการเลิกจ้าง
o ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 90 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 180 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 210 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 300 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฏหมายกำหนด
• คุ้มครองลูกจ้างกรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบการไปท้องที่อื่น ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำรงชีพปกติของลูกจ้างและครอบครัว ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และให้ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาได้กรณีไม่ประสงค์ย้ายตามและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยปกติ
• ให้มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษนอกเหนือค่าชดเชยปกติกรณีเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน หรือเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ถ้าลูกจ้าทำงานครบ 6 ปี ขึ้นไปมีสิทธิรับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 วันต่อการทำงานที่เพิ่มครบ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 360 วัน
11).กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
• สำหรับนายจ้างที่ไม่ได้ตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ส่งเงินสมทบเท่ากับจำนวนเงินสะสมที่หักจากค่าจ้างนำส่งกองทุน เพื่อจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง เจตนารมณ์เพื่อสร้างหลักประกันในการทำงาน ป้องกันการย้ายงานบ่อยและส่งเสริมการออมทรัพย์
12).บทกำหนดโทษ
• จำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท และต่ำสุดไม่เกิน 2,000 บาท














หน่วยที่ 6 กฏหมายแรงงานเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพ (1)
ความปลอดภัยในการทำงานคือ การป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ ขจัดปัญหาหรือสาเหตุที่จะนำไปสู่อุบัติเหตุอันตราย ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องจัดทำตามกฏหมาย โดยโรคและอุบัติเหตุจากการทำงานเริ่มเมื่อปี พ.ศ.2507 จากความพิการจากพิษแมงกานีสของโรงงานถ่านไฟฉาย และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่105 มี.ค.2515 ได้เป็นแม่บทสำคัญในการออกกฏหมายแรงงานของกระทรวงมหาดไทยฉบับแรกเมื่อ พ.ศ.2519 เป็นลักษณะกฏหมายมหาชนที่นายจ้างและลูกจ้างต้องปฏิบัติตามรัฐกำหนด ประกอบด้วยมาตรฐาน 3 เรื่อง คือ 1.ความปลอดภัยเกี่ยวกับสภาพการทำงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2. วิธีการทำงานที่ปลอดภัย 3. การบริหารความปลอดภัย และต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี คือ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และนักวิชาการก่อนเป็นกฏหมายใช้ปฏิบัติ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2544 มี 17 เรื่อง( ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ฉบับที่ยังไม่ได้ประกาศยังคงใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย) คือ
เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับ ภาวะแวดล้อม( ความร้อน แสง เสียง) , ภาวะแวดล้อม(สารเคมี) , ภาวะแวดล้อม(ประดาน้ำ) , ในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า , ในการทำงานของลูกจ้าง , ในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร , ในการทำงานก่อสร้างว่าด้วยเรื่องนั่งร้าน , ในการทำงานก่อสร้างว่าด้วยเรื่องลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว , ในการทำงานของลูกจ้างว่าด้วยเขตก่อสร้าง , ในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น , ในการทำงานเกี่ยวกับการตอกเสาเข็ม , ในการทำงานในสถานที่อับอากาศ , ในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย , ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับหม้อน้ำ , ความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูง วัสดุกะเด็น ตกหล่น และการพังทลาย , เรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการเพื่อความปลอดภันในการทำงานสำหรับลูกจ้าง , เรื่องคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ขอบเขตของกฏหมายความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของสากลประเทศ
1) มาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน 10 เรื่อง เช่น การก่อสร้าง , การติดตั้งสายไฟและการควบคุม, การักษาความสะอาด และสภาพแวดล้อมในการทำงาน , แสงสว่าง , การสุขาภิบาลและอนามัย , สัญญาณ ปิดประกาศ ป้ายห้าม เตือน , การระบายอากาศ , ทางเข้า ออก , พื้นที่ทำงานและช่องทางเดิน
2) มาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่องจักรและเครื่องมือ 8 เรื่องคือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า , อุปกรณ์ที่ใช้ความดันของอากาศและแก๊ส , อุปกรณ์และเครื่องมือลำเลียงวัสดุ , ปั้นจั่น , อุปกรณ์และเครื่องผ่อนแรงที่ใช้แรงคนชนิดเคลื่อนที่ได้ , เครื่องจักรและอุปกรณ์ป้องกันเครื่องจักร , รถบรรทุกสิ่งของ , อุปกรณ์อื่นที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม
3) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับวัสดุ 4 เรื่อง คือ วัตถุมีพิษ วัตถุไวไฟ วัตถุระเบิด , อันตรายจากการทำงานหรือติดตั้งใกล้วัตถุมีพิษ , การเคลื่อนย้าย ขนส่ง และเก็บรักษาด้วยกำลังคน , การเคลื่อนย้าย ขนส่ง และเก็บรักษาด้วยเครื่องมือ เครื่องจักร
4) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้าง 4 เรื่อง คือ การป้องกันสารกัมมันตภาพรังสี , การรักษาและปฐมพยาบาล , การป้องกันส่วนบุคคลเกี่ยวกับการทำงานในถังหรือที่อับอากาศ , ทักษะความชำนาญและความรู้
5) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับต้นกำเนิดพลังงาน 5 เรื่อง คือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า , พลังงานไฮโดรลิก, พลังงานไอน้ำ ,พลังงานที่ได้จากการจุดระเบิด, แหล่งพลังงานอื่นๆที่ใช้ในงานอุตสหกรรมบางชนิด
6) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับกระบวนการผลิต 6 เรื่อง คือ การพ่นขัดแต่งผิวโลหะ, การขัดและการขัดด้วยหนัง ,การชุบโลหะ, การพ่นสี , การเชื่อม การตัด การบัดกรี , มาตรฐานเกี่ยวกับการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมบางชนิด
7) กฏข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารความปลอดภัย 4 เรื่อง คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย จป. และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ , การจัดทำสถิติ บันทึกและรายงานเกี่ยวกับการบาดเจ็บและเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน , การตรวจตรา การเตือน การออกคำสั่ง การลงโทษ , การเปลี่ยนข้อกำหนด หรือการกำหนด ข้อยกเว้น
มาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2546
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมความร้อน( หมวด 1 )
• ในสถานประกอบการที่ลูกจ้างทำอยู่ จะมีสภาพความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายลูกจ้างเกิน 38 ซ0ไม่ได้ ถ้าสูงกว่าจะต้องให้พักชั่วคราวจนกว่าอุณหภูมิจะปกติ
• แหล่งกำเนิดที่ให้ความร้อนสูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จะต้องปิดประกาศเตือนให้ทราบ
• ถ้าบริเวณที่ทำงานมีอุณหภูมิสูงกว่า 45 ซ0 ต้องจัดให้ใส่ชุดป้องกันร่างกายตลอดเวลาที่ทำงาน และวัสดุที่ใช้ต้องมีน้ำหนักเบา
กฏหมายใหม่ พ.ศ.2546 จะแบ่งตามความหนักเบาของงาน มาตรฐานระดับความร้อนเป็นค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวทบัลบ์โกลบ (WBGT) งานเบา 34 ซ0 งานปานกลาง 32 ซ0 งานหนัก 30 ซ0
อุณหภูมิเวทบัลบ์โกลบ (WBGT) = 0.7 NWB + 0.3 GT (ในอาคารหรือนอกอาคารที่ไม่มีแสงแดด)
(WBGTงานที่ใช้แรงน้อยทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกาย 200 – 350 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น) = 0.7 NWB + 0.2 GT + 0.1 DB (นอกอาคารที่มีแสงแดด)
NWB = Natural Wet Bulb Temp.อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกตามธรรมชาติ
GT = Globe Temp. อุณหภูมิที่อ่านจากโกลบเทอร์โมมิเตอร์
DB = Dry Bulb Temp อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง
งานเบา คืองานที่ใช้แรงน้อยทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่เกิน 200 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น งานเขียนหนังสือ งานประกอบ การยืนคุมงาน
งานปานกลาง คือ งานที่ใช้แรงทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกาย 200 – 350 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น งานยก ลาก ดัน ตอกตะปู งานตะไบ งานขับรถบรรทุก
งานหนัก คือ งานที่ใช้แรงทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกาย 350 – 500 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น งานเลื่อยไม้ งานขุดตัก งานทุบโดยใช่ค้อนขนาดใหญ่ งานยกของหนักขึ้นที่สูง
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมแสงสว่าง (หมวด 2 ) ความเข้มของแสงสว่างนั้นจะขึ้นกับความละเอียดของงาน
กฏหมายใหม่ พ.ศ.2546
o ถนน ทางเดินนอกอาคาร 20 ลักซ์
o ทางเดินในอาคาร ระเบียง บันได ห้องพักผ่อน ห้องเก็บของ 50 ลักซ์
o ที่ทำงานที่ไม่ต้องการความละเอียด ป้อมยาม จุดขนถ่ายสินค้า ห้องเปลี่ยนเสื้อ ห้องน้ำ การสีข้าวสางฝ้าย 100 ลักซ์
o งานละเอียดน้อยมาก งานหยาบที่ทำบนโต๊ะ ทำชิ้นงานที่ใหญ่กว่า 0.75 มม. ตรวจงานหยาบด้วยตา การนับของใหญ่ 200 ลักซ์
o งานละเอียดน้อย บรรจุน้ำลงขวด เจาะรู ทากาว เย็บเล่มหนังสือ รับจ่ายเสื้อผ้า 300 ลักซ์ ถ้าชิ้นงาน 0.125 มม.เช่น พิมพ์ดีด เขียนอ่าน ประกอบรถยนต์ งานไม้ละเอียด 400 ลักซ์
o ละเอียดปานกลาง เขียนแบบ พ่นสี พิสูจน์อักษร งานตรวจสอบขั้นสุดท้าย 600 ลักซ์
o ละเอียดสูง ชิ้นงาน 0.025 มม. ตรวจสอบละเอียด งานปรับเทียบมาตรฐานอุปกรณ์ ระบายพ่นสี 800 ลักซ์ ตัดเย็บผ้าด้วยมือ ตรวจสอบตกแต่งสินค้าสิ่งทอ งานถัก คัดแยก เทียบสีหนังที่มีสีเข้ม เทียบสีย้อมผ้า 1200 ลักซ์
o ละเอียดสูงมาก ทำเครื่องมือ แม่พิมพ์ที่ละเอียดขนาด 0.025 มม. ประกอบชิ้นส่วนขนาดเล็ก สิ่งถักสีอ่อน ตรวจสอบตกแต่งสินค้าสิ่งทอ 1600 ลักซ์
o ละเอียดสูงมาก การเจียระไน นาฬิกาข้อมือ การถัก ซ่อมแซมเสื้อผ้า ตรวจสอบชิ้นส่วนขนาดเล็ก 2400 ลักซ์
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมเสียง (หมวด 3)
ถ้าไม่มีค่ามาตรฐานตามตารางให้ใช้สูตร T = 8
2( L-90)/5

เวลาทำงานที่ได้รับเสียงใน 1 วัน (ชม.) ,T ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลสทำงานไม่เกิน(เดซิเบลเอ), L
12 87
8 90
6 92
4 95
3 97
2 100
1 ½ 102
1 105
½ 110
¼ หรือน้อยกว่า 115

o การตรวจวัด วิเคราะห์สถาวะแวดล้อม แสงสง่าง ความร้อน เสียง ต้องทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดย จป.วิชาชีพหรือผู้จบปริญญา
ตรีด้านวิทยาศาสตร์เป็นผู้รับรองรายงาน และเก็บที่โรงงานรอการตรวจสอบ
o การตรวจวัดความร้อนต้องเป็นบริเวณที่ทำงานปกติ เป็นบริเวณที่มีความร้อนสูง และตรวจวัดในเดือนที่มีอากาศร้อนของทุกปี
ตามประเภทของโรงงานที่กำหนดบังคับ
o การตรวจวัดเสียงต้องเป็นบริเวณที่ทำงานปกติ เป็นบริเวณที่มีเสียงดัง ตามประเภทของโรงงานที่กำหนดบังคับ
o วิธีการตรวจวัดวิเคราะห์ต้องตามมาตรฐาน OSHA , NIOSH หรือตามวิธีที่กรมโรงงานอุตฯเห็นชอบ
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมสารเคมี
สารเคมีมีมากว่าล้านตัว และมีการนำมาใช้มีมากกว่า 4 หมื่นชนิด
สารเคมี ตามประกาศฯ คือ
o เส้นใย คือ สารที่มีละกษณะเหนียวและยาวคล้ายเส้นด้าย มีต้นกำเนิดจากแร่ พืช สัตว์ ใยสังเคราะห์ เช่น ใยแก้ว ปอ แอสเบสตอส
o ฝุ่น คือ อนุภาคของแข็งที่สามารถฟุ้งกระจาย ปลิว ลอย ในอากาศ ได้ เช่น ฝุ่นถ่านหิน
o ละออง คือ อนุภาคของเหลวที่ลอยแขวนอยู่ในอากาศ เช่น ละอองกรด
o ฟูม คือ อนุภาคของแข็งที่เกิดจากรวมตัวของไอสาร สามารถลอยตัวในอากาศได้ เช่น ฟูม(ควัน)จากการเชื่อม
o แก๊ส คือ ของไหลที่มีปริมาตรหรือรูปทรงไม่แน่นอน สามารถฟุ้งกระจายและเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือของแข็งได้โดยการ
เพิ่มความดันหรือลดอุณหภูมิ
o ไอเคมี คือ ไอของเคมีที่เป็นของแข็งหรือของเหลวในสภาวะปกติ เช่น เบนซิน ทินเนอร์
o หน่วยวัด เช่น ppm , mg/cu.m , micro gram/cu.m , ล้านอนุภาค ต่อ ลบ.ฟุต
o ปริมาณความเข้มสูงสุดในช่วงเวลาจำกัด คือ ในช่วงหรือคาบหนึ่งของเวลาการทำงาน เช่น 10 นาที 20 นาที จะมีปริมาตรสารเคมี
ในปริมาตรที่สูงกว่ากำหนดไว้ในตารางไม่ได้
o ตลอดเวลาทำงานปกติ คือ 8 ชั่วโมง
o ปริมาณความเข้มข้นที่ยอมให้มีได้ของสารเคมีในบรรยากาศทำงาน TLV คือ ปริมาณสารเคมีที่ฟุ้งกระจายในอากาศบริเวณที่
ลูกจ้างทำงานซึ่งมีโอกาสหายใจเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเชื่อว่า ปริมาตรความเข้มข้นดังกล่าวจะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย
สาระสำคัญของกฏหมาย
o ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในที่ที่มีปริมาตรความเข้มข้นของสารเคมีเกินกว่าที่กำหนดในตาราง 1 – 4 โดยมีการตรวจวัด
ค่า
o ให้นายจ้างปรับปรุงแก้ไขกรณีมีค่าความเข้มข้นเกินกำหนด หากแก้ไขไม้ได้ต้องจัดหาPPE ตามมตรฐานให้ลูกจ้างสวมใส่
ตลอดเวลาที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี ( ป้องกันที่ต้นกำเนิด โดยวิธีต่างๆ เช่น ปิดกั้น แยกระบบออก เปลี่ยนชนิดสาร หรือ การ
ป้องกันที่ทางผ่าน)
o ให้นายจ้างที่มีสารเคมีตามตาราง 1-4 จัดแยกอาคารหรือห้องเก็บโดยเฉพาะ
o ให้นายจ้างเลือก/จัดซื้อเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับชนิดของสารเคมี
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมประดาน้ำ
สาระสำคัญ
o เป็นกฏหมายใช้บังคับสำหรับงานประดาน้ำที่ดำในน้ำลึกเกินกว่า 10 เมตร แต่ไม่เกิน 60 เมตร
o กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับประดาน้ำ ต้องได้รับการตรวจสุขภาพทุก 6 เดือนหรือทุกครั้งที่ลูกจ้างหายเจ็บป่วย (ป่วยเกิน 7
วัน)
o ลูกจ้างทำงานประดาน้ำต้องมีประสบการณ์ หรือได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานประดาน้ำ
o กำหนดในงานประดาน้ำจะต้องมีหัวหน้าประดาน้ำ 1 คน และผู้ช่วยเหลืออื่นเท่าที่จำเป็น เช่น พี่เลี้ยงดำน้ำ ผู้รักษาเวลาในการดำ
น้ำ เวลาพัก
o ต้องจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน ( เครื่องวัดระดับความลึก เครื่องจับเวลา เชือกนำสำหรับส่ง
สัญญาณหรือนำทางกลับ เครื่องประดาน้ำประเภทใช้ถังอัดอากาศจากผิวน้ำมีถังเก็บและจ่ายผ่านท่อที่ติดกับหน้ากาก หรือ
เครื่องประดาน้ำประเภทใช้ถังอัดอากาศแบบอิสระติดร่างกาย
• ความลึก 10-40 เมตร ใช้ เครื่องประดาน้ำแบบใดแบบหนึ่ง มีประดาน้ำและพี่เลี้ยงอย่างละ 1 คน
• ความลึก 10-40 เมตร มีกระแสน้ำแรงเกิน 1.6 กม./ชม. หรือทำงานในที่แคบ ใช้ เครื่องประดาน้ำแบบใดแบบหนึ่ง มีประดาน้ำ 1 คนและพี่เลี้ยงอย่างมากกว่า 1 คน
• ความเกิน 40 เมตร ใช้ เครื่องประดาน้ำแบบถังอัดอากาศจากผิวน้ำ มีประดาน้ำ พี่เลี้ยง ผู้รักษาเวลา และผู้ควบคุมเครื่องอัดอากาศอย่างละ 1 คน
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า
อันตรายที่พบบ่อยในสถานประกอบการคือ
• ไฟฟ้าช็อต ทำให้ลูกจ้างบาดเจ็บ ตาย
• ไฟฟ้าที่รั่วไหลไปสู่เครื่องจักร เครื่องมือทำให้ทำงานโดยไม่ได้ตั้งใจจนเกิดอันตรายขึ้น
• ไฟฟ้าทำให้เครื่องมือ เครื่องจักรเสื่อมเสีย เช่น ร้อนจัดจนลุกไหม้ หลอดขาด อุปกรณ์เสื่อม
• ไฟฟ้าทำให้เกิดการระเบิดของเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ฟ้า เช่น หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด
• ไฟฟ้าทำให้เกิดไฟไหม้
สาเหตุหลัก คือ
• สภาพที่ไม่ปลอดภัยของ สายไฟ ปลั๊กไฟ คัทเอาท์ หม้อแปลง แผงวงจรไฟฟ้า การเดินสายไฟ เครื่องมือเครื่องจักรที่มีมีสายดิน
• วิธีการทำงานที่ไม่ปลอดภัยของลูกจ้าง เช่น ใช้กำลังไฟเกินที่สายไฟจะทนได้ การต่อไฟด้วยวิธีที่ไม่ปลอดภัย ทำงานกับฟ้าแรงสูงโดยไม่สวมเครื่องป้องกัน ประมาท
สาระสำคัญ
• การเลือกชนิดสายไฟฟ้า สายในอาคารต้องมีฉนวนหุ้มตามมาตรฐาน มอก.11-2518 สายใต้ดินต้องมีฉนวนหุ้ม 2 ชั้น ไม่ผุกร่อน สายที่ใช้กับเครื่องทำความร้อนต้องหุ้มฉนวนที่ทนความร้อนได้ กำหนดพื้นที่หน้าตัดสายไฟให้เหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ใช้
• วิธีการเดินสายไฟฟ้าและเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบ กำหนดต่างๆ เช่น วิธีการเดินสาย การเลือกใช้อุปกรณ์ ท่อ สวิตซ์ รางเดินสาย การเดินสายใต้ดิน สายร้อยท่อ สายในอาคาร สายนอกอาคาร การโค้งท่อเดินสาย การยึดสาย
• การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า
การติดตั้งเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า ภายในห้องต้องมีการระบายอากาศดี มีเครื่องตัดกระแสไฟเกินขนาด มีถังดับเพลิงเพียงพอ
การติดตั้งแผงสวิทซ์ มีตู้ปิดมิดชิด ใช้วัสดุทนไฟ ส่วนโลหะต้องต่อลงดิน ต้องสามารถตัดกระแสไฟได้ตามอัตราที่กำหนด
การติดตั้งหม้อแปลงเครื่องวัด ที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงกว่า 600 โวลต์ สายแรงดันต่ำต้องต่อลงดิน วงจรด้านแรงดันต่ำต้องเป็นวงจรปิด
หม้อแปลงไฟฟ้าที่ติดตั้งบนเสาหรือโครงสร้าง ต้องแข็งแรงไม่กีดขวาง สูงเหนือพื้นไม่น้อยกว่า 3.4 ม. ถ้ามียานพาหนะผ่านต้องสูงไม้น้อยกว่า 4 ม. , ถ้าติดตั้งบนกำแพงอาคาร ต้องได้รับการรับรองจากไฟฟ้าเขตนั้น , ถ้าติดตั้งบนพื้น ต้องมีรั้วล้อมรอบอย่างน้อย 1 ม.ป้องกันไม่ให้ผู้ไม่มีหน้าที่เข้าไป ถ้าติดตั้งในอาคาร ต้องมีการระบายอากาศและรั้ว/ผนังล้อมรอบ 1 ม.จากหม้อแปลง
• การต่อสายดิน ความต้านทานดินต้องไม่เกิน 25 โอห์ม ณ จุดที่ปักเพื่อให้ไฟฟ้าไหลได้สะดวก , ขนาดพื้นที่หน้าตัดสายดินขึ้นกับวงจรกระแสไฟฟ้าตรง/สลับ /เครื่องล่อไฟฟ้าแรงสูง , หลักดินต้องเป็นตามกฏหมายกำหนดเช่น เป็นแท่งเหล็กอาบโลหะกันการผุกร่อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1.6 ซม. ยาวไม่น้อยกว่า 2.4 ม. ปลายข้างหนึ่งปักลงดินไม่น้อยกว่า 2.4 ม. , ขนาดสายดินต้องไม่เล็กกว่า 1/5 ของสายนำที่ใหญ่ที่สุดของวงจรนั้นและไม่เล็กกว่าสายทองแดงที่มีพื้นที่หน้าตัด 8 ตร.มม.
• การติดตั้งสายล่อฟ้า สิ่งที่ต้องต่อสายล่อฟ้าเช่น ปล่องควันที่เป็นโลหะ ปล่องควันที่เป็นอิฐก่อหรือคอนกรีต ถังที่เก็บของเหลวหรือแก๊สไวไฟ , หลักล่อฟ้า ให้ต่อกับปล่องควันที่เป็นอิฐก่อหรือคอนกรีต ตามกฏหมายเช่น เป็นเหล็กไม่เป็นสนิมนำไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่าทองแดง มีสายเชื่อมโยงครบวง ติดตั้งรอบปล่องระยะห่างกันไม่เกิน 2.4 ม. ติดตั้งสูงจากปล่องไม่น้อยกว่า 50 - 75 ซม. , สายดิน เป็นสายทองแดง แผ่นยาว สายถักทองแดง พท.หน้าตัดไม่น้อยกว่า 70 ตร.มม. หรือสายท่อทองแดงกลวงซึ่งหนาไม่น้อยกว่า 1.5 มม. การจับยึดสายดินต้องใช้หัวจับยึดที่เป็นทองแดงหรือโลหะผสมทองแดง
• การป้องกันการไหลของกระแสไฟฟ้าเกินขนาด ให้ติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าระหว่างเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้ากับสายไฟในอาคาร ถ้ามีหลายอาคารต้องติดระหว่างสายภายนอกอาคารและภายในอาคารและจุดที่มีการเปลี่ยนขนาดของสาย ห้ามไม่ให้มีไฟตกเกินกว่า 2% ระหว่างเครื่องวัดกับสายภายในเมื่อใช้ไฟเต็มที่ ให้ใช้เครื่องตัดกระแสไฟฟ้าแบใบมีดโยก
• การป้องกันกระแสฟฟ้าลัดวงจร( ไฟฟ้าช็อต) ให้ทำตามกฏหมายกำหนดเช่น การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า การเดินสาย การใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ ในที่มีความชื้น มีไอระเหย สารไวไฟ ไอกรดด่าง การต่อสาย
• ภาระหน้าที่ของนายจ้างในการควบคุมการใช้ไฟฟ้า ต้องจัดทำแผงผังวงจรไฟฟ้าทั้งหมดและมีไว้ให้ตรวจสอบตลอดเวลา จัดทำป้ายเตือน ตรวจตราซ่อมแซมสายและอุปกรณ์ ให้ปิดกั้นบริเวณสายไฟฟ้าแรงสูง ใส่กุญแจที่สวิทซ์ป้องกันการสับสวิทซ์ขณะตรวจสอบ มีการอบรม มีระเบียบข้อบังคับในการทำงาน
• การป้องกันอันตรายส่วนบุคคล นายจ้างต้องจัดหาให้ ใช้ถุงมือเมื่อจับต้องกระแสไฟฟ้าขนาด 50 โวลต์ขึ้นไป ใช้เข็มขัดเมื่อทำงานสูงเกินกว่า 4 เมตร
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่อับอากาศ (ประกาศกระทรวงมหาดไทย)
สถานที่อับอากาศ หมายถึง สถานที่ที่มีทางเข้าออกจำกัด มีการระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะทให้อากาศภายในอยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นที่สะสมของสารพิษ สารไวไฟ ออกซิเจนไม่พอ
ก่อนทำงานในสถานที่อับอากาศ ต้อง
• ตรวจปริมาณออกซิเจน สารเคมีที่เป็นพิษหรือสารระเบิดได้ และเก็บผลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ ถ้าประมาณเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด ให้ขจัดหรือระบายให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
• ถ้าไม่สามารถทำได้ให้จัดอุปกรณ์ PPE ตามความเหมาะสมของงาน
• จัดให้มีใบอนุญาตในการทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง
ระหว่างทำงานในที่อับอากาศ ต้อง
• ตรวจสภาพอากาศเป็นระยะๆไม่ให้เกินมาตรฐาน
• จัดให้มีคนช่วยเหลือที่ทางเข้า-ออก สถานที่อับอากาศ และสามารถติดต่อกับคนภายในได้
• อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในสถานที่อับอากาศต้องป้องกันการช็อต หรือป้องกันการระเบิด/ลุกไหม้ได้ สายไฟต้องไม่เสียหายได้ง่าย
• ต้องจัดให้มีผู้ควลคุมงานที่ผ่านการอบรม วางแผน สอนงาน ควบคุมการทำงาน และการใช้อุปกรณ์ PPE
• ให้นายจ้างกำหนดข้อห้ามและการควบคุมต่างๆ เช่น ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้า ถ้าเป็นช่องโพรงต้องปิดกั้นไม่ให้คนตกลงไปและจัดทำป้าย “ บริเวณอันตราย ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ”
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย (ประกาศกระทรวงมหาดไทย)
สารเคมีอันตราย หมายถึง สาร สารประกอบ สารผสม ซึ่งอยู่ในรูปของเหลว ของแข็ง และก๊าซ ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังนี้
o มีพิษ กัดกร่อน ระคายเคือง ทำให้เกิดการแพ้ ก่อมะเร็ง หรือทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย
o ทำให้เกิดการระเบิด เป็นตัวทำปฏิกริยาที่รุนแรง เป็นตัวเพิ่มออกซิเจน หรือไวไฟ
o มีกัมมันตภาพรังสี
กำหนดให้นายจ้างต้อง
o แจ้งรายละเอียดสารเคมีอันตรายที่มีอยู่ในการครอบครอง ตามแบบ ส.อ.1
o ส่งรายงานความปลอดภัยและการประเมินการก่ออันตรายจากสารเคมีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามที่กำหนด การเก็บรักษา การขนส่ง นำสารเคมีอันตรายเข้าไปในสถานประกอบการต้องจัดฉลากปิดภาชนะบรรจุหรือ...บห่อหุ้มสารเคมีอันตราย
o สถานที่เก็บ วิธีการเก็บต้องปลอดภัยตามสภาพ/ลักษณะของสารเคมีอันตราย
o สถานที่ทำงานต้องสะอาด มีการระบายอากาศที่เหมาะสม มีออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 18 โดยปริมาตร และมีระบบป้องกันและกำจัดมิให้สารเคมีในบรรยากาศมีปริมาณเกินมาตรฐานกำหนด
o ไม่ให้ลูกจ้างพักอาศัยในบริเวณที่เก็บสารเคมีอันตราย
o ตรวจวัดระดับสารเคมีในบรรยากาศเป็นประจำ ตามแบบ ส.อ.3
o ตรวจสุขภาพลูกจ้างประจีตามแบบ ส.อ.4
o จัดอุปกรณ์ดับเพลิงเหมาะสม จัดอุปกรณ์ PPE จัดอุปกรณ์เวชภัณฑ์การปฐมพยาบาล
o อบรมลูกจ้างให้เข้าใจเรื่องการเก็บ ขนส่ง การะบวนการผลิต อันตรายที่เกิด วิธีการควบคุมป้องกัน วิธีการอพยพเคลื่อนย้าย
กำหนดให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามกฏ ระเบียบ ข้อบังคับ มาตราการต่างๆ และต้องสวมใส่อุปกรณ์ PPE
นายจ้างหรือลูกจ้างที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติมีความผิด ปรับไม่เกิน 20000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน
หน่วยที่ 7 กฏหมายแรงงานเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพ (2)
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร
• ข้อกำหนดความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร เช่น การแต่งกาย การใช้เครื่องป้องกันที่มีมาตรฐานและให้เหมาะสมกับงานที่ทำ
• ข้อกำหนดความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร-เครื่องมือกลต่างๆ ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร เช่น สายดิน ครอบป้องกัน การบังคับให้ใช้สวิทซ์ทำงานโดยการบังคับด้วยมือ 2 ข้าง มีการใช้ป้ายแขวนเมื่อมีการติดตั้ง/ซ่อมแซมอุปกรณ์ จัดทำเขตแสดงอันตรายโดยการล้อมรั้วกั้น มีการตรวจตราซ่อมแซมให้เครื่องมือมีสภาพพร้อมใช้งาน
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรเรื่องหม้อไอน้ำ
• ให้มีการใช้หม้อน้ำและอุปกรณ์หม้อน้ำที่มีมาตรฐานสากลหรือมีมาตรฐานการผลิตอุตสาหกรรม และมีการติดตั้งถูกหลักวิชาการด้านวิศวกรรม , มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ใช้กับหม้อน้ำ , กำหนดให้มีมาตรการการควบคุมดัดแปลงหม้อน้ำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ , กำหนดให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับหม้อน้ำเพื่อให้คำปรึกษา แก้ไข ปรับปรุงกฏหมายและแก้ปัญหาทางเทคนิค, กำหนดให้มีการทดสอบประจำปีและหลังซ่อมส่วนสำคัญโดยมีวิศวกรรับรองผลการตรวจสอบ , กำหนดให้นายจ้างจัดอุปกรณ์ PPE, ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งดำเนินการให้นายจ้างปรับปรุง แก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย หรือระงับการใช้
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง ว่าด้วยนั่งร้าน
สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดจากนั่งร้าน
o เกิดจากการสร้างนั่งร้านไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยทางเทคนิค
o เกิดจาวิธีการทำงานหรือการใช้งานที่ไม่ปลอดภัยของลูกจ้าง เช่น สร้างนั่งร้านไม่มาตรฐาน รับน้ำหนักไม่ได้ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมเช่น เชือก ไม่มีราวกันตก ช่วงห่างระหว่างเสามากไป วางของหนักมากไปบนนั่งร้าน การยึดกับพื้นไม่ดีพอ การรื้อถอนไม่เหมาะสม
ตามกฏมายให้สร้างนั่งร้านใช้งานเมื่อทำงานที่สูงเกินกว่า 2 เมตร โดยสร้างตามแบบมาตรฐานที่กฏหมายกำหนด หรือตามที่วิศวกรออกแบบก็ได้แต่ต้องมีรายละเอียดบางประการที่สำคัญตามที่กฏหมายกำหนด
ประเภทนั่งร้าน
o นั่งร้านประเภทเสาเรียงเดี่ยว ความสูงการก่อสร้างไม่เกิน 7 ม. (มาตรฐานตามกฏหมายและ กว.) และเกิน 7 ม.(ตาม วิศวกร กว.)
o นั่งร้านประเภทอื่นๆ ความสูงการก่อสร้างไม่เกิน 21 ม. (มาตรฐานตามกฏหมายและ กว.) และเกิน 21 ม.(ตาม วิศวกร กว.)
นั่งร้านมาตรฐานน้ำหนักบรรทุกบนต้องไม่เกิน 150 กก.ต่อ ตร.ม.ระหว่างช่องเสา , น้ำหนักแต่ละชั้นห้ามเกิน 50 กก.ต่อความยาว 1 ม. , ถ้าวิศวกรคำนวณสามารถรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของการใช้งานสำหรับนั่งร้านโลหะ และ 4 เท่า สำหรับนั่งร้านไม้
ถ้าใช้ไม้ไผ่ ทุกลำต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 6 ซม. มีความยาวส่วนที่ทาบไม่น้อยกว่า 1 ม. มัดติดด้วยการขันชะเนาะไม่น้อยกว่า 2 เปลาะ เชือกต้องใหม่มีความเหนียวและมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 2 ซม. ต้องตั้งเสาห่างกันไม่เกิน 1.5 ม. คานต้องผูกติดกับทุกต้น ส่วนที่ตั้งตรงให้มีการค้ำยันกับแนวราบลักษณะทะแยงมุม 45 องศาและสลับฟันปลาตลอดแนว แต่ละชั้นห่างไม่เกิน 2 ม.ค้ำยันส่วนตั้งตรงให้ผูกติดสมอดิน
นั่งร้านที่ออกแบบโดยวิศวกร ต้องแข็งแรง บรรทุกน้ำหนักได้ 2 เท่าของน้ำหนักใช้งาน พื้นกว้างไม่น้อยกว่า 35 ซม. มีราวกันตก สูง 90 – 170 ซม.มีบันไดขึ้นลงเอียงไม่เกิน 45 องศา มีการยึดโยง ตรึง ค้ำยันกับดิน
นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาผ้าใบ หรืออื่นๆเพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งของตกหล่น จัดหา PPE เหนือช่องทางเดินต้องมีแผ่นไม้ ผ้าใบปิดป้องกันผู้ใช้ทางเดิน
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง ว่าด้วยลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว
ลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ประกอบด้วย หอลิฟท์หรือปล่องลิฟท์ ตัวลิฟท์ และเครื่องจักร ใช้ขนส่งวัสดุในแนวดิ่ง
o การสร้างลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ให้ กว.วิศวโยธา ออกแบบคำนวณโครงสร้าง กำหนดรายละเอียด และถ้าสูงเกิน 9 ม.ต้องทำตามกฏหมาย คือ หอลิฟท์ ต้องรับ นน.ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของการใช้งานปกติ คานสำหรับติดตั้งรอกและฐานรับรอก ต้องรับน้ำหนักรวม(นน.ตัวลิฟท์และ นน.บรรทุก)ไม่น้อยกว่า 5 เท่า ฐานรับ ต้องมั่นคง รับ นน.ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของนน.ตัวลิฟท์ นน.หอลิฟท์และนน.บรรทุกรวมกัน ตัวลิฟท์ ต้องรับ นน.บรรทุกไม่น้อยกว่า 5 เท่าของนน.ใช้งาน มีขอบกันตกไม่น้อยกว่า 7 ซม.จากพื้นลิฟท์โดยรอบ ด้านที่ไม่ใช่ทางเข้าออก ต้องปิดกั้นด้วยไม้หรือตาข่าย (ถ้าหอลิฟท์ที่สร้างด้วยไม้ต้องมีค่าควมปลอดภัยไม่น้อยกว่า 8 เท่าของultimate bending stress ถ้าหอลิฟท์ที่สร้างด้วยโลหะต้องมีค่าควมปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 เท่าของyield point)
o การติดตั้งลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ถ้าตัวลิฟท์อยู่ในหอลิฟท์ ต้องมีลวดตาข่าย หรือไม้ตีเว้นช่องห่างกัน 3-10 ซม. ทุกด้านสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตรจากพื้นลิฟท์ ถ้าตัวลิฟท์อยู่นอกหอลิฟท์ ต้องมีรั้วกั้นโดยรอบกันคนเข้า ทางเดินระหว่างลิฟท์กับสิ่งก่อสร้าง ต้องมีราวกันตก 90 – 110 ซม.จากพื้นทางเดิน มีขอบกันตกสูงไม่น้อยกว่า 7ซม.จากพื้น มีโลหะสูง 90-110 ซม.ใช้ขวางกั้นที่ปิดเปิดได้ห่างจากลิฟท์ไม่น้อยกว่า 60 ซม.บนทางเดิน
o การใช้ลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว กฏหมายกำหนดให้นายจ้างต้อง จัดการป้องกันไม่ให้มีส่วนยื่นออกมาขัดกับตัวลิฟท์และกันวัสดุตกหล่น มีป้ายบอกนน.บรรทุกชัดเจน ห้ามขนส่งคน มีการตรวจสอบทุกวัน มีผู้ได้รับการฝึกอบรมมีหน้าที่บังคับตลอดเวลา มีข้อบังคับการใช้ติดชัดเจนและต้องทำตามข้อบังคับ ถ้าใช้ขนส่งรถ/ของที่มีล้อต้องป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนที
o การคุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ให้นายจ้างจัดหา PPE ให้เหมาะสม มีมาตรฐาน
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง ว่าด้วยเขตก่อสร้าง
ต้องกำหนด
o เขตก่อสร้าง โดยกำหนดพื้นที่ในบริเวณก่อสร้าง ซึ่งนายจ้างจัดทำคอก/รั้วกั้นไว้
o เขตอันตราย โดยกำหนดบริเวณก่อสร้าง /บริเวณใช้ปั้นจั่น/บริเวณติดตั้งนั่งร้าน/ลิฟท์ขนส่ง/ส่วนก่อสร้างอาคาร/ส่วนลำเลียงวัสดุ/สถานที่เก็บเชื้อเพลิง/บริเวณใช้เครื่องจักร-กระแสไฟฟ้า ต้องจัดทำป้ายเขตอันตราย ทำรั้วกั้น ปิดประกาศชัดเจน ในเวลากลางตืนให้มีไฟสีแดงตลอดเวลา ห้ามไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้า
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น
ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ มีอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องต้นกำลังในตัวติตั้งบนหอสูง ขาตั้ง หรือล้อเลื่อน
ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ เช่น รถเครน
ข้อกำหนดของกฏหมาย
ข้อกำหนดสำหรับนายจ้างที่ใช้ปั้นจั่น ต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะของปั้นจั่น และคู่มือการใช้ที่ผู้ผลิตกำหนด ตลอดจนการประกอบ ทดสอบ ถ้าไม่มีคู่มือกำหนดให้ปฏิบัติตามที่วิศวกรเครื่องกลกำหนดเป็นหนังสือ และต้องติดป้ายบอกพิกัด นน.ยกที่รถ
มาตรฐานการใช้ลวด ลวดวิ่งเป็นลวดเหล็กกล้าที่เคลื่อนที่เมื่อปั้นจั่นทำงาน ห้ามใช้ถ้าขาดตั้งแต่ 3 เส้นในเกลียวเดียวกันหรือ 6 เส้นในหลายเกลียวรวมกัน ลวดวิ่งต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 6 ลวดโยงยึด เป็นส่วนที่ยึดส่วนใดส่วนหนึ่งของปั้นจั่นให้มั่นคง ห้ามขาดเกิน 2 เส้นในเกลียวเดียวกัน ลวดโยงต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 3.5 ขณะทำงานต้องมีลวดเหลือในม้วนเชือกลวดไม่น้อยกว่า 2 รอบ
ต้องมีการปิดกั้นส่วนเครื่องจักรที่เคลื่อนที่และหมุนรอบตัวเอง
การใช้รอก เชือกลวดเหล็กกล้าที่พันรอบรอกต้องมีอัตราส่วนสัมพันธ์กับเส้นผ่านศูนย์กลางของรอกคือ 18 รอบ ต่อ 1 สำหรับรอกปลายแขนปั้นจั่น , 16 รอบ ต่อ 1 สำหรับรอกของตะขอ , และ 15 ต่อ 1 สำหรับ รอกหลังแขนปั้นจั่น
บริเวณใช้ปั้นจั่น ต้องจัดทำเครื่องหมายแสดงเขตอันตราย หรือมีเครื่องกั้นโดยรอบ ถ้าปั้นจั่นสูงเกิน 3 ม.ต้องมีบันได ราวจับและโครงโลหะกันตก พื้นทางเดินเป็นแบบกันลื่น มีเครื่องดับเพลิงที่ห้องควบคุม มีฉนวนปิดกั้นท่อไอเสีย
การใช้ปั้นจั่นใกล้สายไฟ ต้องมีระยะห่างระหว่างปั้นจั่นกับสายไฟ ถ้าแรงดันไม่เกิน 50 กิโลโวลท์ ต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 3 ม.และเพิ่มจาก 3 ม.ทุก 1 ซม.ต่อการเพิ่มแรงดันทุกๆ 1 กิโลโวลท์
การใช้ปั้นจั่นตอนกลางคืนต้องมีแสงสว่างเพียงพอตามกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม(แสงสว่าง)
การใช้ปั้นจั่นใกล้เสาส่งคลื่นโทรคมนาคม ต้องตรวจดูว่าเกิดประจุไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ปั้นจั่นและวัสดุที่ยกหรือไม่ ถ้ามีต้องต่อลงดิน
ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ การดูแลติดตั้งต้องมีวิศวกรรับรอง มีสวิทซ์หยุดอัติโนมัติ มีกันชนกระแทกที่ปลายราง มีสัญญาณเสียง/แสงเมื่อเคลื่อนที่ การเคลื่อนที่หรือหมุนต้องอยู่ห่างวัสดุ/สิ่งก่อสร้างไม่น้อยกว่า 50 ซม.
ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ การดูแลติดตั้งต้องมีวิศวกรรับรอง มีป้ายบอกพิกัดยก นน. มีอุปกรณ์ป้องกันแขนต่อไม่ให้อยู่ห่างจากแนวเส้นตรงของแขนปั้นจั่นน้อยกว่า 5 องศา
ต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆทุกๆ 3 เดือน ตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด โดยนายจ้างบันทึกเวลาที่ตรวจสอบ ผลตรวจ วิศวกรเซ็นต์
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับการตอกเสาเข็ม
o ความปลอดภัยในบริเวณที่ทำงานตอกเสาเข็ม ต้องมีรั้วกั้น มีป้ายบอกเขตอันตราย บริเวณฐานต้องมั่นคงแข็งแรง ห้ามมีสิ่งกีดขวางสายตาในขณะทำงานตอก ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้า
o การเตรียมการต่างๆเพื่อความปลอดภัยก่อนการใช้เครื่องตอกเสาเข็ม ให้ทำคามคู่มือผู้ผลิต หรือโดยวิศวกรดังนี้ รางเลื่อนเครื่องตอกเสาเข็มต้องรับ นน.ได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของเครื่องตอก โครงสร้างเครื่องต้องรับน้ำหนักใช้งานไม่น้อยกว่า 2 เท่าของ นน. ใช้งานมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 คานและฐานรับน้ำหนัก(รอก ลูกตุ้ม นน.เสาเข็ม)รวมกันต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 5 โครงสร้างต้องยึด/ค้ำยันมั่นคง มีป้ายบอกพิกัด นน.ยก มีโครงเหล็กและหลังคาลวดตาข่ายป้องกันของตก ลวดวิ่งต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 6 ลวดยึดโยงต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 3.5 มีผู้คุมงานและวิศวกร และอื่นๆคล้ายปั้นจั่น เช่น การป้องกันเสียง ความร้อน ทำงานตอนกลางคืน การทำงานใกล้สายไฟและเสาส่งสัญญานโทรคมนาคม
o ความปลอดภัยในการปฏิบัติการตอกเสาเข็ม ต้องมีเชือกเหลือไม่น้อยกว่า 2 รอบ ห้ามใช้ถ้าขาดตั้งแต่ 3 เส้นในเกลียวเดียวกันหรือ 6 เส้นในหลายเกลียวรวมกัน ลวดวิ่งต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 6 ต้องห่างสายไฟไม่น้อยกว่า 3 ม. ป้องกันเสียงดังเกิน 90 เดซิเบลเอสำหรับ 8 ชม. ป้องกันไอควัน มีสายดินกรณีใกล้เสาส่งคลื่นโทรคมนาคม มีสัญญาณทำงาน
o การซ่อมแซมบำรุงรักษา ลดแรงดันลม/น้ำมัน หรือดับเครื่องก่อนทำการซ่อม
o เครื่องตอกเสาเข็มแบบอื่น เช่น ระบบใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ ระบบไอน้ำ/ลม/ไฮโดรลิก ระบบดีเซลแฮมเมอร์
o กำหนดให้นายจ้างจัดอุปกรณ์ PPE
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูง วัสดุกระเด็น ตกหล่น พังทลาย
o ต้องป้องกันลูกจ้างที่ทำงานในลาดชันเกิน 15 – 30 องศาจากแนวราบตกลงมา ต้องมีนั่งร้าน เข็มขัดนิรภัย อื่นในการป้องกัน กำหนดสภาพบันได ม้ายืนปฏิบัติงาน และวิธีการใช้
o กำหนดการป้องกัน การตกจากที่สูง วัสดุกระเด็น ตกหล่น พังทลาย ให้ทำไหล่เอียงเป็นมุมที่ไม่พังทลาย ทำผนัง ค้ำยัน แผ่นกั้น
o ต้องป้องกันไม่ให้ลูกจ้างตกจากที่สูงและการทำงานที่อาจตกลงไปในภาชนะต่างๆโดย ทำราวปิดกั้น ตาข่าย เข็มขัดนิรภัย ห้ามทำงานเมื่อมีฝนตก พายุ ลมแรง ให้มีหมวกป้องกันศีรษะ
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการทุกประเภท
o กำหนดให้ชนิดและชั้นของอาคารที่ลูกจ้างสามารถทำงานได้ เส้นทางหนีไฟที่ปลอดภัย ทางออกแต่ละชั้นไม่น้อยกว่า 2 ทาง มีป้ายชี้นำทาง ประตูหนีไฟกว้างไม่น้อยกว่า 1.1 ม. อพยพลูกจ้างออกได้หมดภายใน 5 นาที บันไดหนีไฟต้องทนไฟ ป้องกันควัน ประตูสุดท้ายเปิดออกไปที่ปลอดภัย
o จัดอุปกรณ์ดับเพลิงและปริมาณน้ำดับเพลิงตามปริมาณที่กำหนด จัดเครื่องดับเพลิงที่มีขนาด ชนิด การติดตั้ง และระยะห่างตามกฏหมาย
o กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรักษา ปริมาณที่เก็บ การใช้ การควบคุมสารเชื้อเพลิงทุกชนิดที่เก็บภายในและภายนอกอาคาร
o ให้มีสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้
o ป้องกันแหล่งกำเนิดความร้อนต่างๆ เช่น ปล่องไฟ เครื่องยนต์
o ให้มีการซ้อมดับเพลิงและหนีไฟไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง จัดให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและระงับอัคคีภัยเข้ารับการฝึกอบรมการป้องกันและระงับอัคคีภัย การใช้อุปกรณ์ดับเพลิง การฐมพยาบาล การช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน
o จัดให้มีเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคลสำหรับหันความร้อนเมื่อมีการดับเพลิง/ฝึกซ้อม


หน่วยที่ 8 กฏหมายแรงงานเรื่องเงินทดแทนและกองทุนทดแทน
กฏหมายเงินทดแทนกำหนดเพื่อ ให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเฉพาะหน้าแก่ฝ่ายลูกจ้าง อันเนื่องมาจากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานให้แก่นายจ้าง โดยจำกัดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรายได้และสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้าง ไม่ต้องคำนึงว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของใคร ใครประมาทเลินเล่อหรือจงใจ
หน้าที่และความรับผิดชอบในการจ่ายเงินทดแทน เป็นของนายจ้างฝ่ายเดียวเนื่องจากลูกจ้างเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการที่จะพิสูจน์ว่าการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนั้นเป็นความผิดของนายจ้าง กฏหมายเงินทดแทนจึงยึดถือหลักความรับผิดชอบโดยปราศจากการกระทำผิด คือนายจ้างต้องรับผิดชอบจ่ายเงินทดแทนไม่ว่าอุบัติเหตุในการทำงานที่เกิดขึ้นเพราะความผิดโดยตรงของนายจ้างหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าอุบัติเหตุในการทำงานนั้นเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของการทำงาน ทำนองเดียวกับเครื่องจักรย่อมชำรุดเสียหายจากการใช้งาน ซึ่งนายจ้างมักผลักภาระการชดใช้เงินทดแทนไปยังผู้บริโภค โดยถือเอาการจ่ายเงินทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตได้
วิธีในการจ่ายประโยชน์ทดแทนพิจารณาตามลักษณะความร้ายแรงและผลของการประสบอันตราย/เจ็บป่วยที่เกิด ดังนี้
o ค่ารักษาพยาบาล ให้ได้รับการรักษาพยาบาลทันทีในสถานรักษาพยาบาล รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษา
o การจ่ายค่าทดแทนให้เป็นตัวเงินเป็นระยะๆ ดังนี้
• ทดแทนค่าจ้างที่เสียไประหว่างที่ไม่ได้ทำงานโดยไม่ได้มีการสูญเสียสมรรถภาพแบบถาวร
• ประโยชน์ทดแทนที่จ่ายให้เพื่อทดแทนสมรรถภาพในการทำงานเนื่องจากการสูญเสียไปบางส่วนหรือทุพลภาพโดยสิ้นเชิง
• ประโยชน์ทดแทนที่จ่ายให้เป็นค่าทำศพและทดแทนการมรณะภาพแก่ผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตาย (ไม่ใช่มรดกจะจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้)
o การดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพ(ทั้งด้านการแพทย์และด้านอาชีพ)ในการทำงานของลูกจ้างให้ดีขึ้น
ลูกจ้าง ไม่รวมลูกจ้างที่ทำงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ใช้สิทธิหน้าที่ตามมาตรา 4คือ เมื่อเจ็บป่วย ประสบอันตราย สูญหาย สามารถขอรับเงินทดแทนต่อสำนักท้องที่ที่ทำงานอยู่ภายใน 180 วัน
o ประสบอันตราย เกิดในที่ทำงาน ในเวลาปกติ หรือตามลักษณะงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
o เจ็บป่วย จากโรคเนื่องจากการทำงาน 22 โรคหรือจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน หรือโรคทั่วไปที่เกี่ยวโยงกับงาน ยกเว้นโรคประจำตัว
o สูญหายในระหว่างการทำงานให้นายจ้างหรือระหว่างการเดินทางเพื่อไปทำงานให้นายจ้าง ทั้งนี้ต้องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน
นายจ้าง มีหน้าที่
o จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน
o แจ้งการประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญหาย ต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ / จังหวัด , สำนักงานกองทุนเงินทดแทน ตามแบบที่กำหนดภายใน 15 วันหลังจากนายจ้างทราบ
o จัดให้มีการรักษาพยาบาลตามความเหมาะสมทันที หรือจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยจ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกระทรวง ถ้าตาย/สูญหายให้จ่ายค่าทำศพเป็นจำนวน 100 เท่า ของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฏหมายแรงงาน
o เมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญหาย นายจ้างต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20
เงินสมทบ จะดำเนินการจัดเก็บจากนายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คน ขึ้นไป ในอัตราร้อยละ 0.2 – 1.0 ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการนั้นๆ
เงินเพิ่ม สำหรับนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามจำนวนภายในเวลาที่กำหนด จะต้องจ่ายเพิ่มอีกร้อยละ 3 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่าย ถ้าเพิกเฉยสำนักฯสามารถสั่งอายัด ขาดทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างได้
เงื่อนไขในการได้รับเงินทดแทน
• ลูกจ้างได้รับจากนายจ้างโดยตรง สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 1 คนแต่ไม่ถึง 10 คน
• ลูกจ้างได้รับจากกองทุนเงินทดแทน สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป
สิทธิในการได้รับเงินทดแทน
ค่ารักษาพยาบาล ต่างๆ ได้รับเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 35,000 บาท ต่อการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายเกินกว่า 35,000 บาท ให้จ่ายเพิ่มได้อีกไม่เกิน 50,000 บาท แต่กรณีเข้ารักษษพยาบาลในกองทุนลูกจ้างไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน สำหรับการสูญเสียอวัยวะบางส่วน ทุพลภาพ สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะ ต้องรับการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ อาชีพ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยได้รับค่าใช่จ่ายในการผ่าตัด/ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท
ค่าทำศพ 100 เท่า ของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฏหมายแรงงาน
ค่าทดแทน จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนแต่ต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2000 บาท และไม่เกิน 9000 บาท เงินที่ได้รับจะต่างกันตามอัตราขึ้นกับลักษณะการประสบภัย มี 4 ประเภท
o กรณีลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ติดต่อกันเกิน 3 วัน ไม่ว่าจะเสียอวัยวะหรือไม่ ให้จ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้แต่ไม่เกิน 1 ปี
o กรณีสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะบางส่วน ให้จ่ายตามประเภทการสูญเสียอวัยวะและตามระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน แต่สูงสุดไม่เกิน 10 ปี อวัยวะอื่นนอกเหนือที่ประกาศจ่ายไม่เกิน 5 ปี
o กรณีทุพลภาพ ได้รับค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 15 ปี
o ตายหรือสูญหาย ได้ค่าทำศพ 100 เท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน ผู้มีสิทธิจะได้รับค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนด 8 ปี ถ้า นายจ้างสามารถจัดการทำศพลูกจ้างก่อนได้ในระหว่างรอทายาทหรือผู้จัดการศพแต่จะใช้จ่ายค่าทำศพได้ไม่เกิน 1/3 ของค่าทำศพ ถ้าตายเกิน 72 ชม.ไม่มีผู้มารับ นายจ้างสามารถใช้เงินที่เหลือจัดการศพตามประเพณีต่อได้ ถ้าลูกจ้างได้รับเงินทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพลภาพเกิดตายก่อนในขณะที่ยังรับค่าทดแทนไม่ครบระยะเวลาตามสิทธิ ทายาทจะได้รับค่าทดแทนต่อจนกว่าจะครบตามสิทธิแต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 8 ปี
ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนเมื่อ 1).เสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดจนไม่สามารถครองสติได้ 2).จงใจให้ตนเองประสบอันตราย หรือยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนเองประสบอันตราย
สิทธิการรับเงินทดแทน ผู้มีสิทธิได้แก่ บิดามารดา สามีภรรยาโดยชอบด้วยกฏหมาย บุตรที่อายุต่ำกว่า 18 ปีหรือ 18 ปีแต่ยังศึกษาอยู่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี บุตรที่อายุตั้งแต่ 18 ปีและทุพลถาพ บุตรที่เกิดภายใน 310 วัน ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิ เงินทดแทนจะตกเป็นของผู้อยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนตายและผู้อยู่ในอุปการะจะต้องเดือดร้อนจากการขาดผู้อุปการะด้วย
สิทธิการรับเงินทดแทนสิ้นสุดเมื่อผู้มีสิทธิตาย สมรสใหม่หรือมีพฤติกรรมอยู่กินฉันสามีภรรยา, บุตรอายุเกิน 18 ปีหรือจบการศึกษา
• นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้มีสิทธิ ซึ่งไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน สามารถอุธรณ์ได้ภายใน 30 วัน
• บทกำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20000 บาท สำหรับนายจ้างหรือผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ปฏิบัติตาม
กฏหมายประกันสังคม
พรบ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ได้เฉลี่ยความเสี่ยงให้เป็นหลักประกันแก่ผู้ประกันตนจากการเจ็บป่วย ตาย ประสบอันตราย ทุพลภาพ อันไม่ใช่เนื่องจากการทำงาน และรวมกรณีคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน
สถานประกอบการที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับของกฏหมายเงินทดแทน
1) ส่วนราชการและลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว
2) ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศ/องค์กรระหว่างประเทศ
3) ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปทำงานประจำในต่างประเทศ
4) ครู/ครูใหญ่โรงเรียนเอกชน
5) นักเรียน นิสิต นักศึกษา แพทย์ฝึกหัด ที่เป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล
6) ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ และสภากาชาด
7) ลูกจ้าง กิจการประมง เพาะปลูก ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้จ้างตลอดปีและไม่มีงานลักษณะอื่นปน ลูกจ้างที่จ้างเป็นครั้งคราว
o ผู้ประกันตน ที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ทดแทน ต้องมีอายุ 15 – 60 ปี ยกเว้นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ(อาจ
o พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างและต้องการประกันตนต่อ หรือมีอาชีพอิสระไม่เป็นลูกจ้าง)
o การขึ้นทะเบียน นับแต่มีลูกจ้างครบ 10 คนขึ้นไปต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายใน 30 วัน แม้ภายหลังจะมีจำนวนลูกจ้างลดลงก็ตาม ถ้านายจ้างไม่จ่ายส่วนของตนและของผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของส่วนที่ยังขาดอยู่ ถ้าส่งเกินสามารถยื่นคำร้องและขอคืนได้ภายใน 1 ปี
o ประโยชน์ทดแทน มี 7 ประเภทคือ 1. กรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย อันมิใช่จากการทำงาน 2.กรณีทุพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน 3.กรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน 4.กรณีคลอดบุตร 5.กรณีสงเคราะห์บุตร 6.กรณีชราภาพ 7.กรณีว่างงาน
o การได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีเจ็บป่วย/ประสบอันตรายอันไม่เนื่องจากการทำงาน สามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลตามที่ระบุในบัตรรับรองสิทธิโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย กรณีเกิดอุบัติเหตุ หากเข้ารักษาในโรงพยาบาลของรัฐสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นใน 72 ชม.แรกได้ทั้งหมด ถ้าเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นใน 72 ชม.แรกได้ตามอัตราที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด และได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างการรักษาตัวอีกร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน กรณีทุพลภาพอันไม่เนื่องจากการทำงาน เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน จะได้ 1.เงินทดแทนการขาดรายได้ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างตลอดชีวิต 2.ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ 2000 บาท 3.ถ้าตาย ทายาทจะได้ค่าทำศพ 30000 บาท และเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างหนึ่งเดือนครึ่ง หากจ่ายเงินครบ 3 ปีและได้ 5 เดือนถ้าจ่ายครบ 10 ปี
o สิทธิประโยชน์ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง และผู้ประกันตนได้ส่งเงินครบตามที่ก่อให้เกิดสิทธิ กฏหมายจะคุ้มครองสิทธิประโยชน์ต่ออีก 6 เดือน ยกเว้นผู้ประกันตนที่ประกอบอาชีพอิสระ












หน่วยที่ 9 กฏหมายโรงงานเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพ
โรงงานในไทยเริ่มในสมัย ร.5 กรุงรัตนโกสินทร์ กฏหมายเพื่อควบคุมโรงงานฉบับแรกมีเมื่อปี พ.ศ.2482 ปัจจุบันใช้ พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมการประกอบกิจการโรงงาน ปรับปรุง ลดขั้นตอนการพิจารณาต่างๆให้มีความรวดเร็วคล่องตัว ชัดเจน มีการออกกฏเพื่อกำหนดขอบเขตการประกอบกิจการเพื่อง่ายต่อการควบคุมและส่งเสริม กำหนดขั้นตอนการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ในการบังคับให้ปฏิบัติ ปรับปรุงเพิ่มโทษนอกเหนือจากเจ้าของโรงงานแล้ว สถาปนิก วิศวกร คนงานต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย
องค์ประกอบ-ลักษณะโรงงานที่อยู่ในข่ายบังคับ
• เป็นอาคารสถานที่(ตึกแถว โรงงาน) หรือ ยานพาหนะ (เรือดูดทราย)
• ใช้เครื่องจักรมีกำลังรวมตั้งแต่ 5 แรงม้าหรือเทียบเท่า หรือใช้แรงงานคน 7 คนขึ้นไปโดยมีเครื่องจักรหรือไม่ก็ได้
• เป็นกิจการมีวัตถุประสงค์เพื่อ ทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง ทดสอบ ปรับปรุง แปรสภาพ ทำลาย
• เป็นกิจการที่กำหนดไว้ในประเภท ชนิดของโรงงานในกฏกระทรวงทั้งหมด 104 ประเภท หรือ แบ่งเป็น 3 จำพวกนี้เพื่อง่ายต่อการควบคุมดูแล ป้องกันอันตรายและผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
1) โรงงานจำพวกที่1 โรงงานขนาดเล็ก ไม่มีปัญหามลพิษ ประกอบกิจการไม่ต้องขออนุญาต ใช้เครื่องจักรไม่เกิน 20 แรงม้า คนงานไม่เกิน 20 คน
2) โรงงานจำพวกที่2 โรงงานขนาดกลางที่ไม่ก่อมลพิษหรือมีเล็กน้อย แต่ก่อนเดินเครื่องจักรต้องแจ้งทางราชการก่อน ใช้เครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้า คนงานไม่เกิน 50 คน
3) โรงงานจำพวกที่3 โรงงานขนาดใหญ่ มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยหรือก่อมลพิษ ต้องขออนุญาตก่อนตั้งโรงงาน/ประกอบกิจการตามแบบ รง.3 ถ้าเป็นโรงงานต่างจังหวัดมีการใช้เครื่องจักรรวมไม่เกิน 200 แรงม้าให้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้ออกใบอนุญาต เพื่อความคล่องตัว และต้องตั้งในทำเลที่เหมาะสมตามขนาด ประเภท โรงงาน โดยไม่ก่ออันตราย ความรำคาญ ความเสียหายแก่บุคคล ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง
พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 เป็นกฏหมายมหาชน มี 68 มาตรา แบ่งเป็น 4 หมวดคือ
o หมวด1 การประกอบกิจการโรงงาน มาตรา 7 – 31
o หมวด2 การกำกับและดูแลโรงงาน มาตรา 32 – 44
o หมวด3 บทกำหนดโทษ มาตรา 45 – 65
o หมวด4 บทเฉพาะกาล มาตรา 66 – 68
• การเปลี่ยนโรงงานจำพวกที่ 3 เป็นจำพวกที่ 1 หรือ 2 ต้องแจ้งยกเลิกประกอบกิจการเดิมก่อนและดำเนินการขออนุญาตใหม่
• การเปลี่ยนโรงงานจำพวกที่ 1 หรือ 2 เป็นจำพวกที่3 ให้ยื่นคำขอใบอนุญาตใหม่(มาตรา 12) ภายใน 30 วันและผู้ออกใบอนุญาตต้องรีบดำเนินการทันที (มาตรา 29)
• การประกอบกิจการโรงงานประเภทที่ 2 และ 3 ในเขตนิคมอุตฯ หรือเขตประกอบการอุตฯ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ แต่ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่กำหนดในกฏกระทรวงและกฏหมายว่าด้วยการนิคมอุตฯ
• ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปีปฏิทิน คือไม่ว่าจะขอเดือนไหนก็ตาม เมื่อถึง 31 ธ.ค.จะนับเป็น 1 ปีจนครบ 5 ปี และใบอนุญาตจะสิ้นสุดเมื่อ 1).มีการย้ายไปที่อื่น(ม.27)ให้ดำเนินการเหมือนตั้งใหม่(ม.14) 2).เลิกกิจการ(ม14)ให้นับตั้งแต่วันที่เลิก 3).ไม่ได้ยื่นขอรับโอนใบอนุญาตภายใน 90 วันนับแต่วันผู้รับใบอนุญาตตาย หากจะประกอบกิจการต่อต้องขอใบอนุญาตใหม่(ม.22)
• การต่อใบอนุญาตต้องยื่นคำขอก่อนหมดอายุภายใน 1 ต.ค. – 30 ธ.ค. ของทุกปี แต่ถ้าต่อหลังหมดอายุแล้วต้องดำเนินการเหมือนขั้นตอนขอตั้งโรงงานใหม่ซึ่งจะเสียสิทธิบางอย่างหรือต้องยื่นขอต่อใบอนุญาตภายใน 60 วันแต่ต้องเสียค่าปรับเพิ่มร้อยละ 20 ของค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาต
• การขยายโรงงาน เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออาคารโรงงาน(ม.18) หมายถึงมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเครื่องจักร ทำให้มีกำลังเพิ่มตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป( ของเดิมกำลังรวมเกิน 100 แรงม้า) หรือ มีกำลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากของเดิม ( ของเดิมกำลังรวมไม่เกิน 100 แรงม้า) หรือต่อเติมส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารทำให้ฐานรากรับน้ำหนักเพิ่มตั้งแต่ 500 กก.ขึ้นไป ถือว่าเป็นการขยายโรงงาน ถ้าไม่ถึงขั้นการขยายโรงงานต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 7 วัน(ม.19) รวมถึงการเพิ่มเนื้อที่อาคารโรงงานตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป(พท.อาคารโรงงานไม่เกิน 200 ตร.ม.) , และการพิ่มเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ตร.ม. ขึ้นไป(จาก พท.อาคารโรงงานกิน 200 ตร.ม.)
• หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต ขึ้นกับนโยบายของกระทรวงอุตฯในส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศหรือสาธารณะชน โดย
• กำหนดจำนวน ขนาดของแต่ละโรงงานบางประเภท ชนิด ที่จะให้ตั้งหรือขยายในท้องที่ใด
• กำหนด ชนิด คุณภาพ อัตราส่วนของวัตถุดิบ แหล่งวัตถุดิบ ปัจจัยหรือชนิดพลังงานที่จะนำมาใช้
• กำหนดชนิดหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในโรงงานที่จะตั้ง/ขยาย
• กำหนดให้นำผลผลิตนั้นนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภท หรือส่งออกบางส่วน
• สามารถห้ามตั้ง/ขยายถ้าผลผลิตล้นตลาด ห้ามตั้งริมแม่น้ำเนื่องจากปัญหาน้ำเสีย กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ห้ามตั้ง
โรงงานผลิตอาวุธในเขตเมือง เป็นต้น
อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่
อำนาจหน้าที่ทั่วไป
• จับกุมผู้กระทำผิด(ม.36)โดยข้าราชการไม่ต่ำกว่า ซี4
• การส่งคำสั่ง ไปยังสถานที่ภูมิลำเนานั้นไปที่ผู้รับโดยตรง ผู้ทำงานในนั้น หรือลงทะเบียนทางไปรษณีย์ตอบรับ จะมีผลหลังครบ 5 วัน
• ปิดประกาศคำสั่ง ในที่เห็นง่ายอย่างน้อย 3 จุด เพื่อห้ามประกอบกิจการทั้งหมด (ม.40)
อำนาจหน้าที่เฉพาะเรื่อง
• การสั่งให้โรงงานแก้ไขปรับปรุง(ม.37)โดยผู้อำนวยการกองขึ้นไป
• สั่งให้หยุดประกอบการ(ม.39) บางส่วนหรือทั้งหมด กรณ์ที่จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันควรหรือก่อเกิดอันตราย เดือดร้อนแก่บุคคล/ทรัพย์สิน
• สั่งปิดโรงงาน กรณียังไม่ทำให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดให้ ถ้าเป็นโรงงานจำพวกที่3 คำสั่งปิดจะมีผลต่อการถอนใบอนุญาตด้วย
• การเข้าไปจัดการแก้ไขให้เป็นไปตามคำสั่ง (ม.42 จุดเด่นของพรบ.พศ.2535) ทางการสามารถให้เจ้าหน้าที่/บุคคลใดเข้าไปแก้ไขปรับปรุงโรงงานเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง(ม.37) ค่าใช้จ่ายต่างๆผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 30 ต่อปี “ผู้สร้างปัญหามลพิษ จะต้องเป็นผู้รับภาระในการบำบัดและกำจัดมลพิษนั้น”
บทบัญญัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงงาน(ม.8) การจัดการสิ่งต่างๆนี้เป็นหน้าที่ของผู้ขอใบอนุญาต
หมวด 1 ที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ลักษณะอาคาร ลักษณะภายในอาคาร
o ห้ามตั้งโรงงานจำพวกที่1 2และ3 ในระยะ 50 ม.ในเขตติดต่อกับวัด โรงพยาบาล โบราณสถาน หน่วยงานรัฐ ชุมชน
o อาคารโรงงานต้องแข็งแรงมีคำรับรองของวิศวกรรมควบคุม มีการระบายอากาศ1/10ส่วนของพื้นที่ห้อง
o มีประตูฉุกเฉินอย่างน้อย 2 แห่งที่เปิดง่าย อยู่ห่างกัน กว้าง 110ซม.สูง 200 ซม. และเพิ่มอัตราส่วนความกว้าง 2 ซม.ต่อ 1 คน มีบันไดระหว่างชั้นอย่างน้อย 2 แห่ง ห่างกัน
o บันไดแข็งแรง ขนาด จำนวนเหมาะกับอาคาร ไม่ลื่น มีระยะเท่ากันตลอด บันไดและพื้นสูงเกิน 1.50ม.จากพื้นต้องมีราวกันตก
o ระยะจากพื้นถึงเพดานต้องไม่น้อยกว่า 3 ม. หรือ 2.3ม.แต่ต้องมีการปรับระบายอากาศที่เหมาะสม
o พื้นที่ทำงานไม่น้อยกว่า 3 ตร.ม.ต่อคน รวมโต๊ะ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์
o วัสดุที่ใช้ต้องเหมาะสม ไม่ก่อและลุกลามของอัคคีภัย มีสายล่อฟ้าตามเหมาะสม มีการแยกวัสดุที่อาจก่ออันตรายหรืออัคคีภัย
o ลิฟท์ต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4 ของน้ำหนักที่กำหนดให้ใช้ เป็นแบบเคลื่อนที่ได้เมื่อประตูปิดแล้ว มีป้ายระบุจำนวนคนหรือน้ำหนักบรรทุก
o ห้องส้วม 0.9 ตร.ม.ต่อ 1 ที่นั่ง มีกระดาษชำระหรือน้ำใช้เพียงพอ มีการระบายอากาศ การทำความสะอาดทุกวัน ที่ล้างมือ 40 คนต่อ 2ที่ 80 คนต่อ 3 ที่
หมวด 2 เครื่องจักร อุปกรณ์ สิ่งที่จะนำมาใช้ในโรงงาน (กำหนดลักษณะอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้และวิธีการทดสอบ)
ต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน มีคำรับรองของผู้ประกอบวิชาชึพวิศวกรรมควบคุม มีเครื่องป้องกันส่วนเคลื่อนไหว มีราวกั้นสูงไม่น้อยกว่า 100 ซม.สำหรับบ่อ/ถังเปิด
Boiler compressor piping reactor ต้องออกแบบ สร้างตามมาตรฐานที่ยอมรับ ผ่านการทดสอบความปลอดภัย มีวิศวกรควบคุมรับรอง มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และส่วนควบคุม
ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย ไวไฟ มีพิษ เคมี ระเบิด ของเหลวอันตรายตั้งแต่ 25000 ลิตรต้องแข็งแรง มีคำรับรองของวิศวกรควบคุม มีเขื่อนคอนกรีตแข็งแรงกั้นโดยรอบพอที่จะกักเก็บปริมาณดังกล่าวได้หมด เว้นแต่มีมากกว่า 1 ถังให้สร้างเขื่อนตามปริมาตรถังเก็บใหญ่ที่สุด มีวัตถุหรือเคมีภัณฑ์ที่เหมาะสมในการระงับ ลดความรุนแรงของการแพร่กระจาย ถ้าอยู่ในที่โล่งต้องมีสายล่อฟ้าและสายดินกันไฟฟ้าสถิตย์
Crain/hoist มีจำนวน-ขนาดเหมาะสม มีป้ายบอกน้ำหนักปลอดภัยสูงสุดมีที่ห้ามล้อที่หยุดน้ำหนักได้หนึ่งเท่าของนน.สูงสุด หรืออุปกรณ์ตัดกระแสไฟฟ้าเมื่อยกถึงจุดสูงสุด
เครื่องลำเลียงที่ผ่านเหนือคนหรือทางเดินต้องมีตะแกรงกันตกด้านข้าง
หมวด 3 คนประจำโรงงาน
กำหนดคุณสมบัตผู้นร้าง/ซ่อมหม้อน้ำ ผู้ควบคุมการใช้สารกัมมันตภาพรังสี ผู้ควบคุมและทำงานประจำระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
หมวด 4 การควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษใดใดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(กำหนดมาตรฐานเสียงดัง ลักษณะอากาศเสียที่ออกจากโรงงาน ระบบบำบัดน้ำเสีย ลักษณะน้ำทิ้ง การกำจัดขยะ สิ่งปฏิกูลลัวัสดุที่ไม่ใช้)
การนำสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกจากโรงงานต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับ ปริมาณ ชนิด ลักษณะ คุณสมบัติ สถานที่เก็บ วิธีเก็บ วิธีทำลายฤทธิ์ กำจัด ฝัง เคลื่อนย้าย การขนส่ง
ห้ามระบายน้ำทิ้งและปล่อยอากาศเสียออกจากโรงงานเว้นแต่มีการทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามที่กฏหมายกำหนด การบำบัดน้ำทิ้งต้องติดมาตรวัดไฟฟ้าและบันทึกปริมาณการใช้ไฟฟ้า สารเคมี ในการบำบัดแต่ละวัน ตลอดจนหลักฐานในการจัดหาสารเคมี
หมวด 5 ความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงาน
ต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
o หม้อไอน้ำ
• (ฉบับที่ 3 พ.ศ.2542) หม้อน้ำขนาดกำลังผลิต 20 ตัน/ชม.ขึ้นไปต้องสร้างและใช้อุปกรณ์ตามมาตรฐานสากล หากต้องการทดสอบ
ความปลอดภัยในการใช้งานในระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี ต่อการทดสอบ 1 ครั้งให้ทำได้โดยได้รับความเห็นชอบจาก
กรมโรงงานฯก่อน ทั้งนี้ต้องมีผลการตรวจสอบการควบคุมระบบน้ำหม้อน้ำตามมาตรฐานสากลจากห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์
และส่งให้กรมโรงงานฯทุก 6 เดือน หลังการซ่อมหรือเคลื่อนย้ายเสร็จต้องมีการทดสอบและส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยใน
การใช้งานตามแบบที่กำหนดให้กรมโรงงานฯทราบก่อนมีการใช้งาน
• คุณวุฒิผู้ควบคุมหม้อน้ำ และถ้าหม้อน้ำมีขนาดเกิน 20 ตัน/ชม.ต้องมีวิศวกรที่มีใบ กว.สำหรับการควบคุมและอำนวยการใช้
การสร้างและซ่อมต้องทำโดยวิศวกรที่มีใบ กว. , วิศวกรควบคุม-อำนวยการใช้ ผู้ควบคุมหม้อน้ำ วิศวกรตรวจทดสอบ และ
วิศวกรสร้าง/ซ่อม ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนจากกรมโรงงานฯแล้ว ถ้าลาออกหรือใบอนุญาตหมดอายุหรือถูกเพิก
ถอน ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องแจ้งกรมฯให้ทราบและจัดหาทดแทนภายใน 30 วัน
• ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น ถ้าสูงเกิน 3 ม. จากพื้นต้องมีบันไดและทางเดินรอบหม้อน้ำ , ต้องหุ้มฉนวน , ต้องมสัญญาณเตือน low , ใช้อุปกรณ์ต้องเป็นชนิดสำหรับหม้อน้ำที่ความดันนั้น , มี blow down valveที่ด้านล่างสุด , มี 2 เครื่องและใช้ท่อร่วมกันต้องมี check valveหลัง main steam valve , มีเครื่องควบคุมความดันและระดับน้ำอัติโนมัติ , มีเกจวัดความดันขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 100 มม.และสเกลอ่านได้ 1.5 – 2 เท่าของความดันใช้งานสูงสุด , มีcheck valveที่ท่อน้ำเข้าใกล้หม้อน้ำมากที่สุด , มีเครื่องวัดระดับชนิดหลอดแก้วพร้อมวาล์วไว้ตรวจสอบระดับน้ำและมีท่อระบายไปที่ที่เหมาะสม , ปั๊มน้ำต้องอัดได้อย่างน้อย 1.5 เท่าของความดันใช้งานสูงสุดและสูบน้ำได้มากกว่าอัตราการผลิตไอ, มีลิ้นนิรภัยอย่างน้อย 2 ชุด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบ่าลิ้นไม่น้อยกว่า 15 มม. ไม่มีวาล์วปิดเปิดคั่นกลาง มีท่อระบายไอไปที่ที่ปลอดภัย , main steam valve ต้องติดที่ตัวหม้อน้ำ
o สารกัมมันตภาพรังสี
กิจการที่มีการใช้สารกัมมันตภาพรังสีต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับชนิด จำนวน แหล่งที่มา วิธีการใช้ การเก็บรักษา ตามแบบรายงาน รง.
7 ภายใน 180 วันและรายงานต่อไปทุกครั้งภายใน 30 ธ.ค.ของทุกปี
o มาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินการ (ฉบับที่ 3 พ.ศ.2542)
กำหนดให้โรงงานจำพวกที่ 3 ตามประเภทที่กำหนดต้องดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดจากการประกอบกิจการดังนี้
รายละเอียดการประกอบกิจการ ข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุ-บาดเจ็บ-การเจ็บป่วย-รายงานการสอบสวนอุบัติเหตุ-รางานการตรวจประเมินความปลอดภัย
ข้อมูลการชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง ตามวิธีที่เหมาะสมกับประเภท/ชนิด/ความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดของโรงงาน
ข้อมูลรายละเอียดแผนบริหารความเสี่ยงซึ่งต้องพิจารณาทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ สร้าง ประกอบกิจการ การบริหาร โดยประกอบด้วย
1) มาตรการป้องกันและควบคุมสาเหตุของการเกิดอันตราย control measure
2) มาตรการระงับและฟื้นฟูเหตุการณ์ recovery measure
3) แผนงานปรับปรุงแก้ไข Corrective action plan สำหรับโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการโรงงานแล้ว
**** ดูสัญลักษณ์ เครื่องหมาย ห้าม เตือน เครื่องหมายฉุกเฉิน เครื่องหมายที่ต้องพิมพ์ไว้ที่ภาชนะบรรจุ หน้า 410 - 412 ***




หน่วยที่ 10 กฏหมายอื่นๆเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพในประเทศไทย
พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535
วัตถุอันตราย หมายถึง ระเบิดได้ ไวไฟ มีพิษ ทำให้เกิดโรค กัดกร่อน ก่อการระคายเคือง วัตถุกัมมันตภาพรังสี วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์ วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือวัตถุเคมีภัณฑ์ใดใดที่ก่ออันตรายต่อ คน สัตว์ พืช ทรัพย์ สิ่งแวดล้อม
หน่วยงานรับผิดชอบ มี 5 หน่วยงานสังกัด 4 กระทรวงคือ
กรมโรงงาน (มี359 รายการ) กระทรวงอุตสหกรรม (มีจัดตั้งศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตราย)
กรมวิชาการเกษตร (มี538 รายการ) และกรมประมง (มี 12 รายการ) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (มี 180 รายการ) สังกัดกระทรวงสาธารณะสุข
กรมโยธาธิการ (มี 5 รายการ) สังกัดกระทรวงมหาดไทย
ชนิดของวัตถุอันตราย (เพื่อสะดวกในการนำเข้า ผลิต ส่งออกและมีไว้ครอบครอง)
วัตถุอันตรายชนิดที่ 1
• ต้องแจ้งปริมาณการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง
• ต้องกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ และสิ่งเจือปน ภาขนะบรรจุ วิธีตรวจและทดสอบภาชนะ การผลิต การนำเข้า การขาย การขนส่ง การเก็บรักษา การกำจัดทำลาย การปฏิบัติกับภาชนะวัตถุอันตราย การให้ข้อเท็จจริง การส่งตัวอย่าง การควบคุมป้องกัน/บรรเทา/ระงับอันตรายที่จะเกิด
• การกำหนดเกณฑ์ค่าคลาดเคลื่อนของสารในปริมาณที่กำหนด
• การกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบ
วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ต้องแจ้งปริมาณการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง
วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ต้องแจ้งปริมาณการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง ต้องดำเนินการขออนุญาต
วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือวัตถุอันตรายที่ห้ามมีการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง
สำหรับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 2 และ 3 ที่ไม่มีรายชื่อในประกาศของราชกิจจานุเบกษาต้องนำมาขอขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ก่อน
การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย
• ต้องระบุ เช่น ชื่อทางเคมีและชื่อทางการค้า อัตราส่วนผสม ลักษณะวัตถุอันตราย ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต เอกสารอื่นๆ เช่น วิธีการวิเคราะห์ ข้อมูลความเป็นพิษกับสัตว์ทดลอง กรรมวิธีการผลิต ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาการเกิดพิษ การแก้พิษเบื้องต้น ตัวอย่างภาชนะบรรจุและฉลาก ข้อมูลและคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ จะขึ้นไม่ได้กรณี โอ้อวดเกินจริง เป็นวัตถุปลอมปนหรือถูกเพิกถอนทะเบียน มีผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อม
การขออนุญาต
• การขออนุญาตผลิต ชนิดที่3 ต้องยื่นขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมวัตถุอันตรายนั้นๆ ตามแบบฟอร์ม พร้อมเอกสารประจำตัว เอกสารเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเช่น สำเนาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย MSDS เอกสารแสดงความรู้ความชำนาญของผู้รับผิดชอบในการผลิต แผนที่แสดงสถานที่ผลิต เก็บและบริเวณใกล้เคียง แผนผังอาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เอกสารแสดงกรรมวิธีการผลิต รายละเอียดภาชนะ ลักษณะการห่อหุ้ม-บรรจุ
• การขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออก เอกสารเหมือนข้างบน แต่เพิ่มสำเนาผลการวิเคราะห์
• การขอเพื่อมีไว้ในครอบครอง เอกสารเหมือนกันแต่เพิ่ม หลักฐานการรับครอบครองวัตถุอันตราย เอกสารแสดงวิธีการเก็บรักษาวัตถุอันตราย เอกสารแสดงระบบการป้องกันและอุปกรณ์ในการเบาเทาความรุนแรงของอุบัติภัย
• ใบอนุญาตประเภทที่ 3 นี้ใช้ได้ 3 ปี ถ้าถูกเพิกถอนจะขอใหม่ไม่ได้จนกว่าจะพ้นกำหนด 5 ปี
การดำเนินการเพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับวัตถุอันตราย( ชนิดที่ 1 2 และ 3)
อาคาร สถานที่ผลิต
• ตั้งในที่เหมาะสม ปลอดภัยต่อการขนส่ง ห่าง 500 ม.จากที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า หรือห่าง 100 ม.จากโรงเรียน วัด สถานพยาบาล หน่วยงานรัฐ
• ถ้ามีเครื่องจักร 50 แรงม้าหรือ 50 คน หรือ ใช้วัตถุอันตรายผลิตวันละ 500 กก.ขึ้นไปต้องตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรม และมีพื้นที่รอบๆเหมาะสมกับขนาดและลักษณะกิจการ มีการระบายอากาศดี
• อาคาร 2 ชั้นขึ้นไป มีบันไดหนีไฟถาวรชั้นละ 1 แห่ง มั่นคงแข็งแรง พื้นไม่มีน้ำขัง ลื่นและไม่มีคุณสมบัติในการดูดซับวัตถุอันตราย ถ้าวัตถุอันตรายเป็นของเหลวต้องมีรางระบายและบ่อพักเหมาะสม ใช้วัสดุเหมาะสมไม่ติดไฟ
การเก็บรักษาวัตถุอันตราย
• อยู่ในทำเลปลอดภัยและเป็นสัดส่วน เหมาะกับชนิดและปริมาณของวัตถุที่ขออนุญาต มีบริเวณเพียงพอที่จะขนย้าย
• การเก็บในที่โล่งแจ้ง ต้องมีการป้องกันควบคุมไม่ให้หกรั่วไหลออกภายนอกได้
• วัตถุเก็บของเหลวและก๊าซต้องแข็งแรงตามมาตรฐานที่ยอมรับ มีอุปกรณ์ความปลอดภัย มีคำรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
การดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน
• มีการอบรม มีPPE มีแสงสว่างพอ มีห้องอาบน้ำ มีชุดปฐมพยาบาล มีที่ทานอาหารแยกเป็นสัดส่วน ตรวจสุขภาพปีละครั้ง
การขนส่งวัตถุอันตราย
• มียานยนต์ที่เหมาะสม ปลอดภัย
• ติดสัญลักษณ์สีแดงคุณสมบัติวัตถุอันตรายที่ขนส่ง พร้อมคำว่า วัตถุอันตราย เป็นอักษรสีแดงข้างยานพาหนะทั้ง 2 ข้าง
• มีคำเตือน วิธีป้องกันพิษ วิธีแก้พิษ ประจำยานพาหนะขณะขนส่งวัตถุอันตตายทุกชนิด
• ผู้ขับขี่ขนส่งต้องมีความรู้ ผ่านการอบรมป้องกันและระงับเหตุจากวัตถุอันตราย มีPPEและอุปกรณ์ป้องกันการหกรั่วไหล
การควบคุมอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม(ของมลพิษจากแหล่งผลิตหรือเก็บรักษา)
• มีถังหรือบ่อพักกักน้ำทิ้งเพื่อรอการบำบัด หรือสร้างระบบบำบัดให้มีลักษณะตามที่ประกาศกระทรวงกำหนดเช่นเดียวกับการบำบัดระบบอากาศ แต่ทั้งสองต้องห้ามใช้วิธีเจือจาง
• การทำลายภาชนะบรรจุและเศษเหลือต้องใช้วิธีที่เหมาะสม ห้ามทำลายในบริเวณที่ก่ออันตรายต่อบุคคล
• มีเอกสารแสดงวิธีใช้ การป้องกันแก่ คน พืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม
การคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ซื้อและผู้รับบริการมีสิทธิได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าที่อาจเป็นอันตราย ไม่ได้มาตรฐาน มีสารพิษตกค้าง มีการปลอมแปลงฉลากหรือโฆษณาเกินจริง ตามกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค และ พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535โดยให้
ผู้ผลิตต้องจัดให้มี
o การตรวจอัตราส่วนความเข้มข้นของสารสำคัญให้ถูกต้องก่อนการบรรจุ
o ตรวจสอบภาชนะบรรจุก่อน-หลังบรรจุ
o ตรวจฉลากให้ถูกต้องตามประเภทที่ผลิต
ผู้มีไว้ครอบครองเพื่อใช้รับจ้างหรือให้บริการต้อง
o ผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายต้องผ่านการทดสอบความรู้ความชำนาญจากคณะกรรมการอาหารและยา ถ้าเป็น พรบ.วัตถุอันตราย ต้องหลักฐานการเข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตรายและงานที่ทำของผู้ปฏิบัติงาน
o สัญญาการให้บริการลูกค้าต้องเป็นลายลักษณ์อักษร โดยแสดงรายละเอียดวัตถุ อันตรายที่ใช้ อาการเกิดพิษ วิธีแก้ คำเตือน
o จัดทำบันทึกสถานที่ไปให้บริการ
o ใช้วัตถุอันตรายที่ถูกต้องตามกฏหมาย มีฉลากครบถ้วน ใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของวัตถุอันตรายนั้น
กฏหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับการผลิต การขาย การเก็บยา
• ยังใช้ พรบ.ยา พ.ศ.2510 แบ่งเป็น ยาแผนปัจจุบัน 6 ฉบับ ยาแผนโบราณ 4 ฉบับ ยาที่ผลิต นำเข้า ขาย ต้องมีคุณภาพ มาตรฐานดีถูกต้องตามตำรับเภสัช/ทะเบียนยา ใช้ในการรักษามนุษย์หรือสัตว์
• การยื่นขออนุญาตในการผลิตยา ต้องขออนุญาตกรมโรงงานอุตฯและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณะสุข ต้องมีเอกสารคือ แผนผังแสดงสถานที่ผลิต แปลนอาคารโรงงาน รายละเอียดการแบ่งกั้นห้องต่างๆ เช่น ห้องบรรจุ ห้องทดสอบ ห้องเก็บวัตถุดิบ แสดงที่ตั้งเครื่องจักรและขนาด ช่องทางระบายอากาศ อุปกรณ์จำเป็นต่างๆ
• การควบคุมยา แบ่งเป็น 1).การควบคุมก่อนออกสู่ท้องตลาด 2).การควบคุมหลังออกสู่ท้องตลาด
• การเลือกซื้อต้องตรวจสอบ 1).มีใบอนุญาตของผู้ขออนุญาตจำหน่ายและของเภสัชไว้ช้ดเจน 2).มีป้ายแสดงข้อความขายยาตามประเภทที่ได้รับอนุญาตอย่างเปิดเผยขนาดตามกฏหมายกำหนด 3).มีฉลากที่...บห่อและภาชนะชัดเจน
กฏหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับการผลิต การขาย การเก็บเครื่องสำอาง
การขออนุญาตผลิตเครื่องสำอางควบคุมพิเศษมีขั้นตอนและเอกสารเหมือนกับยา และแจ้งวิธีวิเคาะห์หาสารควบคุมพิเศษและสารสำคัญในเครื่องสำอาง บอกสารสำคัญและวัตถุที่เป็นส่วนผสม ปริมาณและหน้าที่ของส่วนผสมแต่ละตัว มีป้ายข้อความถาวร ว่า “สถานที่ผลิตเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ” ติดเห็นชัดเจน ส่วนเครื่องสำอางควบคุมไม่ต้องขอขึ้นทะเบียน ต้องมีการเก็บตัวอย่างเครื่องสำอางที่ผลิตแล้วทุกครั้งในปริมาณพอที่จะใช้วิเคราะห์คุณภาพและมาตรฐานได้ 2 ครั้งเป็นเวลานานอย่างน้อย 2 ปี
การควบคุมเครื่องสำอางตาม พรบ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 กำหนดประเภท ลักษณะดังนี้
• เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ อาจมีอันตรายต่อผู้ใช้ หรือมีส่วนประกอบของวัตถุมีพิษ การผลิต/นำเข้าเพื่อขายต้องขึ้นทะเบียนก่อน เช่น น้ำยาบ้วนปาก สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ให้มีสารเซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์ ไม่เกิน 0.06% w/w
• เครื่องสำอางควบคุม การผลิต นำเข้าเพื่อขายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด เช่น ผ้าอนามัย แป้งโรยตัว เครื่องสำอางที่มีสารป้องกันแดด เครื่องสำอางที่มีสารกำจัดรังแค จะต้องมีฉลากที่มีการระบุข้อความที่จำเป็นเป็นภาษาไทย มีชื่อเครื่องสำอาง ประเภท ข้อความว่าเครื่องสำอางควบคุม ชื่อและปริมาณส่วนประกอบที่สำคัญ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต /นำเข้า วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ คำเตือน
• มีการกำหนดเครื่องสำอางที่ต้องควบคุมฉลาก ที่ห้ามผลิต/นำเข้า/ขาย และกำหนดชื่อวัตถุที่ห้ามใช้ เช่น เบนซีน สารปฏิชีวนะantibiotics
กฏหมายเกี่ยวกับโครงการที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
มีประโยชน์คือ
o ใช้ข้อมูลที่สำคัญไปกำหนดนโยบายและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นศูนย์บริการข้อมูล
o ลดข้อขัดแย้งสำหรับบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากโครงการ
o แก้ไขสภาพที่ผิดปกติได้ทันเหตุการณ์ จากการเข้าไปดูแลตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่/ผู้เชี่ยวชาญเช่น ให้มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำทิ้ง
o กฏหมายนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานเช่น กฏหมายการใช้น้ำบาดาล กฏหมายการสร้างผังเมือง กฏหมายเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ กฏหมายการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่า กฏหมายการเวนคืน กฏหมายการควบคุมอาคาร กฏหมายความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน
Impact Environmental Assessment : EIA การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงวิทย์ฯ
o เป็นการคาดการณ์ผลกระทบทางบวกและลบของโครงการทุกๆด้านทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติและทางเศรษฐกิจสังคม ให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด ผลการศึกษาจะช่วยตัดสินว่าควรดำเนินโครงการต่อหรือไม่ และใช้เพื่อวางแผนป้องกันปัญหา การเลือกมาตรการป้องกัน-แก้ไขที่มีค่าใช้จ่ายน้อยและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
o ประเภทและขนาดของโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์เช่น
o เขื่อนเก็บน้ำขนาด 100 ล้าน ลบม. , การถมที่ในทะเล ,ท่าเรือพานิชย์ ,สนามบิน ,โรงไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์ ,นิคมอุตฯ ,โรงงานปรับสภาพของเสีย ,อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงกลั่น ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ เหล็ก เยื่อกระดาษ
กฏหมายความปลอดภัยในกิจการบันเทิง มี 3 กิจการคือ
การบันเทิงเกี่ยวกับการเล่นสเกต โดยมีแสงหรือเสียงประกอบ
• พท.อาคารไม่น้อยกว่า 500 ตรม. และระบายอากาศไม่น้อยกว่า 20% ของพท.รวม โดยมีระบบระบายอากาศถ่ายเทตามกำหนด
• มีระบบแสงสว่างตามกำหนดแตกต่างกันตามจุด เช่น ในลานสเกต ,ที่นั่งพักผ่อน ,ห้องน้ำ ,ห้ามใช้แสงเลเซอร์ , มีประตูเข้าออกอย่างน้อย 2 ประตู ขนาด 1.5 * 2 ม. ชนิดบานประตูเปิดออก ,ทางออกฉุกเฉินมีป้ายชัดเจน ขนาด 2 * 3 ม., มีเครื่องป้องกันให้ผู้เล่น ,ระดับเสียงไม่เกิน 90 เดซิเบลเอ/ขนาดประตู/ทางฉุกเฉินมีขนาดตามกำหนด
การบันเทิงเกี่ยวกับการเต้นรำ/รำวง
• มีพท.ระบายอากาศไม่น้อยกว่า 30% ของพท.รวม , มีระบบระบายอากาศหมุนเวียนทั้งภายนอก-ภายใน, มีประตูฉุกเฉิน ,มีแสงสว่างตามจุดต่างๆตามที่กำหนด
การบันเทิงเกี่ยวกับโรงมโรสพ และโรงภาพยนต์
• มีทางเข้าออกฉุกเฉินเขียนข้อความสีแดงว่า ทางออก , มีระบบระบายอากาศ การกำจัดขยะ , จัดให้มีห้องน้ำห้องส้วม ,ห้ามสูบบุหรี่หรือกระทำการใดให้เกิดเสียงรำคาญ ,ห้ามทำอนาจาร
กฏหมายความปลอดภัยในอาชีพบริการ
พรบ.การป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539
กำหนดการลดโทษผู้ค้าและให้มีการอบรมอาชีพ บำบัดรักษาโรค ให้การช่วยเหลือ , และลงโทษผู้กระทำชำเราโสเภณีเด็ก บุคคลผู้หารายได้จากการค้า , กำหนดโทษการโฆษณาชักชวนในลักษณะให้มีการค้าประเวณี , จัดตั้งสำนักงานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ
พรบ.โรงแรม พ.ศ.2503
เกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร, มาตรฐานเกี่ยวกับอนามัย ห่างจากวัด, สถานที่ราชการ, โรงเรียน 100 ม.ส่วนใหญ่กำหนดไว้กว้างๆ
พรบ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528
จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย ห้ามผู้ใดจัดตั้งฯเว้นแต่ได้รับอนุญาต , ห้ามเก็บ ฝัง เผาศพในที่อื่นนอกจากสถานที่กำหนดไว้
กฏหมายการควบคุมการแต่งผม
กฏหมายอื่นๆของกระทรวงสาธารณะสุขที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้ประกอบอาชีพ มี 7 เรื่องดังนี้
1).พรบ.สาธารณะสุข พ.ศ.2535 2).พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523 3).พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 4).พรบ.อาหาร พ.ศ.2522 5).พรบ.ยา พ.ศ.2510 6).พรบ.เครื่องสำอาง 7).พรบ.สถานพยาบาล
พรบ.สาธารณะสุข พ.ศ.2535 ควบคุม
1). การกำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย , 2). สุขลักษณะอาคารที่เหมาะกับการอยู่อาศัย คือ กำหนดพื้นที่คนอยู่อาศัยต้องเกิน 9 ลบ.ม. ต่อ 1 คน , 3). เหตุรำคาญจากมลพิษของอากาศ น้ำ สิ่งปฏิกูล กลิ่น แสง , 4). การกำหนดเขตการควบคุมสัตว์เลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ เพื่อป้องกันอันตราย เชื้อโรค โรคติดต่อ , 5). กิจการต่างๆที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การผลิตอาหารผลิตยา เวชภัณฑ์ การบริการ สิ่งทอ ปิโตรเลียมถ่านหิน เคมี , 6).ตลาดและสถานที่จำหน่ายอาหารจะควบคุมความสะอาดและสุขลักษณะ เช่น มีที่รวบรวมขยะมูลฝอย , การระบายน้ำทิ้ง
พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523
คนหรือสัตว์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีโรคติดต่อจะต้องถูกทำการกัก แยก เพื่อตรวจรักษาจนกว่าจะหาย ผู้ป่วยเป็นโรคติดต่ออันตรายถ้าจะประกอบอาชีพใดใดต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขก่อน
พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.2540
สถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยค้างคืน และ สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยค้างคืน การออกใบอนุญาตต้อง
1).มีแผนงานจัดตั้งสถานพยาบาลตามลักษณะที่กำหนดและได้รับการอนุมัติแล้ว 2).มีเวชภัณฑ์ เครื่องมือ รถ ที่จำเป็นประจำสถานพยาบาล ตามชนิดและจำนวนที่กำหนด 3).ผู้ประกอบวิชาชีพตามวิชาชีพและตามจำนวนที่กำหนด และกำหนดให้ 1).ห้ามประกอบวิชาชีพผิดจากสาขาที่แจ้ง 2).ห้ามรับผู้ป่วยค้างคืนเกินจำนวนเตียงที่กำหนด 3).ดูแลความสะอาดเรียบร้อย
พรบ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 กำหนดให้ดูแลสุขภาพผู้ต้องขังดังนี้
ต้องให้แพทย์ตรวจสุขภาพในวันที่มีผู้ต้องขังใหม่เข้ามา , ในเรือนจำทุกแห่งต้องมีสถานพยาบาล , ให้แพทย์เข้าตรวจเรือนจำทุก 3 วัน , ผู้ต้องขังต้องทำตามระเบียบเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เช่น ตัดผมสั้น อาบน้ำ โกนหนวด , อาหารที่ให้ต้องสะอาดไม่เป็นอันตรายและต้องได้รับวันละไม่ต่ำกว่า 2 มื้อ




















หน่วยที่ 11 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและสุขภาพ
มีการประกาศบังคับให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยอย่างน้อยแห่งละ 1 คนเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ.2528 ต่อมามิ.ย.พ.ศ.2538 มีการบังคับใช้กฏหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับโรงงานที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ถ้ามีน้อยกว่า 50 คนต้องมีตัวแทนลูกจ้างอย่างน้อย 1 คนทำงานร่วมกับนายจ้างในการดูแลความปลอดภัย มีผลบังคับใช้ทุกกิจการ ยกเว้นไม่ใช้บังคับ ส่วนราชการต่างๆ
สาระสำคัญของกฏหมาย
o เมื่อมีลูกจ้างเพิ่มครบ 50 คน ต้องจัดให้มีคณะกรรมการฯภายใน 30 วัน หรือมีตัวแทนลูกจ้างอย่างน้อย 1 คนทำงานร่วมกับนายจ้างในการดูแลความปลอดภัยในกรณีมีน้อยกว่า 50 คน และต้องปิดรายชื่อและหน้าที่รับผิดชอบของคณะกรรมการฯในที่เปิดเผยในสถานประกอบการอย่างน้อย 15 วันพร้อมส่งรายชื่อต่ออธิบดีที่ได้รับมอบหมายภายใน 15 วันนับแต่วันที่แต่งตั้ง
o ต้องเก็บเอกสารการทำงาน การประชุมไว้ 2 ปีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจ มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละครั้ง
o ต้องจัดให้มีคู่มือเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยให้ลูกจ้าง ห้ามนายจ้างขัดขวางการทำงานของคณะกรรมการ
o กรรมการผู้แทนระดับบังคับบัญชาให้นายจ้างเลือก กรรมการผู้แทนระดับปฏิบัติการให้ลูกจ้างเลือกกันเอง ส่วนเลขาฯให้จป.เป็นโดยตำแหน่ง ตำแหน่งกรรมการทำหน้าที่ไม่เกิน 2 ปี
o สัดส่วน 50-99 คน บังคับบัญชา 2 ปฏิบัติการ 2 สัดส่วน 100-499 คน บังคับบัญชา 2 ปฏิบัติการ 3 สัดส่วน 500คนขึ้นไป บังคับบัญชา 4 ปฏิบัติการ 5 ถ้าต้องการมีมากกว่านี้ให้เพิ่มตามอัตราส่วน 1 ต่อ 1
กฏหมายเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (ตามประกาศกระทรวงฯ เมื่อ มี.ค.2540 เรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง)
ขอบเขตใช้บังคับทุกกิจการ ยกเว้น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล สถาบันการเงิน ส่วนราชการทั้งหมด
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน แบ่งเป็นระดับพื้นฐาน( คนงานน้อยกว่า 50 คน) ,ระดับหัวหน้างาน( คนงานน้อยกว่าหรือมากกว่า 50 คน) ,ระดับบริหาร( คนงานน้อยกว่าหรือมากกว่า 50 คน) ,ระดับวิชาชีพ( คนงาน 50 คนขึ้นไป) ทุกระดับยกเว้นระดับวิชาชีพต้องจัดให้มีการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหลังได้รับการแต่งตั้งภายใน 180 วัน
ระดับวิชาชีพต้อง
o จบปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยหรือเทียบเท่าหรือสาขาอื่นที่มีหลักสูตรเกี่ยวกับ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
o จบไม่ต่ำกว่า ปวส.และผ่านการฝึกอบรมและทดสอบตามหลักสูตรที่กำหนดจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองฯรับรอง
o ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับพื้นฐานอย่างน้อย 5 ปี และมีผลงานลดอัตราการประสบอันตรายใน 2 ปีที่ผ่านมาไท่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และผ่านการฝึกอบรม ทดสอบตามหลักสูตรที่กำหนดจากหน่วยงานที่กรมฯรับรอง
o เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานซึ่งผ่านการศึกษาอบรมและทดสอบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานตามประกาศกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2538 และเข้ารับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบอีกครั้งตามเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด
หน้าที่ของ จป.วิชาชีพ
• จัดทำแผนงาน โครงการ มาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงานเสนอนายจ้าง ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างทำตามกฏหมายความปลอดภัย
• กำกับดูแลให้ลูกจ้างทำตามกฏระเบียบความปลอดภัย แนะนำ ฝึกสอน อบรม ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย ความเดือดร้อนรำคาญจากการทำงานและรายงานผลข้อเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อหาทางป้องกัน
• ตรวจสอบการปฏิบัติงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแผนงานหรือมาตรการความปลอดภัย
• รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล สถิติ การเจ็บป่วย จัดทำรายงาน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย เจ็บป่วยความเดือดร้อนอันมาจากการทำงานของลูกจ้าง
• นายจ้างต้องส่งรายงานการดำเนินงานเกี่ยวกับความปลอดภัย การปฏิบัติหน้าที่ของ จป.ระดับวิชาชีพ ต่ออธิบดีตามแบบ จป.3เป็นประจำทุก 3 เดือนตามปีปฏิทิน(มค-มีค., เมย.-มิย., กค.-กย., ตค.-ธค.)หรือหลังครบกำหนดไม่เกิน 30 วัน และ จป.4 แบบรายงานการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยเกี่ยวกับการทำงาน (รายงานเมื่อมีการบาดเจ็บ) โดยสำเนาส่งแรงงานจังหวัด 2 ชุดและเก็บที่สถานประกอบการ 1 ชุด
• ถ้ามี จป.ทำงานหลายคน ทุกคนต้องทำรายงานแบบ จป.3และ4 เว้นแต่จะมีเอกสารจากสถานประกอบการแสดงว่า จป.ทำงานร่วมกันเป็นลักษณะคณะกรรมการความปลอดภัยและต้องยื่นแสดงโครงสร้างการปฏิบัติงานด้วย
แบบ จป.3
• การตรวจสอบ เสนอแนะให้นายจ้างทำตามกฏหมายความปลอดภัยในการทำงาน เช่น จัดทำครอบสายพานจำนวน 10 เครื่อง และกำลังจัดทำอีก 5 เครื่องซึ่งจะเสร็จภายในวันที่ 5 ธค2547
• การจัดทำแผนงาน โครงการ มาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงานเสนอต่อนายจ้าง
• การตรวจสอบการทำงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแผน โครงการ มาตราการที่เกี่ยวข้อง
• การกำกับดูแลให้ลูกจ้างทำตามกฏระเบียบ มาตรการความปลอดภัยในการทำงาน
• การแนะนำ ฝึกอบรม ลูกจ้างทำงานอย่างปลอดภัย
• การตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย การเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากากรทำงาน ให้รายงานผลรวมและข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกัน
• การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล สถิติและจัดทำรายงาน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วยหรือการเกิดอุบัติเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากการทำงาน
• สรุปสถิติการประสบอันตรายของลูกจ้าง ระหว่างเดือน..ถึงเดือน..(แต่ละข้อ เช่น หยุดงาน..วัน ทุพลภาพ ตาย) และสิ่งที่ทำให้ประสบอันตรายและความร้ายแรง(เช่น ตกจากที่สูง ไฟฟ้าช็อต) และระบุจำแนกตามส่วนของร่างกายที่ประสบอันตราย (เช่น ตา นิ้วมือ)
ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของ จป.
• ปัญหาด้านนโยบายและความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานประกอบการ เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
• ปัญหาด้านการให้การสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บริหารสถานประกอบการ ทั้งด้าน งบประมาณ กำลังคน เครื่องมือที่จำเป็น
• ปัญหาด้านการมอบหมายอำนาจหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ ขาดความเป็นเอกเทศ ให้ผู้ทำงานประจำด้านอื่นมาทำงานนี้คู่ควบกันไป
• ปัญหาด้านความร่วมมือจากลูกจ้างต่อ จป.ในการทำงาน อาจเข้ามาทำงานทีหลัง การสอดส่องดูแลจึงเหมือนกับการจับผิดการทำงาน โดยฉพาะการขาดความร่วมมือจากลูกจ้างชั่วคราวเมื่อหมดสัญญาก็ออกจากงานจึงไม่ใส่ใจในการให้ความร่วมมือ
การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของ จป.
• การดำเนินการด้านนโยบายและความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานประกอบการ โดยมีนโยบายด้านความปลอดภัยเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกระดับ
• การให้การสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บริหารสถานประกอบการ มีนโยบายและกฏระเบียบความปลอดภัยที่ชัดเจน ผู้บริหารต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่าง การให้ข้อคิดเห็นจากฝ่ายบริหาร ให้งบประมาณ กำลังคน เครื่องมือเพียงพอ
• การมอบหมายอำนาจหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน กำหนดตำแหน่งให้เป็นสายงานประจำ สามารถเข้าจัดการทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย
• การพัฒนารูปแบบ จป.ในการทำงาน อาจมี จป. 2-3 คนเพื่อช่วยกันคิดกันทำ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยมาจากแผนกต่างๆ เพื่อช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และมีส่วนร่วมในการดูแล/กระจายอย่างทั่วถึง และควรมีฝ่ายบริหารระดับสูงเข้ามาเป็นประธานหรือกรรมการเพื่อมีส่วนในความรับผิดชอบด้วย
• การดำเนินการเพื่อให้ลูกจ้างร่วมมือกับ จป.ในการทำงาน ให้ฝ่ายบริหารและ จป.มีการชี้แจงให้เข้าใจ มีการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ไม่ควรมีการคาดโทษเอาผิด สำหรับลูกจ้างชั่วคราวควรชี้แจงและมีมาตรการใช้ควบคู่เช่น มีการลงโทษโดยไม่ต่อสัญญาจ้าง





























หน่วยที่ 12 การตรวจตราและบังคับใช้เกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายแรงงาน พ.ศ.2541
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงแรงงาน
o รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานฯเป็นผู้รักษาการ มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานตรวจแรงงาน และออกกฏกระทรวงและประกาศ เพื่อให้นายจ้างดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และสามารถแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีเพื่อฟ้องร้องคดีหรือแก้ต่างคดีแรงงานให้กับลูกจ้างหรือทายาทของลูกจ้างกรณีลูกจ้างตาย
2) อำนาจหน้าที่คณะกรรมการค่าจ้าง
o ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานฯ เป็นประธาน ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล 4 คน ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงแรงงานฯเป็นเลขาฯ
o เพื่อ กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายค่าจ้างหรือการพัฒนาระบบการจ้าง และรายงานเสนอรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเกี่ยวกับภาวะค่าจ้างและแนวโน้ม ตลอดจนมาตรการที่ควรดำเนินการ
3) อำนาจหน้าที่คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน
o คณะกรรมการเหมือนข้อ 2
o เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย , แนวทาง , มาตรการด้านสวัสดิการแรงงาน , การออกกฏกระทรวง ประกาศหรือ ระเบียบการจัดสวัสดิการในสถานประกอบการ , ให้คำแนะนำ-ส่งเสริม สวัสดิการในสถานประกอบการแต่ละประเภท, ติดตามประเมินผล และรายงานผลดำเนินการต่อรัฐมนตรี
4) อำนาจหน้าที่คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
o ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานฯ เป็นประธาน อธิบดีกรมสวัสดิการฯ ผู้แทนกรมโรงงาน ผู้แทนกรมโยธาฯ ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ เป็นกรรมการ ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 7 คน แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงแรงงานฯเป็นเลขาฯ
o เหมือนข้อ 3 แต่เป็นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
5) อำนาจหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน(มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติตาม พรบ.นี้)
o คือผู้ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ
o มีหน้าที่ตรวจสภาพการทำงานของลูกจ้างและสภาพการจ้าง เช่น การจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา การเก็บตัวอย่างเพื่อใช้วิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ในการปฏิบัตหน้าที่ของพนักงานตรวจนั้นต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อนายจ้างหรือผู้เกี่ยวข้องด้วย อธิบดีอาจมอบหมายการตรวจให้ทำร่วมกับ แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ นายจ้างและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องอำนวยความสะดวกห้ามขัดขวางการทำงาน
o พนักงานตรวจแรงงานสามารถออกหนังสือให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนกฏกระทรวงที่กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยให้ปรับปรุงแก้ไข สภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมในระยะเวลาที่กำหนดได้ หรืออาจสั่งหยุดอุปกรณ์เครื่องจักรที่มีปัญหาเป็นการชั่วคราว
2). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายโรงงานพ.ศ.2535
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงอุตฯ
o เป็นผู้รักษาการและออกกฏกระทรวงและมีอำนาจด้าน
o ด้านการประกอบกิจการโรงงาน กำหนดโรงงานตามประเภท/ขนาดให้เป็นโรงงานจำพวกที่1 2 หรือ 3 โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการควบคุมดูแล การป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคาญ ป้องกันความเสียหาย/อันตรายตามระดับความรุนแรงของผลกระทบที่อาจมีต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ลักษณะโรงงาน เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ กำหนดมาตรการป้องกันอันตรายภายในและต่อภายนอกโรงงาน กำหนดมาตรฐานและวิธีควบคุมมลพิษ ของเสีย
o ด้านการกำกับดูแลโรงงาน เพื่อประโยชน์ทางเศรษกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศ /สาธารณชน โดยกำหนด จำนวนและขนาดโรงงาน/ชนิดที่จะให้ตั้ง/ขยายในท้องที่ใด กำหนดชนิด คุณภาพ อัตราส่วนวัตถุดิบ แหล่งกำเนิดวัตถุดิบ ปัจจัย/ชนิดพลังงานที่จะใช้/ผลิตในโรงงาน กำหนดชนิด/คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่จะให้ตั้งหรือขยาย กำหนดให้ผลผลิตของโรงงานที่จะตั้งนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทหรือส่งออกทั้งหมด/บางส่วน
o การแต่งตั้งคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี ในกทม.และต่างจังหวัด โดยแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฏหมาย 3 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ผู้ต้องหาต้องเสียค่าปรับเทียบภายใน 30 วัน
2) อำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวง/บุคคลที่ได้รับมอบหมาย
o ปลัดกระทรวงเป็นผู้รับมอบหมาย มีหน้าที่เป็นผู้อนุญาตออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่3 โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ถ้าไม่มีในหลักเกณฑ์ให้พิจารณาโดยคำนึงความปลอดภัยของบุคคล/ทรัพย์สินที่อยู่ในและนอกโรงงาน อาจกำหนดเงื่อนไขเป็นพิเศษไว้ในใบอนุญาตก็ได้ ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปีถึงสิ้นปีตามปฏิทินอาจออกให้มีอายุสั้นกว่า 5 ปีก็ได้
3) อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตฯ
o ด้านการประกอบกิจการโรงงาน มีหน่าที่ตรวจสอบโรงงานทั้ง 3 จำพวก การจะเริ่มประกอบกิจการประเภทที่ 2 ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานก่อนเพื่อออกใบรับแจ้งและเริ่มดำเนินกิจการได้นับแต่วันที่ได้รับใบรับแจ้ง , การเลิก โอน เช่าซื้อโรงงานจำพวกที่ 2 ต้องแจ้งเป็นหนังสือภายใน 30 วัน , โรงงานจำพวกที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนตั้งโรงงานและถ้าจะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้ทราบไม่น้อยกว่า 15 วัน
o ด้านการกำกับดูแลโรงงาน มีหน้าที่เข้าตรวจโรงงาน อาคารสถานที่ที่สงสัยในเวลาทำงานของโรงงานหรือช่วงระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก , นำตัวอย่างที่สงสัยในคุณภาพในปริมาณที่พอไปตรวจพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง , ตรวจค้น กัก ยึด ผลิตภัณฑ์ ภาชนะ เอกสาร อี่นที่สงสัยว่าการประกอบกิจการอาจส่งผลอันตรายหรือมีความผิดตาม พรบ. , ถ้ามีอุบัติเหตุจากโรงงานจำพวกใดก็ตามเป็นเหตุให้ผู้อื่นเจ็บป่วย ตาย หรือไม่สามารถทำงานภายหลัง 72 ชม.ได้ผู้ประกอบการต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ทราบภายใน 10 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ , หรือเป็นเหตุให้โรงงานหยุดเกิน 7 วันต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ทราบภายใน 10 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ
3). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายสาธารณะสุข
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงสาธารณะสุข
2) อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสาธารณะสุข
3) อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานสาธารณะสุข
4) อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น
4). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายสิ่งแวดล้อม
1) อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่รักษาการตามกฏหมาย
2) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงวิทย์ฯ มีหน้าที่รักษาการตามกฏหมาย ออกกฏกระทรวง แต่งตั้งเจ้าพนักงาน กำหนดค่าธรรมเนียม กำหนดหลักเกณฑ์/ขนาด/ประเภทของโครงการทั้งภาคราชการ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
3) อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
o นายกฯเป็นประธาน กรรมการเป็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 8 คนโดยมาจากเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง มีปลัดกระทรวงวิทย์ฯเป็นกรรมการและเลขาฯ
o เสนอนโยบายและแผนส่งเสริม รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
o กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐานในแม่น้ำลำคลอง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ น้ำทะเลชายฝั่ง น้ำบาดาล มาตรฐานคุณภาพอากาศ เสียง ความสั่นสะเทือน และอื่นๆ กหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด แผนปฏิบัติเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม แก้ไขปรับปรุงกฏหมาย กำกับจัดการบริหารเงินกองทุน รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อคณะรัฐมนตรีอน่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
4) อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ
o ปลัดกระทรวงเป็นประธาน อธิบดีกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 5 คน อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นกรรมการและเลขาฯ
o ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีในการกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษ ประสานหน่วยงานต่างๆเพื่อควบคุมป้องกัน/กำจัดมลพิษ จัดทำรายงานสถานการณ์มลพิษเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปีละ 1 ครั้ง
o เสนอแผนปฏิบัติเพื่อป้องกัน/แก้ไขอันตรายที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ แก้ไขปรับปรุงกฏหมาย
5) อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ
o เข้าตรวจสอบ สั่งปรับ หรือสั่งหยุด/ปิดกรณีเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตบำบัด/กำจัดของเสียหรือเพิกถอนการเป็นผู้ควบคุมเนื่องจากไม่ทำตามพรบ . มีอำนาจสั่งปรับปรุงแก้ไขซ่อมระบบ/เครื่องมือ
6) สิทธิ หน้าที่ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
o การได้รับข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ การได้รับชดเชยค่าเสียหาย/ทดแทนจากรัฐกรณีได้รับความเสียหายอันเกิดจากกิจการของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ , ร้องเรียนผู้กระทำผิดต่อเจ้าพนักงานกรณีพบการทำผิดกฏหมายการควบคุมมลพิษและทรัพยากรธรรรมชาติ , เอกชนที่มิแสวงหากำไรสามารถจดทะเบียนองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับกระทรวงฯได้
5). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายแร่
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงอุตฯ
2) อำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
3) อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบคณะกรรมการเขตควบคุมแร่ประจำเขต มีหน้าที่กำหนดสถานที่ตั้งของอาคารสถานที่ที่ใช้ในการเก็บแร่ พักแร่ หรือมีไว้ในครอบครองในลักษณะที่ไม่ก่ออันตรายกับบุคคลภายนอก
4) อำนาจหน้าที่ของทรัพยากรธรณีประจำท้องที่
o มีอำนาจในการห้ามปิดกั้น ทำลายหรือทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะ
o มีอำนาจสั่งให้หยุดทำการเหมืองแร่ กรณีที่เป็นอันตรายแก่คน สัตว์ พืช หลุมปล่องที่เกิดจากการขุดต้องถมเป็นตามเดิมไม่ว่าใบอนุญาตสัมปทานจะหมดอายุหรือไม่ก็ตาม สั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีประกอบโลหะกรรมเพื่อป้องกันอันตรายห้ามทำเหมืองใกล้ทางหลวง/ทางน้ำสาธารณะในระยะ 50 ม.
5) อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี
o มีอำนาจสั่งให้ทำตามกฏหมาย และเจ้าพนักงานมีอำนาจตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาคือเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจในการเข้าตรวจการทำเหมือง การแต่งแร่ และการประกอบโลหะกรรมได้ทุกเวลา
การตรวจความปลอดภัยในการทำงานตามปกติแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.รตรวจครั้งแรก 2. การตรวจเตือน 3.การตรวจดำเนินคดี






หน่วยที่ 13 ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1.ปัญหาและอุปสรรคด้านนโยบายความปลอดภัยและสุขภาพ
• สถานประกอบการไม่ได้กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยไว้ โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีอัตราส่วนการเกิดอุบัติเหตุสูง
• การขาดการประสานทางด้านนโยบายของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากแต่ละกระทรวงมีอิสระในการกำหนดนโยบายภายใต้ความรับผิดชอบของตนตามที่กฏหมายกำหนด
• การนำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่บรรลุผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากขาดบุคคลากรที่มีความรู้ เจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ ขาดแคลนงบประมาณ อุตสาหกรรมเติบโตเร็ว
2.ปัญหาและอุปสรรคของหน่วยงานที่ควบคุมทางด้านความปลอดภัยและสุขภาพ
• ปัญหาการประสานงานของหน่วยงานภาครัฐยังไม่สอดคล้องกัน เช่น การขอตั้งโรงงานต้องขออนุญาตกรมโรงงาน แต่ถ้าตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรมกลับไม่ต้องขออนุญาตจัดตั้งจากกรมโรงงานทำให้การตรวจสอบให้ได้ระบบที่มาตรฐานอาจไม่สมบูรณ์
• ปัญหาอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ กับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ไม่สามารถตรวจได้อย่างละเอียดทั่วถึงทุกโรงงาน อาจเป็นเพียงการสุ่มตรวจ
3.ปัญหาและอุปสรรคด้านระบบสารสนเทศความปลอดภัยและสุขภาพ
• สารสนเทศที่มีอยู่ มีจำนวนน้อย เนื่องจากจะเก็บมาเพื่อรายงานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน ข้อมูลหลายๆตัวในหลายหน่วยงานเป็นข้อมูลดิบไม่ได้ประมวลผลอย่างเป็นระบบ ทำให้เนื้อหาขาดความสมบูรณ์ไม่ครอบคลุมทั้งระบบที่เกี่ยวข้อง
• สารสนเทศที่มีอยู่ กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง กรม กอง การประสานงานเพื่อรวบรวมข้อมูลไม่สามารถทำได้เท่าที่ควรเนื่องจากขาดหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับบัญชาเด็ดขาด
• สารสนเทศขาดข้อมูลในรายละเอียดบางด้าน เช่น การสืบสวนหาสาเหตุในส่วนลึกต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและความร่วมมือของส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
• ขาดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เนื่องจากไม่ได้จบด้านอาชีวอนามัยโดยตรง ผ่านการอบรมเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หรือมีงานอื่นที่ต้องทำเป็นประจำ
• ปัญหาอื่นๆเช่น ขาดความร่วมมือจากนายจ้างในการแจ้ง ให้ข้อมูล
กฏหมายที่จะสามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพควรมี 2 ลักษณะ คือ
o กฏหมายนั้นต้องสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคม ในเรื่อง ลักษณะความผิด บทกำหนดโทษ ค่าปรับที่ต้องสมกับสภาพและความสูญเสียในราคาปัจจุบัน
o กฏหมายนั้นต้องสมเหตุสมผล ในลักษณะของความผิด ความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ความผิดในลักษณะเดียวกันควรจะลงโทษใกล้เคียงกัน จึงจำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูล สถิติ วิเคราะห์ วิจัย จากข้อมูลสารสนเทศต่างๆ
4.ปัญหาและอุปสรรคด้านการปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
• หลายหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติงานไม่สอดคล้องกัน
• การปฏิบัติงานล่าช้า ยุ่งยาก ไม่ทันกับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น โรงงานสารเคมีเกิดสารอันตรายต่อคนงานและสิ่งแวดล้อมมาก ไม่สามารถสั่งปิดได้ทันที ต้องทำตามขั้นตอนคือ ตักเตือนให้ปรับปรุง สั่งปิดชั่วคราว จึงจะสามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้
• การตรวจความปลอดภัย เพื่อให้มีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏหมายยังทำได้ไม่ทั่วถึง เนื่องจากมีกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจน้อย จึงต้องจัดให้โรงงานมี จป.คอยช่วยในการตรวจตราความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
• กฏหมายฯเข้าใจยาก จึงปฏิบัติไม่ถูก ต่างฝ่ายต่างพยายามตีความให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
• กฏหมายฯ ขาดการควบคุมลูกจ้าง ให้ร่วมมือในการป้องกันการประสบอันตราย ส่วนใหญ่ผลักภาระไปควบคุมที่นายจ้างฝ่ายเดียว
• ผู้ทำงานส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเรื่องกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ จึงรู้สึกเพิ่มภาระและไม่สะดวกในการปฏิบัติ
• การจ้างงานบางอย่างไม่ปลอดภัย เช่นจ้างเหมางาน การทำงานเป็นกะทำให้ร่างกายขาดความพร้อม
• นายจ้างหลบเลี่ยงกฏหมาย ไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดกลาง- เล็ก
• ปัญหาอื่นๆ เช่น ขาดนโยบายด้านความปลอดภัยและสุขภาพ แผนงานไม่ชัดเจน สถานประกอบการขนาดเล็กไม่ให้ความสนใจ
5.ปัญหาและอุปสรรคด้านนายจ้างที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
• นายจ้างของสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ขาดความรู้เกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
• นายจ้างส่วนใหญ่คิดว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากตัวลูกจ้างเอง แนวคิดที่จะแก้ไขที่สาเหตุอื่นจึงมีน้อย ซึ่งโดยทั่วไปการเกิดอุบัติเหตุจะมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ 1.เครื่องมือ/อุปกรณ์ขาดมาตรฐาน/ชำรุด 2.สภาพแวดในที่ทำงานไม่ดีพอเช่น แสงสว่างไม่พอ 3.ความบกพร่องของตัวลูกจ้าง เช่น พักผ่อนน้อย เมา ขาดความรู้ ไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน ไม่ทำตามข้อบังคับ
• นายจ้างไม่ต้องการจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
6.ปัญหาและอุปสรรคด้านลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ มี 3 ข้อ คือ
• ความรู้เกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้างอยู่ในระดับต่ำ
• ความคิดเห็นของลูกจ้างต่อการเกิดอุบัติเหตุมีดังนี้
1) อุบัติเหตุเกิดจากเคราะห์กรรมหรือดวง มักมีสาเหตุจากการขาดสมาธิ- ความสนใจในการทำงาน
2) อุบัติเหตุจากการทำงานเป็นเรื่องป้องกันไม่ได้ (ถึงร้อยละ 99 อีกร้อยละ 1 ป้องกันยาก มักเป็นเรื่องที่เกิดเองตามธรรมชาติเช่น ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว)
3) การเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยเป็นเรื่องไม่สำคัญ กลายเป็นเรื่องปกติทำให้ขาดความระมัดระวัง (เกิดเล็กน้อย 300 ครั้งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ 1 ครั้ง)
4) ทำงานมาตั้งนานไม่เห็นเป็นอะไร มีความคิดว่าทำงานกับสิ่งนั้นมานาน มีความคุ้นเคยดีจึงเกิดความประมาท
5) การป้องกันอุบัติเหตุไม่ใช่หน้าที่ของตน
6) ความปลอดภัยเป็นเรื่องของคนขี้ขลาด
7) กฏระเบียบความปลอดภัยเป็นเรื่องการจับผิดกัน
• อุปสรรคในการปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้าง
1) ลูกจ้างขาดความรู้ความเข้าใจในกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ เนื่องจากเป็นกฏหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องทางเทคนิคด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
2) นายจ้างให้ความสำคัญทางด้านความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด มีการจัดอุปกรณ์ป้องกันให้ลูกจ้างตามกฏหมายหรือไม่ มีปริมาณเพียงพอหรือไม่
3) ขนาดและลักษณะของอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลไม่เหมาะสมกับลูกจ้าง ทำให้ไม่อยากใส่เนื่องจากทำงานไม่ถนัด
4) ความจำเป็นทางด้านค่าครองชีพ เช่นใส่ถุงมือทำงานทำให้ทำงานไม่ถนัดโดยเฉพาะงานที่ต้องทำและได้ค่าจ้างตามปริมาณงาน



หน่วยที่ 14 แนวทางในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
การพัฒนาอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 4 ระยะคือ
ช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 – 2503 รัฐบาลเป็นแกนนำในการจัดตั้งสถานประกอบการผลิตต่างๆ เนื่องจากเกิดการขาดแคลนสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ จึงต้องพึ่งพาตนเอง และเริ่มใช้ พรบ.ส่งเสริมการลงทุน
ช่วง พ.ศ.2504 – 2415 เน้นส่งเสริมการลงทุนการผลิตทดแทนการนำเข้า มีการคุ้มครองและส่งเสริมอุตสาหกรรม เน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศและมีการใช้แรงงานมาก มีอัตราการขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรมมาก
ช่วง พ.ศ.2516 – 2528 ส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออก พวก อาหาร สิ่งทอ หนัง ยาง เซรามิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ และมีแนวโน้มพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และเทคโนโลยีอิเลคทรอนิคส์
ช่วง พ.ศ.2529 – ปัจจุบัน มีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมสูงมากๆ มีการลงทุนสูง ขณะเดียวกันก็เกิดการประสบอันตรายจากการทำงานสูงขึ้นซึ่งมีผลต่อความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้าง
อุบัติเหตุจากการทำงาน มีหลายประเภทที่เกิดจากการทำงาน มาจากแหล่งหรือสิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่างกัน จึงต้องมีเครื่องชี้วัดและกำหนดประเภทของสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายเหล่านี้
อัตราการประสบอันตรายเป็นเครื่องชี้วัดความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุ หาจาก
อัตราการประสบอันตราย = จำนวนการประสบอันตรายในข่ายคุ้มครองกองทุน x 100
จำนวนลูกจ้างในข่ายคุ้มครองของกองทุนฯ
การจำแนกตามสิ่งที่ประสบอันตราย เช่น ยานพาหนะ เครื่องจักร ลื่นล้ม ตกจากที่สูง ไฟฟ้า ระเบิด เศษวัสดุ ยกของหนัก สิ่งมีพิษสารเคมี วัตถุสิ่งของกระแทก โรคเนื่องจากการทำงาน สัมผัสของร้อน เป็นต้น (ดูรายละเอียดตาม จป.3แบบใหม่)
อุบัติการณ์ของโรคเนื่องจากการทำงาน ทำให้ต้องออกกฏหมายควบคุมเช่น พรบ.วัตถุมีพิษ ประกาศกระทรวง เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมี และประกาศเรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม เป็นต้น
ขั้นตอนการกำหนดและปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1) ศึกษาปัญหาทางด้านความปลอดภัยและสุขภาพ จากหนังสือ ตำราวิชาการ หรือสถิติและงานวิจัยด้านอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน เพื่อหาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิด พร้อมศึกษาหาวิธีควบคุมป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
2) ศึกษาเปรียบเทียบมาตรฐาน กฏหมาย และข้อเสนอแนะต่างๆด้านความปลอดภัยและสุขภาพของต่างประเทศ ควรศึกษาที่มา มาตรฐานกฏหมาย และข้อแนะต่างๆจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสม
3) ปรับปรุงและยกร่างมาตรฐานและกฏหมายด้านความปลอดภัยและสุขภาพ โดยมีโครงสร้างต่างๆของกฏหมาย เช่น
o พื้นฐานทั่วไป เช่น วัตถุประสงค์ของการออกกฏหมาย คำนิยาม ขอบเขต หลักการใช้ ใช้กับใคร มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร การตั้งค่ามาตรฐานต่างๆ
o วิธีการบริหารกฏหมาย เช่น ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบ ผู้ต้องปฏิบัติตามกฏหมายระดับต่างๆ กำหนดวันบังคับใช้ บทลงโทษ
o ข้อกำหนดเกี่ยวกับสวัสดิการ เช่น การจัดน้ำดื่ม ที่ล้างหน้า วันหยุด วันลา
o ข้อกำหนดอื่นๆเช่น เกี่ยวกับการใช้ลิฟท์ , การควบคุมสิ่งแวดล้อม เช่นการสุขาภิบาล การกำจัดมลภาวะ , การจ้างแรงงานหญิงและเด็ก , ทางออกและประตูหนีไฟ , การป้องกันอัคคีภัย , การใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เครื่องมือกล
4) ประชุมคณะอนุกรรมการและพิจารณา โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความชำนาญและประสบการณ์ เพื่อให้ได้ข้อแนะนำที่มีประโยชน์ สามารถนำมากำหนดเป็นกฏหมายใช้บังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม
5) จัดทำคู่มือ เผยแพร่ เกี่ยวกับกฏหมาย
นโยบายด้านความปลอดภัย แบ่งเป็น 3 ระดับกว้างๆ คือ
1) นโยบายหลัก จะกำหนดขอบเขตกว้างๆของงานความปลอดภัย ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้กำหนด หรือหน่วยงานที่กำหนดนโยบายเฉพาะเช่น นโยบายของชาติในงานด้านความปลอดภัย
2) นโยบายทั่วไป จะกำหนดขอบเขตแนวทางการดำเนินงานจากนโยบายหลักให้มีความชัดเจนขึ้นและสอดคล้องกับนโยบายหลักโดยหน่วยงานบริหารระดับกลาง เช่น นโยบายของกรมต่างๆ ในงานความปลอดภัยในการทำงาน
3) นโยบายเฉพาะ จะกำหนดแนวทาง วิธีการดำเนินงานที่ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น โดยถือเอานโยบายทั่วไปและนโยบายหลักเป็นแม่บท โดยหน่วยงานระดับจังหวัดหรือกอง เช่น นโยบายจังหวัด นโยบายกอง
อนุสัญญาที่ 155 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เรื่อง ความปลอดภัย อนามัย และภาวะแวดล้อมในการทำงานมีนโยบายดังนี้
o ให้ประเทศสมาชิกร่วมกับองค์การนายจ้างและลูกจ้างกำหนดนโยบายความปลอดภัย อนามัย และภาวะแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศขึ้น และทบทวนปรับปรุงให้เหมาะสมเสมอ
o วัตถุประสงค์ของนโยบายนี้เพื่อป้องกัน/ลดการเกิดอุบัติเหตุ หรืออื่นๆใดที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย
o ในนโยบายนี้ให้กำหนดถึงการปฏิบัติ ต่างๆที่สำคัญที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย อนามัยและภาวะการทำงาน เช่น การจัดให้มีการฝึกอบรม , ปรับปรุงเครื่องจักร อุปกรณ์ เวลาในการทำงานให้เหมาะสมสัมพันธ์กับร่างกาย จิตใจของคนงาน , การคุ้มครองลูกจ้าง และผู้แทนที่ทำตามนโยบาย , การสื่อสาร ร่วมมือของคนทำงานในกลุ่มเดียวกันทุกระดับจนถึงระดับประเทศ , การออกแบบการคัดเลือก ทดสอบ การบำรุงรักษา สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ ตลอดกระบวนการทำงานให้เหมาะสม
o ในนโยบายให้ระบุหน้าที่ ความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่ราชการ นายจ้าง ลูกจ้าง บุคคลอื่น โดยมีการส่งเสริม สนับสนุนหน้าที่ดังกล่าว
o มีการทบทวนสภาพของปัญหา และหาทางแก้ไข และผลที่ได้รับ
o ให้ประเทศสมาชิกดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ ให้สอดคล้องกับระเบียบและแนวทางปฏิบัติของแต่ละประเทศ
o การบังคับให้ทำตามกฏหมายต้องจัดให้มีการตรวจแรงงานเพียงพอ เหมาะสม และมีมาตรการ บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
o มีมาตรการแนะนำนายจ้าง ลูกจ้าง เพื่อให้ทำตามกฏหมาย
o ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ดังนี้ เช่น จัดให้มีการรายงานอุบัติเหตุและโรคจาการทำงาน , กำหนดกระบวนการทำงานเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของสารเคมีอันตราย , มีการกำหนดการออกแบบ การก่อสร้าง วางผัง อุปกรณ์ที่ใช้ การปฏิบัติ , มีการตรวจวัดวิเคราะห์ตัวเหตุทางกายภาพ เคมี และชีวภาพที่มีอันตรายต่อสุขภาพ
o กำหนดมาตรการการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฏหมายสำหรับ ผู้ผลิต ผู้ออกแบบ ผู้นำเข้า การโยกย้าย เครื่องจักร อุปกรณ์ มีการรับรองถูกต้อง
o มีการคุ้มครองลูกจ้าง มีการส่งเสริมอบรม บรรจุวิชาเข้าในหลักสูตรการเรียน เทคนิควิชาชีพ และการแพทย์ชั้นสูง
แนวทางการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพเกี่ยวกับมาตรฐาน
ความร้อน(หมวด1) ใช้หน่วย Wet Bulb Globe Temperature , WBGT จะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่ออุณหภูมิของอากาศ เช่น ความชื้น ความเร็วลม การแผ่รังสีความร้อน ต้องใช้เครื่องมือในการตรวจวัด ในไทยมีประกาศกระทรวงอุตฯเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงานเมื่อ พ.ศ.2546ระดับความร้อนในสถานประกอบการแบ่งตามระดับความหนักเบาของงาน ดังนี้ ( เบา ปานกลาง หนัก มาตรฐานระดับความร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยของ WBGT คือ 34 , 32 ,30 ซ0 ตามลำดับ)
ระดับความร้อนในสถานประกอบการและอุณหภูมิของร่างกายของลูกจ้างที่ทำงานควรอยู่ในมาตรฐานที่กำหนดสำหรับแต่ละประเทศที่อยู่ในเขตร้อน – เขตหนาว(อเมริกากำหนด 38 ซ0 ประเทศไทยควรอยู่ที่ 37ซ0)
เสียง(หมวด 3) มีการปรับปรุงใหม่ ห้ามทำงานในที่มีเสียงดังเกิน 140 เดซิเบลเอ และกำหนดมาตรฐานใหม่ดังนี้
เวลาทำงานที่ได้รับเสียงใน 1 วัน (ชม.) ,T ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลสทำงานไม่เกิน(เดซิเบลเอ), L
12 87
8 90
6 92
4 95
3 97
2 100
1 ½ 102

1 105
½ 110
¼ หรือน้อยกว่า 115
แสง(หมวด2) ดูบทที่ 6 มีการกำหนดเหมือนกับของอเมริกา คือตามชนิดของงาน 1.ไม่ต้องการความละเอียดมาก 2.ต้องการความละเอียดปานกลาง 3.ต้องการความละเอียดมากเป็นพิเศษ
สารเคมี ในไทยจะเลือกกำหนดชนิดและปริมาณสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในประเทศโดยตัวเลขมาตรฐาน เช่น ปริมาณความเข้มข้นในบรรยากาศจะใช้ตามอเมริกาทั้งหมด เนื่องจากเรายังขาดเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ที่สมบูรณ์
อุปกรณ์ PPE
บทบาทของหน่วยงานรัฐในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัย
กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงแรงงานและพัฒนาสังคม
กระทรวงอุตสาหกรรม กรมที่รับผิดชอบ คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหน่วยงานระดับกองรับผิดชอบโดยตรงในส่วนกลางคือ กองตรวจโรงงาน ในภูมิภาคเช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด กรมทรัพยากรธรณี พิจารณาอาคาร สถานที่ เครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ การขออนุญาตตั้งโรงงานจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมโรงงานก่อนว่ามีความเหมาะสม ปลอดภัยและไม่กระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ กรมทรัพยากรธรณีมีบทบาทเหมือนกรมโรงงานแต่จะดูแลด้านการทำเหมืองแร่เท่านั้น
กระทรวงสาธารณะสุข หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ กรมอนามัยและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยกรมอนามัยจะมีกองอนามัยรับผิดชอบโรคที่เกิดกับลูกจ้างอันเนื่องมาจากการทำงาน เปนแหล่งสนับสนุนระบบสารสนเทศ การเจ็บป่วยสืบสวน ป้องกันและรักษา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ในการควบคุมการใช้วัตถุมีพิษในการเกษตร กำหนดการขนส่ง การเก็บรักษา ป้ายบอกชนิด การทำลาย การกำหนด การรักษาเมื่อถูกพิษ การขอใบอนุญาตนำเข้า นำผ่าน ผลิต และควบคุมการใช้
กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ สำนักงานคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจะตั้งโรงงานนั้นๆ และแสดงความเห็นชอบนี้ไปยังกระทรวงอุตสหกรรมในการพิจารณาอนุมัติตั้งโรงงาน
บทบาทของภาคเอกชนในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
นายจ้าง สมาคมนายจ้าง สหพันธ์นายจ้าง สภาองค์การนายจ้าง มีความสำคัญต่อการส่งเสริมความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้างเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีอำนาจในการจัดการต่างๆเกี่ยวกับลูกจ้างโดยตรง จึงควรให้ความร่วมมือในการพัฒนาความปลอดภัยกับรัฐตามกฏหมายที่กำหนดโดยจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม ให้ข้อมูลในการสืบสวนสาเหตุ-แก้ไข สนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณ ส่งเสริมเผยแพร่ข่าวสาร ให้ความสำคัญต่อจป.ในการทำหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมาย เป็นต้น
ลูกจ้าง ประกอบด้วย คณะกรรมการลูกจ้าง สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สภาองค์การลูกจ้าง เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงกับกฏหมายความปลอดภัย แต่มีลูกจ้างอีกมากที่ไม่รู้สิทธิที่ตนควรได้ตามกฏหมาย จึงเป็นหน้าที่ขององค์ลูกจ้างที่จะให้ความรู้แก่สมาชิกในการใช้สิทธิและรักษาผลประโยชน์ต่างๆนี้ และมีหน้าที่ให้ความร่วมมือกับรัฐ นายจ้างในการเผยแพร่ข้อมูลความปลอดภัย ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ รักษาสิทธิและปรับปรุงสภาพการทำงานและความปลอดภัยของลูกจ้างให้ดีขึ้นภานให้ขอบเขตของกฏหมาย
กลุ่มวิชาชีพอื่นๆ สมาคมวิชาชีพ มูลนิธิ ชมรมต่างๆ เช่น มูลนิธิพระปกเกล้า สมาคมนักอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งประเทศไทย สามารถให้การสนับสนุนการกำหนดและปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพได้ดีเนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่จะมีความรู้ความชำนาญ ประสบการณ์ และเป็นกลุ่มองค์กรเอกชนที่ทำงานเพื่อสังคม มีหน้าที่ เช่น ฝึกอบรม ชี้แนะในการปรับปรุงด้านกฏหมายความปลอดภัยให้กับภาครัฐ ให้ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการ จัดศูนย์สารสนเทศด้านความปลอดภัยและสุขภาพ รวบรวมกฏหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
บทบาทขององค์กรไตรภาคีในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1) สภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ****
• พิจารณาข้อเสนอของหน่วยงานต่างๆเกี่ยวกับนโยบาย กฏหมาย มาตรการด้านแรงงานของประเทศ เพื่อให้มีการใช้แรงงานอย่างเต็มที่ ให้ความคุ้มครองและสวัสดิการแก่ผู้ใช้แรงงานที่เหมาะสม ขจัดความเหลื่อมล้ำในการใช้แรงงาน นำเสนอต่อรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาแรงงานและมาตรการแก้ไข ปรับปรุงหลักสูตรแรงงาน ให้การช่วยเหลืออบรมทางด้านวิชาการต่อหน่วยงานต่างๆ
• ปลัดกระทรวงฯจะเสนอผู้แทนจากรัฐ 10 คนแก่รัฐมนตรีว่าการฯให้แต่งตั้ง และจากฝ่ายนายจ้าง 5 คนโดยเลือกจากสหภาพแรงงานทั่วประเทศ รวมแล้วไม่เกิน 20 คน
• ***มีบทบาทโดยตรงต่อการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกำหนดนโยบาย กฏหมายและมาตรการด้านแรงงานของประเทศ ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานนี้ก่อน***
2) คณะกรรมการค่าจ้าง
3) คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
• อธิบดีกรมแรงงานเป็นประธาน และรัฐมนตรีกระทรวงฯแต่งตั้งจากผู้แทนฝ่ายรัฐ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้างไม่น้อยกว่า 4 แต่ไม่เกิน 8 คน อยู่ในตำแหน่ง 3 ปี
• ให้คำปรึกษากับกระทรวงถึงประเภทกิจการ ขนาด ท้องที่ที่ควรให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนและอัตราที่ต้องจ่าย เสนอแนะนโยบายการดำเนินงานของกองทุน ให้คำปรึกษาในการออกประกาศกระทรวงฯ พิจารณาคำอุธรณ์ของนายจ้างและลูกจ้าง
• **มีบทบาทโดยตรงต่อการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ เพื่อให้ครอบคลุมสถานประกอบการเล็กๆหรือครอบคลุมชนิดของสถานประกอบการให้เหมาะสม****
4) คณะกรมการแรงงานสัมพันธ์
5) คณะกรรมการส่งเสริมการแรงงานสัมพันธ์
6) คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน
• อธิบดีกรมแรงงานฯเป็นประธาน และมาจากตัวแทนรัฐ ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง
• พิจารณาข้อกำหนดมาตรฐานต่างๆ ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีการกระทรวงเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน
• ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ของกรมแรงงานในการร่างกฏหมายเกี่ยวกับโทษและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
• ปรับปรุงกฏหมายให้รัดกุม กฏเกณฑ์ในการทำงาน เครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ในการทำงานให้มีมาตรฐานและความปลอดภัย
• **มีบทบาทโดยตรงต่อการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพมากที่สุด***
7) คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน
8) คณะกรรมการอำนวยการแข่งขันฝีมือแห่งชาติ
9) คณะกรรมการพัฒนาสภาพและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
• ปลัดกระทรวงเป็นประธาน ตัวแทนนายจ้าง ลูกจ้าง อธิบดีกรมแรงงาน เจ้าหน้าที่กรมแรงงานที่เกี่นวข้อง ผู้อำนวยสถาบันความปลอดภัยเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาฯ ผู้อำนวยการคุ้มครองแรงงานเป็นกรรมการและเลขานุการ
• ให้คำปรึกษา แนะนำ ส่งเสริมปรับปรุงสิ่งแวดล้อมและสภาพในการทำงาน
• ***หน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ปรับปรุงกฏหมายด้านรายละเอียด อันจะส่งผลให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น***
10) คณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน
บทบาทหน่วยงานระหว่างประเทศในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัย
1) องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ วางมาตรฐานปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ ทุนการศึกษา ทุนช่วยเหลือในการบริหารด้านความปลอดภัยและสุขภาพ
2) องค์การอนามัยโลก ดูแลด้านสุขภาพอนามัยประชากรโลก ส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัยระหว่างประเทศ ส่งเสริมด้านสภาพการทำงานและสุขวิทยาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ปรับปรุงเทคนิคการตรวจการเสื่อมของสุขภาพ ส่งเสริมการใช้วิทยาการระบาด พัฒนาขีดจำกัดของการสัมผัสที่มีผลต่อสุขภาพจากการประกอบอาชีพ พัฒนาระบบสารสนเทศ
3) สหพันธ์แรงงานสหรัฐและสภาองค์การอุตสาหกรรม AFI&CIO เช่น การเรียกร้องการยกเลิก สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของไทย G.S.P. Generalize system of Preferences เนื่องจากการใช้แรงงานเด็ก



















หน่วยที่ 15 กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการใช้กฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
กฏหมายความปลอดภัย แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ
กฏหมายแรงงาน เน้นเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน แรงงานหญิง แรงงานเด็ก สวัสดิการ และสภาพการทำงานที่ปลอดภัยของลูกจ้าง
กฏหมายโรงงาน เน้นเรื่อง การขออนุญาต การควบคุมเครื่องมือ เครื่องจักร ตลอดจนสภาพของโรงงานให้ปลอดภัย
กฏหมายสาธารณะสุข เน้นเรื่อง การควบคุมการติดต่อของโรค การดูแลสุขภาพทั่วไปของประชาชนให้ปลอดภัย
กฏหมายอื่นๆ เช่น กฏหมายสิ่งแวดล้อม กกหมายแร่ กฏหมายวัตถุมีพิษ จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพเฉพาะเรื่อง
o กฏหมายแรงงาน เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จะเกี่ยวข้องกับการประสบอันตรายของลูกจ้างและมีการฟ้องร้องมากที่สุด
o กรณีการฟ้องร้องทางกฏหมายในชั้นศาลที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับกฏหมายแรงงาน
o ต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคมีต้นเหตุมาจากการประกอบอาชีพ เรียกว่า โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ occupational diseases และต้นเหตุที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมอันป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ เรียกว่า อันตรายจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ Environmental Health Hazards
o โรคซิลิโคซิส เกิดจากปอดได้รับการสะสมของหินฝุ่นซิลิกาเข้าไปมาก เป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่ป้องกันได้ เช่น ใช้ขยวนการแบบปิด มีการตรวจสุขภาพประจำปีโดยเฉพาะปอด
o สารหนูทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง สารปรอททำให้เกิดโรคมินามาตะ โดยจะทำลายประสาททำให้เกิดการชักกระตุก สั่นรุนแรง ทรงตัวไม่ได้ สมองพิการ แขนขาลีบ หน้าตาบิดเบี้ยว ตาค้าง พูดไม่ได้ ไม่มีความรู้สึก โรคอิไตอิไต เกิดจากโลหะหนักพวก ตะกั่ว แคดเมียม สังกะสี ทองแดง ทำให้ปวดในกระดูก



อ่านทั้งหมด: 48858, ความเห็นทั้งหมด: 8
 เนื้อหาดีมากๆค่ะละเอียดดี เอาไปทำรายงานส่งอาจารย์นะคะ
โดย - nan - วันที่ 13 มิถุนายน 2551 เวลา 10:15

ชอบมากเลยขอบใจผู้สร้างไว้ขอให้ได้อานิสงส์มากๆๆๆๆๆ
โดย - นกพิราบ - วันที่ 23 มิถุนายน 2551 เวลา 19:23

เนื้อหาละเอียดมากเลยขอบคุณมากๆครับ
ขอให้มีความสุขความเจร็ญ....สาธุ
โดย - pak - วันที่ 3 กันยายน 2551 เวลา 12:14

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาที่สร้าง
จจาก    ปีก้า
โดย - ปีก้า - วันที่ 24 ตุลาคม 2551 เวลา 20:01

 หากทุกคนช่วยกันจดจำข้อสอบมาคนละข้อ แล้วมาประติดประต่อกันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นอย่างมาก..สอบมาแล้วแค่ ผ่าน
โดย - TuuT - วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 13:29

 ขอบคุณผู้จัดทำเป็นอย่างยิ่ง ครับ  มีประโยชน์ในการสอบเป็นอย่างมาก
โดย - mixlove - วันที่ 10 เมษายน 2552 เวลา 15:31

ขอบคูณขอบคุณนะครับ เยีอมจิงๆ
โดย - เต่าเข้าเมือง - วันที่ 5 สิงหาคม 2553 เวลา 1:40

ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ในที่ทำงาน อาคารสำนักงาน โรงงาน โรงภาพยนต์ ห้าวสรรพสินค้า
มีมลภาวะทางอากาศที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลัก เนื่องจากขณะที่เราเข้าไปสถานที่นั้น เราต้องสูดเอาอากาศเข้าไปในปอด  โดยไม่ทราบว่าสถานที่นั้น มีฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคเกินมาตราฐานหรืไม่                                สิ่งที่ผู้ดูแลอาคารควรทำคือ การล้างทำความสะอาด ท่อแอร์ ท่อลม ระบบปรับอากาศ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของฝุ่นละอองและเชื้อโรค
www.aqthailand.com                                 
โดย - kim - วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:48

แสดงความเห็น
ข้อความ
   
  
 
 
   
แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
จาก  
พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

HAPIfork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก
อยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องฝึกทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิสัย
แสงยามเช้า อัศจรรย์แห่งการลดความอ้วน
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2439)
เปิดรายชื่อที่คาดจะเป็นผบก.(ดีโพลมา2438)
โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด (ดีโพลมา2437)
คลิปตำรวจไทยไม่เฟี้ยวววว ไม่เคยจับกูได้ ล่าสุดโดนจับแล้ว
เพลงเพราะๆฟังต่อเนื่องหลายๆเพลงอัตโนมัติ(ดีโพลมา2436)
Car Free Day เปิดถนนคนเดิน ปิดถนนสีลม 20-22 ก.ย.
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุคัลแมกี KALMAEGI ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 16 กันยายน 2557
การส่องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
เตรียมตัว!เมื่อส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร
ฝึกดูหนังให้เก่งภาษาอังกฤษ
วิงส์ไก่แซ่บ ฉบับ Homemade
【 ชิสึโอกะงานแฟร์ &การศึกษาแฟร์ 】
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2435)
พนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์ มีความผิดตามมาตรา 157(ดีโพลมา2434)
หลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย(ดีโพลมา2433)
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2432)
(ชมคลิป)ตำรวจนั่งวินจยย.ไล่จับแท็กซี่เมาปลิ้น(ดีโพลมา2431)
รถไฟเรือเมล์ลิเกกองถ่าย ตอนที่ 30 ตอนจบ(ดีโพลมา2430)
วิธีการทาแป้งอย่างถูกวิธี เพื่อให้ใบหน้าห่างไกลจากสิว
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2429)
ข่าวโยกย้ายนายตำรวจ(ดีโพลมา2428)
ผู้ใหญ่ ยังอาย เทพมากๆ(ดีโพลมา2427)
โฆษณา Thailand Happiness 2014 สวยมาก น่าเที่ยวสุด ๆ
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2426)
รอง ผบ.ตร.แถลงรวบ"ชายชุดดำ"สังหาร"พล.อ.ร่มเกล้า"(ดีโพลมา2425)
รวมเพลงจีนฮิตในอดีตที่ติดหูคนไทย(ดีโพลมา2424)
Caterman เคเทอร์แมน : ขนมไทยและความหมายมงคล
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2423)
"ศรีวราห์"ผงาดนครบาล (ดีโพลมา2422)
ร่วมเสวนารีสตาร์ทสุขภาพ!! (ดีโพลมา2421)
คลิปสุดยอด การวาดภาพ 3 มิติ(ดีโพลมา2420)
6 สูตรหน้าเด้ง เพื่อทุกสภาพผิว
วิธีทำให้ผ้าแห้งเร็วทันใจ โดยไม่ต้องใช้เครื่องอบผ้า
5 สเต็ปซักผ้าห่มให้สะอาด ไร้คราบสกปรก
วิธีแต่งหน้าใส ๆ ดูสวยแบบสาวสุขภาพดี
กินคลีนกันเถอะ เมนูคลีนสำหรับคนรักสุขภาพ
7 เทศกาลและประเพณีไทยน่าเที่ยว ที่ฝรั่งยกนิ้วให้
6 สูตรหน้าเด้ง เพื่อทุกสภาพผิว
วิธีกินอาหารให้สุขภาพดี ระหว่างออกทริปท่องเที่ยว
แก้ปัญหาผมแห้งเสียด้วยไข่ไก่
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2419)
เปิดจำนวนเก้าอี้ระดับรอง ผบก.-ผกก.ในแต่ละ บช.ประจำปี 57(ดีโพลมา2418)
หนังจีนเรื่องจุ๊ย ขี้จุ๊ (ดีโพลมา2417)
หน้าท้องส่วนล่าง ทำไม ทำยังไงก็เอาไม่ออก มาดูข้อเท็จจริงกัน
ชมเชย สามัคคีประกันภัย (ดีโพลมา2416)
5 วิธีลดความดันสูง ด้วยการรักษาทางเลือก (ชีวจิต)
คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2415)

เลือกดูบลอก Search:
ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 62.4001ms