เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 7910 คน
ทั่วไป
 
หัวข้อล่าสุด
 
   
     
 
ปฎิทิน
 
 

<เมษายน 2557>
 
1431123456
1578910111213
1614151617181920
1721222324252627
182829301234
19567891011
 
     
 
สถิติบลอกนี้
 
 
  • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 11689
  • เฉพาะวันนี้ 4
  • ความคิดเห็น 19
  • จำนวนเรื่อง 5
ให้คะแนนบลอกนี้
แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
 
     
กฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม 54105
Last Updated On: 14 ตุลาคม 2550 - 9:02:00

 

กฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม (54105)

หน่วยที่ 1 วิวัฒนาการกฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพ
กฏหมาย มี 4 ประเภท คือ กฏหมายมหาชน กฏหมายเอกชน กฏหมายระหว่างประเทศ และกฏหมายพิเศษ ซึ่งมีทั้งกฏหมายลายลักษณ์อักษรและกฏหมายจารีตประเพณี การบังคับใช้นั้นได้กำหนดวันบังคับใช้ วันสิ้นสุดและอาณาเขตไว้ชัดเจน
• กฏหมายลายลักษณ์อักษร ใช้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา คือ ประมวลกฏหมายและพระราชบัญญัติ ส่วนกฏหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ได้แก่ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา และกฏกระทรวง ส่วนกฏหมายที่ออกโดยองค์การปกครองตนเองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เทศบัญญัติ ข้อบังคับสุขาภิบาล
• กฏหมายจารีตประเพณี ใช้บังคับกรณีเกิดช่องว่างทางกฏหมายหรือเพื่อขยายความกฏหมายลายลักษณ์อักษร
ประเภทของกฏหมาย มี 4 ประเภท
1. กฏหมายมหาชน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับราษฎร ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฏหมายอาญา ศาลยุติธรรม กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
2. กฏหมายเอกชน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ในรัฐเดียวกัน ได้แก่ ประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์
3. กฏหมายระหว่างประเทศ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรือกรณีใช้กฏหมายขัดกัน หรือความผิดทางอาญาของคนต่างชาติ เช่น กฏหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล กฏหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
4. กฏหมายพิเศษ คือกฏหมายที่มีลักษณะของกฏหมายมหาชนและกฏหมายเอกชน เช่น กฏหมายแรงงาน กฏหมายว่าด้วยเรื่องเด็ก
กฏหมายคือ กฏ ข้อบังคับที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขความขัดแย้งของสมาชิกในสังคม หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษ
การบังคับใช้ กฏหมายจะใช้ได้ภายหลังวันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีการกำหนดวันสิ้นสุดเมื่อมีกฏหมายใหม่ออกมาแทนและมีการกำหนดอาณาเขตในการบังคับใช้ไว้แน่นอน
กฏหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง
• ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าด้วยการจ้างแรงงาน มาตรา 515 , มาตรา 575 กฏเกณฑ์เกี่ยวกับการเลิกจ้าง นายจ้างไม่มีสิทธิบอกเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างขาดงานไปด้วยเหตุอันสมควร , มาตรา 582 และ 583 เกี่ยวกับการการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาและการเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างทำความผิดร้ายแรง
• พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ( ใช้แทน ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 16 มี.ค.2515 - ปว103) เกี่ยวกับ เวลาทำงาน เวลาพัก วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดประจำปี วันหยุดพักผ่อนประจำปี การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด กาลาป่วย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานหญิง ค่าจ้างขั้นต่ำ เงินค่าทดแทน ค่าชดเชย
• พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
• พ.ร.บ.เพิ่มเติมอื่นๆ เช่น พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 , พรบ.สาธารณสุข พ.ศ.2535, พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535, พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535, พรบ.เงินทดแทน พ.ศ.2535
ลักษณะกฏหมายแรงงานเป็นกฏหมายลายลักษณ์อักษรที่เด่นชัดคือจะต้องออกมาในรูปพระราชบัญญัติหรือในรูปประกาศที่ออกโดยอำนาจแห่งกฏหมายในรูปพระราชกฤษฎีกา กฏกระทรวง
วัตถุประสงค์ของกฏหมายแรงงาน
o เพื่อให้คนงานได้รับความเป็นธรรมและการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม
o เพื่อผลทางเศรษกิจ ส่วนรวม คือ ผู้ใช้แรงงานเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เมื่อรายได้ดีการใช้จ่ายเพื่อบริโภคก็จะมากขึ้น
o เพื่อสันติสุขในทางอุตสาหกรรมและรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ลดข้อขัดแย้ง พิพาทที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม
o เพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของชาติ
กฏหมายแรงงานที่สำคัญในไทย
1).ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าด้วยการจ้างงาน มาตรา 515 การจ้างงานไม่จำเป็นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร สามารถใช้หลักฐานอื่นซึ่งเป็นเหมือนหลักฐานการจ้างได้ เช่น บัญชีรายชื่อจ่ายค่าจ้าง เอกสารทะเบียนลูกจ้างที่แจ้งทางราชการ(สำคัญ) บัตรเวลาทำงาน ฯลฯ ใช้เป็นหลักฐานแสดงความเป็นลูกจ้างได้
1.สัญญาการจ้างงาน นอกจากการมีข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างแล้ว สัญญาการจ้างงานที่สมบูรณ์ต้องมีเงื่อนไขตามหลักการทำนิติกรรมของประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ คู่กรณีต้องมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์หรือ มีความสามารถตามกฏหมายสำหรับผู้เยาว์ตามมาตรา 24
2.เงื่อนไขอื่นๆ เช่นการเลิกจ้าง มาตรา 575 การที่ลูกจ้างขาดงานโดยเหตุอันควรและระยะเวลาน้อย นายจ้างไม่มีสิทธิบอกเลิกจ้าง , มาตรา 583 นายจ้างเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าหรือให้สินจ้างแทนค่าทดแทนคือ ลูกจ้างขัดคำสั่ง ละทิ้งงาน ทำผิดร้ายแรง
3.สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง
2).พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
1.หลักการ
o ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงสภาพการจ้างและจดทเบียนต่อทางราชการ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขต้องมีการเรียกร้องตกลงกันใหม่ ถ้าตกลงไม่ได้ก็จะเป็นข้อพิพาทแรงงาน ซี่งเจ้าพนักงานต้องเข้าไกล่เกลี่ยภายใน 5 วัน ถ้าเข้าไกล่เกลี่ยไม่ได้ทั้งสองฝ่ายอาจใช้สิทธินัดหยุดงาน และตั้งผู้ชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ โดยเฉพาะกิจการสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคง 8 ประเภทคือ การรถไฟ การท่าเรือ การไฟฟ้า การประปา โรงกลั่นน้ำมัน โรงพยาบาล การโทรศัพท์
o ทางฝ่ายลูกจ้างมี สหพันธ์แรงงาน สหภาพแรงงาน และสภาองค์กรลูกจ้าง ทางฝ่ายนายจ้างมี สมาคมนายจ้าง สหพันธ์นายจ้าง สภาองค์กรนายจ้าง เพื่อคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง
o การเจรจาต่อรอง ต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมด ถ้าเรียกร้องโดยสหภาพแรงงานต้องมีสมาชิกลูกจ้าง1/5ของลูกจ้างทั้งหมด และเริ่มเจรจาต่อรองภายใน 3 วันหลังได้รับข้อเรียกร้อง ทำข้อตกลงเป็นหนังสือใช้บังคับได้ไม่เกิน 3 ปี ถ้าไม่กำหนดเวลา ข้อตกลงมีผลบังคับ 1 ปี , มาตรา 18 นายจ้างต้องติดประกาศข้อตกลงในสถานที่ทำงานที่เปิดเผยเป็นเวลา 30 วันและนำข้อตกลงแจ้งกระทรวงแรงงานภายใน 15 วัน , สำหรับลูกจ้างในกิจการประเภทเดียวกันร่วมกันเรียกร้องเป็น 2/3ของลูกจ้างทั้งหมด ข้อตกลงจะมีผลผูกพันธ์กับผู้ทำงานในกิจการนั้นทั้งหมด
o การไกล่เกลี่ย จะทำโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานหลังจากมีการเจรจากันแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้
o การชี้ขาดโดยสมัครใจ เมื่อไกล่เกลี่ยไม่ได้แต่นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงตั้งผู้ชี้ขาดได้ และการชี้ขาดโดยบังคับ พนักงานประนอมข้อพิพาทจะให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยและเสนอต่อรัฐมนตรี มีผลบังคับใช้ 1 ปีระหว่างนี้คู่กรณีสามารถยื่นอุธรณ์ได้
o การนัดหยุดงาน ใช้บังคับอีกฝ่ายให้รับข้อเสนอซึ่งกฏหมายแรงงานรับรองสิทธิแต่ต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนก่อนคือ การเจรจาและการไกล่เกลี่ยไปแล้ว , ถ้าฝ่ายหนึ่งทำตามข้อชี้ขาดอีกฝ่ายจะนัดหยุดงานไม่ได้ และกฏหมายแรงงานห้ามนัดหยุดงานสำหรับกิจการที่มีผลกระทบความมั่นคงและเศรษกิจ 8 กิจการ
o กฏหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สิทธิตั้งคณะกรรมการลูกจ้างได้ สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ( 50-100 คน มีได้ 5 คนและ 1500 คน มีได้ 15 คน)
o สมาคมนายจ้าง ต้องประกอบกิจการเดียวกัน มี 3 คนขึ้นไป มีสัญชาติไทย
o สหภาพแรงงาน 1.สหภาพแรงงานเฉพาะสถานประกอบการ 2.สหภาพแรงงานในกิจการประเภทเดียวกัน ต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายจึงจะมีสิทธิเรียกร้องและได้รับความคุ้มครอง ผู้ก่อตั้งต้องมีอย่างน้อย 10 คน สัญชาติไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป ลูกจ้างที่มีอำนาจบังคับบัญชาในการจ้าง ลงโทษ ลดค่าจ้างไม่สามารถเป็นสมาชิกสหภาพได้
o สหพันธ์นายจ้างและสหพันธ์แรงงาน กฏหมายกำหนดวิธีการจัดตั้งและการดำเนินการที่สูงกว่าสมาคมและสหภาพ ทำหน้าที่แสวงหาประโยชน์และคุ้มครองให้แก่นายจ้างและลูกจ้าง และเสริมสร้างความร้วมมือระหว่างกัน เช่น สหพันธ์แรงงาน คือสหภาพแรงงานตั้งแต่ 2 สหภาพขึ้นไป มีสมาชิกเป็นนายจ้างคนเดียวกัน เป็นลูกจ้างในกิจการประเภทเดียวกันหรือไม่ก็ได้รวมตัวกันจดทะเบียน โดยแต่ละสหภาพต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของแต่ละสหภาพ
o สภาองค์กรนายจ้างและสภาองค์กรลูกจ้าง สภาองค์กรนายจ้างต้องมีสมาคม 5 แห่งขึ้นไปรวมกันเป็นสภาองค์กร ส่วนสภาองค์กรลูกจ้างต้องมีสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงาน 15 แห่งขึ้นไปในการก่อตั้งสภาองค์กรลูกจ้าง
o การกระทำอันไม่เป็นธรรม มีบทบัญญัติคุ้มครอง เช่น ห้ามเลิกจ้างเนื่องจากลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและมีการเรียกร้อง ห้ามนายจ้างเข้าแทรกแซง ขัดขวางการดำเนินการของสหภาพ ห้ามขู่เข็นในทางตรงและอ้อมให้เป็นหรือออกจากสมาชิกสหภาพ
3.พรบ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521
นายจ้างต้องแจ้งเมื่อให้คนต่างด้าวเข้าหรือออกจากการทำงานภายใน 15 วัน และมีข้อห้ามคนต่างด้าวประกอบอาชีพหลายอาชีพ เช่น งานมัคคุเทศน์ งานกฏหมาย (ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญ งานเฉพาะสาขา งานขับเครื่องบินระหว่างประเทศ)
4.พรบ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2428
ผู้ขออนุญาตจัดหางานต้องมีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ สัญชาติไทย ถ้าจัดหางานไปต่างประเทศต้องเป็นบริษัทจำกัดและมีทุนจดทะเบียนตามที่ราชการกำหนด
5.พรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ศาลแรงงานจะทำหน้าที่เป็นศาลอุธรณ์ต่อจากคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานและกฏหมายแรงงานสัมพันธ์
จะใช้ผู้พิพากษาจากศาลยุติธรรมและผู้พิพากษาศาลสมทบ(ต้องต้องมีภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานในเขตศาลแรงงาน ไม่เคยทำผิดกฏหมายแรงงาน ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ทนายความ สมาชิกพรรคการเมือง-รัฐสภา-สภาท้องถิ่น)
กฏหมายความปลอดภัย(ขึ้นกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม) จะเป็นส่วนหนึ่งของกฏหมายแรงงาน ว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบอาชีพโดยตรงโดยนำปัญหาจากการทำงานมาพัฒนาบทบัญญัติและมาตรฐานให้ครอบคลุมทุกลักษณะและประเภทอุตสาหกรรม ดังนี้
มาตรฐานเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน, มาตรฐานเกี่ยวกับเครื่องจักรและเครื่องมือ มมาตรฐานเกี่ยวกับวัตถุ มมาตรฐานเกี่ยวกับการผลิต, มาตรฐานเกี่ยวกับการกำเนิดพลังงาน
กฏหมายความปลอดภัยในไทย
o กฏหมายแรงงาน ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องต่างๆเนื่องจากยังไม่ได้ประกาศใช้จากกระทรวงแรงงานจึงใช้ประกาศเดิมก่อน
o กฏหมายโรงงาน ขึ้นกับกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เน้นความคุ้มครองความปลอดภัยจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ ปัจจุบันใช้ พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535
o กฏหมายสาธารณสุข เป็นกฏหมายของกระทรวงสาธารณสุข เน้นการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนโดนทั่วๆไป ทั้งลูกจ้าง นายจ้าง และสภาวะแวดล้อม ปัจุบันใช้ พรบ.สาธารณสุข พ.ศ.2535
o กฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ.แร่ พ.ศ.2503 , พรบ.วัตถุมีพิษ พ.ศ.2535 , พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 , พรบ.ประกันสังคม พ.ศ.2537 และ 2542 , พรบ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 , พรบ.ว่างงาน
วิวัฒนาการของกฏหมายในต่างประเทศ
ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกที่ออกกฏหมายแรงงาน ค.ศ.1802 (พ.ศ.2345) กฏหมายคุ้มครองแรงงานระยะแรกๆจะเน้นคุ้มครองแรงงานเด็ก , ปี ค.ศ.1867 ได้จัดสมาคมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในโรงงานและผลักดันเป็นกฏหมายการใช้แรงงานเด็ก ในประเทศฝรั่งเศษในปี ค.ศ.1841 , ค.ศ.1840 อเมริกาออกกฏหมายเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุจากโรงงาน ครั้งแรกที่แมสซาชูเซท , ค.ศ.1889 จัดพิมพ์สมุดภาพ มาตรการการป้องกันอันตราย , ค.ศ.1891 จัดประชุมความปลอดภัยระหว่างประเทศที่ เมืองเบรนส์ สวิสเซอร์แลนด์
ILO จัดตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยระบุในสัญญาแวร์ซายส์ และอนุมัติอนุสัญญาฉบับแรกเมื่อ ค.ศ.1921 เกี่ยวกับการกำหนดชั่วโมงทำงานในงานอุตสาหกรรม ,วัตถุป้องกันโรคแอนแทร็กซ์ และห้ามใช้ตะกั่วขาวในการผลิต
วิวัฒนาการของกฏหมายในประเทศ
กฏหมายแรงงานเมืองไทยฉบับแรกคือพระราชโองการเลิกทาส พ.ศ.2477 , พรบ.แรงงาน 2499 เป็นกฏหมายแรงงานฉบับแรกที่วางข้อกำหนดคุ้มครองแรงงานไว้อย่างกว้างขวางชัดเจน ,ข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการออกกฏหมายความปลอดภัยอื่นๆตามมา,

หน่วยที่ 2 กฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ
องค์กรแรงงานระหว่งประเทศ International Labor Organization ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 29 ต.ค.2462 (ค.ศ.1919) หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ปัจจุบันสังกัดกับสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2526 มีสมาชิก 150 ประเทศ
วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม รับรองและเคารพในสิทธิมนุษยชน สนับสนุนความเป็นธรรมในการใช้แรงงาน ยกมาตรฐานความเป็นอยู่ของลูกจ้าง ช่วยเหลือประเทศสมาชิกมนการพัฒนาเศรษกิจและสังคม
ลักษณะเป็นไตรภาคี คือ มีตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และรัฐบาล เข้าประชุมหารือ แก้ไขปัญหาและลงมติในเรื่องเกี่ยวกับแรงงาน
โครงสร้างของ ILO ประกอบด้วย
§ การประชุมแรงงานระหว่างประเทศทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อ 1).เลือกองค์คณะผู้ประศาสน์การ 2).รับรองงบประมาณ 3).รับรองมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ แต่ละประเทศจะส่งตัวแทนฝ่ายรัฐบาล 2 คน ฝ่ายนายจ้าง 1 คน ฝ่ายลูกจ้าง 1 คน
องค์คณะผู้ประศาสน์การมีบทบาทคือ 1).§ กำหนดระเบียบวาระการประชุม 2). แต่งตั้งผู้อำนวยการ ILO 3). กำกับดูแลกิจการขององค์กร มีลักษณะเป็นไตรภาคีคือ มีตัวแทนฝ่ายนายรัฐบาล 20 คน(โดย 10 คนจะแต่งตั้งจากประเทศอุตฯชั้นนำ) ฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 14 คน
§ สำนักงานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เป็นหน่วยงานเลขาธิการถาวรหรือทำงานประจำที่ ILO คอยดูแลงานเอกสาร รายงานการประชุม งานธุรการ จัดหาบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญ ให้ทุนการศึกษาวิจัย-ฝึกอบรมด้านแรงงาน จัดสถิติและประเภทอุบัติเหตุ จัดศูนย์ข่าวสารความปลอดภัยและพัฒนาข้อมูลข่าวสาร จัดทำคู่มือความปลอดภัย และให้คำแนะแนวทางด้านเอกสารวิชาการเผยแพร่ทั่วโลก สำนักงานใหญ่เขตทวีปแอฟริกาตั้งที่ประเทศเอธิโอเปีย เขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตั้งที่ประเทศไทย เขตทวีปอเมริกาใต้ตั้งที่ประเทศเปรู
กฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ หมายถึง มาตรฐานการใช้แรงงานที่ ILOได้กำหนดเพื่อเป็นแม่บทให้สมาชิกนำไปใช้ในการออกกฏหมาย กำหนดนโยบาย ในการจ้างงานให้มีสวัสดิภาพ มีความมั่นคง ปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่สิทธิพื้นฐานมนุษยชน นโยบายการจ้างงานและสังคม การบริหารแรงงาน การแรงงานสัมพันธ์ สภาพการทำงาน ประกันสังคม สุขภาพและความปลอดภัย การทำงานของสตรี-เด็ก-ผู้สูงอายุ แรงงานอพยพ มี 2 ลักษณะ คือ 1).อนุสัญญาConvention เป็นข้อกำหนดที่ออกมาแล้วประเทศสมาชิกต้องให้สัตยาบัน 2).ข้อแนะ Recommendation เป็นเพียงคำแนะนำให้เป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่บังคับ
ข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิกจะนำไปสรุปปัญหา สภาพ แนวทางแก้ไขในรูปร่างอนุสัญญาหรือข้อแนะและให้ทางคณะไตรภาคีที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษพิจารณากลั่นกรองซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งที่ 1 และนำข้อสรุปส่งให้ประเทศสมาชิกพิจารณาอีกครั้งเพื่อนำเข้าสรุปผลครั้งสุดท้ายในการประชุมใหญ่ขององค์ ซึ่งต้องได้รับรอง 2 ใน 3 ของผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมใหญ่
อนุสัญญาและข้อแนะระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบอาชีพได้พิจารณา 3 ลักษณะคือ
1) อนุสัญญาและข้อแนะทั่วไป จะเน้นเกี่ยวกับการตรวจแรงงาน , การคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยลูกจ้าง , และการจัดบริการสุขอนามัยในสถานประกอบการ เช่น อนุสัญญาฉบับที่ 148 และข้อแนะฉบับที่ 156 ค.ศ.1977 ว่าด้วยการคุ้มครองคนงานให้พ้นจากอันตรายของสิ่งแวดล้อมในการทำงานอันเนื่องมาจากอากาศเป็นพิษ เสียง ความสั่นสะเทือน กำหนดให้มีระเบียบ ข้อกฏหมาย เพื่อวางมาตรการ ควบคุมป้องกันดังกล่าว
- อนุสัญญาฉบับที่ 81 ค.ศ.1950 เรื่องการตรวจแรงงานโดยตรง ในสาขาอุตฯและพาณิชย์
- อนุสัญญาฉบับที่ 129 ค.ศ.1969 เรื่องการตรวจแรงงานภาคเกษตรโดยผู้มีอำนาจสามารถตรวจโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
- ข้อแนะฉบับที่ 20 เรื่องการตรวจแรงงาน ให้ผู้รับภารกิจตรวจต้องดำเนินการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางอุตฯ
2) อนุสัญญาและข้อแนะความเสี่ยงภัยเฉพาะอย่าง มุ่งเน้นการป้องกันลูกจ้างเสี่ยงต่อโรค พิษ ฝุ่นละออง รังสี จากสารต่างๆ และสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ การติดตั้งเครื่องป้องกันอันตราย
3) อนุสัญญาและข้อแนะเกี่ยวกับการคุ้มครองความปลอดภัยและสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานในธุรกิจ-อุตฯ 11 สาขา
สาระสำคัญของกฏหมายแรงงานระหว่างประเทศ เช่น
o เสรีภาพในการรวมตัวตั้งสมาคมของผู้ใช้แรงงานและการเจรจาต่อรอง เป็นการกำหนดสิทธิพื้นฐานและการคุ้มครองสิทธิ
o การส่งเสริมการจ้างงาน การฝึกอาชีพ จัดสำนักงานเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงาน
o ค่าจ้าง กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ
o การใช้แรงงานสตรี เด็กและเยาวชน เช่นกำหนดอายุขั้นต่ำ คุ้มครองการลาคลอด ห้ามทำงานเสี่ยงอันตราย การได้ค่าจ้างเท่าผู้ชาย
o ความมั่นคงทางสังคม มีมาตรฐานความคุ้มครองต่างๆเช่น การเจ็บป่วย ชราภาพ ทุพลภาพ ว่างงาน คลอดบุตร ตาย สวัสดิการครอบครัว
o สภาพการทำงานทั่วไป เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานแต่ละประเภทงาน กำหนดวันหยุดวันลา ค่าจ้าง ความปลอดภัยในการทำงาน
o การแรงงานสัมพันธ์ เพื่อการเจรจาต่อรอง ประณีประนอม การชี้ขาด
o การบริหารแรงงาน เช่น การตรวจแรงงาน การส่งเสริมและนำมาตรฐานต่างๆไปใช้
ดูรายละเอียด-สรุปแต่ละอนุสัญญาและข้อแนะ
1.งานด้านความปลอดภัยของ ILO หลัง พ.ศ.2499 ได้ร่างเอกสารฉบับแรกที่เรียกว่า ประมวลการปฏิบัติว่าด้วยเรื่องต่างๆ เช่น การป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากรถไฟใต้ดินในเหมือง, การป้องกันการแผ่รังสีในเหมือง, ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในงานวิศวกรรมก่อสร้างและวิศวกรรมโยธา เป็นต้น และหลังปี พ.ศ.2526 ได้จัดพิมพ์คู่มือและหนังสือแนะนำเพิ่มเติมประมาณ 10 รายการ เช่น การตรวจร่างกายคนงานที่ทำงานเกี่ยวกับการแผ่รังสี, การตรวจแรงงาน

หน่วยที่ 3 กฏหมายต่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
แนวคิดสำคัญที่เป็นเหตุผลในการกำหนดกฏหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของต่างประเทศคือ
• แนวคิดในเรื่องคุณค่าในความเป็นมนุษย์
• แนวคิดในเรื่องนายจ้างควรรับผิดชอบในการบาดเจ็บของลูกจ้าง
• แนวคิดในเรื่องการจ่ายเงินทดแทน
• แนวคิดในเรื่องการกำหนดกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพเป็นการเฉพาะ
ขอบเขตของกฏหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของต่างประเทศ แบ่งเป็น
o ขอบเขตในแง่ประเภทกิจการและบุคคลที่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฏหมาย ซึ่งเริ่มจากการที่กฏหมายจะครอบคลุมเฉพาะสถานประกอบการบางประเภท มุ่งเฉพาะแรงงานเด็กและหญิง มาเป็นกฏหมายที่ครอบคลุมทุกสถานประกอบการและคนทำงานทุกคน
o ขอบเขตในแง่การบังคับใช้กับภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะพบว่ากฏหมายจะใช้บังคับกับคนในภาคเอกชนเท่านั้น
o ขอบเขตในแง่เนื้อหาสาระของข้อกำหนด ซึ่งกำหนดด้านการจัดการสภาวะการทำงาน การจัดสวัสดิการที่มีไม่มากนักในระยะแรกๆ ดังนั้นจึงมีการกำหนดการตรวจสถานประกอบการ การรับผิดชอบทั้งด้านความปลอดภัยและด้านสุขภาพ มีการกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมและปลอดภัยในการทำงานขึ้นมา
พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ค.ศ.1970 OSHAct เป็นกฏหมายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของรัฐบาลกลางของอเมริกา และเกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา 3 หน่วยคือ
1) กองอำนวยการบริหารความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน Occupational Safety and Health : OSHA
สังกัดกระทรวงแรงงาน หน้าที่ จัดสถิติ จัดงบประมาณให้รัฐต่างๆ กำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลด้านความปลอดภัยและ
สุขภาพ จัดอบรมนายจ้างลูกจ้าง กำหนดและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ตรวจตราสถานประกอบการ
ไม่ให้ทำผิดกฏหมาย
2) คณะกรรมการการทบทวนความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน OSHRC : Occupational Safety and Health Review
Commission เป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งจากประธานาธิบดีและผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิก จำนวน 3 คน มีหน้าที่
วินิจฉัยคดีต่างๆ
3) สถาบันความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงานแห่งชาติ หรือไนอาชว์ National Insitute for Occupational Safety and
Health : NIOSH เป็นหน่วยงานที่สำคัญมาก ขึ้นตรงกับกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ ทำหน้าที่หลักในการวิจัย
การศึกษา และการฝึกอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
สาระสำคัญของ พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ค.ศ.1970
1) หน้าที่ของนายจ้างและสิทธิของนายจ้าง
2) หน้าที่ของลูกจ้างและสิทธิของลูกจ้าง
3) มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน 1. มาตรฐานเฉพาะกิจ 2. มาตรฐานเร่งด่วนฉบับชั่วคราว และต้องกำหนดมาตรฐานถาวรขึ้นมาใช้แทนภายหลังประกาศใช้ 6 เดือน 3. มาตรฐานถาวร เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นแทนมาตรฐานเร่งด่วนชั่วคราวที่มีข้อบกพร่อง
4) การให้เงินกู้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก ในการปรับปรุงสภาพการทำงานให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด
5) การบันทึกข้อมูลข่าวสารและรายงานอุบัติเหตุร้ายแรง 1. การบันทึกข้อมูลข่าวสาร สำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้าง 11 คนขึ้นไปตามแบบรายงานของ OSHA 2. การรายงานอุบัติเหตุร้ายแรง กรณีลูกจ้างเสียชีวิต หรือมีลูกจ้างเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล มากกว่า 5 คนขึ้นไป นายจ้างต้องรายงานกับ ผอ.ในพื้นที่ภายใน 24 ชม.
6) การติดประกาศข่าวสารต่างๆ ที่ OSHA กำหนดไว้
พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงานประเภทต่างๆ ค.ศ.1974 ของ สหราชอาณาจักร
และเกิดการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา 2 หน่วยคือ
คณะกรรมมาธิการสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน Health and Safety Commission โดยมีกรรมการไม่น้อยกว่า 6 คน แต่ไม่เกิน 9 คน ( 3 คน จากสมาคมนายจ้าง 3 คน จากสมาคมลูกจ้าง 3 คน จากภาครัฐ/นักวิชาการ)
คณะกรรมการบริหารสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน Health and Safety Executive มีคณะกรรมการ 3 คน จากการแต่งตั้งของ HSC
o พรบ.ความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ค.ศ.1974 ของ สหราชอาณาจักร มุ่งสร้างความเข้าใจมากกว่าปัญหาสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน การสร้างให้มีส่วนร่วมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง (มุ่งเน้นที่บุคคลไม่ใช่กับสถานประกอบการ)
เนื้อหามี
o หน้าที่ของนายจ้างที่มีต่อลูกจ้าง
o หน้าที่ของลูกจ้าง
o นโยบายความปลอดภัยในการทำงาน (สำหรับนายจ้างที่มีลูกจ้าง 5 คน ขึ้นไป)
o ผู้แทนความปลอดภัย( ควรมีประสบการณือย่างน้อย 2 ปี ในการตรวจ สืบสวนอันตราย)
o คณะความปลอดภัยในการทำงาน





















หน่วยที่ 4 นโยบาย แผน หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการจัดบริการ ของหน่วยงานเกี่ยวกับกฏหมาย
ความปลอดภัยและสุขภาพ
หน่วยงานรับที่เกี่ยวข้องกับกฏหมายอาชีวอนามัยและความปลอดภัยคือ
o กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
o กรมอนามัย กระทรวงสาธาณสุข
o กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม
o หน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ , กรมทรัพยากรธรณี ,กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงยุติธรรม , เทศบาล, อบต.
นโยบายและแผนของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
• ลดการประสบอันตรายจากการทำงาน , จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัยในจังหวัดและในนิคมอุตสาหกรรม , ขยายความปลอดภัยไปสู่ภาคเกษตรกรรมเนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรการเกษตรมากขึ้น , ปรับปรุงกฏหมาย ระเบียบต่างๆ วางแนวทางการประสานงานเริ่มตั้งแต่การขออนุญาตตั้งโรงงานจนถึงการปฏิบัติงานในโรงงานและสภาพแวดล้อมในโรงงาน ,ปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน-ลดการซ้ำซ้อน
• ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานในส่วนภูมิภาค มีหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมให้สถานประกอบการในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยมากขึ้น
นโยบายและแผนของกระทรวงสาธารณสุข
• เน้นการพัฒนาคนเป็นจุดศูนย์กลาง และพัฒนาองค์กรรวมแบบบูรณาการของปัจจัยต่างๆเชื่อมโยงเป็นระบบคือ พัฒนาศักยภาพของคนทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพัฒนาสิ่งแวดล้อมได้แก่ ครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติให้เอื้อต่อการพัฒนาคนในลักษณะสมดุลยั่งยืน
• การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดด้านภาวะสุขภาพอนามัย คือ อัตราการเสียชีวิตเนื่องจากโรคไม่ติดต่อมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน อุบัติเหตุ โรคมะเร็ง โลหิตจาง
• ให้มีหลักประกันด้านสุขภาพ การได้รับการบริการด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน อย่างเท่าเทียมกัน
• หน่วยงานที่ยกเป็นกรมคือ กรมสุขภาพจิต
• สำนักงานสาธารณะสุขอำเภอ/จังหวัด/สถานีอนามัยจะขึ้นกับสำนกงานปลัดกระทรวง และโรงพยาบาลจะขึ้นกับสาธารณะสุขจังหวัด
• กองอาชีวอนามัย สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กองโภชนาการ ฯลฯ ขึ้นกับ กรมอนามัย
นโยบายและแผนของกระทรวงอุตสาหกรรม
• ควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม การขออนุญาตตั้งโรงงาน ขยาย กระจายออกต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกและประสานงานงานกับหน่วยราชการต่างๆในการพิจารณา ปรับปรุง แก้ไข กฏ ระเบียบเพื่อเกิดความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ รณรงค์ส่งเสริมป้องกัน-แก้ไขมลพิษจากโรงงาน พัฒนาเทคโนโลยีและกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม ควบคุมมาตรฐานควมปลอดภัยในการใช้เครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ
• กองควบคุมโรงงาน ดูแลการขออนุญาต ขยาย ประกอบกิจการ ทำทะเบียนประวัติโรงงาน
• กองตรวจโรงงาน ควบคุมโรงงานทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฏหมายโรงงาน สั่งการ บังคับและดำเนินคดีโรงงานที่ทำผิด
• กองสิ่งแวดล้อมโรงงาน ควบคุมตรวจสอบน้ำทิ้ง อากาศพิษ ฝุ่น ควัน การกำจัดสารพิษ
• สำนักงานบริการแลพการกำจัดกากอุตสาหกรรม ค้นคว้าพัฒนากรรมวิธี ออกแบบระบบการกำจัด รวบรวมข้อมูลมลพิษและสิ่งแวดล้อม กำจัดกากอุตสาหกรรม จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม
• สำนักงานวัตถุมีพิษ รวบรวมข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับวัตถุมีพิษเพื่อประกาศควบคุม กำหนดมาตรฐานและมาตรการการป้องกันอุบัติภัยจากวัตถุมีพิษ พิจารณาอนุญาตและตรวจสอบ
สรุปกรมโรงงานอุตสาหกรรมมี 3 งานหลักคือ
• งานด้านการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรม ลดขั้นตอนการอนุญาต ตั้งหน่วยงานบริการเพื่อการลงทุน ขยายการจดทะเบียนเครื่องจักรในการจดจำนอง
• งานด้านการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม สนับสนุนจัดตั้งศูนย์รวมบำบัดน้ำเสีย กำจัดกากอุตสาหกรรม สนับสนุนวิชาการเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเช่น การนำวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาใช้ในการะบวนการผลิต
• งานด้านการควบคุม กลั่นกริงก่อนอนุญาตโดยคำนึงถึงนโยบายกระทรวงและรัฐบาล ทำเลที่ตั้ง มาตรการการป้องกันเช่น การกำจัด การเก็บ การใช้วัตถุมีพิษ พิจารการต่อใบอนุญาต ติดตามผลการปฏิบัติของโรงงาน ตรวจสอบแก้ไข ปรับปรุง
นโนบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
• มีการประชาสัมพันธ์และปรับปรุงกฏหมายให้หน่วยงานรัฐและชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์-ป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ , แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนทั้งมลภาวะในน้ำ เสียง กาศ การกำจัดสิ่งปฏิกูลและกากอุตสาหกรรมโดยรัฐและ/หรือโรงงานนั้นๆที่มีปัญหา , พัฒนาระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม มีหน่วยงานรับผิดชอบในด้านการวิจัย-กำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติ , ป้องกันอันตรายจากสาร-วัตถุอันตราย โดยควบคุมการขนส่ง การเก็บ การใช้และการกำจัดตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด , ให้องค์กรเอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการควบคุม
• คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เกิดจากการจัดตั้งองค์กรร่วมจากกระทรวง และหน่วยงานต่างๆขึ้นมาดูแลงานสิ่งแวดล้อมระดับชาติ และตราเป็นนโยบายและแผน ใน พรบ.การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
• ท้องที่จังหวัดที่ถูกกำหนดเป็นเขตควบคุมมลพิษต้องจัดทำ
1) แผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดกาคุณภาพน้ำ อากาศ การตรากฏหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ข้อบัญญัติท้องถิ่น การตรวจสอบติดตาม วิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อม การจัดองค์กรบริหารงาน การประมาณการเงิน และ
2) แผนปฏิบัติการที่จะเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยต้องมี เช่น แผนการตรวจสอบติดตาม แผนการบังคับใช้กฏหมายเพื่อป้องกัน ปราบปราม แผนจัดเก็บภาษีอากร ค่าบริการในการบำรุงรักษาระบบ แผนการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ ในการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษาและดำเนินการ
มีหน่วยงานหลักคือ 1.สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม 2.กรมควบคุมมลพิษ 3.กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
นโยบายและแผนของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แบ่งตามโครงสร้างดังนี้
1) สำนักงานปลัดกระทรวง
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองคลัง กองกฏหมายและข้อพิพาท สถาบันพัฒนาการแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงานแรงงานในต่างประเทศ สำนักวิชาการแรงงานและสวัสดิการสังคม
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีเพียง สำนักแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัด พัฒนาอบรมความรู้ด้านแรงงานและสวัสดิการแก่ข้าราชการ-บุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นศูนย์ส่งเสริมและประสานงานด้านแรงงานและสวัสดิการ จัดแผนแม่บทประสาน ติดตาม ประเมินผล ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับต่างประเทศด้านแรงงาน
2) กรมประชาสงเคราะห์
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองความมั่นคงแห่งสังคม กองนิคมสร้างตนเอง กองบริการชุมชน กองสงเคราะห์ผู้ประสบภัย กองสวัสดิการสงเคราะห์ สำนักงานคณะกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ สถาบันวิจัยชาวเขา
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ดำเนินการสงเคราะห์และจัดสวัสดิการแก่คนชรา คนไร้ที่พึ่ง สตรี ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบภัย ผู้ประสบปัญหาสังคม สงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
3) กรมจัดหางาน
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองบริการจัดหางาน กองงานคนต่างด้าว กองส่งเสริมการมีงานทำ สำนักงานบริหารแรงงานไทยในต่างประเทศ
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ให้คำปรึกษาส่งเสริมแนะแนวการประกอบอาชีพตามความถนัด วิเคราะห์ตลาดแรงงานและแนวโน้มความต้องการ เป็นศูนย์ทะเบียนแรงงาน ดำเนินตามกฏหมายการคุ้มครองคนหางาน การทำงานของคนต่างด้าว
4) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดูแลด้านมาตรฐานฝีมือแรงงาน จัดอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาหลักสูตร-อุปกรณ์-รูปแบบการฝึก ควบคุมทดสอบฝีมือแรงงาน ส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วม
5) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองตรวจความปลอดภัย กองฝึกอบรมแรงงาน กองรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กองสวัสดิการแรงงาน กองแรงงานหญิงและเด็ก สถาบันความปลอดภัยในการทำงาน กองคุ้มครองแรงงาน กองแรงงานสัมพันธ์ กองนิติการ
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค คุ้มครองสิทธประโยชน์ของแรงงานทั่วไปและแรงงานเฉพาะกลุ่ม ส่งเสริมให้มีความปลอดภัยในการทำงานและพัฒนาสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ป้องกันแก้ไขข้อขัดแย้งข้อพิพาท ดำเนินการตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง พัฒนาวิธีการ มาตรฐาน การเร่งรัดติดตาม การประเมินผลและการจัดทำสถิติ
6) สำนักงานประกันสังคม
o ราชการบริหารส่วนกลาง กองเงินสมทบ สำนักงานกองทุนเงินทดแทน กองประโยชน์ทดแทน กองนิติการ กองประสานการแพทย์และฟื้นฟูสมรรถภาพ กองทะเบียนและประมวลผล
o ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ออกบัตรประกันตน จัดทำทะเบียนนายจ้างลูกจ้าง พิจารณาจ่ายเงินทดแทน ประสานการแพทย์และฟื้นฟูสมรรถภาพลูกจ้าง เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการประกันตน ดำเนินการตามกฏหมาย
การจัดหน่วยงานของภาครัฐตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ แบ่งตามพื้นที่ได้
1) การจัดการบริการภาครัฐส่วนกลาง เช่น การออกกฏหมายและมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการ การวิจัย การอบรม การออกกฏหมายเงินทดแทน ให้บริการการสำรวจสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ให้บริการการตรวจสุขภาพอนามัยของผู้ทำงาน ให้บริการการตรวจทางห้องปฏิบัติการ กำหนดความรับผดชอบของนายจ้างในหารจัดบริการความปลอดภัยในสถานประกอบการ ให้คำปรึกษาแนะนำ ให้ทุนวิจัย
2) การจัดการบริการภาครัฐระดับเขตหรือภาค มักตั้งในรูปสถาบันหรือศูนย์ เช่น การเฝ้าระวังโรค การให้บริการต่างๆ
3) การจัดการบริการภาครัฐในระดับจังหวัด เป็นการตรวจบริการทั่วๆไป และการอบรม เนื่องจากขาดบุคคลากรและเครื่องมือ
การจัดบริการของสถานประกอบการตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ จะแบ่งตามขนาดคือ
1) สถานประกอบการขนาดใหญ่ 1000 คน ขึ้นไป จะมีแพทย์ พยาบาล นักสุขศาสตร์ จป. หรือคลีนิกในสถานประกอบการ มีเครื่องมือตรวจวัดสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
2) สถานประกอบการขนาดกลาง 200 คน ขึ้นไป มีแพทย์ทำงาน2-3วันต่อสัปดาห์ มีพยาบาลเต็มเวลา เน้นแค่การรักษาพยาบาล
3) สถานประกอบการขนาดเล็ก มีน้อยกว่า 200 คน
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกและรัฐมนตรีกระทรวงวิทย์ฯเป็นรองประธานคนที่1และ 2 และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆเป็นกรรมการ และคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมอีก 8 คน โดยมาจากภาคเอกชน 4 คน มีวะระในตำแหน่ง 3 ปี
หน่วยที่ 5 กฏหมายคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับการใช้แรงงานทั่วไป แรงงานหญิง และแรงงานเด็ก
กฏหมายคุ้มครองแรงงานฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ.2499 โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมาปรับปรุงเป็นประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มี.ค.2515 และประกาศโดยกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันกฏหมายแรงงานที่บังคับใช้ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงแรงงาน พ.ศ.2541 มี 16 หมวด 166 มาตรา
กฏหมายคุ้มครองแรงงาน หมายถึง กฏหมายซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการใช้แรงงาน การจ่ายค่าตอบแทนในการทำงาน การจัดสวัสดิการ ประโยชน์ทดแทนต่างๆ เพื่อให้ลูกจ้างมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความปลอดภัยในการทำงาน เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกจ้าง นายจ้างและเศรษกิจของประเทศ
กฏหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฏหมายพิเศษ นอกจากเป็นกฏหมายเอกชน กฏหมายพิเศษจากฏหมายแพ่ง แล้วยังเป็นกฏหมายมหาชน(สัญญาการจ้างงานตามกฏหมายแพ่ง) ที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นกฏหมายที่เปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษกิจ สังคม การเมือง เช่น มีการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างขั้นต่ำตามเศรษกิจ
มูลเหตุของการตรากฏหมายแรงงานออกมาบังคับใช้ทั้งที่มีบทบัญญัติสัญญาการจ้างแรงงานในกฏหมายแพ่งอยู่แล้ว คือ
1) ระบบอุตสาหกรรม มีการจ้างงานจำนวนมาก มีการเอาเปรียบเกิดขึ้น ลูกจ้างซึ่งมีฐานะทางเศรษกิจด้อยกว่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการทำสัญญาจ้างแรงงานโดยจำยอมรับเงื่อนไขที่ตามความพอใจของนายจ้างที่กำหนดขึ้น
2) ระบบการค้าเสรี ซึ่งนายจ้างสามารถกำหนดค่าตอบแทนแรงงานของลูกจ้างได้ตามความพอใจ ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
3) ตลาดแรงงาน ซึ่งถ้ามีผู้ต้องการทำงานจำนวนมากแต่ตำแหน่งมีน้อย นายจ้างย่อมมีโอกาสเลือกจ้างและกำหนดเงื่อนไขการจ้างได้ตามใจชอบ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงในการทำงานและการดำรงชึพของลูกจ้าง
4) การเรียกร้องของลูกจ้าง ที่จะให้รัฐออกกฏหมายคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ตน
5) นโยบายของรัฐ
6) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะประเทศสมาชิกของILOจะพึงปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ
วัตถุประสงค์ของกฏหมายคุ้มครองแรงงาน
• เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมผู้ใช้แรงงาน ตามหลักเกณฑ์การจ้างและมาตรฐานการใช้แรงงานตามกฏหมายกำหนด เช่น ค่าจ้าง วันลา วันหยุด สวัสดิการ
• เพื่อให้ลูกจ้างมีสุขภาพอนามัยอันดีในระยะยาว จะให้ความสำคัญของสุขภาพอนามัยของลูกจ้างยิ่งกว่าค่าจ้าง เช่น การกำหนดชั่วโมงการทำงาน เวลาพัก การรักษาพยาบาล
• เพื่อให้การใช้แรงงานเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวลูกจ้างเอง
ผลที่ได้จากการคุ้มครองแรงงาน
• ผลประโยชน์ต่อฝ่ายลูกจ้าง
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองทางด้านสุขภาพอนามัยทางร่างกายและจิตใจ
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองในเรื่องค่าตอบแทนในการทำงาน
o ลูกจ้างมีหลักประกันการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ได้ค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทน
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองการเลิกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างมิได้กระทำผิดเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างที่หางานใหม่
o ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองทางด้านสวัสดิการ เช่น น้ำดื่ม ห้องปฐมพยาบาล ห้องน้ำ
• ผลประโยชน์ต่อฝ่ายนายจ้าง
• ผลประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม
เนื้อหาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงแรงงาน พ.ศ.2541 มี 16 หมวดคือ บททั่วไป , การใช้แรงงานทั่วไป , การใช้แรงงานหญิง การใช้แรงงานเด็ก , ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด , คณะกรรมการค่าจ้าง , สวัสดิการ ,ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน , การควบคุม , การพักงาน , ค่าชดเชย , การยื่นคำร้องและพิจารณาคำร้อง , กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง , พนักงานตรวจแรงงาน , การส่งหนังสือ , บทกำหนดโทษ
มีขอบเขตการบังคับใช้และให้ความคุ้มครองกิจการทุกประเภท ยกเว้น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฏหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน ลูกจ้างงานเกษตรกรรม ลูกจ้างที่รับงานไปทำที่บ้าน
ลูกจ้างที่ทำงานบ้านไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้รับความคุ้มครองเฉพาะค่าจ้าง วันหยุดพักผ่อนประจำปี การไม่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
สำหรับลูกจ้างทำงานที่ไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ เช่น มูลนิธิ สมาคม ได้รับความคุ้มครองเฉพาะการจ่ายค่าจ้าง
1) .บททั่วไป
• ห้ามเรียกเงินประกันจากลูกจ้างเว้นแต่ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สิน , ห้ามนายจ้าง หัวหน้างานละเมิดทางเพศต่อลูกจ้าง , ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายหญิงเท่าเทียมกันยกเว้นสภาพงานที่ไม่ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ , กรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอน รับมรดก ให้นายจ้างใหม่รับสิทธิและหน้าที่ที่นายจ้างเดิมเคยมีต่อลูกจ้างทุกประการ เพื่อมิให้สิทธิของลูกจ้างถูกลดลง , กำหนดเงื่อนไขการบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อบอกเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา และถ้านายจ้างบอกกล่าวล่วงหน้าต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างด้วย , กำหนดให้เงินสมทบ เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เงินที่นายจ้างค้างจ่ายลูกจ้าง เป็นหนี้บุริมสิทธิ์เพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้างในการได้รับชำระหนี้มิให้เจ้าหนี้ขอรับไปหมด
2).การคุ้มครองแรงงานทั่วไป(หมวด 2 มาตรา 28 - 36)
• กำหนดเวลาทำงานทั่วไปทุกประเภทไม่เกิน 8 ชม.ต่อวัน หรือ 48 ชม.ต่อสัปดาห์ ยกเว้นงานอันตราย ไม่เกิน 7 ชม.ต่อวันหรือ 42 ชม.ต่อสัปดาห์ (มาตรา 23) , และให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน (มาตรา 28 สะสมได้สำหรับงานที่ธุรกันดาร)
วันหยุดประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี และวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี(มาตรา 30 สามารถสะสม
หรือเลื่อนวันหยุดไปปีถัดไปได้ ถ้าทำงานไม่ครบปีอาจคำนวนให้ตามสัดส่วนได้) โดยวันหยุด
ประเพณี กำหนดจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนา หรือประเพณีท้องถิ่น หรือหยุดวันอื่นชดเชย หรือจ่ายค่า
ทำงาน วันหยุด(มาตรา 29 ยกเว้นได้สำหรับงานโรงแรม ร้านอาหาร มโหรสพ สโมสร สมาคม สถานพยาบาล สถานที่
ท่องเที่ยว ขนส่ง งานในที่กันดาร หรืองานที่ต้องทำติดต่อกัน)
• ให้สิทธิลากิจ(มาตรา 34) ลาเพื่อทำหมัน(มาตรา 33) ลาฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ (กฏกระทรวงฉบับที่ 5 และ มาตรา 36 โดยต้องมีหลักสูตรและกำหนดเวลาที่ชัดเจน พร้อมแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน นายจ้างอาจไม่อนุมัติถ้ากระทบต่อบริษัท หรือเคยลาแล้ว 3 ครั้งต่อปี) เพิ่มจากลาป่วย(มาตรา 32 ลาป่วยเท่าที่ป่วยจริง ถ้า 3 วันขึ้นไปอาจให้แสดงใบรับรองแพทย์) ลาคลอด(มาตรา 41) และลาเพื่อรับราชการทหาร(มาตรา 35 ปีหนึ่งไม่เกิน 60 วัน)
• จัดให้มีเวลาพักระหว่างการทำงานไม่น้อยกว่า 1 ชม.ต่อวัน(มาตรา 27)
• ห้ามให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดในงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย(ตามมาตรา 31 ,ตามมาตรา 24 เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม และมาตรา 25 สำหรับสภาพงานที่ต้องทำติดต่อ ฉุกเฉิน หรืองานอาจเสียหายถ้าหยุด) และห้ามให้ลูกจ้างยก หาม ลาก เข็นของหนักเกินอันตรายที่กำหนดในกฏกระทรวงฉบับที่ 2 ( งานที่อับอากาศ รังสี เชื่อมโลหะ ขนส่งวัตถุอันตราย ผลิตสารเคมีอันตราย งานที่ทำด้วยเครื่องจักร-สั่นสะเทือน) กฏกระทรวงฉบับที่ 3 ชั่วโมงทำงานในวันหยุดและล่วงเวลาในวันปกติรวมแล้วต้องไม่เกิน 36 ชม.ต่อสัปดาห์ ( มาตรา 26 ชั่วโมงทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกินกฏฯที่ 3 นี้)
3).การคุ้มครองการใช้แรงงานหญิง (หมวด 3 มาตรา 38 - 43)
• ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาคลอดไม่เกิน 90 วันรวมวันหยุด(มาตรา 41 โดยจ่ายค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 45 วัน) , ห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ (มาตรา 43), ห้ามให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานระหว่างเวลา 2200 – 0600 น.(มาตรา 40) ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด,งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ ห้ามทำงานบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน 10 ม.ขึ้นไป และงานอื่นๆตามกฏกระทรวงห้ามทำงานบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดิน 10 ม.ขึ้นไป (มาตรา 38) , ห้ามลูกจ้างหญิงทำงานเหมืองแร่ งานก่อสร้างใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ เว้นแต่งานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ, ที่เกี่ยวกับงานเครื่องจักร งานที่มีการสั่นสะเทือน งานในเรือ งานยกแบกหามเกิน 15 กก.(มาตรา 39) , ให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานที่เหมาะสมก่อนหรือหลังคลอดเป็นการชั่วคราวได้โดยมีใบรับรองแพทย์(มาตรา 42)
4).การคุ้มครองการใช้แรงงานเด็ก (หมวด 4 มาตรา 44 - 52)
• ห้ามจ้างลูกจ้างอายุต่ำกว่า 15 ปี(มาตรา 44) , ถ้ามีลูกจ้างต่ำกว่า 18 ปี ต้อง แจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน จัดทำบันทึกการจ้างไว้ในสถานประกอบการและแจ้งการสิ้นสุดการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภานใน 7 วัน(มาตรา 45) , ห้ามทำงานระหว่างเวลา 2200 – 0600 น.เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี(มาตรา 47) , จัดให้มีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชม.ติดต่อกันหลังทำงานไม่เกิน 4 ชม.(มาตรา 46) , ห้ามให้ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด (มาตรา 48) , ห้ามจ่ายค่าจ้างให้แก่บุคคลอื่น(มาตรา 51) , ห้ามทำงานบางประเภทที่กำหนดในกฏกระทรวง เช่น งานสารเคมี ความร้อน ความเย็น เสียง แสง สั่นสะเทือน วานหลอม งานปั๊มโลหะ เลื่อย เครื่องยนต์ นั่งร้านสูงเกิน 10 ม.วัตถุมีพิษ รังสี งานที่อาจติดเชื้อต่างๆ เช่น ในสถานพยาบาล(มาตรา 49 และกฏกระทรวงฉบับที่ 6 ) , สถานที่มีผู้บำเรอ สุรา บริการ- นวดการพนัน โรงฆ่าสัตว์ สถานเต้นรำ (มาตรา 50) , (มาตรา 52 ให้ลาเพื่ออบรมได้ แต่ไม่เกิน 30 วันต่อปี โดยแสดงหลักฐาน) การที่นายจ้างจ่ายหรือผู้ปกครองเด็กรับเงินหรือผลตอบแทนใดใดล่วงหน้ามิถือว่าเป็นการจ่ายค่าแรงของลูกจ้างเด็กและห้ามนายจ้างนำเงินหรือประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวมาหักค่าจ้างที่ต้องจ่ายตามกำหนดเวลา
5).การคุ้มครองค่าตอบแทนในการทำงาน
• ให้จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างเท่าเทียมกันชาย-หญิง ณ.สถานที่ทำงานหรือสถานที่อื่นถ้าลูกจ้างยินยอม , ค่าจ้างล่วงเวลาในวันทำงานต้องจ่ายไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราจ้างต่อชั่วโมงที่ทำ, ค่าจ้างทำงานในวันหยุดต้องจ่ายไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราจ้างต่อชั่วโมงที่ทำ และสามเท่าเมื่อทำงานล่วงเวลาในวันหยุดสำหรับลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด และจ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าสำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิรับค่าจ้างในวันหยุด
• ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ไม่น้อยกว่าเดือนละครั้ง ในกรณีเลิกจ้างลูกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายภายใน 30 วันนับแต่วันเลิกจ้าง
• กรณีต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราวโดยที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
6).คณะกรรมการค่าจ้าง
กำหนดใหม่โดยมีค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ระดับคือ
1. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน 2. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับเฉพาะประเภทกิจการหรือสำหรับท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง และต้องไม่ต่ำ
กว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน ถ้าไม่กำหนดอัตราขั้นต่ำในท้องที่ใดให้ถืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน
ท้องที่นั้น
7).การคุ้มครองเกี่ยวกับสวัสดิการ
• กำหนดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการได้แก่ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เป็นองค์กรระดับชาติ เพือกำหนดนโยบายระดับชาติ
• สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คน ขึ้นไป ต้องมีคณะกรรมการสวัสดิการ เพื่อหารือกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการในสถานประกอบการ ควบคุมดูแลสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้าง
8).การคุ้มครองด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
• กำหนดให้มีคณะความปลอดภัยระดับชาติเพือกำหนดทิศทางการบริหาร และให้มีองค์กรเอกชนให้บริการด้านวิชาการและเทคนิคแก่สถานประกอบการภายใต้การดูแลของภาครัฐ
9).การคุ้มครองเกี่ยวกับการพักงาน
• ห้ามนายจ้างสั่งพักงานเพื่อสอบสวนความผิดของลูกจ้างเว้นแต่มีข้อบังคับหรือตกลง แต่จะสั่งพักงานได้ไม่เกิน 7 วันและต้องจ่ายเงินในช่วงพักงานตามอัตราที่กำหนดคือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ถ้าปรากฏว่าลูกจ้างไม่มีความผิดนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างนับตั้งแต่วันที่ถูกสั่งพักงานพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
10).การคุ้มครองเกี่ยวกับค่าชดเชย
• ชดเชยการเลิกจ้าง
o ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 90 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 180 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 210 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
o ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 300 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฏหมายกำหนด
• คุ้มครองลูกจ้างกรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบการไปท้องที่อื่น ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำรงชีพปกติของลูกจ้างและครอบครัว ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และให้ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาได้กรณีไม่ประสงค์ย้ายตามและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยปกติ
• ให้มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษนอกเหนือค่าชดเชยปกติกรณีเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน หรือเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ถ้าลูกจ้าทำงานครบ 6 ปี ขึ้นไปมีสิทธิรับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 วันต่อการทำงานที่เพิ่มครบ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 360 วัน
11).กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
• สำหรับนายจ้างที่ไม่ได้ตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ส่งเงินสมทบเท่ากับจำนวนเงินสะสมที่หักจากค่าจ้างนำส่งกองทุน เพื่อจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง เจตนารมณ์เพื่อสร้างหลักประกันในการทำงาน ป้องกันการย้ายงานบ่อยและส่งเสริมการออมทรัพย์
12).บทกำหนดโทษ
• จำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท และต่ำสุดไม่เกิน 2,000 บาท














หน่วยที่ 6 กฏหมายแรงงานเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพ (1)
ความปลอดภัยในการทำงานคือ การป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ ขจัดปัญหาหรือสาเหตุที่จะนำไปสู่อุบัติเหตุอันตราย ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องจัดทำตามกฏหมาย โดยโรคและอุบัติเหตุจากการทำงานเริ่มเมื่อปี พ.ศ.2507 จากความพิการจากพิษแมงกานีสของโรงงานถ่านไฟฉาย และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่105 มี.ค.2515 ได้เป็นแม่บทสำคัญในการออกกฏหมายแรงงานของกระทรวงมหาดไทยฉบับแรกเมื่อ พ.ศ.2519 เป็นลักษณะกฏหมายมหาชนที่นายจ้างและลูกจ้างต้องปฏิบัติตามรัฐกำหนด ประกอบด้วยมาตรฐาน 3 เรื่อง คือ 1.ความปลอดภัยเกี่ยวกับสภาพการทำงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2. วิธีการทำงานที่ปลอดภัย 3. การบริหารความปลอดภัย และต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี คือ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และนักวิชาการก่อนเป็นกฏหมายใช้ปฏิบัติ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2544 มี 17 เรื่อง( ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ฉบับที่ยังไม่ได้ประกาศยังคงใช้ประกาศกระทรวงมหาดไทย) คือ
เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับ ภาวะแวดล้อม( ความร้อน แสง เสียง) , ภาวะแวดล้อม(สารเคมี) , ภาวะแวดล้อม(ประดาน้ำ) , ในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า , ในการทำงานของลูกจ้าง , ในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร , ในการทำงานก่อสร้างว่าด้วยเรื่องนั่งร้าน , ในการทำงานก่อสร้างว่าด้วยเรื่องลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว , ในการทำงานของลูกจ้างว่าด้วยเขตก่อสร้าง , ในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น , ในการทำงานเกี่ยวกับการตอกเสาเข็ม , ในการทำงานในสถานที่อับอากาศ , ในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย , ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับหม้อน้ำ , ความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูง วัสดุกะเด็น ตกหล่น และการพังทลาย , เรื่องการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการเพื่อความปลอดภันในการทำงานสำหรับลูกจ้าง , เรื่องคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ขอบเขตของกฏหมายความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของสากลประเทศ
1) มาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน 10 เรื่อง เช่น การก่อสร้าง , การติดตั้งสายไฟและการควบคุม, การักษาความสะอาด และสภาพแวดล้อมในการทำงาน , แสงสว่าง , การสุขาภิบาลและอนามัย , สัญญาณ ปิดประกาศ ป้ายห้าม เตือน , การระบายอากาศ , ทางเข้า ออก , พื้นที่ทำงานและช่องทางเดิน
2) มาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่องจักรและเครื่องมือ 8 เรื่องคือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า , อุปกรณ์ที่ใช้ความดันของอากาศและแก๊ส , อุปกรณ์และเครื่องมือลำเลียงวัสดุ , ปั้นจั่น , อุปกรณ์และเครื่องผ่อนแรงที่ใช้แรงคนชนิดเคลื่อนที่ได้ , เครื่องจักรและอุปกรณ์ป้องกันเครื่องจักร , รถบรรทุกสิ่งของ , อุปกรณ์อื่นที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม
3) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับวัสดุ 4 เรื่อง คือ วัตถุมีพิษ วัตถุไวไฟ วัตถุระเบิด , อันตรายจากการทำงานหรือติดตั้งใกล้วัตถุมีพิษ , การเคลื่อนย้าย ขนส่ง และเก็บรักษาด้วยกำลังคน , การเคลื่อนย้าย ขนส่ง และเก็บรักษาด้วยเครื่องมือ เครื่องจักร
4) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้าง 4 เรื่อง คือ การป้องกันสารกัมมันตภาพรังสี , การรักษาและปฐมพยาบาล , การป้องกันส่วนบุคคลเกี่ยวกับการทำงานในถังหรือที่อับอากาศ , ทักษะความชำนาญและความรู้
5) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับต้นกำเนิดพลังงาน 5 เรื่อง คือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า , พลังงานไฮโดรลิก, พลังงานไอน้ำ ,พลังงานที่ได้จากการจุดระเบิด, แหล่งพลังงานอื่นๆที่ใช้ในงานอุตสหกรรมบางชนิด
6) มาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวกับกระบวนการผลิต 6 เรื่อง คือ การพ่นขัดแต่งผิวโลหะ, การขัดและการขัดด้วยหนัง ,การชุบโลหะ, การพ่นสี , การเชื่อม การตัด การบัดกรี , มาตรฐานเกี่ยวกับการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมบางชนิด
7) กฏข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารความปลอดภัย 4 เรื่อง คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย จป. และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ , การจัดทำสถิติ บันทึกและรายงานเกี่ยวกับการบาดเจ็บและเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน , การตรวจตรา การเตือน การออกคำสั่ง การลงโทษ , การเปลี่ยนข้อกำหนด หรือการกำหนด ข้อยกเว้น
มาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2546
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมความร้อน( หมวด 1 )
• ในสถานประกอบการที่ลูกจ้างทำอยู่ จะมีสภาพความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายลูกจ้างเกิน 38 ซ0ไม่ได้ ถ้าสูงกว่าจะต้องให้พักชั่วคราวจนกว่าอุณหภูมิจะปกติ
• แหล่งกำเนิดที่ให้ความร้อนสูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จะต้องปิดประกาศเตือนให้ทราบ
• ถ้าบริเวณที่ทำงานมีอุณหภูมิสูงกว่า 45 ซ0 ต้องจัดให้ใส่ชุดป้องกันร่างกายตลอดเวลาที่ทำงาน และวัสดุที่ใช้ต้องมีน้ำหนักเบา
กฏหมายใหม่ พ.ศ.2546 จะแบ่งตามความหนักเบาของงาน มาตรฐานระดับความร้อนเป็นค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวทบัลบ์โกลบ (WBGT) งานเบา 34 ซ0 งานปานกลาง 32 ซ0 งานหนัก 30 ซ0
อุณหภูมิเวทบัลบ์โกลบ (WBGT) = 0.7 NWB + 0.3 GT (ในอาคารหรือนอกอาคารที่ไม่มีแสงแดด)
(WBGTงานที่ใช้แรงน้อยทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกาย 200 – 350 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น) = 0.7 NWB + 0.2 GT + 0.1 DB (นอกอาคารที่มีแสงแดด)
NWB = Natural Wet Bulb Temp.อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกตามธรรมชาติ
GT = Globe Temp. อุณหภูมิที่อ่านจากโกลบเทอร์โมมิเตอร์
DB = Dry Bulb Temp อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง
งานเบา คืองานที่ใช้แรงน้อยทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่เกิน 200 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น งานเขียนหนังสือ งานประกอบ การยืนคุมงาน
งานปานกลาง คือ งานที่ใช้แรงทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกาย 200 – 350 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น งานยก ลาก ดัน ตอกตะปู งานตะไบ งานขับรถบรรทุก
งานหนัก คือ งานที่ใช้แรงทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารในร่างกาย 350 – 500 กิโลแคลอรี่/ชม. เช่น งานเลื่อยไม้ งานขุดตัก งานทุบโดยใช่ค้อนขนาดใหญ่ งานยกของหนักขึ้นที่สูง
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมแสงสว่าง (หมวด 2 ) ความเข้มของแสงสว่างนั้นจะขึ้นกับความละเอียดของงาน
กฏหมายใหม่ พ.ศ.2546
o ถนน ทางเดินนอกอาคาร 20 ลักซ์
o ทางเดินในอาคาร ระเบียง บันได ห้องพักผ่อน ห้องเก็บของ 50 ลักซ์
o ที่ทำงานที่ไม่ต้องการความละเอียด ป้อมยาม จุดขนถ่ายสินค้า ห้องเปลี่ยนเสื้อ ห้องน้ำ การสีข้าวสางฝ้าย 100 ลักซ์
o งานละเอียดน้อยมาก งานหยาบที่ทำบนโต๊ะ ทำชิ้นงานที่ใหญ่กว่า 0.75 มม. ตรวจงานหยาบด้วยตา การนับของใหญ่ 200 ลักซ์
o งานละเอียดน้อย บรรจุน้ำลงขวด เจาะรู ทากาว เย็บเล่มหนังสือ รับจ่ายเสื้อผ้า 300 ลักซ์ ถ้าชิ้นงาน 0.125 มม.เช่น พิมพ์ดีด เขียนอ่าน ประกอบรถยนต์ งานไม้ละเอียด 400 ลักซ์
o ละเอียดปานกลาง เขียนแบบ พ่นสี พิสูจน์อักษร งานตรวจสอบขั้นสุดท้าย 600 ลักซ์
o ละเอียดสูง ชิ้นงาน 0.025 มม. ตรวจสอบละเอียด งานปรับเทียบมาตรฐานอุปกรณ์ ระบายพ่นสี 800 ลักซ์ ตัดเย็บผ้าด้วยมือ ตรวจสอบตกแต่งสินค้าสิ่งทอ งานถัก คัดแยก เทียบสีหนังที่มีสีเข้ม เทียบสีย้อมผ้า 1200 ลักซ์
o ละเอียดสูงมาก ทำเครื่องมือ แม่พิมพ์ที่ละเอียดขนาด 0.025 มม. ประกอบชิ้นส่วนขนาดเล็ก สิ่งถักสีอ่อน ตรวจสอบตกแต่งสินค้าสิ่งทอ 1600 ลักซ์
o ละเอียดสูงมาก การเจียระไน นาฬิกาข้อมือ การถัก ซ่อมแซมเสื้อผ้า ตรวจสอบชิ้นส่วนขนาดเล็ก 2400 ลักซ์
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมเสียง (หมวด 3)
ถ้าไม่มีค่ามาตรฐานตามตารางให้ใช้สูตร T = 8
2( L-90)/5

เวลาทำงานที่ได้รับเสียงใน 1 วัน (ชม.) ,T ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลสทำงานไม่เกิน(เดซิเบลเอ), L
12 87
8 90
6 92
4 95
3 97
2 100
1 ½ 102
1 105
½ 110
¼ หรือน้อยกว่า 115

o การตรวจวัด วิเคราะห์สถาวะแวดล้อม แสงสง่าง ความร้อน เสียง ต้องทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดย จป.วิชาชีพหรือผู้จบปริญญา
ตรีด้านวิทยาศาสตร์เป็นผู้รับรองรายงาน และเก็บที่โรงงานรอการตรวจสอบ
o การตรวจวัดความร้อนต้องเป็นบริเวณที่ทำงานปกติ เป็นบริเวณที่มีความร้อนสูง และตรวจวัดในเดือนที่มีอากาศร้อนของทุกปี
ตามประเภทของโรงงานที่กำหนดบังคับ
o การตรวจวัดเสียงต้องเป็นบริเวณที่ทำงานปกติ เป็นบริเวณที่มีเสียงดัง ตามประเภทของโรงงานที่กำหนดบังคับ
o วิธีการตรวจวัดวิเคราะห์ต้องตามมาตรฐาน OSHA , NIOSH หรือตามวิธีที่กรมโรงงานอุตฯเห็นชอบ
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมสารเคมี
สารเคมีมีมากว่าล้านตัว และมีการนำมาใช้มีมากกว่า 4 หมื่นชนิด
สารเคมี ตามประกาศฯ คือ
o เส้นใย คือ สารที่มีละกษณะเหนียวและยาวคล้ายเส้นด้าย มีต้นกำเนิดจากแร่ พืช สัตว์ ใยสังเคราะห์ เช่น ใยแก้ว ปอ แอสเบสตอส
o ฝุ่น คือ อนุภาคของแข็งที่สามารถฟุ้งกระจาย ปลิว ลอย ในอากาศ ได้ เช่น ฝุ่นถ่านหิน
o ละออง คือ อนุภาคของเหลวที่ลอยแขวนอยู่ในอากาศ เช่น ละอองกรด
o ฟูม คือ อนุภาคของแข็งที่เกิดจากรวมตัวของไอสาร สามารถลอยตัวในอากาศได้ เช่น ฟูม(ควัน)จากการเชื่อม
o แก๊ส คือ ของไหลที่มีปริมาตรหรือรูปทรงไม่แน่นอน สามารถฟุ้งกระจายและเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือของแข็งได้โดยการ
เพิ่มความดันหรือลดอุณหภูมิ
o ไอเคมี คือ ไอของเคมีที่เป็นของแข็งหรือของเหลวในสภาวะปกติ เช่น เบนซิน ทินเนอร์
o หน่วยวัด เช่น ppm , mg/cu.m , micro gram/cu.m , ล้านอนุภาค ต่อ ลบ.ฟุต
o ปริมาณความเข้มสูงสุดในช่วงเวลาจำกัด คือ ในช่วงหรือคาบหนึ่งของเวลาการทำงาน เช่น 10 นาที 20 นาที จะมีปริมาตรสารเคมี
ในปริมาตรที่สูงกว่ากำหนดไว้ในตารางไม่ได้
o ตลอดเวลาทำงานปกติ คือ 8 ชั่วโมง
o ปริมาณความเข้มข้นที่ยอมให้มีได้ของสารเคมีในบรรยากาศทำงาน TLV คือ ปริมาณสารเคมีที่ฟุ้งกระจายในอากาศบริเวณที่
ลูกจ้างทำงานซึ่งมีโอกาสหายใจเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเชื่อว่า ปริมาตรความเข้มข้นดังกล่าวจะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย
สาระสำคัญของกฏหมาย
o ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในที่ที่มีปริมาตรความเข้มข้นของสารเคมีเกินกว่าที่กำหนดในตาราง 1 – 4 โดยมีการตรวจวัด
ค่า
o ให้นายจ้างปรับปรุงแก้ไขกรณีมีค่าความเข้มข้นเกินกำหนด หากแก้ไขไม้ได้ต้องจัดหาPPE ตามมตรฐานให้ลูกจ้างสวมใส่
ตลอดเวลาที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี ( ป้องกันที่ต้นกำเนิด โดยวิธีต่างๆ เช่น ปิดกั้น แยกระบบออก เปลี่ยนชนิดสาร หรือ การ
ป้องกันที่ทางผ่าน)
o ให้นายจ้างที่มีสารเคมีตามตาราง 1-4 จัดแยกอาคารหรือห้องเก็บโดยเฉพาะ
o ให้นายจ้างเลือก/จัดซื้อเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับชนิดของสารเคมี
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมประดาน้ำ
สาระสำคัญ
o เป็นกฏหมายใช้บังคับสำหรับงานประดาน้ำที่ดำในน้ำลึกเกินกว่า 10 เมตร แต่ไม่เกิน 60 เมตร
o กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับประดาน้ำ ต้องได้รับการตรวจสุขภาพทุก 6 เดือนหรือทุกครั้งที่ลูกจ้างหายเจ็บป่วย (ป่วยเกิน 7
วัน)
o ลูกจ้างทำงานประดาน้ำต้องมีประสบการณ์ หรือได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานประดาน้ำ
o กำหนดในงานประดาน้ำจะต้องมีหัวหน้าประดาน้ำ 1 คน และผู้ช่วยเหลืออื่นเท่าที่จำเป็น เช่น พี่เลี้ยงดำน้ำ ผู้รักษาเวลาในการดำ
น้ำ เวลาพัก
o ต้องจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน ( เครื่องวัดระดับความลึก เครื่องจับเวลา เชือกนำสำหรับส่ง
สัญญาณหรือนำทางกลับ เครื่องประดาน้ำประเภทใช้ถังอัดอากาศจากผิวน้ำมีถังเก็บและจ่ายผ่านท่อที่ติดกับหน้ากาก หรือ
เครื่องประดาน้ำประเภทใช้ถังอัดอากาศแบบอิสระติดร่างกาย
• ความลึก 10-40 เมตร ใช้ เครื่องประดาน้ำแบบใดแบบหนึ่ง มีประดาน้ำและพี่เลี้ยงอย่างละ 1 คน
• ความลึก 10-40 เมตร มีกระแสน้ำแรงเกิน 1.6 กม./ชม. หรือทำงานในที่แคบ ใช้ เครื่องประดาน้ำแบบใดแบบหนึ่ง มีประดาน้ำ 1 คนและพี่เลี้ยงอย่างมากกว่า 1 คน
• ความเกิน 40 เมตร ใช้ เครื่องประดาน้ำแบบถังอัดอากาศจากผิวน้ำ มีประดาน้ำ พี่เลี้ยง ผู้รักษาเวลา และผู้ควบคุมเครื่องอัดอากาศอย่างละ 1 คน
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า
อันตรายที่พบบ่อยในสถานประกอบการคือ
• ไฟฟ้าช็อต ทำให้ลูกจ้างบาดเจ็บ ตาย
• ไฟฟ้าที่รั่วไหลไปสู่เครื่องจักร เครื่องมือทำให้ทำงานโดยไม่ได้ตั้งใจจนเกิดอันตรายขึ้น
• ไฟฟ้าทำให้เครื่องมือ เครื่องจักรเสื่อมเสีย เช่น ร้อนจัดจนลุกไหม้ หลอดขาด อุปกรณ์เสื่อม
• ไฟฟ้าทำให้เกิดการระเบิดของเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ฟ้า เช่น หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด
• ไฟฟ้าทำให้เกิดไฟไหม้
สาเหตุหลัก คือ
• สภาพที่ไม่ปลอดภัยของ สายไฟ ปลั๊กไฟ คัทเอาท์ หม้อแปลง แผงวงจรไฟฟ้า การเดินสายไฟ เครื่องมือเครื่องจักรที่มีมีสายดิน
• วิธีการทำงานที่ไม่ปลอดภัยของลูกจ้าง เช่น ใช้กำลังไฟเกินที่สายไฟจะทนได้ การต่อไฟด้วยวิธีที่ไม่ปลอดภัย ทำงานกับฟ้าแรงสูงโดยไม่สวมเครื่องป้องกัน ประมาท
สาระสำคัญ
• การเลือกชนิดสายไฟฟ้า สายในอาคารต้องมีฉนวนหุ้มตามมาตรฐาน มอก.11-2518 สายใต้ดินต้องมีฉนวนหุ้ม 2 ชั้น ไม่ผุกร่อน สายที่ใช้กับเครื่องทำความร้อนต้องหุ้มฉนวนที่ทนความร้อนได้ กำหนดพื้นที่หน้าตัดสายไฟให้เหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ใช้
• วิธีการเดินสายไฟฟ้าและเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบ กำหนดต่างๆ เช่น วิธีการเดินสาย การเลือกใช้อุปกรณ์ ท่อ สวิตซ์ รางเดินสาย การเดินสายใต้ดิน สายร้อยท่อ สายในอาคาร สายนอกอาคาร การโค้งท่อเดินสาย การยึดสาย
• การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า
การติดตั้งเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า ภายในห้องต้องมีการระบายอากาศดี มีเครื่องตัดกระแสไฟเกินขนาด มีถังดับเพลิงเพียงพอ
การติดตั้งแผงสวิทซ์ มีตู้ปิดมิดชิด ใช้วัสดุทนไฟ ส่วนโลหะต้องต่อลงดิน ต้องสามารถตัดกระแสไฟได้ตามอัตราที่กำหนด
การติดตั้งหม้อแปลงเครื่องวัด ที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงกว่า 600 โวลต์ สายแรงดันต่ำต้องต่อลงดิน วงจรด้านแรงดันต่ำต้องเป็นวงจรปิด
หม้อแปลงไฟฟ้าที่ติดตั้งบนเสาหรือโครงสร้าง ต้องแข็งแรงไม่กีดขวาง สูงเหนือพื้นไม่น้อยกว่า 3.4 ม. ถ้ามียานพาหนะผ่านต้องสูงไม้น้อยกว่า 4 ม. , ถ้าติดตั้งบนกำแพงอาคาร ต้องได้รับการรับรองจากไฟฟ้าเขตนั้น , ถ้าติดตั้งบนพื้น ต้องมีรั้วล้อมรอบอย่างน้อย 1 ม.ป้องกันไม่ให้ผู้ไม่มีหน้าที่เข้าไป ถ้าติดตั้งในอาคาร ต้องมีการระบายอากาศและรั้ว/ผนังล้อมรอบ 1 ม.จากหม้อแปลง
• การต่อสายดิน ความต้านทานดินต้องไม่เกิน 25 โอห์ม ณ จุดที่ปักเพื่อให้ไฟฟ้าไหลได้สะดวก , ขนาดพื้นที่หน้าตัดสายดินขึ้นกับวงจรกระแสไฟฟ้าตรง/สลับ /เครื่องล่อไฟฟ้าแรงสูง , หลักดินต้องเป็นตามกฏหมายกำหนดเช่น เป็นแท่งเหล็กอาบโลหะกันการผุกร่อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1.6 ซม. ยาวไม่น้อยกว่า 2.4 ม. ปลายข้างหนึ่งปักลงดินไม่น้อยกว่า 2.4 ม. , ขนาดสายดินต้องไม่เล็กกว่า 1/5 ของสายนำที่ใหญ่ที่สุดของวงจรนั้นและไม่เล็กกว่าสายทองแดงที่มีพื้นที่หน้าตัด 8 ตร.มม.
• การติดตั้งสายล่อฟ้า สิ่งที่ต้องต่อสายล่อฟ้าเช่น ปล่องควันที่เป็นโลหะ ปล่องควันที่เป็นอิฐก่อหรือคอนกรีต ถังที่เก็บของเหลวหรือแก๊สไวไฟ , หลักล่อฟ้า ให้ต่อกับปล่องควันที่เป็นอิฐก่อหรือคอนกรีต ตามกฏหมายเช่น เป็นเหล็กไม่เป็นสนิมนำไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่าทองแดง มีสายเชื่อมโยงครบวง ติดตั้งรอบปล่องระยะห่างกันไม่เกิน 2.4 ม. ติดตั้งสูงจากปล่องไม่น้อยกว่า 50 - 75 ซม. , สายดิน เป็นสายทองแดง แผ่นยาว สายถักทองแดง พท.หน้าตัดไม่น้อยกว่า 70 ตร.มม. หรือสายท่อทองแดงกลวงซึ่งหนาไม่น้อยกว่า 1.5 มม. การจับยึดสายดินต้องใช้หัวจับยึดที่เป็นทองแดงหรือโลหะผสมทองแดง
• การป้องกันการไหลของกระแสไฟฟ้าเกินขนาด ให้ติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าระหว่างเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้ากับสายไฟในอาคาร ถ้ามีหลายอาคารต้องติดระหว่างสายภายนอกอาคารและภายในอาคารและจุดที่มีการเปลี่ยนขนาดของสาย ห้ามไม่ให้มีไฟตกเกินกว่า 2% ระหว่างเครื่องวัดกับสายภายในเมื่อใช้ไฟเต็มที่ ให้ใช้เครื่องตัดกระแสไฟฟ้าแบใบมีดโยก
• การป้องกันกระแสฟฟ้าลัดวงจร( ไฟฟ้าช็อต) ให้ทำตามกฏหมายกำหนดเช่น การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า การเดินสาย การใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ ในที่มีความชื้น มีไอระเหย สารไวไฟ ไอกรดด่าง การต่อสาย
• ภาระหน้าที่ของนายจ้างในการควบคุมการใช้ไฟฟ้า ต้องจัดทำแผงผังวงจรไฟฟ้าทั้งหมดและมีไว้ให้ตรวจสอบตลอดเวลา จัดทำป้ายเตือน ตรวจตราซ่อมแซมสายและอุปกรณ์ ให้ปิดกั้นบริเวณสายไฟฟ้าแรงสูง ใส่กุญแจที่สวิทซ์ป้องกันการสับสวิทซ์ขณะตรวจสอบ มีการอบรม มีระเบียบข้อบังคับในการทำงาน
• การป้องกันอันตรายส่วนบุคคล นายจ้างต้องจัดหาให้ ใช้ถุงมือเมื่อจับต้องกระแสไฟฟ้าขนาด 50 โวลต์ขึ้นไป ใช้เข็มขัดเมื่อทำงานสูงเกินกว่า 4 เมตร
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่อับอากาศ (ประกาศกระทรวงมหาดไทย)
สถานที่อับอากาศ หมายถึง สถานที่ที่มีทางเข้าออกจำกัด มีการระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะทให้อากาศภายในอยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นที่สะสมของสารพิษ สารไวไฟ ออกซิเจนไม่พอ
ก่อนทำงานในสถานที่อับอากาศ ต้อง
• ตรวจปริมาณออกซิเจน สารเคมีที่เป็นพิษหรือสารระเบิดได้ และเก็บผลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ ถ้าประมาณเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด ให้ขจัดหรือระบายให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
• ถ้าไม่สามารถทำได้ให้จัดอุปกรณ์ PPE ตามความเหมาะสมของงาน
• จัดให้มีใบอนุญาตในการทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง
ระหว่างทำงานในที่อับอากาศ ต้อง
• ตรวจสภาพอากาศเป็นระยะๆไม่ให้เกินมาตรฐาน
• จัดให้มีคนช่วยเหลือที่ทางเข้า-ออก สถานที่อับอากาศ และสามารถติดต่อกับคนภายในได้
• อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในสถานที่อับอากาศต้องป้องกันการช็อต หรือป้องกันการระเบิด/ลุกไหม้ได้ สายไฟต้องไม่เสียหายได้ง่าย
• ต้องจัดให้มีผู้ควลคุมงานที่ผ่านการอบรม วางแผน สอนงาน ควบคุมการทำงาน และการใช้อุปกรณ์ PPE
• ให้นายจ้างกำหนดข้อห้ามและการควบคุมต่างๆ เช่น ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้า ถ้าเป็นช่องโพรงต้องปิดกั้นไม่ให้คนตกลงไปและจัดทำป้าย “ บริเวณอันตราย ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ”
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย (ประกาศกระทรวงมหาดไทย)
สารเคมีอันตราย หมายถึง สาร สารประกอบ สารผสม ซึ่งอยู่ในรูปของเหลว ของแข็ง และก๊าซ ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังนี้
o มีพิษ กัดกร่อน ระคายเคือง ทำให้เกิดการแพ้ ก่อมะเร็ง หรือทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย
o ทำให้เกิดการระเบิด เป็นตัวทำปฏิกริยาที่รุนแรง เป็นตัวเพิ่มออกซิเจน หรือไวไฟ
o มีกัมมันตภาพรังสี
กำหนดให้นายจ้างต้อง
o แจ้งรายละเอียดสารเคมีอันตรายที่มีอยู่ในการครอบครอง ตามแบบ ส.อ.1
o ส่งรายงานความปลอดภัยและการประเมินการก่ออันตรายจากสารเคมีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ตามที่กำหนด การเก็บรักษา การขนส่ง นำสารเคมีอันตรายเข้าไปในสถานประกอบการต้องจัดฉลากปิดภาชนะบรรจุหรือ...บห่อหุ้มสารเคมีอันตราย
o สถานที่เก็บ วิธีการเก็บต้องปลอดภัยตามสภาพ/ลักษณะของสารเคมีอันตราย
o สถานที่ทำงานต้องสะอาด มีการระบายอากาศที่เหมาะสม มีออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 18 โดยปริมาตร และมีระบบป้องกันและกำจัดมิให้สารเคมีในบรรยากาศมีปริมาณเกินมาตรฐานกำหนด
o ไม่ให้ลูกจ้างพักอาศัยในบริเวณที่เก็บสารเคมีอันตราย
o ตรวจวัดระดับสารเคมีในบรรยากาศเป็นประจำ ตามแบบ ส.อ.3
o ตรวจสุขภาพลูกจ้างประจีตามแบบ ส.อ.4
o จัดอุปกรณ์ดับเพลิงเหมาะสม จัดอุปกรณ์ PPE จัดอุปกรณ์เวชภัณฑ์การปฐมพยาบาล
o อบรมลูกจ้างให้เข้าใจเรื่องการเก็บ ขนส่ง การะบวนการผลิต อันตรายที่เกิด วิธีการควบคุมป้องกัน วิธีการอพยพเคลื่อนย้าย
กำหนดให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามกฏ ระเบียบ ข้อบังคับ มาตราการต่างๆ และต้องสวมใส่อุปกรณ์ PPE
นายจ้างหรือลูกจ้างที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติมีความผิด ปรับไม่เกิน 20000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน
หน่วยที่ 7 กฏหมายแรงงานเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพ (2)
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร
• ข้อกำหนดความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร เช่น การแต่งกาย การใช้เครื่องป้องกันที่มีมาตรฐานและให้เหมาะสมกับงานที่ทำ
• ข้อกำหนดความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร-เครื่องมือกลต่างๆ ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากเครื่องจักร เช่น สายดิน ครอบป้องกัน การบังคับให้ใช้สวิทซ์ทำงานโดยการบังคับด้วยมือ 2 ข้าง มีการใช้ป้ายแขวนเมื่อมีการติดตั้ง/ซ่อมแซมอุปกรณ์ จัดทำเขตแสดงอันตรายโดยการล้อมรั้วกั้น มีการตรวจตราซ่อมแซมให้เครื่องมือมีสภาพพร้อมใช้งาน
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรเรื่องหม้อไอน้ำ
• ให้มีการใช้หม้อน้ำและอุปกรณ์หม้อน้ำที่มีมาตรฐานสากลหรือมีมาตรฐานการผลิตอุตสาหกรรม และมีการติดตั้งถูกหลักวิชาการด้านวิศวกรรม , มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ใช้กับหม้อน้ำ , กำหนดให้มีมาตรการการควบคุมดัดแปลงหม้อน้ำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ , กำหนดให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาเกี่ยวกับหม้อน้ำเพื่อให้คำปรึกษา แก้ไข ปรับปรุงกฏหมายและแก้ปัญหาทางเทคนิค, กำหนดให้มีการทดสอบประจำปีและหลังซ่อมส่วนสำคัญโดยมีวิศวกรรับรองผลการตรวจสอบ , กำหนดให้นายจ้างจัดอุปกรณ์ PPE, ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งดำเนินการให้นายจ้างปรับปรุง แก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย หรือระงับการใช้
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง ว่าด้วยนั่งร้าน
สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดจากนั่งร้าน
o เกิดจากการสร้างนั่งร้านไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยทางเทคนิค
o เกิดจาวิธีการทำงานหรือการใช้งานที่ไม่ปลอดภัยของลูกจ้าง เช่น สร้างนั่งร้านไม่มาตรฐาน รับน้ำหนักไม่ได้ ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสมเช่น เชือก ไม่มีราวกันตก ช่วงห่างระหว่างเสามากไป วางของหนักมากไปบนนั่งร้าน การยึดกับพื้นไม่ดีพอ การรื้อถอนไม่เหมาะสม
ตามกฏมายให้สร้างนั่งร้านใช้งานเมื่อทำงานที่สูงเกินกว่า 2 เมตร โดยสร้างตามแบบมาตรฐานที่กฏหมายกำหนด หรือตามที่วิศวกรออกแบบก็ได้แต่ต้องมีรายละเอียดบางประการที่สำคัญตามที่กฏหมายกำหนด
ประเภทนั่งร้าน
o นั่งร้านประเภทเสาเรียงเดี่ยว ความสูงการก่อสร้างไม่เกิน 7 ม. (มาตรฐานตามกฏหมายและ กว.) และเกิน 7 ม.(ตาม วิศวกร กว.)
o นั่งร้านประเภทอื่นๆ ความสูงการก่อสร้างไม่เกิน 21 ม. (มาตรฐานตามกฏหมายและ กว.) และเกิน 21 ม.(ตาม วิศวกร กว.)
นั่งร้านมาตรฐานน้ำหนักบรรทุกบนต้องไม่เกิน 150 กก.ต่อ ตร.ม.ระหว่างช่องเสา , น้ำหนักแต่ละชั้นห้ามเกิน 50 กก.ต่อความยาว 1 ม. , ถ้าวิศวกรคำนวณสามารถรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของการใช้งานสำหรับนั่งร้านโลหะ และ 4 เท่า สำหรับนั่งร้านไม้
ถ้าใช้ไม้ไผ่ ทุกลำต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 6 ซม. มีความยาวส่วนที่ทาบไม่น้อยกว่า 1 ม. มัดติดด้วยการขันชะเนาะไม่น้อยกว่า 2 เปลาะ เชือกต้องใหม่มีความเหนียวและมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 2 ซม. ต้องตั้งเสาห่างกันไม่เกิน 1.5 ม. คานต้องผูกติดกับทุกต้น ส่วนที่ตั้งตรงให้มีการค้ำยันกับแนวราบลักษณะทะแยงมุม 45 องศาและสลับฟันปลาตลอดแนว แต่ละชั้นห่างไม่เกิน 2 ม.ค้ำยันส่วนตั้งตรงให้ผูกติดสมอดิน
นั่งร้านที่ออกแบบโดยวิศวกร ต้องแข็งแรง บรรทุกน้ำหนักได้ 2 เท่าของน้ำหนักใช้งาน พื้นกว้างไม่น้อยกว่า 35 ซม. มีราวกันตก สูง 90 – 170 ซม.มีบันไดขึ้นลงเอียงไม่เกิน 45 องศา มีการยึดโยง ตรึง ค้ำยันกับดิน
นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาผ้าใบ หรืออื่นๆเพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งของตกหล่น จัดหา PPE เหนือช่องทางเดินต้องมีแผ่นไม้ ผ้าใบปิดป้องกันผู้ใช้ทางเดิน
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง ว่าด้วยลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว
ลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ประกอบด้วย หอลิฟท์หรือปล่องลิฟท์ ตัวลิฟท์ และเครื่องจักร ใช้ขนส่งวัสดุในแนวดิ่ง
o การสร้างลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ให้ กว.วิศวโยธา ออกแบบคำนวณโครงสร้าง กำหนดรายละเอียด และถ้าสูงเกิน 9 ม.ต้องทำตามกฏหมาย คือ หอลิฟท์ ต้องรับ นน.ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของการใช้งานปกติ คานสำหรับติดตั้งรอกและฐานรับรอก ต้องรับน้ำหนักรวม(นน.ตัวลิฟท์และ นน.บรรทุก)ไม่น้อยกว่า 5 เท่า ฐานรับ ต้องมั่นคง รับ นน.ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของนน.ตัวลิฟท์ นน.หอลิฟท์และนน.บรรทุกรวมกัน ตัวลิฟท์ ต้องรับ นน.บรรทุกไม่น้อยกว่า 5 เท่าของนน.ใช้งาน มีขอบกันตกไม่น้อยกว่า 7 ซม.จากพื้นลิฟท์โดยรอบ ด้านที่ไม่ใช่ทางเข้าออก ต้องปิดกั้นด้วยไม้หรือตาข่าย (ถ้าหอลิฟท์ที่สร้างด้วยไม้ต้องมีค่าควมปลอดภัยไม่น้อยกว่า 8 เท่าของultimate bending stress ถ้าหอลิฟท์ที่สร้างด้วยโลหะต้องมีค่าควมปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 เท่าของyield point)
o การติดตั้งลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว ถ้าตัวลิฟท์อยู่ในหอลิฟท์ ต้องมีลวดตาข่าย หรือไม้ตีเว้นช่องห่างกัน 3-10 ซม. ทุกด้านสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตรจากพื้นลิฟท์ ถ้าตัวลิฟท์อยู่นอกหอลิฟท์ ต้องมีรั้วกั้นโดยรอบกันคนเข้า ทางเดินระหว่างลิฟท์กับสิ่งก่อสร้าง ต้องมีราวกันตก 90 – 110 ซม.จากพื้นทางเดิน มีขอบกันตกสูงไม่น้อยกว่า 7ซม.จากพื้น มีโลหะสูง 90-110 ซม.ใช้ขวางกั้นที่ปิดเปิดได้ห่างจากลิฟท์ไม่น้อยกว่า 60 ซม.บนทางเดิน
o การใช้ลิฟท์ขนส่งวัสดุชั่วคราว กฏหมายกำหนดให้นายจ้างต้อง จัดการป้องกันไม่ให้มีส่วนยื่นออกมาขัดกับตัวลิฟท์และกันวัสดุตกหล่น มีป้ายบอกนน.บรรทุกชัดเจน ห้ามขนส่งคน มีการตรวจสอบทุกวัน มีผู้ได้รับการฝึกอบรมมีหน้าที่บังคับตลอดเวลา มีข้อบังคับการใช้ติดชัดเจนและต้องทำตามข้อบังคับ ถ้าใช้ขนส่งรถ/ของที่มีล้อต้องป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนที
o การคุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ให้นายจ้างจัดหา PPE ให้เหมาะสม มีมาตรฐาน
สาระสำคัญของกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง ว่าด้วยเขตก่อสร้าง
ต้องกำหนด
o เขตก่อสร้าง โดยกำหนดพื้นที่ในบริเวณก่อสร้าง ซึ่งนายจ้างจัดทำคอก/รั้วกั้นไว้
o เขตอันตราย โดยกำหนดบริเวณก่อสร้าง /บริเวณใช้ปั้นจั่น/บริเวณติดตั้งนั่งร้าน/ลิฟท์ขนส่ง/ส่วนก่อสร้างอาคาร/ส่วนลำเลียงวัสดุ/สถานที่เก็บเชื้อเพลิง/บริเวณใช้เครื่องจักร-กระแสไฟฟ้า ต้องจัดทำป้ายเขตอันตราย ทำรั้วกั้น ปิดประกาศชัดเจน ในเวลากลางตืนให้มีไฟสีแดงตลอดเวลา ห้ามไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้า
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น
ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ มีอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องต้นกำลังในตัวติตั้งบนหอสูง ขาตั้ง หรือล้อเลื่อน
ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ เช่น รถเครน
ข้อกำหนดของกฏหมาย
ข้อกำหนดสำหรับนายจ้างที่ใช้ปั้นจั่น ต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะของปั้นจั่น และคู่มือการใช้ที่ผู้ผลิตกำหนด ตลอดจนการประกอบ ทดสอบ ถ้าไม่มีคู่มือกำหนดให้ปฏิบัติตามที่วิศวกรเครื่องกลกำหนดเป็นหนังสือ และต้องติดป้ายบอกพิกัด นน.ยกที่รถ
มาตรฐานการใช้ลวด ลวดวิ่งเป็นลวดเหล็กกล้าที่เคลื่อนที่เมื่อปั้นจั่นทำงาน ห้ามใช้ถ้าขาดตั้งแต่ 3 เส้นในเกลียวเดียวกันหรือ 6 เส้นในหลายเกลียวรวมกัน ลวดวิ่งต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 6 ลวดโยงยึด เป็นส่วนที่ยึดส่วนใดส่วนหนึ่งของปั้นจั่นให้มั่นคง ห้ามขาดเกิน 2 เส้นในเกลียวเดียวกัน ลวดโยงต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 3.5 ขณะทำงานต้องมีลวดเหลือในม้วนเชือกลวดไม่น้อยกว่า 2 รอบ
ต้องมีการปิดกั้นส่วนเครื่องจักรที่เคลื่อนที่และหมุนรอบตัวเอง
การใช้รอก เชือกลวดเหล็กกล้าที่พันรอบรอกต้องมีอัตราส่วนสัมพันธ์กับเส้นผ่านศูนย์กลางของรอกคือ 18 รอบ ต่อ 1 สำหรับรอกปลายแขนปั้นจั่น , 16 รอบ ต่อ 1 สำหรับรอกของตะขอ , และ 15 ต่อ 1 สำหรับ รอกหลังแขนปั้นจั่น
บริเวณใช้ปั้นจั่น ต้องจัดทำเครื่องหมายแสดงเขตอันตราย หรือมีเครื่องกั้นโดยรอบ ถ้าปั้นจั่นสูงเกิน 3 ม.ต้องมีบันได ราวจับและโครงโลหะกันตก พื้นทางเดินเป็นแบบกันลื่น มีเครื่องดับเพลิงที่ห้องควบคุม มีฉนวนปิดกั้นท่อไอเสีย
การใช้ปั้นจั่นใกล้สายไฟ ต้องมีระยะห่างระหว่างปั้นจั่นกับสายไฟ ถ้าแรงดันไม่เกิน 50 กิโลโวลท์ ต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 3 ม.และเพิ่มจาก 3 ม.ทุก 1 ซม.ต่อการเพิ่มแรงดันทุกๆ 1 กิโลโวลท์
การใช้ปั้นจั่นตอนกลางคืนต้องมีแสงสว่างเพียงพอตามกฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม(แสงสว่าง)
การใช้ปั้นจั่นใกล้เสาส่งคลื่นโทรคมนาคม ต้องตรวจดูว่าเกิดประจุไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ปั้นจั่นและวัสดุที่ยกหรือไม่ ถ้ามีต้องต่อลงดิน
ปั้นจั่นชนิดอยู่กับที่ การดูแลติดตั้งต้องมีวิศวกรรับรอง มีสวิทซ์หยุดอัติโนมัติ มีกันชนกระแทกที่ปลายราง มีสัญญาณเสียง/แสงเมื่อเคลื่อนที่ การเคลื่อนที่หรือหมุนต้องอยู่ห่างวัสดุ/สิ่งก่อสร้างไม่น้อยกว่า 50 ซม.
ปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่ การดูแลติดตั้งต้องมีวิศวกรรับรอง มีป้ายบอกพิกัดยก นน. มีอุปกรณ์ป้องกันแขนต่อไม่ให้อยู่ห่างจากแนวเส้นตรงของแขนปั้นจั่นน้อยกว่า 5 องศา
ต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆทุกๆ 3 เดือน ตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด โดยนายจ้างบันทึกเวลาที่ตรวจสอบ ผลตรวจ วิศวกรเซ็นต์
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับการตอกเสาเข็ม
o ความปลอดภัยในบริเวณที่ทำงานตอกเสาเข็ม ต้องมีรั้วกั้น มีป้ายบอกเขตอันตราย บริเวณฐานต้องมั่นคงแข็งแรง ห้ามมีสิ่งกีดขวางสายตาในขณะทำงานตอก ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้า
o การเตรียมการต่างๆเพื่อความปลอดภัยก่อนการใช้เครื่องตอกเสาเข็ม ให้ทำคามคู่มือผู้ผลิต หรือโดยวิศวกรดังนี้ รางเลื่อนเครื่องตอกเสาเข็มต้องรับ นน.ได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของเครื่องตอก โครงสร้างเครื่องต้องรับน้ำหนักใช้งานไม่น้อยกว่า 2 เท่าของ นน. ใช้งานมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 คานและฐานรับน้ำหนัก(รอก ลูกตุ้ม นน.เสาเข็ม)รวมกันต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 5 โครงสร้างต้องยึด/ค้ำยันมั่นคง มีป้ายบอกพิกัด นน.ยก มีโครงเหล็กและหลังคาลวดตาข่ายป้องกันของตก ลวดวิ่งต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 6 ลวดยึดโยงต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 3.5 มีผู้คุมงานและวิศวกร และอื่นๆคล้ายปั้นจั่น เช่น การป้องกันเสียง ความร้อน ทำงานตอนกลางคืน การทำงานใกล้สายไฟและเสาส่งสัญญานโทรคมนาคม
o ความปลอดภัยในการปฏิบัติการตอกเสาเข็ม ต้องมีเชือกเหลือไม่น้อยกว่า 2 รอบ ห้ามใช้ถ้าขาดตั้งแต่ 3 เส้นในเกลียวเดียวกันหรือ 6 เส้นในหลายเกลียวรวมกัน ลวดวิ่งต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 6 ต้องห่างสายไฟไม่น้อยกว่า 3 ม. ป้องกันเสียงดังเกิน 90 เดซิเบลเอสำหรับ 8 ชม. ป้องกันไอควัน มีสายดินกรณีใกล้เสาส่งคลื่นโทรคมนาคม มีสัญญาณทำงาน
o การซ่อมแซมบำรุงรักษา ลดแรงดันลม/น้ำมัน หรือดับเครื่องก่อนทำการซ่อม
o เครื่องตอกเสาเข็มแบบอื่น เช่น ระบบใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ ระบบไอน้ำ/ลม/ไฮโดรลิก ระบบดีเซลแฮมเมอร์
o กำหนดให้นายจ้างจัดอุปกรณ์ PPE
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานในสถานที่ที่มีอันตรายจากการตกจากที่สูง วัสดุกระเด็น ตกหล่น พังทลาย
o ต้องป้องกันลูกจ้างที่ทำงานในลาดชันเกิน 15 – 30 องศาจากแนวราบตกลงมา ต้องมีนั่งร้าน เข็มขัดนิรภัย อื่นในการป้องกัน กำหนดสภาพบันได ม้ายืนปฏิบัติงาน และวิธีการใช้
o กำหนดการป้องกัน การตกจากที่สูง วัสดุกระเด็น ตกหล่น พังทลาย ให้ทำไหล่เอียงเป็นมุมที่ไม่พังทลาย ทำผนัง ค้ำยัน แผ่นกั้น
o ต้องป้องกันไม่ให้ลูกจ้างตกจากที่สูงและการทำงานที่อาจตกลงไปในภาชนะต่างๆโดย ทำราวปิดกั้น ตาข่าย เข็มขัดนิรภัย ห้ามทำงานเมื่อมีฝนตก พายุ ลมแรง ให้มีหมวกป้องกันศีรษะ
กฏหมายความปลอดภัยในการทำงานเรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการทุกประเภท
o กำหนดให้ชนิดและชั้นของอาคารที่ลูกจ้างสามารถทำงานได้ เส้นทางหนีไฟที่ปลอดภัย ทางออกแต่ละชั้นไม่น้อยกว่า 2 ทาง มีป้ายชี้นำทาง ประตูหนีไฟกว้างไม่น้อยกว่า 1.1 ม. อพยพลูกจ้างออกได้หมดภายใน 5 นาที บันไดหนีไฟต้องทนไฟ ป้องกันควัน ประตูสุดท้ายเปิดออกไปที่ปลอดภัย
o จัดอุปกรณ์ดับเพลิงและปริมาณน้ำดับเพลิงตามปริมาณที่กำหนด จัดเครื่องดับเพลิงที่มีขนาด ชนิด การติดตั้ง และระยะห่างตามกฏหมาย
o กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรักษา ปริมาณที่เก็บ การใช้ การควบคุมสารเชื้อเพลิงทุกชนิดที่เก็บภายในและภายนอกอาคาร
o ให้มีสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้
o ป้องกันแหล่งกำเนิดความร้อนต่างๆ เช่น ปล่องไฟ เครื่องยนต์
o ให้มีการซ้อมดับเพลิงและหนีไฟไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง จัดให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและระงับอัคคีภัยเข้ารับการฝึกอบรมการป้องกันและระงับอัคคีภัย การใช้อุปกรณ์ดับเพลิง การฐมพยาบาล การช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน
o จัดให้มีเครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคลสำหรับหันความร้อนเมื่อมีการดับเพลิง/ฝึกซ้อม


หน่วยที่ 8 กฏหมายแรงงานเรื่องเงินทดแทนและกองทุนทดแทน
กฏหมายเงินทดแทนกำหนดเพื่อ ให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเป็นการเฉพาะหน้าแก่ฝ่ายลูกจ้าง อันเนื่องมาจากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานให้แก่นายจ้าง โดยจำกัดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรายได้และสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้าง ไม่ต้องคำนึงว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของใคร ใครประมาทเลินเล่อหรือจงใจ
หน้าที่และความรับผิดชอบในการจ่ายเงินทดแทน เป็นของนายจ้างฝ่ายเดียวเนื่องจากลูกจ้างเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการที่จะพิสูจน์ว่าการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนั้นเป็นความผิดของนายจ้าง กฏหมายเงินทดแทนจึงยึดถือหลักความรับผิดชอบโดยปราศจากการกระทำผิด คือนายจ้างต้องรับผิดชอบจ่ายเงินทดแทนไม่ว่าอุบัติเหตุในการทำงานที่เกิดขึ้นเพราะความผิดโดยตรงของนายจ้างหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าอุบัติเหตุในการทำงานนั้นเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของการทำงาน ทำนองเดียวกับเครื่องจักรย่อมชำรุดเสียหายจากการใช้งาน ซึ่งนายจ้างมักผลักภาระการชดใช้เงินทดแทนไปยังผู้บริโภค โดยถือเอาการจ่ายเงินทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตได้
วิธีในการจ่ายประโยชน์ทดแทนพิจารณาตามลักษณะความร้ายแรงและผลของการประสบอันตราย/เจ็บป่วยที่เกิด ดังนี้
o ค่ารักษาพยาบาล ให้ได้รับการรักษาพยาบาลทันทีในสถานรักษาพยาบาล รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษา
o การจ่ายค่าทดแทนให้เป็นตัวเงินเป็นระยะๆ ดังนี้
• ทดแทนค่าจ้างที่เสียไประหว่างที่ไม่ได้ทำงานโดยไม่ได้มีการสูญเสียสมรรถภาพแบบถาวร
• ประโยชน์ทดแทนที่จ่ายให้เพื่อทดแทนสมรรถภาพในการทำงานเนื่องจากการสูญเสียไปบางส่วนหรือทุพลภาพโดยสิ้นเชิง
• ประโยชน์ทดแทนที่จ่ายให้เป็นค่าทำศพและทดแทนการมรณะภาพแก่ผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตาย (ไม่ใช่มรดกจะจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้)
o การดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพ(ทั้งด้านการแพทย์และด้านอาชีพ)ในการทำงานของลูกจ้างให้ดีขึ้น
ลูกจ้าง ไม่รวมลูกจ้างที่ทำงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ใช้สิทธิหน้าที่ตามมาตรา 4คือ เมื่อเจ็บป่วย ประสบอันตราย สูญหาย สามารถขอรับเงินทดแทนต่อสำนักท้องที่ที่ทำงานอยู่ภายใน 180 วัน
o ประสบอันตราย เกิดในที่ทำงาน ในเวลาปกติ หรือตามลักษณะงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
o เจ็บป่วย จากโรคเนื่องจากการทำงาน 22 โรคหรือจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน หรือโรคทั่วไปที่เกี่ยวโยงกับงาน ยกเว้นโรคประจำตัว
o สูญหายในระหว่างการทำงานให้นายจ้างหรือระหว่างการเดินทางเพื่อไปทำงานให้นายจ้าง ทั้งนี้ต้องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน
นายจ้าง มีหน้าที่
o จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน
o แจ้งการประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญหาย ต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ / จังหวัด , สำนักงานกองทุนเงินทดแทน ตามแบบที่กำหนดภายใน 15 วันหลังจากนายจ้างทราบ
o จัดให้มีการรักษาพยาบาลตามความเหมาะสมทันที หรือจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยจ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกระทรวง ถ้าตาย/สูญหายให้จ่ายค่าทำศพเป็นจำนวน 100 เท่า ของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฏหมายแรงงาน
o เมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย สูญหาย นายจ้างต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20
เงินสมทบ จะดำเนินการจัดเก็บจากนายจ้างที่มีลูกจ้าง 10 คน ขึ้นไป ในอัตราร้อยละ 0.2 – 1.0 ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการนั้นๆ
เงินเพิ่ม สำหรับนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามจำนวนภายในเวลาที่กำหนด จะต้องจ่ายเพิ่มอีกร้อยละ 3 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ต้องจ่าย ถ้าเพิกเฉยสำนักฯสามารถสั่งอายัด ขาดทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างได้
เงื่อนไขในการได้รับเงินทดแทน
• ลูกจ้างได้รับจากนายจ้างโดยตรง สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 1 คนแต่ไม่ถึง 10 คน
• ลูกจ้างได้รับจากกองทุนเงินทดแทน สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป
สิทธิในการได้รับเงินทดแทน
ค่ารักษาพยาบาล ต่างๆ ได้รับเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 35,000 บาท ต่อการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายเกินกว่า 35,000 บาท ให้จ่ายเพิ่มได้อีกไม่เกิน 50,000 บาท แต่กรณีเข้ารักษษพยาบาลในกองทุนลูกจ้างไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน สำหรับการสูญเสียอวัยวะบางส่วน ทุพลภาพ สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะ ต้องรับการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจ อาชีพ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยได้รับค่าใช่จ่ายในการผ่าตัด/ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท
ค่าทำศพ 100 เท่า ของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฏหมายแรงงาน
ค่าทดแทน จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนแต่ต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2000 บาท และไม่เกิน 9000 บาท เงินที่ได้รับจะต่างกันตามอัตราขึ้นกับลักษณะการประสบภัย มี 4 ประเภท
o กรณีลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ติดต่อกันเกิน 3 วัน ไม่ว่าจะเสียอวัยวะหรือไม่ ให้จ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ ในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้แต่ไม่เกิน 1 ปี
o กรณีสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะบางส่วน ให้จ่ายตามประเภทการสูญเสียอวัยวะและตามระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน แต่สูงสุดไม่เกิน 10 ปี อวัยวะอื่นนอกเหนือที่ประกาศจ่ายไม่เกิน 5 ปี
o กรณีทุพลภาพ ได้รับค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 15 ปี
o ตายหรือสูญหาย ได้ค่าทำศพ 100 เท่าของอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน ผู้มีสิทธิจะได้รับค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน มีกำหนด 8 ปี ถ้า นายจ้างสามารถจัดการทำศพลูกจ้างก่อนได้ในระหว่างรอทายาทหรือผู้จัดการศพแต่จะใช้จ่ายค่าทำศพได้ไม่เกิน 1/3 ของค่าทำศพ ถ้าตายเกิน 72 ชม.ไม่มีผู้มารับ นายจ้างสามารถใช้เงินที่เหลือจัดการศพตามประเพณีต่อได้ ถ้าลูกจ้างได้รับเงินทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพลภาพเกิดตายก่อนในขณะที่ยังรับค่าทดแทนไม่ครบระยะเวลาตามสิทธิ ทายาทจะได้รับค่าทดแทนต่อจนกว่าจะครบตามสิทธิแต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 8 ปี
ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนเมื่อ 1).เสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดจนไม่สามารถครองสติได้ 2).จงใจให้ตนเองประสบอันตราย หรือยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนเองประสบอันตราย
สิทธิการรับเงินทดแทน ผู้มีสิทธิได้แก่ บิดามารดา สามีภรรยาโดยชอบด้วยกฏหมาย บุตรที่อายุต่ำกว่า 18 ปีหรือ 18 ปีแต่ยังศึกษาอยู่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี บุตรที่อายุตั้งแต่ 18 ปีและทุพลถาพ บุตรที่เกิดภายใน 310 วัน ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิ เงินทดแทนจะตกเป็นของผู้อยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนตายและผู้อยู่ในอุปการะจะต้องเดือดร้อนจากการขาดผู้อุปการะด้วย
สิทธิการรับเงินทดแทนสิ้นสุดเมื่อผู้มีสิทธิตาย สมรสใหม่หรือมีพฤติกรรมอยู่กินฉันสามีภรรยา, บุตรอายุเกิน 18 ปีหรือจบการศึกษา
• นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้มีสิทธิ ซึ่งไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน สามารถอุธรณ์ได้ภายใน 30 วัน
• บทกำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20000 บาท สำหรับนายจ้างหรือผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ปฏิบัติตาม
กฏหมายประกันสังคม
พรบ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ได้เฉลี่ยความเสี่ยงให้เป็นหลักประกันแก่ผู้ประกันตนจากการเจ็บป่วย ตาย ประสบอันตราย ทุพลภาพ อันไม่ใช่เนื่องจากการทำงาน และรวมกรณีคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ว่างงาน
สถานประกอบการที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับของกฏหมายเงินทดแทน
1) ส่วนราชการและลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว
2) ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศ/องค์กรระหว่างประเทศ
3) ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปทำงานประจำในต่างประเทศ
4) ครู/ครูใหญ่โรงเรียนเอกชน
5) นักเรียน นิสิต นักศึกษา แพทย์ฝึกหัด ที่เป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล
6) ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ และสภากาชาด
7) ลูกจ้าง กิจการประมง เพาะปลูก ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้จ้างตลอดปีและไม่มีงานลักษณะอื่นปน ลูกจ้างที่จ้างเป็นครั้งคราว
o ผู้ประกันตน ที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ทดแทน ต้องมีอายุ 15 – 60 ปี ยกเว้นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ(อาจ
o พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างและต้องการประกันตนต่อ หรือมีอาชีพอิสระไม่เป็นลูกจ้าง)
o การขึ้นทะเบียน นับแต่มีลูกจ้างครบ 10 คนขึ้นไปต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายใน 30 วัน แม้ภายหลังจะมีจำนวนลูกจ้างลดลงก็ตาม ถ้านายจ้างไม่จ่ายส่วนของตนและของผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของส่วนที่ยังขาดอยู่ ถ้าส่งเกินสามารถยื่นคำร้องและขอคืนได้ภายใน 1 ปี
o ประโยชน์ทดแทน มี 7 ประเภทคือ 1. กรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย อันมิใช่จากการทำงาน 2.กรณีทุพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน 3.กรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน 4.กรณีคลอดบุตร 5.กรณีสงเคราะห์บุตร 6.กรณีชราภาพ 7.กรณีว่างงาน
o การได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีเจ็บป่วย/ประสบอันตรายอันไม่เนื่องจากการทำงาน สามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลตามที่ระบุในบัตรรับรองสิทธิโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย กรณีเกิดอุบัติเหตุ หากเข้ารักษาในโรงพยาบาลของรัฐสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นใน 72 ชม.แรกได้ทั้งหมด ถ้าเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นใน 72 ชม.แรกได้ตามอัตราที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด และได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างการรักษาตัวอีกร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน กรณีทุพลภาพอันไม่เนื่องจากการทำงาน เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน จะได้ 1.เงินทดแทนการขาดรายได้ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างตลอดชีวิต 2.ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ 2000 บาท 3.ถ้าตาย ทายาทจะได้ค่าทำศพ 30000 บาท และเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างหนึ่งเดือนครึ่ง หากจ่ายเงินครบ 3 ปีและได้ 5 เดือนถ้าจ่ายครบ 10 ปี
o สิทธิประโยชน์ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง และผู้ประกันตนได้ส่งเงินครบตามที่ก่อให้เกิดสิทธิ กฏหมายจะคุ้มครองสิทธิประโยชน์ต่ออีก 6 เดือน ยกเว้นผู้ประกันตนที่ประกอบอาชีพอิสระ












หน่วยที่ 9 กฏหมายโรงงานเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพ
โรงงานในไทยเริ่มในสมัย ร.5 กรุงรัตนโกสินทร์ กฏหมายเพื่อควบคุมโรงงานฉบับแรกมีเมื่อปี พ.ศ.2482 ปัจจุบันใช้ พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมการประกอบกิจการโรงงาน ปรับปรุง ลดขั้นตอนการพิจารณาต่างๆให้มีความรวดเร็วคล่องตัว ชัดเจน มีการออกกฏเพื่อกำหนดขอบเขตการประกอบกิจการเพื่อง่ายต่อการควบคุมและส่งเสริม กำหนดขั้นตอนการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ในการบังคับให้ปฏิบัติ ปรับปรุงเพิ่มโทษนอกเหนือจากเจ้าของโรงงานแล้ว สถาปนิก วิศวกร คนงานต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย
องค์ประกอบ-ลักษณะโรงงานที่อยู่ในข่ายบังคับ
• เป็นอาคารสถานที่(ตึกแถว โรงงาน) หรือ ยานพาหนะ (เรือดูดทราย)
• ใช้เครื่องจักรมีกำลังรวมตั้งแต่ 5 แรงม้าหรือเทียบเท่า หรือใช้แรงงานคน 7 คนขึ้นไปโดยมีเครื่องจักรหรือไม่ก็ได้
• เป็นกิจการมีวัตถุประสงค์เพื่อ ทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง ทดสอบ ปรับปรุง แปรสภาพ ทำลาย
• เป็นกิจการที่กำหนดไว้ในประเภท ชนิดของโรงงานในกฏกระทรวงทั้งหมด 104 ประเภท หรือ แบ่งเป็น 3 จำพวกนี้เพื่อง่ายต่อการควบคุมดูแล ป้องกันอันตรายและผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
1) โรงงานจำพวกที่1 โรงงานขนาดเล็ก ไม่มีปัญหามลพิษ ประกอบกิจการไม่ต้องขออนุญาต ใช้เครื่องจักรไม่เกิน 20 แรงม้า คนงานไม่เกิน 20 คน
2) โรงงานจำพวกที่2 โรงงานขนาดกลางที่ไม่ก่อมลพิษหรือมีเล็กน้อย แต่ก่อนเดินเครื่องจักรต้องแจ้งทางราชการก่อน ใช้เครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้า คนงานไม่เกิน 50 คน
3) โรงงานจำพวกที่3 โรงงานขนาดใหญ่ มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยหรือก่อมลพิษ ต้องขออนุญาตก่อนตั้งโรงงาน/ประกอบกิจการตามแบบ รง.3 ถ้าเป็นโรงงานต่างจังหวัดมีการใช้เครื่องจักรรวมไม่เกิน 200 แรงม้าให้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้ออกใบอนุญาต เพื่อความคล่องตัว และต้องตั้งในทำเลที่เหมาะสมตามขนาด ประเภท โรงงาน โดยไม่ก่ออันตราย ความรำคาญ ความเสียหายแก่บุคคล ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง
พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 เป็นกฏหมายมหาชน มี 68 มาตรา แบ่งเป็น 4 หมวดคือ
o หมวด1 การประกอบกิจการโรงงาน มาตรา 7 – 31
o หมวด2 การกำกับและดูแลโรงงาน มาตรา 32 – 44
o หมวด3 บทกำหนดโทษ มาตรา 45 – 65
o หมวด4 บทเฉพาะกาล มาตรา 66 – 68
• การเปลี่ยนโรงงานจำพวกที่ 3 เป็นจำพวกที่ 1 หรือ 2 ต้องแจ้งยกเลิกประกอบกิจการเดิมก่อนและดำเนินการขออนุญาตใหม่
• การเปลี่ยนโรงงานจำพวกที่ 1 หรือ 2 เป็นจำพวกที่3 ให้ยื่นคำขอใบอนุญาตใหม่(มาตรา 12) ภายใน 30 วันและผู้ออกใบอนุญาตต้องรีบดำเนินการทันที (มาตรา 29)
• การประกอบกิจการโรงงานประเภทที่ 2 และ 3 ในเขตนิคมอุตฯ หรือเขตประกอบการอุตฯ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ แต่ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่กำหนดในกฏกระทรวงและกฏหมายว่าด้วยการนิคมอุตฯ
• ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปีปฏิทิน คือไม่ว่าจะขอเดือนไหนก็ตาม เมื่อถึง 31 ธ.ค.จะนับเป็น 1 ปีจนครบ 5 ปี และใบอนุญาตจะสิ้นสุดเมื่อ 1).มีการย้ายไปที่อื่น(ม.27)ให้ดำเนินการเหมือนตั้งใหม่(ม.14) 2).เลิกกิจการ(ม14)ให้นับตั้งแต่วันที่เลิก 3).ไม่ได้ยื่นขอรับโอนใบอนุญาตภายใน 90 วันนับแต่วันผู้รับใบอนุญาตตาย หากจะประกอบกิจการต่อต้องขอใบอนุญาตใหม่(ม.22)
• การต่อใบอนุญาตต้องยื่นคำขอก่อนหมดอายุภายใน 1 ต.ค. – 30 ธ.ค. ของทุกปี แต่ถ้าต่อหลังหมดอายุแล้วต้องดำเนินการเหมือนขั้นตอนขอตั้งโรงงานใหม่ซึ่งจะเสียสิทธิบางอย่างหรือต้องยื่นขอต่อใบอนุญาตภายใน 60 วันแต่ต้องเสียค่าปรับเพิ่มร้อยละ 20 ของค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาต
• การขยายโรงงาน เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออาคารโรงงาน(ม.18) หมายถึงมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเครื่องจักร ทำให้มีกำลังเพิ่มตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป( ของเดิมกำลังรวมเกิน 100 แรงม้า) หรือ มีกำลังเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากของเดิม ( ของเดิมกำลังรวมไม่เกิน 100 แรงม้า) หรือต่อเติมส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารทำให้ฐานรากรับน้ำหนักเพิ่มตั้งแต่ 500 กก.ขึ้นไป ถือว่าเป็นการขยายโรงงาน ถ้าไม่ถึงขั้นการขยายโรงงานต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 7 วัน(ม.19) รวมถึงการเพิ่มเนื้อที่อาคารโรงงานตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป(พท.อาคารโรงงานไม่เกิน 200 ตร.ม.) , และการพิ่มเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ตร.ม. ขึ้นไป(จาก พท.อาคารโรงงานกิน 200 ตร.ม.)
• หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต ขึ้นกับนโยบายของกระทรวงอุตฯในส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศหรือสาธารณะชน โดย
• กำหนดจำนวน ขนาดของแต่ละโรงงานบางประเภท ชนิด ที่จะให้ตั้งหรือขยายในท้องที่ใด
• กำหนด ชนิด คุณภาพ อัตราส่วนของวัตถุดิบ แหล่งวัตถุดิบ ปัจจัยหรือชนิดพลังงานที่จะนำมาใช้
• กำหนดชนิดหรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในโรงงานที่จะตั้ง/ขยาย
• กำหนดให้นำผลผลิตนั้นนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภท หรือส่งออกบางส่วน
• สามารถห้ามตั้ง/ขยายถ้าผลผลิตล้นตลาด ห้ามตั้งริมแม่น้ำเนื่องจากปัญหาน้ำเสีย กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ห้ามตั้ง
โรงงานผลิตอาวุธในเขตเมือง เป็นต้น
อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่
อำนาจหน้าที่ทั่วไป
• จับกุมผู้กระทำผิด(ม.36)โดยข้าราชการไม่ต่ำกว่า ซี4
• การส่งคำสั่ง ไปยังสถานที่ภูมิลำเนานั้นไปที่ผู้รับโดยตรง ผู้ทำงานในนั้น หรือลงทะเบียนทางไปรษณีย์ตอบรับ จะมีผลหลังครบ 5 วัน
• ปิดประกาศคำสั่ง ในที่เห็นง่ายอย่างน้อย 3 จุด เพื่อห้ามประกอบกิจการทั้งหมด (ม.40)
อำนาจหน้าที่เฉพาะเรื่อง
• การสั่งให้โรงงานแก้ไขปรับปรุง(ม.37)โดยผู้อำนวยการกองขึ้นไป
• สั่งให้หยุดประกอบการ(ม.39) บางส่วนหรือทั้งหมด กรณ์ที่จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันควรหรือก่อเกิดอันตราย เดือดร้อนแก่บุคคล/ทรัพย์สิน
• สั่งปิดโรงงาน กรณียังไม่ทำให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดให้ ถ้าเป็นโรงงานจำพวกที่3 คำสั่งปิดจะมีผลต่อการถอนใบอนุญาตด้วย
• การเข้าไปจัดการแก้ไขให้เป็นไปตามคำสั่ง (ม.42 จุดเด่นของพรบ.พศ.2535) ทางการสามารถให้เจ้าหน้าที่/บุคคลใดเข้าไปแก้ไขปรับปรุงโรงงานเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่ง(ม.37) ค่าใช้จ่ายต่างๆผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 30 ต่อปี “ผู้สร้างปัญหามลพิษ จะต้องเป็นผู้รับภาระในการบำบัดและกำจัดมลพิษนั้น”
บทบัญญัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงงาน(ม.8) การจัดการสิ่งต่างๆนี้เป็นหน้าที่ของผู้ขอใบอนุญาต
หมวด 1 ที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ลักษณะอาคาร ลักษณะภายในอาคาร
o ห้ามตั้งโรงงานจำพวกที่1 2และ3 ในระยะ 50 ม.ในเขตติดต่อกับวัด โรงพยาบาล โบราณสถาน หน่วยงานรัฐ ชุมชน
o อาคารโรงงานต้องแข็งแรงมีคำรับรองของวิศวกรรมควบคุม มีการระบายอากาศ1/10ส่วนของพื้นที่ห้อง
o มีประตูฉุกเฉินอย่างน้อย 2 แห่งที่เปิดง่าย อยู่ห่างกัน กว้าง 110ซม.สูง 200 ซม. และเพิ่มอัตราส่วนความกว้าง 2 ซม.ต่อ 1 คน มีบันไดระหว่างชั้นอย่างน้อย 2 แห่ง ห่างกัน
o บันไดแข็งแรง ขนาด จำนวนเหมาะกับอาคาร ไม่ลื่น มีระยะเท่ากันตลอด บันไดและพื้นสูงเกิน 1.50ม.จากพื้นต้องมีราวกันตก
o ระยะจากพื้นถึงเพดานต้องไม่น้อยกว่า 3 ม. หรือ 2.3ม.แต่ต้องมีการปรับระบายอากาศที่เหมาะสม
o พื้นที่ทำงานไม่น้อยกว่า 3 ตร.ม.ต่อคน รวมโต๊ะ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์
o วัสดุที่ใช้ต้องเหมาะสม ไม่ก่อและลุกลามของอัคคีภัย มีสายล่อฟ้าตามเหมาะสม มีการแยกวัสดุที่อาจก่ออันตรายหรืออัคคีภัย
o ลิฟท์ต้องมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4 ของน้ำหนักที่กำหนดให้ใช้ เป็นแบบเคลื่อนที่ได้เมื่อประตูปิดแล้ว มีป้ายระบุจำนวนคนหรือน้ำหนักบรรทุก
o ห้องส้วม 0.9 ตร.ม.ต่อ 1 ที่นั่ง มีกระดาษชำระหรือน้ำใช้เพียงพอ มีการระบายอากาศ การทำความสะอาดทุกวัน ที่ล้างมือ 40 คนต่อ 2ที่ 80 คนต่อ 3 ที่
หมวด 2 เครื่องจักร อุปกรณ์ สิ่งที่จะนำมาใช้ในโรงงาน (กำหนดลักษณะอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้และวิธีการทดสอบ)
ต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน มีคำรับรองของผู้ประกอบวิชาชึพวิศวกรรมควบคุม มีเครื่องป้องกันส่วนเคลื่อนไหว มีราวกั้นสูงไม่น้อยกว่า 100 ซม.สำหรับบ่อ/ถังเปิด
Boiler compressor piping reactor ต้องออกแบบ สร้างตามมาตรฐานที่ยอมรับ ผ่านการทดสอบความปลอดภัย มีวิศวกรควบคุมรับรอง มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และส่วนควบคุม
ภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย ไวไฟ มีพิษ เคมี ระเบิด ของเหลวอันตรายตั้งแต่ 25000 ลิตรต้องแข็งแรง มีคำรับรองของวิศวกรควบคุม มีเขื่อนคอนกรีตแข็งแรงกั้นโดยรอบพอที่จะกักเก็บปริมาณดังกล่าวได้หมด เว้นแต่มีมากกว่า 1 ถังให้สร้างเขื่อนตามปริมาตรถังเก็บใหญ่ที่สุด มีวัตถุหรือเคมีภัณฑ์ที่เหมาะสมในการระงับ ลดความรุนแรงของการแพร่กระจาย ถ้าอยู่ในที่โล่งต้องมีสายล่อฟ้าและสายดินกันไฟฟ้าสถิตย์
Crain/hoist มีจำนวน-ขนาดเหมาะสม มีป้ายบอกน้ำหนักปลอดภัยสูงสุดมีที่ห้ามล้อที่หยุดน้ำหนักได้หนึ่งเท่าของนน.สูงสุด หรืออุปกรณ์ตัดกระแสไฟฟ้าเมื่อยกถึงจุดสูงสุด
เครื่องลำเลียงที่ผ่านเหนือคนหรือทางเดินต้องมีตะแกรงกันตกด้านข้าง
หมวด 3 คนประจำโรงงาน
กำหนดคุณสมบัตผู้นร้าง/ซ่อมหม้อน้ำ ผู้ควบคุมการใช้สารกัมมันตภาพรังสี ผู้ควบคุมและทำงานประจำระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
หมวด 4 การควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษใดใดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(กำหนดมาตรฐานเสียงดัง ลักษณะอากาศเสียที่ออกจากโรงงาน ระบบบำบัดน้ำเสีย ลักษณะน้ำทิ้ง การกำจัดขยะ สิ่งปฏิกูลลัวัสดุที่ไม่ใช้)
การนำสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกจากโรงงานต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับ ปริมาณ ชนิด ลักษณะ คุณสมบัติ สถานที่เก็บ วิธีเก็บ วิธีทำลายฤทธิ์ กำจัด ฝัง เคลื่อนย้าย การขนส่ง
ห้ามระบายน้ำทิ้งและปล่อยอากาศเสียออกจากโรงงานเว้นแต่มีการทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามที่กฏหมายกำหนด การบำบัดน้ำทิ้งต้องติดมาตรวัดไฟฟ้าและบันทึกปริมาณการใช้ไฟฟ้า สารเคมี ในการบำบัดแต่ละวัน ตลอดจนหลักฐานในการจัดหาสารเคมี
หมวด 5 ความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงาน
ต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
o หม้อไอน้ำ
• (ฉบับที่ 3 พ.ศ.2542) หม้อน้ำขนาดกำลังผลิต 20 ตัน/ชม.ขึ้นไปต้องสร้างและใช้อุปกรณ์ตามมาตรฐานสากล หากต้องการทดสอบ
ความปลอดภัยในการใช้งานในระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี ต่อการทดสอบ 1 ครั้งให้ทำได้โดยได้รับความเห็นชอบจาก
กรมโรงงานฯก่อน ทั้งนี้ต้องมีผลการตรวจสอบการควบคุมระบบน้ำหม้อน้ำตามมาตรฐานสากลจากห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์
และส่งให้กรมโรงงานฯทุก 6 เดือน หลังการซ่อมหรือเคลื่อนย้ายเสร็จต้องมีการทดสอบและส่งเอกสารรับรองความปลอดภัยใน
การใช้งานตามแบบที่กำหนดให้กรมโรงงานฯทราบก่อนมีการใช้งาน
• คุณวุฒิผู้ควบคุมหม้อน้ำ และถ้าหม้อน้ำมีขนาดเกิน 20 ตัน/ชม.ต้องมีวิศวกรที่มีใบ กว.สำหรับการควบคุมและอำนวยการใช้
การสร้างและซ่อมต้องทำโดยวิศวกรที่มีใบ กว. , วิศวกรควบคุม-อำนวยการใช้ ผู้ควบคุมหม้อน้ำ วิศวกรตรวจทดสอบ และ
วิศวกรสร้าง/ซ่อม ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนจากกรมโรงงานฯแล้ว ถ้าลาออกหรือใบอนุญาตหมดอายุหรือถูกเพิก
ถอน ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานต้องแจ้งกรมฯให้ทราบและจัดหาทดแทนภายใน 30 วัน
• ต้องจัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น ถ้าสูงเกิน 3 ม. จากพื้นต้องมีบันไดและทางเดินรอบหม้อน้ำ , ต้องหุ้มฉนวน , ต้องมสัญญาณเตือน low , ใช้อุปกรณ์ต้องเป็นชนิดสำหรับหม้อน้ำที่ความดันนั้น , มี blow down valveที่ด้านล่างสุด , มี 2 เครื่องและใช้ท่อร่วมกันต้องมี check valveหลัง main steam valve , มีเครื่องควบคุมความดันและระดับน้ำอัติโนมัติ , มีเกจวัดความดันขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 100 มม.และสเกลอ่านได้ 1.5 – 2 เท่าของความดันใช้งานสูงสุด , มีcheck valveที่ท่อน้ำเข้าใกล้หม้อน้ำมากที่สุด , มีเครื่องวัดระดับชนิดหลอดแก้วพร้อมวาล์วไว้ตรวจสอบระดับน้ำและมีท่อระบายไปที่ที่เหมาะสม , ปั๊มน้ำต้องอัดได้อย่างน้อย 1.5 เท่าของความดันใช้งานสูงสุดและสูบน้ำได้มากกว่าอัตราการผลิตไอ, มีลิ้นนิรภัยอย่างน้อย 2 ชุด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบ่าลิ้นไม่น้อยกว่า 15 มม. ไม่มีวาล์วปิดเปิดคั่นกลาง มีท่อระบายไอไปที่ที่ปลอดภัย , main steam valve ต้องติดที่ตัวหม้อน้ำ
o สารกัมมันตภาพรังสี
กิจการที่มีการใช้สารกัมมันตภาพรังสีต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับชนิด จำนวน แหล่งที่มา วิธีการใช้ การเก็บรักษา ตามแบบรายงาน รง.
7 ภายใน 180 วันและรายงานต่อไปทุกครั้งภายใน 30 ธ.ค.ของทุกปี
o มาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินการ (ฉบับที่ 3 พ.ศ.2542)
กำหนดให้โรงงานจำพวกที่ 3 ตามประเภทที่กำหนดต้องดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดจากการประกอบกิจการดังนี้
รายละเอียดการประกอบกิจการ ข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุ-บาดเจ็บ-การเจ็บป่วย-รายงานการสอบสวนอุบัติเหตุ-รางานการตรวจประเมินความปลอดภัย
ข้อมูลการชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง ตามวิธีที่เหมาะสมกับประเภท/ชนิด/ความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดของโรงงาน
ข้อมูลรายละเอียดแผนบริหารความเสี่ยงซึ่งต้องพิจารณาทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ สร้าง ประกอบกิจการ การบริหาร โดยประกอบด้วย
1) มาตรการป้องกันและควบคุมสาเหตุของการเกิดอันตราย control measure
2) มาตรการระงับและฟื้นฟูเหตุการณ์ recovery measure
3) แผนงานปรับปรุงแก้ไข Corrective action plan สำหรับโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการโรงงานแล้ว
**** ดูสัญลักษณ์ เครื่องหมาย ห้าม เตือน เครื่องหมายฉุกเฉิน เครื่องหมายที่ต้องพิมพ์ไว้ที่ภาชนะบรรจุ หน้า 410 - 412 ***




หน่วยที่ 10 กฏหมายอื่นๆเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพในประเทศไทย
พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535
วัตถุอันตราย หมายถึง ระเบิดได้ ไวไฟ มีพิษ ทำให้เกิดโรค กัดกร่อน ก่อการระคายเคือง วัตถุกัมมันตภาพรังสี วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์ วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือวัตถุเคมีภัณฑ์ใดใดที่ก่ออันตรายต่อ คน สัตว์ พืช ทรัพย์ สิ่งแวดล้อม
หน่วยงานรับผิดชอบ มี 5 หน่วยงานสังกัด 4 กระทรวงคือ
กรมโรงงาน (มี359 รายการ) กระทรวงอุตสหกรรม (มีจัดตั้งศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตราย)
กรมวิชาการเกษตร (มี538 รายการ) และกรมประมง (มี 12 รายการ) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (มี 180 รายการ) สังกัดกระทรวงสาธารณะสุข
กรมโยธาธิการ (มี 5 รายการ) สังกัดกระทรวงมหาดไทย
ชนิดของวัตถุอันตราย (เพื่อสะดวกในการนำเข้า ผลิต ส่งออกและมีไว้ครอบครอง)
วัตถุอันตรายชนิดที่ 1
• ต้องแจ้งปริมาณการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง
• ต้องกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ และสิ่งเจือปน ภาขนะบรรจุ วิธีตรวจและทดสอบภาชนะ การผลิต การนำเข้า การขาย การขนส่ง การเก็บรักษา การกำจัดทำลาย การปฏิบัติกับภาชนะวัตถุอันตราย การให้ข้อเท็จจริง การส่งตัวอย่าง การควบคุมป้องกัน/บรรเทา/ระงับอันตรายที่จะเกิด
• การกำหนดเกณฑ์ค่าคลาดเคลื่อนของสารในปริมาณที่กำหนด
• การกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบ
วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ต้องแจ้งปริมาณการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง
วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ต้องแจ้งปริมาณการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง ต้องดำเนินการขออนุญาต
วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือวัตถุอันตรายที่ห้ามมีการผลิต นำเข้า ส่งออก มีครอบครอง
สำหรับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 2 และ 3 ที่ไม่มีรายชื่อในประกาศของราชกิจจานุเบกษาต้องนำมาขอขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ก่อน
การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย
• ต้องระบุ เช่น ชื่อทางเคมีและชื่อทางการค้า อัตราส่วนผสม ลักษณะวัตถุอันตราย ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต เอกสารอื่นๆ เช่น วิธีการวิเคราะห์ ข้อมูลความเป็นพิษกับสัตว์ทดลอง กรรมวิธีการผลิต ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาการเกิดพิษ การแก้พิษเบื้องต้น ตัวอย่างภาชนะบรรจุและฉลาก ข้อมูลและคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ จะขึ้นไม่ได้กรณี โอ้อวดเกินจริง เป็นวัตถุปลอมปนหรือถูกเพิกถอนทะเบียน มีผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อม
การขออนุญาต
• การขออนุญาตผลิต ชนิดที่3 ต้องยื่นขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมวัตถุอันตรายนั้นๆ ตามแบบฟอร์ม พร้อมเอกสารประจำตัว เอกสารเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเช่น สำเนาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย MSDS เอกสารแสดงความรู้ความชำนาญของผู้รับผิดชอบในการผลิต แผนที่แสดงสถานที่ผลิต เก็บและบริเวณใกล้เคียง แผนผังอาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เอกสารแสดงกรรมวิธีการผลิต รายละเอียดภาชนะ ลักษณะการห่อหุ้ม-บรรจุ
• การขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออก เอกสารเหมือนข้างบน แต่เพิ่มสำเนาผลการวิเคราะห์
• การขอเพื่อมีไว้ในครอบครอง เอกสารเหมือนกันแต่เพิ่ม หลักฐานการรับครอบครองวัตถุอันตราย เอกสารแสดงวิธีการเก็บรักษาวัตถุอันตราย เอกสารแสดงระบบการป้องกันและอุปกรณ์ในการเบาเทาความรุนแรงของอุบัติภัย
• ใบอนุญาตประเภทที่ 3 นี้ใช้ได้ 3 ปี ถ้าถูกเพิกถอนจะขอใหม่ไม่ได้จนกว่าจะพ้นกำหนด 5 ปี
การดำเนินการเพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับวัตถุอันตราย( ชนิดที่ 1 2 และ 3)
อาคาร สถานที่ผลิต
• ตั้งในที่เหมาะสม ปลอดภัยต่อการขนส่ง ห่าง 500 ม.จากที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า หรือห่าง 100 ม.จากโรงเรียน วัด สถานพยาบาล หน่วยงานรัฐ
• ถ้ามีเครื่องจักร 50 แรงม้าหรือ 50 คน หรือ ใช้วัตถุอันตรายผลิตวันละ 500 กก.ขึ้นไปต้องตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรม และมีพื้นที่รอบๆเหมาะสมกับขนาดและลักษณะกิจการ มีการระบายอากาศดี
• อาคาร 2 ชั้นขึ้นไป มีบันไดหนีไฟถาวรชั้นละ 1 แห่ง มั่นคงแข็งแรง พื้นไม่มีน้ำขัง ลื่นและไม่มีคุณสมบัติในการดูดซับวัตถุอันตราย ถ้าวัตถุอันตรายเป็นของเหลวต้องมีรางระบายและบ่อพักเหมาะสม ใช้วัสดุเหมาะสมไม่ติดไฟ
การเก็บรักษาวัตถุอันตราย
• อยู่ในทำเลปลอดภัยและเป็นสัดส่วน เหมาะกับชนิดและปริมาณของวัตถุที่ขออนุญาต มีบริเวณเพียงพอที่จะขนย้าย
• การเก็บในที่โล่งแจ้ง ต้องมีการป้องกันควบคุมไม่ให้หกรั่วไหลออกภายนอกได้
• วัตถุเก็บของเหลวและก๊าซต้องแข็งแรงตามมาตรฐานที่ยอมรับ มีอุปกรณ์ความปลอดภัย มีคำรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
การดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน
• มีการอบรม มีPPE มีแสงสว่างพอ มีห้องอาบน้ำ มีชุดปฐมพยาบาล มีที่ทานอาหารแยกเป็นสัดส่วน ตรวจสุขภาพปีละครั้ง
การขนส่งวัตถุอันตราย
• มียานยนต์ที่เหมาะสม ปลอดภัย
• ติดสัญลักษณ์สีแดงคุณสมบัติวัตถุอันตรายที่ขนส่ง พร้อมคำว่า วัตถุอันตราย เป็นอักษรสีแดงข้างยานพาหนะทั้ง 2 ข้าง
• มีคำเตือน วิธีป้องกันพิษ วิธีแก้พิษ ประจำยานพาหนะขณะขนส่งวัตถุอันตตายทุกชนิด
• ผู้ขับขี่ขนส่งต้องมีความรู้ ผ่านการอบรมป้องกันและระงับเหตุจากวัตถุอันตราย มีPPEและอุปกรณ์ป้องกันการหกรั่วไหล
การควบคุมอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม(ของมลพิษจากแหล่งผลิตหรือเก็บรักษา)
• มีถังหรือบ่อพักกักน้ำทิ้งเพื่อรอการบำบัด หรือสร้างระบบบำบัดให้มีลักษณะตามที่ประกาศกระทรวงกำหนดเช่นเดียวกับการบำบัดระบบอากาศ แต่ทั้งสองต้องห้ามใช้วิธีเจือจาง
• การทำลายภาชนะบรรจุและเศษเหลือต้องใช้วิธีที่เหมาะสม ห้ามทำลายในบริเวณที่ก่ออันตรายต่อบุคคล
• มีเอกสารแสดงวิธีใช้ การป้องกันแก่ คน พืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม
การคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ซื้อและผู้รับบริการมีสิทธิได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าที่อาจเป็นอันตราย ไม่ได้มาตรฐาน มีสารพิษตกค้าง มีการปลอมแปลงฉลากหรือโฆษณาเกินจริง ตามกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค และ พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535โดยให้
ผู้ผลิตต้องจัดให้มี
o การตรวจอัตราส่วนความเข้มข้นของสารสำคัญให้ถูกต้องก่อนการบรรจุ
o ตรวจสอบภาชนะบรรจุก่อน-หลังบรรจุ
o ตรวจฉลากให้ถูกต้องตามประเภทที่ผลิต
ผู้มีไว้ครอบครองเพื่อใช้รับจ้างหรือให้บริการต้อง
o ผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตรายต้องผ่านการทดสอบความรู้ความชำนาญจากคณะกรรมการอาหารและยา ถ้าเป็น พรบ.วัตถุอันตราย ต้องหลักฐานการเข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตรายและงานที่ทำของผู้ปฏิบัติงาน
o สัญญาการให้บริการลูกค้าต้องเป็นลายลักษณ์อักษร โดยแสดงรายละเอียดวัตถุ อันตรายที่ใช้ อาการเกิดพิษ วิธีแก้ คำเตือน
o จัดทำบันทึกสถานที่ไปให้บริการ
o ใช้วัตถุอันตรายที่ถูกต้องตามกฏหมาย มีฉลากครบถ้วน ใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของวัตถุอันตรายนั้น
กฏหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับการผลิต การขาย การเก็บยา
• ยังใช้ พรบ.ยา พ.ศ.2510 แบ่งเป็น ยาแผนปัจจุบัน 6 ฉบับ ยาแผนโบราณ 4 ฉบับ ยาที่ผลิต นำเข้า ขาย ต้องมีคุณภาพ มาตรฐานดีถูกต้องตามตำรับเภสัช/ทะเบียนยา ใช้ในการรักษามนุษย์หรือสัตว์
• การยื่นขออนุญาตในการผลิตยา ต้องขออนุญาตกรมโรงงานอุตฯและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณะสุข ต้องมีเอกสารคือ แผนผังแสดงสถานที่ผลิต แปลนอาคารโรงงาน รายละเอียดการแบ่งกั้นห้องต่างๆ เช่น ห้องบรรจุ ห้องทดสอบ ห้องเก็บวัตถุดิบ แสดงที่ตั้งเครื่องจักรและขนาด ช่องทางระบายอากาศ อุปกรณ์จำเป็นต่างๆ
• การควบคุมยา แบ่งเป็น 1).การควบคุมก่อนออกสู่ท้องตลาด 2).การควบคุมหลังออกสู่ท้องตลาด
• การเลือกซื้อต้องตรวจสอบ 1).มีใบอนุญาตของผู้ขออนุญาตจำหน่ายและของเภสัชไว้ช้ดเจน 2).มีป้ายแสดงข้อความขายยาตามประเภทที่ได้รับอนุญาตอย่างเปิดเผยขนาดตามกฏหมายกำหนด 3).มีฉลากที่...บห่อและภาชนะชัดเจน
กฏหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับการผลิต การขาย การเก็บเครื่องสำอาง
การขออนุญาตผลิตเครื่องสำอางควบคุมพิเศษมีขั้นตอนและเอกสารเหมือนกับยา และแจ้งวิธีวิเคาะห์หาสารควบคุมพิเศษและสารสำคัญในเครื่องสำอาง บอกสารสำคัญและวัตถุที่เป็นส่วนผสม ปริมาณและหน้าที่ของส่วนผสมแต่ละตัว มีป้ายข้อความถาวร ว่า “สถานที่ผลิตเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ” ติดเห็นชัดเจน ส่วนเครื่องสำอางควบคุมไม่ต้องขอขึ้นทะเบียน ต้องมีการเก็บตัวอย่างเครื่องสำอางที่ผลิตแล้วทุกครั้งในปริมาณพอที่จะใช้วิเคราะห์คุณภาพและมาตรฐานได้ 2 ครั้งเป็นเวลานานอย่างน้อย 2 ปี
การควบคุมเครื่องสำอางตาม พรบ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 กำหนดประเภท ลักษณะดังนี้
• เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ อาจมีอันตรายต่อผู้ใช้ หรือมีส่วนประกอบของวัตถุมีพิษ การผลิต/นำเข้าเพื่อขายต้องขึ้นทะเบียนก่อน เช่น น้ำยาบ้วนปาก สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ให้มีสารเซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์ ไม่เกิน 0.06% w/w
• เครื่องสำอางควบคุม การผลิต นำเข้าเพื่อขายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด เช่น ผ้าอนามัย แป้งโรยตัว เครื่องสำอางที่มีสารป้องกันแดด เครื่องสำอางที่มีสารกำจัดรังแค จะต้องมีฉลากที่มีการระบุข้อความที่จำเป็นเป็นภาษาไทย มีชื่อเครื่องสำอาง ประเภท ข้อความว่าเครื่องสำอางควบคุม ชื่อและปริมาณส่วนประกอบที่สำคัญ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต /นำเข้า วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ คำเตือน
• มีการกำหนดเครื่องสำอางที่ต้องควบคุมฉลาก ที่ห้ามผลิต/นำเข้า/ขาย และกำหนดชื่อวัตถุที่ห้ามใช้ เช่น เบนซีน สารปฏิชีวนะantibiotics
กฏหมายเกี่ยวกับโครงการที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
มีประโยชน์คือ
o ใช้ข้อมูลที่สำคัญไปกำหนดนโยบายและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นศูนย์บริการข้อมูล
o ลดข้อขัดแย้งสำหรับบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากโครงการ
o แก้ไขสภาพที่ผิดปกติได้ทันเหตุการณ์ จากการเข้าไปดูแลตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่/ผู้เชี่ยวชาญเช่น ให้มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำทิ้ง
o กฏหมายนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานเช่น กฏหมายการใช้น้ำบาดาล กฏหมายการสร้างผังเมือง กฏหมายเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ กฏหมายการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่า กฏหมายการเวนคืน กฏหมายการควบคุมอาคาร กฏหมายความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน
Impact Environmental Assessment : EIA การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงวิทย์ฯ
o เป็นการคาดการณ์ผลกระทบทางบวกและลบของโครงการทุกๆด้านทั้งทางทรัพยากรธรรมชาติและทางเศรษฐกิจสังคม ให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด ผลการศึกษาจะช่วยตัดสินว่าควรดำเนินโครงการต่อหรือไม่ และใช้เพื่อวางแผนป้องกันปัญหา การเลือกมาตรการป้องกัน-แก้ไขที่มีค่าใช้จ่ายน้อยและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
o ประเภทและขนาดของโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์เช่น
o เขื่อนเก็บน้ำขนาด 100 ล้าน ลบม. , การถมที่ในทะเล ,ท่าเรือพานิชย์ ,สนามบิน ,โรงไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์ ,นิคมอุตฯ ,โรงงานปรับสภาพของเสีย ,อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงกลั่น ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ เหล็ก เยื่อกระดาษ
กฏหมายความปลอดภัยในกิจการบันเทิง มี 3 กิจการคือ
การบันเทิงเกี่ยวกับการเล่นสเกต โดยมีแสงหรือเสียงประกอบ
• พท.อาคารไม่น้อยกว่า 500 ตรม. และระบายอากาศไม่น้อยกว่า 20% ของพท.รวม โดยมีระบบระบายอากาศถ่ายเทตามกำหนด
• มีระบบแสงสว่างตามกำหนดแตกต่างกันตามจุด เช่น ในลานสเกต ,ที่นั่งพักผ่อน ,ห้องน้ำ ,ห้ามใช้แสงเลเซอร์ , มีประตูเข้าออกอย่างน้อย 2 ประตู ขนาด 1.5 * 2 ม. ชนิดบานประตูเปิดออก ,ทางออกฉุกเฉินมีป้ายชัดเจน ขนาด 2 * 3 ม., มีเครื่องป้องกันให้ผู้เล่น ,ระดับเสียงไม่เกิน 90 เดซิเบลเอ/ขนาดประตู/ทางฉุกเฉินมีขนาดตามกำหนด
การบันเทิงเกี่ยวกับการเต้นรำ/รำวง
• มีพท.ระบายอากาศไม่น้อยกว่า 30% ของพท.รวม , มีระบบระบายอากาศหมุนเวียนทั้งภายนอก-ภายใน, มีประตูฉุกเฉิน ,มีแสงสว่างตามจุดต่างๆตามที่กำหนด
การบันเทิงเกี่ยวกับโรงมโรสพ และโรงภาพยนต์
• มีทางเข้าออกฉุกเฉินเขียนข้อความสีแดงว่า ทางออก , มีระบบระบายอากาศ การกำจัดขยะ , จัดให้มีห้องน้ำห้องส้วม ,ห้ามสูบบุหรี่หรือกระทำการใดให้เกิดเสียงรำคาญ ,ห้ามทำอนาจาร
กฏหมายความปลอดภัยในอาชีพบริการ
พรบ.การป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539
กำหนดการลดโทษผู้ค้าและให้มีการอบรมอาชีพ บำบัดรักษาโรค ให้การช่วยเหลือ , และลงโทษผู้กระทำชำเราโสเภณีเด็ก บุคคลผู้หารายได้จากการค้า , กำหนดโทษการโฆษณาชักชวนในลักษณะให้มีการค้าประเวณี , จัดตั้งสำนักงานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ
พรบ.โรงแรม พ.ศ.2503
เกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร, มาตรฐานเกี่ยวกับอนามัย ห่างจากวัด, สถานที่ราชการ, โรงเรียน 100 ม.ส่วนใหญ่กำหนดไว้กว้างๆ
พรบ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528
จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย ห้ามผู้ใดจัดตั้งฯเว้นแต่ได้รับอนุญาต , ห้ามเก็บ ฝัง เผาศพในที่อื่นนอกจากสถานที่กำหนดไว้
กฏหมายการควบคุมการแต่งผม
กฏหมายอื่นๆของกระทรวงสาธารณะสุขที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้ประกอบอาชีพ มี 7 เรื่องดังนี้
1).พรบ.สาธารณะสุข พ.ศ.2535 2).พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523 3).พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 4).พรบ.อาหาร พ.ศ.2522 5).พรบ.ยา พ.ศ.2510 6).พรบ.เครื่องสำอาง 7).พรบ.สถานพยาบาล
พรบ.สาธารณะสุข พ.ศ.2535 ควบคุม
1). การกำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย , 2). สุขลักษณะอาคารที่เหมาะกับการอยู่อาศัย คือ กำหนดพื้นที่คนอยู่อาศัยต้องเกิน 9 ลบ.ม. ต่อ 1 คน , 3). เหตุรำคาญจากมลพิษของอากาศ น้ำ สิ่งปฏิกูล กลิ่น แสง , 4). การกำหนดเขตการควบคุมสัตว์เลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ เพื่อป้องกันอันตราย เชื้อโรค โรคติดต่อ , 5). กิจการต่างๆที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การผลิตอาหารผลิตยา เวชภัณฑ์ การบริการ สิ่งทอ ปิโตรเลียมถ่านหิน เคมี , 6).ตลาดและสถานที่จำหน่ายอาหารจะควบคุมความสะอาดและสุขลักษณะ เช่น มีที่รวบรวมขยะมูลฝอย , การระบายน้ำทิ้ง
พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523
คนหรือสัตว์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีโรคติดต่อจะต้องถูกทำการกัก แยก เพื่อตรวจรักษาจนกว่าจะหาย ผู้ป่วยเป็นโรคติดต่ออันตรายถ้าจะประกอบอาชีพใดใดต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขก่อน
พรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.2540
สถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยค้างคืน และ สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยค้างคืน การออกใบอนุญาตต้อง
1).มีแผนงานจัดตั้งสถานพยาบาลตามลักษณะที่กำหนดและได้รับการอนุมัติแล้ว 2).มีเวชภัณฑ์ เครื่องมือ รถ ที่จำเป็นประจำสถานพยาบาล ตามชนิดและจำนวนที่กำหนด 3).ผู้ประกอบวิชาชีพตามวิชาชีพและตามจำนวนที่กำหนด และกำหนดให้ 1).ห้ามประกอบวิชาชีพผิดจากสาขาที่แจ้ง 2).ห้ามรับผู้ป่วยค้างคืนเกินจำนวนเตียงที่กำหนด 3).ดูแลความสะอาดเรียบร้อย
พรบ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 กำหนดให้ดูแลสุขภาพผู้ต้องขังดังนี้
ต้องให้แพทย์ตรวจสุขภาพในวันที่มีผู้ต้องขังใหม่เข้ามา , ในเรือนจำทุกแห่งต้องมีสถานพยาบาล , ให้แพทย์เข้าตรวจเรือนจำทุก 3 วัน , ผู้ต้องขังต้องทำตามระเบียบเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เช่น ตัดผมสั้น อาบน้ำ โกนหนวด , อาหารที่ให้ต้องสะอาดไม่เป็นอันตรายและต้องได้รับวันละไม่ต่ำกว่า 2 มื้อ




















หน่วยที่ 11 เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและสุขภาพ
มีการประกาศบังคับให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไปต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยอย่างน้อยแห่งละ 1 คนเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ.2528 ต่อมามิ.ย.พ.ศ.2538 มีการบังคับใช้กฏหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับโรงงานที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ถ้ามีน้อยกว่า 50 คนต้องมีตัวแทนลูกจ้างอย่างน้อย 1 คนทำงานร่วมกับนายจ้างในการดูแลความปลอดภัย มีผลบังคับใช้ทุกกิจการ ยกเว้นไม่ใช้บังคับ ส่วนราชการต่างๆ
สาระสำคัญของกฏหมาย
o เมื่อมีลูกจ้างเพิ่มครบ 50 คน ต้องจัดให้มีคณะกรรมการฯภายใน 30 วัน หรือมีตัวแทนลูกจ้างอย่างน้อย 1 คนทำงานร่วมกับนายจ้างในการดูแลความปลอดภัยในกรณีมีน้อยกว่า 50 คน และต้องปิดรายชื่อและหน้าที่รับผิดชอบของคณะกรรมการฯในที่เปิดเผยในสถานประกอบการอย่างน้อย 15 วันพร้อมส่งรายชื่อต่ออธิบดีที่ได้รับมอบหมายภายใน 15 วันนับแต่วันที่แต่งตั้ง
o ต้องเก็บเอกสารการทำงาน การประชุมไว้ 2 ปีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจ มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละครั้ง
o ต้องจัดให้มีคู่มือเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยให้ลูกจ้าง ห้ามนายจ้างขัดขวางการทำงานของคณะกรรมการ
o กรรมการผู้แทนระดับบังคับบัญชาให้นายจ้างเลือก กรรมการผู้แทนระดับปฏิบัติการให้ลูกจ้างเลือกกันเอง ส่วนเลขาฯให้จป.เป็นโดยตำแหน่ง ตำแหน่งกรรมการทำหน้าที่ไม่เกิน 2 ปี
o สัดส่วน 50-99 คน บังคับบัญชา 2 ปฏิบัติการ 2 สัดส่วน 100-499 คน บังคับบัญชา 2 ปฏิบัติการ 3 สัดส่วน 500คนขึ้นไป บังคับบัญชา 4 ปฏิบัติการ 5 ถ้าต้องการมีมากกว่านี้ให้เพิ่มตามอัตราส่วน 1 ต่อ 1
กฏหมายเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (ตามประกาศกระทรวงฯ เมื่อ มี.ค.2540 เรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง)
ขอบเขตใช้บังคับทุกกิจการ ยกเว้น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล สถาบันการเงิน ส่วนราชการทั้งหมด
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน แบ่งเป็นระดับพื้นฐาน( คนงานน้อยกว่า 50 คน) ,ระดับหัวหน้างาน( คนงานน้อยกว่าหรือมากกว่า 50 คน) ,ระดับบริหาร( คนงานน้อยกว่าหรือมากกว่า 50 คน) ,ระดับวิชาชีพ( คนงาน 50 คนขึ้นไป) ทุกระดับยกเว้นระดับวิชาชีพต้องจัดให้มีการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหลังได้รับการแต่งตั้งภายใน 180 วัน
ระดับวิชาชีพต้อง
o จบปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยหรือเทียบเท่าหรือสาขาอื่นที่มีหลักสูตรเกี่ยวกับ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
o จบไม่ต่ำกว่า ปวส.และผ่านการฝึกอบรมและทดสอบตามหลักสูตรที่กำหนดจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองฯรับรอง
o ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับพื้นฐานอย่างน้อย 5 ปี และมีผลงานลดอัตราการประสบอันตรายใน 2 ปีที่ผ่านมาไท่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และผ่านการฝึกอบรม ทดสอบตามหลักสูตรที่กำหนดจากหน่วยงานที่กรมฯรับรอง
o เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานซึ่งผ่านการศึกษาอบรมและทดสอบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานตามประกาศกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2538 และเข้ารับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบอีกครั้งตามเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด
หน้าที่ของ จป.วิชาชีพ
• จัดทำแผนงาน โครงการ มาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงานเสนอนายจ้าง ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างทำตามกฏหมายความปลอดภัย
• กำกับดูแลให้ลูกจ้างทำตามกฏระเบียบความปลอดภัย แนะนำ ฝึกสอน อบรม ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย ความเดือดร้อนรำคาญจากการทำงานและรายงานผลข้อเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อหาทางป้องกัน
• ตรวจสอบการปฏิบัติงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแผนงานหรือมาตรการความปลอดภัย
• รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล สถิติ การเจ็บป่วย จัดทำรายงาน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย เจ็บป่วยความเดือดร้อนอันมาจากการทำงานของลูกจ้าง
• นายจ้างต้องส่งรายงานการดำเนินงานเกี่ยวกับความปลอดภัย การปฏิบัติหน้าที่ของ จป.ระดับวิชาชีพ ต่ออธิบดีตามแบบ จป.3เป็นประจำทุก 3 เดือนตามปีปฏิทิน(มค-มีค., เมย.-มิย., กค.-กย., ตค.-ธค.)หรือหลังครบกำหนดไม่เกิน 30 วัน และ จป.4 แบบรายงานการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยเกี่ยวกับการทำงาน (รายงานเมื่อมีการบาดเจ็บ) โดยสำเนาส่งแรงงานจังหวัด 2 ชุดและเก็บที่สถานประกอบการ 1 ชุด
• ถ้ามี จป.ทำงานหลายคน ทุกคนต้องทำรายงานแบบ จป.3และ4 เว้นแต่จะมีเอกสารจากสถานประกอบการแสดงว่า จป.ทำงานร่วมกันเป็นลักษณะคณะกรรมการความปลอดภัยและต้องยื่นแสดงโครงสร้างการปฏิบัติงานด้วย
แบบ จป.3
• การตรวจสอบ เสนอแนะให้นายจ้างทำตามกฏหมายความปลอดภัยในการทำงาน เช่น จัดทำครอบสายพานจำนวน 10 เครื่อง และกำลังจัดทำอีก 5 เครื่องซึ่งจะเสร็จภายในวันที่ 5 ธค2547
• การจัดทำแผนงาน โครงการ มาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงานเสนอต่อนายจ้าง
• การตรวจสอบการทำงานของสถานประกอบการให้เป็นไปตามแผน โครงการ มาตราการที่เกี่ยวข้อง
• การกำกับดูแลให้ลูกจ้างทำตามกฏระเบียบ มาตรการความปลอดภัยในการทำงาน
• การแนะนำ ฝึกอบรม ลูกจ้างทำงานอย่างปลอดภัย
• การตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย การเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากากรทำงาน ให้รายงานผลรวมและข้อเสนอแนะเพื่อการป้องกัน
• การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล สถิติและจัดทำรายงาน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วยหรือการเกิดอุบัติเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องมาจากการทำงาน
• สรุปสถิติการประสบอันตรายของลูกจ้าง ระหว่างเดือน..ถึงเดือน..(แต่ละข้อ เช่น หยุดงาน..วัน ทุพลภาพ ตาย) และสิ่งที่ทำให้ประสบอันตรายและความร้ายแรง(เช่น ตกจากที่สูง ไฟฟ้าช็อต) และระบุจำแนกตามส่วนของร่างกายที่ประสบอันตราย (เช่น ตา นิ้วมือ)
ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของ จป.
• ปัญหาด้านนโยบายและความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานประกอบการ เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
• ปัญหาด้านการให้การสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บริหารสถานประกอบการ ทั้งด้าน งบประมาณ กำลังคน เครื่องมือที่จำเป็น
• ปัญหาด้านการมอบหมายอำนาจหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ ขาดความเป็นเอกเทศ ให้ผู้ทำงานประจำด้านอื่นมาทำงานนี้คู่ควบกันไป
• ปัญหาด้านความร่วมมือจากลูกจ้างต่อ จป.ในการทำงาน อาจเข้ามาทำงานทีหลัง การสอดส่องดูแลจึงเหมือนกับการจับผิดการทำงาน โดยฉพาะการขาดความร่วมมือจากลูกจ้างชั่วคราวเมื่อหมดสัญญาก็ออกจากงานจึงไม่ใส่ใจในการให้ความร่วมมือ
การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของ จป.
• การดำเนินการด้านนโยบายและความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานประกอบการ โดยมีนโยบายด้านความปลอดภัยเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกระดับ
• การให้การสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บริหารสถานประกอบการ มีนโยบายและกฏระเบียบความปลอดภัยที่ชัดเจน ผู้บริหารต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่าง การให้ข้อคิดเห็นจากฝ่ายบริหาร ให้งบประมาณ กำลังคน เครื่องมือเพียงพอ
• การมอบหมายอำนาจหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน กำหนดตำแหน่งให้เป็นสายงานประจำ สามารถเข้าจัดการทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย
• การพัฒนารูปแบบ จป.ในการทำงาน อาจมี จป. 2-3 คนเพื่อช่วยกันคิดกันทำ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยมาจากแผนกต่างๆ เพื่อช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และมีส่วนร่วมในการดูแล/กระจายอย่างทั่วถึง และควรมีฝ่ายบริหารระดับสูงเข้ามาเป็นประธานหรือกรรมการเพื่อมีส่วนในความรับผิดชอบด้วย
• การดำเนินการเพื่อให้ลูกจ้างร่วมมือกับ จป.ในการทำงาน ให้ฝ่ายบริหารและ จป.มีการชี้แจงให้เข้าใจ มีการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ไม่ควรมีการคาดโทษเอาผิด สำหรับลูกจ้างชั่วคราวควรชี้แจงและมีมาตรการใช้ควบคู่เช่น มีการลงโทษโดยไม่ต่อสัญญาจ้าง





























หน่วยที่ 12 การตรวจตราและบังคับใช้เกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายแรงงาน พ.ศ.2541
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงแรงงาน
o รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานฯเป็นผู้รักษาการ มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานตรวจแรงงาน และออกกฏกระทรวงและประกาศ เพื่อให้นายจ้างดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และสามารถแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีเพื่อฟ้องร้องคดีหรือแก้ต่างคดีแรงงานให้กับลูกจ้างหรือทายาทของลูกจ้างกรณีลูกจ้างตาย
2) อำนาจหน้าที่คณะกรรมการค่าจ้าง
o ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานฯ เป็นประธาน ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล 4 คน ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ และแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงแรงงานฯเป็นเลขาฯ
o เพื่อ กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายค่าจ้างหรือการพัฒนาระบบการจ้าง และรายงานเสนอรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเกี่ยวกับภาวะค่าจ้างและแนวโน้ม ตลอดจนมาตรการที่ควรดำเนินการ
3) อำนาจหน้าที่คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน
o คณะกรรมการเหมือนข้อ 2
o เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย , แนวทาง , มาตรการด้านสวัสดิการแรงงาน , การออกกฏกระทรวง ประกาศหรือ ระเบียบการจัดสวัสดิการในสถานประกอบการ , ให้คำแนะนำ-ส่งเสริม สวัสดิการในสถานประกอบการแต่ละประเภท, ติดตามประเมินผล และรายงานผลดำเนินการต่อรัฐมนตรี
4) อำนาจหน้าที่คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
o ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานฯ เป็นประธาน อธิบดีกรมสวัสดิการฯ ผู้แทนกรมโรงงาน ผู้แทนกรมโยธาฯ ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ เป็นกรรมการ ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 7 คน แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงแรงงานฯเป็นเลขาฯ
o เหมือนข้อ 3 แต่เป็นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
5) อำนาจหน้าที่ของพนักงานตรวจแรงงาน(มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติตาม พรบ.นี้)
o คือผู้ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ
o มีหน้าที่ตรวจสภาพการทำงานของลูกจ้างและสภาพการจ้าง เช่น การจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา การเก็บตัวอย่างเพื่อใช้วิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ในการปฏิบัตหน้าที่ของพนักงานตรวจนั้นต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อนายจ้างหรือผู้เกี่ยวข้องด้วย อธิบดีอาจมอบหมายการตรวจให้ทำร่วมกับ แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ นายจ้างและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องอำนวยความสะดวกห้ามขัดขวางการทำงาน
o พนักงานตรวจแรงงานสามารถออกหนังสือให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนกฏกระทรวงที่กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยให้ปรับปรุงแก้ไข สภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมในระยะเวลาที่กำหนดได้ หรืออาจสั่งหยุดอุปกรณ์เครื่องจักรที่มีปัญหาเป็นการชั่วคราว
2). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายโรงงานพ.ศ.2535
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงอุตฯ
o เป็นผู้รักษาการและออกกฏกระทรวงและมีอำนาจด้าน
o ด้านการประกอบกิจการโรงงาน กำหนดโรงงานตามประเภท/ขนาดให้เป็นโรงงานจำพวกที่1 2 หรือ 3 โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการควบคุมดูแล การป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคาญ ป้องกันความเสียหาย/อันตรายตามระดับความรุนแรงของผลกระทบที่อาจมีต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ลักษณะโรงงาน เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ กำหนดมาตรการป้องกันอันตรายภายในและต่อภายนอกโรงงาน กำหนดมาตรฐานและวิธีควบคุมมลพิษ ของเสีย
o ด้านการกำกับดูแลโรงงาน เพื่อประโยชน์ทางเศรษกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศ /สาธารณชน โดยกำหนด จำนวนและขนาดโรงงาน/ชนิดที่จะให้ตั้ง/ขยายในท้องที่ใด กำหนดชนิด คุณภาพ อัตราส่วนวัตถุดิบ แหล่งกำเนิดวัตถุดิบ ปัจจัย/ชนิดพลังงานที่จะใช้/ผลิตในโรงงาน กำหนดชนิด/คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่จะให้ตั้งหรือขยาย กำหนดให้ผลผลิตของโรงงานที่จะตั้งนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทหรือส่งออกทั้งหมด/บางส่วน
o การแต่งตั้งคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี ในกทม.และต่างจังหวัด โดยแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฏหมาย 3 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ผู้ต้องหาต้องเสียค่าปรับเทียบภายใน 30 วัน
2) อำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวง/บุคคลที่ได้รับมอบหมาย
o ปลัดกระทรวงเป็นผู้รับมอบหมาย มีหน้าที่เป็นผู้อนุญาตออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่3 โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ถ้าไม่มีในหลักเกณฑ์ให้พิจารณาโดยคำนึงความปลอดภัยของบุคคล/ทรัพย์สินที่อยู่ในและนอกโรงงาน อาจกำหนดเงื่อนไขเป็นพิเศษไว้ในใบอนุญาตก็ได้ ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปีถึงสิ้นปีตามปฏิทินอาจออกให้มีอายุสั้นกว่า 5 ปีก็ได้
3) อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตฯ
o ด้านการประกอบกิจการโรงงาน มีหน่าที่ตรวจสอบโรงงานทั้ง 3 จำพวก การจะเริ่มประกอบกิจการประเภทที่ 2 ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานก่อนเพื่อออกใบรับแจ้งและเริ่มดำเนินกิจการได้นับแต่วันที่ได้รับใบรับแจ้ง , การเลิก โอน เช่าซื้อโรงงานจำพวกที่ 2 ต้องแจ้งเป็นหนังสือภายใน 30 วัน , โรงงานจำพวกที่ 3 ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนตั้งโรงงานและถ้าจะเริ่มประกอบกิจการต้องแจ้งให้ทราบไม่น้อยกว่า 15 วัน
o ด้านการกำกับดูแลโรงงาน มีหน้าที่เข้าตรวจโรงงาน อาคารสถานที่ที่สงสัยในเวลาทำงานของโรงงานหรือช่วงระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก , นำตัวอย่างที่สงสัยในคุณภาพในปริมาณที่พอไปตรวจพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง , ตรวจค้น กัก ยึด ผลิตภัณฑ์ ภาชนะ เอกสาร อี่นที่สงสัยว่าการประกอบกิจการอาจส่งผลอันตรายหรือมีความผิดตาม พรบ. , ถ้ามีอุบัติเหตุจากโรงงานจำพวกใดก็ตามเป็นเหตุให้ผู้อื่นเจ็บป่วย ตาย หรือไม่สามารถทำงานภายหลัง 72 ชม.ได้ผู้ประกอบการต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ทราบภายใน 10 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ , หรือเป็นเหตุให้โรงงานหยุดเกิน 7 วันต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ทราบภายใน 10 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ
3). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายสาธารณะสุข
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงสาธารณะสุข
2) อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสาธารณะสุข
3) อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานสาธารณะสุข
4) อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น
4). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายสิ่งแวดล้อม
1) อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่รักษาการตามกฏหมาย
2) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงวิทย์ฯ มีหน้าที่รักษาการตามกฏหมาย ออกกฏกระทรวง แต่งตั้งเจ้าพนักงาน กำหนดค่าธรรมเนียม กำหนดหลักเกณฑ์/ขนาด/ประเภทของโครงการทั้งภาคราชการ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
3) อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
o นายกฯเป็นประธาน กรรมการเป็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 8 คนโดยมาจากเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง มีปลัดกระทรวงวิทย์ฯเป็นกรรมการและเลขาฯ
o เสนอนโยบายและแผนส่งเสริม รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
o กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐานในแม่น้ำลำคลอง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ น้ำทะเลชายฝั่ง น้ำบาดาล มาตรฐานคุณภาพอากาศ เสียง ความสั่นสะเทือน และอื่นๆ กหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด แผนปฏิบัติเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม แก้ไขปรับปรุงกฏหมาย กำกับจัดการบริหารเงินกองทุน รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อคณะรัฐมนตรีอน่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
4) อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ
o ปลัดกระทรวงเป็นประธาน อธิบดีกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 5 คน อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นกรรมการและเลขาฯ
o ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีในการกำหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษ ประสานหน่วยงานต่างๆเพื่อควบคุมป้องกัน/กำจัดมลพิษ จัดทำรายงานสถานการณ์มลพิษเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปีละ 1 ครั้ง
o เสนอแผนปฏิบัติเพื่อป้องกัน/แก้ไขอันตรายที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ แก้ไขปรับปรุงกฏหมาย
5) อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ
o เข้าตรวจสอบ สั่งปรับ หรือสั่งหยุด/ปิดกรณีเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตบำบัด/กำจัดของเสียหรือเพิกถอนการเป็นผู้ควบคุมเนื่องจากไม่ทำตามพรบ . มีอำนาจสั่งปรับปรุงแก้ไขซ่อมระบบ/เครื่องมือ
6) สิทธิ หน้าที่ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
o การได้รับข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ การได้รับชดเชยค่าเสียหาย/ทดแทนจากรัฐกรณีได้รับความเสียหายอันเกิดจากกิจการของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ , ร้องเรียนผู้กระทำผิดต่อเจ้าพนักงานกรณีพบการทำผิดกฏหมายการควบคุมมลพิษและทรัพยากรธรรรมชาติ , เอกชนที่มิแสวงหากำไรสามารถจดทะเบียนองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับกระทรวงฯได้
5). อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายแร่
1) อำนาจหน้าที่ของ รมต.ว่าการกระทรวงอุตฯ
2) อำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
3) อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบคณะกรรมการเขตควบคุมแร่ประจำเขต มีหน้าที่กำหนดสถานที่ตั้งของอาคารสถานที่ที่ใช้ในการเก็บแร่ พักแร่ หรือมีไว้ในครอบครองในลักษณะที่ไม่ก่ออันตรายกับบุคคลภายนอก
4) อำนาจหน้าที่ของทรัพยากรธรณีประจำท้องที่
o มีอำนาจในการห้ามปิดกั้น ทำลายหรือทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะ
o มีอำนาจสั่งให้หยุดทำการเหมืองแร่ กรณีที่เป็นอันตรายแก่คน สัตว์ พืช หลุมปล่องที่เกิดจากการขุดต้องถมเป็นตามเดิมไม่ว่าใบอนุญาตสัมปทานจะหมดอายุหรือไม่ก็ตาม สั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีประกอบโลหะกรรมเพื่อป้องกันอันตรายห้ามทำเหมืองใกล้ทางหลวง/ทางน้ำสาธารณะในระยะ 50 ม.
5) อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี
o มีอำนาจสั่งให้ทำตามกฏหมาย และเจ้าพนักงานมีอำนาจตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาคือเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจในการเข้าตรวจการทำเหมือง การแต่งแร่ และการประกอบโลหะกรรมได้ทุกเวลา
การตรวจความปลอดภัยในการทำงานตามปกติแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.รตรวจครั้งแรก 2. การตรวจเตือน 3.การตรวจดำเนินคดี






หน่วยที่ 13 ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1.ปัญหาและอุปสรรคด้านนโยบายความปลอดภัยและสุขภาพ
• สถานประกอบการไม่ได้กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยไว้ โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีอัตราส่วนการเกิดอุบัติเหตุสูง
• การขาดการประสานทางด้านนโยบายของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากแต่ละกระทรวงมีอิสระในการกำหนดนโยบายภายใต้ความรับผิดชอบของตนตามที่กฏหมายกำหนด
• การนำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่บรรลุผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากขาดบุคคลากรที่มีความรู้ เจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ ขาดแคลนงบประมาณ อุตสาหกรรมเติบโตเร็ว
2.ปัญหาและอุปสรรคของหน่วยงานที่ควบคุมทางด้านความปลอดภัยและสุขภาพ
• ปัญหาการประสานงานของหน่วยงานภาครัฐยังไม่สอดคล้องกัน เช่น การขอตั้งโรงงานต้องขออนุญาตกรมโรงงาน แต่ถ้าตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรมกลับไม่ต้องขออนุญาตจัดตั้งจากกรมโรงงานทำให้การตรวจสอบให้ได้ระบบที่มาตรฐานอาจไม่สมบูรณ์
• ปัญหาอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ กับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ไม่สามารถตรวจได้อย่างละเอียดทั่วถึงทุกโรงงาน อาจเป็นเพียงการสุ่มตรวจ
3.ปัญหาและอุปสรรคด้านระบบสารสนเทศความปลอดภัยและสุขภาพ
• สารสนเทศที่มีอยู่ มีจำนวนน้อย เนื่องจากจะเก็บมาเพื่อรายงานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน ข้อมูลหลายๆตัวในหลายหน่วยงานเป็นข้อมูลดิบไม่ได้ประมวลผลอย่างเป็นระบบ ทำให้เนื้อหาขาดความสมบูรณ์ไม่ครอบคลุมทั้งระบบที่เกี่ยวข้อง
• สารสนเทศที่มีอยู่ กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง กรม กอง การประสานงานเพื่อรวบรวมข้อมูลไม่สามารถทำได้เท่าที่ควรเนื่องจากขาดหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับบัญชาเด็ดขาด
• สารสนเทศขาดข้อมูลในรายละเอียดบางด้าน เช่น การสืบสวนหาสาเหตุในส่วนลึกต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและความร่วมมือของส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
• ขาดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เนื่องจากไม่ได้จบด้านอาชีวอนามัยโดยตรง ผ่านการอบรมเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หรือมีงานอื่นที่ต้องทำเป็นประจำ
• ปัญหาอื่นๆเช่น ขาดความร่วมมือจากนายจ้างในการแจ้ง ให้ข้อมูล
กฏหมายที่จะสามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพควรมี 2 ลักษณะ คือ
o กฏหมายนั้นต้องสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคม ในเรื่อง ลักษณะความผิด บทกำหนดโทษ ค่าปรับที่ต้องสมกับสภาพและความสูญเสียในราคาปัจจุบัน
o กฏหมายนั้นต้องสมเหตุสมผล ในลักษณะของความผิด ความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ความผิดในลักษณะเดียวกันควรจะลงโทษใกล้เคียงกัน จึงจำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูล สถิติ วิเคราะห์ วิจัย จากข้อมูลสารสนเทศต่างๆ
4.ปัญหาและอุปสรรคด้านการปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
• หลายหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติงานไม่สอดคล้องกัน
• การปฏิบัติงานล่าช้า ยุ่งยาก ไม่ทันกับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น โรงงานสารเคมีเกิดสารอันตรายต่อคนงานและสิ่งแวดล้อมมาก ไม่สามารถสั่งปิดได้ทันที ต้องทำตามขั้นตอนคือ ตักเตือนให้ปรับปรุง สั่งปิดชั่วคราว จึงจะสามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้
• การตรวจความปลอดภัย เพื่อให้มีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏหมายยังทำได้ไม่ทั่วถึง เนื่องจากมีกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจน้อย จึงต้องจัดให้โรงงานมี จป.คอยช่วยในการตรวจตราความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
• กฏหมายฯเข้าใจยาก จึงปฏิบัติไม่ถูก ต่างฝ่ายต่างพยายามตีความให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
• กฏหมายฯ ขาดการควบคุมลูกจ้าง ให้ร่วมมือในการป้องกันการประสบอันตราย ส่วนใหญ่ผลักภาระไปควบคุมที่นายจ้างฝ่ายเดียว
• ผู้ทำงานส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเรื่องกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ จึงรู้สึกเพิ่มภาระและไม่สะดวกในการปฏิบัติ
• การจ้างงานบางอย่างไม่ปลอดภัย เช่นจ้างเหมางาน การทำงานเป็นกะทำให้ร่างกายขาดความพร้อม
• นายจ้างหลบเลี่ยงกฏหมาย ไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดกลาง- เล็ก
• ปัญหาอื่นๆ เช่น ขาดนโยบายด้านความปลอดภัยและสุขภาพ แผนงานไม่ชัดเจน สถานประกอบการขนาดเล็กไม่ให้ความสนใจ
5.ปัญหาและอุปสรรคด้านนายจ้างที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
• นายจ้างของสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ขาดความรู้เกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
• นายจ้างส่วนใหญ่คิดว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากตัวลูกจ้างเอง แนวคิดที่จะแก้ไขที่สาเหตุอื่นจึงมีน้อย ซึ่งโดยทั่วไปการเกิดอุบัติเหตุจะมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ 1.เครื่องมือ/อุปกรณ์ขาดมาตรฐาน/ชำรุด 2.สภาพแวดในที่ทำงานไม่ดีพอเช่น แสงสว่างไม่พอ 3.ความบกพร่องของตัวลูกจ้าง เช่น พักผ่อนน้อย เมา ขาดความรู้ ไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน ไม่ทำตามข้อบังคับ
• นายจ้างไม่ต้องการจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
6.ปัญหาและอุปสรรคด้านลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ มี 3 ข้อ คือ
• ความรู้เกี่ยวกับกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้างอยู่ในระดับต่ำ
• ความคิดเห็นของลูกจ้างต่อการเกิดอุบัติเหตุมีดังนี้
1) อุบัติเหตุเกิดจากเคราะห์กรรมหรือดวง มักมีสาเหตุจากการขาดสมาธิ- ความสนใจในการทำงาน
2) อุบัติเหตุจากการทำงานเป็นเรื่องป้องกันไม่ได้ (ถึงร้อยละ 99 อีกร้อยละ 1 ป้องกันยาก มักเป็นเรื่องที่เกิดเองตามธรรมชาติเช่น ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว)
3) การเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยเป็นเรื่องไม่สำคัญ กลายเป็นเรื่องปกติทำให้ขาดความระมัดระวัง (เกิดเล็กน้อย 300 ครั้งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ 1 ครั้ง)
4) ทำงานมาตั้งนานไม่เห็นเป็นอะไร มีความคิดว่าทำงานกับสิ่งนั้นมานาน มีความคุ้นเคยดีจึงเกิดความประมาท
5) การป้องกันอุบัติเหตุไม่ใช่หน้าที่ของตน
6) ความปลอดภัยเป็นเรื่องของคนขี้ขลาด
7) กฏระเบียบความปลอดภัยเป็นเรื่องการจับผิดกัน
• อุปสรรคในการปฏิบัติตามกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้าง
1) ลูกจ้างขาดความรู้ความเข้าใจในกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ เนื่องจากเป็นกฏหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องทางเทคนิคด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
2) นายจ้างให้ความสำคัญทางด้านความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด มีการจัดอุปกรณ์ป้องกันให้ลูกจ้างตามกฏหมายหรือไม่ มีปริมาณเพียงพอหรือไม่
3) ขนาดและลักษณะของอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลไม่เหมาะสมกับลูกจ้าง ทำให้ไม่อยากใส่เนื่องจากทำงานไม่ถนัด
4) ความจำเป็นทางด้านค่าครองชีพ เช่นใส่ถุงมือทำงานทำให้ทำงานไม่ถนัดโดยเฉพาะงานที่ต้องทำและได้ค่าจ้างตามปริมาณงาน



หน่วยที่ 14 แนวทางในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
การพัฒนาอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 4 ระยะคือ
ช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 – 2503 รัฐบาลเป็นแกนนำในการจัดตั้งสถานประกอบการผลิตต่างๆ เนื่องจากเกิดการขาดแคลนสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ จึงต้องพึ่งพาตนเอง และเริ่มใช้ พรบ.ส่งเสริมการลงทุน
ช่วง พ.ศ.2504 – 2415 เน้นส่งเสริมการลงทุนการผลิตทดแทนการนำเข้า มีการคุ้มครองและส่งเสริมอุตสาหกรรม เน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศและมีการใช้แรงงานมาก มีอัตราการขยายตัวทางภาคอุตสาหกรรมมาก
ช่วง พ.ศ.2516 – 2528 ส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออก พวก อาหาร สิ่งทอ หนัง ยาง เซรามิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ และมีแนวโน้มพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และเทคโนโลยีอิเลคทรอนิคส์
ช่วง พ.ศ.2529 – ปัจจุบัน มีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมสูงมากๆ มีการลงทุนสูง ขณะเดียวกันก็เกิดการประสบอันตรายจากการทำงานสูงขึ้นซึ่งมีผลต่อความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้าง
อุบัติเหตุจากการทำงาน มีหลายประเภทที่เกิดจากการทำงาน มาจากแหล่งหรือสิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่างกัน จึงต้องมีเครื่องชี้วัดและกำหนดประเภทของสิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายเหล่านี้
อัตราการประสบอันตรายเป็นเครื่องชี้วัดความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุ หาจาก
อัตราการประสบอันตราย = จำนวนการประสบอันตรายในข่ายคุ้มครองกองทุน x 100
จำนวนลูกจ้างในข่ายคุ้มครองของกองทุนฯ
การจำแนกตามสิ่งที่ประสบอันตราย เช่น ยานพาหนะ เครื่องจักร ลื่นล้ม ตกจากที่สูง ไฟฟ้า ระเบิด เศษวัสดุ ยกของหนัก สิ่งมีพิษสารเคมี วัตถุสิ่งของกระแทก โรคเนื่องจากการทำงาน สัมผัสของร้อน เป็นต้น (ดูรายละเอียดตาม จป.3แบบใหม่)
อุบัติการณ์ของโรคเนื่องจากการทำงาน ทำให้ต้องออกกฏหมายควบคุมเช่น พรบ.วัตถุมีพิษ ประกาศกระทรวง เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมี และประกาศเรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม เป็นต้น
ขั้นตอนการกำหนดและปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1) ศึกษาปัญหาทางด้านความปลอดภัยและสุขภาพ จากหนังสือ ตำราวิชาการ หรือสถิติและงานวิจัยด้านอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน เพื่อหาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิด พร้อมศึกษาหาวิธีควบคุมป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
2) ศึกษาเปรียบเทียบมาตรฐาน กฏหมาย และข้อเสนอแนะต่างๆด้านความปลอดภัยและสุขภาพของต่างประเทศ ควรศึกษาที่มา มาตรฐานกฏหมาย และข้อแนะต่างๆจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสม
3) ปรับปรุงและยกร่างมาตรฐานและกฏหมายด้านความปลอดภัยและสุขภาพ โดยมีโครงสร้างต่างๆของกฏหมาย เช่น
o พื้นฐานทั่วไป เช่น วัตถุประสงค์ของการออกกฏหมาย คำนิยาม ขอบเขต หลักการใช้ ใช้กับใคร มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร การตั้งค่ามาตรฐานต่างๆ
o วิธีการบริหารกฏหมาย เช่น ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบ ผู้ต้องปฏิบัติตามกฏหมายระดับต่างๆ กำหนดวันบังคับใช้ บทลงโทษ
o ข้อกำหนดเกี่ยวกับสวัสดิการ เช่น การจัดน้ำดื่ม ที่ล้างหน้า วันหยุด วันลา
o ข้อกำหนดอื่นๆเช่น เกี่ยวกับการใช้ลิฟท์ , การควบคุมสิ่งแวดล้อม เช่นการสุขาภิบาล การกำจัดมลภาวะ , การจ้างแรงงานหญิงและเด็ก , ทางออกและประตูหนีไฟ , การป้องกันอัคคีภัย , การใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เครื่องมือกล
4) ประชุมคณะอนุกรรมการและพิจารณา โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความชำนาญและประสบการณ์ เพื่อให้ได้ข้อแนะนำที่มีประโยชน์ สามารถนำมากำหนดเป็นกฏหมายใช้บังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม
5) จัดทำคู่มือ เผยแพร่ เกี่ยวกับกฏหมาย
นโยบายด้านความปลอดภัย แบ่งเป็น 3 ระดับกว้างๆ คือ
1) นโยบายหลัก จะกำหนดขอบเขตกว้างๆของงานความปลอดภัย ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้กำหนด หรือหน่วยงานที่กำหนดนโยบายเฉพาะเช่น นโยบายของชาติในงานด้านความปลอดภัย
2) นโยบายทั่วไป จะกำหนดขอบเขตแนวทางการดำเนินงานจากนโยบายหลักให้มีความชัดเจนขึ้นและสอดคล้องกับนโยบายหลักโดยหน่วยงานบริหารระดับกลาง เช่น นโยบายของกรมต่างๆ ในงานความปลอดภัยในการทำงาน
3) นโยบายเฉพาะ จะกำหนดแนวทาง วิธีการดำเนินงานที่ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น โดยถือเอานโยบายทั่วไปและนโยบายหลักเป็นแม่บท โดยหน่วยงานระดับจังหวัดหรือกอง เช่น นโยบายจังหวัด นโยบายกอง
อนุสัญญาที่ 155 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เรื่อง ความปลอดภัย อนามัย และภาวะแวดล้อมในการทำงานมีนโยบายดังนี้
o ให้ประเทศสมาชิกร่วมกับองค์การนายจ้างและลูกจ้างกำหนดนโยบายความปลอดภัย อนามัย และภาวะแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศขึ้น และทบทวนปรับปรุงให้เหมาะสมเสมอ
o วัตถุประสงค์ของนโยบายนี้เพื่อป้องกัน/ลดการเกิดอุบัติเหตุ หรืออื่นๆใดที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย
o ในนโยบายนี้ให้กำหนดถึงการปฏิบัติ ต่างๆที่สำคัญที่อาจมีผลต่อความปลอดภัย อนามัยและภาวะการทำงาน เช่น การจัดให้มีการฝึกอบรม , ปรับปรุงเครื่องจักร อุปกรณ์ เวลาในการทำงานให้เหมาะสมสัมพันธ์กับร่างกาย จิตใจของคนงาน , การคุ้มครองลูกจ้าง และผู้แทนที่ทำตามนโยบาย , การสื่อสาร ร่วมมือของคนทำงานในกลุ่มเดียวกันทุกระดับจนถึงระดับประเทศ , การออกแบบการคัดเลือก ทดสอบ การบำรุงรักษา สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ ตลอดกระบวนการทำงานให้เหมาะสม
o ในนโยบายให้ระบุหน้าที่ ความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่ราชการ นายจ้าง ลูกจ้าง บุคคลอื่น โดยมีการส่งเสริม สนับสนุนหน้าที่ดังกล่าว
o มีการทบทวนสภาพของปัญหา และหาทางแก้ไข และผลที่ได้รับ
o ให้ประเทศสมาชิกดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ ให้สอดคล้องกับระเบียบและแนวทางปฏิบัติของแต่ละประเทศ
o การบังคับให้ทำตามกฏหมายต้องจัดให้มีการตรวจแรงงานเพียงพอ เหมาะสม และมีมาตรการ บทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
o มีมาตรการแนะนำนายจ้าง ลูกจ้าง เพื่อให้ทำตามกฏหมาย
o ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ดังนี้ เช่น จัดให้มีการรายงานอุบัติเหตุและโรคจาการทำงาน , กำหนดกระบวนการทำงานเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของสารเคมีอันตราย , มีการกำหนดการออกแบบ การก่อสร้าง วางผัง อุปกรณ์ที่ใช้ การปฏิบัติ , มีการตรวจวัดวิเคราะห์ตัวเหตุทางกายภาพ เคมี และชีวภาพที่มีอันตรายต่อสุขภาพ
o กำหนดมาตรการการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฏหมายสำหรับ ผู้ผลิต ผู้ออกแบบ ผู้นำเข้า การโยกย้าย เครื่องจักร อุปกรณ์ มีการรับรองถูกต้อง
o มีการคุ้มครองลูกจ้าง มีการส่งเสริมอบรม บรรจุวิชาเข้าในหลักสูตรการเรียน เทคนิควิชาชีพ และการแพทย์ชั้นสูง
แนวทางการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพเกี่ยวกับมาตรฐาน
ความร้อน(หมวด1) ใช้หน่วย Wet Bulb Globe Temperature , WBGT จะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่ออุณหภูมิของอากาศ เช่น ความชื้น ความเร็วลม การแผ่รังสีความร้อน ต้องใช้เครื่องมือในการตรวจวัด ในไทยมีประกาศกระทรวงอุตฯเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงานเมื่อ พ.ศ.2546ระดับความร้อนในสถานประกอบการแบ่งตามระดับความหนักเบาของงาน ดังนี้ ( เบา ปานกลาง หนัก มาตรฐานระดับความร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยของ WBGT คือ 34 , 32 ,30 ซ0 ตามลำดับ)
ระดับความร้อนในสถานประกอบการและอุณหภูมิของร่างกายของลูกจ้างที่ทำงานควรอยู่ในมาตรฐานที่กำหนดสำหรับแต่ละประเทศที่อยู่ในเขตร้อน – เขตหนาว(อเมริกากำหนด 38 ซ0 ประเทศไทยควรอยู่ที่ 37ซ0)
เสียง(หมวด 3) มีการปรับปรุงใหม่ ห้ามทำงานในที่มีเสียงดังเกิน 140 เดซิเบลเอ และกำหนดมาตรฐานใหม่ดังนี้
เวลาทำงานที่ได้รับเสียงใน 1 วัน (ชม.) ,T ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลสทำงานไม่เกิน(เดซิเบลเอ), L
12 87
8 90
6 92
4 95
3 97
2 100
1 ½ 102

1 105
½ 110
¼ หรือน้อยกว่า 115
แสง(หมวด2) ดูบทที่ 6 มีการกำหนดเหมือนกับของอเมริกา คือตามชนิดของงาน 1.ไม่ต้องการความละเอียดมาก 2.ต้องการความละเอียดปานกลาง 3.ต้องการความละเอียดมากเป็นพิเศษ
สารเคมี ในไทยจะเลือกกำหนดชนิดและปริมาณสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในประเทศโดยตัวเลขมาตรฐาน เช่น ปริมาณความเข้มข้นในบรรยากาศจะใช้ตามอเมริกาทั้งหมด เนื่องจากเรายังขาดเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ที่สมบูรณ์
อุปกรณ์ PPE
บทบาทของหน่วยงานรัฐในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัย
กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงแรงงานและพัฒนาสังคม
กระทรวงอุตสาหกรรม กรมที่รับผิดชอบ คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหน่วยงานระดับกองรับผิดชอบโดยตรงในส่วนกลางคือ กองตรวจโรงงาน ในภูมิภาคเช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด กรมทรัพยากรธรณี พิจารณาอาคาร สถานที่ เครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ การขออนุญาตตั้งโรงงานจึงต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมโรงงานก่อนว่ามีความเหมาะสม ปลอดภัยและไม่กระทบกระเทือนต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ กรมทรัพยากรธรณีมีบทบาทเหมือนกรมโรงงานแต่จะดูแลด้านการทำเหมืองแร่เท่านั้น
กระทรวงสาธารณะสุข หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ กรมอนามัยและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยกรมอนามัยจะมีกองอนามัยรับผิดชอบโรคที่เกิดกับลูกจ้างอันเนื่องมาจากการทำงาน เปนแหล่งสนับสนุนระบบสารสนเทศ การเจ็บป่วยสืบสวน ป้องกันและรักษา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ในการควบคุมการใช้วัตถุมีพิษในการเกษตร กำหนดการขนส่ง การเก็บรักษา ป้ายบอกชนิด การทำลาย การกำหนด การรักษาเมื่อถูกพิษ การขอใบอนุญาตนำเข้า นำผ่าน ผลิต และควบคุมการใช้
กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ สำนักงานคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจะตั้งโรงงานนั้นๆ และแสดงความเห็นชอบนี้ไปยังกระทรวงอุตสหกรรมในการพิจารณาอนุมัติตั้งโรงงาน
บทบาทของภาคเอกชนในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
นายจ้าง สมาคมนายจ้าง สหพันธ์นายจ้าง สภาองค์การนายจ้าง มีความสำคัญต่อการส่งเสริมความปลอดภัยและสุขภาพของลูกจ้างเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีอำนาจในการจัดการต่างๆเกี่ยวกับลูกจ้างโดยตรง จึงควรให้ความร่วมมือในการพัฒนาความปลอดภัยกับรัฐตามกฏหมายที่กำหนดโดยจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม ให้ข้อมูลในการสืบสวนสาเหตุ-แก้ไข สนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณ ส่งเสริมเผยแพร่ข่าวสาร ให้ความสำคัญต่อจป.ในการทำหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมาย เป็นต้น
ลูกจ้าง ประกอบด้วย คณะกรรมการลูกจ้าง สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สภาองค์การลูกจ้าง เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงกับกฏหมายความปลอดภัย แต่มีลูกจ้างอีกมากที่ไม่รู้สิทธิที่ตนควรได้ตามกฏหมาย จึงเป็นหน้าที่ขององค์ลูกจ้างที่จะให้ความรู้แก่สมาชิกในการใช้สิทธิและรักษาผลประโยชน์ต่างๆนี้ และมีหน้าที่ให้ความร่วมมือกับรัฐ นายจ้างในการเผยแพร่ข้อมูลความปลอดภัย ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ รักษาสิทธิและปรับปรุงสภาพการทำงานและความปลอดภัยของลูกจ้างให้ดีขึ้นภานให้ขอบเขตของกฏหมาย
กลุ่มวิชาชีพอื่นๆ สมาคมวิชาชีพ มูลนิธิ ชมรมต่างๆ เช่น มูลนิธิพระปกเกล้า สมาคมนักอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งประเทศไทย สามารถให้การสนับสนุนการกำหนดและปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพได้ดีเนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่จะมีความรู้ความชำนาญ ประสบการณ์ และเป็นกลุ่มองค์กรเอกชนที่ทำงานเพื่อสังคม มีหน้าที่ เช่น ฝึกอบรม ชี้แนะในการปรับปรุงด้านกฏหมายความปลอดภัยให้กับภาครัฐ ให้ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการ จัดศูนย์สารสนเทศด้านความปลอดภัยและสุขภาพ รวบรวมกฏหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
บทบาทขององค์กรไตรภาคีในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
1) สภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ****
• พิจารณาข้อเสนอของหน่วยงานต่างๆเกี่ยวกับนโยบาย กฏหมาย มาตรการด้านแรงงานของประเทศ เพื่อให้มีการใช้แรงงานอย่างเต็มที่ ให้ความคุ้มครองและสวัสดิการแก่ผู้ใช้แรงงานที่เหมาะสม ขจัดความเหลื่อมล้ำในการใช้แรงงาน นำเสนอต่อรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาแรงงานและมาตรการแก้ไข ปรับปรุงหลักสูตรแรงงาน ให้การช่วยเหลืออบรมทางด้านวิชาการต่อหน่วยงานต่างๆ
• ปลัดกระทรวงฯจะเสนอผู้แทนจากรัฐ 10 คนแก่รัฐมนตรีว่าการฯให้แต่งตั้ง และจากฝ่ายนายจ้าง 5 คนโดยเลือกจากสหภาพแรงงานทั่วประเทศ รวมแล้วไม่เกิน 20 คน
• ***มีบทบาทโดยตรงต่อการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกำหนดนโยบาย กฏหมายและมาตรการด้านแรงงานของประเทศ ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานนี้ก่อน***
2) คณะกรรมการค่าจ้าง
3) คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
• อธิบดีกรมแรงงานเป็นประธาน และรัฐมนตรีกระทรวงฯแต่งตั้งจากผู้แทนฝ่ายรัฐ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้างไม่น้อยกว่า 4 แต่ไม่เกิน 8 คน อยู่ในตำแหน่ง 3 ปี
• ให้คำปรึกษากับกระทรวงถึงประเภทกิจการ ขนาด ท้องที่ที่ควรให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนและอัตราที่ต้องจ่าย เสนอแนะนโยบายการดำเนินงานของกองทุน ให้คำปรึกษาในการออกประกาศกระทรวงฯ พิจารณาคำอุธรณ์ของนายจ้างและลูกจ้าง
• **มีบทบาทโดยตรงต่อการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ เพื่อให้ครอบคลุมสถานประกอบการเล็กๆหรือครอบคลุมชนิดของสถานประกอบการให้เหมาะสม****
4) คณะกรมการแรงงานสัมพันธ์
5) คณะกรรมการส่งเสริมการแรงงานสัมพันธ์
6) คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน
• อธิบดีกรมแรงงานฯเป็นประธาน และมาจากตัวแทนรัฐ ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง
• พิจารณาข้อกำหนดมาตรฐานต่างๆ ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีการกระทรวงเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน
• ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ของกรมแรงงานในการร่างกฏหมายเกี่ยวกับโทษและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
• ปรับปรุงกฏหมายให้รัดกุม กฏเกณฑ์ในการทำงาน เครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ในการทำงานให้มีมาตรฐานและความปลอดภัย
• **มีบทบาทโดยตรงต่อการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพมากที่สุด***
7) คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน
8) คณะกรรมการอำนวยการแข่งขันฝีมือแห่งชาติ
9) คณะกรรมการพัฒนาสภาพและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
• ปลัดกระทรวงเป็นประธาน ตัวแทนนายจ้าง ลูกจ้าง อธิบดีกรมแรงงาน เจ้าหน้าที่กรมแรงงานที่เกี่นวข้อง ผู้อำนวยสถาบันความปลอดภัยเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขาฯ ผู้อำนวยการคุ้มครองแรงงานเป็นกรรมการและเลขานุการ
• ให้คำปรึกษา แนะนำ ส่งเสริมปรับปรุงสิ่งแวดล้อมและสภาพในการทำงาน
• ***หน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ปรับปรุงกฏหมายด้านรายละเอียด อันจะส่งผลให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น***
10) คณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน
บทบาทหน่วยงานระหว่างประเทศในการปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัย
1) องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ วางมาตรฐานปรับปรุงกฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ ทุนการศึกษา ทุนช่วยเหลือในการบริหารด้านความปลอดภัยและสุขภาพ
2) องค์การอนามัยโลก ดูแลด้านสุขภาพอนามัยประชากรโลก ส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัยระหว่างประเทศ ส่งเสริมด้านสภาพการทำงานและสุขวิทยาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ปรับปรุงเทคนิคการตรวจการเสื่อมของสุขภาพ ส่งเสริมการใช้วิทยาการระบาด พัฒนาขีดจำกัดของการสัมผัสที่มีผลต่อสุขภาพจากการประกอบอาชีพ พัฒนาระบบสารสนเทศ
3) สหพันธ์แรงงานสหรัฐและสภาองค์การอุตสาหกรรม AFI&CIO เช่น การเรียกร้องการยกเลิก สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของไทย G.S.P. Generalize system of Preferences เนื่องจากการใช้แรงงานเด็ก



















หน่วยที่ 15 กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการใช้กฏหมายความปลอดภัยและสุขภาพ
กฏหมายความปลอดภัย แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ
กฏหมายแรงงาน เน้นเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน แรงงานหญิง แรงงานเด็ก สวัสดิการ และสภาพการทำงานที่ปลอดภัยของลูกจ้าง
กฏหมายโรงงาน เน้นเรื่อง การขออนุญาต การควบคุมเครื่องมือ เครื่องจักร ตลอดจนสภาพของโรงงานให้ปลอดภัย
กฏหมายสาธารณะสุข เน้นเรื่อง การควบคุมการติดต่อของโรค การดูแลสุขภาพทั่วไปของประชาชนให้ปลอดภัย
กฏหมายอื่นๆ เช่น กฏหมายสิ่งแวดล้อม กกหมายแร่ กฏหมายวัตถุมีพิษ จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพเฉพาะเรื่อง
o กฏหมายแรงงาน เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน จะเกี่ยวข้องกับการประสบอันตรายของลูกจ้างและมีการฟ้องร้องมากที่สุด
o กรณีการฟ้องร้องทางกฏหมายในชั้นศาลที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับกฏหมายแรงงาน
o ต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคมีต้นเหตุมาจากการประกอบอาชีพ เรียกว่า โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ occupational diseases และต้นเหตุที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมอันป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ เรียกว่า อันตรายจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ Environmental Health Hazards
o โรคซิลิโคซิส เกิดจากปอดได้รับการสะสมของหินฝุ่นซิลิกาเข้าไปมาก เป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่ป้องกันได้ เช่น ใช้ขยวนการแบบปิด มีการตรวจสุขภาพประจำปีโดยเฉพาะปอด
o สารหนูทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง สารปรอททำให้เกิดโรคมินามาตะ โดยจะทำลายประสาททำให้เกิดการชักกระตุก สั่นรุนแรง ทรงตัวไม่ได้ สมองพิการ แขนขาลีบ หน้าตาบิดเบี้ยว ตาค้าง พูดไม่ได้ ไม่มีความรู้สึก โรคอิไตอิไต เกิดจากโลหะหนักพวก ตะกั่ว แคดเมียม สังกะสี ทองแดง ทำให้ปวดในกระดูก



อ่านทั้งหมด: 48348, ความเห็นทั้งหมด: 8
 เนื้อหาดีมากๆค่ะละเอียดดี เอาไปทำรายงานส่งอาจารย์นะคะ
โดย - nan - วันที่ 13 มิถุนายน 2551 เวลา 10:15

ชอบมากเลยขอบใจผู้สร้างไว้ขอให้ได้อานิสงส์มากๆๆๆๆๆ
โดย - นกพิราบ - วันที่ 23 มิถุนายน 2551 เวลา 19:23

เนื้อหาละเอียดมากเลยขอบคุณมากๆครับ
ขอให้มีความสุขความเจร็ญ....สาธุ
โดย - pak - วันที่ 3 กันยายน 2551 เวลา 12:14

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาที่สร้าง
จจาก    ปีก้า
โดย - ปีก้า - วันที่ 24 ตุลาคม 2551 เวลา 20:01

 หากทุกคนช่วยกันจดจำข้อสอบมาคนละข้อ แล้วมาประติดประต่อกันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นอย่างมาก..สอบมาแล้วแค่ ผ่าน
โดย - TuuT - วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 13:29

 ขอบคุณผู้จัดทำเป็นอย่างยิ่ง ครับ  มีประโยชน์ในการสอบเป็นอย่างมาก
โดย - mixlove - วันที่ 10 เมษายน 2552 เวลา 15:31

ขอบคูณขอบคุณนะครับ เยีอมจิงๆ
โดย - เต่าเข้าเมือง - วันที่ 5 สิงหาคม 2553 เวลา 1:40

ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ในที่ทำงาน อาคารสำนักงาน โรงงาน โรงภาพยนต์ ห้าวสรรพสินค้า
มีมลภาวะทางอากาศที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลัก เนื่องจากขณะที่เราเข้าไปสถานที่นั้น เราต้องสูดเอาอากาศเข้าไปในปอด  โดยไม่ทราบว่าสถานที่นั้น มีฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคเกินมาตราฐานหรืไม่                                สิ่งที่ผู้ดูแลอาคารควรทำคือ การล้างทำความสะอาด ท่อแอร์ ท่อลม ระบบปรับอากาศ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของฝุ่นละอองและเชื้อโรค
www.aqthailand.com                                 
โดย - kim - วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:48

แสดงความเห็น
ข้อความ
   
  
 
 
   
แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
จาก  
พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 22 04 57(ดีโพลมา1984)
ขั้นตอนการสั่งฃื้อครับ 10 แถม 1 แผ่น
ร้อยข่าวบลูสกาย 22 04 57 เบรค1(ดีโพลมา1983)
ร้อยข่าวบลูสกาย 22 04 57 เบรค2(ดีโพลมา1982)
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๓๕(ดีโพลมา1981)
Tasek Lama Recreational Park
คำสั่ง find linux command
สำหรับผู้ใช้เน็ตทุกวัน มาทำงานคีย์ข้อมูลผ่านเน็ต สร้างรายได้จากที่บ้าน
Bangkok Meeting Hotel, Bangkok Convention Hotel, Bangkok Hotel Rooms – The Twin Towers H
งานออนไลน์ ใช้เน็ตพื้นฐานทำงาน วันละ 2-3 ชั่วโมง
ร้อยข่าวบลูสกาย 21 04 57 (ดีโพลมา1980)
สุเทพ" นำรณรงค์(ดีโพลมา1978)
ชิดลมนิวส์ยังฮา(ดีโพลมา1977)
เวทีสวนลุมพินี 20 04 57(ดีโพลมา1976)
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๓๔(ดีโพลมา1975)
มาดูกันสิว่าถ่าน Alkaline ยี่ห้อไหนจะเจ๋งกว่ากัน
เวทีสวนลุมพินี 19 04 57 (ดีโพลมา1974)
สมชาย' ชี้ 'ยิ่งลักษณ์' ถ่วงเปิดประชุมวุฒิ (ดีโพลมา1973)
ดูหนัง ไซอิ๋ว2013 HD(ดีโพลมา1972)
พิมพ์งานออนไลน์ ใช้เน็ตพื้นฐานทำงาน วันละ 2-3 ชั่วโมง
งานพาร์ทไทม์ รับงานกลับมาทำที่บ้าน ใช้ word ทำงาน ที่นี่เลย
5 อันดับเครื่องมือตัดต่อวิดีโอ
สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 18 04 57(ดีโพลมา1971)
สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 18 04 57
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๓๓(ดีโพลมา1970)
ปชป.เตรียมทีมกฏหมายฟ้อง ศอ.รส.(ดีโพลมา1969)
ศาล รธน.พิจารณาคำขอนายกฯ(ดีโพลมา1968)
งานนอกเวลา ทำหลังเลิกงาน จ่ายรายวัน สนใจงานคลิกที่นี่ด่วน
สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 17 04 57(ดีโพลมา1967)
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๓๒(ดีโพลมา1966)
เวทีสวนลุมพินี 16 04 57(ดีโพลมา1965)
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๓๐(ดีโพลมา1964)
เปิ้ล ไอริณ" ไม่ยอม "แมน-ใบเตย"(ดีโพลมา1963)
งานรายได้เสริม ทำเป็นงานอดิเรก ยามว่าง สนใจคลิก
รีวิวพิเศษ ทงคัตสึ ไมเซน Tonkatsu MAiSEN พาไป Root Trip ถึงไมเซน ประเทศญี่ปุ่น
ดีโพลมา1960)ไปเที่ยวpattaya dolphin worldและซีมูนรีสอร์ท
สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 15 04 57(ดีโพลมา1962)
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๙ (ดีโพลมา1961)
https://www.youtube.com/watch?v=oifxuZZ9F7A
รับนักเรียนนักศึกษาหางานพิเศษช่วงปิดเทอม รับจำนวนมาก คลิกเลยที่นี่ค่ะ
ร้อยข่าวสุดสัปดาห์ 13 04 57(ดีโพลมา1959)
รับคนคีย์ข้อมูลผ่านเน็ต จำนวนมาก สามารถทำที่บ้านได้
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๘(ดีโพลมา1958)
เวทีสวนลุมพินี 12 04 57(ดีโพลมา1957)
พระมหาสมปอง บรรยายธรรม(ดีโพลมา1956)
งานพิเศษหลังเลิกเรียน-เลิกงาน ทำช่วงเย็น สนใจคลิกเลย
สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 12 04 57(ดีโพลมา1955)
Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๗(ดีโพลมา1954)
ประยุทธ์" ยันไม่ปล่อยให้เกิดความรุนแรง (ดีโพลมา1953)
งาน part time งานยอดนิยมของวัยรุ่น

เลือกดูบลอก Search:
ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 31.2ms