เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 6919 คน
juniorflowline
juniorflowline
 
ปฎิทิน
 
 

<กุมภาพันธ์ 2555>
 
6303112345
76789101112
813141516171819
920212223242526
102728291234
11567891011
 
     
 
สถิติบลอกนี้
 
 
  • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 337
  • เฉพาะวันนี้ 1
  • ความคิดเห็น 0
  • จำนวนเรื่อง 2
ให้คะแนนบลอกนี้
แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
 
     
Last edit on 10/9/2553 14:30:00

แด่ ขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาล 


            ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้กับข้าพเจ้าด้วยดีเสมอมา และขอบคุณสมาชิกจูเนียร์โฟล์วไลน์ทุกท่านที่อนุญาตให้นำชื่อตัวสมาชิกมาอยู่ในเรื่องของข้าพเจ้า
                                                                                        
                                                                                                                                            ต่อ บ้านเด็ก 


การกลับมาครั้งใหม่ของขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาล
ภาคต่อจาก ภารกิจสุดป่วนของยายแก้มบุ๋ม (ตอนตามหาตุ๊กตาหมีแพนด้าในบ้านร้างที่เชียงใหม่)


“ บ้านร้างนั่นน่ะ กลางวันมันดูวังเวงอย่างไรบอกไม่ถูก แต่พอตอนกลางคืนมันยิ่งดูน่ากลัวมากๆเลยแหละ นี่ถ้าพี่ไปคนเดียวคงได้วิ่งหนีออกมาก่อนทั้งๆที่ยังไม่ทันหาตุ๊กตาหมีแพนด้าเลยด้วยซ้ำ แต่นี่ดีนะที่มียายข้าวขวัญนั่นไปด้วยน่ะ แต่ยายนี่ออกอาการกลัวสุดขีดเลยล่ะ ยังไม่ทันก้าวเท้าเดินเข้าบ้านร้างน่ะ ฉี่พาลจะไหลออกมาจนได้ล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ ”

ผมยืนเล่าเรื่องตอนที่ไปหาตุ๊กตาหมีแพนด้าที่บ้านร้างในเชียงใหม่กับยายแก้มบุ๋มเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาให้น้องๆในทีมงานของจูเนียรเร็คคอร์ดที่ชั้นสี่ในอาคารจูเนียร์โฟล์วไลน์ เด็กชายเด็กหญิงมายืนฟังเรื่องจากปากผมกันอย่างสนใจ ระหว่างที่ผมยืนเล่าถึงยายแก้มบุ๋มอย่างใส่อารมณ์ เล่าไปก็หัวเราะไป หลายคนที่ยืนฟังอยู่หัวเราะไปด้วย

“ หาเจอตุ๊กตาตัวแรกแล้วก็ยังไม่กล้าเข้าไปหยิบนะยายข้าวขวัญน่ะ ตุ๊กตามันวางตรงอยู่มุมห้องแค่เนี่ย ไม่กล้าเข้าไปหยิบ บอกว่ากลัวว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมา พี่ต้องผลักเขาเข้าไปในห้องนั่นน่ะ ยายนี่กลัวจนไม่กล้าลืมตาขึ้นมามองอะไรเลยนะ นั่งลงยองๆกับพื้นแล้วแกว่งมือควานหาตุ๊กตา ฮ่าๆๆๆๆ เห็นแล้วตลกมากๆ หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งกันไปข้างหนึ่งเลยแหละ ยายนี่ค่อยๆถอยหลังไปชนผนังห้องอีก แล้วร้องจ้าออกมานึกว่าถอยไปชนผีมันยืนขวางอยู่ พอพี่บอกว่าชนผนังห้องแค่นั่นแหละ บอกให้ค่อยๆขยับไปทางซ้าย เพื่อจะไปหยิบตุ๊กตามาน่ะ พี่แกล้งยายนี่ทีหนึ่ง บอกว่ามือน่ะระวังด้วยนะ อย่าเผลอไปแกว่งโดนหัวกะโหลกวางอยู่ข้างๆนะ แค่นี้แหละ ร้องจ้ามากว่าเดิมเสียอีก ฮ่าๆๆๆ”

ผมยืนเล่าไปพลางทำท่าประกอบไปด้วย

“ ขึ้นไปชั้นสองแล้วโทรศัพท์ยายนี่ก็ดังมาจากกระเป๋าตัวเองที่สะพายอยู่ ตั้งเสียงเรียกเข้าเป็นเสียงหมาหอนไว้อีก ยายนี่ก็ตกใจเสียงโทรศัพท์ของตัวเองอีก พี่ก็นึกว่าหมาที่ไหนหอน เกือบจะเผ่นแล้วล่ะสิ ฮ่าๆๆๆ ” ผมยืนเล่าไปหัวเราะไปด้วย“ ตุ๊กตาตัวที่สองวางอยู่ตรงหัวเตียงนอนแท้ๆ ยายนี่ยังหาไม่เจอ ต้องเดินหาอีกรอบกว่าจะเจอ พอเจอแล้วก็ปราดเข้าไปหยิบโดยไม่กลัวอะไรเลยนะ เรียกชื่อตุ๊กตาตัวที่สองนะ หลินฮุ่ย......” พูดถึงตรงนี้หลายคนที่ยืนฟังอยู่ยิ้มออกมาหลายคน

“ กลายเป็นนั่งเล่นตุ๊กตาสองตัวอยู่บนเตียงของบนห้องเขานั่นล่ะ เรียกหลินปิง ตัวนี้ก็หลินฮุ่ย แพนด้าน้อยกับแม่แพนด้า ส่วนช่วงช่วงพ่อแพนด้ายังหาไม่เจอ ต้องขึ้นไปชั้นสาม จะมีอีกตัวหนึ่งอยู่ที่ชั้นสาม ว่าก็ว่านะ ยายนี่อย่างกับเด็กปัญญาอ่อนเนอะ นั่งเล่นตุ๊กตาหมีแพนด้าอยู่คนเดียวน่ะ ” ผมนินทายายแก้มบุ๋มให้เด็กที่มายืนฟังผมเล่า เด็กบางคนเริ่มเดินกลับไปที่โต๊ะนั่งเขียนหนังสือของตัวเอง

“ ขึ้นไปชั้นสามนะ พี่เห็นตุ๊กตาตัวสุดท้ายวางอยู่ในห้องโล่งๆใกล้ๆกับทางที่จะขึ้นบันไดไปชั้นสามน่ะ พี่เรียกยายข้าวขวัญนี่บอกว่าเจอตุ๊กตาแล้วนะ นั่นไง วางอยู่ตรงนั่นไง แต่พอส่องไฟฉายไปที่ตัวยายนี่ แม่เจ้าโว้ย ยายนี่ตกใจจนฉี่ราด ฮ่าๆๆๆ ”

เด็กๆที่ฟังอยู่หัวเราะกันครืน

“ กางเกงที่ยายนี่ใส่มานะ ชุ่มฉ่ำไปด้วยฉี่ของเธอโดยเฉพาะตรงเป้าน่ะ ไหลย้อยลงมาตามแข้งตามขาเลอะเทอะพื้นบ้านเขาหมด นี่ยังจะบังคับให้พี่ถอดเสื้อที่ใส่ให้เอามาเช็ด ฮ่าๆๆๆตอนนี้ไม่รู้ว่าจะยังเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาเช็ดหน้าอยู่อีกรึเปล่านะ โอย เห็นมากับตาแล้วขำสุดๆเลยล่ะ ”

เล่าถึงตรงนี้ เด็กหลายคนที่ยืนฟังอยู่ต่างก็ทยอยเดินกลับเข้าที่ของตน

“ เช็ดฉี่เสร็จแล้วก็ทิ้งผ้าเช็ดหน้าไว้บนพื้นน่ะ กำลงจะเข้าไปเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่สามพอดี อ้าว.....อย่าเพิ่งไปสิน้อง ยังเล่าไม่จบเลย ยังสนุกอยู่เลยเชียว ”ผมยืนหัวเราะอยู่คนเดียว เด็กๆกลับเข้าประจำโต๊ะของตัวเองหมดแล้ว

“ โอ้โฮ สงสัยเรื่องของเราคงจะสนุกเกินคาด ถึงไม่อยากฟังต่อ คงจะกลัวหัวเราะจนฉี่ราดว่ะ ผมยืนพูดอยู่คนเดียวอยู่ตรงกลางทางเดิน หัวเราะกับคำพูดบ้าๆบอๆของตัวเอง ยืนเท้าสะเอวแล้วยิ้มอยู่จนกระทั่งได้ยินเสียงใครทักจากข้างหลัง

“ สนุกมากใช่ไหมพี่ ”

“ อื่อใช่ สนุกมาก ” ผมพูดแล้วหันมามองคนที่ยืนอยู่ “ ไม่มีใครน่ารักน่าชังเท่ากับยาย...”

“ เหย๊ย...! ” ผมร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจเมื่อหันไปมองรู้ว่าเป็นใครยืนอยู่ตรงหน้า ยายแก้มบุ๋มยืนกอดอกส่งตาเขียวให้ผม สีหน้าไม่สู้จะปกติ

“ งานการไม่มีทำรึไงพี่ ถึงได้เอาเรื่องของคนอื่นเขามาโพนทะนาเล่าให้คนอื่นฟังกันแบบนี้น่ะ ”

วิญญาณผมแทบออกจากร่างเมื่อเห็นยายแก้มบุ๋มยืนกอดอกตีหน้าเซ็งใส่ผม ยายเจ๊นี่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ดูคุณเธอวางท่าสิ ทำอย่างกับเจ้านายใหญ่โตอย่างนั้นแหละ ผมไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเด็กอายุสิบสาม

ไม่รู้ว่าผมตีสีหน้าอย่างไรเมื่อเห็นคนที่ผมเพิ่งนินทายืนอยู่ตรงหน้า แต่อยากบอกว่าตอนนี้ผมอยากแทรกแผ่นดินหนีได้จังเลย

“ แล้วเพลงพ่อเพลงแม่ที่ให้พี่ไปแต่งน่ะ ถึงไหนแล้ว เอามาดูหน่อยดิ ”

“ โธ่เจ๊ ขอเวลาให้พี่อีกสักหน่อยนะ เพลงพ่อเพลงแม่อะไรของเจ๊ที่ให้โจทย์พี่มาน่ะ พี่ไม่ถนัดหรอกนะ เอาไปให้น้องป่านนู้นสิเป็นคนแต่งน่ะ พี่แต่งเพลงไม่เก่งหรอกนะ ”

“ แต่งเพลงไม่เก่ง! ” ยายแก้มบุ๋มขึ้นเสียงสูง “ แต่งเพลงไม่เก่งแล้วเข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ของจูเนียร์เร็คคอร์ดได้ยังไง ใครรับพี่เข้ามา ”

โถ ใครรับพี่เข้ามา ก็เจ๊ะนั่นแหละ เป็นคนดึงผมเข้ามาเอง แล้วทำมาพูด

“ แล้วใครรับพี่เข้ามาน่ะ ถามหน่อยดิเจ๊ ” ผมเริ่มเคืองยายนี่มาบ้างแล้ว

“ เออจริง โทษทีพี่ ” ยายนี่เพิ่งจะรู้ตัว “ แล้วแต่งไปได้ถึงไนแล้วล่ะ เค้าขอดูหน่อยได้ไหมล่ะ ”

ยายแก้มบุ๋มพูดเสียงปกติ

“ พี่ยังไม่ได้เริ่มเลยนะเจ๊ ” ผมตีหน้าเศร้านิดๆ “ เจ๊ก็รู้ดีนี่ว่าทำไมพี่แต่งเพลงแนวนี้ไม่ถนัดเลยน่ะ เอาไปให้น้องป่านแต่งสิ โจทย์แบบนี้น้องป่านถนัดอยู่แล้วนี่ น้องป่านใช้เวลาแค่สองวันก็ได้เพลงหนึ่งแล้ว แต่พี่ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกนะเจ๊ ว่าไงล่ะ ” ผมหันไปถามยายแก้มบุ๋ม

เธอยังกอดอก มองตรงไปนอกหน้าต่าง ใช้ความคิดอยู่สักพัก

“ ก็ได้ เค้าจะเอาโจทย์นี้ไปให้น้องป่านแต่งก็ได้ พี่ต่อพักสมองบ้างก็ได้นะ ช่วงที่กลับจากเชียงใหม่มาเค้าก็ไม่ได้เห็นพี่ต่อพักเลย ”

“ ขอบใจมากนะเจ๊ ”

“ ไม่เป็นไรหรอก ” เธอยิ้มให้ผม “ งั้นเค้าไปก่อนนะ จะไปหาขนมที่โรงอาหารน่ะ ”

ยายแก้มบุ๋มเดินออกไป

“ เดี๋ยวสิเจ๊ ”

ยายแก้มบุ๋มหันมาตามเสียงเรียก

“ ขอโทษนะ ที่พี่เอาเรื่องภารกิจที่เราไปทำมาเล่าให้น้องๆฟังน่ะ ”

“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เค้าก็ต้องขอโทษพี่ด้วยเหมือนกันที่เสียงดังกับพี่น่ะ ”

“ โกรธเหรอ ”

“ ไม่หรอก แค่น้อยใจเฉยๆ ต่อไปพี่ต่อก็อย่าเอาเรื่องของเค้าไปเล่าให้คนอื่นฟังอีกก็แล้วกัน ไม่งันเค้าโกรธจริงๆด้วย ”

“ ก็ได้ พี่จะไม่เอาไปเล่าให้ใครฟังก็ได้ ” ผมยิ้ม “ ว่าแต่ว่า ตอนนี้พี่ขอลงไปหาน้องโอได้ไหม ”

“ ไปสิ เมื่อกี้เค้าขึ้นมาเห็นโอนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้านล่างน่ะ ”

“ ไปล่ะนะ ” เธอพยักหน้า แล้วผมก็ได้เดินออกจากห้อง ลงบันไดไปชั้นหนึ่ง ตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่ประชาสัมพันธ์ที่ตอนนี้มีน้องโอนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ทักทายกับเธอแล้วก็เดินเข้าไปดูใกล้ๆ น้องโอนั่งเล่นเกมอยู่ วันนี้บอกว่าไม่มีงานจัดเอกสารให้พี่มาลัย เลยมานั่งรับโทรศัพท์เหมือนปกติด้วยเลย

“ จะเที่ยงแล้วนะนัน ไม่หิวข้าวหรอ นั่งเล่นมาแต่เช้าแล้วนะ พี่จะไปโรงอาหาร ฝากซื้ออะไรบ้างไหม ” ผมถามพลางกำลงหยิบหนังสือพิมพ์ที่อ่านแล้วเก็บเข้าที่ไว้

“ เอาก๋วยเตี๋ยวถุงหนึ่ง แบบพิเศษนะ แล้วก็ซื้อส้มมาให้ด้วย เงินอยู่ในกระเป๋าเป้นั่นแหละ ”

“ เอาส้มเขียวหวานเหรอ ” ผมถามตอนเปิดเป้หยิบกระเป๋าเงินออกมา

“ ส้มโอมั้ง ” เธอย้อนถาม “ พี่ก็รู้อยู่นี่ว่าที่บ้านเด็กมีแต่ส้มเขียวหวานขาย ”

“ ได้ๆ เดี๋ยวซื้อมาให้ แล้วก็อย่าจ้องคอมนานล่ะ พักสายตาบ้างนะ พี่ไม่อยากให้คนที่จะมาเป็นน้องสาวพี่ต้องสายตาสั้นแล้วตัดแว่นใส่เหมือนพี่นะ ” ผมว่า ที่จริงผมไม่อยากให้เธอใส่แว่นต่างหาก แบบนี้ล่ะ น่ารักอยู่แล้ว

“ รู้แล้วน่า รีบๆไปซื้อเหอะ ”

สมาชิกแถวหน้าของบ้านเด็กรวมถึงผมต้องเจอเรื่องตลกขำๆของยายแก้มบุ๋มเมื่อถ้าหากจะเล่าย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นยายแก้มบุ๋มอายุสิบเอ็ดปี ยังเรียนอยู่ปอห้า ช่วงปิดเทอมก็มาที่บ้านเด็กเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ปีนั้นเธอยังเป็นเด็กหญิงโสภา เกลียดปลาร้าที่สุดในบ้านเด็ก พวกชมรมภูมิปัญญาชาวอีสานที่มีมากถึงสามสิบกว่าคนเดินทางมาเปิดชมรมที่บ้านเด็ก และอาศัยอยู่ที่บ้านเด็กช่วงปิดเทอมกันมานานแล้ว มีแต่เด็กอีสานเข้าร่วมชมรมเป็นส่วนใหญ่ เพราะมาจากที่เดียวกัน ยายแก้มบุ๋มตอนนั้นก็มาบ้านเด็กอยู่บ่อยครั้ง ตอนนั้นเพื่อนรุ่นพี่หลายคนอยากจะให้ยายแก้มบุ๋มไปดูไปชมของดีของอีสานที่ชมรมกันบ้าง ชาวเด็กอีสานให้เกรียติหลานสาวเจ้าของบ้านเด็กเดินเข้าชมซุ้มอีสานเป็นคนแรกทันที่ชมรมนี้สร้างเสร็จ แม่คุณกับเด็กอีสานสองคนเดินพากันเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของชาวเด็กอีสานในบ้านเด็กไม่ถึงสองชั่วโมง ผมเห็นยายแก้มบุ๋มวิ่งออกมาอ้วกที่ศาลาเล็กๆตรงที่ผมอ่านหนังสืออยู่

ผมตกใจเมื่อเห็นขวัญใจของบ้านเด็กเป็นอะไรก็ไม่รู้ออกมาอ้วกตรงข้างๆศาลาที่ว่า รีบเดินเข้าไปดูทันที เพื่อนคนที่พายายแก้มบุ๋มเดินออกมาดูใกล้ๆ พลางหัวเราะหึๆ

“ ขอ....ขอน้ำหน่อยค่ะ ” ยายแก้มบุ๋มเอ่ยปากขอน้ำ เพื่อนผู้หญิงคนนั้นรีบวิ่งเข้าไปเอาน้ำในซุ้มอีสานออกมาหนึ่งขัน ส่งให้ยายแก้มบุ๋มรับไปดื่ม ล้างหน้า

“ โอย มันเหม็นสุดบรรลัยจริงๆเลย ” ยายแก้มบุ๋มโอดครวญ

“ เหม็นอะไรรึคนสวย ” ผมหันมองเพื่อนผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ เหม็นปลาร้าต่วงค่ะ....น้องเพิ่นอยากฮู้ว่าในไหมันสิมีอีหยังอยู่ เจ้าก็เลยเปิดไหให้เบิ่ง ”

“ แหวะ พี่อย่าพูดถึงมันอีกสิ อยากจะอ้วกอีก ”

“ เปิดไหแล่วน้องเพิ่นก็เบิ่งเข้าไปในไห แล่วก็วิ่งออกมาเป็นจังซี่ล่ะค่า..... ”

“ พอ พอ พี่ เลิกพูดถึงมันได้แล้วค่ะ ” ยายแก้มบุ๋มหายใจหอบ “ เห็นรูปแมลงอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวก็อยากจะอ้วกอยู่แล้ว นี่เล่นเอาปลาร้ามาให้กันดม โอย จะเป็นลมเสียให้ได้ ” ผมกับเด็กอีสานคนนั้นหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน

“ จะบ้ากันรึเปล่าน่ะ กินแมงมอดแมงเม่า กินหนอนทอด กินได้กระทั่งดักแด้ที่อยู่ในบุกแมงตัวอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ในกองขี้ควายน่ะ ทั้งอึ่งทั้งคางคกกบกือ ”

“ ทั้งเบิ๊ดนี่แหละค่าน้อง ของดีอีสานเด้อค่า..... ”

“ ของดีกับผีพี่น่ะสิ ” ผมกับเด็กอีสานหัวเราะกันอีกรอบ “ ของเน่าของเสียเอามาไว้ในเขตของบ้านเด็กได้ยังไงกัน เพื่อนๆของพี่ก็คงจะชอบดมกลิ่นปลาร้านี่เหมือนกลิ่นกลิ่นทิพย์จากสรวงสวรรค์น่ะสิท่า แหวะ โอ้ก......”

“ แล้วสิเข้าไปเบิ่งของดีของดีสานต่อบ่ค่า ” เด็กผู้หญิงคนนั้นถามพลางยิ้มๆ

“ ไม่....ไม่ ”ยายแก้มบุ๋มยืนขึ้น “ ไม่เอาแล้ว ขอไปตายก่อนดีกว่า ไปล่ะ ” ยายแก้มบุ๋มยื่นขันน้ำคืนเด็กอีสานคนนั้นไปแล้วก็เดินดุ่มๆกลับไปบ้านเด็กทันที ผมกับเด็กอีสานคนนั้นหัวเราะที่ผมพูด เธอเล่าตอนที่ยายแก้มบุ๋มไปดูของต่างๆในซุ้มให้ผมฟัง ยายนี่คงจะเข็ดจนไม่กล้าเข้ามาเหยียบที่นี่อีกนานเลย

เด็กชาวอีสานมักจะมาขลุกอยู่ที่ชมรมนี้กันถ้วนหน้า ชอบทำอาหารอีสานกินกันเหมือนกับอยู่ที่บ้านเกิด บางทีครูสอนเด็กๆในห้องที่บ้านเด็กก็มักจะมาร่วมวงด้วยคน แต่ยายแก้มบุ๋มนี่เห็นปลาร้าไมว่าในส้มตำหรือที่ไหนก็ตามแต่เป็นต้องวิ่งหนีไปก่อนใครเลย บางทีพวกเขามักจะไปหากบหาเขียดที่ข้างห้วยหลังบ้านเด็ก หรือไม่ก็ไปเป็นกลุ่มๆ ไปหาอึ่งหาเขียดหากบที่ท้องนาใกล้ๆกับบ้านเด็ก บางทีได้กิ้งก่ามาเป็นวันละสิบๆตัวก็มี หน้านั้นจิ้งหรีดออกเยอะ พวกผู้ชายก็มักจะออกไปจับตอนกลางคืน ตอนกลางวันก็ช่วยพวกผู้หญิงขุดหาจิ้งหรีดแถวๆหลังบ้านเด็ก ในสวนผัก สวนดอกไม้ ตอนบ่ายๆ มักจะได้ยินเสียงพิณ เสียงแคนเสียง โปงลางดังมาจากในซุ้มประจำ พวกผู้ชายเขาเล่นดนตรีกัน ตอนงานจูเนียร์โชว์ที่บ้านเด็กจัดขึ้นประจำเขาก็นำวัฒนธรรมชาวอีสานไปแสดงให้เด็กๆ น้องๆในบ้านได้ดู เนื้อหาของเขาก็จะเสนอการแสดงของชาวอีสานเป็นส่วนมาก บวกกับตลกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้มันดูน่าเบื่อ เรียกเสียงฮาได้ดีไม่แพ้ชมรมอื่นๆ

บางทีผมนึกครื้มใจเลยเดินเข้าไปดูในซุ้มของพวกเขาหน่อยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง มันจะต้องเดินผ่านชมรมต่างๆของบ้านเด็กที่เป็นแนวอาคารอยู่หลายหลัง อยู่ข้างทางรถยนต์ มีอาคารเป็นแนวยาวไปจนเกือบสุดประตูทางเข้า ถ้าเดินออกมาจากบ้านเด็ก จะเห็นอาคารแรกเป็นอาคารปูน เป็นอาคารของชมรมทำอาหารคาว-หวาน ทำขนมหวาน ขนมไทยด้วย เดินมาอีกหน่อยก็จะเป็นอาคารของชมรมภูมปัญญาชาวอีสานนี่แหละ เป็นอาคารไม้ มีศาลาใหญ่ๆวางอยู่ข้างๆ พวกเด็กอีสานชอบมานั่งกินข้าวกันที่นี่ บางทีก็มานั่งเล่นกันที่ศาลานี้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ อาคารต่อไปเป็นอาคารของชมรมดนตรีไทย ที่ชมรมนี้ยังมีครูสอนร้องเพลงไทยเดิมด้วย และมีอีกหลายๆชมรมที่จะกล่าวถึง

พอเดินไปถึงก็เห็นเขานั่งจับกลุ่มคุยกันเป็นประจำ พอผมเห็นเขาก็จำได้ ต้อนรับขับสู้กันดี พวกผู้หญิงบางคนไปเอาน้ำมาให้ดื่ม นั่งคุยกันไปสักพัก เวลาเขาคุยกันก็มักจะชอบพูดสำเนียงอีสานด้วยกันนะ แต่พอถ้าคุยกับคนภาคอื่นๆก็จะใช้ภาษาไทย บางทีเถียงกันไปเถียงกันมาก็พาลด่ากันด้วยภาษาอีสานหลุดออกมามีเหตุให้ทะเลาะตบตีกันอยู่บ้าง คุยกับผมก็ใช้ภาษาไทย บางทีก็เผลอมีสำเนียงอีสานหลุดออกมบ้างเล็กน้อย ผมจึงบอกว่าถ้ามันลำบากนักนะ ก็ให้เว้าอีสานไปเสียเลย ผมฟังรู้เรื่อง นอกจากบางคำที่ไม่รู้จักก็จะขอให้แปลให้หน่อย

ผมเริ่มพูดเข้าประเด็นที่อยากมาชมรมนี้ อยากเห็นข้างในชมรมว่ามีอะไรที่น่าสนใจดูบ้าง ถาม “ บักบอส ” ประธานชมรมอายุ13ปี เขาก็ยินดีที่จะพาผมเข้าไปดู เพราะว่าอยากอวดของดีของแซ่บของเขาอยู่แล้ว แลเห็นไหปลาร้าที่ยายแก้มบุ๋มเกลียดนักเกลียดหนา เปิดดูข้างในนั้นมีปลาร้าจริงๆ ผมสนใจเครื่องดนตรีของชาวอีสานมากกว่า มีทั้งแคน โหวต พิณ โปงลาง มีกระทั่งกลองชุดที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นเองจากถ้วยถังกะละมังหม้อ และเครื่องดนตรีอีกหลายๆอย่าง หรือไหนสีเทาๆปนเงินที่เอาไว้สำหรับนางไห หรือรำไหนั่นเอง ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คืออาหารการกินของพวกเขา นับว่าแปลกพิสดารมากๆ คงจะเกิดจากที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แล้งจัดเมื่อหลายสิบปีก่อนในภาคอีสาน จึงหามดหาแมลงอะไรเท่าที่จะหากินได้กินกันเพื่อความอยู่รอดของทุกคน จึง ปฏิบัติต่อกันมาหลายชั่วอายุคน สืบทอดมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานที่บ้านเด็กของเราด้วย

ย้อนกลับมาที่เรื่องของยายแก้มบุ๋ม ผ่านช่วงปิดเทอมไปแล้วหลายครั้ง เธอก็ไปเรียนหนังสือที่บ้านเกิด จังหวัดนนทบุรี เปิดเทอมอีกทีก็กลับมาที่บ้านเด็ก คราวนี้กลับมาเป็นเด็กหญิงนัดดาวัลย์ เธอเปลี่ยนชื่อทุกครั้งที่มีเซสชั่นใหม่เกิดขึ้นเป็นของเธอเอง แต่ปีนี้ยังไม่มีเซสชั่นเธอก็ยังเปลี่ยนชื่ออยู่ดี ยายแก้มบุ๋มหลายชื่อ ปีนี้ที่เธอกลับมานี่แหละที่ว่ามีเรื่องแปลกๆ

ก่อนที่เธอจะกลับมาบ้านเด็กสักสองสามวัน ตอนนั้นยังอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายน ผมนั่งปาดคาราโอเกะเพลงของน้องโบนัสขวัญใจชัยดำรงศ์ที่คอมพิวเตอร์เครื่องที่ผมใช้อยู่ประจำในห้องตัดต่อวีดีโอที่เขตของจูเนียร์สตูดิโอ มีพวกเด็กผู้หญิงนั่งจัดเรียงโบรชัวร์อยู่ตรงข้างๆ นั่งกันประมาณสี่ห้าคน ผมได้ยินพวกเธอคุยกันถึงเรื่องขวัญใจบ้านเด็ก หนึ่งในนั้นเป็นน้องฟ้าใส พิไลวรณ กับน้องโบนัส ขวัญใจ

“ เมื่อวานฉันได้รับโทรศัพท์จากขวัญใจบ้านเด็กด้วยแหละ ” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น

“ ใครล่ะขวัญใจบ้านเด็กน่ะ ”

“ น้องโอเล่หรอหรอแก คนนี้น่ะหล่อมากๆเลย ฉันชอบ ”

“ หรือพี่ทองสุกัญณภัท แฟนพี่ใหม่มัทวันไง ”

“ เนอะ หรือว่าเป็นน้องวัน ขวัญใจบ้านเด็กคนใหม่ไงคะ ”

“ อาจจะเป็นไอ้ต้าก็ได้ คนที่ฉันเคยบอกว่าชอบแอบไปจีบผู้หญิงที่ชื่อเบญจมาศในห้องมอหนึ่งนั่นไง ”

“ โอย นี่พวกเธอหยุดเดามั่วๆกันได้ไหม ฉันกำลังจะบอกว่าใครยัยเกรซนี่ก็ชิงพูดก่อนทำไมล่ะ น้องโอเล่อะไรของแกนั่นน่ะไม่ใช่หรอก ตกอันดับไปเกือบสองปีแล้ว ส่วนอีตาทองจอมเจ้าชู้นั่นก็เป็นไปไม่ได้หรอกนะยัยนีท น้องวงน้องวันอะไรน่นก็ไม่ใช่หรอกนะยัยฟ้า นั่นก็แค่เด็กอนุบาลมาเรียนพิเศษที่นี่ ส่วนไอ้พลคิ้วดกทรงกะลาครอบนั่นก็ไม่ใช่ ไอ้หมอนี่ได้แต่ตามจีบขอเบอร์เด็กเรียนที่ชื่อเบญจมาศนั่นได้ตลอด โดนครูวิทย์จับมาสั่งสอนเทศน์เกือบชั่วโมงแล้วก็ยังไม่เข็ด สรุปว่าที่พวกเธอพูดมาทั้งหมด ไม่ใช่สักคนเดียว ”

“ แล้วใครล่ะ ” พวกที่เหลือถามด้วยความใคร่รู้

“ ก็ขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาลยังไงล่ะ ”

“ พี่ขวัญน่ะหรอ พี่โบนัส ”

“ ใช่ ”

“ ขวัญไหนหรอฟ้า เราไม่รู้จัก ” ผมหันไปมองพวกเธอคุยกันทันที

“ ก็คนที่พี่ใหญ่เขาชอบเรียกกันว่ายายแก้มบุ๋มไงจอย คู่แข่งของเธอไง ”

“ จริงหรอคะพี่โบนัส แล้วเขาว่ายังไงมั่งล่ะคะ ”

“ นึกว่าตายไปแล้วเชียว ”

“ หุบปากเลยนะจอย พูดแบบนี้ได้ยังไง ”

“ ก็จริงนี่ จอยไม่เห็นพี่ขวัญเค้ากลับมาบ้านเด็กตั้งสองสามปีแล้วนี่ นึกว่าตายไปแล้วสิ ”

“ พี่ขวัญเขาโทรมาว่ายังไงบ้างคะพี่โบนัส ”

โบนัสลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากโต๊ะ

“ ขวัญเขาโทรมาบอกว่า ปิดเทอมนี้เขากำลังจะกลับมาบ้านเด็ก บอกให้พวกเราจัดงานต้อนรับให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีด้วย ” โบนัสหันมามองเพื่อนๆ “ ปีนี้พี่มาลีก็จะเอาเซสชั่นที่กรุงเทพมานำเสนอด้วยนะ ”

“ เหรอคะ ดีใจจังที่จะได้เจอพี่ขวัญอีก ” เสียงใสๆของน้องฟ้าพูดแล้วยิ้มแป้นออกมา

“ แล้วพี่ขวัญจะกลับมาเมื่อไหร่เหรอพี่โบนัส ” ใครคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยปากถาม

“ วันเสาร์ที่จะถึงนี่แหละ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้พี่จะขอให้ครูในมอนเตสเซอรรี่ช่วยมาดูแลเด็กๆในบ้านแทนพวกเราหนึ่งวัน และพรุ่งนี้เราจะไปช่วยกันจัดงานต้อนรับขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาลกัน ”

เหวอ......นี่ยายแก้มบุ๋มจะกลับมาบ้านเด็กอีกแล้วหรอเนี่ย มันจะมาทำซ่าที่นี่อีกรึเปล่าวะเนี่ย ยายแก้มบุ๋มมาแต่ละทีนี่ทำเอาผมกับพ่อทวีชัยปวดหัวไปหมด อยู่นนทบุรีโน้นก็ดีอยู่แล้วนี่นา เป็นเด็กเรียบร้อยอ่อนหวานเมื่ออยู่ในสายตาของพ่อกับแม่ แต่มาอยู่ที่นี่กลายเป็นลิงเป็นค่างไปเลยย้า ผมสัญญากับตัวเองนะ พอยายแก้มบุ๋มมาถึงผมจะรีบไปบ้านเด็ก ย้ายข้าวของหนีกลับบ้านไปหาแม่เสียเลย

วันนี้ผมไปห้องสมุด หาหนังสือนิยายมาอ่านสักสองสามเล่ม เอามานั่งอ่านคนเดียวที่ศาลาริมทางข้างๆอาคารสำนักงานจูเนียร์โฟลว์ไลน์ วันนี้สินะ ที่ยายแก้มบุ๋มสั่งให้จัดงานต้อนรับการกลับมาของยายนี่ครั้งใหญ่ จะอลังการงานสร้างขนาดไหนผมไม่สน ไม่ได้คิดแม้จะไปร่วมกับเขาเลยสักนิด ผมนั่งอ่านหนังสือของผมไปอยู่ดีๆ ไม่ทันเข้าด้ายเข้าเข็มก็จบเห่. ก็เสียงดนตรีจากซุ้มอีสานนั่นแหละ มันดังเข้ามารบกวนโสตประสาทของผม ขนาดมันอยู่คนละฝั่งถนนที่มีสนามกีฬาใหญ่อยู่ตรงกลางก็เถอะ มีทั้งแคน ทั้งโปงลาง ทั้งโหวต ทั้งพิณ ไอ้พวกนี้มันบ้าครบสูตร ได้ยินเสียงกลองที่มันประดิษฐ์ขึ้นเองอีก ตุ้ม ซว่า ตุ้ม ซว่าอยู่นั่นแหละ

พอมองตรงไปที่ซุ้มอีสาน ป้าด....ดูมันทำ ไอ้ผู้ชายแต่งองค์ทรงเครื่องกัน ถือแคน โหวต บ้างก็ดีดพิณ อีกคนเอาโปงลางมาตั้งแล้วก็ตีบรรเลงอยู่หน้าซุ้มนั่นแหละ แถมมีพวกผู้หญิงแต่งชุดนางรำมารำอยู่ด้วยกันสี่ห้าคน พวกคุณเธอเอาไหซองอันพอเหมาะเอามาโยนกันเล่น สาธุขอให้มันตกใส่หัวแตกกันบ้างเถอะ จะได้รู้ฤทธิ์ความบ้าของตัวเองบ้าง ผมนั่งอ่านหนังสือไปอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก เพลงของพวกมันก็ยังบรรเลงต่อไปเดี๋ยวก็ช้าเดี๋ยวก็เร็ว ผมก้มลงอ่านหนังสือที่ยืมห้องสมุดมาส อ่านไปยังไม่ถึงสิบหน้า เริ่มรำคาญพวกมันล่ะ เงยหน้าไปมองอีกที คราวนี้เห็นคนเดินมาเป็นแถวๆ ตรงมาที่พวกอีสานกำลังบรรเลงเพลงอยู่

ผมเห็นกลุ่มเด็กๆชายหญิงเดินฟ้อนรำกันออกมา มีรุ่นพี่รุ่นใหญ่เป็นผู้หญิงผมยาวสองคนยืนฟ้อนอยู่ตรงหน้าขบวน พวกนั้นหยุดบรรเลงกันแล้วพากันย้ายไปที่ประตูทางเข้าบ้านเด็ก สักพักก็เริ่มบรรเลงกันอีก พวกเด็กๆก็ฟ้อนรำกันไป แล้วก็หยุบรรเลง ย้ายขบวนกันมาตั้งกันที่หน้าอาคารของชมรมขนมไทยอีก เอาเข้าไป มันจะเอายังไงกันแน่ ผมหยุดอ่านหนังสือที่ยืมมา ไม่อ่านมันแล้วหนังสือน่ะ ทั้งวัยรุ่น ทั้งวัยเด็กกะโปโล เขาออกลีลาฟ้อนรำกันจนน่าสนุก คราวนี้เห็นพวกเด็กๆยืนเรียงแถวกันอยู่สองข้างทางยาวไปจนถึงสุดทางใกล้ๆริมประตูใหญ่บ้านเด็ก พวกนักดนตรีก็ยังบรรเลงเพลงไปเรื่อยๆ ผมได้ยินเสียงเด็กผู้ชายดังมาจากทางตรงขวามือ

ผมหันไปมองตามเสียง เห็นเด็กผู้ชายสองสามคนวิ่งแข่งกันมาทางนี้

“ เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ ไอ้เจ ไอ้จ่อย จะรีบไปไหนน่ะ ” ผมรีบถามพวกเด็กๆที่หยุดเดินหันมาทางผม

เด็กผู้ชายคนหนึ่งชี้มือไปถนนฝั่งตรงข้าม ที่มีเด็กๆยืนเรียงกันอยู่

“ จะไปรับพี่ขวัญกับพวกนั้นด้วย พี่ขวัญกลับมาแล้วนะ ไม่ไปด้วยกันหรอพี่แว่น”

ไอ้เด็กพวกนั้นไม่รอฟังคำตอบจากผม พากันวิ่งลัดสนามกีฬาตรงไปยังถนนฝั่งตรงข้ามทันที

“ อ้าวเฮ้ย เดี๋ยวเด่ะ เขาแค่จัดซ้อมเองไม่ใช่หรอไอ้น้อง โธ่....ไปซะแล้ว ”

ผมยืนมองไอ้เด็กผู้ชายสามคนนั่นวิ่งลัดสนามไปปนรวมกับคนอื่นๆ แล้วกลับมานั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะม้าหินอ่อนเหมือนเดิม เสียงดนตรียังดังอยู่

จะนานเท่าใดก็ไม่ทราบ ผมนั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆจนเกือบจะถึงครึ่งเล่ม นิยายกำลังสนุก ถึงตอนที่ตัวเอกของเรื่องเข้าป่าล่าสัตว์ เขาผูกห้างไว้บนต้นไม้ แล้วปีนขึ้นไปส่องดูสัตว์บนนั้น ถือปืนเล็งเตรียมยิงได้ทันทีถ้าหากเห็นเก้งหรือกวาง หรือสัตว์อะไรก็แล้วแต่หากมันเดินผ่านมา เขาพร้อมที่จะเหนี่ยวไกปืนยิงมันได้ทันที เป็นโชคดีของเขาเหลือเกิน ที่เหลือบไปเห็นเก้งตัวหนึ่งเดินผ่านมาแต่ไกล มันเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆนั้น เขายกปืนอย่างช้าๆ เล็งปลายกระบอกไปทางมัน ในใจนึกว่าจะมีของกินเป็นเนื้อเก้งไปฝากลูกเมียอีกครั้ง ถ้าเข้าล้มเก้งตัวนี้ได้สำเร็จ เขาเล็งปืนให้แน่ใจอีกครั้ง เก้งตัวนั้นกำลังก้มลงกินหญ้า โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีปืนจ้องอยู่ เขาวางนิ้วชี้ไว้ที่ไกปืนแล้วเริ่มขยับนิ้วอย่างช้าๆ จังหวะสุดท้ายเขาเหนี่ยวไกปืนทันที และแล้วก็.........

จึ๊ก!...

“ จ๊ะเอ๋ ”

“ เอ๊ย ! ”

ผมตกใจจนหนังสือถูกโยนข้ามศรีษะไปด้านหลัง มีใครคนหนึ่งเดินย่องเข้ามาทางด้านหลังแล้วก็จี้เอวจนผมสะดุ้ง หนังสือเล่มหนาลอยหวือไปตกใส่หัวใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“ โอ๊ย....”

ผมหันไปมองเจ้าของเสียงทันที

“ นี่น้องเล่นอะไรพิเรนท์แบบนี้เนี่ย ” ผมหันไปมองดูหนังสือที่ตกลงบนพื้น

“ ขอโทษค่ะ เดี๋ยวเก็บให้ค่ะ ” เด็กผู้หญิงผมยาวคนนั้นก้มลงไปเก็บหนังสือที่ยู่ยี่อยู่บนพื้น ผมยาวๆของเธอโน้มลงมาปิดหน้าตามที่เธอก้มลงไปเก็บ หยิบขึ้นมาปัดเอาฝุ่นออก

“ ถ้าหนังสือพี่ฉีกใครจะรับผิดชอบเนี่ย ” ผมยาวๆของเธอเลื่อนมาปิดใบหน้าจนดูไม่รู้ว่าเป็นใครเลย

“ ขอโทษค่ะพี่ต่อ เดี๋ยวเค้าดูให้ว่าฉีกไหม ” เธอยืนเปิดหนังสือแล้วพลิกไปมา น้องคนนี้รู้จักชื่อผมด้วยเหรอ งง ใครวะเนี่ย

และแล้วเธอคนนั้นก็เอามือเขี่ยผมไปด้านข้างๆ เผยให้เห็นโฉมหน้าอย่างชัดเจน

เธอเอามือข้างหนึ่งคลำตรงที่คิดว่าโดนหนังสือตกใส่หัว ตามองผม

ผมมองดูหน้าเธอ นัยน์ตาเป็นประกาย ใครกันนะ ช่างน่ารักจริงๆเลย

เธอยิ้มออกมาร ผมมองดูหน้าเธอนานพอดู เธอเอาหนังสือมาฟาดตักผมแล้ววางไว้

“ นี่แน่ะ ”

“ อุ๊ย ” ผมรีบคว้าหนังสือไว้ก่อนที่มันจะร่วงตกดินอีก แล้วเงยหน้ามองเธออีก

เธอเปลี่ยนสีหน้าเป็นบูดบึ้ง เอามือถูตรงที่โดนหนังสือตกใส่

“ หายไปแค่สองสามปี กลับมาวันนี้จำเค้าไม่ได้เลยหรอลุง ”

ผมเซ็งกับคำที่เธอเรียกผมว่าลุง เกาหัวตัวเองอย่างเซ็งสุดขีด หยิบหนังสือจากตักไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วหันมามองหน้าเธออย่างงงๆ เธอยิ้มให้อีกครั้ง แล้วเอามือชี้ที่แก้มข้างขวาของเธอ

“ ยังจำแก้มบุ๋มๆข้างนี้ได้อยู่รึเปล่าคะพี่ต่อ ทีพี่ต่อชอบเรียกว่ายายแก้มบุ๋มไง ”

ยายแก้มบุ๋ม.....อ๋อ ผมรู้แล้วล่ะว่าใคร

“ เฮ้ย นี่เจ๊จริงๆหรอเนี่ย ปั๊ดโธ่เอ๊ย นึกว่าใครที่ไหน ” ผมตบเข่าตัวเองดังฉาด ยายแก้มบุ๋มยืนยิ้มกวนๆให้

“ จำเค้าได้ใช่ไหมล่ะ ”

“ แล้วมาจี้เอวพี่ทำไมเนี่ย” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะร่า “ ตกใจนะ ถ้าพี่หัวใจวายตายไปจะทำยัง ” ผมว่ายายแก้มบุ๋ม

“ แหม เค้าก็แค่ล้อเล่นหน่อยเดียวเอง ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วปราดเข้ามานั่งตรงข้ามผม

“ หน่อยเดียวอะไรกันล่ะ นี่พี่สะดุ้งสุดตัวเลยนะ ดีนะที่เป็นหนังสือน่ะ หัวไม่แตกก็บุญแล้ว ” ยายแก้มบุ๋มเอามือกุมตรงที่โดนหนังสือตกใส่หัว

“ หนังสือไม่ขาดใช่ไหมล่ะ ” ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นมาดู “ พี่ต่อนี่ชอบหนังสือจังนะ เค้ามาหาพี่ต่อเมื่อไหร่ก็เห็นแต่อ่านหนังสือทุกทีล่ะ ”

“ พี่ชอบอ่านหนังสือ ” ผมบอกเธอ “ ไหนเจ๊บอกว่าจะมาวันเสาร์ไงเจ๊ ทำไมมาวันนี้เลยล่ะ ”

“ เค้าอยากมาเร็วๆน่ะ คิดถึงเด็กๆในบ้าน ก็เลยเปลี่ยนใจมาวันนี้ พี่ต่อทำไมไม่ไปรอรับเค้าบ้างเลย ลงจากรถมาก็มองหาไม่เห็นนะ ” เธอทำหน้างอน

“ ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ๊จะมาวันนี้น่ะ ก็พี่ได้ยินพวกสาวๆในสตูดิโอเขาพูดกันว่าเจ๊จะมาวันเสาร์ เช้านี้พี่ก็เห็นพวกซุ้มอีสานเขาออกมาเล่นดนตรีกันอยู่หน้าซุ้ม นึกว่าเขาแค่มาซ้อมต้อนรับอะไรของเจ๊นั่นแหละ ดูไปดูมาก็นึกว่าอะไร ซ้อมกันซะเหมือนจริงเชียว ” ผมว่า “ พี่ก็กะว่าวันเสาร์จะไปรอรับเจ๊ แต่เจ๊มาถึงวันนี้ก่อนแล้วพี่จะตั้งตัวทันได้ยังไงล่ะ แล้วนี่พวกเด็กๆต้อนรับจัดงานอะไรเสร็จแล้วหรอ ” ผมหันไปมองตรงซุ้มอีสาน ไม่มีใครยืนอยู่สักคน

“ จัดการต้อนรับเสร็จแล้ว จะมีการจัดงานกินเลี้ยงที่ห้องโถงชั้นล่างของบ้านเด็กตอนบ่ายนี้ พี่ต่อไปด้วยกันนะ ”

“ ไม่อ่ะ พี่อยากอ่านหนังสือเงียบๆตรงนี้มากกว่า ” ผมปฏิเสธ แล้วถามก่อนที่เธอจะคะยั้นคะยอให้ผมไปร่วมงานจนได้

“ แล้วนี่เจ๊อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย เจอหน้าเมื่อกี้พี่เกือบจำไม่ได้นะ ”

ยายแก้มบุ๋มยิ้มก่อนจะตอบ

“ สิบสองปีแล้ว เค้าอยู่ปอหกแล้ว ”

“ ปีหน้าก็จะขึ้นมอหนึ่งแล้วเน๊าะ เออนี่เจ๊ แล้วเจ๊จะไม่ออกเทปแล้วหรอ เห็นเงียบมาตั้งสองปีแล้วนะเจ๊ จะหยุดอยู่แค่สี่ชุดเองหรอ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะแซงเอานะ ”

ผมถามยายแก้มบุ๋ม ที่ยิ้มและส่ายหัวอย่างเดียว ผมยาวๆของเธอสะบัดไปตามแรงส่าย

“ ปีหน้าดังแน่ ” เธอบอกผมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าโอ่อวด

“ เหรอ นึกว่าเจ๊จะไม่วางไมค์ซะแล้ว พี่เห็นออกเทปชุล่าสุดก็ตอนเจ๊อายุแค่สิบปีน่ะ ”

“ ปีนี้กำลังทำอยู่ ใกล้จะเสร็จแล้ว เหลือแค่ถ่ายมิวสิคเอง ”

“ ชื่อชุดอะไรเจ๊บอกหน่อย ”

“ อ๊ะ บอกไม่ได้ เดี๋ยวไม่ฟลุ๊ก อยากรู้ก็รอดูเอาเองสิ บอกได้คำเดียวว่า ไม่เหลือเค้าความเป็นยายแก้มบุ๋มคนเดิมแน่นอน ”

“ ลุคใหม่ ว่างั้น ” ผมถามต่อ

“ ใช่ คลอดออกมาเมื่อไหร่พี่ต่อก็รอดูดด้วยนะ อย่าลืมล่ะ ”

“ ได้ ได้ ชุดใหม่ทั้งทีจะพลาดได้ไงล่ะ ”

“ ระวังอย่าดูดเพลินจนสำลักล่ะพี่ ”

“ จะบ้าหรอเจ๊ พูดอะไรน่าเกลียด ” เธอหัวเราะร่า

“ เอาล่ะ ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วลุกขึ้นยืน “ เค้าขอตัวไปดูบ้านเด็กก่อนนะ ไมได้กลับมาดูแลตั้งสามปี คิดถึงจังเลย ไม่รู้ว่าเพื่อนๆกับเด็กๆจะจำเค้าได้รึเปล่า ไปล่ะนะพี่ ”

“ เออ เออ แล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่นะ ”

ผมมองตามหลังยายแก้มบุ๋มที่เดินออกไป มองดูเธอเดินหายไปข้างตึกสีขาวนั่น แล้วผมก็มาอ่านหนังสือเล่มนั้นต่อ

หลายวันต่อมาผมไม่ได้เห็นหน้ายายแก้มบุ๋มเลย คงจะไปเล่นกับเด็กๆในบ้านเหมือนอย่างที่เคยทำ ตอนนี้จะว่าไปแล้วเธอก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของพี่เลี้ยงเด็กไปกับเขาด้วย ดูเหมือนเด็กผู้หญิงในบ้านจะชอบเธอเสียด้วย ขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาลน่ะใครจะไม่ชื่นชอบบ้างเนอะ

วันหนึ่งผมกำลังนั่งฟังเพลงจากวิทยุอยู่ที่ห้องพัก เอาดอกไม้ต่างๆ ดอกมะลิ ดาวเรือง กุหลาบมาเด็ดใบกองไว้ให้เด็กที่จะเอามันไปร้อยพวงมาลัยเสร็จพอดี มีเด็กผู้ชายมาบอกผมว่ายายแก้มบุ๋มขอให้ไปช่วยดายหญ้าที่สวนหลังบ้านเด็กให้หน่อย ผมจึงหิ้ววิทยุตามเด็กผู้ชายคนนั้นออกไป พาผมเดินลัดตึกจูเนียร์โฟลว์ไลน์ไปทางด้านหลัง ตรงไปเห็นมีเพื่อนผู้ชายอายุเท่าผมหลายคนกำลังเอามีดพร้าฟันหญ้าที่ขึ้นอยู่เป็นแห่งๆ ส่วนรุ่นอายุน้อยที่เป็นรุ่นน้องก็จับกลุ่มช่วยกันดึงหญ้าด้วยมือ มีไอ้ทอง ไอ้นัด ไอ้บักบอส ไอ้มอส และอีกหลายคน เอาจอบถากมายืนถากหญ้าอยู่ประปราย

ส่วนพวกผู้หญิง มีน้องใหม่มัทวัน ยายมาลี น้องใหม่เล็กหลิวพงศ์ชัย น้องโบนัส น้องจอย และแตงจีนเอามีดพร้ามานั่งถากช่วยกัน เห็นยายแก้มบุ๋มนั่งแปะอยู่กับพื้นก้มหน้าก้มตาดึงหญ้าทีละเล็กทีละน้อยออกมากองอยู่ข้างๆ แปลกแฮะ ปกติยายนี่จะไม่ชอบงานอะไรแบบนี้ ได้แต่มาสั่งๆๆ ว่าจะตัดหญ้าตรงไหนออกบ้าง สั่งอย่างเดียว คอยดูคนอื่นเขาทำงานไปเรื่อยๆ แต่ที่ผมเห็นตอนนี้มันไม่ใช่ ยายแก้มบุ๋มเปียผมไว้แล้วนั่งลงดึงหญ้าอยู่ตรงหน้า

“ อ้าวพี่ต่อ มาแล้วหรอ มาช่วยกันจัดการกับหญ้าพวกนี้หน่อยสิ ” ยายแก้มบุ๋มบอก “ มีดอยู่ที่ใต้ต้นไม้นู้นน่ะ เอามาให้เค้าอันหนึ่งนะ ” ผมวางวิทยุลงแล้วเดินไปเอามีด

ผมเดินไปหยิบมีดพร้ามาสองอัน ส่งให้ยายแก้มบุ๋มเอาไปถากหญ้า แล้วผมก็นั่งลงเริ่มถากหญ้าอยู่ใกล้ๆยายแก้มบุ๋ม

ของชอบเลยล่ะ งานถากหญ้า เด็กผู้หญิงก็ช่วยกันดึงหญ้าอ่อนๆที่ขึ้นอยู่ ผู้หญิงโตขึ้นมาหน่อยก็เอามีดพร้ามาถาก จนถึงราก

“ จังซี่มันต้องถอน จังซี่มันต้องถอน.......” เสียงเพลง “มันต้องถอน” จากวิทยุดังขึ้นมา เด็กผู้หญิงบางคนดึงหญ้าพร้อมกับหัวเราะคิดคักกันไป บ้างก็ร้องตามเพลง

ช่วยกันถาก ดึง ดายหญ้ากันไปสักพัก พวกผู้ชายแบ่งกลุ่มกันเอาเข่งมากอบหญ้าใส่เข่งแล้วช่วยกันหิ้วเดินไปทิ้งที่กองขยะหลังบ้านเด็ก ผมถากหญ้าไปฟังเพลงจากวิทยุไปเสียจนเพลิน กะว่าจะหันไปคุยกับยายแก้มบุ๋มสักหน่อย แต่เห็นมีกองหญ้ากับมีดพร้าวางอยู่แค่นั้น ตัวเธอหายไปไหนก็ไม่รู้

มองดูรอบๆก็ไม่เห็นมี ทุกคนยังทำงานของตนไป ผมหันกลับมาถากหญ้าเหมือนเดิม แต่สักพักก็ได้ยินเสียงตะโกนเจื้อยแจ้วของเด็กผู้หญิงดังมาแต่ไกล

“ น้ำดื่มจ้า...น้ำดื่ม เอ้าหมู่เฮามาพักกินน้ำกันก่อนเร็ว ”

ผมหันไปดูตามเสียง เห็นแตงจีนถือถาดใส่แก้วน้ำไว้ ตามมาด้วยถาดใส่แก้วน้ำจากยายมาลี น้องโบนัส น้องฟ้าใส น้องใหม่เล็กใหม่ใหญ่ และน้องจอย ใจงาม ตามด้วยน้องเล็กๆอีกหลายคน พวกนั้นเที่ยวแจกน้ำให้ทุกคน แล้วมาถึงผมที่นั่งดายหญ้าอยู่

“ พี่ต่อจ๊ะ ”

ผมหันไปตามเสียงเรียก เห็นแตงจีนเดินถือถาดใส่แก้วน้ำเดินเข้ามา นั่นไง ยายแก้มบุ๋มกำลังเอาน้ำแต่ละแก้วแจกให้กับเด็กผู้หญิงที่นั่งดึงหญ้าอยู่ไม่ไกลจากที่ผมกับแตงจีนอยู่ ผมลุกขึ้นยืน

“ น้ำเย็นๆจ้ะพี่ ” แตงจีนส่งถาดน้ำมาให้ ผมกล่าวขอบคุณแล้วหยิบแก้วน้ำมาหนึ่งแก้ว

“ ขอบใจมากนะ ” ผมรับแก้วมาถือไว้แล้วหันไปเรียกยายแก้มบุ๋ม

“ เจ๊ขวัญ เจ๊ ” ยายแก้มบุ๋มหันมาทางผม “ มานี่หน่อยสิ ” ผมกวักมือเรียก

ยายแก้มบุ๋มเดินยิ้มแป้นถือถาดใส่แก้วน้ำมาหาผม

“ ขอน้ำเย็นๆสักแก้วนะ ” ผมพูดแล้วหยิบน้ำจากในถาดที่เธอถืออยู่ขึ้นมาดื่ม

“ ค่ะ ”

“ อ้าวพี่ต่อ ” แตงจีนร้องอุทานระหว่างที่ผมกำลังดื่มน้ำจากแก้วของยายแก้มบุ๋ม

“ ทำไมไม่ดื่มแก้วของโมล่ะ อุตส่าห์เอามาให้ ” แตงจีนถามต่อ

ผมดื่มน้ำหมดแก้วพอดี เอาแก้วน้ำที่ถืออยู่แต่ไม่ดื่มวางคืนไว้ในถาดของแตงจีน

“ น้ำจากแก้วของแตงไม่เย็นพอที่จะคลายร้อนได้หรอกนะ ” ผมพูด แล้วเอาแก้วน้ำที่ดื่มหมดแล้ววางไว้ในถาดของยายแก้มบุ๋มที่ถืออยู่

“ นี่ก็น้ำเย็นเหมือนกันนะพี่ ออกมาจากตู้เย็นเมื่อกี้นี่เอง ” เธอแย้ง

“ พี่รู้ มันก็เย็นเหมือนกัน เอางี้แตงไปแจกน้ำที่เหลือให้พวกผู้ชาย พวกไอ้ทองนั่นดีกว่านะ มันคงจะหิวน้ำจากแก้วาของแตงมากกว่านะ ปะ ไปสิ ”

“ ไปก็ได้ ” แตงจีนงอนแล้วเดินถือถาดใส่น้ำเดินออกไป ยายแก้มบุ๋มกับผมกลั้นหัวเราะที่ได้แกล้งแตงจีน

“ เจ๊ก็ไปแจกน้ำต่อได้แล้ว ” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มหยุดหัวเราะ ผมชี้ไปที่ไอ้ต้า “ เอไปป้อนให้เด็กคนนั้นหน่อยสิเจ๊ ไอ้คิ้วดกๆทรงกะลาครอบนั่นน่ะ”

“ เฮ้ย! จะบ้าตาย ไอ้หมอนี่อีกแล้ว มาได้ยังไงเนี่ย ” ยายแก้มบุ๋มหันไปมอง “ จะบ้าหรอพี่ พูดเล่นอะไรไปเรื่อยนะ ” ผมหัวเราะ

“ เขาชอบเจ๊ไม่ใช่หรอ คนในบ้านเด็กเขาลือกันเยอะนี่ ”

“ บ้า ไม่คุยด้วยแล้ว ไปดีกว่าวุ้ย ”

ยายแก้มบุ๋มเดินกลับไปแจกน้ำให้คนอื่นแล้ว ผมนั่งลงดายหญ้าต่อจากที่ทำค้างไว้วันนี้ยายแก้มบุ๋มบอกให้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ ทุกคนเก็บมีด จอบ และเข่งใส่หญ้าไปเก็บไว้

วันรุ่งขึ้นเรามาช่วยกันดายหญ้าอีก ทุกคนช่วยกันทำงานไปโดยไม่มีใครบ่น เพราะบางทีอาจจะเห็นเป็นเรื่องเล่นๆไปตัวโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ อายุห้าหกขวบขึ้นไป เด็กพวกนี้ใช่มือดึงหญ้าจนหลุดจากแรงกระชากจนเด็กๆล้มลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นก็มี หัวเราะกันร่า

งานดายหญ้าใช้เวลาในช่วงกลางวันทำอยู่ประมาณสองสามวันก็เสร็จ ทุกคนจะได้พักผ่อนสักที วันนี้ผมกำลังออกไปหาผักมาให้พวกสาวๆทำกับข้าวเย็นกินกันเองที่ห้องครัวบ้านเด็ก ว่าจะไปหาตรงแถวๆสวนข้างๆทางเข้าบ้านเด็ก เดินไปที่ชมรมจักสาน ไปขอยืมตะกร้ามาหนึ่งใบ เพื่อจะไปใส่ผักที่เก็บมาได้ ผมเดินถือตะกร้าเปล่าเดินผ่านชมรมภูมิปัญญาชาวอีสานอยู่ดีๆ

“ อ้ายต่อ.....”

มีใครเรียกชื่อผม หันไปมองข้างหลัง เห็นยายแก้มบุ๋มวิ่งออกมาหา

“ สิไปไสอ้าย ” ยายแก้มบุ๋มถาม

“ ไปเก็บผักหลังบ้านเนี่ย ”

“ เข้าไปกิ๋นน้ำกิ่นท่าในซุ้มก่อนบ่อ้าย มื้อนี้เฮ็ดแนวกิ๋นแซ๊บ....แซบอ้าย ไปกิ๋นข้าวนำหมู่เฮาจักหน้อยบ่อ้าย ” ยายแก้มบุ๋มชวนผม

“ จะแซบไม่แซบพี่ไม่รู้หรอกนะ เอาไว้วันหลังดีกว่า ตอนนี้พี่ขอไปเก็บผักมาให้พี่มาลีก่อนนะ ขอบใจมาก ”

“ บ่เป็นหยังอ้าย ข้อยไปก่อนเด้อ ” ยายแก้มบุ๋มเดินกลับเข้าซุ้มอีสานไปเหมือนเดิม

ยายเจ๊นี่มาแปลกๆอีกแล้วโว้ย ผมเดินต่อไปพลางคิดในใจ บายแก้มบุ๋มนี่ไปกินยาผิดมารึเปล่าเนี่ย ตอนเมื่อก่อนเธอยังไม่กล้าเข้ามาเหยียบที่ซุ้มอีสานเลยแม้แต่จะคิด ปลาร้าในไหทำพิษให้ยายแก้มบุ๋มอ้วกจนเข็ดที่จะปรารถนาถามถึงมันอีก แต่ทำไมวันนี้ยายเจ๊นี่กลับเดินเข้าไปร่วมกับเพื่อนๆเด็กอีสานได้ดี อย่างกับเป็นเพื่อนกันมาก่อน แถมยังดัดจริตพูดอีสานใส่ผมอีก

ระหว่างที่เก็บผักอยู่ในสวนก็คิด ช่างเขาเหอะ เมื่อตอนเธอยังเด็กๆเธอก็เคยชอบร้องเพลงแนวลูกทุ่งอีสานมาหลายเพลง ถ้าเธอจะปรับตัวเข้ากับเด็กอีสานเหล่านั้นได้ก็คงไม่แปลก ยายเจ๊นี่ไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว แต่มาคิดๆอีกทียายแก้มบุ๋มนี่ไม่น่าจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เธอเกลียดปลาร้าและอาหารการกินของคนอีสานจะตาย ตั้งแต่เธอเข้าไปดูเมื่อตอนอายุสิบเอ็ดปี พาลเกลียดปลาร้าและคนอีสานไปตั้งนาน พอมาปีนี้เธอกลับมาบ้านเด็กแล้วเข้าชมรมอีสานเขียวได้ซะงั้น ผมล่ะงงเลย ถ้าหากเธอเข้าชมรมนี้ได้โดยไม่ไปยุ่งกับปล้าร้าที่พวกอีสานเอาใส่ไหไว้กินกันนั้นเธอคงจะอยู่ชมรมนี้ไม่ได้แน่ เพราะเธอจะต้องโดนใครในชมรมบังคับให้กินปลาร้าต่อหน้า เพื่อนเป็นบททดสอบว่า เธอสามารถอยู่ในชมรมนี้ได้หรือไม่

ครั้งหนึ่ง ผมจะต้องเอาเนื้อเพลงของผมที่เพิ่งแต่งเสร็จ พร้อมกับซีดีไกด์เพลงเอาไปส่งให้น้องส้มที่ชมรมศิลปินจูเนียร์โฟล์วไลน์ ซึ่งจะต้องเดินผ่านชมรมของเด็กอีสานทุกที ระหว่างเดินไปถึงตรงศาลาตอนนี้มีหลายคนล้อมวงนั่งกินข้าวกันอยู่ ผมแลเห็นมียายแก้มบุ๋มนั่งอยู่ด้วย เธอยังไม่ทันเห็นผม ผมรีบเดินตรงไปโดยไม่มองเข้าไปที่ศาลา แต่ก็ไม่เคยรอดสายตาของยายแก้มบุ๋มนี่อยู่ดี

“ พี่ต่อ จะไปไหน ” เสียงยายแก้มบุ๋มดังอยู่ข้างหลัง ผมยุดหันไปมองเห็นเธอเดินพลางวิ่งเข้ามาหา

“ จะเอาเพลงที่เพิ่งแต่งเสร็จไปให้น้องส้มฝึกร้องน่ะ แล้วนี่เจ๊มาทำอะไรที่นี่หรอ ”

“ ก็มากินข้าวกับเพื่อนๆ นี่เที่ยงแล้วนี่ พี่ต่อไปกินข้าวกับพวกเราหน่อยนะ นะ เดี๋ยวค่อยไปหาส้มโอก็ได้ พี่ต่อบอกว่าวันหลังจะมาให้ได้ พี่ต่อต้องไปวันนี้และตอนนี้ด้วย”

“ โอเค ไปก็ไป ” ผมทำตามอย่างว่าง่าย ยายนี่เดินนำผมไป แปลกไหม ทำไมวันนี้ไม่เว้าอีสาน

ยายแก้มบุ๋มเดินขึ้นไปบนศาลาโดยมีผมตามหลัง มีผู้ชายผู้หญิงหลายคนกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่

“ หมู่เฮา มื้อนี้อ้ายใหญ่สิมากิ๋นข้าวนำเด้อ ” ยายแก้มบุ๋มเว้าอีสานประกาศให้ทุกคน

“ เอ้า เฮ.....” พวกนั้นเฮกันขึ้นมา ผมเขินนิดหน่อยที่ต้องมาร่วมวงกินข้าวกับใครหลายๆคน

ยายแก้มบุ๋มพาผมไปนั่งลงบนพื้นข้างๆไอ้บอส ส่วนเธอก็นั่งข้างๆผม ผมอาแฟ้มเอกสารกับแผ่นซีดีวางไว้บนพื้นข้างๆตัว

“ เอื้อยน้ำ ข้าวเหนียวจานหนึ่ง ” ยายแก้มบุ๋มหันไปบอกคนที่ชื่อน้ำ เขาเปิดก่องข้าวเหนียวแล้วคดข้าวเหนียวใส่จานส่งให้ยายแก้มบุ๋ม แล้วเธอก็ยื่นให้ผม

ผมมองดูในถ้วยอาหารตรงหน้า “ มีอะไรกินบ้างล่ะวันนี้เจ๊ ”

“ หลายาอย่างเลย ”เธอยกแกงหนึ่งให้ผมดู “ เคยเห็นไหมนี่คืออะไร ”

“ แกงขนุนนี่เจ๊ แต่ว่าเผ็ดไหม ” ผมถาม

“ ก็ใส่พริกนิดหน่อย ถ้าไม่ใส่ก็จะบ่แซ่บ แม่นบ่ หมู่เฮา ”

“ แม่นแล้ว ” ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน

“ นี่อีก ” เธอวางถ้วยขนุนลง “ นี่แกงไข่มดแดง วันนี้พี่บอสไปแหย่มาจากรังในป่าโน้นได้มาเยอะ เก็บผักหวานเอามาด้วย เป็นแกงมดแดงใส่ผักหวาน ซิมเบิ่ง ”

ยายแก้มบุ๋มเอาช้อนตักแกงส่งให้ผมชิม

“ เป๋นแนวได๋อ้าย แซ่บบ่ ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถาม ผมพยักศรีษะแทนคำตอบ

“ ที่ขาดไม่ได้เลยนะ นี่....” ยายแก้มบุ๋มหยิบจานหนึ่งขึ้นมา เป็นจังหวะที่คนหนึ่งกำลังจะตักของในจานนั้น แต่ยายแก้มบุ๋มยกจานขึ้นมาก่อน

“ นี่ตำบักหุ่ง ใส่ปลาร้าต่วง ลองซิมเบิ่ง ” ผมเอาช้อนตักเข้าปาก มันเผ็ดพอดูเลย หอมกลิ่นปลาร้าเนอะ ผมเห็นยายแก้มบุ๋มตักปลาร้าตัวเล็กๆเข้าปากเคี้ยวตาม

“ เจ๊กินได้แล้วหรอ ปลาร้าน่ะ ไม่เหม็นหรอ ” ยายแก้มบุ๋มต้อนผม ผมหยิบข้าวเหนียวเข้าปากคำแรก พร้อมกับตักส้มตำเข้าปาก

“ มาว่าของดีของเพิ่นเหม็น ” ยายแก้มบุ๋มพูดไทยปนอีสาน “ จะอยู่รวมกับคนอีสานก็ต้องกินของพวกนี้ให้ได้ กินๆไปเถอะ อย่าบ่น ” เธอกำลังจะวางจานไว้ที่เดิม

“ แล้วก็มะละกอนี่นะ ข้างสวนผักเรามีต้นเยอะแยะ ลูกดกๆทั้งนั้น เอามาทำส้มตำแต่ละทีนี่ต้องบอกว่าสุดยอด ” ผมหยิบข้าวเหนียวกินกับแกงขนุนและแกงไข่มดแดง เธอกำลังจะเอาจานวางไว้ที่เดิม แต่ก็ยกมาอีก

“ แล้วปลาร้านี่นะพี่ ต้องใส่เป็นตัวๆเลยถึงจะกินได้อร่อยลิ้น เอาน้ำปลาร้าไปต้มแล้วจิ้มกินกับข้าวเหนียว อุ๊ย แซ่บอย่าบอกไผ ” เธอกำลังจะวางจานลง แต่ก็ยกมาอีก

“ แล้วก็ต้องมีถ่ะ.....”

“ โอ้ยอี่นาง แล้วมื้อได๋อ้ายสิได้กิ๋นหือ บ่อต้องยกไปให้อ้ายเพิ่นเบิ่งดอก ซี้ให้เบิ่งกะได้ตั๊ว เอามาวางไว้คือเก่า”

ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่างอายๆก่อนจะเอาจานส้มตำไปวางไว้

ผมนั่งกินข้าวไปเรื่อยๆ กินแกงขนุนที แกงไข่มดแดงที ยายแก้มบุ๋มอดแนะนำของกินอีกหลายอย่างไม่ได้

“ มีคั่วแมงนำเด้ออ้าย นี่ตั๊กแต๋นคั่ว ” เธอหยิบส่งให้ผมหนึ่งตัว มันเค็มๆ คงจะใส่เกลือตอนหลังทอด

“ แล่วนี่....” เธอเอาช้อนตักของในอีกจานให้ผมดู “ คั่วแมงเม่า หน้านี่ออกหล๊าย หลาย บินกั๋นทั่ว เลยจับมาคั่วสู่กั๋นกิ๋น ” เธอตักมันใส่ปากตัวเองจนหมดช้อน

เธอหยิบตัวอะไรขึ้นมาให้ผมดู

“ นี่ปิ้งกะป๋อม ”

“ กะปอม กิ้งก่าเนี่ยนะ ” ผมถาม

“ แม่น อ่ะลองซิมเบิ่ง ” ผมรับกิ้งก่าปิ้งในมือของเธอมากัดกินแล้วตามด้วยข้าวเหนียวคำโต แหม.....มันอร่อยจริงๆครับ

กินกิ้งก่าปิ้งยังไม่ทันหมดตัว ยายแก้มบุ๋มยกจานแมงคั่วอีกจานที่ไม่มีใครกินมาให้ผมดู

“ นี่คั่วกุ๊ดจี่ เอื้อยหนูไปเก็บมาคั่ว ”

“ พี่ไม่กินได้ไหมเจ๊ ” ตัวเล็กตัวน้อยสีดำๆนอนอยู่ในถ้วยแน่นิ่ง

“ จักโต๋หนึ่ง ” เธอหยิบทำท่าจะป้อน เอากินก็กิน อ้าปากให้ยายแก้มบุ๋มโยนเข้าปากเคี้ยวๆแล้วกลืนหาย หลับตานึกภาพตอนมันยังเป็นๆที่ชอบไชอยู่ในกองขี้ควาย ยี้......อยากจะอ้วก แล้วผมทนกินเข้าไปได้ยังไงเนี่ย

ข้าวเหนียวในจานยังไม่หมด ผมหยิบกิ้งก่าปิ้งตัวที่สองมากินกับข้าว แล้วตามด้วยตั๊กแตนทอดอีกหลายตัว ส่วนส้มตำนั้นหมดไปแล้ว

ผมหยิบแมงเม่า ไม่ใช่สิ เอาข้าวเหนียวไปจ้ำๆในจานขึ้นมาใส่ปากกิน ตามด้วยข้าวเหนียวกับแกงไข่มดแดง กิ้งก่าปิ้งตัวที่สาม กัดกิ้งก่าคำหนึ่ง กัดข้าวเหนียวคำหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเริ่มอิ่มบ้างแล้ว ข้าวเหนียวในจาน เหลืออีกปั้นหนึ่ง ยายแก้มบุ๋มก็กินเกือบจะหมดแล้ว ถ้าผมกินข้าวไม่หมดก็กลัวว่าพวกเขาจะบ่น ก็เลยตัดสินใจกินกับแกงไข่มดแดงจนหมด ยายแก้มบุ๋มกินหมดก่อนเพื่อน ผมกินหมดเป็นลำดับต่อมา รู้สึกแน่นท้องจังเลย

“ เจ๊ขอน้ำกินให้พี่หน่อยสิ แน่นท้องไปหมดแล้วเนี่ย ผมหันไปบอกยายแก้มบุ๋มที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆอยู่

“ ขอน้ำกินให้พ่อลุงแว่นคนนี้หน่อยค่ะพี่ ” ยายแก้มบุ๋มบอกหลังจากกลืนข้าวลงคอไปแล้ว

“ โหเจ๊ เรียกกันแบบนี้เลยหรอ แล้วเจ๊ะล่ะ ไอ้.....ไอ้ ไอ้เด็กอมมือ โด่.....”

ผมเถียงยายแก้มบุ๋มที่หันไปรับขันน้ำจากผู้ชายคนหนึ่งมาถือไว้

“ พูดอีกก็ถูกอีกว่าเค้ายังอมมือ เพราะว่า น้องยังเป็นเด็กหน้อย แม่นบ่ หมู่เฮา ”

“ แม่นแล้ว ” เสียงขานตอบรับยายแก้มบุ๋มทำเอาผมเหี่ยวเลย

ป้าด..... พวกมันช่างเข้าข้างยายแก้มบุ๋มจริงจริ๊ง ผมรับขันน้ำที่เธอส่งมาให้ดื่ม มองสีหน้าเธอยิ้มอย่างผู้ชนะ แล้วก็เอากิ้งก่าปิ้งตัวสุดท้ายมากินเล่น ผมวางขันน้ำไว้บนพื้น พูดขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ ก่อนจะเก็บเอกสารกับแผ่นซีดีมาถือไว้ ลุกขึ้นยืน

“ โอกาสหน้าเซิญมากิ๋นข้าวนำกั๋นใหม่เด้อค่ะเด้อ ” เสียงยายแก้มบุ๋มพูดขึ้น

“ กลับแล้วนะ ” ผมพูดแล้วเดินลงศาลาไป

“ โชคดีเด้อครับ ” เสียงบักบอสตอบเสียงอู้อี้เพราะยังมีอาหารอยู่เต็มปาก

ผมเดินออกมารู้สึกอึดอัดท้องเล็กน้อย ถือซองใส่เอกสารและแผ่นซีดีตรงไปที่อาคารชมรมศิลปินจูเนียร์โฟลว์ไลน์ ไม่มีใครอยู่เลยสักคนเพราะครูและนักเรียนต่างก็ไปกินข้าวกันหมดเลย ประตูเปิดไว้ ผมเลยเอาซองเอกสารกับแผ่นซีดีวางไว้ที่โต๊ะ

แล้วเดินออกมาทางเก่า ผ่านศาลาที่พวกเด็กอีสานกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ ผมเดินผ่านไปแล้วเข้าไปบ้านเด็ก กะจะไปดูว่ามีงานอะไรให้ทำบ้าง ผมเดินไปห้องพี่เลี้ยงบ้านเด็ก เห็นใครหลายคนนั่งเล่นเน็ตอยู่ที่คอมแต่ละเครื่อง เห็นไอ้บอยนั่งดูทีวีอยู่ น้องป่านนั่งเล่นเกมส์จากโน้ตบุ๊คของเธออยู่ตรงข้ามโต๊ะที่ไอ้บอยนั่งอยู่ จำได้ว่ามีน้องฟ้า น้องจอย น้องมาลัยนั่งเล่นคอมอยู่ด้านหลัง

ผมเดินเข้าไปนั่งข้างๆไอ้บอย แล้วเอ่ยปากคุยกับมัน

“ บอย ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม ”

ไอ้บอยหันมามองผม

“ มีอะไรเหรอพี่ ”

“ บอยคิดว่ายายแก้มบุ๋มกลับมาบ้านเด็กปีนี้ว่าเค้าดูแปลกๆไปไหน

“ อืม..... ” ไอ้บอยครุ่นคิดอยู่สักพัก “ ไม่รู้สิ รู้แต่ว่าเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง ”

“ ไม่ใช่ ยายนี่ทำนิสัยแปลกๆ ฟังนะ เมื่อก่อนยายนี่มันเป็นโรคเดียวกับน้องป่าน ”

น้องป่านเงยหน้ามองผม

“ อะไรหรอพี่ต่อ ใครเป็นโรคอะไรหรอ ”

“ ยายแก้มบุ๋มไง เมื่อก่อนเขาเกลียดปลาร้าเหมือนน้องป่านนี่แหละ ชมรมอีสานก็ไม่กล้าเข้าไปเหยียบเลยนะ เห็นปลาร้าที่ไหนเป็นต้องวิ่งแจ้นก่อนใคร แต่พอมาปีนี้เนี่ย เขากลับกินส้มตำที่ใส่ปลาร้าได้ แปลกไหมล่ะ พี่เพิ่งไปเห็นกับตามาเมื่อตอนเที่ยงนี่เองนะ ปล้าตัวเล็กๆเป็นตัวๆนี่เขากินเข้าไปต่อหน้าต่อตาพี่เลยนะ เมื่อก่อนเขาเกลียดปลาร้า เกลียดอาหารอีสานเข้ากระดูกดำแต่ปีนี้เขากลับมาเข้าชมรมอีสานได้อย่างกับเป็นพวกเดียวกันมาก่อน แถมยังดัดจริต พูดอีสานใส่พี่อีกด้วยนะ ”

“ ท่าจะจริงนะคะพี่ เมื่อสองวันก่อนป่านเห็นเขายกถ้วยน้ำปลาร้าที่ต้มจนกลิ่นหึ่งเอามาจิ้มกับข้าวเหนียวนั่งกินในห้องอัดที่ชั้นสี่ ป่านนั่งฟังเพลงอยู่ก็นึกว่ากลิ่นอะไรเน่าๆลอยมาเตะจมูกในห้องอัดน่ะ พี่เขานั่งกินอยู่ตรงอีกมุมหนึ่งของห้อง ป่านก็นึกว่าพี่ต่อจะเอาปลาร้ามารดหัวป่านเสียอีก นึกถึงตอนนั้นแล้วยังขนลุกยังไม่หายเลย

ไอ้บอยออกความเห็นบ้าง หลังจากที่นั่งฟังอยู่สักพัก

“ เราว่านะ ผีเด็กอีสานมาสิงน้องเขารึเปล่าก็ไม่รู้ ถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ ”ไอ้บอยพูดพลางยิ้มๆ

“ มีทางเดียวคงต้องเอาผีออก แล้วพี่เขาก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ” น้องป่านพูดบ้าง

“ อย่ามั่วกันสิ พี่แค่อยากรู้ว่าทำมายายแก้มบุ๋มนี่ถึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเท่านั้นเองนะ คงไม่เกี่ยวกับผีอะไรมาสิงหรอกมั้ง ถ้าเขาอยากเป็นบ้าๆบอๆก็ช่างเขาไป พี่จะไม่ยุ่งอะไรด้วยแล้ว ตอนกลางวันเดินผ่านซุ้มอีสานเมื่อไหร่เป็นต้องโดนยายแก้มบุ๋มนี่เรียกให้ไปกินข้าวด้วยกับพวกเด็กอีสานอยู่ตลอดเลย ไม่ขึ้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะเสียมารยาท ”

“ เราก็เคยโดนนะพี่ แค่ครั้งเดียวก็เข็ด แต่เมื่อก่อนนั้นมียายแก้มบุ๋มอะไรของพี่นั่นอยู่ด้วยหรอก ป่านเคยโดนไหม ” ไอ้บอยถามผมแล้วถามน้องป่าน

“ ยังไม่เคยค่ะ เพราะป่านไม่เคยเข้าไปที่ซุ้มนั่นเลยน่ะ แต่พี่เขาเคยชวนมากินข้าวกับเขานะ แต่ป่านไม่ไปเอง ”

“ คงจะเป็นอย่างสุภาษิตที่ว่า “เกลียดอะไรก็มักจะได้อย่างนั้น ” มั้งพี่ ท่าจะเป็นจริงเนอะ ยายแก้มบุ๋มเกลียดปลาร้า เกลียดความเป็นอีสาน ก็เลยได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกชมรมอีสานนั่นแล ” ไอ้บอยพูดอีก

“ น้องป่านก็เกลียดปลาร้า แล้วน้องป่านจะต้องเป็นเหมือนพี่เขารึเปล่าคะ ”

“ อาหารพวกนี้มีประโยชน์นะป่าน ถ้าป่านกินได้มันก็จะเป็นผลดีต่อกับตัวป่านเอง แล้วป่านไม่อยากเข้าไปดูความเป็นอยู่ของพวกเขาบ้างหรอ วิถีชีวิตของพวกเขาน่าสนใจดีนะ ” ผมว่า

“ ก็อยากไปดูค่ะ แต่ว่าป่านกลัวว่าจะได้จ๊ะเอ๋กับปลาร้าน่ะสิคะ ”

“ คงจะต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อยกว่าจะชินกับอาหารพวกนี้นะป่าน ป่านก็ลองหาข้อมูลในเน็ตศึกษาดูก่อนก็ได้นี่ ก่อนจะไปดูของจริงที่ชมรมของเขา ถือว่าเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจไง ”

“ ก็ได้ค่ะ ” น้องป่านพูด ก่อนจะหันไปขลุกกับโน้ตบุ๊คของตัวเองอีกครั้ง

ผมนั่งคุยกับไอ้บอยไปอีกสักพัก จากนั้นขอตัวลุกเดินออกมา ว่าจะไปหาน้องจอยและเพื่อนๆหลายๆคนที่ในห้องดูแลเด็กผู้หญิง น้องส้มเห็นผมมาก็พามาเล่นด้วย วันนี้มีน้องชมพู่ อายุห้าขวบ น้องสาวคนแรกของน้องส้มมาเที่ยวด้วย น้องชมพู่นั่งดูหนังสือภาพโดยมีพี่สาวของตนนั่งอ่านให้ฟังอยู่ใกล้ๆ มีน้องจอยมานั่งคุยกับผมเหมืนอทุกทีที่ได้เจอกัน ท่าทางน้องจอยจะเห่อน้องชมพู่มากกว่า เพราะเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านเด็ก น้องส้มพามาอยู่วันแรก มาเล่นกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่บ้านเด็กนี้ พอตกค่ำก็จะพากลับบ้านไป ในเวลาช่วงกลางวันอยู่ที่บ้านเด็กนี้ น้องชมพู่เป็นเด็กที่เข้ากับเพื่อนๆได้เก่ง น่ารักพี ถ้าเอามาเปรียบเทียบกับพี่สาวจะดูไม่ออกว่านี่ทำไมหน้าตาคล้ายๆกัน เหมือนแม่กับลูกซะงั้น

ช่วงเวลาพักของน้องส้มที่ดูแลเด็กในห้องของเด็กผู้หญิงเสร็จแล้วก็มานั่งเล่นกันที่ศาลาใกล้ๆกับบ้านเด็ก เธอพาผมกับน้องชมพู่ไปเล่นที่ศาลาที่ว่า ผมนั่งคุยกับน้องส้มไป ส่วนน้องชมพู่ก็นั่งเล่นดอกไม้หลากสีที่เก็บมาจากข้างๆบ้าน นั่งเล่นอยู่ใกล้ๆ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงน้องชมพู่ที่หันมาบอก

“ แม่ ชมพู่อยากได้ดอกไม้อีกเยอะๆ ” ดอกไม้บนโต๊ะนั้นเหี่ยวหมดแล้ว

ชมพู่เขาชอบเรียกพี่สาวของตนว่าแม่ เพรามีคนในบ้านเด็กทักว่ามีหน้าตาคล้ายๆกันทั้งสองคน ชมพู่จึงติดนิสัยเรียกพี่สาวของตนเองว่าแม่ น้องส้มชอบว่าให้เรียกพี่หลายครั้งแล้ว แต่น้องชมพู่ก็ยังเรียกแม่ตลอด น้องส้มว่าก็ไม่ฟัง เลยปล่อยให้เรียกแม่ไปตามเลย หลายคนเข้าใจผิดว่าน้องส้มมีลูกตั้งแต่อายุสิบปลายๆ เลยต้องอธิบายให้เข้าใจว่านี่คือน้องสาว ไม่ใช่ลูก เขาชอบเรียกว่าแม่ คงจะเป็นเพราะแม่ของน้องส้มกับน้องชมพู่ไม่มี เพราะแม่แยกทางกับพ่อไป น้องชมพู่จึงคิดว่าน้องส้มเป็นพี่สาวและเป็นแม่ด้วย เธอคงคิดเล่นๆตามประสาเด็กๆ

“ จ้า เดี๋ยวพี่จะหามาให้เยอะๆ ” น้องส้มบอกพลางเอามือไปหญิงแก้มขาวๆของน้องสาวตนเอง

“ เดี๋ยวพี่เก็บที่สวนดอกไม้หลังตึกมาให้ดีกว่านะ เอาเยอะๆ หลายๆสีเลย ”

ผมโน้มตัวลงไปบอกน้องชมพู่

“ ลุง ” เสียงน้องชมพู่บอก เล่นเอาน้องส้มหัวเราะลั่น

“ เอ้า ลุงก็ลุง เดี๋ยววจะไปเก็บมาให้เยอะๆเลย ” ผมพูดแล้วยิ้มให้น้องชมพู่ ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้น้องชมพู่กับพี่สาวนั่งเล่นตามลำพังกันสองคน น่าตลกดีนะ ที่ใครๆชอบทักว่าน้องส้มกับน้องชมพู่เป็นแม่ลูกกัน เพราะหน้าตาคล้ายกันไม่มีผิด ผมคิดไปก็อดแอบยิ้มออกมาไม่ได้

ผมเดินอ้อมหลังตึกจูเนียร์โฟลว์ไลน์ตรงไปหลังตึก ที่นั่นมีลานกว้างๆสำหรบทำกิจกรรมกลางแจ้งของสมาชิกจูเนียร์โฟลวไลน์ ซึ่งวันนี้เห็นว่าหญ้าที่ช่วยกันถากเมื่อสองหลายวันก่อนไม่เหลือแม้แต่ราก เดินลัดสนามที่ว่านี้ตรงเข้าไปในป่าเล็กๆ ถ้าตรงไปอีกหน่อยก็จะเจอสวนดอกไม้แปลงเล็กๆ เดินตรงไปอีกหน่อยจะเป็นคลอง ถัดไปก็เป็นแปลงนาของชาวบ้านแถวนี้

ผมเดินลัดหญ้ารกๆเดินเข้าไปในพุ่มไม้ โผล่ออกมาเจอที่โล่งๆ ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปสวนดอกไม้ เลี้ยวขวาก็จะไปทางลงคลองที่ว่านี้

ผมเดินเลี้ยวซ้ายตรงไปอีกหน่อย ตกใจเพราะได้ยินเสียงร้องเพลงดังขึ้นมาจากตรงพุ่มไม้ตรงหน้า ผมรีบวกเข้ามาหลบตรงกอหญ้าสูงๆข้างๆทันทีด้วยความตกใจ

“ ชวนอ้ายไปแหย่ไข่มดแดง จับแมงแคงแมงจินูนมานำ พี่เป็นคนแบกน้องกำ พี่เป็นคนแบกน้องกำ ฝนตกฮำละมดแดงเปียกปอน ฝนตกฮำละมดแดงเปียกปอน ”

เสียงเด็กผู้หญิงที่ดัดเสียงจนแหลมเล็ก ร้องเพลงดังมาจากพุ่มไม้ใหญ่ตรงหน้า ผมโผล่หัวออกไปดู นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้เป็นยายแก้มบุ๋มนี่เอง กลังยืนกำมือเสมือนจับไมค์ยืนร้องเพลงหันหลังให้ผม เธอยืนร้องเพลงอยู่คนเดียวในป่านี่น่ะหรอ เพลงอีสานซะด้วย แล้วเดินไปที่ดงดอกไม้อะไรก็ไม่รู้เป็นดอกสีแดงๆอยู่หลายต้น แล้วเริ่มร้องเพลงอีก พลางเต้นไปด้วย

“ อ้ายเป็นคนแบกไม้สาว คันยาวยาวจักถึงฮังมดแดง น้องถือคู้ถังเดินแยง น้องถือคู้ถังเดินแยง หา มดแดงพร้อมกันไปนำ ”

เพลงอะไรเนี่ย ผมเพิ่งเคยได้ยินตอนนี้ที่ยายแก้มบุ๋มร้องอยู่ ขนาดผมไม่เห็นหน้า ยังจำได้ว่านี่คือเสียงของยายแก้มบุ๋ม ผมเปียที่ยาวๆขงเธอแกว่งไปมาตามจังหวะขยับตัว เอามือไปจับดอกโน้น ทีดอกนี้ที มือขวายังทำท่าจับไมค์

“ เย็นนี้ป่นและแกงไข่ มดแดงที่ได้มาเราก้อยแซบ อร่อยถ้าพี่กินกับน้อง ความสุขเฮาสอง คงเหลือล้น....”

ยายแก้มบุ๋มร้องจบแล้ววิ่งเข้าไปหลังพุ่มไม้นั่น เงียบไปซักพัก ผมค่อยๆลุกเดินกำลังตรงจะไปสวนดอกไม้

“ พี่ต่อ ! ”

ซวยแล้วลี ยายแก้มบุ๋มเห็นผมจนได้ ผมหันมาตามเสียงเรียก ยายแก้มบุ๋มยืนยิ้มปรี่อยู่

“ จ๊ะเอ๋ จะไปไหนหรอพี่ ” ยายแก้มบุ๋มถาม ผมเห็นเธอเอาดอกหน้าวัวเสียบไว้ที่เหนือหูข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งมีดอกอะไรก็ไม่รู้สีแดงๆเหน็บอยู่ ป้าด.........ดูมันทำ อย่างกับคนบ้าหลุดออกมาจากโรงพยาบาล ใครก็ได้โทรเรียกศรีธัญญาทีเด้ะ โทรเรียกตำรวจก็ได้

ก่อนที่ผมจะทันพูดอะไร ยายแก้มบุ๋มก็เข้ามาลากแขนผมไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่

“ จำทำอะไรเจ๊ ”

“ แหม มาเหนื่อยๆมานั่งพักหน่อยสิ พี่ต่อ ไปช่วยเค้าเก็บแมงกุดจี่ที่คันนาตรงนูนหน่อยสิ นะ ” ยายแก้มบุ๋มเขย่าแขนผมแล้วชี้ไปตรงนา

“ แล้วเจ๊จะเก็บมาทำอะไร เอามาเลี้ยงหรอ ”

“ไม่ใช่ ” ยายแก้มบุ๋มส่ายหัว แล้วยิ้ม “ เค้าจะเอามาคั่วกิน ”

ป้าด ดูมัน ผีอีสานเข้าสิงรึไงวะเนี่ย

“ ไม่เอา ไม่ไห เรื่องอะไรพี่จะต้องไปคุ้ยขี้กองขี้ควายหาแมงอะไรนั่นกับเจ๊นั่นน่ะ อย่าทะลึ่งนะ แล้วนี่เอาดอกอะไรมาเสียบไว้เนี่ย น่าเกลียด ”

ยายแก้มบุ๋มน่าบึ้ง เอามือไปทาบตรงที่เหน็บดอกไว้

“ ไม่เห็นน่าเกลียดเลย สวยออก ” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางยิ้ม “ ออกจะน่ารักอีกด้วย ”

“ นะพี่ต่อ ไปช่วยเค้าเก็บแมงกุดจี่เอามาคั่วกินหน่อยนะ ไปคุ้ยขี้ควายด้วยกันไง ”ยายแก้มบุ๋มจับมือผมไว้ข้างหนึ่ง เขย่าเบาๆ

“ อย่ามาทำทะลึ่งกับพี่นะเจ๊ ปล่อยพี่นะ ไม่งั้นเดี๋ยวพี่จะถีบเจ๊กระเด็นไปติดต้นไม้ใหญ่นี่ จนวิญญาณผีอีสานกระเด็นออกจากร่างเลยนะเจ๊ ” ผมขู่เธอ

“ ไม่ปล่อย พี่ต่อไม่กล้าถีบเค้าหรอก ” เธอยิ้มยั่ว

“ นะ ไปช่วยเค้าเก็บหน่อยนะ ตรงนู้นไง ”

จังหวะที่ยายแก้มบุ๋มหันยิ้มไปตรงคันนา ผมยกเท้าขวาถีบเธอจนเซไปติดกับต้นไม้ใหญ่ทันที

“ พลั่ก ”

“ ตุ้บ! ”

“ โอ้ย......” เสียงยายแก้มบุ๋มร้องโอดโอยพลางหัวเราะปนไปด้วย ระหว่างที่กำลังทรุดตัวลงนั่งฮวบกับพื้นด้วยความเจ็บปวด

ผมควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จริงๆ ถีบยายแก้มบุ๋มแรงพอจนเซไปกระแทกกับต้นไม้

“ เป็นยังไงเจ๊ บอกแล้วไงว่าพี่จะถีบจริงๆ ทีหลังอย่ามาทำทะลึ่งกับพี่แบบนี้อีก จำไว้ ” สีหน้ายายแก้มบุ๋มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

“ โอย..... เเล่วม๊า ถีบน่องขวัญเฮ็ดหย๊าง ” เธอเว้าอีสานใส่ผมเสียงดัง

ผมหมั่นไส้ยายแก้มบุ๋มนี่ขึ้นมาบ้างแล้ว อยากจะยกเท้าถีบซ้ำ

“ หนอย.....มาถีบน้องขวัญเฮ็ดหยัง ยังไม่ออกใช่ไหม แบบนี้ต้องโดนถีบอีกรอบ ”ผมยกเท้าหมายจะถีบอีกรอบ

“ ว้าย ! ไม่เอาแล้ว อย่า อย่าทำข้อย อย่าทำเค้านะ ไม่พูดแล้วก็ได้ โอย.....”.

ยายแก้มบุ๋มยกมือมาป้องหน้า ผมหยุดถีบแล้วเอาเท้าลง ค่อยๆเดินถอยหลัง

“ อย่านะ อย่าตามพี่มานะ เดี๋ยวจะโดนบาทาพิฆาตอีก ” ผมบอกเธอที่กำลังลุกขึ้นยืน ผมรีบเดินออกมาทันที พลางหันไปมอง

“ ทามมายถึงทามกับฉานด้าย.......” ยายแก้มบุ๋มตะโกนออกมาอีก

ผมเดินไปไกลแล้วตะโกนตอบ

“ เออ เดี๋ยวจะโดนอีก ” ผมรีบเดินตรงไปสวนดอกไม้ทันที

เก็บดอกไม้หลายอย่างที่จะไปให้น้องชมพู่ พลางนั่งคิดถึงเรื่องที่เจอมาเมื่อกี้นี้ ยายแก้มบุ๋มนี่ก็ชอบทะลึ่งตึงตังเสียจริงๆเลย ตั้งแต่เข้าชมอีสานนี่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย จะว่าเปลี่ยนไปในทางดีหรือร้ายก็ไม่รู้ กลายเป็นคนทะลึ่งตึงตังไปเลย ไม่เหลือเค้าความน่ารักน่าเอ็นดูเสียเล้ย...

นึกขึ้นมาได้ว่าที่ผมถีบยายแก้มบุ๋มนั่นเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ผมกลัวว่าเธอจะโกรธผมแลเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อทวีชัย นึกขึ้นแล้วก็รวบดอกไม้ที่เก็บมาได้ ลุกขึ้นเดินไปหายายแก้มบุ๋มทันที

ยายแก้มบุ๋มยังนั่งอยู่ที่เดิม เอาดอกไม้สีแดงมาเด็ดกลีบเล่น ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเธอ

“ ขอโทษนะเจ๊ ที่พี่ถีบเจ๊น่ะ ”

ยายแก้มบุ๋มเงยหน้าขึ้นมามองแล้วยิ้มให้

“ ไม่เป็นไร เค้าไม่โกรธ ”

“ เจ็บมากไหม ”

“ ไม่เจ็บเลย แต่ตอนนี้เค้าอยากกลับแล้วมากกว่า ”

ผมวางดอกไม้ช่อใหญ่ไว้ข้างๆเธอ ยายนี่ยิ้มให้แล้วมองดูดอกไม้

“ เจ๊ไม่โกรธพี่จริงๆนะ ”

“ โกรธกันไปแล้วจะได้อะไรล่ะ เค้าเคยสอนให้เด็กๆในบ้านให้รู้จักอภัยให้กัน โกรธกันไม่เอา แล้วถ้าเค้ามาโกรธพี่เรื่องแค่ซะเอง ไม่อายเด็กตัวเล็กๆหรอกหรอ

“ ขอบใจเจ๊มากนะ ที่ไม่โกรธพี่ ต่อไปนี่พี่จะไม่ทำอะไรรุนแรงแบบนี้แล้วล่ะ ”

ยายแก้มบุ๋มยิ้มให้แล้วหันไปมองข้างๆ จนเห็นแก้มบุ๋มเป็นร่องที่แก้มขวาของเธอ

“ ดอกไม้สวยดีนะ เอามาให้เค้าเหรอ “ เธอถามอย่างอายๆ

ผมรีบคว้าช่อดอกไม้ที่เก็บมาถือไว้ในมือทันที แล้วลุกยืน

“ เปล่า พี่ไม่ได้เก็บมาให้เจ๊ ”

“ อ้าว ” ยายแก้มบุ๋มตีสีหน้าแปลกใจ

“ พี่เก็บไปให้น้องชมพู่ต่างหากล่ะ ไปก่อนนะ เดี๋ยวน้องขาจะรอนาน ”

ผมพูดแล้วเดินกลับไปทางเก่า

“ อ้าวเดี๋ยวสิพี่ต่อ รอเค้าก่อน โอ้ย......”

ผมได้ยินเสียงยายแก้มบุ๋มร้องด้วยความเจ็บปวด เพิ่งรู้ว่าจะเดินไปทางสวนดอกไม้

“ อ้าวไอ้บ้า หวานเสียจนลืมทางกลับเลย ผิดทาง ” ผมพึมพำกับตนเองเบาๆ

“ พี่ต่อ อย่าเพิ่งไปสิ มาช่วยเค้าก่อน พี่ต่อ ” ยายแก้มบุ๋มร้องให้ช่วย ผมรีบเดินผ่านไปโดยไม่หันไปมอง

“ ใจร้ายน่ะ ” นั่นคือเสียงตะโกนของยายแก้มบุ๋ม ประโยคสุดท้ายก่อนที่ผมจะเดินอ้อมตึกจุเนียร์โฟล์วไลน์เดินกลับผ่านหน้าบ้านเด็ก ตรงไปที่ศาลา ตอนนี้เห็นน้องส้มกับน้องชมพู่วิ่งเล่นกันอยู่

“ ดอกไม้สำหรับคนสวยจ้ะ ”

ผมส่งช่อดอกไม้ให้น้องชมพู่ที่วิ่งหนีพี่สาวมาทางผม

“ ขอบคุณค่ะ ” น้องชมพู่ไหว้ขอบคุณ ผมรับไหว้ น้องชมพู่รับดอกไม้มาถือไว้

“ อันนี้ให้แม่ ” เธอหยิบดอกสีม่งให้น้องส้ม

“ จ้ะ ” น้องส้มรับดอกไม้ในมือน้องสาวมาถือไว้

“ อันนี้ให้.....” น้องชมพู่หยิบดอกสีเหลืองให้ผมรับมาถือไว้

“ ให้พ่อ ”

“ เฮ้ย ! ” ผมกับน้องส้มอุทาน น้องชมพู่ได้แต่หัวเราะร่า

“ พ่อเอาดอกไม้ให้แม่ซี ให้เหมือนกับผู้ชายที่เอาดอกไม้ไปให้ผู้หญิงในทีวีไง ”้

น้องส้มดึงชายเสื้อผมให้ไปหาน้องส้ม แล้วผลักหลังผมให้เดินเข้าไปหาน้องส้มที่ยืนหน้าแดงอยู่ ยิ้มอย่างอายๆ แล้วเริ่มถอยหลัง

“ แม่อย่าเดินหนีสิ พ่อเอาดอกไม้มาให้นะ ” น้องชมพู่บอกเมื่อเห็นน้องส้มพี่สาวของตนถอยหนี

“ ไม่เอาน่าชมพู่ อย่าเล่นแบบนี้สิ ” น้องส้มหันไปมองคนที่นั่งดูพวกเราอยู่ในศาลา ผมอายเหมือนกันนะ ผมหันมองคนในศาลายิ้มกันถ้วนหน้า มองดูเราสามคนอยู่

“ พ่อเอาดอกไม้ให้แม่ซี แม่รับดอกไม้จากพ่อนะ ” น้องชมพู่เงยหน้าบอก

ผมส่งดอกไม้ในมือให้น้องส้ม เธอรับมาแล้วยิ้มอย่างอายๆ หันไปมองข้างๆ

“ เย้! พ่อส่งดอกไม้ให้แม่รับไปแล้ว เย้ เย้ เย้...เย้ เย้ เย้ เย้....เย้ ” น้องชมพู่ตะโกนอย่างดีใจ แล้ววิ่งออกไปตรงสนาม

“ ชมพู่ อย่าวิ่งสิ เดี๋ยวหกล้มนะ ” เธอตะโกนบอกน้องสาวตน แล้ววิ่งออกไปตามน้องสาว

ผมมองดูตามหลังเธอ แล้วพี่สาวกับน้องสาวก็วิ่งไล่จับกันอยู่ตรงสนามนั่นล่ะ

โธ่...ชมพู่นะชมพู่ ทำเอาผมอายกันถ้วนหน้า แต่ก็ช่างมันเถอะ เด็กก็ยังเป็นเด็ก ขอให้คงความน่ารักแบบนี้ไปนานๆนะน้องชมพู่ โตขึ้นมาขอให้สวนเหมือนแม่ เอ๊ย เหมือนพี่สาวคนนี้นะ

ผมปิดสมุดเขียนเล่มนั้นลง ตามองยายแก้มบุ๋มที่ยังยิ้มให้อยู่ เธอส่งแก้วน้ำดื่มให้ผม

“ ขอบใจมากนะเจ๊ ” ผมพูดหลังจากดื่มน้ำเสร็จ “ เรื่องที่พี่เขียนบันทึกไว้ก็มีแค่นี้ล่ะ แหม เล่าจนคอแห้งเลย นึกว่าจะไม่เอาน้ำมาให้กันกินเสียแล้ว

“ เค้าชอบตอนที่พี่ต่อเอาแท็คออนมาใช้น่ะ” เธอถอนหายใจ “ คิดแล้วก็อยากย้อนเวลากลับไปจังเลยเนอะ เอาตอนที่เราเจอหน้ากันครั้งแรกนั่นน่ะ พี่ต่อยังจำได้ไหม ”

“ รูปถ่ายสองนิ้วนั่นน่ะเหรอ ” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะ “ พี่ยังจำได้อยู่น่า ”

เราเงียบกันไปสักพักหนึ่ง ผมเป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบก่อน

“ เจ๊ ยังจำนอตที่เจ๊เคยบอกว่าขอให้พี่อยู่ในจูเนียร์โฟลว์ไลน์อีกสองปีนั่นน่ะ มันเกินอายุพี่มาสองปีแล้วนะ ”

“ พี่ต่อรับปากเค้าแล้วนะว่าจะอยู่จนเค้าอายุครบสิบปีน่ะ ”

“ พี่รู้ ยังไม่ลืมหรอก ว่าแต่ว่า ถ้าเจ๊อายุสิบห้าปีแล้วเจ๊จะทำยังไงต่อไปหรอ ”

ยายแก้มบุ๋มมองไปตรงหน้า

“ ก็คงจะปิดจูเนียร์โฟลวไลน์ไว้ชั่วคราว แล้วเรียนต่อให้จบมอหก จากนั้นค่อยมาเปิดโครงการนี้ต่อน่ะ

“ แล้วเด็กๆในบ้านล่ะ เขาจะอยู่กันที่ไหนล่ะ จะส่งกลับนนทบุรีเหมือนเดิมเหรอ ”

เธอส่ายหัว

“ เค้าจะปิดเฉพาะจูเนียร์โฟลว์ลน์ ไม่เกี่ยวกับมอนเตสเซอรี่ ที่นั่นยังมีอาวัฒน์คอยบริหารอยู่ ”

“ แล้วเจ๊จะไม่เป็นนักร้องแล้วเหรอ ” ผมถาม

“ เป็นสิพี่ เค้าชอบร้องเพลงลูกทุ่งอยู่แล้วนี่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าฟ้าลิขิตให้เป็นได้นานแค่ไหนเท่านั้นเอง ”

“ โหเจ๊ พูดซะไกลเลยนะ ” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มเอาแต่หัวเราะ

“ เค้าคงเป็นนักร้องจนตายไม่ได้หรอก ขนาดอายุห้าขวบออกเทปชุดแรกยังเจออุปสรรคเยอะขนาดนี้ พี่ต่อเชื่อไหม เค้าเป็นนักร้องครั้งแรกตอนอายุหกขวบยังขายแผ่นไม่หมดเลย ตอนนี้เหลือในโกดังที่กรุงเทพตั้งเยอะ ”

“ มันแน่นอนอยู่แล้ว เพราตอนนั้นเจ๊ยังไม่ดังนี่ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่าเจ๊มีผลงานเพลงออกมาเยอะกว่านักร้องเด็กคนอื่นๆในตอนนี้และเมื่อก่อน คนอื่นเขาไม่มีทางแซงเจ๊ได้เลยนะในเรื่องของผลงานเพลง ” ผมออกความเห็น

“ เพราเค้าเข้ามาเป็นนักร้องก่อนใครๆเลยนี่ พี่ก็คิดดูสิ ตอนนั้นออกาสองชุดต่อปีหนึ่งน่ะ ครั้งต่อมาก็ชุดละปี ต่อมาก็ออกสองปีต่อชุดหนึ่ง ”

“ แต่ก็ดูแล้วต้องบอกว่ามีผลงานเพลงเยอะกว่าคนอื่นๆที่เป็นนักร้องเด็กในค่ายอื่นนะ ”

“ ใช่ แต่โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่งนะ ที่อื่นไม่เกี่ยว ”

“ เจ๊ได้แผ่นละเท่าไหร่นะ ถ้าขายแผ่นได้น่ะ ”

“ แผ่นละเก้าบาทเอง นี่ยังไม่รวมค่าตัวด้วยเวลาไปทัวร์คอนเสริ์ต อยู่ที่หลักหมื่น ”

“ เหรอ อย่างนี้ไม่รวยจนเอาเงินมาเปิดจูเนียร์โฟลว์ไลน์ได้เยอะแล้วสิ ”

“ แม่เก็บเงินไว้อย่างเดียวแล้ว ก็แบบนี้ล่ะ ที่เค้าอยากออกไปเรียนจริงๆจังๆสักทีน่ะ เรียนจบมอแล้วค่อยมาเปิดจูเนียร์โฟล์วไลน์ต่อ ”.

“แล้วถ้าเจ๊เรียนจบจะกลับมาที่นี่อีกไหมล่ะ แล้วพี่จะจำเจ๊ได้ไหมเนี่ย ”

“ กลับมา กลับมาสิ พี่ต่อต้องจำให้ได้ แก้มบุ๋มๆข้างเนี่ย ” เธอหันมาชี้แก้มข้างขวาของเธอให้ผมดู แล้วฉีกยิ้มจนเกิดรอยบุ๋มๆที่แก้ม

“ โธ่...เจ๊ ! เด็กผู้หญิงที่ไหนก็มีแก้มบุ๋มเยอะนะ เอาอะไรที่มันจำได้ง่ายๆหน่อยสิ ”

“ อืม.....เอาอะไรดีล่ะ เอางี้ดีกว่า พรุ่งนี้เค้ากับเพื่อนๆในวงการด้วยกันจะจัดงานจูเนียร์โชว์ขึ้นอีกครั้ง เค้าจะไปเป็นพิธีกร พี่ต่ออยากเป็นอะไร ”

“ นั่น จูเนียร์โชว์อีกล่ะ ” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะร่า “ อะๆก็ได้ พี่ของเป็นตากล้องเหมือนเดิมได้ไหม เอาแบบออนสเตจเลยได้ไหม ”

“ ได้เลย ” ยายแก้มบุ๋มตอบตกลง” แต่พี่ต่อต้องขึ้นไปเล่นตลกกับเค้าบนเวลาด้วย เค้าไม่เห็นพี่ต่ออกโรงมาหลายครั้งแล้ว ” .

“ ได้ พี่ขอแบบเบ๊ๆหน่อยนะ พี่ถนัดแบบนั้น ”

“ น่านล่ะ มันเหมาะกับพี่มากๆเลย ” ผมหัวเราะหึๆ

“ แล้วเจ๊ก็เอาเพลงที่ไปเปิดตอนที่ไปบ้านร้างที่เชียงใหม่ไปร้องกับเขาด้วยสิ ”

“ แน่นอน มีของดีก็ต้องโชว์หน่อย เอาไว้โชว์ตอนกับตลกจูเนียร์โจ๊กนะ ”

“ เอ้า ตามใจเจ๊สิ ”

บทสนทนาจบลงแค่นั้น ย้ายมาถึงตอนบรรยากาศในจูเนียร์สตูดิโอแปด ที่กำลังจัดงานจูเนียร์โชว์ แสดงความสามารถของเด็กๆในบ้านเด็กและจูเนียร์โฟลว์ไลน์ แต่ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงการต้อนรับการกลับมาของขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาล จะมีการโชว์การแสดงจากเด็กอีสานในชุดการแสดงเซิ้งต่างๆ และตลกจูเนียร์โจ๊กเป็นส่วนมาก ส่วนชมรมอื่นๆก็พักไปเป้นคนดูกันหมด ยกเว้นชมรมศิลปินจูเนียร์โฟลว์ไลน์ ที่เอาศิลปินในจูเนียร์เร็คคอร์ดกับเพลงใหม่ๆมาร้องโชว์ให้เพื่อนๆได้ฟังกัน ผู้ชมเป็นเด็กๆในบ้านและบรรดาครูพี่เลี้ยงสี่ห้าคน นั่งดูอยู่ที่เก้าอี้ข้างๆที่พวกเราจัดเตรียมไว้ให้ สมาชิกแถวหน้าจูเนียร์โฟลว์ไลน์ทั้งหมดทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่รวมตัวกันอยู่หลังเวที ตอนนี้ที่บนเวทีมีนักดนตรีเด็กจากวงประจำจูเนียร์โฟล์วไลน์กำลังบรรเลงดนตรีเปิดรายการอยู่ พร้อมกับมีแดนเซอร์จากชมรมแพนเซอร์จูเนียร์โฟลว์ไลน์เต้นอยู่บนเวที

ตากล้องฝีมือดีจากจูเนียร์สตูดิโอ กำลังบันทึกภาพจากกล้องที่ประจำอยู่ตรงหน้า ซึ่งที่ด้านหลังสตูดิโอมีน้องจอยกับเพื่อนๆคอยคุมภาพอยู่ น้องปูม้า สมาชิกจูเนียร์โฟลว์ไลน์ที่มาจากประเทศลาวรับหน้าที่ป็นผู้กำกับเวที คอยให้สัญญาณจังหวะปรบมือแก่ผู้ชม ที่วันนี้เป็นสมาชิกตัวน้อยๆจากบ้านเด็กและพี่น้อง รวมถึงครูผู้สอนเด็กๆใสมอนเตสเซอรี่ด้วย ผู้ชมนั่งประจำเก้าอี้ที่ทีมงานเตรียมไว้ให้ พวกพี่เลี้ยงผู้ชายบางกลุ่มรับหน้าที่เป็นตากล้อง เฉพาะคนในจูเนียร์สตูดิโอเท่านั้น ตรงคานเหล็กสูงๆหลังสตูดิโอมีน้องอุ้มกับไอ้บอสนั่งคุมมิกเซอร์และอุปกรณ์ไฟแสงสีเสียงทั้งหมด มีทีวีสองเครื่องตั้งวางอยู่ใกล้ๆ ใช้ดูภาพสำหรับคนคุมมิกเซอร์ ทีวีสองเครื่องนี้ต่อมาจากห้องควบคุมภาพที่อยู่ใกล้ๆ อีกสองเครื่องตั่งอยู่ตรงหน้าเวทีเครื่องหนึ่ง ในหลืบซ้ายของเวทีเครื่องหนึ่ง และอีกเครื่องสุดท้ายตั้งอยู่ในห้องหลังเวที ที่ตอนนี้มีทีมงานพร้อมกับนักแสดงโชว์ที่จะขึ้นโชว์แรก เตรียมพร้อมอยู่หลังเวที

“ เจ๊ เจ๊จำที่พวกเราซ้อมไว้เมื่อสองวันก่อนไดนะ ” ผมเอ่ยปากถามยายแก้มบุ๋มที่กำลังนั่งใส่ถ่านไมค์โครโฟนของตัวเองอยู่

“ ระดับมืออาชีพขนาดนี้แล้ว ไม่พลาดสักครั้ง พี่ต่อไม่ต้องห่วงน่า ”

วันนี้ยายแก้มบุ๋มจะรับหน้าที่เป็นพิธีกรสลับกับน้องส้ม และก็จะไปเล่นตลกร่วมกับเพื่อนๆบนเวที เธอเลือกเอาชุดคลุมของเด็กสีชมพูมาใส่ขึ้นเวที วันนี้เธอปล่อยผมยาวสลวย ใส่รองเท้าสีขาว น้องส้มก็ใส่ชุดคลุมเหมือนกับเธอ แต่เป็นสีส้ม รองเท้าสีขาวเหมือนกัน แต่วันนี้น้องส้มมัดผมรวบไว้ด้านหลัง จะขึ้นเวทีเป็นพิธีกรคนแรก

“ น้องส้มคะ น้องส้ม ” เด็กผู้หญิงอายุราวสิบสามปีคนหนึ่งเดินเข้ามาเรียกน้องส้ม

“คะ ”

“ อีกห้านาทีเตรียมขึ้นเวทีนะคะ ไปยืนรอตรงบันไดขึ้นข้างเวทีก่อนค่ะ ”

น้องส้มเดินถือไมค์โครโฟนออกไปแล้ว

“ โชว์ชุดแรกอยู่ไหนคะ อ่า..........น้องมาลัย น้องมาลัยนะคะ อ้อ อยู่ตรงนั้นเอง เดี๋ยวตามน้องส้มไปเลยนะคะ ไปเลยค่ะ หกสาวน้อย แดนเซอร์ไปเลยน้อง ”

น้องมาลัยกับแดนเซอร์หกคนเดินตามน้องส้มออกไปแล้ว ผมมองดูในทีวีที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เสียงดนตรีจบลงแล้ว มีเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วสตูดิโอ ภาพตัดไปตอนน้องส้มกำลังเดินลงมาจากบันไดตรงกลางเวที พลางถือไมค์พูดไปด้วย

“ สวัสดีค่ะ.......” เสียงผู้ชมร้องเฮและปรบมือให้อีกครั้ง แดนเซอร์ทยอยกันลงเวที

“ สวัสดีสมาชิกจูเนียร์โฟลว์ไลน์ และมอนเตสเซอรี่ด้วยนะคะ ขอต้อนรับเข้าสู่จูเนียร์โชว์ครั้งที่แปดสิบสาม ณ จูเนียร์สตูดิโอแปด ช่วงนี้ไปชมการบันทึกการแสดงสดจากทีมงานจูเนียร์โฟลว์ไลน์ โดยบริษัท จูเนียร์เร็คคอร์ดและข้าวขวัญ สายชล กับเพลงที่มีชื่อว่า ชวนอ้ายแหย่ไข่มดแดง จาก น้องมาลัย ศรีสำราญค่ะ.....”

เสียงปรบมือจากผู้ชมดังอีกครั้ง ภาพจัดไปจากกล้องตัวที่ไกลสุด เผยให้เห็นเวทีทั้งหมด ไฟบนเวทีดับลง เห็นเงาดำตะคุ่มๆของน้องส้มเดินตรงไปข้างเวที

เพลงดังจากลำโพง ไฟบนเวทีสว่างขึ้น แดนเซอร์ประจำของน้องมาลัยออกมาจากประตูด้านบนบันได ด้านข้างซ้าย และด้านขวาข้างละสองคน เริ่มเต้นตามเพลง ยังไม่เห็นน้องมาลัย

“ สวัสดีค่ะ น้องมาลัยศรีสำราญนะคะ บริษัท จูเนียร์เร็คคอร์ด ชวนอ้ายแหย่ไข่มดแดงค่ะ ”

ภาพจากกล้องแดนตามตัวน้องมาลัย ให้เห็นเด็กผู้หญิงมัดผมยาว ใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มเดินออกมายืนร้องเพลงบนเวที ผมคุยกับยายแก้มบุ๋มระหว่างการแสดงบนเวทีดำเนินอยู่

“ นี่ไงเจ๊ เพลงนี้ใช่ไหมที่เจ๊ร้องตอนนั้นน่ะ ”

“ ช่ายแล้ว........เพลงของพี่ดอกฟ้า บ้านดอนไง ”

“ ชวนอ้ายไปแหย่ไข่มดแดง ยามมื้อแลงขายให้มันแก้จน พี่เอยละยังจีบหน้ามล พี่เอยละยังจีบหน้ามล สองเฮาเจอกันที่ป่ามดแดง สองเฮาเจอกันที่ป่ามดแดง ”

ยายแก้มบุ๋มร้องตามจนจบเพลง

ศิลปินคนแรกร้องเพลงจบลงพอดี มีเสียงผู้ชมปรบมือให้อีก

“ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณสำหรับเสียงปรบมือและดอกไม้สวยๆนะคะ สวัสดีอีกครั้งหนึ่งนะคะ สวัสดีสมาชิกจูเนียร์โฟลว์ไลน์ทุกคนน่ารักมาก รู้สึกดีใจมากๆเลยนะคะที่วันนี้น้องมาลัยได้กลับมาร้องเพลงบนเวทีจูเนียร์โชว์แห่งนี้อีกครั้งหนึ่งนะ สบายดีกันหรือเปล่าคะพี่น้องคะ......”

“ สบายดีครับ / ค่ะ ” เสียงผู้ชมตอบกลับมาพอได้ใจความ บางคนตะโกนถามต่อ

“ อะไรนะคะ ”

“ อ๋อ สบายดีค่ะ แหมถ้าไม่สบายก็คงจะมาร้องเพลงแบบนี้ไม่ได้ล่ะ ”

“ อดใจรออีกสักปีนะคะ รับรองว่าปีหน้าได้ฟังแน่นอนค่ะ ค่ะ เพลงที่จบลงไปนะคะชื่อเพลง ชวนอ้ายแหย่ไข่มดแดง ผลงานของคุณดอกฟ้า บ้านดอน น้องมาลัยมีเพลงมาฝากเพื่อนๆอีกหนึ่งเพลงนะคะ เป็นเพลงจากอัลบั้มชุดล่าสุดของจูเนียร์โฟลว์ไลน์นะคะ ชื่อเพลง หนูผิดเอง เป็นเพลงแนวสนุกสนาน ลองมาฟังดูค่ะ ”

ถึงตอนนี้ผมหันมาพยักเพยิดให้กับยายแก้มบุ๋ม

“ สนับสนุนเขากันจังนะเจ๊ แต่งเพลงให้คนอื่นร้องน่ะ แล้วเคยแต่งให้ตัวเองรึยังล่ะ ”

“ เอาน่า ชุดต่อไปเดี๋ยวเค้าลงมือแต่งเอง ร้องเอง แต่ไม่ทำขาย แจกจ่ายให้พี่น้องเท่านั้น ”

เพลงจบลงพอดี น้องมาลัยกล่าวบอกศิลปินที่จะมาร้องเพลง

“ เดี๋ยวไปพบกับศิลปินคนต่อไปเลยนะคะ เด็กคนนี้ เขาบอกว่าอยากจะมาร้องเพลงให้พี่สาว เป็นโชว์ชุดพิเศษนำมาเซอร์ไพรซ์ให้กับขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาล พี่ขวัญบ้านเด็กของเรานั่นเองค่ะ ”

น้องมาลัยพูดถึงตรงนี้ คนดูเฮและปรบมือกันยกใหญ่

“ อะไรกันเนี่ยพี่ต่อ ” ยายแก้มบุ๋มถามผมพลางยิ้มๆ ตายังมองทีวี

“ เด็กในมอนเตสเซอรี่คนหนึ่งเขาอยากร้องเพลงให้เจ๊น่ะ ตอนที่เจ๊ไม่กลับมาบ้านเด็กตั้งสองสามปี พี่เลยแต่งเพลงนี้ให้เขาร้อง เขาอยากจะร้องเพลงให้เจ๊ฟังนานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที ตอนนี้โอกาสของน้องเขามาถึงแล้วนะ เจ๊ฟังเพลงนี้นะ น้องเขากำลังจะขึ้นร้องมาให้ฟัง ”

“ เขาบอกว่าคิดถึงพี่ขวัญมาก ทำไมช่วงปิดเทอมไม่กลับมาตั้งสองสามปี ”

ยายแก้มบุ๋มหันมามองทีวีอีก เมื่อน้องมาลัยพูดพร้อมมองกล้องตัวที่มีไฟสีแดงติดอยู่

“ เราไปฟังเพลงนี้กันเลยนะคะ จากน้องบิว บ้านเด็กค่ะ ”

ภาพในทีวีตัดไปจากกล้องตัวหนึ่ง เวทีมีความสลัวๆเพราะไฟถูกปิดตามปกติ ก่อนจะได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้นมาพร้อมๆกับเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนถือไมค์อยู่กลางเวที เป็นจังหวะที่ไฟส่องบนเวทีค่อยๆสว่างขึ้น ยายแก้มบุ๋มมองดูทีวีแล้วแอบยิ้มออกมา ภาพตัดไปตรงกล้องที่ซูมเข้าไปที่น้องบิวชัดๆ น้องบิวใส่ชุดสีชมพูถือไมค์เริ่มร้องตามดนตรี

“ หาเวลามาเยี่ยม บ้างนะพี่สาว คิดถึงบ้างหรือเปล่า จูเนียร์เฮ้าส์

พี่ขวัญบ้านเด็กคนดีของพวกเรา เด็กเขาถามพี่ข้าวขวัญ หายไปไหนเอย......หายไปไหนเอย ”

ยายแก้มบุ๋มนั่งดูน้องบิวผ่านทีวีในห้อง แล้วยิ้มออกมา เด็กผู้หญิงที่ร้องเพลงอยู่บนเวทีคือเด็กที่ยายแก้มบุ๋มชอบเข้าไปเล่นไปดูแลเมื่อหลายปีก่อนตอนอยู่ในมอสเตสเซอรี่ คนที่ยายแก้มบุ๋มรับเป็นน้องสาวของเธอนั่นเอง

“ ปิดเทอมที่แล้วน้องยังเห็นหน้าพี่ สามปีผ่านไปนี้ก็ยังเหมือนเคย

ไม่เห็นกลับมาบ้านเด็กเสียบ้างเลย ดังแล้วลืมถิ่นที่เคยอาศัยหรือไร .......อาศัยหรือไร ”

“ เด็กน้อยน้อยคอยถามถึงแต่พี่ ขวัญบ้านเด็กคนนี้ หายไปไหน

พี่เลี้ยงบ้านเด็กให้เป็นถึงขวัญใจ ของเด็กน้อยหญิงชายที่น่ารักทุกคน.......ที่น่ารักทุกคน ”

ผมแอบมองดูหน้ายายแก้มบุ๋ม เธอยังยิ้มแล้มองดูทีวี แต่เห็นตาเธอแดงๆนิดหน่อย มีน้ำตาคลอเบ้าเหมือนจะร้องไห้

“ บอกอยากเห็นพี่สาว อยู่บนเวที ร้องเพลงที่แต่งนี้ อีกสักหน

อยากเห็นพี่แต่งคำร้อง เพลงให้คน ที่ในชมรมคนรักเพลง ลูกทุ่งไทย.....ลูกทุ่งไทย ”

ถึงตอนนี้ยายแก้มบุ๋มลุกจากเก้าอี้แล้ววิ่งตรงออกไปที่ประตู ท่ามกลางความงุนงงของผมและทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น

ยายแก้มบุ๋มวิ่งสวนกับน้องมาลัยที่กำลังเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแดนเซอร์

น้องบิวยังร้องเพลงต่อไป ผมหันไปมองทีวี

“ อยากให้พี่กลับมาป้อน ข้าวให้บ้าง ร้องเพลงกล่อมให้ฟัง ยามหลับใหล

อยากได้ยินเรื่องที่พี่ เคยแต่งไว้ เล่าให้น้องหญิงชาย ฟังกันทุกวัน.....ฟังกันทุกวัน ”

น้องบิวหลับตาแล้วร้องสักพัก จากมุมกล้องตัวที่กำลังถ่ายอยู่นี้ ผมเห็นมีเท้าใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงบันไดด้านบน แต่ยังไม่เห็นตัว คิดว่าจะเป็นนักเต้นรีวิวที่กำลังออกมาก็ได้ แต่พอภาพตัดไปกล้องอีกตัวหนึ่ง กล้องจับภาพของเธอคนนั้นไว้ได้อย่างชัดเจน คือยายแก้มบุ๋มยืนถือไมค์โครโฟนไร้สายอยู่ตรงบันไดบนสุด หลังจากเดินออกมา ยายแก้มบุ๋มยืนยิ้มมองดูน้องบิวที่หันหลังยืนร้องเพลงอยู่ ยินเสียงคนดูเฮเมื่อยายแก้มบุ๋มเดินลงมาอย่างช้าๆ

“ จูเนียร์โชว์วันนี้ ไม่มีพี่ ขึ้นร้องเพลงบนเวที เหมือนก่อนนั้น

เด็กเด็กเขาอยากจะเห็น พี่ข้าวขวัญ เล่นตลกขบขันให้น้องนั้นได้ดู ”

ยายแก้มบุ๋มค่อยๆเดินลงบันไดมาจนถึงพื้นที่เรียบ ในระหว่างที่น้องบิวกำลังร้องเพลงโดยไม่รู้ว่ามีคนมายืนดูอยู่ข้างหลัง ยายแก้มบุ๋มยืนยิ้มให้กับผู้ชม แล้วก้มลงไหว้สวัสดีครั้งหนึ่ง

“ คู่กับเพื่อนเพื่อน ของพี่นั้น คิดถึงพี่ข้าวขวัญนะ ให้รับรู้

ฝากเสียงเพลงนี้ไป ถึงโฉมตรู พี่ข้าวขวัญของพวกหนู จะรู้บ้างไหม......จะรู้บ้างไหม ”

ยายแก้มบุ๋มค่อยๆเดินพลางยิ้มไปมองดูอยู่ไกลๆที่น้องบิวร้องเพลงอยู่ ดูน้องบิวยังไม่รู้ว่ามีคนมายืนดูอยู่ข้างๆ ยายแก้มบุ๋มยืนแลดูน้องบิวร้องเพลงไปก็ยิ้มไป

“ เด็กที่อยู่ทางนี้เขาคิดถึงพี่ กลับมาเยี่ยมสักทีนะ มาไวไว

ช่วงปิดเทอมสักปี อย่าหนีไกล เด็กน้อยน้อยเหงาใจ......รอใครสักคนกลับมา...... ”

เพลงจบลงพอดี ทุกคนที่ชมอยู่ปรบมือให้น้องบิว รวมถึงยายแก้มบุ๋มด้วย น้องบิวยังไม่เห็นยายแก้มบุ๋ม น้องบิวก้มลงไหว้ขอบคุณผู้ชมแครั้งหนึ่ง เสียงปรบมือดังอย่างต่อเนื่อง

“ ขอบคุณค่ะ ”

“ ขอบคุณค่า.....ขอเสียงปรบมือให้น้องบิวอีกครั้งหนึ่งอีกค่ะ ” เป็นเสียงของน้องส้ม

ทุกคนปรบมือให้น้องบิวอีกครั้ง น้องส้มถือไมค์พูดแล้วเดินออกมาหาน้องบิวจากเวทีด้านซ้ายมือ น้องส้มเดินมาอยู่ด้านซ้ายของน้องบิว แล้วเอ่ยปากถาม

“ น้องบิว บ้านเด็กนะคะ อายุเท่าไหร่แล้วคะ ”

“ เจ็ดขวบค่ะ ” น้องบิวหันมาตอบน้องส้ม ทำให้ไม่เห็นยายแก้มบุ๋มที่ยืนมืองดูอยู่อีกฟากของเวที

“ เพลงเมื่อกี้ที่ร้องจบไปชื่อเพลงอะไรเอ่ย ”

“ ชื่อเพลง.......” น้องบิวคิดอยู่สักแป๊บ

“ เพลงอะไร ”

“ ไม่รู้ค่ะ ” น้องบิวตอบจนคนดูฮาครืน

“ เอ๋า ไม่รู้แล้วร้องออกมาจนจบเพลงได้ยังไง เอ้าไม่เป็นไร เพลงนี้ชื่อเพลงว่า ร่ำร้องเรียกหาขวัญใจบ้านเด็ก ถามน้องบิวหน่อยค่ะ พี่ขวัญไม่กลับมาบ้านเด็กกี่ปีแล้ว ”

“ สามปีแล้วค่ะ ”

“ คิดถึงพี่ขวัญไหมคะ ”

“ คิดถึงค่ะ ”

“ อยากให้พี่ขวัญกลับมาบ้านเด็กไหมคะ ”

“ อยากค่ะ ”

“ แล้วถ้าพี่ขวัญกลับมาน้องบิวจะจำหน้าพี่ขวัญได้ไหม........พี่ขวัญหน้าตาเป็นยังไง ”

“ สวย น่ารักด้วย ” ทุกคนที่ดูอยู่หัวเราะ บ้างก็ปรบมืออย่างชอบใจ

“ พี่ขวัญผมยาวรึผมสั้น ”

“ ผมยาวค่ะ พี่ขวัญเป็นคนสวยและใจดีอีกด้วย ”

“ เหรอ แล้วน้องบิวลองดูสิคะ ว่าพี่ขวัญสวยเหมือนคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า ” น้องส้มชี้ไปทางที่ยายแก้มบุ๋มยืนอยู่ “ ลองหันไปดูสิคะ ”

น้องบิวหันไปดูตรมที่น้องส้มชี้ แล้วก็ยิ้มออกมา

ปรากฏภาพในทีวี ยายแก้มบุ๋มเดินยิ้มแป้นเข้าไปไปหาน้องบิว มือข้างหนึ่งถือไมค์ อ้าแขนออก

“ พี่ขวัญ ! ”

ภาพน้องบิวดีใจสุดขีด วิ่งเข้าไปกอดยายแก้มบุ๋มอยู่กลางเวที ยายแก้มบุ๋มยืนด้วยเข่า ย่อตัวลงให้น้องบิวกอดได้ถนัด นักดนตรีประโคมเพลงประกอบทันทีที่เกิดภาพอันน่าประทับใจเกิดขึ้นบนเวที ผู้ชมปรบมืออยู่ไม่ขาดสาย น้องบิวกับยายแก้มบุ๋มกอดกันสักพัก น้องบิวเอาหน้าไปซบไหล่ข้างซ้ายของยายแก้มบุ๋ม ระหว่างที่ยายแก้มบุ๋มลูบหัวน้องบิวบ้างก็หันมามองกล้อง พอคลายอ้อมกอด ยายแก้มบุ๋มหัวเราะทันทีที่เห็นสีหน้าของน้องบิว ตากล้องคนหนึ่งแบกกล้องรีบวิ่งเข้าไปถ่ายบนเวที ใกล้ๆที่ยายแก้มบุ๋มกับน้องบิวอยู่ คนควบคุมภาพตัดภาพให้ใช้ภาพจากกล้องตัวที่พี่เขาแบกเข้าไปถ่ายทันที

ปรากฏว่าน้องบิวปล่อยโฮออกมา ร้องไห้ไม่หยุด ยายแก้มบุ๋มได้แต่ยิ้มและพูดปลอบใจ เอามือปาดน้ำตาให้น้องบิว น้องบิวโผเข้ากอดยายแก้มบุ๋มอีกครั้ง ผมยิ้มออกมา

โดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นภาพนี้จากทีวีตรงหน้า น้องส้มเดินถือไมค์เข้าไปใกล้ๆบุ้ยใบ้ให้ยายแก้ม บุ๋ม ยายแก้มบุ๋มแกะตัวน้องบิวออกแล้วยืนขึ้น ดันน้องบิวให้ยืนอยู่ระหว่างเธอกับน้องส้ม เมื่อดนตรีจบลง น้องส้มพูดก่อนเป็นคนแรก

“ น้องบิวดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยนะคะ ดีใจไหมคะ ที่วันนี้พี่ขวัญกลับมาแล้ว ”

น้องบิวพยักหน้า เอามือเช็ดน้ำตาไปด้วย ภาพตัดมาใช้จากกล้องตัวปกติ

“ ถามความรู้สึกพี่ขวัญหน่อยว่ารู้สึกยังไงเมื่อได้เห็นน้องบิว น้องสาวคนนี้มาร้องเพลงให้ ”

ยายแก้มบุ๋มคว้าไมค์ที่อยู่ในมือขึ้นมาพูดโดยลืมเปิดไมค์ พอรู้ว่าลืมเปิดไมค์ก็หันมาเปิดสวิทช์แล้วพูด เนี่ยน่ะเหรอ มืออาชีพ ไม่พลาดสักครั้ง ยายขี้โม้เอ๊ย

“ ก็รู้สึกปลื้มใจที่เห็นน้องสาวมาร้องเพลงให้ ฟังดูแล้วน้ำตาจะไหลน่ะ เห็นเมื่อตอนอยู่หลังเวที นั่งคุยกับคนที่แต่งเพลงนี้เขาก็ไมเคยร้องให้ฟังเลย เพิ่งมาได้ยินน้องบิวเค้าร้องให้ฟังก็วันนี้แหละ ประทับใจมากๆ ” ยายแก้มบุ๋มพร้อมกับเขี่ยน้ำตาที่ไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง สลับกับมองหน้าน้องบิวที่ตอนนี้หยุดร้องไห้แล้ว

“ อ้าวพี่ต่อ ทำไมไม่ขึ้นเวทีไปล่ะ ถึงคิวพี่ที่จะต้องออกโรงแล้วนี่ ”

ผมหันไปมองตามเสียงทัก คือน้องปูม้าเดินเข้ามาบอก

“ อ้าวเหรอ คิวพี่แล้วหรอ ”

“ ใช่ค่ะ รีบไปเถอะ รอให้น้องบิวลงเวทีไปก่อน พี่ค่อยขึ้นไปนะ ไปรอตรงบันไดก่อนสิ เร็ว ผมรีบคว้าไมค์โครโฟนของตัวเองแล้วเดินตามน้องปูม้าออกไป

เดินขึ้นบันไดไปข้างเวทีทางด้านซ้าย ยืนดูสาวๆบนเวทีอยู่ ผมยืนดูตรงหลังป้ายโชว์ซึ่งบังผมอยู่

“ น้องบิวร้องเพลงเป็นยังไงบ้างคะพี่ขวัญ เสียงดีพอใช่ได้ไหมพี่ขวัญ คอมเมนท์น้องบิวหน่อย ”

“ น้องบิวก็ร้องดีนะคะ พลังเสียงนี่ต้องบอกว่าเกินตัวจริงๆสำหรับเพลงแหล่ะ

“ พอจะไปเป็นนักร้องได้รึเปล่าคะ ”

“ได้ค่ะ ถ้าไปเรียนเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยก็น่าจะไปเป็นนักร้องอาชีพเหมือนพี่ได้ น้องบิวชอบร้องเพลงลูกทุ่งอยู่แล้ว ถ้ามีพรสวรรค์ที่จะได้เป็นนักร้องก็ขอให้ดังแบบพี่อ ขอให้ดังกว่าพี่ก็ได้ โอยตาย ไปบอกเค้าให้ดังกว่าเรา ” คนดูฮาครืน น้งส้มกับน้องบิวยิ้มออกมา

“ พูดไปได้ยังไงเนี่ย ถ้าน้องบิวไปเป็นนักร้องจริงนะ ถ้าเกิดดังขึ้นมาจริงๆก็คงจะมาแทนที่พี่ล่ะสิ ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นคู่แข่งกับพี่ไปด้วยรึเปล่านะ ”

คนดูหัวเราะกันเล็กน้อย

“ ตอนนี้มีน้องขวัญ ขวัญฤทัยโผล่มาก่อน ถ้าดับไปก็คงจะมีน้องบิว บ้านเด็กขึ้นมาแทน นี่.......” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางยิ้มๆ หันไปมองคนดู ที่กำลังหัวเราะกันอยู่

“ ถามน้องบิวหน่อยค่ะ เวลาอยู่ในบ้านเด็กพี่ขวัญเค้ามาชวนเล่นอะไร หรือไปทำกิจกรรมอะไรกันบ้างรึเปล่า

“ พี่ขวัญชวนไปอ่านหนังสือด้วย บางทีก็เล่นร้องเพลงกัน ” น้องบิวพูดตอบ

“ แล้วรักพี่ขวัญไหม ” น้องส้มก้มลงถามน้องบิว ยายแก้มบุ๋มหันมายิ้มแป้น

“ รักค่ะ ”

“ รักเท่าไหนคะ ” น้องส้มถามต่อเพราเอ็นดูรึเปล่าก็ไม่รู้

“ รักเท่าฟ้าเลย...... ” น้องบิวพูดแล้วทำมือข้างหนึ่งวาดวงกลม

สิ้นเสียงน้องส้ม คนดูเฮแล้วปรบมือให้ ยายแก้มบุ๋มโน้มตัวลงมาหอมแก้มน้องบิวทีหนึ่งยิ้มแก้มแทบปริ

“ ช่างเป็นคู่พี่น้องที่น่ารักจริงๆเลยนะคะเนี่ย รักกันดีจริงๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆนะคะ เอาล่ะ มาถามพี่ขวัญของเราหน่อย สองสามปีทีผ่านมาในช่วงปิดเทอมทำไมหายหน้าหายตาไปตั้งนาน ไม่กลับมาบ้านเด็กเลย เด็กๆเขาคิดถึง ” น้องส้มหันไปถาม

ยายแก้มบุ๋มหัวเราะนิดหนึ่งแล้วตอบ

“ ก็ไม่ได้หายไปไหน พอดีวาเรียนหนังสือหนักขึ้น ช่วงสองสามปีก่อนตั้งแต่เอาเวลาช่วงปิดเทอมมาบ้านเด็กการเรียนก็แย่ลงนิดหน่อย พ่อแม่เลยไม่ให้มา ให้ไปเรียนพิเศษ แล้วก็ยังไม่งานโชว์อีกเยอะมาก เลยไม่มีเวลามาบ้านเด็ก แต่ปีนี้หาเวลามาได้แล้วก็ มาบ้านเด็กแล้วนะน้องบิว ” ยายแก้มบุ๋มโน้มตัวลงมาบอกน้องบิว “ พี่กลับมาหาแล้วนะ”

คะ ยังไงพี่ๆน้องๆสมาชิก จูเนียร์โฟล์วไลน์ ช่วยติดตามผลงานเพลงของน้องขวัญต่อไปด้วยนะคะ แล้วก็สมาชิกขวัญฤทัยคลับด้วยนะคะ เอ้าสมาชิกขวัญฤทัยคลับอยู่ไหนคะ ของเสียงหน่อยค่ะ ”

“ แฟนคลับเยอะมากเลยนะคะ เดี๋ยวจะมีโชว์จากพี่ขวัญด้วยใช่ไหมคะ อีกสักครู่....” น้องส้มหันมาถาม ยายแก้มบุ๋มเดินกลับมาที่เดิม

“ ค่ะใช่ค่ะ เดี๋ยวจะมีโชว์จากน้องขวัญอีกสักครู่นะ เพลงอะไรเดี๋ยวมาดูกัน ”

“ ค่ะตอนนี้ให้น้องบิวลงไปพักก่อนนะคะ สวัสดีสวยๆครั้งหนึ่งลูก ”

น้องบิวก้มลงไหว้ผู้ชมครั้งหนึ่ง แล้วเดินนำน้องส้มไปข้างเวที บนเวทีจึงเหลือยายแก้มบุ๋มคนเดียว เสียงปรบมือให้น้องบิวเงียบลงไปแล้ว

“ น้องบิว นี่น่ารัก เด็กในบ้าน คนเนี่ย ” ยายแก้มบุ๋มหันไปพูดกับผู้ชม

“ เสียงดีใช้ได้ ไปเป็นนักร้องนี่เหมาะมากๆ ”

ระหว่างที่ยายแก้มบุ๋มพูดกับผู้ชมไปเรื่อยๆ น้องปูม้าถือกระดาษในมือเดินเข้ามาสะกิดไหล่ผม

“ ออกไปสิพี่ น้องบิวลงเวทีไปแล้วน่ะ ”

ผมหันไปมองเวทีที่มียายแก้มบุ๋มพูดปาวๆคนเดียว

“ จะดีเหรอปูม้า เขายังพูดอยู่เลยนะ ” ผมหันมาถามน้องปูม้า

“ เอาเถอะน่า ไปเถอะ “ น้องปูม้าดันผมให้ออกไปกลางเวทีจนได้ ผมรีบเปิดสวิทช์ไมค์โฟนของตนทันทีที่ผู้ชมเห็นผมก็โฮ่ฮาป่าถื่อนให้ ผมเก้ๆกังๆก่อนจะเห็นยายแก้มบุ๋มหยุดพูดแล้วหันมามองผม

ผมเดินไปกลางเวที ผู้ชมยังเฮกันใหญ่ ผมยืนมองด้วยสีหน้าเซ็งสุดขีด คนดูยิ่งหัวเราะ

“ หัวเราะอะไรกั๊น ” ผมยกไมค์ขึ้นถามเสียงสูง ผู้ชมหัวเราะ รวมถึงยายแก้มบุ๋มนั่นด้วย

“ ไม่เคยเห็นคนรึไง หน้าพี่มันดูตลกเหมือนหน้าแมงจิโป่มมากเลยเหรอ ” ผมตีหน้าเซ็งหันไปถาม ซึ่งเอาแต่หัวเราะอย่างเดียว ส่วนยายแก้มบุ๋มยกไมค์ขึ้นพูดพลางถามยิ้มๆ

“ แล้วไปมุดกองขี้ควายที่ไหนมาล่ะพี่ ถึงได้โผล่พระเศียรมาอาป่านนี้น่ะ ”

คนดูฮาตรึม ผมเดินเข้าไปใกล้ๆยายแก้มบุ๋มแล้วยกไมค์ขึ้นพูดตอบ

“ อ๋อ ก็กองขี้ควายแถวหลังเวที่นี่แหละถุย! ” ผมทำท่าถุยน้ำลายใส่เธอ คนดูหัวเราะ

“ จะบ้าเหรอเจ๊ พี่ไม่ใช่แมงจิโป่มสักหน่อย ” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่ยังยิ้มจนตาตี่

“ ก็ได้ แล้วทำไมมาเอามาป่านนี้ ไปที่ไหนมาเหรอ ”

“ ก็อยู่หลังเวทีนี่แหละ ไม่ได้ไปที่ไหนหรอก คุมน้องๆที่จะขึ้นโชว์ต่อไปนี้ไง เลยทำให้มาสายนิดหน่อยน่ะ ” ผมพูด

“ เหรอ อะไม่เป็นไร มาสายดีกว่าไม่มาเนอะ เป็นไงพี่ น้องบิว เห็นรึยัง.....เมื่อกี้นั่นน่ะ ” ยายแก้มบุ๋มพูด แล้วยิ้มจนตาเกือบปิด

“ เห็นแล้ว เมื่อกี้น่ะ น่ารักดีนะ แหม ....น่ารักเหมือนพี่สาวของเขาเลย ” ผมพูดชมพลางยิ้ม ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่างอายๆ หันไปมองผู้ชมที่เฮกันใหญ่

“ น้องเขาเสียงดีด้วยนะเจ๊ เนอะ เนี่ยตอนเจ๊เป็นนักร้องตอนใหม่ๆ ก็อายุแค่นี้เท่าน้องบิวอายุเจ็ดปีเนี่ยใช่ไหม ”

“ ใช่....” ยายแก้มบุ๋มตอบ “ เค้าถูกชะตากับเด็กคนนี้ ก็เลยรับมาเป็นน้องสาว เจอเค้าตอนแรกในมอนเตสเซอรี่นั่นไง ”

“ เหรอ แล้วน้องบิวพอที่จะมาเป็นนักร้องได้ไหมเจ๊ รับเข้าเป้นศิลปินในจูเนียร์เร็คอคอร์ดสิ ค่ายของเจ๊น่ะ เอาในจูเนียร์โฟลว์ไลน์ก่อนนะ แล้ค่อยส่งไปอยู่ค่ายเดียวกับเจ๊ที่กรุงเทพ ”

“ ก็ได้ เดี๋ยวเค้าจะลองรับเข้าชมรมดู ”

“ แต่ถ้าจะส่งไปเป็นนักร้องเหมือนเจ๊คงต้องรอให้ชื่อน้องขวัญ ขวัญฤทัยตายเสียก่อนนะ ”

ยายแก้มบุ๋มตีสีหน้าเรียบเฉยแล้วมองไปทางผู้ชมที่หัวเราะกันอยู่ ผมพูดจบแล้วหัวเราะหึๆ

“ เล่นอะไรแรงจังนะพี่ ” ยายแก้มบุ๋มหันมาค้อนผม “ พูดอะไรเนี่ยไม่เคยคิดก่อนพูดเลยนะ ” ผมหัวเราะแล้วหันไปมองผู้ชม

“เดี๋ยวแม่เชิญเสเด็จปลาร้ามากระแทกปากพี่เสียเลยนี่ ชอบเล่นอะไรแรงๆนะ ”

ผมหัวเราะหึๆพลางพูดกับผู้ชม

“เดี๋ยวนี้เนอะ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ปล้าร้า” ผมชี้ไปที่ยายแก้มบุ๋มแล้วหันมองผู้ชม ” เมื่อก่อนนี่เห็นปลาร้านี่วิ่งแจ้นก่อนใครเลยนะ เห็นไม่ได้เลยนะ อ่ะ น้องขวัญกลัว ”

ผมทำท่ากลัวเลียนแบบเธอ ผู้ชมหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ยายแก้มบุ๋มไม่หัวเราะด้วย ยืนตีสีหน้าเรียบเฉย ผมพูดต่ออีก

“ พอมาเข้าชมรมอีสานนะ เห็นปลาร้าไม่ได้ ของแซ่บอีสานเด้อค่ะเด้อ.....”

ผู้ชมหัวเราะกันอีก ยายแก้มบุ๋มเกาหัวอย่างเซ็งสุดขีด

“ เห็นอะไรนะ อ้อ เห็นไหปลาร้าน่ะ แม่คุณพอมาเข้าชมรมนี้จนกินปลาร้าเป็นตัวๆได้เลยนะ”

“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อนพี่ ” ยายแก้มบุ๋มยกมือพูดแทรก “ อย่าขโมยของเค้าไปเล่นได้ไหม ”

“ ทำไม ” ผมถามทันที ยายแก้มบุ๋มหันไปพูดกับผู้ชม

“ตอนนี้มีโชว์อยู่โชว์หนึ่งกำลังรอแสดงบนเวทีนี้อยู่”

“โชว์อะไรของเจ๊”

“น้องขวัญจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวอีสานกัน เป็นโชว์จากชมชมภูมปัญญาชาวอีสาน กับโชว์ที่มีชื่อว่า เซิ้งแหย่ไข่มดแดง ไปชมกันเลยค่ะ”

เสียงปรบมือดังขึ้นมา ผมกับยายแก้มบุ๋ม เดินตามกันตรงกันไปด้านข้างขวาของเวที แสงไฟบนเวทีดับลงระห่างผมกับยายแก้มบุ๋มเดินไปนั่งเก้าอี้ที่มีน้องส้มเอามาวางไว้ให้ มีน้องส้มนั่งอยู่ก่อนแล้ว ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆน้องส้ม ยายแก้มบุ๋มนั่งตรงข้าม เราสามคนมองไปที่ลานเวที ไฟค่อยสว่างขึ้น พร้อมกับเสียงเพลงแนวอีสาน นักแสดงชายหญิงขึ้นมาบนเวที บ้างก็ถือไม้สาวที่ติ๊ต่างว่าเป็นไม้แหย่รังมดแดง บ้างก็ถือคู้ถังขึ้นมา แสดงเป็นคู่ชายหญิง ถึงตอนที่ขำสุดๆก็ตอนที่แหย่มดแดงตกลงมากัดแข้งกัดขานั้นแหละ ทั้งเกาทั้งลูบแข้งเต้นกันหยองแหยง บ้างก็เอาผ้าขาวม้ามาปัดมดแดงผู้ชายบางคนล้วงเข้าไปในเสื้อเพื่อหญิบมดแดงที่ไต่เขาไป บ้างก็กระโดดกระทืบมดแดงเหมือนว่ากระทืบมดแดงให้ตายฉะนั้น โดดกระทืบกันเพลินจนเซไปโดนคนข้างๆจนล้มลงมานอนแอ้งแม้งกับพื้นก็มี หมวกที่ใส่มาปลิวกันว่อน ท้ายสุดผู้ชายได้แต่ช่วยกันเกาให้กันจนพวกผู้หญิงฉวยเอาถังคู้ที่มีไข่มดแดงหนีหายไปทีละคนๆ ผู้ชายก็วิ่งตามเข้าไปจนหมดไม่เหลือกันสักคน เพลงจบลงพอดี ทุกคนปรบมือให้ น้องส้มกับยายแก้มบุ๋มลุกเดินไปกลางเวทีสองคน ผมต้องลงไปข้างเวทีอ้อมไปด้านหลัง เพื่อจัดคิวของนักแสดงคนต่อไป

บนเวทีได้ยินเสียงดังจากลำโพงของสองสาวพูดกับผู้ชมที่นั่งอยู่ ผมเดินเข้ามาหาน้องปูม้าที่ตอนนี้สลับผู้กำกับเวทีที่เปลี่ยนเป็นน้องอัน

“ปูม้า รายการต่อไปเป็นอะไรเหรอ” ผมเข้ามาถาม น้องปูม้าหยิบกระดาในมือขึ้นมาดู ก่อนจะเอาดินสอขีดเขียนอะไรลงไป จากนั้นเงยหน้าบอกผม

“ เป็นรายการโชว์ของนักร้องในค่ายจูเนียร์เร็คคอร์ด ชื่อน้องฟ้าใส พิไลวรรณ มาในเพลงจากผลงานเพลงชุดใหม่ชื่อเพลง ฟ้าหลังฝนค่ะ แล้วต่อด้วยเพลงจักรยานมือสอง”

“ต่อจากนั้นล่ะ” ผมถามต่อ น้องปูม้าก้มมองดูกระดาษอีกครั้ง

“น้องส้ม ศรีสำราญ มาร้องเพลงจดหมายจากเพื่อน แล้วก็เพลงรอรักพี่ค่ะ”

“ขอบใจนะ พี่ไปก่อน” ผมพูดแล้วเลยเดินออกไป ตรงไห้องน้ำ

“ค่ะ”

ระหว่างที่ผมอยู่ในห้องน้ำ คิดว่าจะได้ยินเพลงที่ผมเป็นคนแต่งให้น้องๆในค่ายของงยายแก้มบุ๋มอีกแล้ว น้องฟ้าจะมาร้องเพลงที่ผมเพิ่งแต่งให้ และน้องส้มก็จะมาร้องเพลงที่ผมแต่งให้ร้องเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ทำธุระในห้องน้ำเสร็จผมก็รีบเดินออกมาห้องหลังเวทีทันที ยังมองในทีวีเห็นว่าน้องส้มกับยายแก้มบุ๋มยังพูดอยู่ น้องฟ้าในยืนยิ้มให้ผมอยู่ตรงประตูทางเข้า วันนี้เธอใส่ชุดประจำมา เป็นเสื้อสีเขียวลายสวยๆ กับกระโปรงมีลูกไม้ พร้อมกับใส่หมวกใบประจำของเธอ สักพักเธอเดินตามน้องปูม้าไปรอขึ้นเวทีที่ทางหลังเวที ผมกลับเข้ามานั่งอยู่ที่เก้าอี้ มองดูความเคลื่อนไหวบนเวทีผ่านทีวีที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

“ศิลปินท่านต่อไปที่จะมาร้องเพลงในรายการจูเนียร์โชว์ของเราค่ะพี่ขวัญ”

“ใครคะน้องส้ม”

“ พี่ขวัญเคยได้ยินเพลงนี้ไหมคะ”

“เพลงอไรคะ”

“รักเพื่อนจริง อย่าทิ้งเพื่อนไป.....” น้องส้มร้องเพลงให้ยายแก้มบุ๋มฟัง

ยายแก้มบุ๋มเอนตัวไปข้างๆ

“เพลงนี้คุ้นๆอยู่นะ..........อ๋อ เพลงของน้องฟ้าใสพิไลวรรณ”

“ใช่แล้วค่ะน้องฟ้าใส พิไลวรรณ วันนี้จะเอาผลขงานเพลงชุดใหม่มาร้องให้เพื่อนๆฟังกัน ผลงานเพลงชุดใหม่ที่มีชื่อว่า จากใจฟ้าใสพิไลวรรณ กับผลงานเพลงที่มีชื่อว่า ฟ้า หลังฝน ค่ะ”

เสียงปรบมือดังขึ้นมา ภาพตัดไปใช้จากกล้องมุมสูง ไฟบนเวทีดับลง เห็นเงาดำๆของน้องส้มกับยายแก้มบุ๋มเดินไปข้างๆเวที สักพักก็ได้ยินเสียงเพลงดังขึ้น แดนเซอร์ชุดใหม่จากชมรมแดนเซอร์จูเนียรโฟลว์ไลน์ออกมาเต้นบนเวที เป็นเพลงช้าๆ ความหมายซึ้งๆ

ไฟบนเวทีค่อยๆสว่างขึ้น แสงสีจากคนควบคุมมิกเซอร์ยังปล่อยดรายไอซ์ออกมาเต็มพื้นเวที แทบไม่เห็นขาของแดนเซอร์เด็กๆที่ออกมาเต้น ควันสีขาวๆลอยเต็มพื้นเวที

“สวัสดีค่ะ” เสียงน้องฟ้าใสทักทายผู้ชมที่ปรบมือให้อีกครั้ง กล้องจับภาพไปที่น้องฟ้าใสกำลังเดินลงบันไดด้านบนลงมา

“น้องฟ้าใส พิไลวรรณค่ะ บริษัทจูเนียร์เร็คคอร์ด จากใจฟ้าใสพิไลวรรณค่ะ...”

ระหว่างที่รอดนตรีอินโทร น้องฟ้าใสเดินถือไมค์ลงมาจากบันไดช้าๆ สีหน้ายิ้มแย้ม ดินลงมาตรงเวทีกว้างๆ ยืนอยู่ตรงกลางที่มีแดนเซอร์กำลังเต้นอยู่อย่างงดงามและน่ารัก

“นั่งมองท้องฟ้า เวลาสดใส บนท้องฟ้าสีครามดูกว้างไกล หัวใจเบิกบานทุกยาม เมื่อเดินตามสายลมพัดไป ในเวลาท้องฟ้าดูแจ่มใส”

น้องฟ้าใสร้องตามเพลง มีเด็กหลายคนเข้ามารุมล้อมดูทีวีเครื่องที่ผมดูอยู่ด้วย

“ปุยเมฆน้อยน้อย ล่องลอยพริ้วไหว สุขหัวใจเมื่อยามลมพัดมา มีพี่สาว คอยเล่นทายปัญหา อยู่ข้างกายตลอดเวลา ในเวลาฉันเหงาหัวใจ”

พอถึงท่อนฮุค ยินเสียงใครหลายคนที่นั่งดูอยู่หน้าเวทีประสานเสียงร้องตาม

“ฝนตกอีกแล้ว ไม่แคล้วฉันร้องไห้ หวั่นหัวใจ ทำไมไม่ชอบฝน.....ตกกี่ครั้ง ทนฟังเสียงทุกข์ทน เสียงสายฝนสาดกระทบที่หลังคา.........เหมือนน้ำตา ของฉันที่รินไหล

นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้นะที่ผมไม่เคยได้เห็นน้องฟ้าใสคนนี้ขึ้นมาร้องเพลงที่ผมเคยแต่งให้ ครั้งสุดท้ายที่เคยได้เห็นก็คงจะเป็นตอนงานเลี้ยงต้อนรับน้องโบนัสสินะ นั่นมันก็หลายปีมาแล้ว ตั้งแต่มีชุด “รักเพื่อนจริง อย่าทิ้งเพื่อนไป” ออกมาเมื่อหลายปีที่แล้ว ผมก็ไม่ได้แต่งเพลงให้เขาอีกจนกระทั่งน้องฟ้าใสย้ายไปอยู่ที่ภาคใต้ แต่ปิดเทอมนี้น้องฟ้าใสกลับมา แต่ก็ยังดีที่ผมได้แต่งเพลงให้น้องฟ้าไว้ก่อนปิดเทอม เอาชื่อชุดที่ไม่เกี่ยวกับชื่อเพลงมาเป็นชื่อชุด รู้สึกปิติยังไงบอกไม่ถูกนะที่ผมได้มาเห็นน้องฟ้าใสร้องเพลงที่ผมแต่งให้อีกครั้ง ไม่รู้ตัวเลยว่าเพลงจบเมื่อไหร่ มาสะดุ้งก็เสียงปรบมือเบาๆของทุกคนที่ยืนมารุมล้อมดูทีวีนั่นแหละ ผมดึงความสนใจมาที่ทีวีตรงหน้า เห็นน้องฟ้าใสยืนถือดอกกุหลาบหลายช่อ

“ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะคะ เพลงที่จบไปเมื่อสักครู่นะคะชื่อเพลง ฟ้าหลังฝน เป็นเพลงอยู่ในอัลบั้มจากใจฟ้าใสพิไลวรรณนะคะ ผลงานเพลงชุดที่สองนะคะ”

น้องฟ้าใสเดินมาริมเวทีหน้าสุด นั่งยองๆ ยื่นมือมารับดอกไม้จากคนข้างล่าง

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณสำหรับดอกไม้สวยๆนะคะ น้องฟ้าใสมีอีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงแนวสนุกสนานที่จะมารร้องให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆได้ฟังกันในวันนี้นะคะ” น้องฟ้าใสยืนขึ้นแล้วเดินกลับไปกลางเวทีหันมาพูดว่า

“อยากรู้ใช่ไหมว่าเพลงอะไร...........รักเพื่อนจริงอย่าทิ้งเพื่อนไป.......โห เพลงเก่าน่ะค่ะ”

น้องฟ้าใสยืนคุยกับผู้ชมพลางยิ้มๆ

“อยากฟังเหรอ รักเพื่อนจริงอย่าทิ้งเพื่อนไปน่ะ……….โปรดิวเซอร์ว่ายังไงคะ” น้องฟ้าใสหันไปถามใครบางคน ผมคิดว่าน่าจะอยู่ทางด้านซ้ายของเวที

“ค่ะ ค่ะขอบคุณค่ะ” น้องฟ้าใสหันมาทางผู้ชม “มาฟังเพลงใหม่ในผลงานเพลงจากใจฟ้าใสพิไลวรรณอีกเพลงหนึ่งนะคะ จบเพลงนี้แล้วจะร้องเพลงรักเพื่อนจริงอย่าทิ้งเพื่อนไปให้ฟังนะคะ เล่นได้รึเปล่าคะรักเพื่อนจริงอย่าทิ้งเพื่อนไป” น้องฟ้าใสหันไปถามนักดนตรีที่เล่นกันสดๆเลย พอได้คำตอบก็หันมามองผู้ชม

“ มาฟังเพลงนี้กันก่อนนะคะ เพลงใหม่ในอัลบั้มจากใจฟ้าใสพิไลวรรณ กับเพลงที่มีชื่อว่า จักรยานมือสองค่ะ”

เสียงเพลงดังขึ้นมา นักเต้นรีวิวก็ทำหน้าที่ของตนเองไป เสียงปรบมือดังขึ้นมา

พอรอจังหวะดนตรีมาถึง น้องฟ้าใสก็เริ่มรอง

“จักรยานมือสอง เพื่อนหญิงร่วมห้องให้มาคันใหญ่ เขาจะซื้อคันใหม่ คันเก่าเอาไปหนูดีใจไม่น้อย สภาพยังดีปั่นไปวันนี้หัวใจเลื่อนลอย เกือบจะชนเจ้าหมาน้อย หักเลี้ยวเช้าซอยเลยตกข้างทาง”

“แต่โชคยังดีที่รถคันนี้สีไม่ถลอก แต่ศอกของหนูมีเลือดออก ก็คงถลอกตอนล้มละมั้ง หันมองจักรยานเพื่อนให้เมื่อวานหัวใจแทบพัง ก็แฮนด์เบี้ยวไปเสียหนึ่งข้าง อานนั่งปลิวหาย ต๊ายตายรถหนู…..”

น้องฟ้าใสร้องมาถึงตรงนี้ ผมได้ยินเสียงใครในกลุ่มหัวเราะกันคิกคักเบาๆ

“โอ้คราวแย่แล้ว ไม่แคล้วหนูโดนเพื่อนด่า ทำรถที่ให้พังจ้า เพื่อนเขาจะด่าหรือก็ไม่รู้ กลับนั่งร้องไห้เศร้าโศกเสียใจเพระกลัวเพื่อนดุ รุ่งขึ้นเพื่อนหนูก็รู้ แต่กลับบอกหนูช่างเหอะช่างมัน”

“ไม่เป็นไรนะ เอาไปซ่อมซะรถเธอแล้วนี่ ไม่ต้องขอโทษหรอกคนดี ซ่อมแล้วก็ขี่ระวังละกัน จักยานมือสองขี่ไปคนมองดูหนูเป็นพัน ว่ารถขี้เหร่เสียอย่างนั้น ช่างไม่เข้ากันกับหน้าหนูเลย…”

และแล้วก็จบเพลง ผู้ชมปรบมือให้ด้วยความพอใจ น้องฟ้าใสก้มลงไหว้ขอบคุณ

“ขอบคุณค่ะ สำหรับเสียงปรบมือและดอกช่อดอกไม้สวยๆด้วย......”

“ผ่านไปค่ะ จักรยายมือสอง จากชุดจากใจฟ้าใส พิไลวรรณ ฝากผลงานเพลงชุดใหม่ล่าสุดไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่รักน้องฟ้าใสทุกคนด้วยนะคะ......”

ผู้ชมปรบมือและเฮให้น้องฟ้าใสกันใหญ่ แดนเซอร์หมดหน้าที่เดินตามกันลงเวที

“เอาล่ะค่ะ มาฟังเพลงเก่าๆที่ขอมาเมื่อสักครู่นะคะ รักเพื่อนจริง อย่าทิ้งเพื่อนไปค่ะ”

ผู้ชมปรบมือและเฮให้อย่างพอใจ นักดนตรีเริ่มบรรเลงเพลง

“ใครร้องได้ช่วยร้องตามด้วยนะคะ”

และแล้วท่อนแรกก็เริ่มร้อง

“ เพื่อนรักเอ๋ย เราก็เคยเป็นเพื่อนกัน เคยเที่ยวเล่นด้วยกันมาแสนนาน ยามมีปัญหาเพื่อนก็มาช่วยเหลือฉัน สุขด้วยกัน เมื่อฉันอยู่กับเธอ....”

“เพื่อนรักจ๋า คำสัญญาของสองเรา บอกไปเจอใครเขาคือเพื่อนใหม่ เธออย่าลืมฉัน บอกกันจำได้ไหม ก่อนจาไป เคยร้องเพลงนี้ประจำ......”

ผู้ชมร้องตามไปเรื่อยๆ พอถึงท่อนฮุค ผมเผลอตัวร้องตามออกมาเบาๆ

“ รัก เพื่อน จริง อย่าทิ้งเพื่อนไป จะนานเพียงไหนขออย่าได้ลืมกัน สัญญานะเออ ถ้าเธอเป็นเพื่อนฉัน จะกี่ปีกี่วัน อย่าให้มันแปรเปลี่ยนไป......รัก เพื่อน จริง อย่าทิ้งเพื่อนไป จะนานแค่ไหน เพื่อนอย่าได้ทิ้งกัน อย่าลืมมิตรภาพ อีกทั้งความผูกพัน อย่าแตกแยกกัน รักกันไว้แหละดี......”

ดนตรีถึงตอนโซโล น้องฟ้าใสเดินไปรับดอกไม้จากคนที่เอามาส่งให้ตรงบันไดหน้าเวทีเตี้ยๆ

“ขอบคุณค่ะ............................เพื่อนรักเอ๋ย ก่อนเคยผิดพลาดไป แต่เพื่อนให้ยังอภัยได้เสมอ ไม่ว่าดีหรือร้าย ยังไงก็เพื่อนเธอ กลับมาเจอ วันนี้แสนดีใจ เพื่อนรักจ๋า กลับมาพบเจอกัน ดีใจที่เพื่อนฉันยังไม่ลืมสัญญา ย้ำเตือนเสมอ บอกเธอให้รู้ว่า โปรดอย่าลืมสัญญาและเพลงนี้ก่อนจากกัน...........”

เพลงย้อนกลับมาถึงท่อนฮุคอีกครั้ง ผู้ชมช่วยกันร้องตาม

“ รัก เพื่อน จริง อย่าทิ้งเพื่อนไป จะนานเพียงไหนขออย่าได้ลืมกัน สัญญานะเออ ถ้าเธอเป็นเพื่อนฉัน จะกี่ปีกี่วัน อย่าให้มันแปรเปลี่ยนไป......รัก เพื่อน จริง อย่าทิ้งเพื่อนไป จะนานแค่ไหน เพื่อนอย่าได้ทิ้งกัน อย่าลืมมิตรภาพ อีกทั้งความผูกพัน อย่าแตกแยกกัน รักกันไว้แหละดี......”

“อย่าแตกแยกกัน รักกันไว้แหละดี......” เพลงจบลงแล้ว ผู้ชมปรบมือพลางส่งเสียงเฮ น้องฟ้าใสก้มลงไหว้ขอบคุณผู้ชมอีกครั้ง

“ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ สำหรับเสียงปรบมือและดอกไม้สวยๆด้วยนะคะ” น้องฟ้าใสเดินออกมารับดอกไม้และพวงมาลัยจากผู้ชมแล้วเดินกลับเข้าเวทีหายไป

ภาพตัดมาเห็นบรรยากาศรอบๆเวทีจากกล้องมุมสูง แล้วตัดมาแพนที่ตัวน้องส้มที่กำลังเดินถือไมค์พูดออกมากลางเวทีคนเดียว

“มาพักฟังเพลงเพราะๆเพลงช้าๆสักสองผลงานเพลงกันก่อนนะคะ กับเพลงที่มีชื่อว่า จดหมายจากเพื่อนค่ะ”

น้องส้มพูดแล้วรอนักดนตรีบรรเลงเพลงขึ้น คราวนี้ไม่มีแดนเซอร์ออกมาเต้นประกอบเพลง เป็นเพลงที่น้องส้มจะร้องเอง ผู้ชมปรบมือให้เมื่อน้องส้มเริ่มร้อง

“เมื่อเธอย้ายมาเข้าเรียนก่อนนั้น ตั้งแต่วันแรกพบกัน สัญญาผูกพันสร้างมิตรไมตรี เที่ยวเล่นเป็นเพื่อนนานมา หลายคราสุขสันต์เปรมปรีดิ์ รักเพื่อนคนนี้ไม่มีสิ้นสูญ....”

ระหว่างดนตรีคั่นก่อนเริ่มร้องท่านที่สอง มีใครบางคนเอามือมาสะกิดผมไหล่ผม ผมหันไปมองเป็นน้องปูม้า

“ก่อนจบเพลงนี้พี่ขวัญให้มาบอกพี่ต่อว่า การแสดงชุดต่อไปขอให้พี่ต่อไปร่วมแจมบนเวทีกับพี่จากชมรมภูมปัญญาอีสานด้วยค่ะ” ยายแก้มบุ๋มเดินออกมาจากห้องแต่งตัวพอดี เธอเปลี่ยนจากชุดคลุมเป็นสีชมพูเป็นชุดผ้ามัดหมี่แบบคนอีสานนิยมใส่กัน ยายแก้มบุ๋มเดินยิ้มเข้ามาหาผม

“ อะไรเหรอเจ๊ จะให้พี่ไปทำอะไร” ผมถาม

“เค้าอยากให้พี่ต่อขึ้นไปแจมกับพวกพี่ๆพวกนี้หน่อยน่ะ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วชี้ไปทางเด็กหนุ่มสาวชาวอีสานที่เพิ่งจะเปลี่ยนชุดสักสองสามคน เป็นชุดแบบใส่สบายๆ

“พี่ต่อไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ไปเต้นยังไงก็ได้กับพวกพี่ๆพวกนั้นตอนเค้ากำลังร้องเพลงอยู่”

“พี่ต้องเปลี่ยนชุดด้วยไหมเจ๊ ต้องเปลี่ยนผ้าด้วยไหม” ผมถาม

“ ไม่ต้องหรอก เสื้อกับกางเกงขายาวตัวนี้ก็ใช้ได้แล้ว พี่ต่อคอยดูนะ เดี๋ยวเค้าจะแกล้งน้องป่านให้ดูด้วย” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วยิ้ม “ สนุกล่ะงานนี้”

ผมหันกลับไปมองดูทีวีต่อ น้องส้มยังร้องเพลงต่อไป

“เมื่อรู้ว่าเธอต้องย้ายจากไป แอบเศร้าอยู่ในหัวใจ กลัวว่าจะไม่ได้เจอเพื่อนแล้วสัญญาให้ไว้ก่อนไป ยังจำได้ไม่เคยแคล้ว เมื่อจากกันแล้ว อย่าลืมฉันคนรู้จัก....นั่ง เขียนจดหมายถึงเพื่อน ไม่ให้สัญญาไว้ลืมเลือน ว่าไม่ลืมเพื่อนคนดีที่รัก ความในจดหมายถามว่าสบายหรือทุกข์ใจหนัก อยู่ไกลห่วงใยเพื่อนนัก ขอบคุณมากมากถ้ายังห่วงฉัน ”

“เมื่อเธอได้รับจดหมายส่งไป โปรดตอบกลับมาเร็วไว ให้รู้ว่าใจยังห่วงหากันจดหมายซองสีชมพู มีรูปเด็กหญิงชายคู่นั้น แทนสองเราห่างไกลกัน คิดถึงทุกวันเพื่อนฉันคนดี ”

เพลงจบแล้ว ทุกคนปรบมือให้น้องส้ม ก้มลงไหว้ขอบคุณครั้งหนึ่ง

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณดอกไม้ช่อสวยๆนะคะ และเสียงปรบมือด้วย......มาฟังเพลงช้าๆอีกสักหนึ่งผลงานเพลงนะคะ ก่อนจะไปชมการแสดงบันทึกการแสดงสดกันบนเวทีต่อนะคะ กับเพลงที่มีชื่อว่า รอรักพี่ค่ะ”

ผู้ชมปรบมือให้ ดนตรีเริ่มบรรเลง น้องส้มรอดนตรีแล้วยกไมค์ขึ้นร้อง

“จากกันไกลแล้ว ไม่แคล้วน้องคิดถึงพี่.......ก่อนเคยสุขขี รักพี่ไม่มีเสื่อมคลาย.......เคยฟังคำหวาน เว้าวอนเมื่ออยู่ข้างกาย........ไม่แคลงแหนงหน่าย ห่างเพียงกายแต่ใจเราใกล้กัน……”

“จากกันไกลแล้ว ไม่แคล้วน้องคิดถึงพี่........จากกันวันนี้ คิดถึงแต่พี่ทุกวัน.......ก่อนเคยสุขสันต์ รักกันได้อยู่ชิดใกล้........เดี๋ยวนี้ห่างไกล พี่จากน้องไปไม่หวนคืนมา....”

“จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี ไม่มีแม้เงา ดอกรักเหี่ยวเฉาไม่ได้พบหน้า.......คิดถึงเสมอ อยากเจออีกครา กลับมาเถิดหนาน้องยังรักพี่.....”

“จากไปอยู่ไหน....หัวใจเฝ้ารอทุกวัน.....กลับเถิดจอมขวัญ น้องนั้นยังรอรักพี่......โปรดกลับมาเติม ความรักให้ใจดวงนี้.......กลับเถิดคนดี น้องรอรักพี่อยู่ตรงที่เดิม…..”

ดนตรีถึงช่วงโซโล น้องส้มเดินไปรับดอกไม้และพวงมาลัยจากเด็กๆที่เอามามอบให้ น้องส้มร้องตามดนตรีย้อนตั้งแต่หัวเพลงอีกรอบ จนในที่สุดเพลงก็จบลง

“ขอบคุณค่ะ......”

“ไปเตรียมตัวได้แล้วพี่” ยายแก้มบุ๋มหันมาบอก ผมหยิบไมค์ของผมแล้วลุกจากเก้าอี้ตารมยายแก้มบุ๋มและเด็กจากชมรมภูมปัญญาอีสานไปรอขึ้นเวทีตรงบันไดด้านซ้าย

ที่บนเวที.......

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณช่อดอกไม้สวยๆด้วยนะคะขอบคุณมาก.......ในช่วงนี้ไปชมการ....บันทึกการแสดงสดกันต่อนะคะ จากทีมงานจูเนียร์โฟล์วไลน์ โดยบริษัท จูเนียร์เร็คคอร์ดและ ข้าวขวัญ สายชล กับเพลงที่มีชื่อว่า ของแซ่บอีสาน จากน้องขวัญ ขวัญฤทัยค่ะ....”

เสียงคนดูเฮกันลั่น ปรบมือกันแซ่ ผมกับเพื่อนๆรีบเดินขึ้นเวทีไป ดนตรีเริ่มบรรเลง ผมกับพวกผู้ชายเดินตามยายแก้มบุ๋มมากลางเวที ผมเดินไปวางไมค์กับพื้นตรงหน้าเวที ใกล้ๆกับจอโทรทัศน์ แล้วเดินกลับมาเต้นกับเพื่อนๆ น้องส้มกำลังเดินกลับเข้าไปเห็นอยู่ไกลๆ

“สวัสดีค่ะ น้องขวัญ ขวัญฤทัยค่ะ ฟังเพลงนี้กันก่อนนะคะ ของแซ่บอีสานค่ะ”

เพลงมันส์ๆแบบนี้พวกผมก็เต้นกันออกท่าลีลาสุดๆ พวกนางรำจากชมรมแดนเซอร์จูเนียร์โฟลว์ไลน์ขึ้นมารำตามที่ได้ซ้อมกันไว้ ส่วนพวกผู้ชายอย่างผมก็เต้นกันไปเรื่อยๆ ยายแก้มบุ๋มยืนอยู่ตรงหน้าสุด ห่างจากขอบเวทีมาเยอะ พลุไฟจากช่องตรงพื้นเวทีตรงหน้าพุ่งออกมาสู่อากาศพร้อมๆกัน

ยายแก้มบุ๋มเริ่มร้องตามเพลง ที่ด้านล่างเวทีมีพวกผู้ชายมาเต้นกันสี่ห้าคน

“ติดใจไปเที่ยวอีสาน สนุกสนานเที่ยวงานฟังลำ ล้วนแต่มีของดีเลิศล้ำ ล้วนแต่มีของดีเลิศล้ำ เสียงแคนเสียงลำ ฟังแล้วออนซอน”

“อีสานบ้านคนใจดี ซุมน้องซุมพี่ยินดีรับต้อน บอกเชิญเอิ้นขึ้นบ้านก่อน บอกเชิญเอิ้นขึ้นบ้านก่อน พักหายคลายฮ้อนกินข้าวนำกัน”

ผมเหลือบไปเห็นน้องส้มที่เดินจูงแขนน้องป่านปนัดดาขึ้นมาบนเวที เต้นมาแต่ไกล ยายแก้มบุ๋มหันไปไหว้ทักทายพร้อมกับร้องท่อนฮุคไปด้วย

“แนวกินกะมีแต่แนวแซ่บแซ่บ ซุปบักมี่บักแปบ ของแซ่บอีสาน ไข่มดแดงแกงใส่ผักหวาน ของดีอีสานแซ่บแท้แซ่บแท้ ข้าวเหนียวคุ้ยตำบักหุ่ง อ่อมหอยก้อยกุ้ง อุ้ยคักล่ะแหมมีฮอดก้อยกะปอมก้อยแย้ ขาซี้แก่แด่แม่นปิ้งเขียดจนา อีกอันหนึ่งที่รวมใส่จานมา สุดยอดเลยหนา คือคั่วแมงต่างต่าง มีจี่โป่ม จี่หรีด จี่ซอน ดักแด้ม่วงอ่อน แมงงอดแมงเงา ตั๊กแตน แมงมัน แมงเม่า เทิงแมงตับเต่า แมงดานาหอม แมงจี่นูน กุ๊ดจี่อีกพร้อม อุ้ยหอมห๊อมหอม หอมหวนชวนกิน ล้วนแต่มีวิตามิน อาหารโปรตีน ของแซ่บอีสานเด้อคะเด้อ.....”

เพลงมาถึงท่อนสุดท้ายก่อนจะจบลง

“ม่วนหลายได้มาเที่ยวแดน เสียงพิณเสียงแคน จั่งแม่นคักเด้อ เป็นบุญแฮงหลายที่ได้มาเจอ เป็นบุญแฮงหลายที่ได้มาเจอ ม่วนคักหลายเด้อ เด้อเมืองอีสาน....”

และแล้วเพลงก็จบลง มีเด็กๆหญิงชายมารุมส่งพวงมาลัยและดอกไม้ให้ยายแก้มบุ๋ม

“ขอบคุณค่ะ สำหรับพวงมาลัยและดอกไม้นะคะ” ยายแก้มบุ๋มลุกยืนเดินกลับมา ผมเดินไปหยิบไมค์ของตัวเองจากพื้นด้านหน้าเวทีมาถือไว้

“ที่จบลงไปนะคะชื่อเพลง.........โอยเหนื่อย....” ผู้ชมหัวเราะให้ยายแก้มบุ๋มที่เหนื่อยเพราะทั้งร้องทั้งเต้นตลอดเพลง นางรำทยอยกันลงเวทีไป

“ของแซ่บอีสานะคะ โอย....ขอพักเหนื่ยสักแป๊บนึงนะ” ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก

“นั่นแหละ เพลงตัวเองมีก็ไม่ร้อง มาร้องเพลงของคนอื่นเขา” ผมว่า

“ทำไมล่ะ คนบ้านเดียวกันจะร้องเพลงของกันไม่ได้เหรอ”

“ชื่อเพลงอะไรนะคะเมื่อกี้” น้องส้มถาม

“ของแซ่บอีสานค่ะ”

“กำลังมาแรงเลยใช่ไหมคะตอนนี้” น้องส้มยกไมค์ถาม

“ใช่ค่ะ มาแรงแซงทางโค้งเลยตอนนี้” ยายแก้มบุ๋มตอบ ผมพูดแทรกว่า

“ไม่แซงทางโค้งได้ไหมเจ๊” ยายแก้มบุ๋มหันมาถามผม

“ทำไมคะ”

“เวลาเราขับรถไปตามทางนะ มักจะมีป้ายเตือนคนขับให้ระวังตัวตั้งอยู่ข้างทาง มีพี่น้องขี้เมาอยู่รายหนึ่ง ชอบขับรถพากันไปกินเหล้าประจำ พอเมาได้ที่ก็พากันขึ้นรถพี่เป็นคนขับจะพาน้องกลับบ้าน ขับไปทางตรงก็ส่ายไปส่ายมาเหมือนงู เผอิญว่าทางตรงหน้ามันเป็นทางโค้ง น้องชายเหลือบไปเห็นป้ายที่อยู่ข้างทางก็บอกพี่ชายว่า เห็นป้ายนั่นมะ เขาบอกว่าระวังทางโค้งอันตรายน่ะ ฝ่ายไอ้พี่ชายก็เมาไม่รู้เรื่อง บอกกับน้องชายของตนว่า เฮ้ย ไม่ต้องกลัวไอ้น้องชาย ป้ายมันบอกว่าโค้งอันตรายเราก็อย่าไปโค้งตามป้ายมันบอกสิ หัดฉลลาดเหมือนพี่เสียบ้าง ป้ายมันบอกว่าโค้งอันตรายเราก็ขับตรงไปนี่สิ ปลอดภัยกว่า ไม่อันตรายอีกด้วย ว่าแล้วไอ้พี่ชายก็เหยียบคันเร่งจนมิด รถพุ่งแหกโค้งไปชนรั้วกั้นที่ทำจากไม้ดัง แคว่ก รถไม่เข้าโค้งนะ พุ่งตรงแหกโค้งเลยไปเข้าดงป่าหายไปเลย ท้ายสุดรถพุ่งไปชนต้นไม้น่ะ....” ผมเล่าไปผู้ชมรวมถึงใครหลายๆคนก็หัวเราะออกมา

“แล้วไงต่อ” ยายแก้มบุ๋มถาม ผมหันไปตอบเธอ

“หามเข้าส่งโรงพยาบาลทั้งพี่ทั้งน้องน่ะสิ” ผมว่า “พี่ชายคอหัก น้องชายหัวแตกกระเด็นออกนอกรถ”

“แล้วตายไหม”

“สองคนนั่นน่ะรอด แต่สภาพรถนี่เละไม่มีชิ้นดีเลยนะ”

“โหดีนะที่ไม่ตายทั้งคู่น่ะ” ยายแก้มบุ๋มพูด หัวเราะกันถ้วนหน้า

“นี่แหละ โทษของเหล้าสุราที่พาซวยน่ะ” น้องส้มพูดขึ้นบ้าง

“อุ๊ย....ขอบคุณค่ะ” ยายแก้มบุ๋มวิ่งตรงไปที่ริมเวที มีคนยื่นดอกกุหลาบให้

ยายแก้มบุ๋มหยิบมาถือไว้ แล้วยืนขึ้น คนชูดอกไม้ให้อีก

“อันนี้ให้ใครคะ.....อะพี่บอส พี่บอสมารับดอกไม้เร็ว”

ไอ้บอสวิ่งมารับดอกไม้ แล้วยกมือไหว้ขอบคุณ

“พี่บอส ประธานชมรมภูมปัญญาชาวอีสาน อ่ะนี่อีกดอกหนึ่ง น้องส้มโอ เร็ว”

น้องส้มเดินมารับดอกพลางไหว้ขอบคุณ “ ขอบคุณค่ะ”

“เอ้าดอกนี้น้องป่าน น้องป่านมาเร็ว” น้องป่านในชุดกระโปรงสีแดงแปร้ดเดินก้าวฉับๆมานั่งพับเพรียบ ยกมือไหว้ก่อนจะแบมือไปรับดอกไม้

“โหดูท่าไหว้เขาสิ” ผู้ชมฮาครืน “ ชุดนี้อย่าใส่ไปเดินผ่านฝูงควายนะ มันไล่ขวิดเอาตายเลย” น้องป่านเดินกลับมาแล้ว

“เอ้านี่อีก พี่แว่น พี่ต่อ” ผมรีบเข้าไปนั่งถวายบังคมก่อนจะรับดอกไม้ ผู้ชมหัวเราะกันครืน

“ โหนี่ท่าไหว้เหรอเนี่ย” ผมยิ้มๆแล้วลุกเดินกลับมา

“เมษาปีห้าสามนี่คงจะให้พี่ต่อได้แค่ดอกเดียวนี่แหละมั้ง” ยายแก้มบุ๋มพูดแซว

“ขอบคุณดอกไม้สวยๆที่มอบให้กับพวกเรานะคะ ขอบคุณมากๆเลย” ผู้ชมปรบมือให้อีกครั้ง ยายแก้มบุ๋มหันไปมองใครบางคนในกลุ่ม

“ขอเชิญน้องป่านออกมาที่หน้าเวทีหน่อยค่ะ” น้องป่านเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ผู้ชมปรบมือให้

“สัมภาษณ์หน่อยค่ะ ทำไมถึงใส่ชุดสีแดงมาขึ้นเวทีล่ะคะ” ผู้ชมหัวเราะนิดหน่อย น้องป่านเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มเป็นเฉยชาเมื่อถูกยายแก้มบุ๋มถาม แล้วย้ายไมค์ไปจ่อปากน้องป่าน น้องป่านหันไปมองผู้ชมแล้วหันมายิ้มพูดตอบยายแก้มบุ๋ม

“อ๋อ คือว่าชุดนี้มันเป็นชุดนำโชคของน้องป่านน่ะค่ะ จะใส่ไปงานไหนก็ต้องเป็นชุดนี้ตลอดน่ะค่ะ” บางคนลงเวทีไป บนเวทีจึงเหลือผม ยายแก้มบุ๋ม น้องส้ม และน้องป่าน

“อ๋อเหรอคะ” ยายแก้มบุ๋มดึงไมค์กลับมาถาม “แล้วไปเอาดอกไม้ทีไหนมาคะเนี่ย ใหญ่เท่าบ้านเท่าเมืองเลยน่ะ” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางยิ้มๆกำลังจะไปหยิบดอกไม้สีแดงบนหัวน้องป่าน แต่น้องป่านถอยหนีเสียก่อน น้องส้มส่งไมค์โครโฟนอีกอันหนึ่งให้น้องป่านเอามาพูดตอบยายแก้มบุ๋ม

“ก็คือว่าคุณแม่ของน้องป่านน่ะค่ะ ท่านหาดอกไม้ที่ดีที่สุดมาประดับชุดสวยๆของน้องป่านน่ะค่ะ”

ยายแก้มบุ๋มหันมาทำหน้าเบื่อหน่ายใส่ผู้ชม “สวยตายล่ะ” ผู้ชมหัวเราะกันครืน

“อะไรนะคะ” น้องป่านหันมาถาม ยายแก้มบุ๋มหันมาตอบสีหน้ายิ้มแย้มทันที

“อ๋อ คือว่าชุดน่ะค่ะ สวยมากเลยนะคะ เหมาะกับคุณน้องมากๆเลยนะคะ” น้องป่านยิ้ม

“แหม นึกว่าจะไม่ชมกันซะแล้วนะคะเนี่ย” น้องป่านหันไปมองผู้ชมแล้วยิ้มแป้น ยายแก้มบุ๋มทำท่าอ้วกลับหลังน้องป่าน พอน้องป่านหันมายายแก้มบุ๋มก็ตีสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะอย่างไว้เชิง

“ชุดสวยมากเลยนะคะเนี่ย”

“ค่ะ นี่สั่งตัดมาจากปารีสเลยนะคะ ทั้งเมืองไทยมีผืนนี้ผืนเดียวค่ะ”

“ปารีสสะพานขาวน่ะสิไม่ว่า แถวนั้นมีขายตั้งหลายร้าน” ผมยกไมค์ขึ้นพูดแทรกตอนนั่งลงขัดสมาธิกับพื้นข้างๆน้องส้ม ผู้ชมหัวเราะครืน น้องป่นมาชี้หน้าตวาดใส่ผม

“อ๊าย...! คุณแว่น มาพูดแบบนี้ได้ยังไง ของเค้าสั่งตัดจากปารีสโดยตรงเลยนะ จริงๆนะคะคุณพี่” น้องป่นหันมาอ้อนยายแก้มบุ๋มที่ออกอาการเอือมระอา

“ปารีสสะพานขาวนั่นแหละ ไม่ใช่ที่ไหนหรอก” ผมพูดอีก สีหน้าหมั่นใส้น้องป่านที่หันมามองอีก น้องส้มปิดปากนั่งหัวเราะอยู่ข้างๆ

“อย่าพูดสิ วุ้ย” น้องป่านหันมาขู่

“ เอาล่ะค่ะ เอาล่ะ” ยายแก้มบุ๋มพูดตัดบท ก่อนที่จะเถียงกับน้องป่านไปมากกว่านี้ น้องป่านหันมาทางยายแก้มบุ๋ม “อย่าทะเลาะกันเลยนะ เรามาคุยกับน้องป่านไฮโซสุดสวยคนนี้กันดีกว่า นี่......” ยายแก้มบุ๋มพูด คนดูเฮกันใหญ่ น้องป่านยิ้มอย่างอายๆ

“ คุณน้องเคยไปเที่ยวเมืองอีสานรึยังคะ” ยายแก้มบุ๋มถามพลางยิ้มๆ

“ไม่เคยค่ะ น้องป่านเคยไปแต่แอลเอค่ะ” ผู้ชมหัวเราะกันใหญ่เลย

“แอลเอร้อยเอ็ดน่ะเหรอแม่คุณ” ผมถามต่ออีก น้องป่านหันมากระแทกเสียงใส่ผม

“ลอสแอนเจลิสค่ะ คุณแว่น” ผู้ชมหัวเราะกันอีก “แอลเอมาจากชื่อย่อของลอสแอนเจลิสค่ะ เมืองนอกเขานิยมเรียกกันแบบนี้ คุณแว่นนี่คงไม่เคยไปน่ะสิคะ ถึงไม่รู้อะไรกับเขาเลย โอ้ย...แบบนี้เขาเรียกว่า” น้องป่านหันมาทางผู้ชม “บ้านน๊อก....บ้านนอก” แล้วปิดปากหัวเราะ ผู้ชมฮากันมากเลย

มึนตึ้บเลย ผมได้แต่นั่งอึ้ง ยิ้มไม่ออกเลยสักนิดเดียว คิดอะไรไม่ออกเลย ยายแก้มบุ๋ม น้องป่านหัวเราะกันอยู่ตรงหน้า พอได้สติ ผมจึงยกไมค์ถามน้องป่าน

“ว่าเขาบ้านนอกแล้วบ้านคุณนายอยู่ที่ไหนหา โถ....อี....อีลูกนักร้อง” ผมด่าน้องป่าน

“ลูกนักร้องก็ยังดีกว่าลูกไม่มีพ่อ ใช่ไหมคะคุณผู้ชม...” ผู้ชมส่งเสียงเฮอย่างเห็นด้วย

“พูออย่างนี้เรามาตบกันดูไหมคะคุณน้อง” ผมลุกขึ้นยืนถือไมค์พูด ยืนเท้าสะเอวข้างหนึ่ง

“หนอยแน่ะ มาดุถูกกันมากไปแล้วนะ เดี๋ยวแม่จะตบให้ปากฉีกเลย” ผมพูดพลางเดินเข้าไปทำท่าจะตบน้องป่าน แม่คุณรับวิ่งไปหลบหลังยายแก้มบุ๋มทันที คนดูฮาตรึม ยายแก้มบุ๋มรีบข้ามาห้าม น้องส้มรีบลุกเดินตามมาใกล้ๆ

“หยุด หยุดเลยพี่ต่อ ไม่เอา อย่าเล่นอย่างนี้ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่น้องๆ” ยายแก้มบุ๋มเดินเข้ามาห้าม ผมหยุดทันที เดินกลับไปนั่งที่เดิม ปล่อยให้สาวๆเขาคุยกันไป

“เอาล่ะค่ะ มาถามน้องป่านสักนิด แล้วอยากไปเที่ยวเมืองอีสานบ้างไหมคะ น้องขวัญจะพาไปเที่ยวเอง เอาใกล้ๆนี่ก็อุบลราชธานี น้องขวัญเคยไปเที่ยวมาแล้ว”

น้องป่านส่ายหัวแล้วโบกมือไปมา

“ไม่ไปดีกว่าค่ะ เมืองอะไรก็ไม่รู้ แล้งก็แล้ง ชาวบ้านก็อยู่กันอดๆอยากๆ น้องป่านดูในทีวีนะคะ แห้งแล้งมากเลยค่ะ น้ำกินก็หายาก ขืนไปน้องป่านมีหวังไม่อดตายเหรอคะ ไร้ความเจริญขนาดนั้น ไม่เหมาะกับสาวไฮโซอย่างน้องป่านหรอกค่ะ ไม่ไป๊ ไม่ไปค่ะ”

“โธ่คุณน้องคะ เมืองอีสานเดี๋ยวนี้ไม่ได้แห้งแล้งเหมือนแต่ก่อนแล้วนะคะ เขาเจริญกันแล้วค่ะ ป่าไม้ก็เขียวชะอุ่มขนาดนั้น จะแห้งแล้วกันได้ยังไงคะ คุณน้องคงจะไปอยู่แอลเอมานานจนยังไม่รู้สินะว่าเมืองสานเดี๋ยวนี้เขาเจริญกันแล้วค่ะ” ยายแก้มบุ๋มตอบ

“ใช่ค่ะ น้องป่านอยู่แอลเอมานาไม่ได้บินกลับไทยมาตั้งสิบปีแล้วล่ะค่ะ”

ผู้ชมส่งเสียงเฮกันใหญ่ ผมหัวเราะออกมาแล้วพูด น้องป่านหันมามองผม

“โฮ่ๆๆๆ นั่นล่ะ โคตรบ้านนอกของจริงเลยแหละ” ผมหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ยายแก้มบุ๋มหัวเราะ คนดูฮาครืน น้องป่านตีสีหน้าบอกบุญไม่รับ ผมสะใจที่เอาคืนน้องป่านได้

“แล้วเคยกินอาหารอีสานมาบ้างรึยังคะ” ยายแก้มบุ๋มถามต่อพลางยิ้มๆ

“ อย่าว่าแต่กินเลยคะ เมืองอีสานก็ยังไม่เคยไป” น้องป่นตอบ ยิ้มจนออกนอกหน้า

“แล้วอยากไปดูไปชมรึเปล่าคะ เดี๋ยวคุณพี่จะพาไป”

น้องป่านทำท่าคิดอยู่สักพัก

“อะ อะ ไปก็ได้ค่ะ” ยายแก้มบุ๋มจึงจูงมือน้องป่านทำท่าจะเดินพามาอีกด้านของเวที น้องส้มตามมาติดๆ

“ยินดีค่ะคุณน้อง เมืองอีสานเดี๋ยวนี้นะคะ อุดมสมบูรณ์ไม่แห้งแล้วเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะค่ะ เห็นไหมคะ ป่าไม้เขียวเต็มเลย” ยายแก้มบุ๋มชี้มั่วๆให้น้องป่านดูพลางยิ้มๆ

“อุ๊ยจริงด้วยค่ะคุณพี่” น้องป่านมองไป

“คนอีสานเนี่ย ใจดี๊ใจดีนะคะ” ยายแก้มบุ๋มพูดอีก “ใครมาเที่ยวก็ต้อนรับขับสู้ดี เชิญแวะพักกินน้ำกินท่า บ้างก็ชวนอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก็มีค่ะ คนอีสานมีความอดทนสูงด้วย มีน้ำใจต่อกันด้วยนะคะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบพี่แบบน้องค่ะ”

“ค่ะ แล้วคนอีสานเขาทำอาชีพอะไรกันเหรอคะ” น้องป่านถามต่อ

“ส่วนมากก็จะทำเกี่ยวกับเกษตรกรรมน่ะค่ะ แต่เมื่อก่อนปลูกอะไรไม่ค่อยได้ ผลผลิตเท่าไหร่เลยค่ะ เพราะเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ก็เลยปลูกพืชอะไรที่ต้องการน้ำน้อยๆอย่าเช่นต้นอ้อย ต้นปอ และต้นฝ้ายน่ะค่ะ” ยายแก้มบุ๋มอธิบาย

“แล้วพวกเขาแต่งกายกันอย่างไรหรอคะ”

“คนในภาคนี้ก็จะนิยมใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมอย่างที่คุณพี่ใส่อยู่นี่ไงคะ เหมาะกับสภาพอากาศที่ร้อนน่ะค่ะ สวยออก” ยายแก้มบุ๋มก้มลงมองชุดที่ตัวเองใส่อยู่

“น้องป่านใส่ผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายไม่ได้หรอกค่ะ ใส่แล้วคันยุบยิบไปทั่วทั้งตัวเลย”

“แล้วคุณน้องเห็นไหมคะ บ้านแต่ละหลังเขาจะปลูกให้ยกพื้นสูงขึ้นไป เพื่อให้ลมพัดผ่าน และใช้เป็นที่ทำงานใต้ถุนบ้านด้วย อย่างเช่นทอผ้า ทำเครื่องจักสาน อะไรทำนองนี้ล่ะค่ะ”

ยายแก้มบุ๋มอธิบายไปเรื่อยๆ ผมยังฟังพวกเขาเล่นกันไป

“ ชาวอีสานส่วนมากจะตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แหล่งน้ำนะคะ ชาวบ้านก็คิดสร้างเครื่องมือจับสัตว์น้ำขึ้นมามากมายหลายชนิดเลยล่ะค่ะ มีทั้งลอบ สุ่ม ตุ้ม โต่ง หวิง เอามาใช่จับสัตว์น้ำไปทำอาหารกันค่ะ อย่างเช่นสุ่มนี่จะคล้ายๆสุ่มขังไก่นะคะ เขาจะเอาสุ่มไปครอบตรงที่คิดว่ามีปลาอยู่ แล้วเอามืออีกข้างล้วงผ่านรูด้านบนไปควานจับปลาขึ้นมาใส่ข้องน่ะค่ะ”

“แล้วปลามันจะไม่กัดกินมือเราเหรอคะคุณพี่” น้องป่านถาม ผู้ชมฮาครืน

“ไม่กัดหรอกค่ะเรานี่แหละที่จะกัดกินมันเอง”

“อ๋อเหรอคะ”

“ค่ะ เดี๋ยวคุณน้องเดินชมเองอีสานกับน้องส้มไปสองคนก่อนนะคะ คุณพี่ของตัวไปธุระส่วนตัวแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวคุณพี่จะกลับมาค่ะ”

“ค่ะ”

“เดี๋ยวน้องส้มจะพาดูอาหารอีสานต่อจากนี้เองนะคะพี่ป่าน” น้องส้มพูดขึ้นบ้าง หลังจากเงียบมานาน ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วเดินออกมาทางด้านหลัง กวักมือเรียกผมให้เดินเข้าไปหา ผมลุกเดินตามไป ยายแก้มบุ๋มพาผมเดินไปที่บันไดหลังเวที ที่ตอนนี้มีถ้วยกับจานวางอยู่สองใบที่บันไดขึ้นลงเวทีตรงกลาง ในจานมีส้มตำในถ้วยมีปลาร้าอยู่สองสามตัว มีน้ำปลาร้าอยู่ด้วย แต่ละจานมีช้อนส้อมกับช้อนโต๊ะอยู่หนึ่งคู่ ยายแก้มบุ๋มส่งจานส้มตำให้ผมมาถือไว้ ส่วนตัวเธอเองถือชามปลาร้าไว้ หันมาทำปากขมุบขมิบเหมือนจะพูดกับผมแล้วตักปลาร้าให้ผมดู ผมก็พยักหน้าเออออกับเธอไป ได้ยินเสียงผู้ชมพึมพำกันเล็กน้อย ระหว่างที่น้องส้มยังชวนน้องป่านคุยต่อไป

“ปลาที่เขาจับมาได้นี่ก็จะเอาไปทำอาหารหลายอย่างเลยล่ะค่ะพี่ป่าน บ้างก็ปิ้ง ทอด ต้มยำทำแกง บางทีได้ปลามาเยอะก็จะเอามาทำปลาร้าเก็บไว้ด้วยนะคะพี่ป่าน”

“เหรอคะ แล้วเค้าทำกันยังไงเหรอคะปลาร้าน่ะ” น้องปานถามต่อ

“เขาจะเอาปลาร้ามาหมักกับเกลือค่ะ หมักกับรำข้าวหรือข้าวเปลือกคั่วนะคะ เสร็จแล้วเอาใส่ไหไว้ค่ะ กลายเป็นปลาร้านอนอยู่ไหนไห”

“เหรอคะ แล้วมดไม่ขึ้นหรอคะ”

น้องส้มไม่ว่าอะไร เกาหัวอย่างเซ็งๆ ผู้ชมหัวเราะครืน น้องป่านหัวเราะแล้วพูด

“โทษที พี่พูดเล่นน่า เอาแล้วมีอะไรอีก”

“มีส้มตำด้วยค่ะพี่ป่าน ของแซ่บอีสานเลยล่ะ”

“อะไรเหรอคะส้มตำ ตำส้มอะไร” น้องป่านหัวเราะถาม

“คือพาพาย่าสลัดน่ะค่ะ รู้จักรึเปล่าคะ”

“อ๋อ พาพาย่าสลัดนี่เอง นึกว่าอะไร น้องป่านเคยเห็นค่ะ แต่ไม่เคยกิน”

ยายแก้มบุ๋มเดินถือชามปลาร้ามาทางด้านหลังของน้องป่านที่ยังไม่รู้ตัว ผมเดินถือจานส้มตำมาตักกินอยู่ด้านหลังของน้องส้ม ผู้ชมเห็นแล้วร้องกรี๊ดกันใหญ่ น้องป่านยังไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“ส้มตำเนี่ยนะคะ ต้องใส่คู่กับปลาร้าค่ะถึงจะแซ่บ” น้องส้มบอก ยายแก้มบุ๋มเอาส้อมจิ้มปลาร้าตัวหนึ่งแล้วชูไว้ กลั้นหัวเราะไว้ ชูส้อมแล้วให้ผู้ชมดู

“ปลาร้าเป็นยังไงหรอคะ น้องป่านอยู่แอลเอมาตั้งแต่เกิดยังไม่เคยเห็นปลาร้าตัวเป็นๆเลยสักครั้ง” ผู้ชมฮากันเมื่อน้องป่านพูดถึงตรงนี้

“อยากเห็นใช่ไหมคะพี่ป่าน” น้องส้มหันไปถามน้องป่าน ยายแก้มบุ๋มพยักเพยิดให้น้องส้ม

“ค่ะ อยากเห็นสักครั้งจังเลย จะเข้าไปขอลายเซ็นหน่อยเห็นว่าดังมาก”

น้องป่านพูดพลางยิ้มๆ ทุกคนฮาครืน

“เดี๋ยวจะมีปลาร้ามาโชว์อยู่ตรงหน้าพี่ป่านเลยล่ะค่ะ”

“ฮ้า....จริงเหรอคะ อุ๊ยดีจัง น้องป่านจะได้เจอส้มตำตัวเป็นๆด้วยรึเปล่าคะเนี่ย”

“แน่นอนค่ะ มีปลาร้าก็ต้องมีส้มตำ”

ยายแก้มบุ๋มเดินเข้ามาทางด้านหลังน้องป่านแล้วชูส้อมที่จิ้มปลาร้าไว้เกือบจะชนหน้าน้องป่านให้ดูแล้วพูดดังๆว่า

“นี่.....ปลาร้าต่วงโต๋เป็นๆเสเด็จมาแล่ว”

“อ๊าย....! ปลาร้า” เสียงน้องป่านกรี๊ดดังลั่น ก่อนจะก้มตัวหลบแล้ววิ่งออกมาข้างๆน้องป่านวิ่งหนียายแก้มบุ๋มที่วิ่งไล่ตามเอาปลาร้ามาชูให้ ผู้ชมหัวเราะกันใหญ่ น้องป่านกัยยายแก้มบุ๋มวิ่งไล่กันอยู่รอบๆเวที ผมหยุดถือจานส้มตำไว้ ตามองดูสองสาวนั่นวิ่งไล่กัน

“ไม่เอานะ น้องขวัญ อย่าเอาปลาร้ามาหลอกกันสิ อย่าเล่นแบบนี้สิ ไม่อ๊าว....”

น้องป่านพูดใส่ไมค์โครโฟนของตัวเองที่ถืออยู่ พร้อมๆกับวิ่งหนียายแก้มบุ๋มไปด้วย ยายแก้มบุ๋มไม่ฟัง ยังคงวิ่งไล่ต่อไป กระโปรงยาวๆของน้องป่านทำให้วิ่งเร็วได้ไม่สะดวกนัก แม่คุณวิ่งหนีปลาร้าขึ้นไปบนขั้นบันไดยาวๆ ขั้นโน้นทีขั้นนี้ที น่ากลัวว่าจะวิ่งพลาดจนตกลงบันไดลงมา

“ โอย ตายล่ะ ไหนว่าอยากเข้าไปขอลายเซ็นไง ทำไมวิ่งหนีแจ้นเลยล่ะพี่” น้องส้มพูดแซวแล้วหัวเราะไป

“ไม่อ๊าว....ขวัญ อย่าทำแบบนี้สิ อ๊าย.....” ยายแก้มบุ๋มยังคงวิ่งต่อไป น้องป่านวิ่งหนียายแก้มบุ๋มมาตรที่ผมยืนอยู่ ก่อนจะถึงตัวผมสักสี่ห้าก้าว ผมยืนหันฝ่ามือไปทางน้องป่าน

“เดี๋ยวๆ สต๊อพ สต๊อพ” นอ้งป่านกับยายแก้มบุ๋มหยุดวิ่ง ผมตักส้มตำในจานขึ้น

“ตำบักหุ่ง ลองซิมเบิ่ง” ผายื่นช้อนไปทางน้องป่าน

“ไม่เอ๊า...” น้องป่านวิ่งผ่านไป ยายแก้มบุ๋มวิ่งตาม ผมหันไปมองเห็นน้องป่านวิ่งช้าๆ ลงบันไดวิ่งไปทางที่ผู้ชมนั่งอยู่ข้างล่าง ยายแก้มบุ๋มถือชามปลาร้าวิ่งตามลงไป

“เฮ้ย ยังจะตามมาอีกเหรอขวัญ ไม่เอานะ อย่า พี่ไม่เล่นแบบนี้น๊ะ......”

ยายแก้มบุ๋มยังคงวิ่งตามน้องป่านไปรอบๆผู้ชมที่นั่งดูอยู่ น้องป่านก็วิ่งหนีสุดชีวิต ปากก็ตะโกนใส่ไมค์บอกให้หยุด ยายแก้มบุ๋มไม่ฟัง แล้ววิ่งไล่น้องป่านไปหยุดที่ผู้ชมแถวหนึ่ง กล้องตัวที่ตั้งอยู่แถวนั้นหันไปถ่ายยายแก้มบุ๋มกับน้องป่าน ผมมองผ่านทีวีที่อยู่บนเวที

“พอเหอะ ขวัญ เหนื่อยแล้วนะ อย่าเอาปลาร้ามาแกล้งพี่สิ พี่กลัวนะ” ผู้ชมหัวเราะครืน ยายแก้มบุ๋มเอานิ้วชี้ไปจิ้มน้ำในถ้วย น้ำปลาร้าติดนิ้วขึ้นมา เธอเอาปากอมแล้วดูดกิน ผู้ชมหัวเราะครืน ก่อนจะตะโกนบอกน้องป่านดังๆ

“ของแซ่บอีสานเด้อค่ะเด้อ.....”

“ของแซ่บของขวัญ แต่เป็นของซวยของพี่น่ะสิ ฮือไม่เอาแล้วนะ อ๊าย ไม่เอาแล้ว”

ยายแก้มบุ๋มวิ่งตามไปอีกครั้ง น้องป่านวิ่งหนีขึ้นมาบนเวที เจอผมยื่นจานส้มตำให้อีก แม่คุณร้องกรี๊ดกร๊าดก่อนจะหันวิ่งลงไป เจอยายแก้มบุ๋มวิ่งขึ้นมาพอดี น้องป่านวิ่งหนีไปรอบๆเวทีอีก ครั้ง โดยมีผมกับยายแก้มบุ๋มวิ่งไล่อยู่ติดๆ ได้ยินเสียงผู้ชมหัวเราะไม่ขาดสาย ในที่สุดพวกเราทั้งสามคนก็ต้องถึงจุดจบ เมื่อน้องป่านตัดสินใจวิ่งหนีขึ้นบันไดตรงกลางเวทีเข้าประตูไป ผมกับยายแก้มบุ๋มวิ่งตามเข้าไป ถือว่าการแสดงในรอบนี้จบลงแล้ว บนเวทีจึงเหลือแค่น้องส้มยืนอยู่คนเดียว ผู้ชมปรบมือให้เมื่อการแสดงจบลง

“ อยากเจอส้มตำกับปลาร้านักหนา พอเจอกลับวิ่งหนีซะงั้น เสียชื่อน้องป่านหมดเลยนะคะเนี่ย” น้องส้มหันมาพูดกับผู้ชม

“ช่วงนี้ไปชมการบันทึกการแสดงสดกันต่อนะคะ จากทีมงานชมรมภูมปัญญาชาวอีสาน โดยบริษัทจูเนียร์เร็คคอร์ด และปลายฟ้า แสงมณี กับการแสดงละครนิทานพื้นบ้านของภาคอีสาน กับการแสดงที่มีชื่อว่า พญาคันคาก เชิญชมค่ะ....”

ผมกับยายแก้มบุ๋มและน้องป่านหลังจากพากันวิ่งเข้ามาที่หลังเวทีแล้วก็มาหยุดหัวเราะกันอยู่ที่หน้าห้องแต่งตัว พลางวิจารณ์เรื่องของน้องป่านเมื่อสักครู่

“โอโฮน้องป่าน เมื่อกี้ทำท่ากลัวได้เหมือนเมื่อก่อนไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ คนดูฮาเต็มเลยแหละ” ผมพูดแล้วหัวเราะออกมา ยังถือจาน ส้มตำไว้อยู่ ยายแก้มบุ๋มตักมากิน

“มันแน่นอนอยู่แล้วล่ะค่ะพี่ มืออาชีพจะให้พลาดได้ยังไง สงสัยเลิกงานนี้คงต้องขอน้องขวัญเข้าไปอยู่ชมรมภูมปัญญาชาวอีสานด้วยคนซะแล้วล่ะสิ ว่ายังไงล่ะ น้องขวัญ” น้องป่านหันมาถามยายแก้มบุ๋มที่กำลังเคี้ยวส้มตำแล้วกลืน ก่อนน้องป่านจะเอาช้อนตักส้มตำกินบ้าง

“ยินดีต้อนรับค่ะพี่ป่าน ไม่ขัดข้องประการใดเลย น้องขวัญดีใจนะคะที่พี่ป่านกินส้มตำปลาร้าได้แล้วน่ะ แหม พยายามปรับตัวจนได้นะคะ” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางยิ้มๆ วางถ้วยปลาร้าไว้

“แหม น้องขวัญก็ ไม่มีอะไรที่พี่ป่านทำไม่ได้หรอก” น้องป่านบอกน้ำเสียงจริงจัง “เอ้ากินๆ แหมกำลังแซ่บๆอยู่เชียว”

เราสามคนใช้ช้อนตักส้มตำกินกันจนเกือบหมด และแล้วก็ได้ยินเสียงของบุคคลที่สี่ดังขึ้นใกล้ๆ

“ อ้าว เอาส้มตำมาแย่งกันกินอยู่ตรงนี้เอง ไม่เหลือไว้ให้เค้าบ้างล่ะ”

น้องส้มเดินเข้ามาเอามือหยิบส้มตำในจานขึ้นมากิน โดนยายแก้มบุ๋มเอามือมาตีแขนดังเพี๊ยะ

“นี่แน่ะ”

“โอ๊ย..”

“ช้อนมีไม่ใช้ ใช้มือ สกปรก นิสัยเสีย” ยายแก้มบุ๋มว่าให้น้องส้ม ที่ยิ้มอย่างอายๆ

“ขอโทษค่ะ พอดีมือมันชินตอนกินอยู่กับเพื่อน” น้องส้มพูด “แง้...หมดแล้วเหรอ เค้ายังไม่ได้กินเลยง่ะ”

“ในกะละมังตรงมุมโน้นยังเหลืออีกเยอะ ส้มโอไปเอาจานมาตักใส่กินเองสิ” น้องป่านบอก น้องส้มเดินก้าวไปตรงมุมที่มีกะละมังใส่ส้มตำวางอยู่บนโต๊ะ

“อย่ากินมากนะนัน อะเดี๋ยวมันจะไหลโจ้กๆ” ผมตะโกนบอกพลางหัวเราะ

ยายแก้มบุ๋มตีแขนผมทีหนึ่ง

“นี่แน่ะ พูดอะไรน่าเกลียด”

“อะไรกันเจ๊ ก็แค่เตือนน้องเค้าไม่ให้กินมากก็แค่นั้นเอง น้องอันนี้เขาชอบกินส้มตำ มีเยอะเท่าไหร่กินไม่หยุด พี่กลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วน เป็นอะไรไปทีนี้ใครจะมาเป็นพิธีกรกับโฆษกให้เราล่ะ”

“เดี๋ยวเค้าไปจัดการเอง” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้ววางช้อนไว้ในจานส้มตำ แล้วเดินเข้าไปหาน้องส้ม

“เดี๋ยวพี่ขอไปเข้าไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะป่าน” ผมวางช้อนในจานไว้ “ ป่านช่วยเอาจานไปเก็บให้พี่หน่อยนะ”

“ได้ค่ะ” น้องป่านพูดพลางยิ้มๆ ผมเดินเลยออกไปเข้าห้องน้ำ

ออกจากห้องน้ำเดินกลับมาที่ห้องด้านหลังเวที บนเวทียังแสดงละครไม่จบ ผมพอมีเวลานั่งพักนิดหน่อย น้องป่านเข้าไปเปลี่ยนชุดเป็นอีกชุดหนึ่ง เป็นชุดคลุมสีฟ้าของเด็ก ยายแก้มบุ๋มเข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีชมพูเหมือนเดิม น้องส้มหลังจากกินส้มตำแล้วก็เข้าไปเปลี่ยนชุดออกมาเป็นชุดชาวบ้านธรรมดา คือเสื้อแขนสั้นกับนุ่งซิ่นสีเหลือง ใส่รองเท้าแตะ ผมเข้าไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดม่อฮ่อมสีน้ำเงินซีดๆ แล้วออกมานั่งดูทีวีตอนนี้กำลังแสดงละครกันอยู่

“พี่ต่อคะ”

ผมหันไปมองเห็นน้องปูม้าถือกระดาษแผ่นเดิมแล้วจูงมือน้องชมพู่เข้ามาในห้อง

“อีกประมาณสิบห้านาทีเตรียมตัวขึ้นบนเวทีโชว์รอบต่อไปนะคะ แล้วนี่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วใช่ไหมคะ”

“อ่า.....ใช่แล้ว” ผมตอบ น้องปูม้าหันไปมองใครคนอื่นๆ

“พี่ขวัญคะ น้องส้ม อยู่ตรงไหนคะ เดี๋ยวเตรียมตัวขึ้นโชว์นะคะ อีกสิบห้านาทีจะมาบอกอีกทีค่ะ”

“ของของพี่ที่ต้องใช้ล่ะปูม้า อยู่ไหน” ผมหันมาถาม

“ตอนนี้กะละมังกับของทั้งหมดวางอยู่ตรงขอบเวทีทางขึ้นบันไดซ้ายมือค่ะ”

“ของน้องชมพู่ล่ะคะ ตุ๊กตาหมีแพนด้า” น้องชมพู่ถามเสียงใส

“เดี๋ยวน้องชมพู่เดินขึ้นเวทีไปกับพี่ส้มแล้วก็จะเห็นเองนะคะ แล้วก็หยิบมากอดไว้เลยนะคะ ตอนนี้น้องชมพู่ไปหาพี่ส้มก่อนนะคะ ไปค่ะ “

น้องชมพู่วิ่งออกไปหาพี่สาวตนที่นั่งอยู่เก้าอี้ตรงมุมห้อง

“แม่! ชมพู่มาแล้ว” น้องชมพู่เรียกเสียงดังลั่นก่อนจะเข้าไปกอดน้องส้มแล้วส่งเสียงหัวเราะคิกกันสองคน ผมหันไปมองทีวีต่ออีกสักพัก

การแสดงบนเวทีคงใกล้จะจบลงแล้ว น้องปูม้าเดินเข้ามาบอก ผม น้องส้ม และน้องชมพู่ ยายแก้มบุ๋มเดินตามน้องปูม้าออกไป ผมยืนรออยู่บันไดข้างเวที น้องส้มกับน้องชมพู่จะขึ้นมาทางบันไดทางขวา ยายแก้มบุ๋มจะรอคิวลงมาจากบันไดตรงกลางเวที

“ขอบคุณครับ ขอบคุณสำหรับติดตามชมละครนิทานพื้นบ้านของพวกรานะครับ ไม่เสียเวลาพูดอะไรมากนะครับ ช่วงนี้ไปชมการแสดงบนเวทีต่อเลยครับ”

ผู้ชมปรบมือให้กับการแสดงที่เพิ่งจบลง นักแสดงทอยกันลงเวทีด้านขวาจนหมด ผมรีบเดินขึ้นบันไดไปหยิบไมค์จากในกะละมังพลาสติกสีดำขึ้นมาถือไว้ ตรวจดูให้แน่ใจว่าเปิดไมค์เรียบร้อยแล้ว ผมก็หอบกะละมังที่มีผ้าเด็กอยู่สองสามผืน ไม้กระดานแผ่นยาวๆหนึ่งอัน เดินออกเวทีไปตรงกลาง

“โอย.....” ผมร้องครวญครางตอนพ้นเวที มานั่งวางกะละมังตรงกลางเวที ผู้ชมพอเห็นผมก็เฮฮากันใหญ่ หัวเราะกันใหญ่ พวกผู้หญิงกรี๊ดกันประหนึ่งว่าเห็นไอ้หมอนี่ออกมาอีกแล้ว อะไรทำนองนั้นแหละ

ผมวางกะละมังลงแล้วก็นั่งยองๆกับพื้น หันมาพูดกับผู้ชม

“โอย เหนื่อยเหลือเกินครับพี่น้องครับ ต้องมาซักผ้าให้ลูกให้เมียทู้ก....วัน”

ผู้ชมหัวเราะกันอีก ผมหันมาเอามือขยำผ้าในกะละมัง ทำท่าขยี้ผ้าไปสักพัก

“ไอ้เราเพิ่งไปทำงานมาก็เหนื่อยแสนเหนื่อย ต้องมาซักผ้าให้ลูกให้เมียอีก ยิ่งวันหยุดของเรานี่ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำงานแล้วจะได้พักนะครับพี่น้อง ต้องมานั่งซักผ้าเป็นกอกงโตเท่าภูเขา เป็นกองโตเลย ไม่ใช่กองโตธรรมดานะ กองโต๊...กองโต” ผู้ชมหัวเราะกันอีก ผมหันมาขยำผ้าในกะละมังต่อ ก่อนจะหันมาพูดอีก

“ทำงานเป็นลูกจ้างเขา ได้เงินมาห้าหกพัน ต้องเอามาให้เมียเก็บไว้หมด จะเอาไปใช้เองมันก็ด่า หาว่าเราจะเอาเงินไปแอบใช้เองหมด จะเอาไปซื้อเหล้าซดก็ไม่ได้ ก็คิดดูสิครับพี่น้องครับ หามาเกือบตายห้าหกพัน มันเอาให้เราไปใช้วันละยี่สิบบาท” ผู้ชมฮากันอีก ผมหันไปขยำผ้าต่อ

“ไหนจะเงินค่าขนมลูกไปโรงเรียนอีกนะวันละสิบบาท จ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าเช่าบ้านหมดแล้วเงินที่เหลือมันเอาไปเที่ยวห้างหมด ไปซื้อลิปซื้อบันได เอ๊ย ซื้อแป้งซื้อน้ำหอมมาเป็นเบือ ซื้อเสื้อเสื้อผ้าใหม่ๆหลายๆผืน ตอนนี้เต็มตู้ไปหมด ไหนจะเครื่องสำอางอีกนะ ตอนนี้ที่บ้านเต็มโต๊ะแป้งไปหมด ผลาญเงินเล่นแท้” ผมบ่นไป ผู้ชมฮาไป

“เขาบอกว่าให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียงแล้วชีวิตจะไม่ยากจน ได้เมียเราได้ยินก็ลองเอามาใช้บ้าง แต่ก็ดีนะที่มันเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงท่านมาใช้ แต่ที่รับไม่ได้ก็ตอนเนี่ย คิดดูสิครับพี่น้องครับ ข้าวสารน่ะ ซื้อมากระสอบนึ่ง เมื่อก่อนมันหุงแล้วคดใส่จานให้เรากินกันจนอิ่ม แต่ตอนเนี่ย มันหุงแล้วคดใส่จานให้เรากินแค่ครึ่งจานน่ะ บางทีนี่คดมาใส่จานให้ทัพพีเดียวก็มีนะ ลูกยังบอกเลยแม่ ข้าวแค่เนี่ย ท้องช้างยังร้องว่าไม่พอเลย”

ผมหันไปขยำผ้าในกะละมังต่อ

“มีเมียขี้เหนียวนี่ปวดหัวจริงๆครับพี่น้องครับ แถมยังอารมณ์ร้ายอีกด้วย”

ผมวางไมค์ลงข้างๆแล้วทำท่าขยี้ผ้าต่อไป ผู้ชมส่งเสียงเฮกันอีกครั้งเมื่อเห็นน้องส้มเดินจูงแขนน้องชมพู่ที่กอดตุ๊กตาหมีแพนด้าเดินออกมาหาผมจากอีกฟากหนึ่งของเวที

“ปั๊ด โถๆๆๆๆๆ.....อะไรกันเนี่ย”

เสียงน้องส้มเดินกรอกใส่ไมค์ดังมาแต่ไกล ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นน้องส้มเดินก้าวฉับๆตรงมาหยุดที่ผมกำลังนั่งซักผ้าอยู่

“สั่งให้มาซักผ้านะ มัวทำอะไรอยู่ ซักตั้งแต่เช้าแล้วนี่จะเที่ยงแล้วเนี่ย ยังไม่เสร็จอีก”

ผมหยิบไมค์ลุกขึ้นยืนทันที น้องส้มด่าผมอย่างใส่อารมณ์ หน้าตาขึงขัง

“หื้ย...มันน่าโมโห” น้องส้มเอามือไปหยิบแผ่นไม้กระดานแผ่นนั้นจากะละมังมาถือไว้

“ฟาดหัวกบาลสักที” น้องส้มเอาแผ่นไม้ฟาดหัวผมดังโป้ก... ผู้ชมฮาครืน

“ดีไหมเนี่ย”

มึนเลย สุดปัญญาที่ผมจะหลบทัน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก

“รู้เวลาหน้าที่บ้างสิ เนี่ย อายลูกมันไหม” น้องส้มตจะโกนใส่ผมผ่านไมค์

ผมเอามือข้างหนึ่งมาลูบตรงหัวที่เพิ่งโดนไม้ฟาด ยังงงอยู่ หันไปดูผู้ชมที่กำลังหัวเราะกันอยู่

“หา ! ถามเนี่ยได้ยินไหม!” ผมกุมหัว หันหน้ามามองน้องส้ม สลับกับมองหน้าน้องชมพู่ที่ตีสีหน้าขึงขังไม่แพ้น้องส้ม น้องชมพู่กอดตุ๊กตาตีสีหน้าขึงขังมองผม ผู้ชมหัวเราะกันอยู่

“เจ็บ”

“ดูสิเนี่ย แช่ผ้าไว้เปื่ยแล้วมั้งเนี่ย” น้องส้มก้มลงไปหยิบผ้าขึ้นมาแล้วโยนลงกะละมัง

“ที่ตัวเองมาด่ามาตะโกนใส่พี่นี่มันในมุขในการแสดง แต่ตัวเองเอาไม้มาฟาดหัวพี่เนี่ยพี่เจ็บ” ผมพูดบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“พอๆ ไม่ต้องพูดมากเลย ซักผ้าไป ซักผ้าไป” น้องส้มเอาเท้าเขี่ยกะละมังให้ผม

“ฉันเป็นผัวแกนะอีส้ม” ผมขึ้นเสียงกับน้องส้ม

“ก็เป็นผัวแล้วใช่พ่อฉันรึเปล่าเล่า” ผู้ชมหัวเราะกันครืน

“ว่าไปนั่น” ผมหันมองไปที่ผู้ชม

“เป็นพ่อภาษาอะไรน่ะ ไม่รู้จักผิดชอบหน้าที่ตัวเองซะเลย อายเด็กมันไหม” น้องส้มหันไปมองน้องชมพู่ “เนอะลูกเนอะ ใช่ไหมลูก”

“ใช่ เป็นพ่อภาษาอะไรน่ะ ไม่รู้จักผิดชอบหน้าที่ตัวเองซะเลย อายหมีแพนด้ามันไหม” ผู้ชมหัวเราะ น้องชมพู่หันไปมองตุ๊กตาหมีตัวที่ถือมา แล้วมองหน้าผม

“ใช่ไหมหลินปิง” น้องชมพู่หันไปพูดกับตุ๊กตาที่ถืออยู่ในมือ ผู้ชมหัวเราะกันครืน น้องส้มเอาไมค์ไปจ่อปากตุ๊กตาหมีแพนด้า แต่โดนน้องชมพู่ว่าทันที

“แม่อย่ามั่วสิ ตุ๊กตาหมีแพนด้ามันมีปากก็พูดเหมือนคนเราไม่ได้หรอกนะ ไม่ต้องเอาไมค์ไปจ่อปากให้มันพูดหรอก มันบอกว่าใช่นั่นแหละ ชมพู่รู้ มันคุยกับชมพู่รู้เรื่อง”

ผู้ชมหัวเราะกับคำพูดของน้องชมพู่ น้องส้มชักไมค์กลับมาทันที

“ยังจะมายืนตีหน้าเซ่ออยู่อีก หื้ย..เอาอีกสักโป้กดีไหมเนี่ย” น้องส้มยกแผ่นไม้เงื้อจะตีผม ผมรีบเดินหลบทันทีไม่ให้โดนตีเป็นรอบที่สอง ผมหันมองผู้ชมอย่างหวาดๆ

น้องส้มโยนแผ่นไม้ลงใส่กะละมังดังโครม

“เอ้า ซัก” น้องส้มสั่งผม “ซักให้เสร็จนะ ถ้าไม่เสร็จ เที่ยงนี้ห้ามกินข้าว ไปซัก”

น้องส้มกับน้องชมพูดเดินกลับลงเวทีไปแล้ว ผมยืนถือไมค์พูดกับผู้ชมเบาๆ

“โอยๆๆตายๆ มันดุจังเนี่ย ทั้งแม่ทั้งลูกนี่เข้าข้างกันดีจริงๆ มันไปกินยาบ้าที่ไหนมารึเปล่าเนี่ยถึงได้ดุอย่างนี้เนี่ย ทั้งแม่ทั้งลูกนี่พอๆกันเลย สงสัยจะอยู่ด้วยไม่ได้แล้ว จังซี่มันต้องหนี จังซี่มันต้องหนี.....” ผมพูดแล้วร้องเพลง ตกใจก็เสียงของน้องส้มที่ดังขึ้นมาโดยไม่เห็นตัว

“ยังไม่รีบซักอีกเหรอ ไอ้แว่น อยากโดนอีกสักโป๊กรึไง” ผู้ชมพากันหัวเราะครืน

ผมรีบนั่งลงขยี้ผ้าในกะละมังต่อทันที

“จ้าๆ ซักแล้วจ้า” ผมยกไมค์ขึ้นตอบ หันมองดูไปรอบๆตัว คนดูพากันหัวเราะ

“เสียงยังมาก่อนตัวอีก รีบซักผ้าดีกว่า เดี๋ยวมันโผล่มาอีกจะซวยเป็นรอบที่สาม”

ผมก้มหน้าก้มตาซักผ้าต่อไป ยินเสียงคนดูเฮกันอีก เข้าใจว่ายายแก้มบุ๋มออกมาแล้ว

“จ๊ะเอ๋......พี่ต่อ ทำอะไรอยู่เหรอ......”

เสียงยายแก้มบุ๋มดังขึ้นมา ผมเงยหน้ามองแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงขยี้ผ้าในกะละมังต่อ ยายแก้มบุ๋มเดินลงบันไดตรงกลางลงมาพลางยิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆผม

“ซักผ้าอยู่เหรอ......” ยายแก้มบุ๋มเอียงคอถาม ผมตีสีห้าบูดบึ้งก่อนจะคว้าไมค์มาพูดตอบ

“กำลังกินข้าวอยู่มั้ง นี่จาน” ผมตบที่กะละมัง “แล้วนี่ก็ช้อน” ผมยกแผ่นไม้ที่เพิ่งโดนน้องส้มฟาดหัวให้คนมาใหม่ดู ผู้ชมหัวเราะ ยายแก้มบุ๋มหันไปตีหน้าเซ่อกับผู้ชม

“ จานข้าวใหญ่เท่ากะละมังเลยนะคะเนี่ย” ยายแก้มบุ๋มหันมาพูดพลางยิ้มจนตาตี่

“จะบ้าเหรอเจ๊ ก็เห็นๆว่าซักผ้าอยู่ ยังจะมาพูดอีก”

“เค้ารู้แล้วน่า อ่ะล้อเล่นขำๆ” ผู้ชมหัวเราะกันคิดคัก ผมยังตีสีหน้าบูดบึ้ง ซักผ้าในกะละมังต่อ

“ทำไมล่ะ อารมณ์เสียตั้งแต่ใกล้เที่ยงเลยน่ะ อาหารไม่อร่อยหรอ”

“ยังไม่ได้กินข้าวเลย”

“ทำไมไม่ไปกินล่ะ”

“โดนเมียบังคับให้ซักผ้าน่ะสิ เพิ่งทะเลากับมันมาด้วย เลยอารมณ์เสีย”

“เอาน่า..... เป็นสามีภรรยากันมันก็ต้องมีทะเลาะกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา พี่ต่อก็อยู่กันมาตั้งสองปี ยังไม่ชินอีกเหรอ”

“จะให้ชินได้ยังไงล่ะ นับวันมันยิ่งแสดงอำนาจขึ้นทุกวัน นี่พี่ก็เพิ่งโดนมันเอาไม้กระดานแผ่นนี้ฟาดหัวมาเมื่อกี้เนี่ย” ผมเอามือไปลูบหัว “นึกแล้วยังเจ็บไม่หายเลย”

ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก ยายแก้มบุ๋มยืนหัวเราะ

“อย่าทำหน้าบึ้งสิ เค้าไม่ชอบเลยนะ ยิ้มหน่อยสิ.....” ยายแก้มบุ๋มว่า ผมยังตีหน้าบึ้งอยู่เหมือนเดิม ยายแก้มบุ๋มไม่พอใจจึงพูดขึ้นดังๆ

“เค้าว่าพี่ต่อถอดแว่นออกไว้ก่อนเถอะ ดูไปดูมามันเหมือนคุณลุงแก่ๆมากกว่าที่จะเรียกพี่นะ” ผู้ชมหัวเราะกันครืน ยายแก้มบุ๋มพูดถึงตรงนี้ผมยิ้มออกมาได้

“สายตาสั้นจะให้ถอดได้ยังไงเล่า ใส่ไว้แบบนี้นะดีแล้ว”

“เอาแบบนี้ดีว่า พี่ต่อซักผ้าไปนะ เดี๋ยวเค้าจะร้องเพลงให้ฟัง เผื่อพี่ต่อจะอารมณ์ดีขึ้นบ้างไง”

ผมเห็นด้วย จึงยิ้มพลางพูดว่า

“เอาสิ พี่ไม่เห็นเจ๊ร้องเพลงให้ฟังมานานแล้วนี่” ผมพูดแล้วเปลี่ยนจากท่านั่งยองๆไปนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น

“ว่าแต่ว่าวันนี้น้องขวัญจะมาร้องเพลงอะไร” ผมถามต่อ เงยหน้ามองแล้วยิ้มๆ

ยายแก้มบุ๋มเกาหัวพลางก้มหน้ามองพื้นเวทีนิดหน่อย

“เพลง.....เพลงอะไรนะ ลืมแล้ว” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางยิ้ม ผู้ชมฮาตรึม

“เอ๋า.....ลืมชื่อเพลงซะงั้น” ผมว่าพลางหัวเราะ

“อ๋อ จำได้แล้ว เพลงนี้ไง ประวัติหลวงปู่ทวด อยู่ในชุดของแซ่บอีสาน”

“เหรอ”

“เป็นเพลงแหล่ด้วย”

“ไหนร้องให้ฟังหน่อยสิ ดนตรียังไม่ต้องเล่นนะครับ จะลองฟังเสียงเจ๊หน่อยว่าดีไหม”

“เอาเลยนะ”

“ร้องเลย” ผมบอก ยายแก้มบุ๋มกระแอมเสียงดังลั่น แล้วขากแต่ไม่ถ่ม

“อ่ะแฮ่ม โอย ขาก......” ผู้ชมกับผมหัวเราะลั่น

“ทำอะไรเจ๊” ผมถาม ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆแล้วหันมาตอบ

“เค้ากลัวทองขาวไม่ทำงานน่ะ ร้องเลยนะ”

“เอาเลย เอาเลย”

ยายแก้มบุ๋มหันมาทางผม ตั้งท่าจะร้องเพลง จับไมค์ไว้ในมือขวา

“....นะโมโพธิสัตโต อะคัน....” ผมหัวเราะแทรกขึ้นมา ยายแก้มบุ๋ม หยุดร้องทันที

“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อนเจ๊”

“อะไรเหรอ” ยายแก้มบุ๋มหยุดร้องแล้วหันมาถาม สีหน้างง

ผมหัวเราะอีกก่อนจะตอบ

“โฮ่ๆๆๆ นี่ เจ๊จะมาร้องเพลงรึว่าจะมาเป่าคาถากันแน่เนี่ย”

“อ้าว ก็ร้องเพลงไง” ผู้ชมฮากันอีก

“ร้องเพลงแล้วทำไมต้องมาว่าคาถา อะไรไอ้นะโมตัสสะอะไรเนี่ย”

ผู้ชมยังหัวเราะกันอยู่ ยายแก้มบุ๋มหันไปมองผู้ชมก่อนจะหันมาตอบผม

“คาถาของหลวงปู่ทวดไง”

“เจ๊ต้องท่องทุกครั้งก่อนที่จะร้องเพลงนี้เหรอ”

ยายแก้มบุ๋มหัวเราะให้ผมก่อนจะตอบ

“ไม่ใช่ ก็เนื้อเพลงมันมีอย่างนี้ เค้าก็ต้องร้องตามเนื้อเพลงสิ”

“อ๋อเหรอ อ่ะๆๆร้องใหม่เลย”

“....นะโม โพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติภะคะวา...”

ผู้ชมส่งเสียงเฮและปรบมือให้ยายแก้มบุ๋มกันยกใหญ่ ยายแก้มบุ๋มก้มลงไหว้ขอบคุณ

“ถ้าเจ๊ร้องอย่างนี้พี่ว่าเจ๊กลับไปเถอะ” ผมพูดพลางยิ้มๆ

“ทำไมล่ะ” ยายแก้มบุ๋มถามแล้วยิ้มจนตาตี่

“ก็ดูการร้องของเจ๊สิ นี่ถ้าอาจารย์แดงมาเห็นเจ๊ร้องอยู่ตอนนี้แบบเมื่อกี้นะ พี่รับรองได้เลยว่า เจ๊โดนอาจารย์แดงด่าจนหูชาไปสามวันสามคืนเลยแหละ”

ผู้ชมส่งเสียงเชียร์ให้ ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่างอายๆก่อนจะหันมาแก้ตัวใหม่

“เค้าล้อเล่นน่า เอ้าร้องใหม่ก็ได้ คราวนี้เอาจริงล่ะนะ ร้องตามดนตรีเลยนะ คราวนี้เอาจริงละ”

“โอเค ดนตรีมา”

นักดนตรีเริ่มเล่นเพลง ประวัติหลวงปู่ทวด ยายแก้มบุ๋มหันไปไหไว้ผู้ชมอีก ผู้ชมเฮกันใหญ่ ผมหันมาขยี้ผ้าในกะละมังต่อ กะละมังที่ไม่มีน้ำ บางทีก็เงยหน้ามองยายแก้มบุ๋ม ตอนรอดนตรียายนี่ทำท่าฟ้อนรำไปด้วย(อย่างกวนๆ)

“.....นะโมโพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติภะคะวา....”

ผู้ชมปรบมือให้อีก ยายแก้มบุ๋มยิ้มแป้น รอดนตรีร้องท่อนถัดไป ยายแก้มบุ๋มหันหน้ามาร้องให้ผมฟัง

“....ที่หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพลเมืองสะทิงพระ ตรงกับปีมะ วันศุกร์เดือนสี่ ปีมะโรง.....”

“ที่เมืองสงขลา...” ผมนึกสนุก ยกไมค์ขึ้นมาต่อเพลงให้ยายแก้มบุ๋ม ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก ยายแก้มบุ๋มไม่หยุดร้อง ร้องท่อนต่อไปพอดีแล้วหันมามองผมพลางยิ้ม

“.....พอศอสองหนึ่งสองห้า อัศจรรย์หนักหนา ได้เกิดทารกน้อย.....ที่ชื่อปู”

“ปูม้ารึปูทะเลเจ๊” ผู้ชมฮาครืน ยายแก้มบุ๋มร้องท่อนต่อไปทันทีพร้อมดนตรี

“....ในครอบครัวที่ไม่ใหญ่นัก ฐานะลำบากต้องดิ้นรนทนสู้ ทารกที่ชื่อว่าปู เป็นบุตรนายหู นางจันทร์ เออ.....เอย....”

“โห ...มีลูกเอื้อนด้วย” ผมพูด แล้วนึกสนุก ลุกขึ้นไปเต้นแร้งเต้นกาอยู่ข้างๆยายแก้มบุ๋มที่หันไปร้องเพลงทางผู้ชม

“....ขนาดยังเยาว์ นอนพับหลับใหล มีพญางูใหญ่ มาล้อมกายคุ้มกัน....ใครไล่....ก็ไม่หนี.....ใครตี...ก็ไม่ไป นายหูนางจันทร์รำพันกราบไหว้ พญางูใหญ่ก็เลื้อยหายทันที...”

ตอนที่ยายแก้มบุ๋มร้องท่อนนี้ ผมทำท่าตามเนื้อร้องไปด้วย มีทั้งท่านอนหลับ ท่าไล่โดยสลัดมือ ท่าตีแล้วโบกมือ ท่ากราบไหว้ ท้าเอามือวกไปวกมา แล้วเต้นต่อ ผู้ชมหัวเราะกันครืน ยายแก้มบุ๋มหันมามองผมที่กำลังเต้นอยู่ ผมพยักหน้าแล้วยิ้มให้เธอครั้งหนึ่ง ยายแก้มบุ๋มร้องท่อนต่อไปแล้วหันไปมองทางผู้ชมต่อ

“....ที่อกทารก น่าตระหนกตกใจ มีดวงแก้วแววใส เปล่งรัศมี นายหูนางจันทร์ เก็บไว้เป็นอย่างดี ขอบวชเป็นเณร ก็เข้าเกณฑ์รับผิดชอบ นายหูจึงมอบดวงแก้วดวงนี้...”

ยายแก้มบุ๋มหันไปร้องและมองไปทางผู้ชม ผมค่อยๆทำท่าเต้นรำ แล้วก้าวขึ้นบันไดตรงกลางเวทีไปอย่างช้าๆ ยายแก้มบุ๋มไม่หันมากมอง อีกสองขั้นบันไดก็จะถึงประตูตรงกลางทางเข้าเวทีไปด้านหลัง ผมหันไปทำท่าหัวเราะและโบกไม้โบกมือให้ผู้ชม ก่อนจะโยกตัวไปมาแล้วเดินเข้าประตูไป เดินลงไปห้องแต่งตัว แอบหนียายแก้มบุ๋ม มองในทีวีที่ตั้งอยู่ยังเห็นยายแก้มบุ๋มร้องเพลงต่อไป โดยไม่รู้ว่าผมแอบหนีลงมาก่อนแล้ว

“....ไปศึกษาที่เมืองนคร ขอลัดตัดตอน เอาแต่กลอนดีดี ตอนกลับอยุธยา มากับเรือสำเภา มาถึงชุมพร.......มาถึงชุมพร ต้องนอนที่นั่น ทะเลเลื่อนลั่นโกลาหล เสบียงก็พร่อง น้ำกินก็ไม่พอ ลูกเรือตัดพ้อว่าพระคุณเจ้าพาจน.....”

ยังครับ ยายแก้มบุ๋มยังไม่รู้ว่าตัวเองยืนร้องเพลงอยู่คนเดียว ยังคงร้องต่อไป......

“.....ขณะนั่งอยู่ บนเรือลำนั้น เท้าพระคุณท่านได้หย่อนลงทะเล เกิดอัศจรรย์ สีสันแววใส น้ำเค็มก็กลายเป็นน้ำจืดให้ทุกคน.....”

ข้ามมาถึงตอนที่ยายแก้มบุ๋มร้องท่อนสุดท้ายก่อนจะจบเพลง

“.....ประกาศให้สาธุชนชาวพุทธ ที่ใจบริสุทธิ์ ได้กราบไหว้ เป็นศีลแห่งตัว เป็นรั้วแห่งใจ เป็นมงคล ต่อชนทุกวัย มาร่วมใจกันสร้าง หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่.....”

“....ยืน...มั่น...คง....”

ดนตรีบรรเลงไปอีกหน่อยเพลงก็จบลง ผู้ชมปรบมือให้ ยายแก้มบุ๋มก้มลงไหว้ก่อนจะหันมาข้างหลัง

“น้องขวัญร้องเพลงเป็นยังไงบ้างพี่เต่าะ...อ้าว เฮ้ย ไปไหนแล้วล่ะ หนีไปอีกแล่ว”

ยายแก้มบุ๋มตีหน้าบึ้ง เกาหัวตัวเอง ผู้ชมหากันครืน ก่อนจะเดินลงส้นเท้าตรงไปที่ทางลงเวทีทางด้านซ้าย

“จังซี่มันต้องตาม จังซี่มันต้องตาม” ผู้ชมพากันหัวเรา ยายแก้มบุ๋มเดินลงเวทีไปแล้ว

หลังจากที่ยายแก้มบุ๋มเดินลงเวทีไป มีน้องส้มกับน้องชมพู่ดินคุยกันตรงมาที่เวที พอเห็นกะละมังวางอยู่ น้องชมพู่ก็พูดขึ้นก่อนเป็นคนแรก

“อ้าว พ่อหายไปไหนล่ะแม่ ทำไมไม่ซักผ้าล่ะ” น้องชมพู่พูดพลางหันไปมองรอบๆ มืออีกข้างยังอุ้มตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้

“โอ๊ย ไม่ต้องไปสนใจหรอกลูก เราเอาไปช่วยกันซักดีกว่า” น้องส้มพูดอย่างอารมณ์ดี “ซักเสร็จแล้วเดี๋ยวเราไปกินหมูกระทะที่ร้านหน้าปากซอยกัน”

“แม่มีเงินเหรอ หมูกระทะมันแพงนะ ครอบครัวเราต้องประหยัดไม่ใช่เหรอ”

“มีสิ วันนี้แม่ถูกหวย ได้เงินมาเยอะ เราไปฉลองกันเสียหน่อยจะเป็นไง ชมพู่ไม่อยากกินเหรอหมู่กระทะน่ะ”

“อยากกินสิ” น้องชมพู่เงยหน้าบอก “พาหลินปิงไปกินด้วยนะแม่”

“โอ้ยไม่ต้องเอาไปด้วยหรอก เกะกะ ทิ้งมันไว้อยู่ที่บ้านนี่แหละ เดี๋ยวมันก็คลานไปหาไผ่กินเองได้ อย่าดื้อนะ เดี๋ยวจะไม่พาไปกินเลย วางลง”

น้องชมพู่หน้าบึ้ง ก่อนจะปล่อยเจ้าหลินปิงหล่นลงบนพื้น

“ดีมาก ปะ เราไปช่วยกันซักผ้าก่อน เสร็จแล้วเดี๋ยวแม่พาไปกินหมูกระทะ”

น้องส้มเดินไปหยิบกะละมังบนพื้นแล้วเดินนำน้องชมพู่ที่หันไปมองตุ๊กตาหมีแพนด้า สองคนนั้นเดินลงเวทีไปแล้ว คราวนี้ผมโดนยายแก้มบุ๋มเอาเชือกจูงวัวที่ทำเป็นบ่วงไว้ คล้องคอแล้วลากผมขึ้นมาบนเวที เสียงตะโกนร้องดังลั่น

พอผู้ชมเห็นผมในสภาพนั้นก็พากันหัวเราะกันยกใหญ่

“จะบ้าเหรอเจ๊ ทำอะไรแบบนี้ โอ๊ย เจ็บๆๆ อย่าดึงสิ เดินเองได้”

“มานี่เลยพ่อตัวดี เวลาเค้าร้องเพลงให้ฟังชอบแอบหนีไปก่อน มานี่...”

ยายแก้มบุ๋มดึงเชือกที่คล้องคอผม ลากมาอยู่กลางเวที ผู้ชมหัวเราะกันลั่น

“บอกว่าอย่าดึง เจ็บนะ” ยายแก้มบุ๋มหยุดลากแล้วหันมาทำตาขวางใส่

“เอาเชือกมาลากพี่ทำไมเนี่ย พี่ไม่ใช่หมานะ” ผมเอมือข้างหนึ่งมาจับเชือกที่คอไว้ อีกข้างหนึ่งถือไมค์พูด

“จะบ้าเหรอเจ๊ พี่ไม่ใช่หมานะ เจ็บนะ”

“เออ ให้รู้ซะมั่ง ทีหลังอย่าทำแบบนี้นะไอ้ด่าง”

“เฮ้ย!” ผมอุทาน ผู้ชมพากันหัวเราะ

“เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆเลย”

ผมเกาหัวแล้วหัวเราะหึๆ

“พอได้แล้วมั้งเจ๊ ไม่เหลือยางอายแล้ว”

ยายแก้มบุ๋มเกาหัวพร้อมกับยิ้มๆ หันไปมองผู้ชม ก่อนจะหันมาบอกผม

“ก็ได้ๆ แล้วทำไมพี่ต่อต้องหนีเค้าไปก่อนด้วยล่ะ”

“พี่กลัวน้องส้มจะมาเห็นว่าพี่ซักผ้าอยู่แล้วมีเจ๊มาร้องเพลงให้ฟัง เดี๋ยวน้องเค้าจะโกรธที่พี่ไม่ซักผ้าให้เสร็จ อ้าว....กะละมังหาย เฮ้ย....โอ๊ย ซวยแล้ว”

ผู้ชมพากันหัวเราะ ผมยืนหันซ้ายหันขวา หากะละมัง ยายแก้มบุ๋มช่วยมองหา แต่เห็นตุ๊กตาหมีแพนด้าที่วางอยู่ จึงรีบเข้าไปหยิบมาอุ้มไว้แทน

“หายไปไหนล่ะเนี่ย”

ผู้ชมเฮกันใหญ่เมื่อเห็นน้องส้มกับน้องชมพู่เดินตัวเปล่าออกมา

“อ้าวซวยแล้วลี เมียกับลูกมาแล้ว” ผมพูด ผู้ชมพากันหัวเราะ

น้องส้มกับน้องชมพู่เดินยิ้มแป้นเข้ามาหา ยายแก้มบุ๋มเอ่ยปากถามก่อน

“ส้ม ส้มเห็นกะละมังที่วางอยู่ตรงนี้ไหม มันหายไปน่ะ”

“อันหยิบไปเองแหละพี่ เอาไปซักเสร็จแล้ว ตากแล้วด้วย”น้องส้มพูดแล้วยิ้ม

“ชมพู่ช่วยซักด้วยค่ะ”

“อ้าว” ผมแปลกใจ ว่าทำไมคราวนี้น้องส้มมาแปลกๆ

“ฉันเอาไปซักเสร็จแล้วล่ะ พี่ต่อไปพักเถอะ เดี๋ยวฉันกับลูกจะไปกินหมูกระทะที่ร้านหน้าปากซอยหน่อย เดี๋ยวฉันจะซื้อมาฝากนะ”

“แม่ถูกหวยได้เงินมา หวยแพนด้าด้วย” น้องชมพู่เงยหน้าบอก ผู้ชมหัวเราะกัน

“ชมพู่ พูดอะไรเรื่อยเปี่อย” น้องส้มหันมาดุ

“จริงๆนะคะ แม่บอกว่าฝันเห็นหมีแพนด้าเมื่อคืน ก็เลยเอาไปตีเป็นเลข แล้วพอมาซื้อก็ถูกหวยเลย”

“หวยออกอะไรคะ” ยายแก้มบุ๋มถาม

น้องชมพู่ทำมือชูสามนิ้ว

“สามสามสาม ค่ะ” ผู้ชมพากันหัวเราะอีก

“เลขเบิ้ลซะด้วย” ผมว่า หันมามองผู้ชม

“ฉันไปก่อนนะพี่ เดี๋ยวฉันจะซื้อมาฝากด้วย” น้องส้มพูดแล้วเดินจูงมือน้องชมพู่ออกไป

“ฝากหลินปิงด้วยนะคะ” น้องชมพู่หันมาบอก

“จ้ะ”

น้องส้มกับน้องชมพู่เดินลงเวทีไปแล้ว บนเวทีจึงเหลือผมกับยายแก้มบุ๋ม

“ว่าไง พี่ต่อ ที่หนีเค้าไปเมื่อกี้ยังได้ชำระเลยนะ”

ยายแก้มบุ๋มยังพูดวกเรื่องเก่า ผมละปวดหัวจริงๆเลย ต้องมาทนฟังยายนี่แหกปากร้องเพลง

“จะให้พี่ทำยังไงล่ะ”

“พี่ต่อต้องฟังเค้าร้องอีกเพลงหนึ่งจนจบเพลง แล้วก็ห้ามหนีกลับก่อนด้วย” ยายแก้มบุ๋มบอก พลางทำหน้าบึ้ง

“ก็ได้ จะร้องเพลงอะไรอีกล่ะ”

ยายแก้มบุ๋มชูตุ๊กตาที่ถืออยู่ แล้วยิ้ม

“แพนด้าน้อย”

“เอาอีกล่ะเจ๊ เพลงอื่นไม่มีรึไงเนี่ย” ผมทำหน้านิ่ว แล้วเกาหัว

ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่างอายๆ

“ก็เค้าอยากร้องเพลงนี้นี่” ยายแก้มบุ๋มพูดเสียงอ่อยๆ

“ให้คนอื่นเขาร้องบ้างเถอะ เจ๊ยึดเวทีมาหลายเพลงแล้ว” ผมพูดแล้วหันไปมองด้านซ้ายเวที ตรงนั้นมีใครหลายคนยืนอยู่

“อ้าว” ยายแก้มบุ๋มพูด

ผมเดินตรงไปแล้วหยุด

“เบนซ์ๆ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งหันหน้ามาหาผม

“แพนด้าน้อยร้องได้ใช่ไหม” เธอพยักหน้า แล้วก้าวเดินออกมา

“ไม่ๆ ๆ พี่ถามเฉยๆ” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะร่า น้องเบนซ์หยุดแล้วเดินกลับไป

ระหว่างที่เดินกลับมาหายายแก้มบุ๋ม ผมหันไปมองน้องเบนซ์ เดินกลับมาหายายแก้มบุ๋มแล้วถาม

“เจ๊ แพนด้าน้อยร้องได้ใช่ไหม”

ยายแก้มบุ๋มตีสีหน้าเซ็ง หันไปมองผู้ชมที่ส่งเสียงเฮอยู่

“พี่ถามผิดคนรึเปล่าเนี่ย หา” ผมหัวเราะหึๆ “รู้รึเปล่าว่าเนี่ยใคร” ยายแก้มบุ๋มตบอกใส่ผม

“พี่รู้ พี่ล้อเล่นน่า เอางี้เจ๊นั่นแหละร้อง แต่ก่อนร้องพี่ว่าเจ๊แต่งหน้าสักนิดดีไหม จะได้สวยๆไง เอาไหม”

ยายแก้มบุ๋มยิ้มแล้วตอบตกลง

“ก็ได้”

“เอ้าอย่างนั้นพี่จะเรียกช่างแต่งหน้ามา ขอเชิญช่างแต่งหน้าบนเวทีเลยครับ....”

ทุกคนปรบมือ น้องป่านในชุดคลุมสีฟ้าอ่อนเดินหิ้วกระเป๋าขึ้นมาบนเวที

“สวัสดีเจ้า” เสียงน้องป่านทักทาย “สวัสดีหมู่ละอ่อนตังหลาย” ผู้ชมหัวเราะครืน น้องป่านเดินก้าวมาแล้วหยุดเดิน วางกระเป๋าลง เงยหน้าขึ้นพูดอีก

“ข้าเจ้าเป๋นจ้างแต่งหน้า มาจากเจียงใหม่เจ้า”

น้องป่านหยิบกระเป๋าแล้วเริ่มร้องเพลง ดนตรีเล่นตาม

“ข้าเจ้าเป๋นสาวเจียงใหม่ แห็มบ่เต้าใดก่อจะเป๋นสาวแล้ว ตึงวันมีบ่าวมาแอ่ว มาอู้มาแซวเป๋นคนละปูน....ข้าเจ้า....”

“โอย.....เป็นช่างแต่งหน้าหรือว่าเป็นนักร้องกันแต่เนี่ยหาป่าน” ผมว่า

“เป็นทั้งสองอย่างค่ะ โอ๊ย ไม่อยากออกตัว” ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก

น้องป่านเดินถือกระเป๋ามาหาผมกับยายแก้มบุ๋ม แล้วางกระเป๋าลง

“ว่าไงคะคุณพี่ เรียกเจ๊มาจะให้แต่งหน้าใคร” น้องป่านถาม

“คนนี้ไง” ผมชี้ไปที่ยายแก้มบุ๋ม

น้องป่านมองหน้ายายแก้มบุ๋มแล้วตีสีหน้างงๆ

“ใครกันคะเนี่ย หน้าตาคุ้นๆนะคะ .....ว้าย โลกแตกรึไงคะเนี่ย น้องขวัญ ขวัญฤทัยนี่” น้องป่านร้องออกมา ผู้ชมหัวเราะกันร่า

ผมกับยายแก้มบุ๋มออกอาการเซ็งกัน ยายแก้มบุ๋มเกาหัวแกร่กๆ

“พอเหอะป่าน ทำอย่างกับว่าไม่เคยเห็นเค้ามาก่อนอย่างนั้นแหละ” ยายแก้มบุ๋มว่า

“เอาน่า ล้อเล่นหน่อยเดียวเอง” น้องป่านพูดแล้วยิ้มๆ

“แต่งหน้าให้น้องเค้าหน่อยสิ เขากำลังจะไปร้องเพลงน่ะ เอางี้พี่แต่งให้ดีกว่า ป่านเป็นผู้ช่วยพี่ดีกว่า...มา” ผมก้มลงไปเปิดกระเป๋า หยิบของที่ต้องใช่ส่งให้น้องป่านรับมาถือไว้ ก่อนจะหยิบบรัชออนกับแปรงปัดหน้าขึ้นมา

“เดี๋ยวก่อน พี่ต่อแต่งหน้าเป็นด้วยหรอ” ยายแก้มบุ๋มถาม

“เป็นสิ พี่เคยแต่งหน้าให้น้องๆแดนเซอร์ในวงศรีสำราญมาก่อนนะ เอ้า หันหน้าตรงๆ” ผมหันไปสั่งยายแก้มบุ๋ม เธอทำตาม แต่ฉีกยิ้มเสียจนเห็นฟันกันถ้วนหน้า

“ไม่ต้องยิ้มก็ได้เจ๊ หุบเลย”

ผมเอาแปรงไปปัดๆแก้มให้ยายแก้มบุ๋ม ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก

เสร็จแล้วผมเอาบรัชออนมาปัดแก้มให้เธอ เริ่มจะเป็นสีชมพูเรื่อๆแล้ว

“นี่.....เริ่มสวยแล้ว” ผมพูด

“ขอดูหน่อยได้ไหม ป่านขอกระจกหน่อย” ยายแก้มบุ๋มบอก

น้องป่านส่งกระจกให้ยายแก้มบุ๋มไปส่งดูหน้าตัวเอง แล้วยิ้มน้อยๆ

“แต่งอีกนิดนะเจ๊ เดี๋ยวพี่จะทำให้ เอ้าเจ๊หลับตาลงก่อน” ผมสั่ง

“ต้องหลับตาด้วยหรอ”

“เอาน่าเพื่อการแต่งหน้าสะดวกขึ้น หันหน้าไปทางผู้ชมแล้วหลับตาลง เร็ว”

ยายแก้มบุ๋มทำตาม ผมหันไปรับตลับอายแชโดว์จากน้องป่านมาเปิดฝาออก

“อย่าเพิ่งลืมตานะเจ๊ เดี๋ยวก่อน เพลงที่เจ๊จะร้องชื่อเพลงอะไรนะ”

“แพนด้าน้อยไง สมองไม่มีจำรึไง” ยายแก้มบุ๋มว่าให้ผม ผู้ชมพากันหัวเราะ

“โอเค อย่าเพิ่งลืมตานะ” ผมรีบไปหยิบกระจกจากมือยายแก้มบุ๋มมาส่งให้น้องป่านคืน

ผมหันไหเอานิ้วแคะสีดำออกจากตลับออกมาบี้ๆด้วยนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือ แอบยิ้มแล้วหันไปมองผู้ชมก่อนจะหันไปป้ายรอบๆตาข้างหนึ่งให้ยายแก้มบุ๋ม ผู้ชมเห็นแล้วพากันหัวเราะพลางส่งเสียงเฮให้

“เอาให้สวยๆเลยนะพี่” ยายแก้มบุ๋มเอ่ยปากบอกทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ผมเอาสีดำป้ายอีกหลายรอบ

“ได้เลย สวยแน่ๆ เหมาะกับเพลงที่เจ๊จะร้องมากเลยแหละ” ผมเอาสีดำไปป้ายดวงตาอีกข้างหนึ่ง ผู้ชมเห็นแล้วหัวเราะกันใหญ่ ยายแก้มบุ๋มยังไม่รู้ตัว

“เอ้า เสร็จแล้วล่ะเจ๊ อย่าเพิ่งลืมตานะ” ผมว่า แล้วรีบเก็บตลับอายแชโดว์ส่งคืนน้องป่านไป น้องป่านรีบเอาซ่อนไว้ในกระเป๋า

“เอ้า ลืมตาได้แล้วเจ๊ สวยมากเลย”

ยายแก้มบุ๋มค่อยๆลืมตาขึ้น แล้วยิ้มๆ ผู้ชมปรบมือและหัวเราะกันใหญ่

“ขอกระจกส่องดูหน่อยสิ” ยายแก้มบุ๋มหันไปขอกระจกจากน้องป่าน

“เดี๋ยวอย่าเพิ่งสิเจ๊ หันไปให้ผู้ชมดูก่อนว่าสวยไหม” ผมพูดแล้วยิ้มๆ

ยายแก้มบุ๋มหันไปยิ้มแฉ่งให้ผู้ชมดู ผู้ชมพากันหัวเราะ น้องป่านกลั้นหัวเราะอยู่ด้านหลัง

“หัวเราะอะไรกัน ไม่เคยเห็นคนสวยเหรอ” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางยิ้มๆ ผู้ชมหัวเราะกันอีก

“คงจะสวยมากเลยน้อพี่ คนดูชอบขนาดนี้น่ะ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองผู้ชมต่อ

“พี่น้องครับ นี่เค้าเรียกอะไรครับ” ผมเดินออกมาตรงหน้าแล้วเอ่ยปากถามคนดู

“หมีแพนด้า” ผู้ชมตอบเป็นเสียงเดียวกัน

ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆแล้วชูตุ๊กตาในมือ

“นี่ไง หมีแพนด้า” ยายแก้มบุ๋มพูด คนดูยิ่งพากันหัวเราะ

“แล้วจะร้องเพลงได้รึยังเจ๊”

“พร้อมแล้ว ดนตรีมาเลยค่ะ”

นักดนตรีเริ่มเล่นเพลงแพนด้าน้อย ยายแก้มบุ๋มเริ่มเต้นตามเพลง ผู้ชมขำกันสุดๆ ผมกับน้องป่านพากันแอบหัวเราะ ยายแก้มบุ๋มกลายเป็นแพนด้าน้อยตาดำๆยืนเต้นอยู่บนเวที

“ ใครร้องเพลงนี้ได้ช่วยร้องด้วยนะคะ ภาคกลางอยู่ไหนกันบ้างเอ่ยขอมือหน่อยค่ะ”

ยายแก้มบุ๋มพูดก่อนร้อง จังหวะที่ดนตรีอินโทรกำลังขึ้น ผู้ชมส่วนมากยกมือชูกันเต็ม

“เตรียมตัวร้องนะคะ……….แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า”

หลานคนส่งเสียงร้องตาม

“ชาวภาคกลางเตรียามตัวร้องนะคะ.......เที่ยวทั่วไทยใจครึกครื้น เศรษฐกิจก็คึกคัก

ไปไหมเพื่อนเพื่อนที่รัก เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี...”

ระหว่างรอดนตรีร้องท่อนถัดไป ยายแก้มบุ๋มก็เต้นไป ชูตุ๊กตาในมือไปด้วย

“เกิดมาแล้วเจ้าหมีน้อย ตัวจ้อยร้อยน่ารักดี เราดีใจได้ลูกหมี เป็นข่าวดีของชาวไทยเป็นข่าวดีของชาวไทย”

“เขามีชื่อคือหลินปิง น่ารักจริงนั่นเห็นไหม ใครก็บอกบอกว่าชอบใจ ใครก็บอกบอกว่าชอบใจ หมีตัวใหม่ของพวกเรา หมีตัวใหม่ของพวกเรา”

“เดี๋ยวนี้เนอะ มีพ่อหมี กับแม่หมีและลูกหมี เป็นครอบครัวน่ารักดี ต่อไปนี้หมีคงไม่เหงา อยากไปเห็นอยากไปหา อยากรู้ว่าครอบครัวเขา อบอุ่นดีกันหรือเปล่า อยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้วย อยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้วย”

“อยากจะชวนเพื่อนเพื่อนไป เที่ยวเชียงใหม่กับหนูด้วย ถ่ายรูปหมู่ดูสวยสวย กับหมีด้วยคงเข้าท่าดี กับหมีด้วยคงเข้าท่าดี แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า”

ดนตรีมาถึงช่วงโซโล ยายแก้มบุ๋มหยุดร้องแล้วก็เต้นไปคนเดียว ผู้ชมส่งเสียงหัวเราะคิกคักกันเล็กน้อย มีเด็กผู้หญิงหลายคนเอาดอกไม้มายื่นให้ ยายแก้มบุ๋มก้มตัวลงยื่นมือไปรับดอกไม้เท่านั้นแหละ เด็กที่เอาดอกไม้มายื่นให้หัวเราะกันถ้วนหน้า ยายแก้มบุ๋มยังไม่เอะใจ เด็กพวกนั้นเอาดอกไม้มาให้ยายแก้มบุ๋มคงหวังจะมาดูหน้าของยายแก้มบุ๋มชัดๆมากกว่า ผมกับน้องป่านนั่งลงกับพื้น นั่งมองดูยายแก้มบุ๋มร้องเพลงต่อ

ยายแก้มบุ๋มยกแขนข้างหนึ่งชูขึ้น

“เพื่อนชาวอีสานอยู่ไสคะ เตรียมฮ่องเด้อค่ะเด้อ.....”

ผู้ชมข้างล่างเวทีบางส่วนยกมือชูตามแล้วส่งเสียงเฮ แล้วร้องตาม

“เกิดมาแล้วเจ้าหมีน้อย ตัวจ้อยร้อยน่ารักดี เฮาดีใจได้ลูกหมี เป็นข่าวดีของชาวไทยเป็นข่าวดีของชาวไทย... หมู่จาวเหนือเกียมฮ้องนะเจ้า...”

“เฮารอมาว่าอยากเห็น แล้วกะเป๋นจริงจนได้ ก็ช่วงช่วงหลินฮุ่ยไง ก็ช่วงช่วงหลินฮุ่ยไง ฮื้อของขวัญกับพวกเฮา ฮื้อของขวัญกับพวกเฮา....”

“เดี๋ยวนี้เนอะ มีพ่อหมี กับแม่หมีและลูกหมี เป็นครอบครัวน่ารักดี ต่อไปนี้หมีคงไม่เหงา อยากไปเห็นอยากไปหา อยากรู้ว่าครอบครัวเขา อบอุ่นดีกันหรือเปล่า อยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้วย อยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้วย....เอ้าลงใต้น่ะค้ะ ภาคใต้”

ผู้ชมส่งเสียงเฮกันใหญ่ ยายแก้มบุ๋มร้องท่อนต่อไป

“อยากจะชวนเพื่อนเพื่อนไป เที่ยวเชียงใหม่กับหนูด้วย ถ่ายรูปหมู่ดูสวยสวย กับหมีด้วยคงเข้าท่าดี กับหมีด้วยคงเข้าท่าดี แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า......”

เพลงจบพอดี ผู้ชมปรบมือให้แล้วส่งเสียงเฮกันใหญ่ บ้างก็หัวเราะ

“ขอบคุณค่ะ....ขอบคุณดอกไม้สวยๆด้วยนะคะ” ยายแก้มบุ๋มหันมาทางผม “เป็นไงบ้างพี่ต่อ ป่าน เค้าร้องเพลงเป็นไง”

ผมกับน้องป่านหัวเราะกันอยู่ แล้วเงยหน้ายกไมค์ตอบยายแก้มบุ๋ม เธอทำหน้างงๆที่เห็นผมหัวเราะ

“เสียงดีนี่เจ๊ ร้องอีกรอบไหม ฮ่าๆๆๆๆๆ” ผมพูดจบแล้วหัวเราะอย่างกลั้นไม่ได้ มองดูหน้ายายแก้มบุ๋มนี่ตลกจริงๆ เกือบจำไม่ได้เลย

“หัวเราะอะไรกันน่ะ คนสวยร้องเพลงมันตลกตรงไหนหรอ” ยายแก้มบุ๋มหันมาพูดกับผมและน้องป่านที่เอาแต่หัวเราะอยู่ ผู้ชมพากันหัวเราะคิกคัก

ที่ด้านล่างเวทีมีกลุ่มเด็กๆถือต้นไผ่ช่อเล็กๆเดินตรงมาที่ด้านหน้าเวที

“เจ๊ๆ ไปรับของหน่อยสิ เขาเอากินของมาให้เจ๊น่ะ” ผมพูดแล้วชี้ไปที่หน้าเวที

“อ้าว อะไรคะ” ยายแก้มบุ๋มถามงงเมื่อเห็นเด็กชูต้นไผ่ให้ ผู้ชมฮาครืน

“เค้าเอามาให้เจ๊นั่นแหละกิน รับมาสิ”

“จะบ้าเหรอ เค้าไม่ใช่หมีแพนด้านะ”

เหมือนกับว่าเด็กจะพูดอะไร ยายแก้มบุ๋มนั่งลงแล้วส่งไมค์ไปจ่อปาก

“พวกเราเอามาให้พี่ขวัญกิน” ผู้ชมหัวเราะกันใหญ่

“พี่เป็นคนนะ ไม่ใช่หมีแพนด้า เดี๋ยวเอาให้หลินปิงกินก็ได้” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วชูตุ๊กตาหมีแพนด้าในมือให้ดู ก่อนจะไปรวบเอาต้นไผ่มา

“ขอบใจมากนะ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วเดินกลับมาที่เก่า สีหน้างงๆ วางต้นไผ่ไว้ข้างๆ

“เค้าเอามาให้เจ๊ะกินนั่นแหละ กินให้เขาดูหน่อยนะ เดี๋ยวเด็กมันจะเสียน้ำใจที่อุตส่าห์เอามาให้” ผมว่า

“บ้าแล้ว เค้าไม่ใช่หมีแพนด้าสักหน่อย”

“ใช่สิ ทำไมจะไม่ใช่ พี่น้องครับตัวที่ยืนอยู่นี่เขาเรียกอะไรกันครับ” ผมชี้ไปที่ยายแก้มบุ๋ม

“หมีแพนด้า”ผู้ชมตอบแล้วหัวเราะ

“นี่ไง หมีแพนด้า” ยายแก้มบุ๋มว่าแล้วชูตุ๊กตาในมือ

“ไม่ใช่เค้าว่าเจ๊นั่นแหละเป็นหมีแพนด้า ใช่ไหมครับพี่น้อง”

“ใช่” เสียงผู้ชมตอบเป็นเสียงเดียวกัน”

“หา จริงเหรอ เค้าเป็นหมีแพนด้าตั้งแต่เมื่อไหร่” ยายแก้มบุ๋มถาม

ผมกับน้องป่านหัวเราะกันอีกรอบ

“เจ๊อยากรู้ใช่ไหม ป่าน ขอกระจกหน่อย”

น้องป่านส่งกระจกมาให้ยายแก้มบุ๋มรับไปส่องดูหน้าตัวเอง แล้วอุทานออกมา

“เฮ้ย! มาได้ไงเนี่ย” ผู้ชมปล่อยเสียงหัวเรากันอีกรอบ ผมกับน้องป่านหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่ได้ ยายแก้มบุ๋มยืนส่องกระจกดู ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แอบเห็นเธอยิ้มๆแล้วยักคิ้วให้กระจก ผู้ชมเห็นแล้วพากันหัวเราะอีก

“น่ารักดีเนอะ” ยายแก้มบุ๋มคว้าไมค์ขึ้นมาพูด ลดกระจกลงแล้วหันหน้าให้ผู้ชมดู แล้วยกกระจกขึ้นมาส่องดูอีก แต่แล้วก็พูดว่า

“ไม่เห็นสวยเลย น่าเกลียด” ผู้ชมฮาตรึม ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วเดินเข้ามาหาผมกับน้องป่าน “พี่ต่อแต่งให้เค้าแบบนี้ทำไมล่ะ ไม่เห็นสวยเลย”

“เอาน่าเจ๊ เข้ากับเพลงดี อ๊ะแพนด้าน้อย.....” ผมพูดแล้วหัวเราะ

“ไม่เอาแล้ว เช็ดออกเลย” น้องป่านยิ้มๆ เปิดกระเป๋าหยิบทิชชู่ทำความสะอาดใบหน้าขึ้นมาเช็ดหน้าให้ยายแก้มบุ๋ม ระหว่างเช็ด ผมก็หันไปพูดกับผู้ชม

“แหมน่าน่าจะปล่อยไว้นานๆนะ เป็นหลินปิงแบบนี้ก็ดีแล้วน่ะ”

ผมพูดแล้วหันไปมองยายแก้มบุ๋มที่ยืนให้น้องป่านเช็ดหน้าเช็ดตา

“หายหน้าไปสองสามปี กลับมาคราวนี้โตเป็นสาวแล้วเนอะ แต่ยังชอบทำนิสัยเป็นเด็กๆอยู่ เด็กอมมือน่ะว่างั้น” ผมพูดแล้วยิ้มๆ

“ตะกี้อยู่หลังเวทีตอนน้องงบิวขึ้นมาร้องเพลงน่ะ ไม่รู้ว่าจะออกมาเสนอหน้าทำไม คนในคิวเขาแปลกใจกันหมด สะคงสคริปต์ก็ต้องเปลี่ยนกะทันหัน แต่ดีนะที่ทีมงานเป็นมืออาชีพกันทั้งนั้น ไม่งั้นเสียชื่อจูเนียร์โฟลว์ไลน์แน่ๆ”

“บอกว่ากลับมาช่วงปิดเทอมปีนี้นะ จะมาแต่งเพลงตัวเองร้องเล่นๆในมอนเตสเซอรี่ด้วย แต่ก็ดีนะที่อย่างน้อยเด็กๆในชมรมแต่งเพลงจะได้เห็นขวัญใจบ้านเด็กคนนี้มาแต่งเพลงมาร้องเพลงให้ฟังอีกหลังจากที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปี”

“อีกปีสองปีก็จะทำบัตรประชาชนได้แล้วน่ะ คราวนี้ก็จะกลายเป็นนางสาวข้าวขวัญโอ๊ย คล้องจองกันเหลือเกิน โตเป็นสาวแล้วก็จะมีหนุ่มๆมารุมจีบตรึม ขนาดตอนนี้ยังมีเด็กปอห้าน่ะ ไอ้ต้าน่ะ มาตามจีบขอเบอร์.....โอ๊ยๆๆเจ็บๆๆอย่าดึงสิ ใครวะ”

ผมต้องหยุดพูดอยู่แค่นั้นเมื่อมีใครมาดึงเชือกที่ยายแก้มบุ๋มเอาใส่คอผมไว้ ผมยังไม่ได้เอาออก ผู้ชมเห็นแล้วหัวเราะกันใหญ่ ผมพยายามหันไปมองดูก็รู้ว่าเป็นยายแก้มบุ๋มนั่นเองที่คว้าเชือกดึงผมเกือบจะหงายหลัง

“มานี่เลยไอ้ด่าง พูดมากนักนะ”

“อย่าดึงสิเจ๊ คอเป็นรอยแดงหมดแล้วมั้งเนี่ย พี่ไม่ใช่หมานะ”

ยายแก้มบุ๋มหยุดดึงแล้ว หันมาทำตาขางใส่ ตาที่ไม่มีสีดำติดอยู่ แก้มก็ขาวสะอาดแล้ว

“พูดมากนักนะพี่ เรื่องอื่นไม่มีจะพูดแล้วรึไง ได้แต่มาพูดเรื่องของเค้าเนี่ย หา”

ผมไม่พูดอะไร หันมายิ้มๆให้กับผู้ชม ยายแก้มบุ๋มพูดต่อ

“เดี๋ยวพูดมากๆจะลากไปมัดให้เฝ้าบ้านซะเลย จะให้กินปลาร้าทุกวันๆ เอาไหม”

“ไม่เอาล่ะ อะไรนิดอะไรหน่อยก็อ้างปลาร้า ปลาร้า”

“ไม่เอาก็หยุดพูดได้แล้ว”

“แล้วพี่เอาออกได้รึยัง ไอ้เชือกที่คอเนี่ย หือ” ผมถามพลางหัวเราะ ยายแก้มบุ๋มหัวเราะตาม

“เออๆ เอาออกเหอะ”

ผมหยิบเชือกที่ติดคอออกมา ยายแก้มบุ๋มรับมาถือไว้

“เจ๊ก็เอาคล้องคอแทนพี่ไว้สิ เดี๋ยวพี่จะจูงพาแพนด้าน้อยหลินปิงไปกินไผ่ที่บ้าน”

คนดูฮาตรึม ยายแก้มบุ๋มทำตาขวางใส่ ผมหัวเราะหึๆ

“งั้นพี่ก็เอาใส่คล้องคอไว้เหมือนเดิมเหอะ”

“ไม่เอา ไม่เอา” ผมเดินหนี “พี่พูดเล่นน่า ขอโทษก็ได้ อย่างอนสิ”

ยายแก้มบุ๋มหันไปมองดูผู้ชมพลางยิ้มๆ

“เอาอีกเพลงงหนึ่งไหมเจ๊ ร้องอีกเพลงไหม” ผมเอ่ยปากถาม

“ก็ดี” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วส่งตุ๊กตาในมือให้น้องป่านเก็บไว้

“คราวนี้พี่ขอเลือกเพลงให้เจ๊ร้องบ้างนะ ถ้าเจ๊ร้องเพลงนี้ได้ถือว่าสุดยอดเลยแหละ”

“เพลงอะไรเหรอพี่”

“ เพลงร้องคู่น่ะ”

“หา เพลงร้องคู่หรอ” ยายแก้มบุ๋มประหลาดใจ “เพลงอะไรล่ะ เกิดมาเค้ายังไม่เคยร้องเพลงคู่กับใครมาก่อนเลยนะ ร้องคู่กับใครล่ะพี่”

“ไม่รู้ล่ะ แต่รับรองว่าไม่ใช่พี่แน่นอน”

“ใครล่ะ”

“เดี๋ยวเจ๊ก็จะเห็นเอง ถ้าเจ๊เห็นรับรองว่าเจ๊จะต้องอึ้งแน่นอน ถ้าเขาเป็นใคร”

“ เพลงอะไรบอกมาก่อน”

“เป็นเพลงร้องคู่เพลงเหนือนะ เพลงฮานี่บ่าเฮ้ย เจ๊ร้องได้ไหมล่ะ”

ผู้ชมฮาตรึมเมื่อผมบอกชื่อเพลงไป

“อ๋อเพลงนี้เอง เค้าร้องได้ ไม่ยากหรอก ง่ายๆ ว่าแต่ใครจะมาร้องคู่กับเค้าล่ะ

“เดี๋ยวนะ” ผมบอกยายแก้มบุ๋มแล้วเดินไปด้านหลัง ยกไมค์ถามนักดนตรี

“เล่นได้ใช่ไหมครับ ฮานี่บ่าเฮ้ย”

มือกีตาร์โน้มตัวมาพูดใส่ไมค์ที่วางอยู่บนขาตั้ง

“ได้ๆ เพลงเหนือน่ะ”

“ฮานี่บ่าเฮ้ยนะ” ผมถามซ้ำอีก ผู้ชมพากันหัวเราะ ผมหันไปมองดู

“ได้ๆ ผมเล่นได้ ว่าแต่ใครจะมาร้องคู่กับขวัญเขาล่ะ เอาตามที่ตกลงกันไว้รึเปล่า”

“โอเค เอาตามนั้นเลย เขาเตรียมตัวแล้วนะ” ผมหันไปถามนักดนตรี

“เขาพร้อมแล้วล่ะ” ผมหันมาทางยายแก้มบุ๋ม เมื่อนักดนตรีตอบแล้ว

“ใครล่ะพี่” ยายแก้มบุ๋มถาม

“เอาน่า เดี๋ยวเจ๊ก็รู้เอง แต่ต้องสัญญาก่อนว่าจะร้อง”

“สัญญาก็ได้”

“โอเค” ผมหันมาทางผู้ชมแล้วพูด “การแสดงต่อไปนี้เป็นชุดพิเศษที่ทางทีมงานจูเนียร์โฟลว์ไลน์นำมาเซอร์ไพรซ์การกลับมาของขวัญใจบ้านเด็กตลอดการ.....คนที่ยืนอยู่ข้างๆผมนี่ล่ะครับ”

ผมพูดแล้วผายมือไปทางยายแก้มบุ๋ม ซึ่งกำลังยิ้มแป้นอยู่ ผู้ชมปรบมือให้

“ที่จะมาร้องเพลงกับหนึ่งในสมาชิกบ้านเด็กคนหนึ่ง คนคนนี้ ที่เขาปลื้มและประทับใจในตัวขวัญใจบ้านเด็กคนนี้ ไปฟังกันเลยนะครับกับเพลงที่มีชื่อว่า ฮาน่าบ่าเฮ้ยครับ”

ผู้ชมปรบมือและหัวเราะอีกครั้ง ดนตรีเริ่มเล่นเพลง พอถึงช่วงใกล้ร้อง ได้ยินเสียงร้องของเด็กผู้ชายดังมาจากลำโพง แต่ยังไม่เห็นตัว ช่วงระหว่างที่กำลังร้องอยู่นั้น ยายแก้มบุ๋มหันไปมองหาเจ้าของเสียง แต่ยังไม่เห็น เพราะเขาคนนั้นกำลังอยู่ที่หลังเวที

“แต่งงานด้วยกันเสียที อ้ายนี้ถ้ามาจ้าดเมิน ฮักสาวเหลือเกิ๋น….”

“ไปหาเงินเหี๋ยก่อน” ยายแก้มบุ๋มร้องตอบทันที ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก รวมถึงน้องป่านด้วย

“ไปหาตี้ไหนล่ะ” เสียงนั้นถามต่อ แต่ยายแก้มบุ๋มไม่ตอบ ร้องท่อนต่อไปโดยไม่สน

“ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน.... ต๊ะ ต๋อนยอน ต๋อนยอน ต๋อนยอน....”

พอถึงร้องท่อนต่อไป เจ้าของเสียงเริ่มเดินออกมจากหลืบเวทีด้านซ้าย ยายแก้มบุ๋มยังมองไม่เห็น เจ้าของเสียงร้องเดินออกมาช้าๆ แล้วก้มลงไหว้ผู้ชม ผู้ชมเฮกันใหญ่เลย ผมสะกิดไหล่ยายแก้มบุ๋มแล้วชี้ไปที่เจ้าของเสียงร้องนั่น ยายแก้มบุ๋มหันมองตาม

“เฮ้ย ! มาได้ไงเนี่ย..... เดี๋ยวก่อนค่ะ เดี๋ยวก่อนค่ะ ดนตรีหยุดก่อนค่ะ” ยายแก้มบุ๋มหันไปยกมือให้นักดนตรี เพลงก็หยุดลง ผู้ชมส่งเสียงเฮกันใหญ่

“พี่ต่อ เค้ามาได้ยังไงเนี่ย” ยายแก้มบุ๋มหันมาถาม สีหน้าเซ็งสุดขีด

ผมพูดอะไร กวักมือเรียกให้คนนั้นเดินเข้ามา ผมรู้ว่าเขาแอบเหน็บดอกกุหลาบไว้ที่หลัง

“น้อง น้อง มานี่หน่อย”

ผู้ชมปรบมือให้อีกครั้ง ไอ้ต้าเดินพลางยิ้มอายๆมาใกล้ๆผม

“มายืนตรงนี้เลย” ผมชี้ให้ไอ้ต้าเดินมาอยู่ข้างขวามือของยายแก้มบุ๋ม

ไอ้ต้ายิ้มๆแล้วก้มลงสวัสดียายแก้มบุ๋มครั้งหนึ่ง

“สวัสดีครับพี่ขวัญ ยังจำผมได้ใช่ไหมครับ”

“มาได้ไงน่ะพี่ต่อ” ยายแก้มบุ๋มตีหน้านิ่วคิ้วขมวดหันมาถามผม ผมยิ้มๆก่อนจะตอบเธอ

“ เอาน่า เขามาแล้วก็อย่าถามอะไรมากน่า น้องต่อเลย”

“ขออนุญาติร้องต่อนะครับ” ยายแก้มบุ๋มหันไปทางไอ้ต้า เริ่มร้องต่อ ดนตรีเล่นตาม

“สาวสาวอ้ายคนจนจน บ่มีรถยนต์ขี่ควาย น้องเห็นใจอ้าย….”

ดนตรีหยุด ไอ้ต้าหยุดร้อง ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก ยายแก้มบุ๋มตีหันมาตีหน้าบึ้งใส่ผม ผมรู้ว่าเธอจะพูดอะไรจึงรีบบอกเธอก่อน

“หันไปบอกกับเขาสิ หันมาทางพี่ทำไมล่ะ หันไปทาโน้น” ผมบอกพลางยิ้มๆ

ยายแก้มบุ๋มหันไปทางไอ้ต้าแล้วร้องตอบ

“ไปขายควายเหี๋ยก่อน…” ผู้ชมหัวเราะลั่น ไอ้ต้ายิ้มอย่างอายๆ ยายแก้มบุ๋มเน้นคำว่า “ควาย” แล้วร้องต่อ

“ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน.... ต๊ะ ต๋อนยอน ต๋อนยอน ต๋อนยอน....”

ไอ้ต้าก็ร้องต่อ

“ขายควายได้เงินสามพัน ข้าวขวัญอ้ายเหลือแต่งัว ไถนาสองตั๋ว....”

ยายแก้มบุ๋มก็ร้องตอบทันที

“ไปขายงัวเหี๋ยก่อน…” ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก “ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน.... ต๊ะ ต๋อนยอน ต๋อนยอน ต๋อนยอน....”

ดนตรีเล่นถึงช่วงโซโล ผมกับน้องป่านพากันมาเต้นแร้งเต้นกาประกอบเพลงที่ไอ้ต้ากับยายแก้มบุ๋มร้องอยู่ ผมกับน้องป่านเต้นอยู่ข้างหลังสองคนนั่น สังเกตดูเวลาร้องเพลงนี้ ไอ้ต้ามักจะยิ้มๆ และมองตายายแก้มบุ๋มอยู่ตลอดเวลา ต่างกับยายแก้มบุ๋มที่จะออกอาการเขินอาย ไม่กล้าสบตาเพื่อนเท่าใด

“ขายงัวได้เจ็ดพันป๋าย เสียดายบ่ได้ไถนา น้องคงบ่ว่า.....”

ยายแก้มบุ๋มก็ร้องตอบ

“ไปขายนาเหียก่อน...ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน ต๋อนยอนต๋อนยอน....”

ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก ผมกับน้องป่านกระโดดโลดเต้นตามจังหวะเพลง

“ขายนาสำเร็จเสร็จดี บ่มีแล้วเหลือแต่ตัว เขารู้กันทั่ว….”

ดนตรีหยุดเล่น ไอ้ต้าหยุดร้อง เงียบกันไปสักแป๊บ ผมรีบเดินเข้ามาหายายแก้มบุ๋มแล้วพูดว่า

“เจ๊ เขาเหลือแต่ตัวแล้วก็บอกเขาไปสิว่าจะให้ทำยังไง”

ยายแก้มบุ๋มหันมาทางผม ยิ้มๆแล้วยกไมค์ทำท่าจะพูด ผมรีบพูดแทรกก่อน

“อย่านะ พี่รู้นะว่าเจ๊จะพูดอะไร หันไปพูดกับเขาเองสิ เอางี้น้องร้องท่อนเมื่อกี้ใหม่สิเจ๊หันไปเลย”

ไอ้ต้าเริ่มร้อง ดนตรีเล่นตาม

“ขายนาสำเร็จเสร็จดี บ่มีแล้วเหลือแต่ตัว เขารู้กันทั่ว......”

ยายแก้มบุ๋มปิดปากหัวเราะก่อนจะหันมาถามผม

“เอาเลยนะพี่”

“เออ ร้องบอกเขาไปเลย” ผมหันไปมองน้องป่านที่ยืนอยู่พลางยิ้มๆ หันมองไอ้ต้าที่ยังยืนรอฟังคำจากยายแก้มบุ๋ม ไอ้ต้ายิ้มอย่างอายๆ และแล้วยายแก้มบุ๋มก็หันไป

“ไปขายตัวเหี๋ยก่อน....” ผู้ชมหัวเราะกันลั่นสตูดิโอ

“เฮ้ย!” ไอ้ต้าอุทาน หันมามองผู้ชมอย่างยิ้ม น้องป่านนั่งกับพื้นหัวเราะอย่างหมดแรง ยายแก้มบุ๋มหันไปหัวเราะกับผู้ชม ผมยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ

“ฮานี่บ่าเฮ้ย.....” ไอ้ต้าพูดกับตัวเอง มือเกาหัวแกรกๆ ผู้ชมพากันหัวเราะกันอีกรอบ

ยายแก้มบุ๋มพยายามหยุดหัวเราะแล้วยกไมค์จะร้องต่อ แต่พอมองเห็นหน้าไอ้ต้าเท่านั้นแหละ ระเบิดหัวเราะออกมาอีก ในทื่สุดก็พยายามกลั้นหัวเราะแล้วร้องต่อจนจบ

“ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน.... ต๊ะ ต๋อนยอน ต๋อนยอน ต๋อนยอน....ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน.... ต๊ะ ต๋อนยอน ต๋อนยอน ต๋อนยอน….”

ผู้ชมปรบมือให้ ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆก่อนจะไหว้ขอบคุณ ไอ้ต้าทำตาม พอเงยหน้าขึ้นมาก็ไม่มีใครพูดอะไร ผมจึงชิงพูดขึ้นก่อน

“เจ๊ คนนี้รู้จักไหม ชื่ออะไร” ผมหันไปถาม ยายแก้มบุ๋มไม่ตอบ เอาแต่ยิ้มกวนๆให้ไอ้ต้า แล้วหันมาบอกผม

“เพื่อนๆที่โรงเรียนชอบเรียกว่าไอ้กะลาครอบ” ผู้ชมหัวเราะกันลั่น

“อ้าวจริงดิ ก็ดูสิ ทรงกะลาครอบชัดๆ” ยายแก้มบุ๋มชี้ไปที่ทรงผมของไอ้ต้าแล้วพูด ไอ้ต้าหันมายิ้มๆ

“แล้วน้องเค้าอายุเท่าไหร่ล่ะเจ๊” ผมถาม ยายแก้มบุ๋มหันมาตอบ

“สิบเอ็ดปีเอ็งมั้ง พี่ไม่น่าพาเค้ามาร้องเพลงกับเค้าเลยน่ะ”

ไอ้ต้ารีบเอื้อมไปหยิบดอกไม้ที่เหน็บไว้หลังเอวออกมาตอนยายแก้มบุ๋มหันมาพูดกับผม ผู้ชมเห็นแล้วส่งเสียงร้องกรี๊ดดังสนั่น ยายแก้มบุ๋มหันมาพอดี ก็เห็นไอ้ต้ายื่นดอกไม้ในมือให้พลางยิ้มๆ ผู้ชมส่งเสียงเฮกันอีก ยายแก้มบุ๋มเห็นแล้วก็ยิ้มอายๆ ก่อนจะหันมองซ้ายมองขวาแล้วก็รีบเดินตรงไปลงเวทีทันที ผู้ชมส่งเสียงหัวเราะนิดหน่อย บ้างก็กรี๊ดกันลั่น เสียงผู้ชมปรบมือให้หลังจากยายแก้มบุ๋มเดินลงเวทีไปแล้ว

“เอ้า ของคุณมากๆครับสำหรับเสียงปรบมือ แหม คุณเจ๊ของเราไม่รับดอกไม้จากคุณน้องซะเลย ใจร้ายน่ะ” ผมว่า ผู้ชมหัวเราะครืน

“เอาล่ะไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเอาไปตามให้พี่เขาที่หลังเวทีนะคะ ขอบคุณน้องต้ามากค่ะ ค่ะ....” ไอ้ต้ายกมือไหว้ผมกับน้องป่าน ผมยกมือรับไหว้

“ขอบคุณครับ” ไอ้ต้าหันไปไหว้ผู้ชมก่อนจะเดินลงเวทีไป ผู้ชมปรบมือให้อีกครั้ง ยายแก้มบุ๋มไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย สงสัยคงจะอาย น้องป่านขยับเข้ามาใกล้ๆผมแล้วพูด

“แหม น่ารักจริงๆนะคะทั้งชายทั้งหญิง”

“ใช่” ผมว่า “คนหนึ่งก็แอบชอบ เข้ามาจีบเข้ามาหา อีกคนก็เล่นตัวอยู่นั่นแหละ”

“วัยเรียนนะ ไม่ใช่วัยรัก”

“ใช่แล้ว” ผมหันมาพูดกับน้องป่าน “เอาเวลามาศึกษาหาความรู้ดีกว่า น้องเค้ามีคติประจำใจนะป่าน”

“อะไรคะ”

“ที่น้องเค้าเคยพูดประจำตอนอยู่ในมอนเตสเซอรี่หรือสตูดิโอก็จะบอกว่าแบบนี้”

“ยังไงคะ”

“รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน....” ผมพูดจบ ผู้ชมส่งเสียงเฮให้

“เข้าท่าดีนะคะคติอันนี้ โฮ่ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้กับป่านได้รึเปล่านะคะ”

“ทำไมครับ”

“ก็เพราะว่าน้องป่านมีคนรักคนชอบเยอะ” ผู้ชมกรี๊ดกันลั่น “ที่นั่งๆดูอยู่นี่ก็ชอบน้องป่านกันทั้งนั้น ใช่ไหมคะพี่น้อง…..”

“ใช่” ผู้ชมตอบ

“โห....เป็นนักร้องมาไม่กี่เดือนนี่เริ่มดังแล้วเน๊าะ”

“ป่าน เรามาเล่นทายปัญหากันดีไหม” ผมเอ่ยปากถาม

“เอาสิ ป่านถามพี่ก่อนนะ”

“ถามมาเลย”

“ม้าตัวหนึ่งมีสี่ขา ม้าเก้าขามีกี่ตัว….”

ผู้ชมส่งเสียงเฮกัน น้องป่านยิ้มอย่างอายๆ

“พอเหอะป่าน คำถามนี้เค้ารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว” ผมว่า

“ก็ได้ๆ เค้าล้อเล่น”

“อยากดังแล้วดังอีกรึไง” ผมว่า “ถามใหม่”

“น้องป่านยิ้มอายๆก่อนจะถามใหม่

“อะไรเอ่ย ตอนไปเนี่ย ไปกันสองคน พอฟ้ามืดฝนตก กลับมาคนเดียว”

“อะไรวะ คนไปส่งอีกคนกลับบ้าน” ผมตอบ

“ม่ายช่าย”

“แล้วอะไรล่ะ ยอมล่ะ”

“เงาไง ก็เวลาเดินออกแดดไปกันสองคน มืดฟ้ามัวฝนก็กลับมาคนเดียว”

น้องป่านหัวเราะเล็กน้อย คำถามนี้ไม่ฮาเท่าไหร่ คนดูจึงไม่หัวเราะ

น้องป่านยังไม่ทันเอ่ยปากถามคำถามข้อต่อไป ผมก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกทันที

“เล่นทายปัญหากันอยู่เหรอ เค้าขอเล่นด้วยคนสิ”

ผู้ชมส่งเสียงเฮให้กับคนมาใหม่ ผมหันไปดูก็คือยายแก้มบุ๋มนั่นเอง เธอใส่ชุดนักเรียนหญิงแล้วเปียผมเป็นหางอยู่สองอันไว้ด้านหลัง เธอยิ้มแป้นแล้วเดินเข้ามาแทรกผมอยู่ตรงกลาง

“เล่นด้วยคนนะพี่” ยายแก้มบุ๋มบอก น้องป่านเขยิบถอยไปข้างๆ ผมเขยิบออกไปบ้างยายแก้มบุ๋มยืนอยู่ตรงกลาง ผมหัวเราะหึๆ ยายแก้มบุ๋มมองหน้าอย่าง งงๆ

“ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องเข้ามาใกล้หรอก” ผมว่า “เจ๊เปลี่ยนชุดเร็วจังเนอะ แล้วเอาเวลาที่ไหนไปเปียผมนั่นล่ะ เร็วจังเนอะ”

“เค้าเพิ่งกลับจากโรงเรียนมา ก็เลยไม่ทันเปลี่ยนชุด” ยายแก้มบุ๋มบอก

“ดูสิรองเท้าก็ไม่ใส่นั่นน่ะ” น้องป่านว่า ผู้ชมฮาครืน

“ทำไมไม่ใส่รองเท้ามาล่ะเจ๊” ผมเอ่ยปากถาม

ยายแก้มบุ๋มเกาหัวแล้วยิ้มอย่างอายๆก่อนจะยกไมค์ขึ้นตอบ

“รองเท้าหาย” ผู้ชมหัวเราะครืน “สงสัยหมาที่บ้านมันคงจะคาบไปกัดเล่น ยังหาไม่เจอเลยน่ะ จะเอาคู่เก่ามาใส่สายก็ขาด เอ้า ถามคำถามได้รึยัง”

“ถามมาสิ”

“เอาจริงๆนะ อะไรเอ่ย พอประตูปิด หลังคามันก็เปิด” ยายแก้มบุ๋มบอก “ถ้าใครตอบไม่ได้ก็สมควรที่จะได้เข้าไปนอนอยู่ในนี้” ยายแก้มบุ๋มถามแล้วยิ้มๆ

ผมบอกให้น้องป่านตอบก่อน ผมเกาหัวแกร่กๆ ยายแก้มบุ๋มนี่ถามคำถามแต่ละทีนี่กวนๆทั้งนั้น

“อะไรล่ะ อืม....รถเปิดหลังคาได้” น้องป่านหันไปตอบ

“ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกับรถ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วยิ้มๆ

“ถังขยะเหรอ” น้องป่านถามอีก

“ไม่ใช่ถังขยะ”

“เตาเผา”

“ไม่ใช่ ยอมรึยัง”

“ยอม”

“ก็คือ คอกควายไง” ผู้ชมส่งเสียงเฮให้ยายแก้มบุ๋ม ผมกับน้องป่านเซ็งกันถ้วนหน้า

“บอกแล้วไง ถ้าใครตอบไมได้ก็สมควรที่จะเข้าไปนอนอยู่ในคอกควายนี้” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วหัวเราะ ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก

“อะไรเอ่ย รีรีเท่าใบพลู มีรูอยู่ตรงกลาง ข้างๆมีขนด้วย”

“เฮ้ยเจ๊!” ผมอุทาน ผู้ชมพากันหัวเราะ น้องป่านตีสีหน้างงๆ

ถามอะไรน่าเกลียด เป็นเด็กเป็นเล็กนี่เริ่มลามกแล้วเรอะ”

ผมตวาดใส่ยายแก้มบุ๋มที่ยืนยิ้มอย่างอายๆ

“น่าเกลียดที่ไหน เค้าถามปัญหาเชาว์อยู่ต่างหาก “ ผู้ชมฮากันครืน

“แล้วมาถามคำถามหยาบคายแบบนี้ทำไมเนี่ย

“อ้าว พี่ก็ตอบมาให้ได้ก่อนสิว่ามันคืออะไร เค้าไม่ได้ลามกซะหน่อย” ยายแก้มบุ๋มหันมาพูดกับผม แล้วหันมายิ้มกับผู้ชม

“ป่าน ตอบดิ” ผมบอกให้น้องป่านตอบแล้วหัวเราะ

“........” น้องป่านยกไมค์ขึ้นจะตอบ แต่ก็หัวเราะออกมาซะดังลั่น ผู้ชมพากันหัวเราะอีก

“ของลับของผู้หญิง” ผมตัดสินใจตอบ ผู้ชมฮาครืน

“ไม่ใช่ ตอบใหม่ ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก” ยายแก้มบุ๋มพูด

“โห ไอ้ติ๊กต่อกนี่เจ๊ยังไม่ลืมอีกเรอะ”

“ม่ายลืม เค้าชอบเสียงนี้มากเลย อะตอบมาให้ได้ก่อนว่ามันคืออะไร รีรีเท่าใบพลู มีรู้อยู่ตรงกลาง ข้างๆมีขนด้วย ใครตอบไมได้ก็ต้องไปเป็นไอ้ตัวนี้แหละ”

“อะไรกันเนี่ย ไมใช่ตรงนั้นของผู้หญิงแล้วมันอะไรกันล่ะ เจ๊” ผมถามจนผู้ชมฮาตรึม

“นั่นน่ะสิ อะไรล่ะ รูก้นหรอขวัญ” น้องป่านถาม ผู้ชมพากันหัวเราะ

“ไม่ใช่รูก้น มันกลมๆ อันที่ถามนี่มันรีๆ”

“เอ้า บอกเฉลยมาเหอะ อยากรู้แล้วว่ามันคืออะไร” ผมพูดตัดบท

“เฉลยนะ ก็คือหูควายยังไงล่ะ....ฮ่าๆๆๆๆ ก็ใบหูมันรีๆ รูตรงกลางก็คือรูหู ส่วนขนก็ข้างหูควายนั่นไง” ผู้ชมพากันหัวเราะ ยายแก้มบุ๋มยิ้มจนตาเกือบปิด หัวเราะก่อนจะชี้มาที่ผม

“พี่ต่อตอบไม่ได้ก็น่าจะไปเป็นไอ้ตัวที่ว่านี่แหละ ไปสิ” ผู้ชมหัวเราะลั่น

ผมยืนอึ้งเหมือนคนขาดสติ ปล่อยให้น้องป่านกับยายแก้มบุ๋มหัวเราะกันไป

“เอ้าพี่ถามเจ๊มั่ง” ผมเดินถือไมค์เข้าไปใกล้ๆยายแก้มบุ๋ม “ถามปุ๊บเจ๊ต้องตอบปั๊บเลยนะ ดูสิจะตอบได้ไหม”

ยายแก้มบุ๋มหยุดหัวเราะแล้วยิ้มๆ

“หมีแพนด้าเกิดมาทำไมถึงมีสีขาวกับดำ” ผมถาม ยายแก้มบุ๋มยังหยุดนิ่งอยู่ เธอยังไม่ตอบ ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเธอแล้วถามซ้ำ

“ทำไมมีแพนด้าเกิดมาถึงมีสีขาวกับดำ”

ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆก่อนจะยกไมค์ขึ้นตอบ

“ปั๊บ” เธอเล่นมุขเดิม ผู้ชมพากันหัวเราะ ยายแก้มบุ๋มตอบแล้วหัวเราะจนไหล่สั่น

“ไปเล่นข้างนอกคนเดียวเลยไป๊” ผมผลักเธอให้เดินไปข้างหน้า ยายแก้มบุ๋มหัวเราะแล้วทำท่าเดินไปแล้วหยุด หันมามองผมพลางยิ้มๆ

“เล่นไม่เลิกเลยนะเจ๊ มุขนี้น่ะ ตั้งแต่อยู่ทำภารกิจที่เชียงใหม่แล้ว” ผมว่ายายแก้มบุ๋ม

“ก็พี่ต่อไม่ได้ให้เค้าตอบว่าทำไมหมีแพนด้ามันมีสีขาวกับดำนี่ บอกว่าถามปุ๊บต้องตอบปั๊บไง เค้าก็ตอบปั๊บแล้วไง พี่ต่อน่ะไม่ถามปุ๊บเองนี่นา แต่ไปถามว่าทำไมหมีแพนด้ามันถึงมีสีขาวกับดำ บ้ารึเปล่าเนี่ยพี่” ยายแก้มบุ๋มว่าผม ผู้ชมหัวเราะกันอีกรอบ

“แล้วรู้ไหมว่าทำไมหมีแพนด้ามันถึงมีสีขาวกับดำ” น้องป่านยกไมค์ขึ้นมาพูดถามแล้วมองหน้ายายแก้มบุ๋มเป็นเชิงถาม

“ไม่รู้อ่ะ” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะ ผู้ชมฮาตรึม

“พี่จะบอกให้ก็ได้ เมื่อก่อนน่ะ เขาเล่ากันว่าหมีแพนด้ามันไม่ได้มีขนสีขาวกับดำอย่างที่พวกเราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้หรอกนะ หมีแพนด้ามันมีสีขาวทั้งตัวหมดเลยแหละ ตอนเกิดมาบนโลกนี้หมีแพนด้ามันมีสีขาวกันหมดทุกตัว ที่มันมีสีดำเพราะมีหมีตัวหนึ่งเป็นหมีที่มีอายุมากที่สุดในฝูงได้ตายลง หมีตัวอื่นก็ร่ำไห้ไว้อาลัยกัน จัดงานศพให้เค้าอะไรทำนองนี้ล่ะนะ หมีตัวหนึ่งเป็นช่างตัดเสื้อผ้า เอาผ้าคลุมย้อมสีดำมาแจกให้หมีทุกๆตัวคลุมไว้อาลัยในงานศพของหมีตัวที่ตายตัวแรก เผอิญว่าผ้าบางผืนสีมันยังไม่แห้ง หมีบางตัวก็เอาไปคลุมจนสีติดเป็นแห่งๆ พอจะจุดไฟเผาหมีตัวที่ตายไปก็ร้องห่มร้องไห้กัน หมีทั้งหมดก็เอาผ้าคลุมมาเช็ดตา เช็ดน้ำตานะ สีที่ยังไม่แห้งก็เลยติดตาจนถึงทุกวันนี้ไง” ผมเล่าจนจบ

“ไม่ใช่เป็นธรรมชาติของหมีแพนด้ามันหรอกเหรอพี่” ยายแก้มบุ๋มถาม

“ที่พี่เล่ามามันเป็นแค่เพียงตำนานน่ะ”

“อ๋อเหรอ เค้าเพิ่งรู้” ผู้ชมหัวเราะกันอีก

“นี่เจ๊รู้เรื่องอะไรกับเขาบ้างรึเปล่าเนี่ย หา” ผมแกล้งถาม ยายแก้มบุ๋มหัวเราะ

“เอ้าพี่ถามอีกข้อหนึ่ง......อะไรเอ่ย แบนแต้แบนว่า ชอบแทะหญ้าบนภูเขา ของสิ่งนั้นมันคืออะไร” ผมเอ่ยปากถาม ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆก่อนจะยกไมค์ขึ้นมาตอบ

“อย่านะ พี่รู้ว่าเจ๊จะตอบปั๊บอีกใช่ไหม” ผมพูดดักยายแก้มบุ๋มไว้ก่อน ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆก่อนจะตอบ

“มีดโกน”

“ถูกต้องนะครับ” ผมพูดดังลั่น ผู้ชมปรบมือให้ยายแก้มบุ๋ม

“เค้าถามบ้าง” ยายแก้มบุ๋มพูด

“ว่ามา” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะนิดหนึ่งก่อนจะถาม

“อะไรเอ่ย กลมๆเท่าด้ามพร้า ไม่อ้าขาแยงไม่เข้า” ผู้ชมหัวเราะลั่น

“เฮ้ย!” ผมตกใจ ยายนี่ถามกวนๆอีกล่ะ

“จะบ้าเหรอเจ๊ พอเหอะ บ้ากามรึเปล่าเนี่ย”

“ก็ตอบมาก่อนสิ เคต้าไม่ด้บ้ากามสักหน่อย”

“แล้วถามอะไรทุเรศแบบนี้เล่า”

“อ้าว แล้วคนดูฮากันรึเปล่าเล่า เอ้อ....แล้วอะไรล่ะ กลมๆเท่าด้ามพร้าถ้าไม่อ้าขาก็แยงไม่เข้า ตอบมาให้ได้ก่อนสิ”

“ป่าน ตอบหน่อยสิ” ผมหัวเราะ

“ไม่รู้สิ มันเกี่ยวกับเพศรึเปล่าเล่า” น้องป่านถามอายๆ

“ไม่เกี่ยวกับเพศหรอก” ยายแก้มบุ๋มพูด “แต่คำถามต่อไปนี่ไม่แน่”

“อะไรล่ะ..........คนนุ่งกางเกงรึเปล่า” น้องป่านตอบ

“ถูกต้องแล้ว! จับมือหน่อยค่ะ” น้องป่านหันมาจับมือยายแก้มบุ๋ม

“เอ้าถูกอีก” ผมว่า ผู้ชมหัวยเราะกันคิกคัก “แหม ถามมาตั้งนาน ไอ้เราก็นึกว่าอะไร ที่แท้ก็คนนุ่งกางเกง จริงด้วยเนอะ ถ้าไม่อ้าขาก็แยงไม่เข้า” ผมหันไปพูดกับยายแก้มบุ๋ม

“อะไรเอ่ย ปลายมนๆ ตรงโคนมีขน ใครตอบก่อนอยู่ข้างล่าง ใครตอบทีหลังอยู่ข้างบน” ยายแก้มบุ๋มถามอีก ผู้ชมฮาตรึม ผมเกาหัวก่อนจะว่ายายแก้มบุ๋ม

“อะไรกันเนี่ยเจ๊ หือ.......” ผมหัวเราะก่อนจะให้น้องป่านตอบ

“ป่าน......ตอบก่อนสิ พี่ขออยู่ข้างบนเอง” ผมพูดแล้วหัวเราะหึๆ ผู้ชมฮาตรึม

“ปลายมนๆ ตรงโคนมีขน....... มันคืออะไรล่ะ ป่านไม่แน่ใจมันคือแปรงปัดหน้าที่พี่ต่อเอามาปัดหน้าให้ขวัญเค้ารึเปล่า” น้องป่านเดินเข้ามาอธิบายใกล้ๆ แล้วเดินไปเปิดกระเป๋า หยิบด้ามแปรงปัดหน้าอันที่ผมเพิ่งเอามาปัดหน้าให้ยายแก้มบุ๋มเมื่อกี้ออกมา

น้องป่านหยิบของที่ว่ามาชูให้ผมดู

“นี่ไงคะ ตรงปลายมนๆ ตรงโคนมีขนคือขนแปรง น่าจะใช่ของสิ่งนี้นะ”

“ใช่อันนี้รึเปล่าเจ๊ เฉลยมา” ผมหันไปพูดทางยายแก้มบุ๋ม

“ม่ายช่าย......ของส่งนี้มันมีชีวิตด้วยไม่ใช่แปรงปัดหน้า”

ผู้ชมกรี๊ดกันสนั่น

แล้วมันอะไรเล่าที่มีชีวิตน่ะ” ผมพูดแล้วหันมามองดูของในมือน้องป่านต่อ

“ถ้ามีชีวิตก็เหลือแค่อวัยวะเพศของผู้ชายล่ะที่มีชีวิตน่ะ”

ผมว่า ผู้ชมหัวเราะกันลั่น

“ไม่ใช่....ถ้าพี่ต่อตอบไม่ได้ก็จะมีสิ่งนี้อยู่บนหัวด้วย” ยายแก้มบุ๋มว่าแล้วยิ้มๆ

“อ๋อ ควายใช่มะ” น้องป่านว่า ผู้ชมหัวเราะลั่น

“เออๆ เขาควายไง มนๆมีขนด้วย” ผมตอบ แล้วหันไปมองยายแก้มบุ๋ม

“ถูกต้องแล้วครับ.....ใช่แล้วมันคือเขาควาย พี่ต่อตอบถูกต้องแล้ว” ยายแก้มบุ๋มว่า ผู้ชมหัวเราะกันคิกคัก

“โหตอบมาตั้งนานนึกว่าอะไร ที่แท้ก็เขาควาย” ผมว่าผู้ชมฮาครืน

“ใช่แล้ว พี่ต่อตอบเป็นคนสุดท้าย ตอบถูกด้วย ฉะนั้นก็จะมีสิ่งนี้ประดับไว้บนหัวด้วย ตอบทีหลังก็ อ่ะอยู่ข้างบน.....”ยายแก้มบุ๋มพูด ผม ผู้ชมและน้องป่านหัวเราะกันหมด

“ถามทีเหอะเจ๊ ไอ้ที่ว่าตอบทีหลังอยู่ข้างบนเนี่ยอยู่กับใคร หา”

ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆแล้วส่ายหัว ผู้ชมหัวเราะกันอีก

“รึให้ไปอยู่กับเจ๊” ผมพูดพร้อมกับก้าวเท้าออกไปก้าวหนึ่งแล้วหยุด

“เฮ้ย! ไม่ใช่นะ จะบ้าหรอ” ยายแก้มบุ๋มรีบเดินหนีทันที ผู้ชมหัวเราะลั่น

“โทษทีเจ๊ ขอโทษ” ผมพูดแล้วยกมือไหว้ พลางหัวเราะ

ยายแก้มบุ๋มรับไหว้แล้วบอก

“เอากองไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวให้คนทำความสะอาดเขาเก็บไปทิ้ง” ผู้ชมฮาตรึม

คราวนี้ผมหัวเราะบ้าง

“ไม่น่าตอบถูกเลยเรา” ผมหันไปพูดกับผู้ชม “ โดนเขาว่าเป็นไอ้ทุยเลย” ผู้ชมหัวเราะ

“เอาล่ะค่ะ เรามาดูภูมิปัญญาทางภาษาของชาวอีสานกันบ้าง เป็นปริศนาของภาคอีสานในยุคก่อนๆที่เด็กๆหรือผู้ใหญ่ชอบทายกับเด็กๆเล่น น้องขวัญของเป็นตัวแทนเด็กอีสานมาเผยแพร่วัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางภาษาของชาวอีสานในวันนี้นะคะ เรามาพูดถึงปริศนาของภาคอีสานกันก่อนนะคะ เราไม่อาจบอกได้แน่นอนว่าปริศนาเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่นะคะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าชนชาติใดที่มีการทายปริศนาเกิดขึ้นมาก่อนชาติอื่นๆ เรารู้แค่เพียงว่าคลอดออกจากท้องแม่มาเป็นเด็กห้าหกขวบก็ได้ยินเพื่อนๆรุ่นเดียวกันชอบเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยเล่นกันแล้ว พูดถึงปริศนาก็จะมีสี่ประเภท ก็มีปริศนาแท้ คือเป็นปริศนาที่มีลักษณะเป็นคำถามที่สมบูรณ์ และการชี้แนะคำตอบ แต่จะไม่ระบุคำตอบเด่นชัดเพื่อให้ผู้ทายคิด ก็มีเช่น เมื่อน่อยนุ่งขาว เมื่อสาวนุ่งเขียว เมื่อแก่นุ่งแดง

คืออะไรคะ

ก็คือพริก ตอนออกใหม่ๆยังเขียว พอไว้นานๆก็เป็นสีแดง

อ๋อคือพริก

ค่ะ แม่นหยังเอ่ย ตาแป่ะหลังโก่ง ลงน้ำบ่ขุ่น แปลเป็นภาษากลางก็คือเบ็ด คือสังเกตลักษณะคันโก่งๆของเบ็ดน่ะค่ะ

ประเภทที่สองก็คือปริศนาเกี่ยวกับเพศ ได้รู้กันไปแล้วเมื่อสักครู่ เป็นปริศนาที่เกี่ยวพันไปในทางลามกอนาจาร แต่คำตอบมักจะไม่เกี่ยวกับเพศ

ก็อย่างเช่นเมื่อกี้ใช่ไหม อะไรนะ กลมๆเท่าด้ามพร้า ไม่อ้าขาแยงไม่เข้าน่ะ ผมว่าผู้ชมหัวเราะ ที่แท้ก็คนนุ่งกางเกง

ตอนถามก็จะเกี่ยวกับเพศ ลามกอนาจาร แต่คำตอบมันจะไม่เกี่ยวกับเพศเลย จะเป็นแบบนั้น ประเภทที่สองก็จะเป็นปริศนาเชาวน์ ก็คือปริศนาที่จะทดสอบว่า คนที่จะตอบมีปัญญาไหวพริบมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่คำตอบมักจะเป็นสิ่งที่เรานึกไม่ถึงกัน

อย่างเช่นอะไรบ้างคะ

แม่นหยังเอ่ย โต๋คือควาย แต่บ่มีเขา ยายแก้มบุ๋มพูด แปลเป็นภาษากลางก็คือ อะไรเอ่ย ตัวเหมือนควาย แต่ไม่มีเขา คำตอบก็คือลูกควาย”

อ๋อ

ถ้าในโลกนี้มีหมูตัวใหญ่ที่สุดอยู่ จะมีอะไรที่ใหญ่ว่าหมู คำตอบก็คือคอกหมู ถ้ามีคนแย้งว่าหมูตัวใหญ่กว่าคอกก็คงจะอยู่ไม่ได้ คอกแตก ยายแก้มบุ๋มพูดจนคนดูเฮ

ประเภทที่สี่ก็จะเป็นปริศนาสำนวนภาษา

เป็นยังไงครับ

ปริศนาแบบเล่นคำ เล่นสำนวน หรือเป็นคำผวนก็ได้ ก็อย่างเช่น ถามว่าฟันพระตกน้ำจะบาปไหม บางคนก็อาจจะบอกว่าไม่บาป บางคนก็ตอบว่าบาป

ไม่บาปได้ไงเจ๊เอามีไปฟันพระจนตกน้ำตายน่ะ ผมว่า ผู้ชมหัวเราะครืน

บางคนก็อาจจะคิดอย่างนั้น แต่คำถามของเราถามว่า ฟันพระตกน้ำจะบาปไหม เราหมายถึงฟันปลอมของพระตกน้ำ ไม่ใช่การทำร้ายพระ ก็จะเฉลยว่าไม่บาป คือเราจะไม่ถามคำถามจนละเอียดขนาดนี้น่ะค่ะ

อ๋อ

ใบพลูใบหนึ่งปูนอนได้ไหม

จะไปปูนอนได้ยังไงเจ๊ ใบพลูมันเล็กกว่าฝ่ามือ

พี่ต่อบอกว่าปูนอนไม่ได้ เพราะพี่ต่อคิดว่าเค้าถามว่าเราจะเอาใบพลูมาปูนอนได้ไหม แต่ว่าไมได้ เพราะใบพลูมันเล็ก แต่คราวนี้เราลองกลับคำถามใหม่ ถ้าตอบว่าปูนอนได้ก็จะหมายถึงปูตัวเล็กๆขึ้นมานอนบนใบพลู ไม่ใช่เอาใบพลูมาปูให้ตัวเราเองนอน

อ๋อ อย่างนี้นี่เอง

พี่ต่อกับพี่ป่านเชื่อไหม ต้นมะพร้าวที่บ้านเค้าที่นนทบุรีน่ะ ต้นสูงมาก สูงจนลูกมะพร้าวหล่นลงมาสามวันสามคืนยังไม่ถึงพื้นดินเลย ยายแก้มบุ๋มบอกพลางยิ้มๆ

จะบ้าตาย ต้นมะพร้าวอะไรสูงขนาดนั้น ผู้ชมหัวเราะครืน

นั่นน่ะสิ มีด้วยหรอ น้องป่านว่า

คงจะมีแต่บ้านเจ๊เค้าที่เดียวนี่แหละในโลกนี้น่ะ ต้นมะพร้าวบ้าอะไรสูงขนาดนั้น

ฟังเค้าให้จบก่อนสิพี่ มะพร้าวยังหล่นไม่ถึงพื้นก็เพราะว่ามันหล่นไปค้างต้นไม้ที่อยู่ข้างล่างไง ค้างอยู่ตั้งสามวันยังไม่หล่นถึงพื้นไง ยายแก้มบุ๋มหันมาพูดกับผม

มันน่าไล่เตะตูดลายไหมเนี่ยเจ๊ ถามอะไรกวนๆจังนะ ผมว่า ผู้ชมฮา ยายแก้มบุ๋มหัวเราะหึๆ

พี่ต่อคิดว่าต้นมะพร้าวมันสูงมากเลยใช่ไหม เค้ายังไม่ได้บอกว่ามันสูงขนาดนั้น คี่บอกว่าสามวันมันยังไม่ถึงพื้นเพราะว่าลูกมะพร้าวมันค้าอยู่ต้นไม้ต้นอื่นไง

ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วหัวเราะ ก่อนจะพูดต่อ

ปริศนาของภาคกลางส่วนมากก็จะถามด้วยคำขึ้นต้นว่า อะไรเอ่ย แต่ถ้าเป็นของภาคอีสานก็มีหลายคำ เช่น แม่นหยังเอ่ย ......อีหยังเอ๊ย... หรือว่าแม่นหยัง ส่วนมากปริศนาที่นำมาทายก็จะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

ลองยกตัวอย่างมาสักหนึ่งตัวอย่างสิครับ

แบ่งเป็นเนื้อหา ก็อย่างเช่นเนื้อหาเกี่ยวกับมนุษย์ แม่ที่บ่แม่นแม่เฮา แม่ของเพิ่นแต่เฮาฮ่องแม่ ภาษากลางก็คือ แม่ที่ไม่ใช่แม่ของเรา แม่ของเขา แต่เราเรียกแม่ คำตอบก็คือแม่ชี ยายแก้มบุ๋มพูด ผู้ชมร้องอ๋อกันถ้วนหน้า

ต่อมาก็เนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์ บักน่อยๆถือแพแดงลอดพุ่ม ภาษากลางก็คือเด็กน้อยถือแพแดงลอดพุ่มไม้ คำตอบคือมดแดง

“ถ้าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับพืชผักก็จะเป็นอย่างเช่น ตังแตน่อยๆ นุ่งซิ่นสีเขียว ใญ่ขึ่นม้านุ่งซิ่นสีแดง”

“ก็คือพริก”

“ใช่ คือพริก มีเนื้อหาเกี่ยวกับผลไม้ด้วย แม่นหยังเอ่ย ไก่ผู่ลายนอนตายฮิมฮั่ว ภาษกกาลางก็คือ ไก่ตัวผู้ลายนอนตายอยู่ริมรั้ว คำตอบก็คือ สับปะรด”

“เนื้อหาเกี่ยวกับอาชีพ เช่น การประมงก็ แม่นหยังเอ่ย มีหาง มีตา กินปลาเป๋นแนวกิ๋น ก็คือแห ออกจากบ้านไค่หัวฮิๆ เมือบ้านมาต้ำต๋าย้อยซิๆ ก็คือแหอีก เนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ อย่างเช่นกระบวยตักน้ำกินก็ แม่นหยังเอ๊ย บักหัวโล้น โตนน้ำแต่ดึก ก็คือไอ้หัวโล้น กระโดดน้ำแต่ดึก ก็คือกระบวยตักน้ำ”

“แล้วเกี่ยวกับบ้านที่อยู่อาศัยนี่มีไหมครับ”

“มีค่ะ อย่างเช่น แม่นหยังเอ่ย ซ้างสานอยู่ในวัง เปียกแต่ข้างหลัง ข้างห้องบ่เปียก ก็คือบ้าน แม่นหยังเอ่ย ประตู๋ปิด หลังค้าก่อเปิด อะไรรู้ไหม คอกวัวคอกควายไง ถามไปเมื่อกี้น่ะ พี่ต่อ” ผู้ชมหัวเราะกันครืน

“ พี่.....พี่สมควรที่จะได้เข้าไปอยู่ในนี้ใช่ไหมเจ๊” ผมถามพลางหัวเราะ

“มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ แม่นหยังเอ่ย สุกเต๋มดินเก็บกิ๋นบ่หมด สุกเต๋มฟ้ากายื้อบ่อฮอด”

“คืออะไรคะ”

“แดดกับดาว”

“เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของชาวอีกสานก็ แม่นหยังเอ่ย คนเบิ๊ดบ้านกิ๋นน้ำบ่อเดี๋ยว เที่ยวท้างเดี๋ยว บ่เหยียบฮอยกั๋น ก็คือคนไปรับศีลพระ”

“อ๋อ”

แล้วยายแก้มบุ๋มก็พูดสรุป

“เอาล่ะค่ะ ปริศนาคำถามเป็นศิลปะการใช้ภาษาอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดหลักแหลม หรือทดสอบเชาวน์ปัญญาและไหวพริบของผู้ถามและผู้ตอบ เป็นลักษณะการสอนหรือให้ความรู้คล้ายๆโดยการใช้คำถามและคำตอบเป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็ให้ความสนุกสนานไปด้วย คำตอบของปริศนามักจะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง ถ้าไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน ดังนั้นอกจากจะให้ความรู้แล้ว การทายปริศนายังเป็นการละเล่นเพื่อความบันเทิงอีกด้วยนะคะ ส่วนตัวบทปริศนามักจะเป็นถ้อยคำที่คล้องจองกันเพื่อให้จดจำง่ายและแสดงให้เห็นถึงความงามด้านภาษา ถึงแม้ว่าจะใช้ถ้อยคำง่ายๆ ตามแบบชาวบ้าน แต่ก็มีความไพรเราะ แฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นเก่ามายังคนรุ่นใหม่ ปริศนายังคงคงอยู่ในสังคมไทยเรามาได้ทุกยุคทุกสมัย และที่สำคัญ ปริศนายังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยเราที่เราควรภาคภูมิใจอย่างหนึ่งด้วยค่ะ...”

ยายแก้มบุ๋มพูดจบ ผู้ชมก็ปรบมือให้

“เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้วนะคะ” น้องป่านพูดพร้อมกับยกมือดูนาฬิกาข้อมือที่ใส่มา “คงจะต้องขอยุติการแสดงบนเวทีไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ พอดีว่า.....”

“หมดเวลาแล้วล่ะค่ะ” ยายแก้มบุ๋มพูด

“ใช่แล้วค่ะหมดเวลาแล้ว ยังไงก็ต้องกราบขออภัยผู้ชมด้วยนะคะ ถ้าหากว่าเล่นอะไรออกไปแล้วอาจจะดูหยาบคายและรุนแรงไปหน่อ แต่ยังไงก็คือการแสดงนะคะ จะให้ตลกขบขันก็ต้องมีอะไรที่ฮาๆแบบนี้กันหน่อยนะคะ”

“ถ้าหากว่าที่พวกเราเล่นกันมาไม่เหมาะสมยังไงก็ต้องกราบขออภัยผู้ชมและบรรดาครูผู้สอนด้วยนะคะ” พวกเราสามคนก้มลงไหว้พร้อมๆกัน ผู้ชมปรบมือให้อีกครั้ง

“วันนี้ต้องขอขอบคุณไปยังบริษัท จูเนียร์โฟลว์ไลน์ จำกัดมหาชนและบริษัท จูเนียร์เร็คคอร์ด จำกัดครับ”

“ค่ะ ขอขอบคุณคุณทวีชัยสายชลที่เอื้อเฟื้อการจัดงานในครั้งนี้ด้วยนะคะ ขอขอบคุณไปยังจูเนียร์สตูดิโอแปดที่เอื้อเฟื้อการถ่ายทำด้วยค่ะ”

“ขอขอบคุณวงดนตรีจากทีมงานจูเนียร์มิวสิคที่เล่นกันสดๆด้วยนะคะ ขอบคุณเสื้อผ้านักแสดงและพิธีกรจากห้องเสื้อผ้าจูเนียร์สตูดิโอ และท้ายสุดค่ะ ขอขอบคุณสมาชิกจากจูเนียร์เฮ้าส์ มอนเตสเซอรี่ในเครือของจูเนียร์โฟลว์ไลน์ ขอบคุณน้องๆทุกคนค่ะ....”

ยายแก้มบุ๋มพูดเป็นคนสุดท้าย ผู้ชมปรบมือและส่งเสียงเฮกันใหญ่

“ จากลากันไปก่อนนะคะ พบเจอกันใหม่โอกาสหน้า วันนี้เราสามคนและทีมงาน จูเนียร์โฟลว์ไลน์ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ.....” หลังจากพูดจบ นักดนตรีประโคมดนตรีส่งท้าย

ผู้ชมปรบมือและส่งเสียงเฮให้ไม่ขาดสาย เราสามคนโบกมือให้ผู้ชม กล้องบนคานเหล็กทำหน้าที่ของมันไป ไฟสีแดงๆติดอยู่ที่กล้อง พร้อมๆกับคานเหล็กถึงดันให้เลื่อนผ่านเหนือหัวผู้ชมอย่างช้าๆ ยายแก้มบุ๋มกับน้องป่านโบกมือให้กล้องตัวที่ว่านี้ หลังจากนั้นไฟสีแดงมาติดขึ้นที่ตรง กล้องที่ไอ้บอยกกับพวกช่วยกันลากไปตามรางเลื่อนที่อยู่บนพื้น จากนั้นไฟย้ายไปติดตรงกล้องบนคานเหล็กที่ตอนนี้เคลื่อนออกไปไกลแล้ว ยายแก้มบุ๋มกระโดดโลดเต้นโบกไม้โบกมือให้อย่างกับเด็กอนุบาล

ผู้ชมยังส่งเสียงพึมพำไม่ขาดสาย เราสามคนยืนรออยู่จนกระทั่งไฟที่กล้องแต่ละตัวเปลี่ยนเป็นสีเขียวหมดกันทุกตัวแล้ว ที่หน้าจอทีวีบนเวทีก็ปรากฏภาพเคลื่อนไหวของโลโก้จูเนียร์โฟลว์ไลน์อยู่ทีหน้าจอ ผู้ชมค่อยๆเงียบเสียงลง ดนตรีหยุดบรรเลง

“เดี๋ยวอย่างเพิ่งหนีออกไปไหนนะคะ เชิญสมาชิกจูเนียร์โฟล์วไลน์และในเครือร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่โต๊ะอาหารด้านข้างเวทีเลยนะคะ ส่วนน้องๆจากมอนเตสเซอรี่เดี๋ยวไปช่วยพี่ๆตั้งโต๊ะอาหารกัน เราจะมากินข้าวด้วยกัน” ยายแก้มบุ๋มประกาศอยู่บนเวที ส่วนผมกับน้องป่านช่วยกันเคลียร์พื้นที่บนเวที เก็บขยะที่ทำเลอะเทอะบนเวทีไปทิ้ง แล้วน้องป่านไปช่วยเพื่อนๆจัดโต๊ะอาหารของพี่ๆที่ด้านข้างเวที ผมเดินลงเวที ส่งไมค์โครโฟนคืนน้องปูม้าไป แล้วเดินลงไปช่วยพวกผู้ชายจัดโต๊ะอาหารให้น้องๆที่ด้านล่าง ใช้เวลานานมาก กว่าจะจัดโต๊ะอาหารเสร็จ แล้วไปช่วยเพื่อนๆยกจานอาหารมาวางที่โต๊ะให้น้องๆ เที่ยงนี้อาหารของน้องๆมีข้าวมันไก่ ข้าวผัดไข่ดาวราดซอสหวาน เลือกเอาเองว่าใครจะกินอะไร มีขนมหวานเป็นของกินเล่นคือขนมหวานลอดช่องน้ำกะทิ ขนมปังปอนด์ สอดไส้แยมสีต่างๆ มีขนมเยอะแยะ จัดอาหารให้น้องๆเสร็จแล้วผมก็พาเพื่อนๆที่ลงไปจัดอาหารให้น้องๆช่วยกันพาไปที่โต๊ะอาหารข้างเวที ช่วยกันเอาจานอาหารมาเรียงไว้บนโต๊ะก่อนจะตักข้าวผัดใส่จานแจกทุกคน

ยายแก้มบุ๋มเดินลงเวทีมาแล้ว จูงเอาน้องบิวมานั่งกินข้าวด้วยกัน ผมนั่งอยู่ตรงข้ามกับไอ้บอย ที่โต๊ะนี้มีสมาชิกจูเนียร์โฟลว์ไลน์มาร่วมรับประทานอาหาร จำได้ว่าโต๊ะนี้มีผม ไอ้บอย ยายแก้มบุ๋ม น้องปูม้า น้องส้มกับน้องชมพู่ และบรรดาเหล่านักดนตรีจากวงจูเนียร์มิวสิคมาร่วมโต๊ะด้วย โต๊ะถัดไปเป็นของพวกซุ้มอีสานที่จัดแยกไว้ให้ต่างหาก เพราะพวกเขาชอบกินข้าวด้วยกัน ของกินก็ไม่พ้นส้มตำอีสานที่เหลืออยู่อีกสองกะละมัง ข้าวเหนียวอีกสามกระติก นักดนตรีลงมากินข้าวกับพวกเด็กอีสานด้วย ส่วนพวกบรรดาช่างกล้องช่างเทคนิคยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น

ส่วนสมาชิกขาประจำของจูเนียร์เร็คคอร์ด มีน้องฟ้าใสพิไลวรรณ น้องโบนัส ขวัญใจ ชัยดำรงศ์ น้องจอยใจงาม น้องมาลัย น้องมายใหญ่ น้องใหม่เล็กน้องใหม่ใหญ่ น้องริบบิ้นรัชนก และศิลปินมือสมัคเล่นอีกหลายคนในค่ายไปรวมตัวกินข้าวอยู่อันอีกโต๊ะหนึ่งที่เขาจัดไว้ให้โดยเฉพาะ แตงจีนก็ไปกับเขาด้วย เป็นเด็กเสริฟ์อาหารให้ แล้วก็ไปร่วมกินกับพวกนั้นไปด้วย

แดนเซอร์จูเนียร์โฟลว์ไลน์ทุกคนนั่งกินข้าวกันอยู่ที่โต๊ะหลังเวที เพื่อความเป็นส่วนตัว เหล่าบรรดาช่างกล้องและช่างเทคนิคทุกคนมารวมกันที่โต๊ะอาหารแล้ว บรรดาครูผู้สอนเด็กๆในมอนเตสเซอรี่ก็นั่งกินข้าวกันอีกฟากหนึ่งของเวที ที่โต๊ะจัดแยกไว้ให้

“ข้าวผัดน่ะไม่ต้องตักให้เค้าเยอะพี่ต่อ”

ยายแก้มบุ๋มบอกตอนผมกำลังจะตักข้าวให้ใส่จาน

“ทำไมเจ๊ กลัวกินไม่หมดหรอ” ผมถามแล้วตักข้าวใส่จานให้เธอ

“เดี๋ยวเค้าจะไปกินข้าวเหนียวส้มตำที่โต๊ะนู้น” ยายแก้มบุ๋มบอกแล้วชี้ไปที่โต๊ะของเด็กอีสานที่กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่

“อ๋อเหรอ นึกว่าอะไร แค่นี้พอไหมเจ๊” ผมตักข้าวใส่จานแล้วถาม

“แค่นี้พอแล้วล่ะ” ยายแก้มบุ๋มบอก ผมเลยเดินไปตักข้าวให้คนอื่นต่อ

เสร็จแล้วตักใส่จานของตัวเองเสียจนพูนชาม ซึ่งก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะผมเป็นคนกินจุพอๆกัน แล้วเริ่มลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าเข้าปาก คนอื่นๆก็กินกันไป

“พี่ต้น มาพอดีเลย ช่วยไปปิดแอร์ในสตูดิโอให้หน่อยได้ไหมคะ เปิดมารตั้งแต่เช้าแล้ว เที่ยงนี้ปิดไว้สักหนึ่งชั่วโมง บ่ายๆค่อยเปิด” เสียงยายแก้มบุ๋มบอกคนที่เดินผ่านมา

“โอเค เดี๋ยวพี่ไปปิดให้นะ”

“ขอบคุณค่ะ”

ผมนั่งกินข้าวผัดไปเรื่อยๆ บางคนกินอยู่ บางคนก็กินหมดแล้ว นั่งเรอกันถ้วนหน้า

“ลอดช่องน้ำกะทิหวานๆมาแล้วจ้า ขนมปังทาแยมก็มีมีนะ สีน้ำเงิน สีแดง สีเขียว สีเหลืองก็มีจ้า”

ผมเงยหน้ามองก็เห็นสาวใต้แตงจีนกับน้องโบนัสช่วยกันถือถาดใส่ขนมหวานเดินเข้ามา แตงจีนถือถาดลอดช่องใส่ถ้วยเล็กๆ น้องโบนัสถือถาดใส่ขนมปังก้อนที่ผ่าครึ่งแล้วทาแยมไว้ด้านใน มีหยดแยมเป็นหยดไว้บนขนมปังเพื่อบอกให้รู้ว่าเป็นรสอะไร สีอะไร หลายคนหยิบขนมปังมา บ้างก็หยิบถ้วยขนมลอดช่องมาตักกิน ผมหยิบขนมปังไส้สีน้ำเงินมาสองอัน ยายแก้มบุ๋มและทุกคนหยิบถ้วยขนมลอดช่องมากันหมดทุกคน ยกเว้นผมคนเดียว แต่ขนมปังสีเหลืองไม่มีใครหยิบมากินสักอันเดียว

“อ้าวพี่ ทำไมไม่หยิบลอดช่องไปกินล่ะ มันอร่อยนะ” แตงจีนถาม

“แล้วแตงจำหนอนลอดช่องตัวนั้นได้ไหม” ผมถามพลางยิ้มๆ

“ไม่มีหรอกน่าพี่ เอาไปกินเถอะ” แตงจีนยกถ้วยลอดช่องวางให้ผม

“น้องโบนัส พี่อยากได้ขนมปังรสนมน่ะ มีไหม” ไอ้บอยถาม

“นม” น้องโบนัสทวนคำถาม ตีสีหน้างงๆ ไอ้บอยหัวเราะหึๆ

“นมาตราหมีน่ะ นมข้นหวานน่ะ มีแบบนี้ไหม”

“อ๋อมีค่ะ เดี๋ยวน้องโบนัสไปเอามาให้ค่ะ” น้องโบนัสพูดแล้วเดินถือถาดออกไป พร้อมกับแตงจีน ส่วนไอ้บอยแอบหัวเราะหึๆลับหลังน้องโบนัส

ผมกินข้าวผัดหมดแล้ว เอาช้อนมาตักกินลอดช่อง หมดแล้วเอาขนมปังขึ้นมากินไป น้องโบนัสเอาขนมปังมาให้อีก คราวนี้มีขนมปังไส้นมที่ไอ้บอยมันขอไว้มาให้มันด้วย

นั่งกินขนมปังที่น้องโบนัสยกถาดมาให้ไป นั่งคุยกันไป แล้วสักพักก็ได้ยินเสียงเพลงจากลำโพงดังขึ้นมา ไม่รู้ว่าใครเปิดเพลง น้องบิวเดินออกไปจากโต๊ะโดยที่ยายแก้มบุ๋มไม่ทันสังเกตเห็น พอกินขนมปังหมด ยายแก้มบุ๋มก็เดินไปกินข้าวเหนียวส้มตำที่โต๊ะอีสาน น่ากลัวแม่คุณกินมั่วซั่วจะท้องไส้ปั่นป่วนเอาง่ายๆ บ่ายนี้ต้องขึ้นโชว์อีก เป็นอะไรไปแล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้

นั่งกินกินกันไป ฟังเพลงกันไป คราวนี้ยายแก้มบุ๋มหิ้วกระติกข้าวเหนียวมาวางบนโต๊ะของเรา แล้วยกกะละมังส้มตำใบเล็กๆมาตักแจกทุกคนที่นั่งอยู่ พร้อมคดข้าวเหนียวส่งให้ทุกคน ยายแก้มบุ๋มนั่งกินอีกนิดหน่อย เรานั่งกินกันไปอย่างเอร็ดอร่อย

“เห็นน้องบิวไหมคะพี่ต่อ” ยายแก้มบุ๋มถาม

“เมื่อกี้เห็นลุกออกไป ไม่รู่ว่าไปไหน ไปห้องน้ำมั้ง เดี๋ยวคงกลับมาล่ะ” ผมว่า แล้วปั้นข้าวเหนียวกินกับส้มตำต่อ

เพลงเปิดต่อเนื่องไป แต่สักพักก็เงียบไป ผมกับคนอื่นๆก็นั่งกินกันไป และแล้วก็มีการแสดงขึ้นบนเวที ผู้ชมปรบมือให้ ผมหันไปมองกับคนอื่นๆก็ไม่เห็น เพราะลำโพงมันบังไว้ หลายคนลุกขึ้นไปยืนดูข้างๆเวที ผม ไอ้บอยและยายแก้มบุ๋มไม่ได้ลุกไปดูกับเขา สักพักคนที่เดินไปดูก็กลับมานั่งที่เดิม ผมไม่ได้สนใจอะไร หลายคนลุกออกไปจากโต๊ะ ผมยังนั่งกินส้มตำอยู่ที่เดิม ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงพูดอยู่ปาวๆคนเดียว สักพักคล้ายเหมือนได้ยินเสียงเพลง นึกว่าเขาเริ่มแสดงกันแล้วหรือไร ถามไอ้บอยก็รู้ว่าเป็นโชว์คั่นเวลาอาหารเที่ยง ผมก็นึกว่าอะไร นั่งกินข้าวเหนียวส้มตำกันต่อ ยายแก้มบุ๋มก็ก้มหน้าก้มตากินไป

ระหว่างที่พวกเรานั่งกินกันอยู่ มีเสียงเพลงดังขึ้นมาอีก เขาคงเปิดจากแผ่นเอา แล้วก็ได้ยินเสียงเด็กร้องเพลง เพลงนี้ผมจำได้ดี

“โรงเรียนล่ะของหนูเก่าเก่า โรงเรียนล่ะของหนูเก่าเก่า มีครูผู้เฒ่าอยู่สองสามคน เป็นโรงเรียนเล็กสุดในตำบล เป็นโรงเรียนเล็กสุดในตำบล เด็กชายสิบคนบ่พอทีมฟุตบอล”

ผมได้ยินเพลงนี้แล้วแอบมองหน้าไอ้บอย ไอ้บอยก็มองหน้าผม ผมบุ้ยใบ้ให้มันฟังฟังเพลงนี้ มันก็ฟังอยู่สักพัก พอรู้ว่าผมจะบอกอะไรกับมัน มันก็ยิ้มๆ แล้วผมกับไอ้บอยก็หัวเราะกันเบาๆ ยายแก้มบุ๋มหันมามองผม ผมจึงกินข้าวเหนียวส้มตำต่อ

“การสอนปฏิรูปยุคใหม่ คุณครูท่านใช้รวมห้องกันสอน ปอสี่เรียนปอห้าเล่นถ่าก่อน ปอสี่เรียนปอห้าเล่นถ่าก่อน หรือไปเตะฟุตบอลรอซุมปอสี่....”

ผมกับไอ้บอยยิ้มๆให้กันแล้วมองหน้ายายแก้มบุ๋มที่กำลังหม่ำอยู่ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นผมกับไอ้บอยยิ้มๆ แล้วมองหน้ายายแก้มบุ๋ม

“ยิ้มอะไรกันน่ะพี่” ยายแก้มบุ๋มถาม ผมกับไอ้บอยหัวเราะกันเบาๆ ยายแก้มบุ๋มหยิบแก้วน้ำหวานขึ้นมาดื่ม บนเวทียังได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องเพลงอยู่

“ไอทีคอมพิวเตอร์แฮงจอด ไฟฟ้าบ่ฮอดครูผู้เฒ่าปวดหัว โรงเรียนเลิกไปหาหญ้าให้งัว โรงเรียนเลิกไปหาหญ้าให้งัว หรือไปปลูกบักถั่วอยู่หัวนาตีนดอน”

ยายแก้มบุ๋มกินๆอยู่แล้วก็ลุกจากเก้าอี้พร้อมกับพูดว่า

“ใครมันร้องวะเพลงนี้เนี่ย” เธอหยิบข้าวเหนียวก้อนเล็กๆเข้าปากพร้อมกับเคี้ยวๆ แล้วเดินไปดูข้างๆเวที ผมกับไอ้บอยแอบหัวเราะ สักพักยายแก้มบุ๋มก็เดินกลับมา นั่งเก้าอี้แล้วหยิบข้าวเหนียวมากินกับส้มตำต่อ

“น้องบิว กับน้องชมพู่ขึ้นร้องเพลง” ยายแก้มบุ๋มว่า

“เจ๊ เจ๊เคยได้ยินเพลงนี้ที่ไหนมะ” ผมเอ่ยปากถามพลางยิ้มๆ ยายแก้มบุ๋มส่ายหัว

“ไม่เคยอ่ะ เพลงใครก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินเลย”

ผมกับไอ้บอยหัวเราะร่า

“หัวเราะอะไรกันพี่ ตลกอะไรกันเหรอ” ยายแก้มบุ๋มถาม สีหน้างงๆ เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ

“พี่ถามจริงๆนะ เจ๊ไม่รู้จริงๆเหรอว่าเพลงนี้น่ะเพลงของน้องเบนซ์น่ะน่ะ”

“หา เพลงน้องเบนซ์เหรอ” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางยิ้มๆ หันไปมองเวที

“เพลงอะไรน่ะ” ยายแก้มบุ๋มหันมาถามต่อ

“โรงเรียนของหนูไงเจ๊” ผมบอก แล้วหัวเราะกับไอ้บอย

“อ๋อ เค้าจำได้แล้ว เค้าเคยร้องตอนเป็นเด็กๆไง ถ้าพี่ต่อไม่บอกเค้าก็ไม่รู้นะเนี่ย”

ผมกับไอ้บอยหัวเราะกันอีกรอบ ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่างอายๆ พลางมองผมกับไอ้บอย

“เด็กน้อยก่อนประถมแฮงแย่ เดี๋ยวนี้ไคแหน่ผู้ใหญ่เผิ่นช่วยสอน กิจกรรมกินนมแล้วกะนอน กิจกรรมกินนมแล้วกะนอน ถึงยามหน้าร้อนพัดลมก็บ่มี....โอ่โอ้โอ๊...โอ๋ละหนอ”

“อิ่มรึยังเจ๊ พี่อิ่มแล้วนะ......เอิ๊ก”

“เรอได้น่าเกลียดมากเลยนะพี่ เค้ายังไม่อิ่ม ที่กินไปนี่แค่ครึ่งท้องเอง”

“ครึ่งท้อง! กระเพาะเจ๊ใหญ่เท่าโอ่งรึยังไง กินไปแค่นี้บอกว่าครึ่งท้อง”

ไอ้บอยหัวเราะลั่น

“น่า..อีกนิดเดียว ข้าวเหนียวหมดแล้วเค้าก็พอแล้ว” ยายแก้มบุ๋มชี้ในจานข้าวเหนียวของตัวเอง ไอ้บอยหยุดกินแล้วดื่มน้ำตามอีกหลายอึก

“....หากดวงหนูดี ปลายปีได้เป็นที่หนึ่ง เขาคงเอาหนูไปอยู่กรุงเทพ หนูคงคิดถึง แม่และไอ้ด่าง หมาน้อยที่เป็นเหมือนดั่ง เพื่อนเก่ายามยังล่ะอดอยากยากเย็น...”

พอร้องถึงเพลงนี้ ผมเอ่ยปากถามยายแก้มบุ๋ม

“จำได้ไหมเจ๊ เพลงนี้ชื่อเพลงว่า.....”

“แม่จ๋าหนูอยากดัง” ยายแก้มบุ๋มตอบโดยไม่ต้องคิด หยิบข้าวเหนียวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

“แล้วตอนนี้ดังรึยังล่ะ”

“ดังแล้ว” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วยิ้ม

“เมื่อไหร่จะดับล่ะ” ไอ้บอยแกล้งถาม

“อ๋อ... ไม่พรุ่งนี้ก็มะรืนนี้แหละจะบ้าเหรอพี่บอย” ยายแก้มบุ๋มว่า ผมกับไอ้บอยหัวเราะลั่น

“ยังจะดังอยู่อีกเรื่อยๆ ถ้ายังตาย” ยายแก้มบุ๋มพูดพลางหัวเราะ

“เพลงนี้ล่ะเจ๊ ชื่อเพลงว่าอะไร” ผมถามเมื่อได้ยินเสียงดนตรีเพลงขึ้น ยายแก้มบุ๋มหันไปมองเวที แวบเดียวก็หันมากินต่อ

“....หนูเป็นนักเรียน อยู่ภาคอีสาน ไม่ค่อยชำนาญเรื่องการเว้าไทย วันหนึ่งรองเท้าหนูหาย ไม่รู้จะทำยังไง จึงตัดสินใจ ไปบอกคุณครู....”

“อ๋อเพลงนี้ไง เกิบเสีย” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วตักส้มตำเข้าปาก

“....คุณครูขาเกิบหนูเสียค่ะ คุณครูขาเกิบหนูเสียค่ะ...”

ยายแก้มบุ๋มแอบหัวเราะนิเดหน่อย ข้าวเหนียวในจานเริ่มใกล้จะหมดแล้ว

ที่บนเวทียังมีเด็กๆร้องเพลงต่อไป

“ ....หยอดวันละบาท วันละบาท เก็บวันละบาทวันละบาท มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท....”

“....อ้อมแขนแม่กอด ตลอดเวลาอบอุ่น ตักเคยนอนหนุน มือค่อยลูบหัวเบาเบา ปลอบย้อน ยามลูกเหงาลูกเศร้า คอยเว้า คำหวานหวานให้ฟัง....”

“...กลางคืนก็เวียนมาถึง พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน รีบอาบน้ำแปรงฟันก่อนนอน หนูขอหลับก่อนความมืดจะมา....”

“....เงินตรา ลูกรู้ว่ามันสำคัญ แต่ความเหงานั้น มันเริ่มสร้างปัญหา ไม่มีโอกาส กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ไม่มีเวลา บางคราน้ำตาลูกไหล....”

“....เดี๊ยนจะเล่า อะไรให้ฟัง ฟังนะคะผู้ฟัง ฟังนะฟังดีดี เรื่องเล่าเช้านี้ ฟังให้ดีดีเดี๋ยวจะรีให้ฟังรีให้ดังแรงแรง....”

ที่โต๊ะอาหาร....ยายแก้มบุ๋มกินข้าวอิ่มแล้ว

“เดี๋ยวเค้าขอไปล้างมือก่อนนะ อิ่มแล้ว” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วลุกจากเก้าอี้

“แล้วรีบมานะเจ๊ มาช่วยกันเก็บโต๊ะ แล้วตอนบ่ายๆจะขึ้นโชว์อีกไม่ใช่หรอเจ๊น่ะ”

“รู้แล้วน่า เดี๋ยวเค้ามาก่อนนะ ค่อยไปเก็บโต๊ะ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วเดินออกไป

ผมกับไอ้บอยนั่งคุยกันที่โต๊ะอาหาร บนเวทียังมีเด็กขึ้นมาร้องเพลงสลับกันไป แปลกใจว่าทำไมคราวนี้ยายแก้มบุ๋มไปนานกว่าเก่า

“ทำไมแพนด้าน้อยของเราไปล้างมือนานจังวะบอย”

“ไม่รู้สิพี่ สงสัยคงท้องเสียอยู่ในห้องน้ำมั้ง”

“ฮ่าๆๆๆๆ” ผมกับไอ้บอยหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

สักพักยายแก้มบุ๋มก็กลับมาที่โต๊ะ เธอแอบเปลี่ยนชุดใหม่ด้วย นี่ล่ะมั้งที่เธอหายไปนานน่ะ

“อ้าว หายไปไหนมาตั้งนานเจ๊ พี่นึกว่าเจ๊ท้องเสียคาห้องน้ำซะอีก” ผมพูดพลางหัวเราะ ไอ้บอยยิ้มๆ

“บ้า เค้าไปเปลี่ยนชุดมาต่างหาก สวยไหมพี่” ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆแล้วหมุนตัวให้ดู เธอเปลี่ยนชุดมาในแบบชุดคุลมอีก แต่เป็นสีขาว รองเท้าส้นสูงสีขาว เธอปล่อยผมด้วยนะ เรียบตรงสวยเชียว มีรุ้งอันสีขาวๆคาดผมอยู่ด้วย

“สวยมากเลยเจ๊ ว่าก็ว่านะ เจ๊ใส่ชุดสีอะไรก็ดูสวยไปหมดแหละ” ขนาดให้ลองทำขี้เหร่ยังน่ารักอยู่เลย

“จริงเหรอ” ยายแก้มบุ๋มแล้วยิ้ม

“ก็จริงสิ เจ๊สวยจริงๆนะ ถามไอ้บอยก็ได้ จริงม๊ะบอย”

“จริงสิ ถ้ามีดอกลั่นทมสีขาวๆมาแซมอยู่ที่ผมของขวัญพี่ว่าจะเหมาะมากเลยแหละ”

ไอ้บอยพูด ยายแก้มบุ๋มตะโกนว่าแล้วกระทืบเท้าเร่าๆ ตีสีหน้าไม่พอใจ

“ไอ้พี่บอยง่ะ พูดอะไรเป็นมงคลเลย ฮึ....ไม่คุยด้วยแล่ว”

ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วลงส้นเท้าออกไป ผมกับไอ้บอยมองตามหลังยายแก้มบุ๋ม

“บอย”

“อะไรพี่”

“แพนด้าน้อยเค้างอนแกแล้วนั่นน่ะ เอาไผ่ไปง้อเค้าหน่อยดิ ฮ่าๆๆๆๆ”

“ได้ๆ เดี๋ยวเอาส้มตำปลาร้าไปง้อด้วยดีกว่า”

“เออแล้วรอบนี้แกจะเป็นตากล้องอยู่ไหม พี่ว่าจะให้แกขึ้นไปเล่นมุขกับพวกเขาแทนพี่หน่อยน่ะ พี่จะไปเป็นตากล้องบ้าง” ผมว่า

“โอย อย่าดีกว่า ฉันว่าพี่เล่นอยู่บนเวทีน่ะดีแล้ว ครั้งที่ผ่านๆมาพี่เองก็ไม่ค่อยขึ้นเวทีเล่นกับขวัญเค้านานแล้ว ครั้งนี้ฉันว่าพี่เล่นให้ครบๆรอบนี้เถอะ ฉันว่าจะขอน้องเค้าขึ้นเวทีเล่นด้วยคนสักหน่อยเบื่อตากล้องเต็มทนแล้ว พี่ออกโรงครั้งไหนฉันออกไปด้วย เราเป็นคู่หูกัน”

“ตามใจสิ ถ้าเจ๊เค้าอนุญาตให้แกขึ้นเวทีด้วยได้ แกก็เล่นกับพี่ได้” ผมว่า ไอ้บอยไม่พูดอะไรต่อ หยิบขนมปังรส “นม” ที่น้องโบนัสทำมาให้เป็นพิเศษขึ้นมากิน พลางยิ้มๆ

ต่อมาผมได้ยินเสียงยายแก้มบุ๋มขึ้นไปพูดบนเวที

“เอาล่ะค่ะ น้องๆเพื่อนๆพี่ๆกินอิ่มกันรึยังเอ่ย......ถ้ากินอิ่มแล้วพี่ๆจะขอลงไปเก็บจานเก็บโต๊ะกันแล้วนะ แล้วเดี๋ยวเราจะมาดูการแสดงบนเวทีกันต่อ เอาล่ะ เชิญพี่ๆทีมงานไปเก็บจานเก็บโต๊ะเลยค่ะ”

“บอย เราว่าไปช่วยเขาเก็บโต๊ะก่อนดีไหม” ผมถาม เห็นพี่เลี้ยงสมาชิกมอนเตสเซอรี่ลุกเดินตรงไปยังกลุ่มผู้ชมที่นั่งกินกันอยู่ด้านล่างเวที เพื่อไปช่วยกันเก็บโต๊ะ

“ไปก็ไป” ผมกับไอ้บอยลุกขึ้นจากเก้าอี้ ไอ้บอยเดินไป กินขนมในมือไป จนเราสองคนเดินมาแยกกันที่หน้าเวที แล้วเข้าไปช่วยกันเขายกโต๊ะยกจานย้ายออกไปจากสตูดิโอ เอาไปรวมกันไว้ที่กลางลานล้างจาน เลิกงานนี้แล้วพวกพี่เลี้ยงจะมาช่วยกันล้างจานกับโต๊ะแยกชิ้นส่วนประกอบที่เปื้อนเศษอาหารเหล่านี้ ยายแก้มบุ๋มยังยืนประกาศอยู่บนเวที

“ตรงไหนที่พี่เอาโต๊ะออกไปแล้วน้องๆจัดเก้าอี้ให้เหมือนตอนเมื่อเช้าเลยนะ....น้องๆ ตรงนี้อีกตัวหนึ่งน่ะ นั่นล่ะ จัดดีๆ จัดเก้าอี้ให้ตรงๆเป็นแถวเหมือนเมื่อเช้าเลย....จัดเสร็จแล้วน้องๆพี่ๆเพื่อนๆไปเข้าห้องน้ำได้สิบห้านาทีนะคะ แล้วรีบกลับมานะคะ....เอ้าๆพี่ต่อ จะไปไหน....” ผมตะโกนบอกยายแก้มบุ๋มว่าจะไปเข้าห้องน้ำ “ไปห้องน้ำเรอะ..แล้วรีบกลับมาเตรียมตัวที่หลังเวทีนะ โอเค...”

“ผมเดินไปเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วรีบเดินมาที่หลังเวที สมาชิกจูเนียร์โฟลว์ไลน์ทยอยกันมารวมตัวกันที่หลังเวที ยายแก้มบุ๋มยังยืนพูดอยู่ ระหว่างที่น้องปูม้าส่งแผ่นกระดาษที่จดลำดับคิวการแสดงให้ผมและสมาชิกคนอื่นๆดูอีกครั้งเพื่อเป็นการทบทวน ที่ด้านหน้าเวทีตอนนี้มีน้องๆและสมาชิกในมอนเตสเซอรี่มานั่งประจำเก้าอี้ที่ช่วยกันจัดให้นั่งเหมือนตอนเมื่อเช้าแล้ว นักดนตรีหลังจากดื่มน้ำเสร็จแล้วก็มาประจำที่เครื่องดนตรีของตน ช่างกล้องและช่างเทคนิคเข้าประจำที่แล้ว ตอนนี้ก็แค่รอเวลาสัญญาณจากห้องควบคุมภาพ ช่วงนี้ก็จะเป็นเวลาที่ตากล้องมีโอกาสตรวจเช็คและเซตกล้องเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง อากาศเริ่มเย็นขึ้น เขาคงเปิดแอร์อีกแล้ว ที่ด้านหน้าเวทีตอนนี้ผู้ชมเตรียมพร้อมอยู่แล้ว สมาชิกจูเนียร์สตูดิโอยังเดินกันขวักไขว่ แดนเซอร์จูเนียร์โฟล์วไลน์กำลังรอจะขึ้นเวทีในรอบนี้ เสียงบนเวทีเงียบไปสักพัก ได้ยินเสียงผู้ชมพึมพำกันอยู่ เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม การแสดงบนเวทีในรอบบ่าย ณ จูเนียร์สตูดิโอแปดก็เริ่มต้นขึ้น





แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 369 ครั้ง

Last edit on 10/9/2553 14:36:00


แด่ ขวัญใจบ้านเด็กตลอดกาล 


            ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้กับข้าพเจ้าด้วยดีเสมอมา และขอบคุณสมาชิกจูเนียร์โฟล์วไลน์ทุกท่านที่อนุญาตให้นำชื่อตัวสมาชิกมาอยู่ในเรื่องของข้าพเจ้า
                                                                                        
                                                                                            ต่อ บ้านเด็ก


ภารกิจสุดป่วนของยายแก้มบุ๋ม
ตอน ตามหาตุ๊กตาหมีแพนด้าในบ้านร้างที่เชียงใหม่

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดอันมีสมองเต็มไปด้วยขี้เลื่อยของไอ้บอย เพื่อนของผมเองครับ ก็จู่ๆมาวันหนึ่ง ยายแก้มบุ๋มโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ มาบ่นกับผมว่าเพื่อนๆของเธอ ว่าเธอน่ะขี้ขลาดตาขาว ยายแก้มบุ๋มนี้คงจะขี้ขลาดจริงๆ ขนาดเพื่อนชวนไปเข้าบ้านผีสิงที่งานวัดคุณเธอยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไปไกล้ แล้วแบบนี้เพื่อนก็ว่าให้ขี้ขลาดตาขาวแล้วก็ยังมาฟ้องผม บอกว่าไม่ยอมไม่ยอมไม่ยอม แถมยังบอกว่าให้ผมช่วยเธอหน่อย ผมจะไปช่วยอะไรได้ นอกจากบอกเธอว่า อย่างนั้นเจ๊ก็ต้องพิสูจน์ให้เพื่อนๆของเจ๊เห็นสิว่าเจ๊ไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวอย่างพวกนั้นว่า ยายแก้มบุ๋มคิดหนักครับ เธอเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆด้วยสิ แล้วผมก็รับปากว่าจะช่วยเธอ หาวิธีช่วยพิสูจน์ให้เพื่อนๆของเธอเห็นว่าเธอไม่ได้เป็นอย่างที่เพื่อนๆของเธอว่าไว้

ผมรับนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับไอ้บอย มันขอเวลาไปคิดแผนการของมันคืนหนึ่งก่อนก่อนจะมาบอกแผนการของมันให้ผมได้รับทราบ ลืมบอกไปว่าตอนนี้นพวกเราไปเยี่มบ้านเด็กที่เชียงใหม่ ไปกันหมดสมาชิกแถวหน้าของจูเนียร์โฟล์วไลน์เลย ยายแก้มบุ๋มกับเพื่อน เจ้าประจำ นี่จึงเป็นที่มาของเรื่องนี้ จากแนวคิดของไอ้บอยผสมจินตนาการของมันด้วย

วันรุ่งขึ้นไอ้บอยเอาแผนการของมันมากรอกใส่รูหูของผม แล้วก็เอาเรื่องนี้ไปบอกพวกในแพนด้าสตูดิโอ ให้พวกเขาช่วยอะไรพวกเรานิดหน่อย เพื่อให้บททดสอบของยายแก้มบุ๋มราบรื่นไปได้ด้วยดี พวกนั้นตกลงช่วยพวกเรา ช่วยกันวางแผนจนตกลงกันได้ โดยที่ยายแก้มบุ๋มไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาด้วยเลย วางแผนเสร็จ ก็แค่รอเวลาให้ยายแก้มบุ๋มออกปฎิบัติการ ผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวยายแก้มบุ๋มเอง ถ้าเธอพิสูจน์ให้เพื่อนๆของเธอเห็นว่าเธอไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวอย่างที่พวกนั้นว่าได้ ก้ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีไป แต่ถ้าภารกิจนี้เธอทำล้มเหลว เธอก็จะต้องอับอายขายหน้า จนเพื่อนๆว่าเธอขี้ขลาดตาขาวอยู่เนืองๆ

ที่ห้องครัวบ้านเด็ก เหล่าสมาชิกจูเนียร์โฟล์วไลน์กำลังทำอาหารกันกินเองในค่ำนี้ ผมมกับไอ้บอยและเพื่อนผู้หญิงหลายคนก็อยู่ช่วยกันทำอาหารด้วย พวกผู้หญิงก็ทำหน้าที่ของตนเองไปปากก็พูดคุยกันไปด้วย ยายแก้มบุ๋มนั่งอยู่ที่โต๊ะ กำลังหั่นผัก วันนี้จะทำผัดผักคะน้าหมูกรอบกินกัน มาลี (เด็กผู้หญิงในบ้านที่ผมชอบเรียกว่าเจ๊ใหญ่) และเพื่อนๆของยายแก้มบุ๋มที่ชอบว่าให้ยายแก้มบุ๋มขี้ขลาดตาขาวก็นั่งอยู่ในห้องครัวนั้นด้วย พวกนั้นคุยกันไปมาแล้วก็วกเข้าพูดเรื่องขี้ขลาดตาขาวของยายแก้มบุ๋มนั่น มาลีแอบร่วมมือกับพวกเราเหมือนกัน พอเริ่มเข้าท่าเข้าทางเธอก็พูดกับยายแก้มบุ๋มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ

ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องพิสูจน์ให้เพื่อนของเธอเห็นว่าเธอไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวอย่างพวกนั้นว่า มาลีหยุดพูด แล้วทำทีเดินไปหยิบกระดาษมาจดอะไรบางอย่าง พี่จะให้เธอไปทำภารกิจอะไรบางอย่าง รับรองว่าสนุกแน่ ถ้าเธอทำสำเร็จ พวกเธอๆทั้งหลายนี้ก็ว่ายายขวัญนี่ขี้ขลาดตาขาวได้แล้ว แต่ถ้าเธอทำภารกิจที่พี่ให้ไปไม่สำเร็จ เธอก็รู้ดีนะว่ามันจะเป็นยังไง

ยายแก้มบุ๋มเบ้ปาก แล้วขวัญจะเชื่อได้ยังไงล่ะว่าพวกนี้จะไม่ว่าขวัญขี้ขลาดตาขาวอีก ถ้าขวัญทำภารกิจอะไรของพี่นั่นสำเร็จน่ะ

ตอนเธอกำลังทำภารกิจ จะมีคนตามไปถ่ายวีดีโอของเธอเก็บไว้ด้วย แล้วเอามาเปิดให้ทุกคนดูเป็นหลักฐานยังไงล่ะ มาลีกล่าว

ภารกิจอะไรเหรอพี่

ไม่บอก ไว้พี่จะบอกมะรืนนี้ตอนไปสตูดิโอ แล้วตกลงจะทำภารกิจนี้ไหมล่ะ

ยายแก้มบุ๋มไม่มีทางเลือก จึงตอบตกลง

ทำก็ได้ง่ะ

ดีเลยน งั้นพี่จะให้พวกผู้ชายไปจัดเตรียมของให้เธอก่อน ทุกคนที่อยู่ในที่นี้วันมะรืนนี้ขอให้ไปเจอกันที่แพนด้า สตูดิโอสามกันทุกคนด้วย รวมถึงเธอด้วยนะยัยขวัญ อย่าลืมล่ะ หุหุ

พอถึงวันนัดพบกันที่สตูดิโอมาถึง ทุกคนก็มาพร้อมกัน รวมถึงผมและไอ้บอยด้วย เราสองคนยืนรวมกับพวกที่ชอบว่าให้ยายแก้มบุ๋มขี้ขลาดตาขาว ยายแก้มบุ๋มกับมาลียืนอยู่หน้าสุดเลย ห่างจากพวกผมที่ยืนอยู่ไม่ถึงสองก้าว ระหว่างที่กล้องแต่ละตัวกำลังจับภาพ มาลีก็เริ่มบอกภารกิจเป็นการทบทวนอีกครั้ง

พี่จะให้ขวัญไปทำภารกิจอย่างหนึ่ง ทุกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังนี้เป็นพยานด้วยนะ ถ้าภารกิจนี่สำเร็จ จะไม่มีใครว่าเธอขี้ขลาดตาขาวอีก ถ้าขวัญทำไม่สำเร็จ.... มาลีพูดถึงตรงนี้ผมหันไปมองมอนิเตอร์ที่ปรากฎภาพของยายแก้มบุ๋มยืนยิ้มอยู่ ถือว่าขวัญขี้ขลาดตาขาวจริงอย่างที่พวกเพื่อนๆว่านะ เอาล่ะ ภารกิจนี้คือ..... มาลีหันอ่านกระดาษสีขาวเล็กๆที่อยู่ในมือ กระดาษแผ่นนี้ไอ้บอยเป็นคนเขียนภารกิจแล้วส่งให้มาลี มาลีอ่านแล้วเงยหน้ามาถามยายแก้มบุ๋ม

ที่บ้านน้องขวัญมีตุ๊กตาหมีแพนด้าไหม

มีค่ะ มีอยู่สองตัว

สองตัว

ค่ะ

ได้มาจากไหนบ้าง มาลีถามต่อ

ตัวแรก เพื่อนซื้อให้ตอนไปเที่ยวห้าง และตัวที่สองจับสลากของขวัญมาเมื่อตอนปอห้า

เอาล่ะค่ะ เอาล่ะค่ะ มาลีพูดดังลั่น ภารกิจนี้เกี่ยวอะไรกับตุ๊กตาหมีแพนด้านะคะ ฟังให้ดีนะ มาลีมองกระดาษที่อยู่ในมืออีกครั้ง แหม....ภารกิจนี้เหมาะกับน้องขวัญมาก...

ผมเริ่มชักจะรำคาญการเป้นพิธีกรของยายมาลีนี่อีกคน พูดยืดยาดอยู่ได้ ทำไมไม่บอกไปก็สิ้นเรื่อง ผมจะได้รีบไปเตรียมภารกิจให้ยายแก้มบุ๋มนี่ซะที รำคาญว่ะ

ภารกิจนี้ให้น้องขวัญไปหาตุ๊กตาหมีแพนด้ามาให้ได้ สามตัว สามตัวเองนะ มีช่วงช่วง หลินฮุ่ย แล้วก็หลินปิง สามตัวเองนะให้ไปหาที่ทีมงานของเราเอาไปซ่อนไว้ค่ะ ที่ไหนก็ไม่รู้ล่ะนะ แต่รู้ว่าในจังหวัดเชียงใหม่นี่แหละ มาลีพูดพถึงตรงนี้ ยายแก้มบุ๋มรีบยกมือถาม

สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์เชียงใหม่รึเปล่า ยายแก้มบุ๋มถามพร้อมหันไปมองมาลี

ไม่รู้ล่ะ แต่เราจะมีแผนที่บอกสถานที่ที่ทางทีมงานเอาตุ๊กตาไปซ่อนให้ จากนั้นก็ให้ไปหาเอาเองว่ามันอยู่ที่ไหน

ต้องเป็นสวนสัตว์เชียงใหม่แน่ๆ เพราะว่าตอนนี้เราอยู่ที่เชียงใหม่ หมีแพนด้ามันอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ตุ๊กตามันก็น่าจะซ่อนอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ยายแก้มบุ๋มสันนิษฐานที่อยู่ของที่จะไปหา ผมกับคนอื่นๆหัวเราะกับประโยคที่เธอพูดออกมา พูดไปเหอะยายแก้มบุ๋มเอ๋ย ตุ๊กตามันไม่ได้ซ่อนอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่หรอก ผมรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ในที่ที่เธอไม่กล้าเข้าไปเอายังไงล่ะ 55555 ไอ้บอยมันหาที่ได้ทส้าทายต่อการเสี่ยงของยายแก้มบุ๋มมากๆเลย ผมจะได้ไปช่วยพวกไอ้บอยเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าไปซ่อนด้วยคน จึงรู้ว่ามันเอาไปซ่อนที่ไหนยังไงล่ะครับ

ไม่รู้ล่ะนะ ว่าตุ๊กตามันจะซ่อนอยู่ในสวนสัตว์เชียงใหม่ตามมที่น้องขวัญพูดรึเปล่านะ มาลีพูด แต่ผมดีใจได้ไม่นานก็ต้องโดนดีซะแล้ว เมื่อมาลีบอกให้ยายแก้มบุ๋มเลือกคนที่จะไปเป็นผู้ช่วยร่วมทำภารกิจกับเธอได้หนึ่งคน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราตกลงกันว่าจะให้ยายแก้มบุ๋มไปหาคนเดียว

แต่ทางเพื่อนๆใจดีค่ะ ให้น้องขวัญเลือกใครก้ได้หนึ่งคน ให้ไปเป็นเพื่อนช่วยกันทำภารกิจนี้ด้วย เลือกใครก็ได้ที่ยืนอยู่ทางด้านหลังนี้หนี่งคน.... เชิญค่ะ

ผมแทบหัวใจหยุดเต้นเมื่อยายแก้มบุ๋มเดินกลับหลังหันเดินยิ้มตรงมาที่ผมกับไอ้บอยยืนอยู่ แต่ยายแก้มบุ๋มต้องเดินวกไปตรงกลุ่มเพื่อนที่ชอบว่าเธอขี้ขลาดตาขาว เพราะมีใครหลายคนร้องเรียกให้ยายแก้มบุ๋มเลือกตัวเองกันเซ็งแซ่ ผมยืนโล่งใจ ยืนนิ่ง ยายแก้มบุ๋มยืนมองว่าจะเลือกใครดี แต่แล้วเธอก็เดินกลับมาทางผมกับไอ้บอยที่ยืนอยุ่ หัวใจผมเต้นแรง แล้วเธอก็...

น้องขวัญขอเลือกพี่คนนี้ค่ะ เธอบอกมาลี พลางชี้มือมาที่ผม

เฮ้ย! เจ๊!” ผมตกใจที่ยายแก้มบุ๋มเลือกผม ไม่เอานะ ไม่เอา โนเคเลย ผมปฎิเสธแล้วเดินหนีออกไปข้างๆ ถ้าตอบตกลงไป ผมก็ต้องไปเจออะไรๆที่ผมไม่ได้สร้างมันขึ้นมากับมือน่ะสิ

ไม่ได้ พี่ต่อจะปฎิเสธน้องขวัญไม่ได้ ยายแก้มบุ๋มเริ่มโวยวาย พี่ต่อสัญญากับน้องขวัญไว้แล้วว่าจะช่วยน้องขวัญ แล้วก็ต้องช่วยจนภารกิจสำเร็จด้วย

ผมเดินกลับมา ผลักไอ้บอยออกไปหายายแก้มบุ๋ม เอ้านี่ เอาไอ้บอยนี่ไปแทนพี่เลย พี่ยกให้ เรื่องอะไรผมจะไปกับเธอ ไอ้บอยน่ะสมควรไปด้สวยที่สุด ก็เพราะว่ามันเป็นคนคิดแผนการและภารกิจเองทั้งหมด ไอ้บอยมันก็ไม่ยอมไปเหมือนกัน ผมปฎิเสธอยู่นาน ในที่สุด ยายแก้มบุ๋มก็พูดว่า

ไม่ได้ น้องขวัญไม่ยอม ถ้าพี่ต่อไม่ไปด้วยกัน น้องขวัญจะไม่ให้พี่ต่อเป็นคนแต่งเพลงให้กับจูเนียร์เร็คคอร์ดต่อไปแน่ ยายแก้มบุ๋มยื่นคำขาด ผมเห็นช่องทางหากินจะตันก็เพราะแค่ผมปฎิเสธยายแก้มบุ๋มแค่นี้เอง ผมจึงรีบตอบตกลง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย มาลีจึงพูดสรุป

เอาล่ะค่ะ ตกลงกันเรียบร้อย น้องขวัญได้คู่หูไปทำภารกิจช่วยแล้วได้พี่ผู้ชายใส่แว่นเหมือนคุณลุงคนนี้นะ มาลีพูดแซวผมจนคนดูทั้งสตูดิโอหัวเราะให้ผม ตกลงกันเรียบร้อย เริ่มภารกิจได้ หามาให้ได้นะ ตุ๊กตาหมีแพนด้าสามตัว ถ้าหามาไม่ได้นี่เกมจบเลยนะ

ยายมาลีนี่ชอบเอาคำพูดของพิธีกรรายการฮิตๆมาพูดเลียนแบบเขาเสียจริง

น้องขวัญกับคุณลุง เอ๊ย! คุณพี่พร้อมออกปฎิบัติภารกิจรึยัง

พร้อมค่ะ ยายแก้มบุ๋มชิงตอบ ไม่ถามผมสักคำว่าพร้อมรึยัง

พร้อมแล้วก็หามาให้ได้นะ ตุ๊กตาหมีแพนด้านสามตัวนะ ขอให้โชคดีค่ะ เชิญ....

แหม..ยายมาลีบอกพวกเราอย่างกับเราจะไปสู้รบฆ่าฟันกันอย่างนั้นแหละ แค่ไปหาตุ๊กตาหมีแพนด้าโว้ย ไม่ใช่ตุ๊กตาผี อวยพรให้โชคดีอย่างกับจะพาน้องเขาไปตายอย่างนั้นแหละ ฮี่ธ่อ...

ใช้เวลาอัดวีดีโออยู่ในสตูดิโอตั้งแต่เช้าจนถึงสิบโมงกว่าๆก็เสร็จ พวกเราก็กลับที่พักได้ ส่วนผมกับไอ้บอยและเพื่อนผู้ชายที่ประจำอยู่แพนด้าสตูดิโอหลายคนก็มาปรึกษากันอีกนาน พวกผู้หญิงไปพักผ่อน ผมได้ข้อสรุปว่า เราจะให้ยายแก้มบุ๋มกับผมออกทำภารกิจกันภายในเย็นวันนี้ พวกที่คอยถ่ายกล้องก็จะไปด้วย โดยอีกสักพัก พวกเราที่ปรึกษากันอยู่จะรีบไปช่วยกันเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าไปซ่อนไว้ในที่ที่หนึ่งให้เสร็จก่อนเย็นนี้ โดยสถานที่ที่ยายแก้มบุ๋มจะต้องไปนั้นเธอไม่รู้หรอกว่าเป็นที่ไหน เพราะเราจะให้เธอรู้เมื่อเธอไปถึงเท่านั้นครับ เท่านี้แหละ เรื่องราวป่วนๆก็เริ่มขึ้น พวกผู้หญิงที่ร่วมมือด้วยกำลังช่วยกันเขียนแผนที่จากแพนด้าสตูดิโอไปถึงที่ที่เราจะซ่อนตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้ เขียนเสร็จก็เก็บไว้ที่สตูดิโอก่อน รอตอนที่ยายแก้มบุ๋มจะมาเอาแผนที่ในเย็นวันนี้ แล้วก็เริ่มภารกิจได้ทันที

แต่ก่อนที่ยายแก้มบุ๋มกับผมจะเริ่มภารกิจ ผมจะพามาพูดสถานที่ที่จะให้ยายแก้มบุ๋มมาหาตุ๊กตาหมีแพนด้ากันก่อนครับ

ไอ้บอยมันช่างหาที่เหมาะซะเหลือเกิน มันไม่ได้เอาสวนสัตว์เชียงใหม่อย่างที่ยายแก้มบุ๋มเข้าใจเป็นที่ซ่อน แต่ที่ซ่อนตุ๊กตานั้นมันอยู่ไม่ห่างจากที่พักของพวกเราไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ยังอยู่ในตัวจังหวัดเชียงใหม่ ขับรถไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ถึง มันเลือกเอาบ้านร้างท่หนึ่งเป็นที่ซ่อนตุ๊กตา คาดว่าบ้านหลังนี้คงเป็นบ้านของเศรษฐีในสมัยนั้น ดูจากสภาพบ้านก็ดูรกทั้งภายในและภายนอก เป็นบ้านสร้างด้วยปูนหลังใหญ่ บ้านนี้มีสามชั้น คือชั้นติดดิน และชั้นสองกับชั้นสาม บ้านของใครก็ไม่รู้เลย ไอ้บอยมันจะให้พวกเราไปบุกบ้านเขารึยังไง เป้นบ้านผีสิงรึเปล่าก็ไม่รู้ แถมเขาร่ำลือกันว่าบ้านหลังนี้เคยมีคนอยู่อาศัยมาก่อนแต่ก็เกิดเหตุอะไรก็ไม่รู้ ทุกคนในบ้านหายไปกันไหนก็ไม่รู้หมด บ้านหลังนี้จึงปล่ยร้างไว้นานปี โดยที่ไม่มีใครกล้าเฉียดไปสำรวจเลย

ตอนเที่ยงๆ เรากินข้าวเที่ยงกันแล้วตระเตรียมของ อันได้แก่ดอกธูปเทียนและถาดผลไม้ต่างๆ เพื่อนำไปไหว้ขออนุญาติวิญญานเจ้าของบ้านที่อาจจะสิงอยู่บ้านหลังนั้น แล้วก็ตระเตรียมกล้องบันทึกภาพแบบติดบนเพดานห้าตัว โดยยืมมาจากาสตูดิโอ ไฟสปอร์ทไลท์สำหรับส่องสว่างหนึ่งตัว กล้องบันทึกภาพสำหรับเดินถ่ายตามคนทำภารกิจสองตัว สำหรับถ่ายยายแก้มบุ๋มและผม และที่ลืมไม่ได้เลยคือตุ๊กตาหมีแพนด้าสามตัว โดยพวกเราเจียดเงินกันไปซื้อที่ห้างเซ็นทรัล ในตอนกลางวัน

เตรียมของเสร็จก็นำของพวกนี้ใส่รถตู้ของแพนด้าสตูดิโอ ผม ไอ้บอย แลผุ้ชายใจกล้าที่ไม่กลัวผีกันอีกสามคนก็ขึ้นรถตู้ไปช่วยพวกเราที่บ้านร้างนั่นด้วย มีพี่ผู้ชายใจดีคนหนึ่งช่วยขับรถไปส่งพวกเราด้วย เราไปกันห้าคนถ้าไม่นับพี่ขับรถที่ไปส่งให้ ออกรถตอนบ่ายๆ ระหว่างทางทุกคนเงียงบกริบ ไม่พูดจากันเลย จนรถตู้พาเราเข้าใกล้เขตบ้านร้างที่เห็นอยู่ไกลๆ

พี่เขาขับรถมาจอดตรงลานปูนกว้างๆหน้าบ้านหลังนั้น พวกเรารีบขนถาดผลไม้ดอกไม้ธูปเทียนลงมามองหาที่จะวางของเซ่นไหว้ ผมมองไปรอบๆ เห็นประตูหน้าต่างปิดสนิท เราหาที่วางได้จากแท่นวางของที่หน้าศาลพระภูมิเก่าๆที่อยู่แถวนั้น ยกถาดผลไม้และดอกไม้ไปวางบนแท่นหินนั้น ไอ้บอยจุดธูปหนึ่งดอกแล้วยกมือขึ้นพนม บอกให้พวเราพูดตามมัน บรรยากาศรอบๆดูวังเวงยิ่งนัก พวกเราพร้อมใจกันยกมือไหว้แล้วพูดตามที่มันบอก เพื่อบอกกล่าววิญญานที่อยู่ในบ้านหลังนี้ ผมพนมมือไหว้ ปากก็พูดตามไอ้บอยพร้อมๆกับหันไปมองดูรอบๆบริเวณ ขนาดกลางวันสภาพบ้านร้างที่นี่ยังน่ากลัวขนาดนี้ แล้วกลางคืนมันจะน่ากลัวขนาดไหน ไม่อยากจะคิดแทนยายแก้มบุ๋มเลย ป่านนี้เธอก็คงนอนกระดิกขาร้องเพลงอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งใจสตูดิโอที่เชียงใหม่ โดยหารู้ไม่ว่า ผู้ช่สวยของเธอกำลังเสี่ยงเป็นไข้หัวโกร๋นอยู่ที่นี่

พอไหว้เสร็จ เราก็เดินกลับไปเอาของที่รถตู้ พี่คนขับเขาไม่ได้ออกไปไหว้กับพวกเราด้วย จึงนั่งรออยู่ในรถ เราเอาของแค่สองอย่าง คือกล้องบันทึกภาพแบบติดเพดานห้าตัวกับตุ๊กตาหมีแพนด้าสามตัวเท่านั้นที่จะเอาเข้าไปในบ้าน พี่คนขับเขาขอไปด้วย อยู่คนเดียวคงกลัวผีมาหลอก เราจึงเข้าไปกันหมดเลย พวกเราเจอดีเข้าแล้ว คือผมสังเกตเห็นว่า ก่อนที่จะเราไปไหว้นั้น ประตูทางเข้ามันปิดสนิท แต่ตอนนี้มันแง้มออกมาเล็กน้อย เป็นไปได้ยังไง ผมเห็นแล้วรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว คนอื่นๆคงไม่ทันสังเกต จึงไม่ได้เอะใจอะไร พวกเราเข้าไปช่วยกันเปิดประตูนั้นเข้าไป ประตูมันฝืดครับ เพราะคงไม่มีใครเปิดมานานหลายปี

ผมคิดว่าวิญญาณเจ้าของบ้านคงจะอนุญาตให้เราเข้าไปได้ เพราะก่อนไหว้ประตูมันปิดสนิท แต่พอหลังไหวเสร็จประตูมันแง้มออกมาเอง เราเดินเกาะกลุ่มกันเข้าไปในตัวบ้าน ดูกันให้ทั่วว่าจะเอาห้องไหนเป็นที่ซ่อนตุ๊กตาตัวแรกในชั้นล่าง ผมสังเกตเห็นว่าบ้านนี้ยังมีข้าวของกระจัดกระจายอยู่บางส่วน โต๊ะไม้เก่าๆ มีเก้าอี้วางระเกะระกะอยู่ใกล้ๆ ฝุ่นเกาะอยู่เต็ม กระจกที่หน้าต่างแตกออก บ้างก็หายไปทั้งแผ่น เราไม่กล้าแยกกันไปสำรวจ มากันหกคนก็เข้าไปในห้องแต่ละห้องกันทั้งหกคนเลย ห้องนี้ไม่เหมาะก็ไปห้องอื่น จนได้ห้องแรกเป็นห้องอะไรก็ไม่รู้กว้างๆ ไม่มีอะไรอยู่เลยว่างตลอด แต่ห้องนี้อยู่ห่างจากประตูทางเข้ามาไกลมาก อยู่สุดทางเดินเลย เราจึงเอาตุ๊กตาวางไว้กับพื้นมุมหนึ่ง ที่ถ้าหากว่าเดินเข้ามาแล้วก็จะเห็นได้พอดี พี่คนขับรถเขาช่วยติดกล้องอินฟราเรดไว้ที่มุมบนหนึ่งโดยลากเอาเก้าอี้ตัวหนึ่งมายืนเหยียบแล้วติดกล้องด้วยเทปกาวสองหน้าไว้กับผนังห้อง (ต้องเช็ดทำความสะอาดบริเวณที่จะติดกล้องนิดหนึ่งเพราะฝุ่นมันเยอะ) แล้วให้พี่เขาปรับมุมกล้องโดยดูผ่านจอภาพเล็กๆที่หมุนจอเข้าหาตัว ปรับมุมกล้องให้เห็นทั่วห้อง ตั้งบันทึกภาพอัติโนมัติเมื่อมีการเคลื่อนไหวภายในห้อง ถ้าไม่มีใครเข้ามา มันก็จะไม่บันทึกภาพ ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าหน่วยความจำมันจะเต็มก่อนที่เราจะได้ภาพที่ต้องการ เสร็จแล้วพวกเรารีบออกมาไปหาห้องอื่นๆที่จะใช้ซ่อนตุ๊กตาตัวที่สอง

เราตัดสินใจใช้ห้องใดห้องหนึ่งในชั้นที่สอง พี่คนขับรถเดินขึ้นบันไดไปติกล้องตรงผนังก่อนจะขึ้นบันไดไปชั้นสอง ปรับมุมกล้องและปรับตั้งค่าบันทึกภาพอัติโนมัติ แล้วพวกเราก็เดินขึ้นบันไดชั้นสองไปหาห้องซ่อนตุ๊กตา ระหว่างที่ขึ้นบันไดไป ผนังข้างๆมีรูปของใครก็ไม่รู้ทั้งชายและหญิงแต่งชุดชาวเหนือ ติดอยู่หลายรูป ผมไม่ค่อยกล้ามองดูเท่าไหร่ กลัวว่ามันจะยักคิ้วหลิ่วตาแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเราจะทำยังไง ถึงชั้นสองพอดี แสงในชั้นสองขมุกขมัวเล็กน้อย เราวางตุ๊กตาตัวที่สองไว้ในห้องนอนห้องหนึ่ง มีเตียงนอน และตู้เสื้อผ้าเปิดอ้าออก ภายในไม่มีอะไรเลยนอกจากไม้แขวนเสื้อสามสี่อันแขวนอยู่ที่ราว ประตูห้องเปิดทิ้งไว้ ที่เตียงนอนมีหมอนสองใบกับผ้าห่มผืนเก่าๆหนึ่งผืน หัวเตียงมีตุ๊กตาเก่าๆวางอยู่หลายตัว เราเลือกวางตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่สองไว้รวมกับตุ๊กตาตัวอื่นๆพวกนี้ แล้วติดกล้องอินฟราเรดตัวที่สามไว้กับมุมห้อง เซตค่าต่างๆแล้วรีบออกมาทันที

เหลือตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวสุดท้ายที่ผมถืออยู่ในมือ ถ้าเสร็จจากตัวนี้พวกเราคงจะได้รีบๆออกไปจากบ้านร้างอันน่ากลัวนี้ซะที พวกเราเลือกชั้นสามในการซ่อนตุ๊กตาหมีตัวที่สาม ตัวนี้คงจะหาเจอง่ายหน่อย เพราะเราเอามันวางไว้ในกลางห้องว่างๆ ที่เดินผ่านบันไดมาแล้วก็จะเจอตุ๊กตาวางอยู่ตรงกลางห้องก่อนที่จะขึ้นบันไดอีกนิดหน่อยจะไปชั้นสาม ห้องนี้อยู่ใกล้กับบันได ดังนั้นเป็นครั้งแรกที่เราแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ผมกับไอ้บอยค่อยๆรวบรวมความกล้าเดินไปวางตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้กลางห้อง มีเพื่อนผู้ชายสองคนเดินเข้ามาติดกล้องอินฟราเรดไว้ที่มุมห้อง เซตค่าของกล้องเรียบร้อยแล้วก็ไม่อยู่นิ่ง รีบเผ่นออกมาหาพี่คนขับรถกับเพื่อนผู้ชายของพวกเราอีกคนหนึ่งที่กำลังติดกล้องอินฟราเรดตัวสุดท้ายไว้ที่ผนังใกล้ๆกับบันได ซึ่งติดตั้งกล้องเสร็จแล้ว เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย พวกเรารีบเดินลงมาจากชั้นสาม ชั้นสอง ชั้นหนึ่ง และกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกมาทางเดิน ตรงไปที่รถตู้ทันที

ออกมาข้างนอกได้ผมเริ่มสังเกตเห็นท้องฟ้าที่เมื่อก่อนเข้าไปยังมืดมัว แต่คราวนี้มีแสงแดดส่องอ่อนๆ บรรยากาศเริ่มสดใส แต่ว่าบ้านร้างที่อยู่ข้างหลังก็ยังน่ากลัวอยู่ดี ผมหันไปมองประตูที่เราเปิดทิ้งไว้ มันยังเปิดอยู่ ไม่ได้ปิดเองแต่อย่างใด เรารีบขึ้นรถแล้วก็รีบบึ่งออกไปทันที ตอนนั่งอยู่บนรถ ผมพยายามทบทวนที่ซ่อนเจ้าตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้ในแต่ละชั้น แน่ใจว่าอยู่ที่ห้องไหนบ้าง เผื่อผมมากับยายแก้มบุ๋มอีกรอบจะไม่ได้ประมาท ระหว่างขากลับ พวกเราวิจารณ์ เรื่องที่พวกเราเพิ่งไปเจอกันอย่างสนุกปาก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งเงียบเป็นเป่าสาก

ระหว่างที่เพื่อนๆคุยกันไป ผมนั่งเงียบทบทวนว่าได้ติดกล้องอินฟราเรดไว้ครบห้าตัวแล้ว ติดไว้ที่บันไดทางขึ้นชั้นสองเพื่อให้กล้องตัวนี้จับภาพของผมกับยายแก้มบุ๋มที่ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองและชั้นสาม เราจะได้ใช้ภาพจากกล้องอินฟราเรดตัวที่ติดไว้ตามที่ต่างๆเหล่านี้เป็นหลักฐานไปยืนยันกับเพื่อนๆของยายแก้มบุ๋มว่าเราได้ขึ้นไปบนแต่ละชั้นจริงๆ และภาพตอนที่ยายแก้มบุ๋มไปหยิบเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าด้วยมือตัวเองในห้องก็จะได้มาจากกล้องอินฟราเรดแต่ห้องที่เราวางตุ๊กตาหมีแพนด้าเอาไว้

กลับมาถึงแพนด้าสตูดิโอผมรีบลงจากรถแล้ววิ่งไปทำทีเดินเล่นอีกฝั่งหนึ่งที่สวนหย่อมหน้าสตูดิโอเพื่อไม่ให้ยายแก้มบุ๋มเอะใจว่าผมหายไปไหนมา แต่ผมไม่เห็นเธอโผล่มาเลย ผมนั่งคำนวณเวลาที่ใช้ตอนอยู่ในบ้านร้างนั่นเกือบสามชั่วโมง เหลือเวลาอีกแค่สองชั่วโมงครึ่งที่ผมกับยายแก้มบุ๋มจะออกไปทำภารกิจ สองชั่วโมงครึ่งนี้ผมกับยายแก้มบุ๋มและเพื่อนๆทุกคนจะต้องขึ้นรถตู้เพื่อนกลับไปบ้านเด็กอีกครั้ง เพื่อไปอาบน้ำแต่งตัว และกินข้าวกันก่อนที่จะออกมารับแผนที่ที่แพนด้าสตูดิโอ แล้วก็เลยออกไปเริ่มทำภารกิจในคืนนี้ตอนหกโมงเย็นครึ่ง

กระแสแพนด้ากำลังมาแรง ไอ้บอยมันคิดภารกิจได้เจ๋งเข้ากับตอนนี้ได้เยี่ยม ให้ผมไปหาตุ๊กตาหมีแพนด้าในบ้านผีสิงกับยายแก้มบุ๋มสองคน(ไม่นับตากล้องที่จะไปด้วย) สนุกล่ะคืนนี้ ยายแก้มบุ๋มนี่ยิ่งยิ่งสวย ผมกำลังจีบๆอยู่พอดี ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ เราสองคนจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น โอ๊ย...ช่างเป็นโชคดีอะไรของผมเช่นนี้ ผมนั่งสร้างภาพบนอากาศจนได้ยินเสียงยายแก้มบุ๋มเรียกผมด้วยเสียงอันดัง

“ลุงแว่น!

ภาพยายแก้มบุ๋มที่ยืนหลับตาปี๋ด้วยความกลัวในความคิดผมหายไป กลายเป็นยายแก้มบุ๋มตัวจริงเสียงจริงยืนกอดอกทำหน้าถมึงทึงใส่ผม

“เฮ้ย! เจ๊ๆ” ผมตกใจที่ยายแก้มบุ๋มยืนตีหน้ายักษ์หน้ามารยืนอยู่ตรงผม

“เข้าท่าเนอะ ตัวเองบอกให้น้องขวัญไปรออยู่ที่รถตู้ แต่ตัวเองกลับมานั่งยิ้มหวานอะไรอยู่คนเดียวที่นี่เนี่ยนะ”

“แล้วเจ๊ทำไมไม่ไปรอพี่อยู่ที่รถตู้ล่ะ พี่กำลังจะตามไปอยู่เนี่ย” ผมบอกเธอ

“เค้ารอตัวเองอยู่ตั้งนาน แต่พี่ก็ยังไม่มา น้องน้องขวัญถึงได้เดินตามมาจนเจอพี่ที่นี่น่ะ” ท่าทีเธอซีเรียสมาก “ไปกันได้แล้วพี่ รถจะออกแล้ว”

ผมเดินตามเธอไปต้อยๆ แล้วก็เดินเสมอกับเธอ ชวนเธอคุยไปเพื่อให้ยายแก้มบุ๋มอารมณ์ดีขึ้นบ่าง ระหว่างที่เดินกลับไปที่รถตู้ด้วยกัน ผมแอบเห็นเธอแต่งตัววันนี้ เธอแต่งตัวด้วยเสื้อสีฟ้าอ่อน สะพายกระเป๋สีขาวใบประจำตัวของเธอ ปล่อยผมยาวสลวย ยายแก้มบุ๋มใส่กางเกงตัวเก่าที่เคยใส่ไปงานเลี้ยงต้อนรับน้องมายเล็กที่ตาก วันนี้เธอแต่งตัวสวยกว่าทุกวัน น่ารักมากๆ ผมว่าตอนนี้เธอกำลังโตเป็นสาว น่ารักกว่าตอนที่ผมเพิ่งรู้จักกับเธอตอนอายุแค่สอบขวบที่บ้านตาก ตอนนี้เธออายุสิบสามปี น่าจะมีหนุ่มๆที่ไหนมารุมจีบเธอบ้าง แต่น่าเสียดาย ยายคนนี้ผิวคล้ำไปนิด

เราขึ้นรถตู้ออกไปหกโมงเย็นครึ่ง ออกจากส่วนที่พักบ้านเด็กถึงแพนด้าสตูดิโอหกโมงเย็นครึ่งพอดี ยายแก้มบุ๋มเดินเข้าไปเอาแผนที่ในสตูดิโอ สักพักก็วิ่งออกมาหาผมที่ยืนรออยู่ที่รถ เธอยื่นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ สีดำๆ มีสายไฟพันโดยรอบให้ผม

“อะไรเหรอเจ๊” ผมมองดูของในมือเธอ ลักษณะมันคุ้นๆนะ

“ไมโครโฟนไง พี่มาลีให้เอามาให้ ติดไว้กับตัวพี่นั่นแหละ”

จริงสินะ ถ้าไม่มีใครโคนโฟนตัวนี้แล้วมันจะเก็บเสียงของผมได้ยังไง ผมรับมาถือไว้ แล้วเอากล่องสีดำนั่นใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ลากเอาสายไฟฟทีมีหัวไมค์อันเล็กๆผ่านลอดใส่ข้างในเสื้อด้านหน้า เหน็บกิ๊บไว้กับหัวไมค์อันเล็กๆไว้ที่ขอบคอเสื้อ ก็เรียบร้อย

“พี่กดปุ่มสีแดงๆที่ตัวเครื่องนั่นรึยังล่ะ” ยายแก้มบุ๋มถาม

ผมเอากล่องสีดำนั่นขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง กดปุ่มตามที่ยายแก้มบุ๋มบอก เธอเปิดเครื่องไว้ให้ผมแล้ว ไฟสีแดงติดขึ้นมา แล้วเอากล่องนั่นใส่กระเป๋ากางเกงไว้ตามเดิม

“กดแล้ว แล้วเจ๊ติดไมค์แล้วเหรอ”

“ติดแล้วล่ะ” เธอชูแผ่นกระดาษให้ผมดู “ได้แผนที่มาแล้วล่ะ”

“งั้นไปทำภารกิจกันเลย ขึ้นรถ” ผมทำท่าจะก้าวขึ้นรถตู้ที่เราเพิ่งนั่งมา พร้อมจะบอกให้คนขับออกรถได้ทุกเมื่อ

“เดี๋ยวก่อนสิพี่ เราไม่ได้ไปรถคันนี้นะ” ยายแก้มบุ๋มรีบบอก “เราจะต้องเข้าไปเอาไฟฉายมาก่อน”

“ไฟฉาย ??”

“เผื่อมันมืด เรามองไม่เห็นอะไรไงพี่”

ผมเดินตามยายแก้มบุ๋มเข้าไปเอาไฟฉาย เธอรอบคอบมาก ที่ห้องพัก มีมาลีกับใครอีกหลายคนนั่งคุยกันอยู่ ยายแก้มบุ๋มเข้าไปเอาไฟฉายในห้อง แล้วออกมาส่งไฟฉายให้ผมกระบอกหนึ่ง ยายแก้มบุ๋มเดินเข้าไปสั่งเสียน้องชายของตนที่อายุแค่เจ็ดขวบ อย่าดื้อ อย่าซน พี่จะไปทำภารกิจ แล้วเดี๋ยวจะกลับมา พอน้องชายของยายแก้มบุ๋มรู้ว่าพี่สาวตนเองจะ ไปเสี่ยงตาย จึงพูดกับยายแก้มบุ๋มดังๆว่า

“พี่ขวัญ พี่ขวัญต้องกลับมาหาน้องแบงค์เป็นตัวเหมือนเดิมล่ะ อย่ากลับมาหาน้องแบงค์เป็นกระดูกนะ น้องแบงค์เอานะพี่ขวัญ”

ทุกคนที่อยู่ในห้องหัวเราะกันครืน เจ้าแบค์น้องชายของยายแก้มบุ๋มพูดเป็นลางเสียแล้วล่ะ ยายแก้มบุ๋มได้แต่ว่าให้น้องชายตนเองที่ทำพี่สาวขายหน้า

“โชคดีนะ ทั้งสองหนุ่มสาว” เสียงมาลีตะโกนตามหลังที่ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินออกไป

ส่วนทางบรรดาตากล้องที่จะตามไปถ่ายพวกเราก็มีกันอยู่สี่คน คนถือกล้องเดินถ่ายผมกับยายแก้มบุ๋มสองคน คนถือไมค์โครโฟนเก็บเสียงให้ (ไมค์โครโฟนที่มีด้ามยาวๆคล้ายๆไม้ม๊อบนั่นแหละครับ อุปกรณ์พวกนี้ขอยืมมาจากแพนด้าสตูดิโอทั้งนั้นแหละ)

ตอนห้าโมงเย็นของวันนี่มีรถตู้ของแพนด้าสตูดิโอพาทีมงานบางส่วนไปดักรอที่บ้านร้างนั่นก่อน โดยมีพี่คนขับรถตู้ กับเพื่อนผู้ชายอีกสองคนไปกับเขาด้วย และเอาไฟสปอร์ทไลท์ของเพื่อนอีกคนที่จะคอยส่องทางให้ ไอ้พวกนี้ไปรอผมกับยายแก้มบุ๋มตั้งแต่ห้าโมงเย็นที่บ้านร้างนั่น ไม่รู้ว่าพวกมันจะไปก่อนกันทำไม ส่วนไอ้บอยมันปอดแหกครับ ขอไปกับผมและยายแก้มบุ๋มด้วย ไปทีหลังก็ยังดี โดยไม่ลืมกล้องของมันด้วย

“นี่ไม่ใช่ทางไปสวนสัตว์เชียงใหม่นี่พี่”

ยายแก้มบุ๋มเริ่มเอะใจหลังจากยกแผนที่ที่ได้รับดูอยู่หลายครั้ง ว่าทางในแผนที่ที่จะให้เราไปหาตุ๊กตาหมีแพนด้ามันไม่ได้อยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ไอ้บอยถือกล้องถ่ายพวกเราไปด้วย

“เอาน่าเจ๊ ลองไปดูก่อนก็แล้วกัน ไปตามที่แผนที่บอกไว้นี่แหละ”

“น้องขวัญก็นึกว่ามันอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่เสียอีก”

ยายแก้มบุ๋มเบ้ปาก ทำให้เห็นแก้มบุ๋มๆของเธอที่เป็นร่องยุบเข้าไป

“เถอะน่า ลองไปดูก่อนก็แล้วกัน แล้วไหนล่ะรถที่ว่าจะพาเราไปน่ะเจ๊” ผมถามยายแก้มบุ๋มที่กำลังยิ้มน้อยๆอยู่

“น้องขวัญมีรถไฟฟ้าส่วนตัวไปสำหรับงานนี้โดยเฉพาะค่ะ”

“รถไฟฟ้าหรอ” ผมแทบไม่เชื่อหูตนเอง

“ใช่แล้ว เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กสองที่นั่ง พี่อู๋แพนด้าให้น้องขวัญมาขับ เราจะขับรถคันนี้ไปกัน”

ยายแก้มบุ๋มบอกผมแล้วชี้มือไปที่รถยนต์สีเขียวอ่อนที่จอดอยู่ข้างๆ โอ้โห...ความคิดของไอ้บอย มันจินตนาการได้ล้ำโลกมากๆ รถยนต์ไฟฟ้าขนาดสองที่นั่ง ป้าด.....มันคิดได้ยังไง สมองขี้เลื่อยของมันนี้ช่างมีเรื่องอะไรๆชวนติดตามอยู่เสมอ รถบ้าอะไรมีคันเกียร์อยู่ที่คอพวงมาลัย ผมเพิ่งเคยมาเห็น แถมเป็นรถ แถมเป็นรถอนุรักษ์พลังงานด้วยการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เสียอีก ขืนขับไปมีหวังแบตเตอรี่หมดไฟกลางทางมิแย่กันไปใหญ่เหรอ

“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่ต่อ เพรารถคันนี้ชาร์จแบตเตอรี่มาเต็ม สามารถวิ่งได้ตั้งร้อยสิบห้ากิโลแน่ะ”

ยายแก้มบุ๋มอธิบายสรรพคุณของรถที่เธอได้มาเมื่อตอนกลางวัน ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ มันเป็นรถสองที่นั่งจริงๆรับ แบตเตอรี่มันอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ผมพยามยามเดินดูหาช่องเติมน้ำมันก็ไม่มี รถคันนี้กว้างประมาณเมตรกว่าๆ ความสูงก็คงอยู่ที่หนึ่งเมตร มันเล็กขนาดนี้แล้วผมจะเข้าไปนั่งได้สะดวกเหรอ หัวไม่ชนเพดานก่อนรึไง

“ก่อนไปน้องขวัญมีของดีติดตัวมาคุ้มครองด้วย พี่ต่อรอแป๊บหนึ่งนะ” เธอยื่นแผนที่ให้ผมรับมาถือไว้ ก่อนจะเปิดกระเป๋าสีขาวใบที่เธอสะพายมา ล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

“อะไรเจ๊??” ผมถาม เห็นยายแก้มบุ๋มหยิบสร้อยทำด้วยลูกปัดออกมาจากกระเป๋า

“นี่ไง” เธอชูสิ่งนั้นให้ผมดู มันคือวัตถุมงคลที่คนไทยนิยมบูชา “องค์จตุคามรามเทพไงพี่ นองขวัญไปบูชาที่วัดบุคคโลมาเมื่อปีที่แล้ว กันแคล้วคลาดไงพี่”

“จตุคาม???”

“ใช่ น้องขวัญ พวกติดตัวไว้ตลอดเลยแหละ เวลาจะไปไหนสวมไว้แล้วอุ่นใจทุกยาม” เธอพูดแล้วยกมือไหว้ขึ้นเหนือหัวก่อนจะเอามาสวมไว้ที่คอ ถอนหายใจ ยิ้มแป้น

“นี่ นี่ยังไม่หมดนะพี่” เธอเปิดกระเป๋าเอามือล้วงอีกห

“อะไรกันเจ๊ มีองค์พ่อจตุคามแล้วยังไม่พออีกเหรอ” ยายแก้มบุ๋มนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

“นี่ยันต์ ยันต์อาจารย์โกให้น้องขวัญมา”

ฮะหา ยันต์จากอาจารย์โกวิทย์น่ะเหรอเหรอ โอ้โห ได้ของดีจากอาจารย์ ชื่อดังซะด้วย ยายแก้มบุ๋มเก็บผ้ายันต์ใส่กระเป๋าไว้เหมือนเดิม หญิงกุญแจมาไขประตูรถ เธอจะเป็นคนขับเอง บอกให้ผมขึ้นรถ โดยที่เธอขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับแล้ว ส่วนไอ้บอยมันถือกล้องขึ้นไปนั่งตัวลีบอยู่ที่เก็บของด้านหลัง ซึ่งเป็นที่ว่างๆ แคบๆ

“ รีบๆขึ้นรถสิพี่ จะได้รีบๆไปหาตุ๊กตาหมีแพนด้ากันไวๆ มัวชักช้าโอ้เอ้เสียเวลา” ยายแก้มบุ๋มบ่น

“เจ๊แน่ใจนะว่าขับเป็นน่ะ แล้วพี่จะแน่ใจได้ยังไงว่าเจ๊จะไม่ขับรถไปตายกลางทางน่ะ

“เชื่อฝีมือน้องขวัญเหอะน่า” เธอเสียบกุญแจและสตาร์ทรถ “น้องขวัญมาเชียงใหม่กับพ่อก็มาขับรถคันนี้ประจำน้องขวัญขับได้เก่งกว่าพ่ออีก” เธอคุยโม้ “ว่าไงคุณพี่ จะไปไหม” เธอผลักคันเข้าเกียร์แล้ว

“ไปก็ไป....แต่ทำใจยากชะมัด” ผมเอื้อมือจะไปเปิดประตูรถ แต่....

“ขอสวดมนต์ก่อนได้ไหม” ผมอ้อนยายแก้มบุ๋ม เธอทำหน้าเบื่อหน่ายและถอนหายใจ

“เชิญ.....” ก่อนที่ผมจะทำอะไรได้นั้น ยายแก้มบุ๋มก็เหยียบคันเร่ง ออกรถพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว จนผมวิ่งตามเกือบไม่ทัน

“เฮ้ย!เจ๊ กลับมาก่อน รอพี่ด้วยเด้ะ” ผมคงตะโดกนเสียงดังมากจนยายแก้มบุ๋มจอดรถ ระหว่างผมวิ่งไป ยายแก้มบุ๋มก็ถอยรถกลับมารับผม พอรถจอดผมรีบเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งทันที ปิดประตูรถแทบไม่ทัน ยายแก้มบุ๋มก็รีบออกรถทันที

พอรถออกวิ่งไปได้สักพัก ไอ้บอยส่งกล้องเก็บภาพในรถให้ผมเอาไปติดไว้ที่มุมกระจกวางตรงคอนโซลด้านซ้าย ปรับมุมให้เห็นผมกับยายแก้มบุ๋มที่กำลังขับรถอยู่แล้วก็กดปุ่มบันทึกภาพ เสร็จแล้วปล่อยให้กล้องทำงานไป ผมนั่งเอนหลังอย่างสบายอารมณ์ ไอ้บอยเริ่มถ่ายวีดีโอภายในรถจากกล้องที่มันถืออยู่ ผมนั่งมองข้างทางที่มีคนเดินกันอยู่ บรรยากาศยามค่ำคืนนี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน สองฟากถนนมีรถราจอดอยู่เต็ม คืนนี้รู้สึกรถจะเยอะนิดหน่อย แต่สีหน้าของยายแก้มบุ๋มก็ไม่ได้หวั่นแต่อย่างใด เธอขับรถเก่งอย่างที่ว่าไว้จริงๆ เธอเปิดรถไฟหน้ารถสว่างโร่ ส่งแผนที่ให้ผมดู ไอ้บอยคอยถ่ายวีดีโอเป็นระยะๆ

“ขับออกไปตามทางนี้นะเจ๊ ขับตรงไปเรื่อยๆนะ” ผมบอกยายแก้มบุ๋ม “จนกว่าจะถึงร้านอาหารที่หัวมุมถนน จากนั้นก็เลี้ยวซ้าย”

ผมบอกทางให้ยายแก้มบุ๋มเป็นระยะ จนกว่าเธอจะขับผ่านสถานที่ตามที่ผมบอกไป ก้มดูแผนที่เป็นระยะๆ เลี้ยวเข้าหลายซอยมาก จนมาถึงทางตรงตลอด ถ้าขับผ่านทางนี้ไปเรื่อยๆก็จะไปถึงบ้านร้างที่เราเอาตุ๊กตาไปซ่อนไว้ตอนกลางวัน

รถคันนี้ทันสมัยมาก ไอ้บอยมันคิดว่าให้มีระบบจีพีเอสติดอยู่ในรถ แต่เราก็ไม่ได้เปิดใช้มันเลยสักนิด รถคันนี้ยังติดกล้องวงจรปิดไว้ที่หลังคาอีกด้วย(เอาเข้าไปนะไอ้บอย) โดยตัวกล้องถูกซ่อนไว้อย่างดีในหัวการ์ตูนที่เป็นลูกกะตาดำๆของหมีแพนด้า (หมีแพนด้าอีกแล้ว) แล้วก็มีเหล็กสั้นๆโผล่ออกมาจากหลังคารถ มีหัวการ์ตูนที่เป็นรูปหมีแพนด้านั่นติดอยู่บนปลายเหล็กนั่น กล้องตัวที่ว่านี้เป็นกล้องที่ทางศูนย์การค้าที่ให้พี่อู๋แพนด้าเช่ามาติดไว้ทุกคนที่ให้คนเช่ามาขับ คงจะติดเอาไว้กันรถหาย หรือไม่ก็เอาไว้เป็นหลักฐานว่าถ้าคนที่เช่าขับไปชนรถคันอื่นจนเกิดเรื่องก็จะได้ภาพจากกล้องวงจรปิดตัวนี้ ว่าเราขับไปชนเขาหรือว่าเขาขับมาชนเราเอง

เราจอดแวะพักข้างทางจอดรถดูแผนที่กันอีกที ไอ้บอยพูดบอกว่าถ้าขับผ่านทางนี้ไปเรื่อยๆให้สังเกตรถตู้ของแพนด้าสตูดิโอจอดอยู่ริมทาง ที่ที่มีตุ๊กตาหมีแพนด้าก็จะอยู่ที่นั่น ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็ถึง ขออย่างเดียว อย่าขับหลงทางก็แล้วกัน เริ่มมืดแล้ว ยายแก้มบุ๋มเปิดไฟในรถสว่างโร่

ยายแก้มบุ๋มออกรถอีกครั้ง ขับพ้นโค้งซ้ายหน้านี้ก็จะถึงทางไกลที่ไกลแสนไกล ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย บรรยากาศในรถเงียบมาก ได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์ที่ดังลอดเข้ามาในห้องโดยสารเล็กน้อย

“คุยกันหน่อยสิ อย่าเงียบ อย่าลืมสิว่าตอนนี้กล้องกำลังบันทึกภาพเราอยู่นะ” เสียงไอ้บอยร้องบอกจากหลังรถ ยายแก้มบุ๋มมองหน้าผม แล้วผมมองกระจกหลัง เห็นไอ้บอยทำท่ายกกล้องจะถ่ายอีกครั้ง

เราเงียบกันไปพักหนึ่ง ผมเห็นยายแก้มบุ๋มเปิดกระเป๋าของเธอหยิบอะไรบางอย่างออกมา มันคือแผ่นซีดีสีขาว มือขวายังจับพวงมาลัย ส่วนมือซ้ายถือแผ่นซีดีที่ว่า

“ทำอะไรเจ๊” ผมเอ่ยปากถาม เห็นเธอเปิดสวิชท์เครื่องเสียงในรถ

“เปิดเพลงฟังไง” เธอใส่แผ่นซีดีเข้าไปที่เครื่องอ่านหน้าคอนโซล “ อย่างน้อยมันก็ไม่เงียบเหงานักนะ”

“เพลงอะไรเจ๊” ผมถาม

“เพลงลูกทุ่งน่ะ” เธอยิ้มละไม “น้องขวัญเลือกเพลงมาเปิดให้เหมาะสมกับภารกิจของเราด้วยนะ”

ผมนั่งฟังไปสักพักก็ได้ยินเสียงคนร้อง

“....ข้าเจ้า....เป๋นสาวเจียงใหม่...แห็มบ่เต้าใดก่อจะเป๋นสาวแล้ว....ตึงวันมีบ่าวมาแอ่ว...มาอู้มาแซว เป็นคนหละปูน.....”

อ๋อ เพลง “สาวเชียงใหม่” ของสุนทรีย์ เวชานนท์นั่นเอง ยายแก้มบุ๋มร้องตามเบาๆ ผมแอบยิ้มพลางมองดูหน้าเธอ เธอละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองผมดูแวบเดียว แล้วก็หันกลับไป แล้วยิ้ม

“ยิ้มอะไรพี่ แหม กำลังร้องเพลงอยู่ดีๆ” ยายแก้มบุ๋มถาม สายตามองไปตรงหน้า

“เจ๊นี่เสียงดีนะ” ผมทัก “น่าจะไปสมัครเป็นนักร้องนะ เห็นชอบฟังเพลงลูกทุ่งนี่ เอาให้ดังเลยนะ ไม่ใช่ดังธรรมดานะ ดังเปรี้ยงเลยแหละ ถ้าเป็นได้คงดังเหมือน....” ผมหยุดพูดนิดหนึ่ง ยายแก้มบุ๋มหันมาหมองหน้าผม “เหมือนน้องขวัญไง”

“น้องขวัญ” ยายแก้มบุ๋มทำหน้างงๆ

“ก็น้องขวัญ ขวัญฤทัยยังไงล่ะเจ๊ ฮ่าๆๆๆๆ แค่นี้ทำเป็นงง อย่าบอกนะว่าไม่รู้จัก น้องเค้าดังจะตาย เช๊ย...เชย ฮ่าๆๆ” ผมสะใจที่แก้ลงเธอได้สำเร็จ ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่างอายๆ

“จะบ้าเหรอพี่ ตัวเองพูดอย่างกับเค้าเป็นคนอื่นคนไกลอย่างนั้นแหล” เธอค้อนผม

ผมหัวเราะอีกรอบ แล้วเราสองคนก็ร้องเพลงนี้ที่ย้อนกลับมาท่อฮุคโดยพร้อมกันมิได้นัดหมาย

“...เปิ้นบอกว่าจะมาขอ ข้าเจ้าก็รอ มาแล้วเป๋นปี๋ ป้อแม่ ท่าปู๋สะลี อ้ายบ่าวตั๋วดีหายแซ็บหายสอย.....”

แหม ช่างมีความสุขดีจริงนะยายแก้มบุ๋มเอ๋ย ปล่อยไปก่อน ถ้าได้เห็นบ้านร้างแล้วเธอจะยิ้มไม่ออก ผมนึกกระหยิ่มอยู่ในใจ

เวลาผ่านไปอีกสักพัก ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะถึงเลย นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มสิบนาที เพลงที่สองก็เริ่มบรรเลง

ต๋อนยอน....ต๊ะ ต๋อนยอน.... ต๊ะ ต๋อนยอน ต๋อนยอน ต๋อนยอน....

ผมได้แต่อึ้ง เพลงอะไรของยายแก้มบุ๋มเนี่ย ฟังไม่รู้เรื่อง

“เพลงอะไรของเจ๊เนี่ย มีแต่ต๊ะต๋อนยอน” ผมเอ่ยปากถาม

“ก็เพลงเหนือเรานี่แหละ มันก็เหมือนกับร้องว่า หลั่นลา ลาลันล๊า...ลาลันลา ลันลาลันลา เหมือนของไทยเรานี่แหละ พี่ต่อก็เป็นเหนือไม่รู้หรอกเหรอ” ยายแก้มบุ๋มอบายให้ผมฟัง

ผมส่ายหัว เพราะไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อน ก็ที่เปิดๆมามันเป็นเพลงเก่าทั้งนั้นนี่ ฮี่ธ่อ....

“น่านล่ะ เป็นคนเหนือแต่ไม่เคยฟังเพลงเหนือ พี่ต่อน่ะ เช๊ย...เชย ฮ่าๆๆๆ”

ยายแก้มบุ๋มหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ ที่แก้ลำผมได้สำเร็จ

เออ ฝากไว้ก่อน เดี๋ยวพอไปถึงเธอได้กลัวจนขี้หดตดหายแน่ ผมนึกในใจ

สองสามเพลงแรกยายแก้มบุ๋มเปิดแต่เพลงเหนือตลอด ก็พอฟังได้ เข้าสู่เพลงที่สาม ผมจำได้ว่าเป็นเพลง ไว้ใจได้กา ก็เป็นเพลงเหนืออีก ของลานนา คัมมินส์

“...แต่ก่อนแต่ไรไปแอ่งตางได๊กัน เฮาก็ไปโต๊ยกั๋น ตึงวันแสนม่วนใจ๋ พอพบ ฮู้จักสาวชาวกรุงบ่เต้าใด อ้ายก่อไปเอาอ๊กเอาใจ๋แต่เขา...”

ยายแก้มบุ๋มร้องได้ทุกเพลง ผมร้องได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่พอถึงท่อนนี้ ยายแก้มบุ๋มร้องดังขึ้น

“.....ปากแดงๆ จะไว้ใจได้กา หน้าสวยๆ จะไว้ใจได้กา แก้มขาวๆจะไว้ใจได้กา ตาหวานๆ จะไว้ใจได้กา ใส่เอวลอย จะไว้ใจได้กา นุ่งสั้นๆ จะไว้ใจได้กา อยู่เมืองไกล จะไว้ใจได้กา บ่ไจ้ข้าเจ้า จะไว้ใจได้กา….”


รถนิสสันไฮเปอร์มินิสีเขียววิ่งไปด้วยความเร็วสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง พวกเรามีอารมณ์ผ่อนคลายกันตลอด แต่ยายแก้มบุ๋มนี่สิ สนุกสนานไม่ได้นึกเลยว่าข้างหน้าจะเจอกับอะไรบ้าง ผมชักจะเริ่มห่วงไอ้พวกที่มันไปรออยู่ที่บ้านร้างแล้วล่ะสิ มันจะรอนานกันรึเปล่า เพราะพวกเรายังไปไม่ถึงกันซักที

เพลงต่อไปดังขึ้นมา

“....ส-วัส-ดี-เจ้า....”

ผมมองหน้ายายนี่อีก เพลงเหนืออีกแล้ว ผมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดให้เธอเห็นว่า ผมเริ่มเบื่อเพลงพวกนี้แล้วนะ

เธอละสายตาจากการมองถนนตรงหน้าหันมามองผม เมื่อเห็นสีหน้าของผมที่บ่งบอก เธอก็หันไปมองถนนพร้อมกับยิ้มกวนๆให้ ไอ้ยิ้มกวนๆนั่นแหละ ที่ผมอยากกระเถิบเข้าไปตบหน้ายายนี่สักทีหนึ่ง รถคันนี้คันเกียร์มันอยู่ที่คอพวงมาลัยด้านซ้าย เลยทำให้ช่องว่างระหว่างเบาะทั้งสองมันชิดติดกัน ลำพังผมก็นั่งใกล้ยายแก้มบุ๋มนี่อยู่แล้ว กระเถิบเข้าไปอีกนิดหน่อยก็จะตบมันได้สะดวก (แถมเข้าไปนั่งชิดติดกันก็ยังได้) ว่าแต่ว่า เปลี่ยนจากการตบสักฉาดเป็นหอมแก้มสักฟอดดีไหม ( ผมล้อเล่นนะ)

และแล้วแนวเพลงก็เปลี่ยนไป

“.....หมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีหมีแพนด้า...”

แหม ช่างถูกใจผมเสียจริง เพลง “หมีแพนด้า” ดังมาจากลำโพงที่ประตูรถด้านในทั้งสองบาน ยายแก้มบุ๋มยิ้มแก้มแทบปริ ร้องตามอย่างอารมณ์ดี

“นี่ไงพี่ต่อ เพลงที่น้องขวัญบอกว่าเลือกมาฟังให้เหมาะสมกับภารกิจของเรา” เธอบอกผม แล้วยิ้มอย่างภูมิใจ ผมได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบ

“...หมีแพนด้าเขาว่าหน้ารัก ผมนี้ชักชักอยากจะเห็น อยากสัมผัสหมีตัวเป็นๆ อยากจะเห็นเห็นหมีแพนด้า อยากจะรู้มันอยู่ยังไง มันกินอะไรถึงได้โตมา กินยอดไม้ยอดไผ่ยอดหญ้าหรือกินพิซซ่าเหมือนกันกับคน....มันกินอะไรน้อ....”

ยายแก้มบุ๋มขับรถไปก็ร้องเพลงไป โดยเธอทำเสียงร้องต่ำๆให้เหมือนเสียงผู้ชายร้อง ผมก็ร้องตามไปบ้าง ยายแก้มบุ๋มโยกตัวไปซ้ายไปขวาตามจังหวะเสียงเพลง ยายนี่ร้องเพลงดูแล้วก็มีความน่ารักสดใสอยู่ใจตัวจริงๆ ผมแอบแลมองเธอนั่งขับรถไปโยกตัวไปจนถึงเพลงนี้จบ น่ารักซะไม่มี

“เพลงอะไรต่อเจ๊” ผมถามทันทีที่เพลงนี้จบ

“เหมือนเดิม ร้องแก้ด้วย” เธอตอบมาสั้นๆ

“ร้องแก้เหรอ” ผมถามซ้ำ

“อยากรู้ว่าเป็นยังไงก็ลองฟังดูเองก็แล้วกัน” ยายแก้มบุ๋มตอบ ยิ้มหวานอีกแล้ว

ผมนั่งฟังเพลงต่อไปที่กำลังดังจากลำโพง ได้ยินเสียงคล้ายหมาเห่าดังขึ้นมาเป็นอับแรก ไม่ใช่เสียงหมาสิ คงจะเป็นเสียงหมีต่างหากล่ะ แล้วก็มีดนตรีตามมา ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่าอายๆ ผมรู้แล้วล่ะว่าเพลงอะไร

“แล้วเอามาเปิดทำไมเนี่ย” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะ ที่ผมจับกลเธอได้ ผมทำหน้าไม่พอใจ

“ก็คนมันอยากฟังนี่” เธอหันไปมองกระจกข้าง “อยู่ที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเวลาได้ฟัง ตั้งสี่ปีมาแล้ว ไม่รู้ว่าลืมเพลงนี้รึยัง” ยายแก้มบุ๋มแก้ตัว พลางหัวเราะไปด้วย

“เหรอเจ๊ ไม่มีเวลาได้ฟังหรือว่าเอาเวลาไปแชทกับหนุ่มกันแน่หือเจ๊” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มได้แต่หัวเราะ

“ไม่ได้เล่นแล้ว แชทเชิทอะไรนั่นน่ะ” เธอยิ้มแป้น “มาร้องเพลงนี้กันดีกว่า พี่ต่อร้องได้ม๊ะ”

“ได้ๆ พี่ฟังประจำ”

ยายแก้มบุ๋มเอื้อมมือไปกดปุ่มสั่งเล่นเพลงใหม่อีกรอบ โยกตัวไปมาตามจังหวะเพลง ส่วนผมนั่งนิ่ง พอถึงตอนที่จะร้อง เธอก็ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอเอง ไม่ต้องงดัดเสียงให้เหมือนตอนร้องเพลงเมื่อก่อนหน้านี้

....หมีแพนด้า หมีแพด้า หมีแพนด้า หมีหมีแพนด้า....

ท่อนสร้อยผ่านไป ผมบ่นกับเธอว่า

“ดูท่าทางเจ๊จะนิยมเพลงเก่ามากเลยนะ” เธอไม่ตอบ แต่เริ่มร้องตามดนตรีท่อนถัดไป

....ดูมาแล้วไปดูมาแล้ว เห็นมาแล้วไปเห็นมาแล้ว หมีแพนด้ามันน่ารักจัง แล้วมันยังสีสวยด้วยละ ขาวกับดำปุกปุยด้วยนะ รู้แล้วละว่ามันกินอะไร มันกินยอดไผ่ไม่ได้กินพิซซ่า เพราะหมีแพนด้ามันไม่ใช่คน.....ข้าวปุ้นมันก็ไม่กินนะ นะ...

“เจ๊คงยังไม่เคยเห็นหมีแพนด้ากินพิซซ่ากับขนมจีนหรอกนะ” ยายแก้มบุ๋มได้แต่ส่ายหัวกับยิ้ม

.....ทั้งหลินฮุ่ยแล้วกระทั้งช่วงช่วง เห็นมันควงจีบกันด้วยละ อีกไม่นานมันคงมีลูกนะ ลูกมันน่ะ คงจะน่ารักจังคงจะเหมือนช่วงช่วง หลินฮุ่ย ขนปุกปุยน่ารักน่าชัง อุ๊ยอยากเห็นจังอยากเห็นลูกหมี อยากเห็นจังอยากเห็นลูกหมี.....มันจะน่ารักเหมือนพ่อกับแม่มันไหมน้อ…...”

“ไม่มีหมีตัวไหนน่าเกลียดหรอกเจ๊”

.....เด็กคงรักผู้ใหญ่คงชอบ ใครช่วยตอบตอบได้ไหมนี่ ว่าจะรอกี่เดือนกี่ปี คุณลูกหมีถึงจะคลอดมา อยากจะเห็นอุ๊ยอยากจะรู้ จะเป็นตัวผู้หรือว่าตัวเมีย อยากจะเห็นจริงจริงนะเนี่ย ตัวผู้ตัวเมียกันน้อลูกหมี สาธุ.... อย่าฮื้อมันเป๋นกระเทยนะเจ้า....

“คงไม่มีหรอกนะเจ๊ แพนด้ากาเทยน่ะ”

.....มันมีลูกมันคงรักลูก คงพันผูกผูกพันกันดี มีพ่อหมีแม่หมีลูกหมี รักกันดีครอบครัวอบอุ่น คิดแล้วน่าอิจฉานะคุณ คงอบอุ่นและรักกันดี อยากให้คนรักกันเหมือนหมี คงอบอุ่นดีเหมือนหมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีแพด้า หมีแพนด้า หมีหมีแพนด้า....

เพราะจังเลยเนอะเพลงนี้ ใครน้อเป็นคนร้อง เสียงดีจริงๆเลย คนร้องคงจะน่ารักเหมือนหมีแพนด้าเลยเนอะ ผมหันไปมองเห็นเธอยิ้มน้อยๆแล้วส่ายหัวช้าๆ ยายนี่ชักจะเพี้ยนไปอีกคน

“เออเนอะ อยากเห็นหน้าคนร้องจังเลยเนอะ ถ้าหากว่าพี่ได้เจอตัวจริงนะ” ผมแกล้งพูดให้เธอได้ยิน “พี่จะเข้าไปขอลายเซ็น เข้าไปขอจับมือ เข้าไปขอหอมแก้ม เข้าไปขอ.....”

“พอได้แล้ว” ผมพูดไมทันจบ เธอก็ชิงพูดเสียก่อน “ถ้าเพื่อนเค้ามาได้ยินที่พี่พูดอย่างนี้เมื่อกี้มีหวังพี่โดนไล่เตะน่วมแน่”

ยายแก้มบุ๋มนี่ก็บ้ายอเป็นเหมือนกันแฮะ ผมเห็นเธอหน้าแดงแจ๋เลยแหละ

เพลงต่อไปดังขึ้นมา เป็นเสียงตะโกนดังๆของเด็กผู้หญิงเสียงใสขึ้นมาเป็นอันอับแรก

“....เจ้าแพนด้าน้อย....”

ตามต่อด้วยเสียงดนตรี ผมมองหน้ายายแก้มบุ๋มอย่างงงๆ เธอหันมามองผมแวบเดียวก่อนจะหันไปมองทางตรงหน้าเหมือนเดิม มือทั้งสองจับพวงมาลัยแน่น

เพลงอะไรอีกล่ะเจ๊ เจ้าแพนด้าน้อยเนี่ย

“ลูกหมีแพนด้า ของน้องจอย อารีย์ไง เคยฟังแล้วไม่ใช่เหรอ แหม แล้วทำมาเป็นลืม”

จริงสิ ผมเคยฟังเพลงนี้เมื่อสองปีก่อนตอนที่อยู่บ้านเด็กที่ตากนี่ แหม เกือบลืมไปเลย

“เจ๊ร้องตามได้ไหมเพลงนี้” ผมหันไปถามยายแก้มบุ๋ม เธอพยักหน้า

“ได้นิดหน่อย จะลองดูนะ” เธอกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเริ่มร้อง

“.....ฮือฮาฮือฮากันใหญ่ พี่น้องชาวไทยดีใจถ้วนหน้า เพราะมีลูกหมีแพนด้า เพราะมีลูกหมีแพนด้า ตัวน้อยเกิดมาให้เราชื่นใจ นับว่าเป็นความโชคดีที่พวกเรานี้ได้ของขวัญใหม่ ช่วงช่วงหลินฮุ่ยมอบให้ ช่วงช่วงหลินฮุ่ยมอบให้ พี่น้องชาวไทยเราได้ชื่นชม…..”

.....ตัวมันเล็กเท่าตัวหนู มีหางมีหูมีตากลมกลม มีขนขาวดำตามตัว บางพอสลัวนุ่มเหมือนไหมพรม มันเดินเป๋ไปเป๋มามีขาสี่ขาอุ๊ยน่ารักน่าชม มันทำอ้อแอ้เสียงอ้อนพอตื่นจากนอนแม่ก็เอาป้อนนม.....

.....เฝ้ารอรอมาหลายปีสมหวังซะทีมีให้ได้ชม ตั้งตากันมานานนม ตั้งตากันมานานนมได้ชื่นได้ชมสมหวังซะที ชาวไทยดีใจไชโยส่งข้อความโชว์ไปชื่นชมหมี ใกล้ไกลใครก็แฮปปี้ ใกล้ไกลใครก็แฮปปี้ ส่งไปรษณีย์ไปตั้งชื่อหมีน้อย…..”

“.....หมีน้อยยังไม่มีชื่อเอาไงดีฮึเอาชื่ออะไร ไทยจีนหลินปิงหญิงหญิงก็ยังไม่นิ่งมขวัญธงขวัญไทย ลองคัดให้เหลือแค่หนึ่งความหมายซึ้งๆได้ไหมได้ไหม เลือกซิเอาชื่ออะไร เลือกซิเอาชื่ออะไร พี่น้องชาวไทยช่วยโหวตกันหน่อยเด้อ....”

เพลงยังไม่ทันจบ ยายแก้มบุ๋มก็ชิงพูดเสียก่อน

“เขาได้ชื่อกันตั้งนานแล้วน้องอันนี้โผล่มาก็ยังเดิมๆแหละ”

“เจ๊เลือกเพลงมาเปิดก็เดิมๆแหละ เพลงเก่าๆทั้งนั้น ไม่เห็นมีเพลงใหม่ๆบ้างเลย”

“แต่แฟมิลี่หมีแพนด้าก็ฟังเพราะกว่าลูกหมีแพนด้าใช่ไหมล่ะ” เธอพูดเข้าข้างตัวเอง

“ฟังเพราะทั้งคู่นั่นแหละ”

เราถียงกันอย่างอารมณ์ดีเกี่ยวกับเรื่องพลงที่เปิดมาว่าไหนเพราะกว่า เถียงกันไปเถียงกันมาสักพัก เพลงต่อไปเริ่มบรรรเลง คราวนี้เป็นเสียงเด็กผู้ชายร้อง เราจึงหยุดเถียงกัน

อ๋อ เพลง “หมวยแพนด้า” ของน้องเคอิโงะที่เคยเป็นขาวเมือ่ก่อนนั่นเอง แต่ผมจำเนื้อเพลงไม่ได้แฮะ ยายแก้มบุ๋มนี่ชอบหาเพลงเกี่ยวกับหมีแพนด้ามาเปิดได้ทุกเพลงจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่เพลงเด็กๆ แต่มันเป้นเพลงเก่าๆทั้งนั้น แต่ก็พอฟังได้

ผมเอนตัวพิงเบาะฟังเพลงไปเรื่อยๆ ยายแก้มบุ๋มเริ่มง่วงแล้ว เธอบ่นว่าไม่เคยอยู่เกินสองทุ่มก็เข้านอนแล้ว เธอยกมือดูนาฬิกาที่ข้อมือ

“เลี้ยวโค้งขวาตรงนี้แล้วตรงไปอีกหน่อยก็จะถึงแล้วนะ ที่ซ่อนตุ๊กตาอยู่ฝั่งซ้ายมือ น้องขวัญขับไปช้าๆหน่อย พี่จะดูด้วยว่าถึงไหนแล้ว” เสียงไอ้บอยร้องบอกอยู่หลังรถ มันโผล่หัวขึ้นมามองไปรอบๆผ่านกระจกติดอยู่รอบคันรถ

ยายแก้มบุ๋มลดความเร็วลงแล้วขับชิดซ้ายของถนน มีรถผ่านถนนสายนี้ไม่มากนัก ผมมองเห็นบ้านร้างนั่นอยู่ไกลๆ อีกประเดี๋ยวก็คงถึง ไอ้บอยโทรไปบอกพวกที่รออยู่ที่บ้านร้างให้เตรียมตัว

อีกสิบนาทีเจอกันนะ เตรียมตัวตั้งกล้องถ่ายตอนรถจะเลี้ยวเข้าไปด้วยนะ เป็นรถยนต์สีเขียวอ่อนคันเล็กๆนะ ขับมาเลนซ้ายนะ.....น้องขวัญ เปิดไฟเลี้ยวให้กระพริบทั้งสองดวงด้วยนะ” ไอ้บอยหันมาบอกยายแก้มบุ๋ม ที่เอื้อมมือลงมาผลักคันเล็กๆที่คอพวงมาลัยด้านซ้าย “โอเค แล้วเจอกันนะ”

ยายแก้มบุ๋มขับรถไปช้าๆ พ้นโค้งนี้แล้ว ตรงไปอีกหน่อยก็จะถึงบ้านร้างนั่นแล้ว แต่ก็ยังอีกไกล เพลงต่อไปเริ่มบรรเลง เพลงนี้ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ดนตรีก็ไม่คุ้นหู มองดูยายแก้มบุ๋มเริ่มโยกตัวไปมาตามจังหวะเสียงเพลงอีกครั้ง จนเริ่มร้องตามเสียงนั่นแหละ เธอจึงร้องตามอยู่คนเดียว

....แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า…..”

ถึงตรงนี้เธอหันมามองหน้าผมแล้วยิ้มกวนๆให้อีกครั้ง ผมได้แต่ทำหน้างงไป แล้วเธอก็ร้องต่อไป

“….เที่ยวทั่วไทยใจครึกครื้น เศรษฐกิจก็คึกคัก ไปไหมเพื่อนเพื่อนที่รัก เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี....

ผมยิ้ม พลางพูดว่า “นั่นแน่ ของใหม่เหรอเจ๊ เมื่อกี้มีแต่ของเก่าๆ”

ยายแก้มบุ๋มหยุดร้อง แล้วตอบว่า

“แหม คนเรามันก็ต้องมีเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิ” เธอพูดแล้วแอบยิ้ม หันไปมองกระจกข้างรถที่อยู่ทางฝั่งคนขับ ผมนั่งฟังเพลงนี้ต่อไป ส่วนยายแก้มบุ๋มไม่ได้ร้องตาม

“…..เกิดมาแล้วเจ้าหมีน้อย ตัวจ้อยล้อยน่ารักดี เราดีใจได้ลูกหมี เป็นข่าวดีของชาวไทย เป็นข่าวดีของชาวไทย......เขามีชื่อคือหลินปิง น่ารักจริงนั่นเห็นไหม ใครก็บอกบอกว่าชอบใจ ใครก็บอกบอกว่าชอบใจ หมีตัวใหม่ของพวกเรา หมีตัวใหม่ของพวกเรา......

อีกประมาณห้าสิบเมตรจะถึงทางเข้าบ้านร้างนั่น ไอ้บอยบอกให้ยายแก้มบุ๋มจอดรถ มันจะลงไปถ่ายตอนที่รถของเราวิ่งผ่านกล้องไปทางบ้านร้างนั่น ไอ้บอยลงไปแล้ว มันยืนอยู่ริมทาง ยายแก้มบุ๋มถอยรถไปเสียไกล ก่อนจะเข้าเกียร์เดินหน้าเลี้ยวรถออกกลางทางแล้วเร่งความเร็วตามปกติ ขับผ่านไอ้บอยที่กำลังยืนอยู่ข้างทางถือกล้องถ่ายรถของเราที่กำลังวิ่งผ่านหน้ามันเข้าไปเลี้ยวซ้ายทางเข้าบ้านร้างนั่น ยายแก้มบุ๋มเริ่มหน้าซีดเมื่อเห็นบ้านร้างตรงหน้า

เฮ้ย พี่ต่อ ทำไมทีมงานแพนด้ามากันที่นี่ล่ะ” ยายแก้มบุ๋มถามผมเมื่อมองเห็นรถตู้ที่จอดอยู่ใกล้ๆ มีใครหลายคนยืนอออยู่ที่รถ พวกนั้นเอง กำลังถ่ายรถของเราที่ค่อยๆขับเข้าไปจอดตางลานกว้างๆ ผมเห็นไอ้บอยวิ่งตามมาสมทบกับพวกนั้นแล้ว ยายแก้มบุ๋มจอดรถแล้ว

“คงจะเป็นที่นี่ล่ะมั้งเจ๊” ผมทำทียกแผนที่ขึ้นมาดูทางที่เราเพิ่งผ่านมา เพลงแพนด้าน้อยยังดังอยู่ “ทางที่เราขับผ่านมาตามแผนที่บอกก็ถูกแล้วนะ พวกนี้ถึงได้มาดักรอเราอยู่ที่นี่ก่อนไง” ผมส่งแผนที่ในมือให้ยายแก้มบุ๋มรับไปดูอยู่สักพัก แล้วเงยหน้ามองผ่านกระจกรถดูบ้านร้าง สายตาไม่กระพริบ

“น่ากลัวจัง” เธอเริ่มปอดแหก ยิ้มไม่ออกเลย ผมมองสีหน้าเธอที่ทำหน้าเหลอหลา ตายังลอกแลกมองไปยังบ้านร้างนั่น ผมเก็บอาการอยากขำไว้ ตีสีหน้าให้เหมือนเธอ อย่าให้มีพิรุธน่ะสิ

“ที่นี่น่ะเหรอที่จะให้เรามาหาตุ๊กตาน่ะ” เธอหันมาถามผมก่อนจะหันไปมองบ้านร้างต่อ

“คงจะเป็นที่นี่แหละ” ผมมองตามเธอบ้าง “ลองถามทีมงานให้แน่ใจก่อนสิว่าใช่ที่นีรึเปล่า” ผมบอกเธอ ยายแก้มบุ๋มกดสวิทช์เลื่อนกระจกด้านข้างเธอลง ก่อนจะหันไปเรียกใครคนหนึ่ง

“พี่คะ พี่”

ใครคนหนึ่งเดินถือกล้องเข้ามาใกล้รถ ยายแก้มบุ๋มเอื้อมมือไปหรี่เสียงลำโพงให้ดังค่อยลง ไอ้บอยเดินถือกล้องเข้ามาหา

“มีอะไรครับ”

“ที่นี่เหรอคะที่จะให้น้องขวัญกับพี่ต่อมาหาตุ๊กตาหมีแพนด้าน่ะ” ยายแก้มบุ๋มชี้ไปที่บ้านร้างหลังนั้น

“ใช่แล้วครับ” ไอ้บอยตอบอย่างสุภาพ เล่นเอายายแก้มบุ๋มอ้าปากค้าง

“หา!” ยายแก้มบุ๋มอุทาน หันไปมองบ้านร้างนั่นอย่างหวาดๆ

“มีข้อแม้ว่าน้องขวัญจะต้องเข้าไปหยิบตุ๊กตาหมีแพนด้าทั้งสามตัวมาให้ได้ด้วยมือของน้องขวัญเองนะครับ พี่ต่อต้องเข้าไปด้วยกัน และช่วยหาเป็นเพื่อนเท่านั้นนะครับ”

“แล้วน้องขวัญจะเจอผีไหมคะ” ผมหัวเราะทันทีที่ยายแก้มบุ๋มถาม

“ไม่ทราบครับ ทราบแต่ว่าที่บ้านหลังนี้มีคนตายมาก่อนด้วยครับ”

“หา!” ยายแก้มบุ๋มอุทานอีกครั้ง “แง้....มีคนตายด้วย” เธอทำเสียงเหมือนเด็กๆร้อง

“ขอให้โชคดีนะครับ” ไอ้บอยพูด

ขอบคุณค่ะ แต่ไม่ต้องอวยพรก็ได้นะพี่ ยายแก้มบุ๋มเลื่อนกระจกขึ้เหมือนเดิม ไอ้บอยเดินกลับไปแล้ว ยายแก้มบุ๋มมองดูบ้านร้างอีกครั้ง จ้องแทบตาไม่กระพริบ ผมก็เหมือนกัน กลางคืนมันดูน่ากลัวกว่าตอนกลางวันอีก ผมเอื้อมมือไปหมุนโวลุ่มเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้น แล้วกดปุ่มให้เริ่มเล่นเพลงนี้ใหม่อีกรอบ ขณะที่ยายแก้มบุ๋มมองบ้านหลังนั้นอย่างไม่กระพริบตา

....แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า…..”

เราไม่ได้ร้องตามเพลง เพราะกำลังมองดูบ้านร้างนั่นอย่างสายตาไม่กระพริบ คงจะรอดูว่ามีตัวอะไรนั่งอยู่บนหลังคาบ้านแล้วกวักมือเรียกพวกเรารึเปล่า ยายแก้มบุ๋มก็คงคิดเหมือนผม ถ้ามีตัวอะไรที่ว่านั่งอยู่บนหลังคาล่ะก็ เตรียมเผ่นได้ทันที ไม่ต้องหงต้องหามันแล้วตุ๊กตาน่ะ

เพลงก็ยังดังไปเรื่อยๆ...........บ้านร้างนั่นก็ยังสงบนิ่ง

“…..เกิดมาแล้วเจ้าหมีน้อย ตัวจ้อยล้อยน่ารักดี เราดีใจได้ลูกหมี เป็นข่าวดีของชาวไทย เป็นข่าวดีของชาวไทย......เขามีชื่อคือหลินปิง น่ารักจริงนั่นเห็นไหม ใครก็บอกบอกว่าชอบใจ ใครก็บอกบอกว่าชอบใจ หมีตัวใหม่ของพวกเรา หมีตัวใหม่ของพวกเรา......

เสียงเพลงดังต่อเนื่อง ผมกับยายแก้มบุ๋มนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน สายตายังจ้องอยู่ที่เดิม แต่ผมกวาดสายตาไปดูหน้าต่างทุกบานในแต่ละชั้น เผื่อว่ามันจะมีแสงไฟโผล่ออกมาที่หน้าต่างบานไหนสักบาน แล้วก็อาจจะเห็นผีเดินผ่านไปผ่านมาตรงช่องหน้าต่างบานนั้นก็อาจเป็นได้ เท่านี้แหละ ไม่ต้องรอช้า ใส่ตีนหมา โกยแนบ

แต่ว่าบ้านร้างก็ยังสงบอยู่..............ลำโพงก็ยังบรรเลงเพลงแพนด้าน้อยไปเรื่อยๆ ผมกับยายแก้มบุ๋มก็ยังนั่งนิ่ง จ้องมองดูบ้านร้างยังไม่ขยับตัว

.......เดี๋ยวนี้เนอะมีพ่อหมีกับแม่หมีและลูกหมี เป็นครอบครัวน่ารักดี ต่อไปนี้หมีคงไม่เหงา อยากไปเห็นอยากไปหา อยากรู้ว่าครอบครัวเขา อบอุ่นดีกันหรือเปล่า อยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้วย อยากจะเข้าไปถ่ายรูปด้วย อยากจะชวนเพื่อนเพื่อนไป เที่ยวเชียงใหม่กับหนูด้วย ถ่ายรูปหมู่ดูสวยสวยกับหมีด้วยคงเข้าท่าดี กับหมีด้วยคงเข้าท่าดี แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า....

เมินเสียเถิด ภายในรถมีแต่เสียงเพลง ผมละสายตาจากการมองบ้านร้าง มามองหน้ายายแก้มบุ๋ม เธอหันมามองผมเหมือนกัน เราสบตากันอยู่สักพัก แปลความหมายได้คงเป็นคำพูดที่ว่า

“เลิกเหอะ”

แต่เราก็ไม่ได้พูดออกมา เราเลิกมองตากันแล้วหันไปมองบ้านร้างเหมือนเดิม

เพลงแพนด้าน้อยวนมาถึงท่อนสร้อยอีกครั้ง

....แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า....เที่ยวทั่วไทยใจครึกครื้น เศรษฐกิจก็คึกคัก ไปไหมเพื่อนเพื่อนที่รัก เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี.....

หลังจากที่เงียบมานาน จู่ๆ ผมก็พูดขึ้นก่อน

“ปิดเพลงเหอะเจ๊” ผมหันไปบอกยายแก้มบุ๋ม เธอยังจ้องอยู่ที่เดิม “เปิดเพลงไม่เข้ากับบรรยากาศเลยเจ๊” ผมหันบอกเธอ เธอหันมามองหน้าผม แล้วดึงเบรกมือขึ้น เหยียบคลัชท์เข้าเกียร์ว่าง

“นั่นสิพี่” ยายแก้มบุ๋มพูด แล้วเอื้อมมือไปปิดเพลง จากนั้นบิดสวิทช์ดับเครื่งยนต์ หยิบกระบอกไฟฉายจากหน้ารถมาถือไว้ในมือแล้วบอกว่า “เดี๋ยวก็คงได้เจอผีก่อนจะเจอตุ๊กตาหมีแพนด้าหรอก” เธอพูดสีหน้าเรียบๆ แล้วเปิดประตูรถลงไป หน้าสิ่วหน้าขวานยายนี่ยังจะมาพูดแบบนี้อีก ผมยิ่งกลัวๆอยู่ด้วย

ผมรีบคว้ากระบอกไฟฉายแล้วปิดไฟในรถ จากนั้นเปิดประตูรถตามยายแก้มบุ๋มลงไป พวกที่คอยถือกล้องถ่ายรีบเข้ามาอยู่ทางด้านหลังผมกับยายแก้มบุ๋ม เพื่อนคนหนึ่งเปิดไฟสปอร์ทไลท์ที่ถือไว้ แสงสว่างส่องมาที่ผมกับยายแก้มบุ๋มสว่างโร่ ตากล้องคนนั้นเริ่มถือกล้องถ่าย พี่คนขับรถถือไมค์โครโฟนชูเหนือหัวพวกเรา

“เอาไงดีเจ๊ บุกเลยไหม” ผมแกล้งถามยายแก้มบุ๋ม แต่ในใจยังหวาดๆไม่น้อย

“ใจเย็นๆดิพี่” ยายแก้มบุ๋มทำหน้ากลัวๆ “เราไม่รู้เลยนะว่าจะต้องไปเจออะไรกันบ้างน่ะ”

“แล้วเจ๊จะกลัวอะไรล่ะ เจ๊มีองค์พ่อจตุคามคุ้มครองอยู่แล้วนี่ พี่ไม่มีของดีอะไรคุ้มหัวเลยสักอย่าง” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มเดินมาใกล้ๆผม เปิดกระเป๋าแล้วล้วงเอาของ

“งั้นเอายันต์ของอาจารย์ไป” เธอยื่นยันต์ให้ผม

“เฮ้ย!เจ๊ ไม่เอานะ ไม่เป็นไร ขอบใจมาก เอาเก็บไว้เถอะ” ผมปฏิเสธ

“เอาเหอะน่า เอาไว้คุ้มหัวพี่ไง” เธอยังยืนกรานจะให้ยันต์ผมให้ได้

“ไม่เป็นไร พี่มีของดีไว้คุ้มหัวแล้ว”

“อะไรเหรอ ของดีอะไร” เธอถามผม ผมยิ้มก่อนจะตอบ

“ซอสภูเขาไง” ผมแกล้งยายแก้มบุ๋ม เธอตีหน้าซุปเปอร์งง

“บ้า เล่นอะไรก็ไม่รู้” ยายแก้มบุ๋มรู้ทัน ผมหัวเราะ

“ล้อเล่นน่า....” ผมหัวเราะอีกรอบ “ปะ ไปกันได้แล้ว” ผมทำท่าจะออกเดิน แต่ยายแก้มบุ๋มรั้งแขนผมไว้

“ดะ...เดี๋ยวสิพี่ อย่าเพิ่งไป มันน่ากลัวนะ” ยายแก้มบุ๋มพูด พลางหันไปดูบ้านร้างนั่น”

“จะกลัวอะไรกัน เราไปกันตั้งห้าหกคน” ผมบอกแล้วหันไปมองทีมงานไอ้บอยหันกล้องไปทางทีมงานที่เหลือทันที

“แต่น้องขวัญกลัวนี่” เธอทำท่ากลัวได้น่ารักมาก “แพนด้าน้อยขอสวดมนต์ก่อนได้ไหม” เธอขอสวดมนต์ก่อน

“แพนด้าน้อยจะสวดมนต์เหรอ” ผมถาม ยายแก้มบุ๋มพยักหน้าหงึกๆ งั้นแพนด้าน้อยสวดมนต์ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยตามเข้าไปนะ” ผมพูดแล้วเดินเร็วๆเขาไปทันที ห่างจากยายแก้มบุ๋มที่ยืนอยู่ไม่เกินสองก้าวยาวๆ ยายแก้มบุ๋มร้องทันทีที่เห็นผมเดิน

แง้....รอแพนด้าน้อยด้วย พี่ต่อ รอน้องขวัญก่อนสิ รอหลินปิงด้วย เธออกวิ่งแล้วตามผมมา ผมหยุดรอเธอ ทีมงานพากันวิ่งตามหลังมาติดๆ

“หลินปิงก็เดินเร็วๆสิ” ผมหยุดเดินหันไปบอกเธอ ยายแก้มบุ๋มค่อยๆเดินถือไฟฉายเข้ามาหาผมช้าๆ สีหน้ากลัวสุดขีด ผมยกไฟฉายในมือส่องดูหน้าเธอ

“เดินเร็วไมได้ น้องขวัญกลัวมันจะไหลออกนะ” เธอเอามือกุมท้องน้อยไว้ มือยังถือไฟฉาย

“กลัวไส้ไหลเหรอเจ๊” ผมแซว พลางหัวเราะ

ไม่ใช่ ฉี่ น้องขวัญปวดฉี่น่ะ เดินเร็วไม่ได้ มันจะไหลออก

ผมละเซ็งเลย ยายนี่เวลากลัวอะไรฉี่มักจะไหลออกมาเสียให้ได้ทุกที ฮี่ธ่อ....

“ปั๊ดโธ่... แล้วทำไมหลินปิงไม่ไปฉี่ให้เสร็จก่อนมาล่ะ” เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ผมเดินเข้าไปหา

“น้องขวัญฉี่มาแล้ว แต่พออยู่บนรถมันปวดอีกน่ะ”

“ไปฉี่ก่อนไหม แล้วเดี๋ยวค่อยเข้าไป พี่จะยืนรอยอยู่ตรงนี้” ผมบอกให้แพนด้าน้อยไปฉี่ก่อน

“ฮือ...ไม่เอาง่ะ” ยายแก้มบุ๋มปราดเข้ามาเกาะแขนผม “เดี๋ยวน้องขวัญฉี่อยู่ผีมันไม่เสด็จมาแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเหรอ เข้าไปกันเถอะ ไม่ฉี่แล้ว”

“ไม่ฉี่ก็อั้นไว้นะ อย่าปล่อยออกมาเรี่ยราดนะ ฉี่รดกางเกงตัวงเองพี่ไม่เข้าไปด้วยนะ”

“อย่าพูดมากเหอะ เข้าไปกันเถอะ” เธอบอกผม สีหน้ายังกลัวๆ

ยายแก้มบุ๋มเกาะแขนผมไว้ ผมค่อยๆเดินพาเธอผ่านประตูเข้าไปในตัวบ้าน ผมถือไฟฉายสอ่งไปรอบๆด้วยมืออีกข้าง ทีมงานเดินตามหลังมาติดๆ ไฟสปอร์ทไลท์ที่เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งส่องมาจากด้านหลังทำให้เบื้องหน้าสว่างโร่ แต่ไฟฉายในมือที่ผมกับยายแก้มบุ๋มถืออยู่ก็งันๆแหละ พวกนั้นให้ถือมาส่องไปงั้นๆ เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากว่างั้นเหอะ อาศัยแสงไฟสปอร์ทไลท์ที่ว่านั่นมากกว่า

ผมกับยายแก้มบุ๋มมายืนอยู่ที่ลานกว้างชั้นหนึ่ง ตรงหน้ามีบันไดสำหรับขึ้นไปชั้นสอง ซ้ายมือเป็นห้องๆ มีทางเดินตรงกลาง เป็นห้องแถวเดียว เดินไปสุดทางจะเป็นห้องครัว ส่วนทางขวางเป็นห้องแถวเดียวเหมือนกันกับฝั่งซ้าย ห้องสุดท้ายที่ฝั่งขวานี่แหละที่ผมรู้ว่ามีตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวแรกซ่อนอยู่

“เอาไงดีเจ๊ ไปทางไหนก่อนดี” ผมเอ่ยปากถาม ตามองไปหรอบๆตัวอย่างช้าๆ ยายแก้มบุ๋มเลื่อนสวิทช์ไฟฉายที่อยู่ในมือขึ้นส่องดูรอบๆ สักพักอกว่า

“ไปทางซ้ายก่อนดีกว่า ห้องไหนก็ได้ เริ่มที่ห้องนั้นเลย” เธอชี้มือไปที่ห้องแรก ไฟสปอร์ทไลท์สอ่งไปที่ห้องแรกที่ๆยายแก้มบุ๋มชี้มืออยู่ ทำให้เห็นประตูของห้องได้อย่างชัดเจน ผมกับยายแก้มบุ๋มค่อยๆพากันเดินช้าๆไปที่ห้องที่ว่า เปิดประตูข้าไปดู เป็นห้องรับแขก มีโซฟาเก่าๆวางอยู่ข้างด้านซ้าย เบาะนั่งขาดวิ่น มีโต๊ะทำงานทำด้วยไม้ตั้งอยู่ใกล้ๆ มองดูรอบๆทั้งเพดานก็ไม่มีตุ๊กตาหมีแพนด้า

“ไมมีนี่พี่ สงสัยคงอยู่ในตู้มั้ง” ยายแก้มบุ๋มบอก ทีมงานบางคนร้องบอกว่า

“ตุ๊กตาจะวางอยู่เราเห็นได้ชัดเจนครับ ไม่ได้ซ่อนอยู่ในตูหรือสิ่งของอย่างอื่น

ผมกับยายแก้มบุ๋มมองหน้ากัน

“งั้นก็ไม่ได้อยู่ห้องนี้ ไปหาห้องอื่นกันเถอะ” ยายแก้มบุ๋มบอก แล้วเดินผลักผมให้เดินออกจากห้องไป เธอเดินเกาะแขนผม เราเข้าไปหาห้องข้างๆ พอเปิดประตูไปเท่านั้นแหละ ยายแก้มบุ๋มกรีดร้องขึ้นทันที

“อะไรเจ๊ ตกอกตกใจหมด” ผมหันไปมองหน้าเธอ ไม่ทันมองเข้าไปในห้องเลยด้วยซ้ำ

“ตัวอะไรยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ” เธอหลับตาปี๋แล้วชี้มือเข้าไปในห้อง ผมมองตามเข้าไป ตอนแรกผมตกใจเหมือนกัน มันเป็นเงาดำตะคุ่มๆ เห็นเป็นเงาของคนยืนอยู่ใกล้ๆริมหน้าต่างในห้อง ผมจะวิ่งหนีอยู่แล้วเชียว พอเห็นไอ้ตัวที่ว่ายืนอยู่ริมหน้าต่าง ไฟฉายในมือผมส่องไปดูไอ้ตัวที่ว่า พอสังเกตดีๆแล้วมันคือหุ่นรูปปั้นรูปคนยืนยิ้มๆพลางพนมมือไหว้อยู่กลางอก ที่แท้มันเป็นหุ่นที่เขาเอาวางไว้ตรงประตูทางเข้าไว้เป็นตัวแทนของพนักงาต้อนรับนั่นเอง

“โธ่...หวัดดีค้าบ” ผมยกมือไหว้ตอบหุ่น “ไม่ต้องกลัวเจ๊ มันแค่เป็นหุ่นต้อนรับเท่านั้นเอง”

ผมบอกยายแก้มบุ๋ม

“ลืมตาได้แล้วเจ๊ ดูสิมีตุ๊กตาไหม ช่วยกันดูหน่อย” ผมมองไปรอบๆห้อง ทำทีหาตุ๊กตา

“ไม่เอ๊า” ผมหันมามองเธอยังหลับตาปี๋ “ มันแลบลิ้นออกมาทำตาโบ๋ด้วยหรือเปล่า”

“บ้าน่า หุ่นนะเจ๊ มันไม่มีชีวิตหรอก” ผมบอกเธอ “ห้องนี้ไม่มี ไปห้องอื่นเถอะ”

“ผมเดินจูงมือเธออกมา เธอยังหลับตาปี๋อยู่ ทีมงานหลีกทางเดินให้ แล้วเดินตามเรามา

“ลืมตาได้แล้วเจ๊ เราเดินออกมาแล้วนะเจ๊” เธอค่อยๆลืมตาขึ้น มองไปรอบตัวอย่างหวาดๆ

ผมมองไปห้องต่อไป “ไปหาห้องนู้นดีกว่า” คราวนี้เธอเกาะแขนผมแน่น เธอเดินช้าลงเรื่อยๆ เราเดินมาหยุดหน้าห้องห้องหนึ่ง ผมบิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไปโผล่หัวดูข้างใน มันเป็นห้องดทีวี ผมเห็นทีวีเครื่องหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ

“ห้องนี้ก็ไม่มี” ผมพูด ปิดประตูไว้แล้วเดินจูงมือยายแก้มบุ๋มต่อไป จนถึงประตูห้องต่อไป จนถึงประตูห้องครัว

“ถึงประตูห้องครัวแล้วเจ๊ เข้าไปดูหน่อยนะ” ผมบอกเธอ

“ฮือ...ฮือ... ไม่เอา ไม่เข้าไปนะ น้องขวัญกลัวถ้วถังกะละมังหม้อมันจะตีลังกาได้น่ะ”

ผมหัวเราะ ยายนี่กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง

“กลัวอะไรเป็นเด็กๆไปได้นะเจ๊ โตเป็นสาวแล้วนะ” ผมว่า

“ยัง....ยังไม่โต่หรอก” เธอพูดเสียงสั่น “ ไปหาห้องอื่นเถอะนะพี่” เธอดึงแขนผมออกไป

“เข้าไปดูหน่อยนะ เผื่อจะมีสักตัวไง” ผมชะโงกหน้าเข้าไปดูภายในห้อง

“ไม่เอา ไปหาห้องอื่นเถอะ ห้องนี้ไม่มีหรอกมั้ง” เธอกลัวคงไม่กล้าเข้าไป ผมจึงต้องออกมากับเธอ เลยไม่ได้เข้าไปดูในห้องครัวเลยว่ามีอะไรบ้างอยู่ในห้องนั้น

ผมกึ่งเดินกึ่งลากยายแก้มบุ๋มออกมาทางเก่า ทีมงานพากันเดินมาติดๆ เราเดินมาถึงตรงกลางห้องตรงกับบันไดชั้นสองอยู่พอดี

“พี่ต่อ ขึ้นไปชั้นสองกันเถอะ” เธอดึงแขนผมให้ตรงขึ้นไปที่บันได

“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งขึ้น ดูให้ทั่วก่อน ฝั่งนู้นยังไม่ได้ไปดูเลย”

“งั้นก็ๆรีบๆไปเหอะ” เธอเร่ง

เราเดินไปอีกหน่อยก็ถึงห้องแรกของฝั่งขวา เปิดไปดูเป็นห้องมีชั้นหนังสืออยู่เต็ม แต่ไมมีตุ๊กตาหมีแพนด้า

“แวะอ่านหนังสือหน่อยไหมเจ๊” ผมว่า เธอส่ายหัว

“เชิญคุณพี่อ่านไปคนเดียวเหอะ” เธอขี้กลัว ผมได้แต่หัวเราะ

เราเดินไปดูห้องต่อไป เป็นห้องว่างๆ แต่ไม่มีตุ๊กตาหมีแพนด้า...

ห้องต่อไปเป็นห้องน้ำ ยายแก้มบุ๋มกับผมไม่กล้าเข้าไป แน่นอน ไม่มีตุ๊กตาหมีแพนด้า

จนเดินมาถึงห้องที่ซ่อนตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้ ผมกับยายแก้มบุ๋มค่อยๆเดินเข้าไปดู ห้องนี้ไม่มีประตู ยายแก้มบุ๋มมองเข้าไปในห้อง แต่ยังไม่เห็น เพราะมันมืดมาก จนยายแก้มบุ๋มส่องไฟฉายเข้าไปในห้อง แล้วก็มองเห็นอะไรบางอย่าง

“นั่นไงพี่ต่อ เจอแล้ว” เธอเจอตุ๊กตาหมีแพนด้าที่ไฟฉายส่องไปเห็น ไฟสปอร์ทไลท์ก็ส่องเข้ามาสว่างโร่ให้กล้องที่เดินถ่ายบันทึกภาพได้ชัดๆ ตุ๊กตาหมีแพนด้าวางอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง

เธอยิ้มอย่างดีใจเมื่อ ลืมความกลัวเมื่อสักครู่จนหมดสิ้น

“ดีใจจังพี่ต่อ เราเจอแล้วนั่นไง พี่ต่อเห็นไหม” เธอชี้ไปที่ตุ๊กตาหมีแพนด้า

“เห็นแล้วเจ็ก็รีบเข้าไปเอามาสิ จะมัวแต่ดีใจอยู่ทำไมละ” ผมบอกยายแก้มบุ๋ม

ยายแก้มบุ๋มยิ้มที่มุมปาก ทำให้เห็นแก้มของเธอที่เป็นรอยบุ๋มๆยุบเข้าไปชัดเจน เธอทำท่าจะเดินเข้าไปเอาตุ๊กตา แต่แล้วเธอก็หยุดกึก

“อุ๋ย..ทำไมห้องนี้มันดูโล่งๆแบบนี้ล่ะพี่ต่อ” เธอหันมาถามผม “มันจะมีตัวอะไรโผล่ออกมารึเปล่าล่ะ” หลังจากดีใจได้ไม่นาน เธอก็กลัวอีกครั้ง

“รีบๆเข้าไปเอาตุ๊กตาเหอะน่าเจ๊ คงไม่มีตัวอะไรโผล่มาหรอก”

“แต่น้องขวัญกลัวนี่ พี่ต่อเป็นคนเข้าไปหยิบเองสิ”

“ไม่ได้ เจ๊ต้องไปหยิบมากับมือของเจ๊เองนะ เราตกลงกันแล้ว พี่ทำได้แค่มาเป็นเพื่อนด้วย”

“พี่พี่พึ่งอะไรไม่ได้เลยเนอะ” เธอว่าผมแล้วหันมาอ้อน “เข้าไปเป็นเพื่อนน้องขวัญหนอ่ยสิ”

“นะ พี่ต่อ เข้าไปเป็นเพื่อนกันหน่อยนะ” เธออ้อนผมด้วยเสียงที่น่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน

“ก็ได้” ผมยอม เธอยิ้มอย่างดีใจ ผมเดินไหล่ชิดแนบติดกับเธอเดินเข้าไปอย่างช้าๆ แต่ก่อนที่จะถึงตัวตุ๊กตาหมีแพนด้าที่วางอยู่ผมแกล้งยายแก้มบุ๋มโดยการผลักเธอให้เข้าไปคนเดียว เธอร้องด้วยความตกใจ

“ว้าย!.....” เธอหันมาตะโกนใส่ผม “พี่ต่อแกล้งน้องขวัญทำไมเนี่ย เค้ากลัวนะ “ แล้วเธอก็ทำเสียงเหมือนคนร้องไห้ ยืนอยู่กลางห้อง กล้องที่ติดไว้ตรงผนังคงจะบันทึกภาพเธอแล้ว

“พี่ไม่ได้แกล้งนะเจ๊” ผมแก้ตัว เห็นยายแก้มบุ๋มหลับตาปี๋ “แค่พี่อยากให้เจ๊เข้าไปเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าด้วยมือของเจ๊เองเท่านั้นเองนะ ให้เพื่อนๆที่เคยว่าเจ๊ขี้ขลาดตาขาวได้เห็นว่าคำพูดของเขาผิดถนัดยังไงล่ะเจ๊” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มยังหลับตาปี๋ ทำเสียงเหมือนคนร้องไห้

“เข้าไปเอาตุ๊กตาได้แล้วเจ๊

“ตรงไหนล่ะ”

“ด้านหลังไงเจ๊ ลืมตาแล้วเดินไปหยิบมาสิ หลับตาแบบนั้นแล้วจะเห็นได้ยังไง”

“ก็น้องขวัญกลัวเห็นผีนี่ ฮือ...ฮือๆๆ” เธอยังหลับตา แล้วนั่งยองๆ แกว่งมือควานหาตุ๊กตาอยู่กลางห้อง แล้วค่อยๆขยับตัวถอยหลังไปชนกับผนังห้องด้านที่มีตุ๊กตาหมีแพนด้าวางอยู่ใกล้ๆ เธอร้องด้วยความตกใจ

“แง้....ตัวอะไรขวางอยู่เนี่ย” เธอยังหลับตา

“เจ๊ชนผนังห้องแล้ว ไม่มีตัวอะไรขวางอยู่หรอก “ ผมบอกอยู่หน้าประตู กลั้นหัวเราะเอาไว้ ไอ้บอยถือกล้องเข้าไปถ่ายยายแก้มบุ๋มใกล้ๆ ผมยิ้มให้กล้องตัวที่เพื่อนอีกคนถือถ่ายผมอยู่ที่ด้านนอกประตู

“แล้วตุ๊กตามันอยู่ตรงไหน ฮือๆ....แง” เธอยังหลับตา แก่วงมือหาอีก

“เจ๊อยู่นิ่งๆนะ ตุ๊กตามันอยู่ด้านซ้ายมือของเจ๊ ค่อยๆขยับไปทางซ้ายนะ” เธอขยับตัวตาม “ช้าๆ อย่างนั้นแหละ อีกนิด อีกนิด ใกล้และ ใกล้และ” เธอยังหลับตาตลอดแล้วเอามือข้างซ้ายนั่นควานหาตุ๊กตา ขยับเข้าไปอีกนิดก็จะถึงตุ๊กตาหมีแพนด้าที่วางอยู่แล้

“เจ๊ระวังมือด้วย หัวกะโหลกวางอยู่นั่นน่ะ” ผมแกล้งเธอ

“แง้....จริงเหรอ อยู่ตรงไหน” เธอร้องดังกว่าเดิม ยังหลับตาปี๋ ผมหัวเราะ

“ล้อเล่นนะเจ๊”

“ พี่ต่ออย่าแกล้งกันสิ น้องขวัญกลัวนะ” ไอ้บอยขยับเข้าไปถ่ายยายแก้มบุ๋มที่ค่อยๆขยับตัวไปช้าๆ เธอยังคงไม่เห็นไอ้บอย เพราะเธอหลับตาตลอดเวลา แถมยังส่งเสียงฮือๆอยู่ตลอด

“ไม่แกล้งแล้ว เจ๊ขยับไปอีกนิดหนึ่ง นั่นล่ะ หยิบเลย หยิบเลย ตุ๊กตาวางอยู่ข้างๆ” ผมร้องบอก ยายแก้มบุ๋มหยิบตุ๊กตาไปไว้ในมือได้แล้วเอามากอดไว้แน่น ยังนั่งหลับตาปี๋พิงผนังอยู่

“ออกมาสิเจ๊ ได้ตุ๊กตาแล้วก็ออกมาสิเจ๊” ผมร้องบอก ยายแก้มบุ๋มยังนั่งกอดตุ๊กตา นั่งหลับตาอยู่ที่เดิม

“น้องขวัญขยับขาไม่ออกน่ะ ฮือ...ๆๆๆ” ไอ้บอยยังเข้าไปถ่ายยายแก้มบุ๋มที่นั่งกอดตุ๊กตาอยู่

“ให้พี่เข้าไปอุ้มออกมาไหมเจ๊” ผมถามเธอ ยายแก้มบุ๋มยังนั่งหลับตาอยู่

“ไม่ต้องเลย” เธอค่อยๆลุกยืนขึ้น แต่ยังหลับตาอยู่ ไอ้บอยประคองกล้องแล้วลุกขึ้นยืนตามเธอ

“ลืมตาแล้วก็เดินออกมาสิเจ๊ ไม่มีผีหรอกน่าเจ๊ เชื่อพี่เหอะ” คำพูดของผมนี่ช่วยยายแก้มบุ๋มได้จริงๆ

ยายแก้มบุ๋มลุกขึ้นยืนแล้ว ค่อยๆเดินอกมาได้ไม่ถึงสองก้าว เธอลืมตาขึ้น พอเห็นไอ้บอยที่ถือกล้องยืนถ่ายอยู่ข้างๆนั่นแหละ แม่คุณร้องกรี๊ดกร๊าดด้วยความตกใจที่เห็นมีตัวอะไรมายืนอยู่ข้างๆ แล้วรีบกำหมัดข้างหนึ่งไว้คงจะต่อยไอ้ตัวที่ว่าที่ยืนอยู่ข้างๆหากมันทำอะไรเธอ (ไอ้บอยรีบเบนตัวหลบทันที ) เธอออกมาหาผมแล้วชูของที่อยู่ในมือให้ผมดูด

“ได้มาแล้วพี่ นี่ไง” เธอเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าไปกอดแล้วก้มลงหอมฟอดหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามผม

“น้องขวัญเก่งไหมพี่ ได้มาตัวหนึ่งแล้ว”

“เก่ง เก่งมาก” ผมตอบเธอ “นี่ถ้าพี่ไม่ผลักเจ๊เข้าไปนะ ป่านนี้ก็คงไมได้ตุ๊กตามาถือไว้อยู่ในมืออย่างนี้หรอก แหม....แล้วทำมาถาม น้องขวัญเก่งไหมพี่ได้มาตัวหนึ่งแล้ว เมื่อกี้ยังหลับตาปี๋อยู่เลย” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มได้แต่ยิ้มอย่างอายๆ

“แหม ก็เมื่อกี้มันน่ากลัวนี่นา” เธอยิ้มอย่างอารมณ์ดี “เราได้มาตัวหนึ่งแล้ว ไปหาตัวที่สองกันเถอะ” เธอชวนผม แล้วเดินออกไปเล็กน้อย

“เดี๋ยวก่อนเจ๊ ตั้วนี้ชื่ออะไร” ผมถามพลางชี้ไปที่ตุ๊กตาที่เธอถืออยู่

“ชื่อ....?” ยายแก้มบุ๋มงง ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเธอ

“ชื่อน้องขวัญไง” เธอตอบ คิดว่าผมถามชื่อเธอ

“ไม่ใช่ ตุ๊กตาตัวนี้น่ะ จะเรียกว่าอะไร” ยายแก้มบุ๋มก้มลงมองตุ๊กตาตัวที่เธอถืออยู่

“หลินปิง” เธอตอบพร้อมหันมามองผม “เรียกหลินปิงก็ได้ ให้ตัวนี้ชื่อหลินปิง”

“หลินปิง” ผมเรียกชื่อตุ๊กตาตัวที่เธอยืนกอดอยู่

“ชื่อหลินปิงนะ” เธอพยักหน้า “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราพาเจ้าหลินปิงปิงตามหาพ่อกับแม่มันกันเลย ไป” ผมเริ่มออกเดิน แต่ยายแก้มบุ๋มร้องขึ้น

“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อนพี่” ผมหยุดเดินกันถามเธอ

“อะไรอีกล่ะเจ๊ กลัวอะไรอีกล่ะ”

“เปล่ากลัว แต่น้องขวัญลืมไฟฉาย คงลืมไว้ที่ห้องเมื่อกี้น่ะ พี่ต่อเข้าไปเอาให้หน่อยนะ”

ยายนี้ขี้ลืมอยู่เรื่อยเลย สงสารเด็กตาดำๆ ผมเลยเดินกลับไปเอาไฟฉายให้เธอ

“เป็นอัลไซเมอร์ เผลอลืมประจำ หนำซ้ำยังกลัวผีหลอก....” ผมร้องเพลงแซวเธอ

ผมเดินเข้าไปหยิบไฟฉายมาส่งให้ยายแก้มบุ๋มแล้ว ทีมงานเดินตามเรากลับไปทางเก่าที่เข้ามา จนมาถึงตรงกลางที่จะขึ้นบันไดไปชั้นสอง ยายแก้มบุ๋มเริ่มมีความกล้าขึ้นมาบ้าง ครั้งนี้เธอให้ผมถือตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้ ผมรับมาหนีบไว้กับตัวด้วยแขนข้างขวาที่ถือไฟฉายอยู่ มือซ้ายถูกเธอจับไว้แล้วเดินจูงผมค่อยๆเดินไปขึ้นบันไดที่จะไปชั้นสอง เธอหาตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวแรกแล้ว เธอคงจะเริ่มมีกำลังใจที่จะหาตุ๊กตาตัวที่สองต่อไป

เธอกำลังเดนขึ้นบันไดไปกับผม ตัวเราชิดติดเพราะเธอดันมาติดกับผมเอง ส่องไฟไปฉายตรงหน้า พ้นบันไดนี้กล้อตัวที่ติดไว้ตรงผนังบันไดตรงนั้นก็คงจะจับภาพตนผมกับยายแก้มบุ๋มเดินขึ้นบันไดไปแล้ว เรากำลังเดินขึ้นบันไดอีฟากหนึ่งไปชั้นสอง ข้างฝานั่นมีรูปเจ้าของบ้านติดอยู่ด้วย ผมส่องไฟไปที่รูป

“เจ๊ดูนี่สิ คงจะเป็นรูปเจ้าของบ้านหลังนี้สินะ”

ยายแก้มบุ๋มรวบรวมความกล้าส่องไฟฉายมาดูรูปตามผม

“นั่นสิ” เธอพูด “แล้วนี่ก็คงจะเป็นรูปภรรยาของเจ้าของบ้านสินะ” เธอส่องไฟฉายดูรูปผู้หญิงที่ใส่ชุดล้านนาข้างๆกับรูปผู้ชายแก่ๆที่ผมดูอยู่ เธอส่องไฟดูรูปต่อไปอีก

“พี่ต่อดูนี่สิ มีรูปเด็กด้วยน่ะ” ผมมองตามเธอ เป็นรูปเด็กผู้หญิงใส่ชุดไทยสีชมพูด อายุก็คงเท่ากับยายแก้มบุ๋มนี่แหละมั้ง

เราสองคนยืนดูรูปถ่ายข้างฝานั่นตั้งนานสองนาน ยายแก้มบุ๋มดูเหมือนจะลืมความกลัวไปชั่วขณะ ยืนดูรูปอยู่บนบันไดอย่างกับว่าเรามาชมรูปภาพอันวิจิตรงดงามในพิพิธพันธ์อย่างนั่นแหละ

ยายแก้มบุ๋มเริ่มเอะใจว่าทำไมไฟสปอร์ไลท์ที่ส่องตามหลังเรามาหายไป พอหันไปดุเธอก็ร้องแงออกมา ก็แน่ล่ะ ไอ้พวกนั้นมันไม่ได้ตามขึ้นมาด้วยนี่ มันจงใจให้ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินขึ้มาก่อน กะว่าให้ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินผ่านกล้องไปแล้วพวกมันถึงจะขึ้นมาตามทีหลัง ยายแก้มบุ๋มเริ่มจะร้องแงอีกครั้ง ผมจึงพาเธอขึ้นไปให้พ้นตรงขั้นบันไดก่อน

“เขาคงไม่ทิ้งพวกเราหรอกนะพี่” ยายแก้มบุ๋มพูด

“ไม่ทิ้งหรอก” ผมปลอบเธอ “เดี๋ยวเขาก็ขึ้นมา”

สักพักผมก็ได้ยินเสียงพวกนั้นวิ่งแข่งกันขึ้นบันไดมา ผมมองเห็นแสงไฟสปอร์ทไลท์นั่นมาเป็นอันดับแรก แล้วก็ได้เห็นไมค์โครโฟนโผล่ขึ้นมาก่อน ตามด้วยตัวคนพวกนั้น วิ่งขึ้นมาหาที่พวกเรายืนอยู่ ผมนับดูว่าทีมงานมาครบกันทุกคน ไมมีใครหายไป

“นึกว่าพวกพี่ๆจะทิ้งกันซะแล้ว” ยายแก้มบุ๋มว่าพร้อมกับหันไปมองทีมงาน

ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินไปตรงขวามือก่อน อันเป็นห้องนอนห้องเล็กๆ ภายในมีเตียงนอนลายการ์ตูน ตู้เสื้อผ้าสีชมพูอ่อนๆ บนเตียงไมมีหมอนหรือผ้าห่ม หัวเตียงมีตุ๊กตาเก่าๆวางเรียงอยู่หลาตัว แต่ไม่มีตุ๊กตาหมีแพนด้าที่เราต้องการ โต๊ะเครื่องแป้งตั้งอยุ่ด้านขวามือของห้อง

“แง้....น้องขวัญกลัว....”

ผมสะดุ้งแทบทำไฟฉายหลุดมือทันทีที่เปิดประตเข้าไปสำรวจไม่ทันถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ เสียงยายแก้มบุ๋มร้องออกมาด้วยความกลัวอะไรสักอย่าง เธอคว้าตุ๊กตาหมีแพนด้าในมือผมไปปิดตา

“กลัวอะไรหรอเจ๊ ไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย” ผมว่า

“มี....มีสิ น้องขวัญเห็น” เธอเสียงสั่น

“เห็นมีอะไรยอกพี่มาสิเดี๋ยวพี่จะไปจุ๊นมันให้” ผมถามเสียงเรียบๆ ส่องไฟฉายไปรอบๆห้อง

“เห็น.....เห็นผี.....” เธอตอบยังเอาตุ๊กตาปิดหน้าไว้อยู่ ผมเริ่มเหงื่อแตกแล้ว มองไปรอบๆห้อง ผีท่ไหนไม่เห็นมีเลย หรือว่ายายแก้มบุ๋มจะเห็นคนเดียวเท่านั้น เอาล่ะวะ งานเข้าแล้วแหละไอ้ต่อเอ๋ย

“มันอยู่ในกระจกตรงนั้นน่ะ....ฮือ ...แง...” เธอชี้มือไปมั่วๆในห้อง

ผมมองดูกระจกที่ติดอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ดูมันมัวๆ เพราะมีฝุ่นเกาะอยู่มาก เห็นใครยืนอยู่ในกระจกจริงๆ แต่มัวๆ มองไม่ค่อยชัด แต่พอดูดีดีแล้วก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

“เจ๊เห็นผีผู้หญิงใช่มะ”

“ใช่” เธอยังเอาตุ๊กตาปิดหน้าอยู่”

“ใส่เสื้อสีฟ้าอ่อนๆรึเปล่า”

“ใช่อีกนั่นแหละ” เธอเริ่มเดินถอยหลังแล้ว

“เดี๋ยวก่อน” ผมหยุดจับไหล่เธอ “วันนี้เจ๊จำได้ไหมว่าใส่เสื้อสีอะไรมา”

“สี...สีฟ้าอ่อนเหมือนกัน...”

“เจ๊ลองดูดีดีนะ ว่าใช่ด็กผู้หญิงผมยาวคนนี้รึเปล่า” ผมคว้าตุ๊กตาหมีที่เธอเอาปิดตาออก ยายแก้มบุ๋มค่อยๆลืมตาขึ้นดูตัวเองในกระจก

“อ้าว !”

“ไม่ต้องมาอ้าวเลย เจ๊เห็นตัวเองในกระจกน่ะ” เธอยิ้มอย่างอายๆ “เห็นว่าทำไมไม่ดูให้ดีๆก่อนล่ะเจ๊ แหม...เห็นผีในกระจก ผีน้องขวัญขวัญฤทัยซะด้วย ฮ่าๆๆๆๆ” ผมหัวเราะ

กระจกมันมัวไปด้วยฝุ่น เจ๊มองเห็นไม่ชัดล่ะสิ” ผมหัวเราะ ยายนี่มองเห็นอะไรนิดอะไรหน่อยก้หาว่าเป็นผีหมด ผมยื่นตุ๊กตาคืนให้เธอ ซึ่งหน้าแตกยืนอยู่เงียบๆ

“ห้องนี้ไม่มี ไปห้องอื่นต่อ” หลังจากทีมงานหลีกทางให้ ผมเดินออกไปเปิดประตูอีกห้อง แต่ยายแก้มบุ๋มถือไฟฉายเดินมาเกาะหลังผม

“มีไหมพี่” เอถามผมหลังจากที่โผล่หัวเข้าไปดูข้างใน

“มาช่วยกันส่องดูหน่อยสิ” เธอทำเป็นไม่ได้ยิน “ไม่มี ไปห้องอื่นเลย”

และแล้วก็มาถึงห้องนอนที่มีตุ๊กตาหมีแพนด้าซ่อนอยู่ คนถือไฟสปอร์ทไลท์ไลท์ส่องไปที่ห้องหลังจากผมเปิดประตูเข้าไป ยายแก้มบุ๋มยังเกาะหลังผมอยู่เหมือนเดิม

“ห้องนี้มันมีของเยอะมาก” ผมบอก “เจ๊มาช่วยกันดูหน่อยสิ” ยายแก้มบุ๋มเดินมาข้างๆผม โผล่หน้าเข้าไปดูสักพัก ผมเห็นแล้วล่ะ ว่ามันวางอยู่ที่หัวเตียงนั่นรวมกับตุ๊กตาตัวอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

“ไม่มีน่ะ” เธอบอก เธอยังคงไม่เห็นจริงๆนั่นแหละ” ไปหาห้องอื่นเถอะ” เธอพูดแล้วดึงชายเสื้อผมให้ออกไป ผมเดินตามเธอออกไปไกลจากห้องนั่นแล้ว หันกลับไปมองเห็นไอ้บอยกำลังเดินถือกล้องเข้าไปที่ห้องนั้นแป๊บเดียว แล้วรีบเดินตามพวกเราออกมา

ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินไปหาอีกฟากของชั้นสองนี้ หลังจากหาแล้วทุกห้องก็ไม่มี ก็แหงล่ะ เธอเดินผ่านห้องที่มีตุ๊กตาอยู่แล้วนี่ แล้วเราก็ออกมาจากห้องสุดท้ายที่หาไม่เจอ

“ไม่เจอเลย” เธอเริ่มทำหน้าเสีย ก้มมองดูตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่หาเจอได้แค่ตัวเดียวที่ถือไว้ในมืออย่างหมดหวัง “หามาทุกห้องแล้วก็ยังไม่มี” เธอกอดตุ๊กตาไว้แนบอก ลูบหัวตุ๊กตาเบาๆ ตอนนี้ยายแก้มบุ๋มกับผมนั่งพักกันอยู่ที่บันไดจะขึ้นไปชั้นสาม พวกทีมงานยืนถ่ายอยู่ใกล้ๆ

ผมจะบอกเธอไปดีไหมว่าตุ๊กตามันซ่อนอยู่ในห้องข้างๆนี่เอง ตอนนี้เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้ว ผมกลัวว่าเธอจะทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ

“คงจะอยู่บนชั้นสามทั้งสองตัวมั้งพี่ต่อ” ยายแก้มบุ๋มคิด

ก่อนที่ผมจะทันพูดอะไร ทีมงานบางคนชิงพูดเสียก่อน

“ตุ๊กตาตัวที่สองอยู่ในชั้นนี้แหละครับน้องขวัญ แต่ว่าน้องขวัญยังหาไม่เจอเท่านั้นเองครับ ลองหาดูอีกรอบนะครับ ถ้าน้องขวัญหาดูดีๆพี่เชื่อว่าน้องขวัญจะต้องเจอแน่นอนครับ”

สิ้นเสียงทีมงานที่ใบ้บอกที่อยู่ของตุ๊กตาหมีแพนด้าให้เธอ ยายแก้มบุ๋มลุกขึ้นยืนทันที

“อยู่ในชั้นนี้เหรอคะ แล้วอยู่ห้องไหนเหรอคะ บอกหน่อยได้ไหม”

“บอกไมได้หรอกครับว่าอยู่ห้องไหน บอกได้แค่ว่าตุ๊กตามันซ่อนอยู่ที่ชั้นนี้หนึ่งตัว และอยู่ชั้นสามอีกหนึ่งตัวเท่านั้นครับ บอกได้แค่นี้”

“พี่ต่อ ลุกขึ้น” เธอหันมาสั่งผม “ไปด้วยกันก่อน”

“จะไปหาใหม่เหรอเจ๊ ขอนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนสิ” เธอดึงแขนผมให้ลุกขึ้น

“ไปด้วยกันหน่อย เดี๋ยวค่อยพัก นะ” ผมยอมเดินตามไปกับเธอ

แต่เธอไม่ได้เดินไปหาตุ๊กตาเป็นรอบที่สองในรอบนี้ แต่เธอกลับเดินจูงมือผมลงไปบันไดชั้นหนึ่ง ทีมงานยืนรอผมให้ลงบันไดไปก่อน

“จะลงไปทำไมล่ะเจ๊” เธอลากแขนผมลงยันไดโดยไม่กลัวผมตก “เจ๊จะเลิกล้มภารกิจรึไง ก็เขาบอกว่าตุ๊กตามันอยู่ในชั้นนี้น่ะ แล้วนี่เจ๊จะกลับบ้านเหรอ”

“อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยค่ะ” เธอดึงผมลงบันไดชั้นหนึ่งไปแล้ว กำลังเดินออกสู่ประตูทางเข้า “ออกมาด้วยกันก่อนแล้วจะรู้ ทีมงานนี่ก็พึ่งไม่ได้สักคน เอาแต่ถ่ายๆๆอย่างเดียว” เธอบ่นให้ทีมงาน แล้วเดินออกไปตรงลานปูนกว้างๆ กลับหลังหันแหงนหน้ามองไปที่บ้านร้าง ท่ากลับหลังหันหมุนตัวของเธอนี่ช่างน่ารักจริงๆ ผมยาวๆปลิวไปตามแรงเหวี่ยงตอนที่เธอหมุนตัว

“เจ๊ไม่กลัวแล้วเหรอ” ผมถามตอนทีมงานแห่กันออกมา พวกนั้นวิ่งมาหาผมกับยายแก้มบุ๋มที่ยืนอยู่ตรงลานกว้างๆ ไอ้บอยกับเพื่อนที่ถือกล้องถ่ายยืนถ่ายข้างๆผมกับยายแก้มบุ๋ม

“ตอนนี้เราต้องสามัคคีกันเท่านั้นนะพี่ต่อ ถ้ามัวแต่กลัวหัวหดอยู่ในกระดองแล้วเมื่อไหร่ภารกิจจะสำเร็จ” ยายแก้มบุ๋มตอบเสียงจริงจัง สายตาจับจ้องมองที่บ้านร้างอย่างไม่มองผมตอนพูดเลยสักนิด จริงของเธอพูดนะ ถ้ามัวแต่กลัวหัวหดอยู่ในกระดองแล้วเมื่อไหร่ภารกิจจะสำเร็จ นี่ก็ดึกแล้วด้วย “คนอย่างน้องขวัญน่ะ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆหรอกนะ” เธอพูดอีก

“แล้วเจ๊มองหาอะไรเนี่ย” ผมเอ่ยปากถาม เธอไม่ตอบ เอาแต่จ้องดูบ้านร้างเหมือนจะมองหาอะไรบางอย่าง ผมงง ทีมงานก็คงจะงงไปด้วย ว่าทำไมยายแก้มบุ๋มถึงได้กล้าบิ่นเช่นนี้ เมื่อตอนแรกเธอยังกลัวจนขี้หดตดหายอยู่เลย พอมาทีนี้เธอกลับเป็นคนกล้าขึ้นมาอย่างนั้นแหละ

ยายแก้มบุ๋มยืนมองดูบ้านร้างอย่างใจจดใจจ่อ มืดแบบนี้เธอจะออกมาทำไมกันนะผมเห็นเธอยิ้มอย่างน่ากลัว แล้วพูดว่า

“น้องขวัญรู้แล้วล่ะค่ะว่าเราจะหาตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่สองได้จากห้องไหน” สายตาเธอยังจับจ้องไปที่บ้านร้าง แล้วยิ้ม

“ห้องไหนเจ๊” ผมหันไปพามเธอที่ยังจ้องอยู่ที่บ้านร้าง

“ไม่ห้องใดก็ห้องหนึ่งที่เราหาไม่เจอนั่นแหละค่ะ” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วเดินตรงไปที่ประตูทางเข้าที่เพิ่งออกมาทันที สายตายังมองตรงไปตรงหน้า ผมยืนมองดูอย่างงงๆ เธอเดินฉับๆก้าวเข้าไปกับทีมงานแล้ว ผีเข้ายายแก้มบุ๋มนี่รึเปล่าวะ เมื่อกี้ยังกลัวหัวหดอยู่เลย แต่พอมาเดี๋ยวนี้เธอกล้าบุกเดี่ยวอย่างนั้นแหละ พวกมันทิ้งผมให้ยืนอยู่คนเดียว มันเข้าไปกันหมด

“เฮ้ย!เจ๊ รอพี่ด้วยเด้ะ” ผมตะโกนเรียกเธอ แล้ววิ่งตามเข้าไป ผมเห็นหลังเธอไวๆว่ากำลังขึ้นบันไดอยู่ ผมวิ่งผ่านไอ้พวกทีมงานที่มันหลบอยู่ที่หน้าห้องหนึ่งในชั้นล่าง วิ่งตามยายแก้มบุ๋มแทบไม่ทัน ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินขึ้นบันไดชั้นสองไปแล้ว ไอ้พวกนั้นมันรีบวิ่งแข่งกันขึ้นมาตามทีหลังเหมือนตอนแรก ยายแก้มบุ๋มยืนหันซ้ายหันขวาอยู่ที่พื้นห้อง หลังจากเดินขึ้นบันไดมาแล้ว พวกทีมงานที่เดินตามขึ้นมา ตั้งกล้องถ่ายอีกครั้ง ไฟสปอร์ทไลท์ส่องสว่างโร่มาที่ผมกับยายแก้มบุ๋มยืนอยู่

“เอาไงเจ๊ หาห้องไหน” ผมถาม ยายแก้มบุ๋มยังยืนมองซ้ายมองขวาอยู่

“ไปห้องฝั่งโน้นก่อน” เธอชี้มือไปห้องฝั่งซ้าย ห้องที่ไม่มีตุ๊กตาอยู่เลยสักห้องเดียว

เธอพูดแล้วเดินออกไปด้านซ้ายตรงไปยังห้องแถวด้านซ้ายนั่น เธอเดินออกไปถือไฟฉายส่องไปโดยไม่รอผม ผมดินตามเธอไปห่างๆ ทีมงานก็เริ่มเดินตามมาเรื่อยๆ ยายแก้มบุ๋มเดินผ่านห้องที่หนึ่งไปแล้ว.......ห้องที่สอง.....และแล้วทันใดนั้นก็

“โฮ่ง โฮ่ง บรู๋......”

“เหย๊ย!...”

“แง้.....ฮือๆ ไอ้หมาบ้า มาหอนทำไมตอนนี้ ฮือๆ...”

ทันทีที่ผมกับยายแก้มบุ๋มได้ยินเสียงหมาหอนที่จู่ๆก็ดังขึ้นมาในหมู่พวกเรา ผมสะดุ้งจนร้องออกมาด้วยความตกใจ หยุดยืนชูไฟฉายขึ้นเหนือหัว (ไม่รู้ชูทำไม) ยายแก้มบุ๋มร้องกระจองอแงด้วยความตกใจเหมือนกัน ปากก็ด่าเจ้าของเสียงไปสารพัด ผมกันไปมองทีมงานว่าพวกมันเล่นพิเรนทร์อะไรกันรึเปล่า ระหว่างที่ยายแก้มบุ๋มกำลังร้องแง (คงจะหลับตาอยู่) ด้วยความตกใจ พวกมันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อะไรทั้งนั้น หันมองไปมองมาเหมือนกัน ไอ้บอยที่ถือกล้องถ่ายอยู่เริ่มหน้าซีดแล้ว

หลังสิ้นเสียงหมาหอนก็ได้ยินเสียงดนตรีตามมาเป็นจังหวะดิสโก้สนุกๆ ผมเอมือที่ถือไฟฉายชูขึ้นลง ยายแก้มบุ๋มยังร้องแงอยู่ ผมหันไปมองรอบๆหาที่มาของเสียง ปรากฏว่า......

มันดังมาจากตัวยายแก้มบุ๋มที่ร้องแงอยู่นี่เอง

ผมเดินเข้าไปใกล้ๆยายแก้มบุ๋มแล้วบอกให้เธอเงียบ เธอยังหลับตาปี๋เหมือนเดิม

“เงียบก่อนเจ๊ หยุดร้องก่อน บอกให้เงียบ”

“ฮือ....ฮือ...ฮือ....” เธอหยุดร้องไห้แล้วแต่ยังได้ยินเสียงร้องฮือๆอยู่ เอาตุ๊กตาตัวเดิมปิดหน้าไว้

ชัดเลย เสียงมันดังมาจากกระเป๋าที่เธอสะพายมานี่เอง

ผมเปิดกระเป๋าของเธอออก มีแสงสีขาวๆโผล่ออกมา ผมหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา

“โทรศัพท์เจ๊ดังนี่” ผมหยิบมือถือในกระเป๋าขึ้นดู เสียงเพลงยังดังอยู่ หน้าจอบอกว่ามีสายเรียกเข้า “มีคนโทรมาด้วย”

เสียงโทรศัพท์ยังดังอยู่ เธอยังไม่ลืมตา

“.......ผีโป่ง ผีป่า ผีไม่มาหมาไม่หอน ผีโป่ง ผีป่า ผีไม่มา หมาไม่หอน ถ้าผีมันมา หมาต้องหอน.....บรู๋......”

ผมละเซ็งเลย ยายแก้มบุ๋มนี่พกโทรศัพท์มาด้วยก็ไม่บอก ตอนแรกก็นึกว่าหมาที่ไหนหอนวะ (ผมตั้งทาจะวิ่งหนีอยู่แล้วเชียว) ยายแก้มบุ๋มตั้งเสียงเรียกเข้าแบบนี้ทำไม เล่นเอาตกอกตกใจหมด เสียงอื่นๆมีก็ไม่ตั้ง ตั้งเสียงนี้ไว้ทำไม แล้วตัวเองก็มาตกใจกะเสียงโทรศัพท์ตัวเองซะงั้น โถ...แม่คุณคนสวย เมื่อกี้ยังเป็นน้องขวัญใจกล้าอยู่เลย ได้ยินเสียงหมาหอนแค่นี้ร้องแงซะแล้ว แล้วทำมาบอกเขาว่าถ้ามัวแต่กลัวหัวหดอยู่ในกระดองเหมือนเต่าแล้วเมื่อไหร่ภารกิจจะสำเร็จ แต่ตัวเองกลับกลัวซะงั้นล่ะ ดูมือถือยายแก้มบุ๋มนี่เด้ะ รุ่นทัชสกรีนซะด้วย หน้าจอใหญ่เป็นบ้าเลยนะเธอ ยายนี่คงจะตั้งระดับเสียงไว้ดังสุดๆเลยมั้ง เสียงนี่ดังจากลำโพงนี่เรียกว่าถ้าใครอยู่ในรถใครโทรมาก็ได้ยิน ขนาดผมได้ยินแล้วยังแสบแก้วหูเลย (เธอซื้อของแพงๆได้ตามประสาคนมีเงินเนอะ)

เสียงเพลง ผมยังจำได้

“ .....กระสือ....กลางวันมันเป็นหญิง มีทุกสิ่งธรรมด๊า ธรรมดา ผีฟ้าเอย หมู่เฮาเต้นรำ...”

“...ฮือ....ฮือ...ฮือ...” เสียงยายแก้มบุ๋มยังร้องฮืออยู่ คงไม่ได้ยินเสียงผมที่ร้องบอก

“เจ๊ โทรศัพท์เจ๊ดังน่ะ มีใครก็ไม่รู้โทรมมาด้วย” ผมบอกเสียงดังกว่าเดิม คราวนี้ได้ผล ยายแก้มบุ๋มหยุดร้องทันที แล้วลืมตาขึ้น หันมามองโทรศัพท์ในมือที่ผมถืออยู่

“หือ ใครโทรมา” เธอเอาตุ๊กตาข้างที่ถืออยู่ในมือซ้ายไปเหน็บไว้ใต้รักแร้ข้างขวาแล้วเอามือซ้ายมารับโทรศัพท์จากมือผมไปดูเบอร์ เธอมองจอสักพักแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม

“ใครก็ไม่รู้โทรมาน่ะ” เธอบอกผม “เบอร์ใครก็ไม่รู้ ไม่ได้เมมไว้ด้วย”

“เจ๊ก็กดรับสายสิ”ผมขี้เกียจได้ยินเสียงเรียกเข้าที่ดังอยู่น่ะ เธอทำท่าจะกด แต่...

“พี่ต่อรับเองสิ” เธอยื่นโทรศัพท์ให้ผม “น้องขวัญกลัวมีเสียงผีผู้ชายโทรมาน่ะ”

โถ....แม่คุณ ขนาดโทรศัพท์ดัง ยายเจ๊นี่ยังคิดว่าผีจะโทรมาหลอกเธอ

“เจ๊นั่นแหละรับน่า” ผมปฎิเสธ (กลัวว่าผีจะโทรมาเหมือนกัน “ถ้าเป็นเสียงผู้ชายพูดยานคางก็ตัดสายทิ้งไปเลย ไม่ต้องรับ” เธอนยังยื่นมือถือให้ผม

“พี่นั่นแหละรับสาย” เธอยืนกราน ผมตัดสินใจ รับก็รับ กำลังจะไปหยิบโทรศัพท์จากมือเธอ

“ไม่เอาดีกว่า น้องขวัญรับสายเอง” เธอหดมือกลับไป กำลังจะกดรับ

“พี่ต่อรับเองดีกว่า อ่ะ” เธอเปลี่ยนใจยื่นโทรศัพท์ให้ผมอีก

“ไม่เอาดีกว่า น้องขวัญรับเองดีกว่า” เอาเข้าไป เธอจะให้ผมรับรึว่าเธอจะรับเองนี่ ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาว (น้อย) เธอก็ยังไม่เคยทิ้งนิสัยที่เหลาะแหละไม่แน่นอนของเธอไปแม่แต่น้อย แต่เธอก็กดรับโทรศัพท์ในที่สุด

“สวัสดีค่ะ น้องขวัญพูดค่ะ” เธอเริ่มพูด

“.........................” เงียบครับเงียบ ยายแก้มบุ๋มถือโทรศัพท์แนบหูแล้วมองหน้าผม

“ไม่มีค่ะ ไม่มีคนชื่อนี้นะคะ” สงสัยคนโทรผิดมั้ง

“หนูชื่อขวัญฤทัยนะคะ ไม่ใช่ค่ะ ไม่มีคนชื่อนี้ค่ะ ค่ะ ค่ะๆ สวัสดีค่ะ”

“โทรผิดเหรอเจ๊” ผมถามหลังจากที่เธอกดปุ่มวางสายแล้ว

“ใช่ ใครก็ไม่รู้โทรมาตอนนี้ทำไมก็ไม่รู้นะ” เธอเอาโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม

“ไม่มีอะไรแล้วก็ไปหาต่อเหอะ ไปๆๆๆไ ผมเดินนำเธอไป

“เดี๋ยวสิพี่ อย่าเพิ่งไป”

“อะไรอีกล่ะ” ผมหันไปถามเธอ “อย่าบอกอีกนะว่าเจ๊กลัวอีกน่ะ” เธอพยักหน้าช้าๆ

“จะกลัวอะไรพี่ไปไปกับเจ๊ ทีมงานก็ไปตามด้วย” ยายแก้มบุ๋มครางอยู่ในลำคอ

“อย่าทำนิสัยขี้ขลาดตาขาวแบบนี้สิ เจ๊ลืมไปแล้วเหรอว่าเรามาทำอะไรที่บ้านร้างนี่”

ยายแก้มบุ๋มยืนส่ายหน้าช้าๆ ตาก้มมองพื้น ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเธอ

“เอาน่าเจ๊” ผมโอบไหล่เธอไว้แล้วดันเธอเดินไปข้าหงน้าพร้อมๆกัน ไปกับพี่ไม่มีปัญหา ถ้าเจ๊มีความกล้า เราเจอตุ๊กตาแน่นอน

“แต่น้องขวัญกลัวนี่” แอพูดเสียงอ่อยๆ ระหว่างเดินไปกับผมช้าๆ ทีมงานเดินตามถ่ายมาเรื่อยๆ

“พี่ก็กลัวเหมือนกันนะ แต่ไม่เป็นไร เราต้องตามหาตุ๊กตาให้ได้ครบทั้งสามตัว เราต้องตามหาพ่อกับแม่ของเจ้าหลินปิงให้ได้” ผมพูดให้กำลังใจเธอ เธอก้มไปมองตุ๊กตาตัวที่เธอเรียกว่าหลินปิงที่ตอนนี้เธออุ้มมันแนบอกไว้ด้วยมือข้างซ้าย มือขวายังถือไฟฉายส่องไปข้างหน้าตามผม

“น้องขวัญจะต้องตามหาพ่อกับแม่ของเจ้าหลินปิงให้ได้” เธอบอกับตัวเอง

ยายแก้มบุ๋มเริ่มมีความกล้ามากขึ้นที่จะตามหาตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวต่อไป ผมเดินโอบไหล่นุ่มๆของเธอเดินไปพร้อมๆกัน เดินไปหลืบห้องแถวด้านซ้ายก่อน ซึ่งมีข้าวของ เปิดประตุเข้าไปสำรวจดูห้องแรก ยายแก้มบุ๋มค่อยๆเดินเข้าไปดูในห้อง เธอฝากตุ๊กตาตัวที่หามาได้ให้ผมมาถือไว้ คราวนี้เธอกล้าเดินเข้าไปกลางห้อง ซึ่งมีข้าวของเรียงรายอยู่รอบๆ ส่วนผมรอดูอยู่ประตูทางเข้าออก ผมแอบยิ้มตอนที่เธอใช่เวลาอยู่หาตุ๊กตาในห้องแต่ละห้องได้นานกว่าตอนที่มาหาตอนแรก เมื่อห้องนี้ไม่มีแน่นอน เธอจะเดินออกมาหาผมที่รออยู่ตรงประตูแล่วเข้ามาเกาะเอวผมไว้แน่น แล้วเราก็ออกไปหาห้องอื่นๆกันต่อไป

ห้องต่อมายายแก้มบุ๋มกล้าเดินเข้าไปสำรวจคนเดียว แต่ก็ไม่ไกลจากประตุเลย ผมยืนรอเธออยู่หน้าประตู เธอส่องไปฉายที่ถืออยู่ในมือไปดูรอบๆห้อง แต่ไฟสปอร์ทไลท์ก็ส่องให้แสงสว่างอยู่แล้ว ไฟฉายที่เธอถือมาใช้ส่องจึงเป็นแค่อุปกรณ์ประกอบความสมจริงเท่านั้นเอง เธอยืนมองหน้าตุ๊กตาในห้องนั้นซ้ำๆสักสามสี่รอบ หาดูให้แน่ใจว่าห้องนี้ไม่มีตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่สองที่เธอต้องการ เธอจะเดินกลับออกมาด้วยสีหน้าละห้อย ผิดหวังที่มันไม่ได้อยู่ในห้องนี้ ผมจะยิ้มให้เธอทุกครั้งที่เธอหาไม่เจอ หลายครั้งที่เธอพยายามจะร้องไห้ ผมรีพูดปลอบเธอไว้ ห้องนี้ไม่มีไม่เป็นไร เราก็เกาะไหล่กอดเอวกันเดินไปหาห้องอื่นๆ

“หลินปิง” ยายแก้มบุ๋มก้มพูดกับตุ๊กตาตัวที่ผมส่งให้เธอไปกอดไว้ “ช่วยเป็นกำลังใจให้พี่หาพ่อกับแม่ของหมีน้อยตัวนี้ให้เจอด้วยนะ”

ตอนยายแก้มบุ๋มเด็กๆ คงจะมีเพื่อนเป็นตุ๊กตาผู้หญิงไว้คู่กายสักตัวหนึ่งเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป ผมคิดว่าเธอก็คงจะชอบพูดกับตุ๊กตาเป็นประจำ ตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่เธออุ้มอยู่แนบอกนี้เธอก็ยังชอบพูดกับมันเป็นระยะๆที่เราสองคนกำลังเดินตามหาตุ๊กตาต่อไป ถึงแม้มันจะเป็นแค่ตุ๊กตา แต่ยายแก้มบุ๋มก็คงจะติดนิสัยที่ชอบพูดกับตุ๊กตาเหมือนตอนเด็กๆ ถึงตอนนี้เธอก็ยังชอบพูดกับมันอยู่ เธอคงจะเรียกกำลังใจกลับมานั่นเอง บางทีผมก็ชวนเธอคุยไปด้วย กันเธอร้องไห้แบบเด็กๆ เพราะยายแก้มบุ๋มนี่เริ่มโตเข้าสู่วัยรุ่นแล้วก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบงอแงเหมือนตอนเด็กๆ

อากาศในบ้านร้างนี่ร้อนอบอ้าวเหมือนกับอบซาวน่า กลางคืนในเดือนเมษายนนี่ไม่ใช่ว่าจะเย็นเสมอไป เหงื่อเริ่มไหลมาที่ลำคอของผมเป็นเม็ดๆ ยายแก้มบุ๋มเอาผ้าเช็ดหน้าที่เธอพกมาด้วยซับเหงื่อที่ใบหน้า กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆจากตัวของเธอที่เข้ามาแนบชิดตัดกับตัวผมทำให้ผมผ่อนคลายลงได้บ้าง เธอยังคงกอดเอวผมไปด้วยกันตลอด ทั้งที่ๆผมไม่ได้เกาะไหล่เธอแล้ว ผมยกแขนเสื้อซับเหงื่อที่ใบหน้าตัวเอง ยายแก้มบุ๋มเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้ผมด้วย

“ขอบใจมากนะเจ๊ไ

“ไม่เป็นไรหรอก” เธอยิ้มให้ผม แหม น่ารักน่าชังกว่าหมีแพนด้าเสียอีก

“เจ๊ ทำแก้มบุ๋มๆให้ดูหน่อยสิ”

เธอยิ้มที่มุมปาก ทำแก้มป่องๆข้างนึง อีกข้างนึงยุบเป็นรอยบุ๋มเข้าไป (ไม่รู้ทำได้ยังไง)

“เออ เออ.......นั่นแหละ นั่นแหละ” ผมยิ้มชอบใจ เอานิ้วไปจิ้มๆแก้มบุ๋มๆของเธอเล่น

“นี่แน่ะ นี่แน่ะ จิ้มๆๆๆ” เธอได้แต่หัวเราะร่า น่ารักเป็นที่สุด

“หายกลัวรึยัง” ผมถามเธอ

“อื่อ.....” เธอพยักหน้า ยิ้มเก๋ๆให้อีก

“หายกลัวแล้วก็ไปหาต่อนะ” ผมชี้ไปที่ห้องสุดท้ายของหลืบนี้

เธอเดินเข้าไปเองแล้ว แต่ยั้งไม่ถึงประตูห้อง เสียงโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้นเสียก่อน

“โฮ่ง โฮ่ง บรู๋.......”

ยายแก้มบุ๋มก็เข้าอีกหรอบเดิม ผมรีบเดินเข้าไปหาเธอ แต่คานี้เธอเปิดกระเป๋าเอง แต่ยังร้องฮือๆอยู่ จนควานหาโทรศัพท์ขึ้นมาได้แล้ว เธอกดรับสายโดยไม่รอช้า

“สวัสดีค่ะ น้องขวัญรับสายค่ะ”

“โทรผิดรึเปล่าคะ ที่นี่ไม่มีคนชื่อนี้หรอกค่ะ แค่นี้นะคะ” เธอกดวางสายทันที

“โทรผิดอีกแล้ว คนเดิมนั่นแหละ” เธอบอกผม “พี่ต่อ น้องขวัญกลัวอีกแล้วน่ะ”

เอาอีกแระ ยายบ๊องนี่ก็ จะกลัวอะไรกันนักกันหนานะ ได้ยินเสียงหมาหอนไม่ได้เล้ย....

“เจ๊ เปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเหอะ เอาเพลงใหม่ ไม่งั้นปิดเครื่องไปเลยสิ จบ”

เธอถือโทรศัพท์ขึ้นมากดยิกๆๆ แล้วก็มีเสียงริงโทนเพลงใหม่ดังขึ้น

“เอาเพลงนี้นะ” เธอบอกผม เธอเปลี่ยนเสียงเป็นดนตรีเพราะๆเสียงหนึ่ง

“เอาเพลงอะไรก็ได้ ขออย่างเดียว อย่าเอาเสียงเหมือนเมื่อกี้อีกล่ะ”

“เรียบร้อยล่ะ พี่ต่อ “เธอตีหน้ากลัว ยื่นแขนข้างหนึ่งออกมาตรงหน้า “ดึงน้องขวัญไปหน่อยสิ น้องขวัญก้าวขาไม่ออกน่ะ

“เดินมาเองบ้างเหอะ” ผมพูด “ขี้เกียจดึงแล้ว” ผมแกล้งเธอโดยเดินออกไป

“แง้....พี่ต่อ ไม่เอานะ มารับน้องขวัญก่อนสิ ฮือ....” เธอดิ้นพล่านๆ กระทืบเท้าเร่าๆ

“ไหนบอกว่าก้าวขาไม่ออกไง” ผมหันมาถามตอนได้ยินเสียงเธอกระเท้ากับพื้นดังก้อง

“มารับน้องขวัญหน่อยนะ นะ พี่ต่อคนดี๊คนดี นะ” เธออ้อนผมล่ะ ยื่นมือมาให้

“ที่แท้ก็แพนด้าน้อยขี้อ้อน” ผมพูดแล้วเดินกลับไปดึงแขนเธอออกมา มือนุ๊ม...นุ่มเนอะ

ไอ้มือนุ่มๆนั่นแหละที่ผมจับมือเธอลากออกมาด้วยกัน เราเดินตรงไป ห้องนอนสองห้องที่ยายแก้มบุ๋มหาไม่เจอตอนแรก ผมเดินจูงมือเธอออกมาที่ห้องด้านในสุดก่อน ห้องนี้แหละที่ยายแก้มบุ๋มตกใจที่เห็นตัวเองในกระจกแล้วคิดว่าผีหลอก เพราะเธอมองไม่ชัดว่าตัวเองอยู่ในกระจก

หลังจากเปิดประตูห้องเข้าไป ผมก็คิดแกล้งยายแก้มบุ๋มอีก

“ว๊าก......! เฮ้ย...! เจ๊ ช่วยพี่ด้วย พี่กลัว กลัว” ผมร้องตะโกนพร้อมกังทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก ยายแก้มบุ๋มตกใจร้องไปด้วยครับ ร้องแงเหมือนเดิม แต่ไม่ได้ร้องไห้และตกใจจนฉี่แตก...

“เฮ้ย!.... แง้...ฮือ...ตัวอะไรโผล่มาเหรอ” ยายแก้มบุ๋มตีสีหน้าเลิ่กลั่ก มองไปรอบๆห้องอย่างรวดเร็ว

“พี่เห็นผีเด็กผู้หญิงผมยาวกับผีเด็กผู้ชายใส่แว่นยืนอยู่ในกระจกน่ะ ฮือ...” ผมพูดแล้วทำเสียงเหมือนคนร้องไห้ แต่ยายแก้มบุ๋มรู้ทัน เอาตุ๊กตาหมีแพนด้าที่ถืออยู่ในมือฟาดแขนผมทีหนึ่ง

“พี่ต่ออย่าแกล้งกันสิ น้องขวัญกลัวนะ” เธอทำท่ากลัวเหมือนด็กๆ

“ฮ่าๆๆๆ เจ๊ยังขี้ขลาดตาขาวเหมือนเดิมนะ” ผมว่า แล้วหัวเราะ

“นิสัยไม่ดี แกล้งน้องง่ะ” เธอพูดแล้วทำหน้าร้องไห้โฮ

“โอ๋ๆ.... อย่าร้องเลยนะ พี่ขอโทษ พี่ล้อเล่น” ผมง้อเธอ

“ฮึ” ยายแก้มบุ๋มงอน กอดอกแล้วทำหน้าบึ้ง มองลงด้านล่าง (ขนาดงอนเธอยังดูน่ารักอยู่เลย)

“โอ๋ๆ.. อย่าโกรธกันนะ พี่ล้อเล่นน่า ต่อไปนี้พี่สัญญาว่าจะไม่แกล้งน้องอีกแล้วนะ ดีกันนะ” ผมยื่นนิ้วก้อยขอเกี่ยวก้อยกับเธอ “ ดีกันนะ นะ พี่จะไม่แกล้งน้องแล้วนะ นะ”

“ก็ได้” เธอยังหน้าบึ้งอยู่ แล้วก็ยื่นนิ้วก้อยมาเกี่ยวก้อยกับผม

ยิ้มหน่อยสิ อย่าทำหน้าบึ้ง เราดีกันแล้วไม่ใช่เหรอ” ผมอ้อน

“ผมอ้อนอยู่นาน ในที่สุดเธอก็ยิ้มออกมา

“หาดูตุ๊กตาหมีตัวที่สองเถอะพี่ อย่ามัวแต่ดูน้องขวัญยิ้มสิ” แล้วเธอก็ยกไฟฉายในมือส่องดูรอบๆห้อง ผมทำทีช่วยส่องหาตาม

“อุ๊ย พี่ต่อ ดูนั่นสิ มีตุ๊กกตาวางอยู่ด้วย ที่หัวเตียงน่ะ” เธอส่องไฟฉายไปยังที่ว่า ผมมองตามไปดู มีตุ๊กตาอย่างอื่นวางเรียงกันอยู่ แต่ไม่มีตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่เราต้องการ

“คงจะเป็นห้องของลูกเจ้าของบ้านที่ติดอยู่ที่ข้างบันไดนั่นสินะพี่” เธอบอกผมเสียงเนือยๆ

“น่าจะใช่นะ ผมเห็นด้วย “ไปหาห้องอื่นกันเถอะ เจ๊ ห้องนี้คงไม่มีหรอก”

ผมเดินจูงมืออันน่าสัมผัสของยายแก้มบุ๋ม เดินออกมาจากห้อง ผมปิดประตูแล้วเดินจูงมือเธอไปห้องข้างๆ ห้องนี้แหละมีตุ๊กตาหมีแพนด้าอยู่

พอผมเปิดประตู และพายายแก้มบุ๋มเข้าไปในห้องแล้ว เธอเริ่มส่องไฟฉายเข้าไปสำรวจดู เพื่อนคนที่ถือกล้องถ่ายอีกคนหนึ่งรับเดินแทรกผมไปเก็บภาพอยู่ที่มุมห้อง ถือกล้องถ่ายยายแก้มบุ๋มอยู่ ไฟปอร์ทไลท์ ถูกส่องเข้าไปในห้องเหมือนทุกห้องที่ผ่านมา

“นั่นไงพี่ต่อ เย้...เจอแล้ว” ยายแก้มบุ๋มหันมายิ้มหวานให้ผม ก่อนจะเดินเข้าไปตรงใกล้ๆที่เตียงนอนทีมีตุ๊กตาหมีแพนด้าวางอยู่รวมกับตุ๊กตาตัวเก่าๆตัวอื่นที่วางอยู่หัวเตียงนอน เธอเดินเข้าไปโดยลืมความกลัวทุกสิ่งทุกอย่าง เธอปิดไฟฉายแล้ววางลงบนเตียง

“หลินปิง....” ผมได้ยินเสียงเธอเรียกตุ๊กตาตัวที่เธอถืออยู่ “แม่หลินฮุ่ยอยู่ที่นี่นี่เอง” เธอปราดเข้าไปหยิบตุ๊กตาหมีแพนด้าอีกตัวหนึ่งที่วางอยู่ตรงหัวเตียงมากอดไว้แนบอก น้ำเสียงของเธอที่ใช่เรียกตุ๊กตาหมีแพนด้าแต่และตัวนี่ช่างน่ารักเสียจริงๆ จนผมแอบยิ้มออกมาเสียอย่างไม่ได้

“ที่แท้แม่หลินฮุ่ยก็อยู่กับเพื่อนๆที่นี่เอง แหม....หาตั้งนานแน่ะกว่าจะเจอ” เธอพูดกับตุ๊กตาหมีแพนด้า “หลินปิงได้เจอแม่แล้วนะ ดีใจไหม” ผมเห็นเธอชูตุ๊กตาสองตัวหันหน้าเข้าหากัน อื้อหื๋อ....ตอนนี้ยายแก้มบุ๋มกลายเป็นนั่งเล่นตุ๊กตาหมีแพนด้าสองตัวนั่นไปแล้ว แล้วเธอก็ลุกเดินถือตุ๊กตาหมีแพนด้าสองตัวมาหาผม

“หลินปิงได้เจอแม่แล้วล่ะพี่ต่อ” เธอบอกผมแล้วยิ้มร่าเริง “ดีใจจัง”

“พี่ก็ดีใจ” ผมยิ้มให้เธอ “ตัวนี้เรียกว่าหลินฮุ่ยเหรอ” ผมชี้ไปที่ตุ๊กตาที่เธอถืออยู่ในมือขวา

“ตัวนี้ต่างหาก” เธอชูอีกตัวให้ผมดู “ส่วนตัวนี้ชื่อหลินปิง แพนด้าน้อย”

“ตามใจเจ๊เหอะ จะให้ตัวไหนชื่ออะไรก็แล้วแต่นะ ดูไปดูมามันก็เหมือนๆกันทั้งสองตัวน่ะ มันเป็นหมีแพนด้าเหมือนกัน” ผมพูดพลางยิ้มอย่างเอ็นดู

“แต่ตัวเท่ากันเลยเนอะ” เธอยิ้มบอกผม ก็แหงล่ะ เรามีปัญญาซื้อตัวแค่นี้ก็หมดเงินไปเยอะแล้วนะ ถ้าอยากได้ตัวใหญ่ๆเธอก็เอาเงินที่เธอหาได้เองไปซื้อตัวใหญ่ๆมาเองก็แล้วกัน

“ตัวนี้ชื่อหลินฮุ่ย” เธอชูตุ๊กตาในมือข้างหนึ่ง “ตัวนี้ก็ชื่อหลินปิง” เธอชูอีกตัวให้ผมดู “ไม่เอาดีกว่า ตัวนี้ชื่อหลินปิง แล้วตัวนี้ก็ชื่อหลินฮุ่ย เอ่อ........”

“พอเหอะเจ๊ อย่าเพิ่งตั้งชื่อให้ตุ๊กตาก่อน” ผมเตือนเธอ “เราต้องรีบตามหาพ่อให้เจ้าหลินปิงกันก่อนนะ ป่านนี้เจ้าหลินปิงมันคงจะคิดถึงพ่อมันแล้วนะ” ผมยิ้มบอกเธอ

“ไปสิไป” ยายแก้มบุ๋มทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง

“เดี๋ยวเจ๊” ผมเอามือไปดันหนัวเธอให้เดินกลับมา “เจ๊ลืมไฟฉายอีกแล้วนะ” ผมชี้ไปที่เตียง เธอหันไปมองไฟฉายของเธอที่วางไว้กับเตียง พอเห็นไฟฉานยวางอยู่ เธอหันมายิ้มอย่างอายๆ

“อุ่ย......เกือบลืมแล้วสิ แย่จัง” เธอยื่นตุ๊กตาตัวหนึ่งให้ผม “ฝากหลินฮุ่ยไว้ก่อนนะ”

ผมรับตุ๊กตาจากมือเธอมาถือไว้ ยายแก้มบุ๋มเดินไปหยิบไฟฉายที่วางอยู่บนเตียง เดินถือไฟฉายกลับมา พลางเลื่อนสวิทช์เปิดไฟส่องหน้าผม

“แบร่.....” เธอแลบลิ้นใส่ผม

“โอ้ย กลัวจังเลย....ผมทำท่ากลัวใส่เธอ “ทำไมหมีน้อยตัวนี้ถึงไม่น่ากลัวจังเลยน้า...ออกจะน่ารักไปด้วยซ้ำ ไม่อยากจะวิ่งหนีเล๊ย..... อยากจะเข้าไปกอดไปหอมแก้มสักฟอดจังเลย”

ผมพูดแล้วทำท่าจะโน้มตัวไปหอมแก้มเธอ แต่ยายแก้มบุ๋มเอาตุ๊กตาตัวที่เธอถืออยู่มาโปะใส่หน้าผมก่อน แล้วดันจนต้องกลับไปยืนตัวตรงเหมือนเดิม

“อย่าฉวยโอกาสนะพี่ต่อ” เธอพูดแล้วดึงตุ๊กตาออก “ไปตามหาพ่อให้หลินปิงได้แล้ว”

ผมเห็นเธอยิ้มอย่างอายๆ หน้าแดงเป็นลูกตำลึงเลยล่ะ

“ไปสิ ปะ” ผมโอบไหล่เธอเดินออกจากห้อง เธอยอมให้ผมโอบไหล่แต่โดยดี “เราไปตามหาพ่อให้หลินปิงกัน” ผมพูดอย่างอารมณ์ดี เดินโอบไหล่ยายแก้มบุ๋มกำลังจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสาม ผมเดินถือไฟฉายไว้ในมือซ้าย มือขวาโอบไหล่ยายแก้มบุ๋มและถือตุ๊กตาไว้มือหนึ่ง ยายแก้มบุ๋มกอดตุ๊กตาตัวหนึ่งไว้แนบอกด้วยมือข้างซ้าย มือขวาส่องไฟฉายไปตรงหน้า ทีมงานเดินตามหลังมา ผมหันไปมองหน้ายายแก้มบุ๋ม เธอหันมามองผมเหมือนกัน แล้วยิ้มอย่างอายๆ พร้อมกับก้มหน้ามองดูพื้น หน้าแดงแจ๋เลยนะเจ๊

เราเดินโอบไหล่กันค่อยๆเดินกำลังจะเดินขึ้นบันไดชั้นสาม ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง

“....แอ่แอแอ้แอ่....แอแอ้แอ่แอแอ้.....”

หา หา เสียงซอ ผมได้ยินเสียงซอ ดังมาจากตัวยายแก้มบุ๋มอีก เราหยุดเดินกันอัติโนมัติ

“พี่ต่อ.....น้องขวัญกลัว.....ฮือ เสียงดนตรีไทยที่ไหนน่ะ....ฮือๆๆ” ยายแก้มบุ๋มหลับตาปี๋

“เจ๊ โทรศัพท์เจ๊ดังอีกแล้วน่ะ” เสียงนี้มาทีไรยายนี่ตกใจทุกทีเลย

ยายแก้มบุ๋มหยุดร้องทันที ลืมตาขึ้นแล้วรีบเปิดกระเป่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“......น้ำตาอาบนอง เคลียร์สองแก้ม.....เนื้อตัวก็เปื้อนมอมแมม....ต้องมา เร่ขายพวงมาลัย..........ด้วยพิษแห่งความยากจน ขัดสนต้องทนทำไป แค่เพียงให้มีรายได้ ไปศึกษาเล่าเรียน......”

อื้อหื๋อ ยายแก้มบุ๋มเอาเพลงขายมาลัยให้ค่าเรียนมาตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าเหรอนี่ โธ่..ตกใจหมด นึกว่าเสียงดนตรีไทยที่ไหนดัง ที่แท้มาจากโทรศัพท์ราคาแพงของยายแก้มบุ๋มนี่เอง แต่เอ๊ะ เมือ่กี้ยายแก้มบุ๋มไม่ด้เปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเป็นเพลงนี้นี่ เธอเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเป็นดนตรีเพลงมิดี้เพราะๆ แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นเพลงของน้องซิลดี้มายด์ไปได้

มารู้ภายหลังว่าเธอตั้งเสียงนี้เป็นเสียงประจำของคนที่โทรมาหาโดยเฉพาะ เธอหยุดร้องแงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าเป็นเบอร์ใครโทรมา เสียงเพลงยังดังอยู่

“พี่มาลีโทรมาน่ะ” เธอหันมองหน้าจอโทรศัพท์จอใหญ่ที่ถ่ายรูปได้ของเธอให้ผมดู มีรูปของยายมาลียิ้มแฉ่งจนเห็นขี้ฟันสีเหลืองๆติดอยู่เต็มฟัน

“รับสายสิเจ๊” ผมบอก เอหันมากดปุ่มรับสาย เธอเปิดลำโพงด้วย ผมจึงไดยินเสียงเธอคุยกับคนที่โทรมา

“ฮัลโหล พี่มาลีเหรอ นี่น้องขวัญพูดนะ” เธอพูดกับโทรศัพท์แล้วหันมองหน้าผม

(ฮัลโหล ขวัญ นี่พี่เอง ตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะ) เสียงยายมาลีดังจากลำโพงหลังโทรศัพท์ได้ยินกันทั่ว

“อยู่ที่บ้านร้างค่ะ กำลังตามหาตุ๊กตาหมีแพนด้าอยู่”

(เหรอ แล้วได้ครบรึยัง)

“ยังค่ะ เหลืออกีตัวหนึ่ง” ยายแก้มบุ๋มพูดแล้วมองดูตุ๊กตาหมีที่ผมถืออยู่ในมือ

(หาให้ครบสามตัวนะขวัญ ไม่ครบภารกิจไม่สำเร็จนะ”

“ค่ะ จะพยายามค่ะ”

(ไมง่วงบ้างเหรอ นี่จะเที่ยงคืนแล้วนะ) ยายแก้มบุ๋มหน้าถอดสี ผมตกใจ โอ้โห นี่จะครึ่งคืนแล้วเหรอนี่ เราหาต๊กตากันเพลินจนลืมดูเวลากันไปเลย ยายแก้มบุ๋มยกข้อมือดูนาฬิกาที่ใส่มาด้วย

“ไม่รู้สิคะ แล้วนี่พี่มาลียังไม่นอนเหรอ”

(ยังน่ะ พี่นั่งรอว่าเมื่อไหร่ขวัญจะกลับมาสตูดิโอซักที นี่ก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้วนะ พี่ก็ยังไม่เห็นขวัญกลับมา ตอนนี้พี่นั่งดูทีวีอยู่ รอดูรายการเพลงลูกทุ่งหลังเที่ยงคืนด้วย พี่ก็เลยโทรมาดูหน่อยว่าขวัญเป็นยังไงบ้าง

“แล้วแบงค์เป็นยังไงบ้างพี่” ยายแก้มบุ๋มถามถึงน้องชายของตนที่ตอนนี้รอยู่ที่แพนด้าสตูดิโอ

(แบงค์น่ะเหรอ หลับไปเมื่อตอนสาทุ่ม บอกว่าจะนั่งรอพี่ขวัญกลับมา แต่ก็ทนง่วงไม่ไหวเข้าไปนอนในห้องพี่แล้วล่ะ เมื่อกี้ก็ออกมานั่งดูทีวีกับพี่ บอกว่จะรอดูเพลงแพนด้าน้อย แต่ก็ง่วงเข้าไปนอนหลับซะก่อนแล้วล่ะ) ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆเมื่อได้เมื่อได้ยินมาลีพูดถึงน้องชายของตน

“น้องขวัญหาต๊กตาตัวที่สามเจอแล้วน้องขวัญจะรับกลับนะพี่มาลี”

(จ้า... หาให้เจอนะ แล้วขวัญโดนผีหลอกบ้างไหม)

“พี่มาลีอย่าพูดถึงผีสิ เดี๋ยวมันก็มาหรอก” ยายมาลีหัวเราะ “ไม่มีผีที่ไหนมาหลอกเลยค่ะ มีแต่คนนี่แหละค่ะหลอก” ยายแก้มบุ๋มมองหน้าผมอย่างงอนนิดๆ ผมได้แต่ยิ้มๆ

(ใครหลอกเหรอ)

“พี่ต่อนี่แหละ ชอบแกล้งน้องขวัญ” ยายมาลีหัวเราะอีก “แกล้งน้องขวัญตั้งสามสี่ทีแน่ะ”

“นี่ เจ๊ใหญ่ ยายขวัญนี่ยังตกใจเสียงโทรศัพท์ตัวเองอีกด้วยนะ ร้องไห้จ้าเลยแหละ” ผมพูดให้มาลีได้ยิน ซึ่งเอาแต่หัวเราะอย่างเดียว ยายแก้มบุ๋มเอาตุ๊กตามาฟาดผมสองสามที ยิ้มอย่างอายๆ

(ก็เพราะว่าขวัญน่ารักไง พี่เขาถึงได้ชอบแกล้งน่ะ ขวัญเคยได้ยินคำนี้ไหม ที่ว่าผู้ชายน่ะ ยิ่งชอบ ยิ่งแกล้ง) ฮื้ย......ยายแก้มบุ๋มหน้าแดงใหญ่เลย 555

“น้อง-ขวัญ-เกลียด-ผู้-ชาย”

(เกลียดผู้ชายแล้วทำไมขวัญถึงเลือกพี่เขาไปช่วยทำภารกิจล่ะ เพื่อนผู้ชายก็มีนิ)

“ก็...ก็...” ยายแก้มบุ๋มพูดตะกุกตะกัก

(เออ เออ ไม่คุยด้วยล่ะ หาให้เจอนะขวัญ แล้วรีบกลับมานะ พี่จะรออยู่ที่สตูดิโอ)

“ค่ะพี่มาลี คี่นี้นะคะ พี่มาลีอย่าโทรมาอีกนะ สวัสดีค่ะ”

(หวัดดี หวัดดี)

ยายแก้มบุ๋มยิ้มแล้วกดวางสาย เอาโทรศัพท์ใหส่กระเป๋าสะพายของเธอตามเดิม แล้วก็ทำตาเขียวใส่ผม

“ไปหาชั้นสามเถอะเจ๊ จะได้รีบกลับกันเร็วๆ” ผมเดินเข้าไปโอบไหไล่เธอแล้วดันให้เดินไป แต่ยายแก้มบุ๋ม ปัดมือผมจนหลุดออกจากไหล่

“ไม่ต้องมากอดไหล่กันเลย” เธอค้อนปะหลับปะเหลือก “น้องขวัญเดินเองได้น่า”

“งั้นเดินจูงมือไปดีกว่า” ผมเดินไปคว้ามือเธอมาจับไว้ แต่เธอสะบัดออก

“ไม่ต้องจูง ตาไม่ได้บอดนะ เดินเอง” เธอว่า

“อย่างนั้นก็เดินไปเองนะ ไปก่อนนะ” ผมพูดพร้อมกับดินไปฉับๆ ยายแก้มบุ๋มร้องโวยวายอีก

“อ้าวพี่ต่อ อย่าเพิ่งไปสิ รอน้องขวัญด้วย ฮือ...” แล้วเธอก็ร้องแงวิ่งตามผมมาทัน ทีมงานวิ่งตามหลังมาติดๆ ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินขึ้นบันไดชั้นสองไปอย่างช้าๆ ผมเหลืบมองกล้องอินฟราเรดที่ติดอยู่ที่ผนังตรงข้ามบันได คงจะบันทึกภาพผมกับยายแก้มบุ๋มตอนเดินขึ้นบันไดไปแล้ว พวกทีมงานยังไม่ขึ้นมา ผมเดินพ้นบันไดฟากแรกไปแล้ว ทีมงานค่อยๆตามขึ้นมาอย่างช้าๆ ผมกับยายแก้มบุ๋มเดินเลี้ยวซ้ายนิดหนึ่งกำลังจะเดินก้าวขึ้นบันไดฟากต่อไป ทีมงานรีบตามขึ้นมาจนถึงจุดนั้น ไฟสปอร์ทไลท์ส่องมาข้างหน้าจนเห็นเงาดำๆของผมกับยายแก้มบุ๋มตรงพื้น มีห้องว่างๆอยู่ตรงข้างๆก่อนจะเดินขึ้นบันไดอีกฟากหนึ่งขึ้นไป ห้องนี้เองที่มีตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่สามตั้งวางอยู่กลางห้อง ยายแก้มบุ๋มคงจะมองไม่เห็น เพราะกำลังส่องไฟฉายไปที่บันไดทางขึ้น ผมทำทีส่องไฟฉายเข้าไปดูในห้อง ตุ๊กตาวางอยู่ตางกลางห้องนั่นแหละ ผมตะโกนบอกยายแก้มบุ๋มด้วยเสียงดังมาก

“นั่นไง่เจ๊” ผมทำนห้าดีใจแล้วส่องไฟฉายเข้าไปในห้องที่ว่า ผมหันมาบอกยายแก้มบุ๋มเสียงผมคงจะดังมากจนยายแก้มบุ๋มตกใจ

“แง้...! ฮือ...ฮือ... ๆๆ” เธอรีบวิ่งเข้ามาหลบหลังผมทันที ผมรีบเบนตัวออกไปข้างๆ ชี้ให้เธอดู

“นั่นไงเจ๊ อยั่นไง” แต่เธอยังหลับตาปี๋

“ตัวอะไรอยู่ตรงนั้นเหรอ...แง...ฮือๆๆ” เธอคงจะนึกว่ามีตัวอะไรนั่งถอดหัววางอยู่ข้างๆแน่ๆ

“เจ๊ ลืมตาดูสิ เราเจอตุ๊กตาแล้วนะ เราเจอหลินฮุ่ย พ่อของเจ้าหลินปิงแล้ว”

เธอค่อยลืมตาขึ้นดู ค่อยๆมาองดูในห้อง พอเห็นตุ๊กตาเธอก็นิ่งเงียบ

“เจ๊ไม่ดีใจเหรอเ เราเจอตจุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่สามแล้วนะ” ผมชี้ให้เธอดูตุ๊กตาที่วางอยู่กลางห้อง พอหันมาดูยายแก้มบุ๋มอีกที เธอก็ยืนนิ่งอยู่ มืองตาผม สีหน้าเรียบๆ ไม่ยิ้มอะไรสักอย่าง

“ทีหลังพี่ต่ออย่าทำแบบนี้อีกนะ......” เธอบอกผม เผมเริ่มหน้าซีดล่ะ เอาล่ะวะ หรือว่ายายแก้มบุ๋มนี่จะรู้ความจริงทั้งหมดแล้วว่าผมเป็นคนรู้ว่าตุ๊กตามันซ่อนอยู่ที่ห้องไหนบ้าง เธอคงจะโกรธผมแน่ๆเลย”

“ พี่ทำอะไรเหรอเจ๊” ผมเอ่ยปากถาม

ยายแก้มบุ๋มเอาไฟฉายที่ถือยู่ในมือตนเองส่องไปที่กางเกงที่เธอใส่อยู่ แล้วไล่ลงมาตามขาจนถึงพื้น เธอเงยห้ามมองผมแล้วทำเสียงร้องไห่ สีหน้าบี่จนแทบไม่เห็นลูกกะตา

“ฮือ...แง้....แง้.....ฮือ......ฮือๆๆๆ” เธอร้องแล้วกระทืบเท้าไปมา

ผมเอาไฟฉายส่องดูตามเธอบ้าง อื้อหื๋อ เธอฉี่แตกครับ เป้ากางเกงของเธอชุ่มไปด้วยฉี่ น้ำสีเหลืองๆไหลย้อยลงมาตามขาเรียวๆของเธอ ไหลลงมาเลอะเทอะบนพื้นหมด ยายแก้มบุ๋มหยุดกระทืบเท้าแล้วเอาแต่ร้องฮือๆ ผมหัวเราะลั่น ไอ้บอยรับเข้าไปถ่ายตรงที่ยายแก้มบุ๋มยืนอยู่

“ทำไมน้องขวัญต้องมาซวยอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย....ฮือ...” เธอโวยวายแล้ว

“แพนด้าน้อยฉี่แตกซะแล้วล่ะครับเพื่อนๆ” ผมแอบหันไปมองกล้องออีกตัวที่เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งถือถ่ายผมอยู่ แล้วยิ้มให้กล้อง ขณะที่ยายแก้มบุ๋มยังยืนหลับตาอยู่ที่เก่า

“พี่ต่อ ช่วยน้องขวัญเลย” เธอหยุดร้องฮือๆแล้วหันมาสั่งผม

“ช่วยอะไรไรเล่า พี่ไม่ได้ทำอะไรเลยนี่ เจ๊ฉี่รดทำบ้านเขาเลอะเทอะเองนี่” ผมหัวเราะ

“พี่ต่อจะตะโกนทำไมล่ะ น้องขวัญตกใจนี่ ดูสิ ฉี่ราดเลย”

“นั่นไง พี่บอกต้งแต่แรกก่อนจะเข้ามาแล้ว บอกว่าให้ไปฉี่ก่อนก็ไม่ยอมไป แล้วเป็นยังไงล่ะทีนี้ อายเขาไหมล่ะเนี่ย อายหมีแพนด้ามันไหม” ผมว่า

“แล้วจะทำยั้งไงดีล่ะ” เธอถามยั้งยืนอยู่ที่เก่า

ผมได้แต่เกาหัว สักพักก็บอกว่า

“ปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน เดี๋ยวมันก็แห้งไปเอง กลับไปถึงสตูดิโอแล้วค่อยเปลี่ยนกางเกงใหม่สิ ตอนนี้เจ๊ต้องเข้าไปเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าก่อนนะ”

“พี่ต่อ เช็ดขาให้หน่อยสิ”

“จะบ้าเหรอเจ๊ จะผ้าที่ไหนเช็ด งั้นเอาผ้าเช็ดหน้าของเจ๊นั่นแหละ เช็ดขาเองนะ ซับๆตรงเป้านั่นด้วยนะ” ผมบอกเธอ

“น้องขวัญจะเอาเสื้อพี่เช็ดน่ะ” เธอพูดพลางยิ้มๆ

“ บ้า เสื้อพี่นะไม่ใช่ผ้าขี้ริ้ว” ผมว่า ยายเจ๊นี่จะมักง่ายไปหน่อยแล้ว สเรื่องอะไรจะถอดเสื้อผมไปเช็ดให้เธอ และแล้วเธอก็ยอมควักผ้าเช็ดหน้าของเธอออกมา

“ถือไฟฉายให้หน่อย” เธอยื่นไฟฉายให้ผมรับมาถือไว้ ก่อนเธอจะก้มลงไปเช็ดขาตัวเองด้วยผ้าเช็ดหน้าที่ถืออยู่ในมือ อีกมือยังถือตุ๊กตาแนบอก

“อย่ลืมซับๆตรงเป้านั่นด้วยนะเจ๊” ผมบอกเธอระหว่างที่กำลังเช็ดอยู่ แต่เธอไม่ได้ทำตามที่ผมบอก

“เสร็จแล้ว” เธอบอกผมแล้วโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไป ก่อนจะเดินมาหาผม ที่กำลังเดินถอยหนี

“เจ๊ อย่าทิ้งผ้าเช็ดหน้าแบบนั้นสิ เอาเก็บใส่กระเป๋าไว้เลย”

“ไม่เอา เหม็น” เธอทำท่าบีบจมูก

“ก็เหม็นน่ะสิ ใครว่าฉี่หอมบ้างเล่า” ผมหัวเราะ “ เจ๊รีบไปเอาตุ๊กตาออกมาก่อนเร็ว” ผมชี้เข้าไปในห้อง

“ฮือ.... ไม่เอาน่ะ น้องขวัญกลัวตัวอะไรโผล่ออกมาน่ะ” เธอเริ่มงอแงอีกแล้ว

“ไม่มีตัวอะไรโผล่มาหรอกน่าเจ๊ เชื่อพี่สิ ทำภารกิจก่อน อย่างอแงเหมือนเด็กๆสิ ภารกิจใกล้จะสำเร็จแล้วนะ”

“ไม่มีตัวอะไรโผล่ออกมาแน่นะ” เธอเริ่มค่อยๆเดินไปที่ประตู

“แน่สิ ถ้ามีตัวอะไรโผล่ออกมาให้มันมางับหัวกบาลพี่ได้เลย”

บ๊ะ ยายนี่ ห้องที่มีของรกๆเยอะๆยังกลับหาไม่เจอ ยังกล้าเข้าไปเอาตุ๊กตาได้ไม่กลัวอะไรเลย แต่พอห้องว่างๆ ที่มีแต่ตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวเดียวนั่นแหละ กว่าจะเข้าไปเอาได้แต่ละตัว ผมนี่ลุ้นแทบใจหายใจคว่ำ ห้องโล่งๆแบบนี้จะกลัวอะไรกันนักหนา ฮี่ธ่อ.......

ผมส่องไฟฉายเข้าไปในห้องให้เธอ ยายแก้มบุ๋มค่อยๆเดินก้าวเข้าไปจะถึงประตูห้องอยู่แล้วเชียว

“พี่ต่อ!” ยายแก้มบุ๋มหันมาหาผม “อย่าแกล้งผลักน้องขวัญเข้าไปเหมือนเมื่อกี้อีกนะ”

“โอ๋.... ไม่แกล้งหรอก พี่สัญญาแล้วไงว่าจะไม่แกล้งน้องแล้วน่ะ” ผมชี้ให้เธอดูตุ๊กตาหมีแพนด้าที่วางอยู่กลางห้อง ผมมองหน้าเห็นเธอยิ้มอย่างดีใจ ผมกับเธอเดดินเข้าไปในห้องแล้ว กล้องอินฟราเรดที่ติดไว้ตรงมุมห้องก็คงจะเริ่มบันทึกภาพผมกับยายแก้มบุ๋มตอนเดินเข้าไปในห้องแล้ว

“ช่วง ช่วง” เสียงยายแก้มบุ๋มร้องเรียกตุ๊กตาตัวที่ตั้งอยู่กลางห้อง แล้วเดินเข้าไปนั่งแปะกับพื้น หยิบต๊กตาตัวที่วางอยู่ขึ้นมากอดไว้ “หลินปิงได้เจอแม่แล้วนะ พี่ต่อ เย้..” เธอหันมาชูตุ๊กตาสองตัวให้ผมดู ก่อนจะเออาตุ๊กตาสองตัวนั่นหันหน้าเข้าหากันแวเอาประกบ

“กอดกัน กอดกัน กอดกันซะ” เธอพูดพลางยิ้มแป้น ผมลงไปนั่งยองๆข้างๆเธอ เธอหันมายิ้มแล้วพูด “พ่อหมี แม่หมี กับลูกหมีแพนด้าได้เจอกันแล้วพี่ต่อ เย้....”

ไอ้บอยเดินเข้ามาเก็บภาพในห้อง ผมกับยายแก้มบุ๋มพากันเดินออกไปนอกห้องแล้ว

“เป็นยังไงบ้างเจ๊” ผมถามเมื่อเธอยิ้มดีใจแบบเด็กๆ

“ดีใจสิ พีใจจังเลย ภารกิจสำเร็จแล้ว” เธอชูตุ๊กตาในมือสองตัวขึ้นสุดแขน ยิ้มอย่างน่ารัก

“ตัวไหนชื่อหลินปิงนะเจ๊” ผมถามเธอลเนๆ เธอยิ้มแล้วชูตุ๊กตาตัวหนึ่งให้ผมดู

ตัวนี้ชื่อหลินปิง แพนด้าน้อย ส่วนตัวนี้ชื่อหลินฮุ่ย แม่แพนด้า” เธอชูอีกตัวให้ผมดู

เอ๊ย ไม่ใช่ ไม่ใช่ “ เธอเอามือข้างที่ถือตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้ตัวหนึ่ง มาแตะที่ตุ๊กตาตัวที่ผมถืออยู่

“ตัวนี้ต่างหากชื่อหลินฮุ่ย แล้วตัวนี้ก็ชื่อหลินปิง” เธอชูตัวที่ชื่อ “หลินปิง” ในมือข้างหนึ่ง สรุปว่าเธอเริ่มมั่วแว ตัวที่ผมถืออยู่ ผมจำได้ว่าชื่อหลินฮุ่ย

“มั่วแล้วมั้งเจ๊ ตัวไหนล่ะที่ชื่อช่วงช่วง” ผมยิ้มถามเธอ

ยายแก้มบุ๋มชูตัวที่เธอเพิ่งเรียกว่า “หลินปิง” ให้ผมดูว่าตัวนี้คือ “ช่วงช่วง”

“นี่ไง ช่วงช่วง”

“มั่วแล้วเจ๊ เมื่อกี้ยังเรียกตัวนี้ว่หลินปิงอยู่เลย”

“งั้นก็ตัวนี้เป็นช่วงช่วง เอ๊ะ หรือว่าตัวนี้ดี ไม่งั้นก็ตัวนู้น” ผมหัวเราะกับความเหลาะแหละของเธอ

“โอยมั่วและ” เธอยิ้มให้ “ไม่ต้องเรียกแล้วล่ะว่าตัวไหนชื่ออะไร สรุปว่าหลินปิง หลินฮุ่ย และช่วงก็คือหนึ่งในสามตัวนี่แหละ สามตัวนี้ก็คือ....” เธอหันมายิ้มอย่างน่ารักให้

“คืออะไรเจ๊”

“สามตัวนี้ก็คือแฟมิลี่หมีแพนด้ายังไล่ล่ะพี่ต่อ หรือครอบครัวน้องหมีแพนด้านั่นเอง” เธอพูดเสียงสูงเสียงต่ำสลับกันไป แล้วยิ้มแป้นจนเห็นลักยิ้มบนรอยบุ๋มๆของเธอที่แก้ม

“เดี๋ยวนะพี่ต่อ” เธอเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “ฝากหน่อยนะ ช่วยถือหน่อย” เธอส่งตุ๊กตาสองตัวนั่นให้ผมถือไว้ ผมเอาตัวที่ถืออยุ่อุ้มแนบอกไว้ก่อนจะไปรับตุ๊กตาอีกสองตัวที่เธอยื่นให้ผม

“ทำอะไรอีกเจ๊” ผมถามตอนที่เห็นยายแก้มบุ๋มเปิดกระเป๋าล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมา.....

มันคือกล้องดิจิตอลสีชมพูเข้ม อื้อหื๋อ.... ยายแก้มบุ๋มนี่มีของเล่นเยอะจริงๆ กระทั่งกล้องดิจิตอล คงหลายตังค์เนอะ เธอยังซื้อมาได้เพราะเป็นคนมีเงิน เธอหยิบกล้องขึ้นมากดปุ่มเปิดสวิชท์

“ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกดีกว่าพี่ พี่คะ ช่วยถ่ายให้หน่อยค่ะ” เธอยื่นกล้องให้ทีมงานคนหนึ่ง

“ไม่เอานะเจ๊ พี่ถ่ายรูปไม่ขึ้นกล้องหรอก” ผมปฏิเสธ ยายแก้มบุ๋มยื่นไฟฉานยในมือให้ทีมงานถือไว้

“เอาน่า ถ่ายรูปคู่กับน้องขวัญกับน้องหมีพวกนี้สักรูปนะ นะ”

“ไม่เอา เจ๊ถ่ายคู่กับตุ๊กตาหมีเถอะ เจ๊ะน่ะ สวยออก เอากล้องมานี่เดี๋ยวพี่ถ่ายให้” ผมรีบไปหยิบกล้องจากมือเธอมาก่อน โดนยทิ้งตุ๊กตาหมีแพนด้าในมือลงบนพื้อนก่อนจะไปหยิบกล้อง ส่งตุ๊กตาหมีแพนด้าอีกมือหนึ่งให้เธอรับไปถือไว้ ทำให้ตุ๊กตาที่ผมเอาแนข้างหนึ่งหนีบไว้กับตัวหล่นลงอีก ผมก้มลงไปหยิบตุ๊กตาบนพื้นส่งให้เธอทีละตัว ผมเห็นเธออุ้มตุ๊กตาทั้งสามตัว ผมเห็นเธออุ้มตุ๊กตาไว้ทั้งสามตัว หันหน้ามาทางกล้อง ผมยกกล้องขึ้นเตรียมถ่าย

“เตรียมตัวนะเจ๊ จะถ่ายแล้วนะ ยิ้มสวยๆ” เธอยิ้มตาม ตามองกล้อง “ดีมาก สวย สวย เจ๊อย่ายิ้มมากเห็นแก้มบุ๋มไม่เอา หุบยิ้มก่อน ค่อยๆยิ้มใหม่ ช้าๆ ดี อีกนิด อีกนิด พอๆ” เธอทำตาม พอยิ้มสวยได้ที่แล้วก็เตรียมถ่าย

“จะถ่ายแล้วนะเจ๊ อย่ากระพริบตาสิ เอาล่ะนะ หนึ่ง...สอง....” ผมกดปุ่มชัตเตอร์

“ได้แล้ว” ผมส่งกล้องให้เธอดู แลกกับการเอาตุ๊กตาหมีแพนด้ามาถือสองตัว

“เป็นไงเจ๊ ฝีมือการถ่ายของพี่เป็นยังไงบ้างเหรอเจ๊” เธอมองที่จอเล็กๆแล้วยิ้ม พักหน้าแล้วปิดกล้อง ใส่ไว้ในกระเป๋าตามเดิม หันมามองผมพลางยิ้มหวานๆให้

“กลับกันเถอะพี่ น้องขวัญง่วงแล้ว” เธอทำท่าหาวพลางเอามือปิดปาก กำลังเดินออกไป

“เดี๋ยวสิเจ๊” ผมเรียก เธอหันมามองหน้าผม “แล้วเจ๊ะจะเอายังไงกับกองฉี่กับผ้าเช็ดหน้าของเจ๊เนี่ย”

“เอาทิ้งไว้ที่นี่แหละ ถือว่าเป็นของขวัญที่เราได้มาเยือนที่นี่ไง”

“จะบ้าเหรอเจ๊ เจ๊ไม่กลัวผีเจ้าของบ้านเขาจะโกรธเอาเหรอ ดีไม่ดีกลับไปนอนเขาตามไปเข้าฝันหลอกเอาไม่รู้ด้วยนะ” ผมว่า

“จะให้ทำยังไงล่ะ” เธอถาม ผมจึงตัดสินใจเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาขยำๆแล้วซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของผม มันไม่ได้เหม็นอะไรมาก

“เอาเก็บไปด้วย ผ้าเช็ดหน้าน่ะ ซักๆเสียหน่อยใส่น้ำหอมนิดหนึ่งก็เอามาใช้เช็ดหน้าได้เหมือนเดิม แต่กองฉี่ของเจ๊เนี่ยคงปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ ถ้าเจ๊ยังไม่ได้ขอขมาวิญญาณเจ้าของบ้านหลังนี้ก่อนน่ะ” ผมบอกเธอ

“จริงสิ” เธอพูด “ฝากถือหน่อยพี่” เธอยื่นตุ๊กตาหมีแพนด้าสองตัวให้ผมถือ แล้วเธอก็พนมมือไหว้เหนือหัว ก่อนจะย้ายมายอยู่ระหว่างอก

“สาธุ............น้องขวัญขอขมาวิญญาณท่านเจ้าของบ้านหลังนี้ที่ทำบ้านของท่านเลอะเทอะนะคะ น้องขวัญไม่ได้ตั้งใจทำค่ะ อย่ามาหลอกมาหลอกน้องขวัญเลยนะคะ ไปหลอกพี่ต่อนู้น พี่ต่อเป็นคนทำให้น้องขวัญตกใจจนฉี่ราดเองค่ะ สาธุ

วุ้ย ยายแก้มบุ๋มนี่ชอบโยนความผิดให้คนอื่นอยู่เรื่อยเลยนะ

ขอขมาเสร็จแล้วเธอก็หยิบตุ๊กตาจากมือผมไปถือไว้สองตัว

“กลับกันเถอะพี่ ภารกิจของเราสำเร็จแล้ว” เธอพูดอย่างอารมณ์ดี ผมนี่สิจะโดนผีหลอกรึเปล่าก็ไม่รู้”

“กลับบ้านกัน เอ๊ย กลับสตูดิโอกันก่อน”

ยายแก้มบุ๋มกับผมเดินลงบันไดบ้านชั้นสามลงไป ทีมงานตามลงไปด้วย ไอ้บอยถือ

กล้องถ่ายผมตอนเดินลงไปกับยายแก้มบุ๋ม มันเดินอยู่หน้าเรา แล้วค่อยๆถอยหลังเดินไปช้าๆ ระหว่างที่ยายแก้มบุ๋มร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี บางทีก็มีเต้นแล้วยิ้มให้กล้องด้วย ผมอดแอบขำไม่ได้กับความน่ารักน่าชังของยายแก้มบุ๋ม แหม... ให้ลองทำขี้เหร่ก็ยังน่ารักอยู่เลย โตขึ้นมาคงจะสวยเหมือนแม่แน่ๆ

เธอเดินร้องเพลงเบาๆตลอดเวลาที่เดินลงบันไดชั้นสอง เธอไหว้ลารูเจ้าของบ้านที่ติดอยู่กับผนังข้างๆบันได เธอไม่มีความกลัวเหมือนเมื่อกี้เลย ผมรีบยกมือไหว้ลาเจ้าของบ้านตามเธอ เสร็จแล้วเธอก็ร้องเพลงพร้อมกับเดินลงไป เธอทำอย่างกับว่ามาเที่ยวบ้านคนอื่นแล้วก็กำลังจะกลับอย่างนั้นล่ะเนี่ย ยายแก้มบุ๋มเดินลงไปร้องเพลงไปจนถึงชั้นหนึ่ง ทีมงานยังตามถ่ายไปเรื่อยๆ ในที่สุด พวกราก็เดินออกมาทางประตูแล้วเดินออกมาสู่ลานปูนกว้างๆ ยายแก้มบุ๋มหันไปยิ้มให้กล้อง

“ภารกิจสำเร็จแล้ว แย้....” เธอกระโดดชูตุ๊กตามือในจนตัวลอย มีผมยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ผมชักจะง่วงแล้วเหมือนกัน นี่คงจะเที่ยงคืนแล้วล่ะมั้ง ผมหันมองออกไปที่ถนนใหญ่ รถราไม่ค่อยมีวิ่งแล้ว ได้เวลาลากลับบ้านเราเสียที ยายแก้มบุ๋มมองบ้านร้างนั้นอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวดูสลัวๆ มีเพียงแสงสว่างจากไฟสปอร์ทไลท์ที่สองพวกเราอยู่ ยายแก้มบุ๋มเดินนำผมไปที่รถที่เธอขับมา เธอเอาตุ๊กตาในมือวางไว้บนหลังคารถ แล้วถอดไมโครโฟนที่ติดตัวออก กดปุ่มหยุดบันทึกเสียงแล้วปิดเครื่อง ม้วนสายไฟไว้กับตัวเครื่อง ผมทำตามเธอ เสร็จแล้วส่งให้ทีมงานเก็บไว้ ผมก็ส่องให้ทีมงานรับไป ทีมงานกำลังจะขนของไปใส่รถ เหลือไอ้บอยคนเดียวที่ยังถ่ายเราอยู่ บอกว่าจะรอถ่ายตอนที่ยายแก้มบุ๋มขับรถออกไปจากบ้านร้างนั่น พวกเราจะกลับบ้านกันก่อน พวกทีมงานรวมทั้งไอ้บอยจะรอขึ้นไปเก็บกล้องอินฟราเรดที่ติดตั้งไว้บนบ้านร้างในแต่ละห้อง เสร็จแล้วค่อยตามไปทีหลัง พี่คนขับรถกับคนที่ถือไมโครโฟนกำลังเก็บถาดผลไม้ที่แท่นวางหน้าศาลพระภูมิอยู่ ยายแก้มบุ๋มเปิดประตูรถด้านซ้าย แล้วหยิบตุ๊กตาบนหลังคามาวางที่หน้ารถ ผมส่งอีกตัวที่ถืออยู่ให้เธอรับไปวางไว้ใกล้ๆกัน ปิดประตูรถแล้วหันมายิ้มแป้นให้ผม

“กลับบ้านกันเถอะ พี่ต่อเป็นคนขับให้น้องขวัญหน่อยนะ น้องขวัญเหนื่อยมากแล้ว” เธอควักกุญแจรถส่งให้ผม ผมรับมาถือไว้ เธอเปิดประตูด้านที่ผมนั่งมาเข้าไปนั่งเอนหลังแล้ว

เอาล่ะสิวะ งานเข้าแล้วไหมล่ะ ไอ้ต่อเอ๋ย ผมรีบเดินไปเปิดประตูด้านคนขับ เข้าไปนั่งลงบนเบาะแล้วเสียบกุญแจไว้ แต่ยังไม่ได้สตาร์ทรถ ผมเอื้อมือไปปิดประตูรถแล้ว มองไปตรงกระจก เห็นไอ้บอยถือกกล้องถ่ายมาที่รถนิสันไฮเปอร์มินิคันสีเขียวที่ผมกับยายแก้มบุ๋มนั่งอยู่ในรถ แล้วผมกันมาพูดกับยายแก้มบุ๋มด้วยสีหน้าเรียบๆ

“เจ๊” เธอกำลังเปิดฝาขวดน้ำแล้วยกขึ้นดื่ม “ขอน้ำขวดหนึ่งสิ” เธอส่งขวดน้ำที่วางอยู่หน้ารถให้ผม ผมรับมาเปิดดื่มแล้วปิดฝา วางไว้เหมือนเดิม ผมหันไปมองเธอที่กำลังปิดฝาขวดแล้ววางขวดน้ำไว้ตำแหน่งเดียวกับผม

“สนุกไหมเจ๊ ภารกิจตามหาตุ๊กตาหมีแพนด้าสามตัวในบ้านผีสิง” ผมเอ่ยปากถาม เธอยิ้มแล้วตอบ

“สนุกสิ มันท้าทายความกลัวของน้องขวัญมากเลยนะ” เธอพูดแล้วเอนตัวพิงเบาะ

“อยากมาทำภารกิจสนุกๆแบบนี้อีกไหม” เธอหันมามองผม

“ก็อยากนะ แต่น้องขวัญไม่เอาบ้านผีสิงนะ” เธอทำหน้ากลัว “ออกรถเหอะพี่ กลับกันได้แล้ว” เธอบอกผม ผมเลยใช้โอกาสนี้บอกความในใจกับเธอ

“พี่มีเรื่องจะบอกเจ๊ออยู่เรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรเหรอ” เธอหันมายิ้มให้ผม

“เรื่องนี้พี่ไม่เคยบอกเจ๊มาก่อนเลย ตั้งแต่ที่เรารู้จักกันเมื่อตอนที่อยู่บ้านเด็กที่ตาก พี่พยายามจะบอกเจ๊อยู่หลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีโอกาสสักที” ผมพูดสีหน้าเรียบๆ เธอทำท่าเขินอาย

“จะบอกอะไรก็รีบๆบอกมาเหอะ” เธอหันไปมองกระจกข้างๆ

“เรื่องนี้พี่เก็บไว้ในใจตลอดมาตั้งแต่ที่เรามาที่เชียงใหม่ มันเป็นเรื่องที่พี่อยกาทสารภาพกับเจ๊มานานแล้ว พี่อยากจะบอกว่า.....” ผมเอมมือไปจับพวงมาลัยข้างหนึ่งไว้

ยายแก้มบุ๋มหันหน้ามามองตาผม แล้วหลบตา ยิ้มอย่างอายๆ

“ว่าอะไรเหรอ”

“พี่จะบอกว่า......” เธอหันมามองตาผมแล้วหน้าแดงแจ๋เลย 55555

“บอกว่า.....”

“ว่า.........”

ผมตัดสินใจบอกทันที

“ว่าพี่ขับรถคันนี้ม่ายเป็นน่ะเจ๊ ฮือ....แง้....” ผมเลียนแบบเสียงร้องไห้ของเธอ ยายแก้มบุ๋มหันมามองผมด้วยสีหน้าเซ็งสุดขีด ผมได้แต่ทำเสียงร้องไห้หมือนอย่างที่เธอชอบทำ

“อะไรนะ พี่ต่อขับรถยนต์ไม่เป็นหรอ” เธอหันไปมองกระจกหน้ารถแล้วหันมามองผม

“อื่อ...ใช่เจ๊” ผมตอบเธอ “คันเกียร์แบบนี้พี่ใช้ม่ายเป็น”

“แล้วทำไมพี่ต่อไม่บอกน้องขวัญตั้งแต่แรก” เธอหันมาตีหน้าเซ็งใส่ผม

“ก็คนมันอายนี่ ไม่กล้าบอกน่ะ”

“น้องขวัญก็นึกกว่าพี่ต่อจะบอกอะไร” เธอถอนหายใจ เซ็งเลย เด็กน้อยเซ็งเลย”

เธอเปิดประตูลงไปแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูคนขับที่มีผมนั่งอยู่ ผมแอบปิดปากหัวเราะอย่างกลั้นไม่ได้

“ลงมาเลยเดี๋ยวน้องขวัญขับเอง” ผมลงไปอ้อมเดินไปเปิดประตูนั่งที่เดิมเหมือนตอนขามา ผมขึ้นไปนั่งปิดประตูรถแล้วเอื้อมมือไปปิดกล้องที่วางอยู่ตรงมุมซ้ายด้านใน ยายแก้มบุ๋มบิดกุญแจสตาร์ทรถแล้วเหยียบคลัชท์เข้าเกียร์ถอยหลัง ถอยรถแล้วเดินหน้าเลี้ยวขวาตรงออกไปยังทางเล็กๆที่เพิ่งขับรถผ่านมาเมือ่ตอนแรก แล้วยายแก้มบุ๋มก็ขับรถไปตามทางเก่าเคยขับมา แต่ขับไปได้ไม่ไกลเธอก็อ้าปากหาวหวอดๆ เปิดไฟในรถทันที

“ง่วงแล้วเหรอเจ๊” ผมหันไปถาม เธอพยักหน้า “อดทนหน่อยนะ”

“ตอนไปรับงานไม่เคยอยู่ดึกขนาดนี้มาก่อนเลย แต่ไม่เป็นไร ช่วงปิดเทอมไปอยู่บ้านเด็กที่ตากน้องขวัญก็แอบไปเล่นเกมส์จนดึกจนนอนดึกจนชินแล้วแหละ” เธอเปิดไฟหน้ารถเมื่อมองทางไม่ค่อยเห็น

“พี่รู้มาว่าถ้าใครง่วงนอนก็ชวนกันคุย มากๆ หน่อย จะช่วยได้ดีในระดับหนึ่ง”

“พี่ต่อนี่นอกจากจะเก่งคอมแล้วยังรู้ไปทุกเรื่องด้วยเนอะ” เธอชมผมหรือว่าแอบด่ากันแน่เนี่ย

“ก็ไม่เก่งเท่าไหร่หรอกนะ” ผมถ่อมตัว

“น้องขวัญถามอะไรหนอ่ยสิ พี่ต่อรู้ทุกเรื่องนี่” เธอหันมามองผมแวบเดียวแล้วหันไปมองทาง

“เอ้าถามมา”

“เพลงนี้ใครเป็นคนร้อง”

“เพลงไหน” แล้วเธอก็ร้องเพลงให้ผมฟัง

“วันเวลา..ก็ผ่านพ้นไป ขวัญฤทัยเริ่มใหญ่เป็นสาว....”

“ใครร้อง” ผมถามเมื่อเห็นเธอหยุดร้องอยู่แค่นั้น

“อ้าว ก็น้องขวัญร้องอยู่ตอนนี้เนี่ย” เธอหัวเราะ ผมหน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลย

“นึกว่าพี่ต่อจะรู้ไปทุกเรื่องซะอีก” เธอหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ ผมแต่เงียบหันไปมองข้างทาง

ผมเสียรู้ยายแก้มบุ๋มนี่จนดี ผมโดนเธอแกล้งซะแล้ว ยายนี่มีมุขเด็ดๆมาเล่นอยู่เรื่อย สมแล้วที่เป็นหัวหน้าตลกคณะจูเนียร์โจ๊กที่บ้านเด็กจังหวัดตาก ตอนเธอไปพักอยู่เมื่อช่วงปิดเทอมเมื่อก่อน

“เอ้าพี่ถามเจ๊บ้าง ถามปัญหาเชาวน์นะ “ ผมหันมาถามเธอ

“เอาสิ” เธอยิ้ม

“เอาแบบถามปุ๊บตอบปั๊บเลยนะ”

“ได้ น้องขวัญเก่งอยู่แล้ว” ยายนี่ขี้โม้อยู่ตลอด ยิ้มได้น่ารักมาก

“ผมเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวหนึ่งชูให้ยายแก้มบุ๋มดู แล้วถาม

“ทำไมหมีแพนด้าถึงมีขนสีขาวกับดำ”

“ปั๊บ.....” ยายแก้มบุ๋มตอบแล้วอมยิ้ม

“ไอ้น้องขวัญ! ” ผมตะโกนใส่เธอที่กำลังหัวเราะอยู่ พลางเอาตุ๊กตาหมีที่ผมถืออยู่ฟาดเข้าที่ตัวเธอเบาๆ ยายแก้มบุ๋มเอามือซ้ายมาบัง มือขวายังจับพวงมาลัยอยู่

“อย่าดิพี่ ไม่เล่นนะ ขับรถอยู่นะ” เธอบอกผมพลางปัดป้อง หัวเราะร่วน ผมหยุดฟาดเธอแล้วเอ่ยปากถาม

“พี่ถามให้เจ๊ตอบว่าทำไมหมีแพนด้าถึงมีสีขาวกับดำ ไม่ใช้ให้เจ๊ตอบว่าปั๊บนะ”

เธอหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจที่หลอกแกล้งผมได้สำเร็จ ยายนี่ผมคิดไม่ถึงเลยว่าจะสู้เธอได้เลย

“ก็พี่ต่อบอกว่าเอาแบบถามปุ๊บตอบปั๊บนี่ น้องขวัญก็ตอบปั๊บแล้วไง พี่ต่อไม่ได้บอกให้น้องขวัญตอบว่าหมีแพนด้าทำไมมันถึงมีสีขาวกับดำนี่ พี่ต่อน่ะ แพ้น้องขวัญแล้ว....”

ผมแพ้เธออีกแล้ว โอเค ผมยอมรับว่าผมเข็มขัดสั้นจริงๆ

“เจ๊แน่มาก พี่ยอมแพ้” ผมเห็นเธอยิ้มอย่างกระหยิ่มใจ “มาร้องเพลงกันดีกว่าเจ๊ แก้ง่วงไง”

“สวยเอยสวยงาม ฟ้าครามสายลม” ยายแก้มบุ๋มเริ่มร้อง “เพลินสุขใจสมเดินชมพฤกษ์ไพร สุขหัวใจ แสนสุขหัวใจ ขับเพลงเดินเลาะไปในไพรชมพู”

“นี่...นี่....เจ๊ เอาเพลงนี้สิ สวนกว่าเมียที่บ้านน่ะ” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มเริ่มร้อง

“สวย...กว่าเมียที่บ้าน สวยกว่าเมื่อวาน เจอะที่ร้านข้าวแกง”

“คิดถึง คิดถึง คิดถึง อยากดึงเธอเข้ามากอด น้องขอมือหอมซักฟอด แต่ฟ้าพาเราห่างไกล”

“โฉมเอย โฉมงาม อร่ามแท้ ดำขุมมุม” เพลงนี้ผมร้องแซวเธอ

“แลตะลึง” เธอหัวเราะบอกผม เราร้องเพลงไปก็หัวเราะตลกกันไป ยายแก้มบุ๋มไม่มีท่าทีว่าจะง่วงนอนอีกเลย จนเธอร้องเพลงเก่าๆ

“เมื่อวานเขามาบ้านเรา วันนี้เขาจะมาไหมเอ่ย ฉันคิดถึงเขาจังเลย คนที่เคยเป็นมิตรไมตรี”

ผมมองดูหน้าเธออีก ยายแก้มบุ๋มนี่ชอบร้องเพลงเด็กๆเก่าๆจังนะ เธอกำลังร้องไป ผมพูดขัดขึ้น

“โถ....เจ๊ เพลงนี้ตั้งหกเจ็ดปีผ่านมาแล้วเจ๊ก็ยังไม่ลืมมันเลยเหรอเนี่ย” ผมถามเธอเอาแต่ยิ้ม “เจ๊นี่ชอบเพลงเก่าๆจังเนอะ ร้องเพลงที่มันกำลังดังตอนนี้บ้างสิ” ผมค่อนแคะเธอ

“เพลงนี้ก็ดังนะ กำลังฮิตเลยนอตนี้น่ะ” เธอบอกผม

“เพลงไหนเหรอ ร้องให้ฟังหน่อยสิ” เธอยิ้มๆก่อนจะร้อง

แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า” บ๊ะ ยายแก้มบุ๋มยังร้องเพลงนี้อยู่อีก แต่ช่างเหอะ น่ารักดี5555

“แพนด้าน้อยเยี่ยวแตกแล้วจ้า แพนด้าน้อยเยี่ยวแตกแล้วจ้า.....” ผมร้องแซวเธอ เห็นเธอหน้าแดงแจ๋ เอามือข้างหนี่งกุมเป้ากางเกงตัวเองที่เปียกชุ่มไปด้วยฉี่ของเธอเอง

ยายแก้มบุ๋มขับรถไปปากก็ร้องเพลงไปอย่างอารมณ์ดี ผมก็ร้องตามไปบ้าง แต่บางทียายแก้มบุ๋มนี่จะชอบร้องเพลงเก่าๆบ้าง เราคุยกันมาตลอดทาง คอแห้งก็ดื่มน้ำขวดที่วางอยู่หน้ารถตรงนั้น แอร์ในรถนิสสันเย็นสบาย ผมเอนหลังนอนเกือบจะหลับไปเลย ถ้ายายแก้มบุ๋มไม่ชวนคุยเรื่อยๆล่ะ เราคุยกันเพื่อกันง่วง คุยกนเรื่องเพลงบาง เรื่องเก่าๆในบ้านเด็กบ้าง แต่ผมไม่กล้าคุยเรื่องผีให้เธอได้ยิน เดี๋ยวเธอจะกลัวจนฉี่แตกอีก เพราะเมื่อกี้เธอดื่มน้ำไปเกือบจะหมดขวด เหตุเพราะพูดมาก คอแห้งเยอะ ฉี่แตกใส่รถเขาไม่ถูกปรับเงินก็ถึงไหนแล้ว เราร้องเพลงไปอย่างอารมณ์ดี ยายแก้มบุ๋มเปิดเครื่องเสียงฟังเพลอีกครั้ง เพลงที่เธอเอาแผ่นมาด้วยนั่นแหละ

ขับรถมานานพอดูก็เริ่มเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ เวลานี้ก็ตีหนึ่งกว่าๆแล้ว ยายแก้มบุ๋มเปิดเพลงดังลั่นภายในรถ คุณเธอไม่พอใจจึงเร่งเสียงเบสดังกระหึ่ม ขี้หูผมคงกระดอนกระเด้งไปมาตามจังหวะ ผมกลัวว่าเธอจะเร่งเสียงจนทำให้แบตเตอรี่หมดซะก่อนที่เราจะถึงสตูดิโอ เพราะรถคันนี้มันใช้เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนก็ใช้แบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างภายในรถก็ใช้แบตเตอรี่ที่เดียวกันหมด ผมจึงบอกให้ยายแก้มบุ๋มเปิดเพลงเบาๆ เดี๋ยวรถก็จะไปตายกลางทางซะก่อนล่ะ เมื่อกี้เธอเปิดเพลงเร่งเสียงเบสจนสุดน่ะ ดีนะที่ลำโพงรถเขาไม่แตก แต่หูผมอื้อไปนานเลย (แต่เดี๋ยวก็คงหายแล้ว)

ผมมองกระจกข้างเห็นว่ามีรถตู้ตามหลังมา อ๋อ รถตู้ของแพนด้า สตูดิโอนั่นเอง กำลังขับตามรถของเรามา จนยายแก้มบุ๋มขับรถเข้ามาถึงในเขตสตูดิโอแล้ว รถคันนั้นจึงขับไปอีกทางที่จะไปสำนักงาน ส่วนยายแก้มบุ๋มขับรถไปจอดไว้ในที่จดรถข้างๆบ้านพักในสตูดิโอ เธอดับเครื่องยนต์แล้วเปิดประตูลงจากรถ ผมเปิดประตูลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาหมีให้เธอไปถือไว้สองตัว ผมเดินมาหยิบกล้องที่วางอยู่กับตุ๊กตาหมีแพนด้าหนึ่งตัว เอาตัวดันไปปิดประตูรถแล้วเดินตามยายแก้มบุ๋มเข้าบ้านพักไป เดินคลำหาทางมาถึงห้องดูทีวี มีแสงทีวีลอดออกมาด้วย เราสองคนเดินเข้าไปดู แต่ไม่มีใครนั่งดูทีวีอยู่เลย มีเสียงกรนอยู่เบาๆ ยายแก้มบุ๋มคลำหาสวิทช์ไฟข้างผนัง เจอแล้วกดดังกิ๊ก ไฟในห้องว่างขึ้นวาบ ผมมองไปรอบๆห้องได้ยินแต่เสียงกรน ทีวีถูกเปิดทิ้งอยู่ แต่ไม่เห็นเจ้าของเสียงที่กรนเลย

ผมกับยายแก้มบุ๋มถือตุ๊กตาไปที่หน้าทีวี มองดูที่โซฟา เห็นมีคนนอนหลับอยู่ เป็นผู้หญิงผมยาวๆ

“พี่มาลีนี่” ยายแก้มบุ๋มกระซิบบอกผม “คงเผลอหลับคาทีวีไปน่ะ” ผมหันไปมองทีวี เป็นรายการเพลงลูกทุ่งจริงๆ ยายเจ๊ใหญ่นี่คงจะนั่งดูทีวีจนง่วงหลับไป ผมเดินไปปิดทีวีแล้วบอกยายแก้มบุ๋ม

“หาผ้าห่มมาให้เขาหน่อยสิเจ๊” ยายแก้มบุ๋มเดินไปหยิบผ้าห่มมาห่มให้ยายมาลีที่ตอนหลับเค้เก้อยู่ที่โซฟา “กลับห้องเถอะพี่” ผมเดินไปตรงประตูกับยายแก้มบุ๋ม เธอกดปิดไฟในห้องแล้วเราก็เดินออกไปห้องแถว ห้องของยายแก้มบุ๋มนี่อยู่ข้างๆห้องผม เธอกำลังจะเปิดประตูห้องเข้าไป

“เดี๋ยวสิเจ๊” ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของผม หยิบผ้าเช็ดหน้าของเธอยื่นส่งให้ “ผ้าเช็ดหน้าเจ๊ไง เอาไปสิ ซักแล้วใส่น้ำห้อมหน่อยนะ” เธอยิ้มแทนคำขอบคุณแล้วรับผ้าเช็ดหน้าไป

“ขอตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวนั้นให้น้องขวัญหน่อยสิพี่ต่อ” เธอมองตุ๊กตาหมีแพนด้าตัวที่ผมถืออยู่ในมือ

“พี่ขอเก็บไว้ตัวหนี่งสิเจ๊ จะเอาไปนอนกอดแทนเจ๊สักหน่อย” ผมพูดตลก

“ไม่เอา น้องขวัญอยากนอนกอดทั้งสามตัวเลย พี่ต่อกอดตัวเองเหอะ” เธอรีบเดินเข้ามาปราดคว้าตุ๊กตาจากมือผมไปโดยผมยังไม่ทันตั้งตัว แล้วเปิดประตูห้องไว้ ทำท่าจะเข้าไป

“คนสวยใจดำจังเลย” ผมพูด “ไม่เอาก็ได้ แต่ขอเข้าไปนอนห้องเจ๊กับหมีแพนด้าดีกว่า” ยายแก้มบุ๋มรีบร้องแงวิ่งเข้าห้องของตัวเองไปแล้วปิดประตูดังปัง ผมได้ยินเธอล๊อกประตูทันที ผมแอบยิ้มคนเดียวอยู่ในความมืดสลัวๆ เดินไปหน้าประตูห้องเธอ

“อย่าลืมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้านะเจ๊ ไม่เหม็นฉี่ตัวเองติดกางเกงรึไง” ผมตะโกนบอกเธอ

“รู้แล้วน่า” มีเสียงตอบจากข้างในห้อง

“หลับฝันดีนะเจ๊” ผมบอก แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากข้างในห้อง

ผมเดินเปิดประตูห้องของตัวเองไป ล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ป่านนี้ยายแก้มบุ๋มคงจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขึ้นนอนบนเตียงพร้อมกับตุ๊กตาหมีแพนด้าสามตัวที่หามาได้ คงจะนอนหลับฝันดีกันทั้งคนทั้งหมี โดยทิ้งกางเกงกับผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนฉี่ของเธอไว้ในตะกร้ารอซักที่มุมห้อง

วันนี้ผมตื่นนอนเกือบเที่ยง เพราเมื่อคืนนอนดึกไป อาหารเช้าของผมวันนี้จึงกลายเป็นอาหารเที่ยงวันไปเสียแล้ว ยายแก้มบุ๋มคงจะยังไม่ตื่น เพราะเมื่อคืนเรากลับมาตอนตีสองกว่าๆ กินข้าวเสร็จผมออกไปที่ห้องตัดต่อวีดีโอ ไอ้พวกนั้นมันทิ้งกล้องที่ถ่ายไว้เมื่อคืนให้ผมจัดการตัดต่อคนเดียว ส่วนพวกมันหนีไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่กับยายแก้มบุ๋มแต่เช้าแล้ว โชคดีนะที่ผมได้เพื่อนๆที่เหลือมาช่วยงานในวันนี้ เลยไม่ต้องทำคนเดียว

ช่วยกันดึงภาพจากกล้องเข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่จะตัดต่อวีดีโอส่วนเสียงจากไมค์โครโฟนทั้งสามอันต้องเอาไปแยกเสียงที่อีห้องหนึ่งก่อน พอได้แล้วก็โหลดเข้าคอมพิวเตอร์ นั่งดูกันไปหัวเราะกันไป ได้เสียงพากย์จากพี่อู๋แพนด้า มาช่วยพูดแซวลงไปในวีดีโอด้วย นี่ดีนะ ที่มีคนมาช่วย ถึงได้เสร็จก่อนค่ำนี้ ถ้าผมทำคนเดียวนะ คงใช้เวลาเป็นวันๆเลยเชียว

เสร็จแล้วนำไปฉายให้เพื่อนๆที่เหลือดูด้วยกันก่อน ยายมาลีกับเพื่อนๆของยายแก้มบุ๋มหลายคนก็มาดูด้วย แต่ยายแก้มบุ๋มไปเที่ยวยังไม่กลับมา ผมก็นั่งดูไปด้วย หัวเราะกันจนน้ำตาไหลไปกันก็มี นั่งดูกันจนจบ ดูซ้ำกี่รอบก็ไม่รู้ จนยายแก้มบุ๋มกลับมาเมื่อตอนห้าโมงเย็นจึงได้รีบลุกหนีกันจ้าละหวั่น ไม่รู้ว่ามันจะลุกหนีไปทำไม โชคดีที่บอกว่าปิดทีวีทันตอนที่ยายแก้มบุ๋มยังไม่ทันเดินมาถึงในห้องนี้ พอเธอเดินเข้ามามันกลับทำไม่รู้ไม่ชี้

พอตอนหัวค่ำผมกลับไปเอาแผ่นซีดีห้าแผ่นที่มีวีดีโอตอนผมกับยายแก้มบุ๋มอยู่หาตุ๊กตาที่บ้านร้าง เอาไปไรท์อีกหนึ่งชุด ชุดที่ก๊อปปี้มาเอาไปเปิดดูกับยายแก้มบุ๋มกันสองคนที่ห้องของเธอในตอนทุ่มกวาๆ เธอจะชอบว่าให้ผมพอเห็นตอนไหนก็ตามที่เธอไม่ถูกใจนะ แต่ก็ดูไปหัวเราะกันไปกับภาพของเธอเอง ดูไป หัวเราะกันไป อายกันไป วิพากษ์วิจารณ์กันไปสองคน โอ้ยสนุกสนาน ความมั่วความน่ารักมีหมด มีทั้งซึ้งอบอุ่นประทับใจมีทั้งตลกขบขัน สนุกสนานกันไป แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนของเธอดูแล้วจะลงความเห็นว่ายังไงต้องไปลุ้นให้กำลังใจให้ยายแก้มบุ๋มที่แพนด้าสตูดิโอสาม

ที่แพนด้า สตูดิโอสาม.....

“สวัสดีค่า....ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่แพนด้าสตูดิโอ.....”

ยายมาลียืนเด่นอยู่กลางฮอล์กล่าวเปิดการบันทึกภารกิจบททดสอบของยายแก้มบุ๋ม

“กับภารกิจพิชิตใจเพื่อนๆนะคะ ของน้องขวัญแก้มบุ๋มของเรานี่เอง หนึ่งในสมาชิกจูเนียร์โฟล์วไลน์นะคะ ภารกิจตามหาตุ๊กตาหมีแพนด้านี่แหม กว่าจะได้มาแต่ละตัวนี่ช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน ตุ๊กตาหมีแพนด้าสามตัว หามาได้หรือไม่ได้เอ่ย ตอนนี้เขามาถึงสตูดิโอแล้วนะคะ มาแล้ว มา.... เดินคู่กันมาเลย มาแล้ว โอ้...ถือตุ๊กตาหมีแพนด้ามาด้วย มา มา ยืนตรงนี้เลย สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ มาตรงนี้เลย” ผมเดินคู่กับยายแก้มบุ๋มถือตุ๊กตาหมีแพนด้าเดินเข้าไป

“ได้มาแล้ว สามตัว” ยายแก้มบุ๋มชูสามนิ้วให้ดู แล้วยิ้มแป้น

“มา.....นี่น้องขวัญ แล้วนี่ลุงที่ไหนล่ะเนี่ย” ยายมาลีทำเอาคนทั่วสตูดิโอหัวเราะให้ผมอีก

“พี่ต่อ ผู้ช่วยน้องขวัญเอง”

“อ๋อเหรอ พี่ก็นึกว่าพาลุงที่ไหนมาด้วย” คนดูหัวเราะกันอีกครั้ง

“มาแล้ว ตุ๊กตาหมีแพนด้า ตัวนี้หลินปิง นี่หลินฮุ่ย. . .”

“ตัวนี้ค่ะ หลินปิง” ยายแก้มบุ๋มชูตุ๊กตาที่ถือมาตัวเดียวให้ยายมาลีดู

“อ๋อตัวนี้หลินปิงเหรอ”

“นี่หลินฮุ่ย แล้วนี่ก็ช่วงช่วง” ยายแก้มบุ๋มชี้มาที่ตุ๊กตาที่ผมถืออยู่สองตัว

“ตัวเองถือไว้ตลอดก็หลินปิงทั้งนั้นแหละ” ยายมาลีพูดแซวยายแก้มบุ๋มที่เอแต่ยืนยิ้ม

“แหม...แพนด้าน้อย นี่กำลังดังอยู่เลย แฟนเพลงเยอะมากทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ อ่ะน้องขวัญร้องหน่อยสิ แพนด้าน้อยน่ะ”

แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยอ๊ะแพนด้าน้อย แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า แพนด้าน้อยหมีน้อยแพนด้า” ยายแก้มบุ๋มร้องเพลงพลางเต้นไปด้วย ทุกคนปรบมือให้เป็นจังหวะ

เที่ยวทั่วไทยใจครึกครื้น เศรษฐกิจก็คึกคัก ไปไหมเพื่อนเพื่อนที่รัก เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี เที่ยวเชียงใหม่ม๊ะไปดูหมี...”

“นี่.....เที่ยวเชียงใหม่ไปดูหมี เอ้าปรบมือหน่อยค่ะ” ทุกคนปรบมือให้ยายแก้มบุ๋ม

“เอาล่ะ มาดูน้องหมีแพนด้ากันบ้าง นี่หนึ่งตัว สองตัว สามตัว มีช่วงช่วง หลินฮุ่ย แล้วก็หลินปิง ครบสามตัวแล้ว ภารกิจนี้ก็ ผ่าน...น.....น....” ยายมาลีลากเสียงยาว ทุกคนปรบมือให้อีกครั้ง ยายแก้มบุ๋มยิ้มจนเห็นลักยิ้ม

“เอาล่ะ ภารกิจผ่านแล้ว มะ มาดูข้อตกลงกันไว้เมื่อวาน ภารกิจนี้สำเร็จ น้องขวัญหาตุ๊กตาหมีแพนด้าได้ครบสามตัวแล้ว น้องขวัญจำได้ไหมว่าเราตกลงอะไรกันไว้

“ตกลงว่าน้องขวัญทำภารกิจสำเร็จแล้วจะไม่มีใครว่าขี้ขลาดตาขาวอีก”

“ยังจำได้นะ เอ้าเพื่อนๆคนไหนนะ”

“นั่งอยู่ตรงนู้นไง” ยายแก้มบุ๋มชี้ไปที่เพื่อนหญิงของเธอ

“เอ้า ขอเชิญเพื่อนๆขึ้นมาบนเวทีหน่อยค่า... เชิญค่ะ มาเลย” ยายมาลีพูดจบ เพื่อนๆของยายแก้มบุ๋มห้าหกคนเดินตรงมาที่พวกเรายืนอยู่

“เอ้า มายื่นตรงนี้เลย มา นี่เพื่อนๆของน้องขวัญนะ เป็นไง ภารกิจนี้ของเพื่อนรักของเรา ได้มาครบทั้งสามตัวแล้ว ได้ดูเทปตอนปฏิบัติภารกิจแล้วเป็นยังไงบ้าง” ยายมาลีโน้มตัวไปถามเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง

“สุดยอดมากเลยค่ะ”

“สุดยอดมากเลยนะ แหม....กว่าจะได้มา แล้วเพื่อนเราเก่งไหม ถามหน่อย เก่งไหม”

“เก่ง ถ้าไม่มีพี่แว่นคนนั้นไปด้วยก็คงไม่รอด” ทุกคนที่ยืนอยู่หัวเราะกันครืน

“เอาล่ะ ตามข้อตกลง เห็นเพื่อนมีความสามารถอาชนะความกลัวของตนเองได้จนหาตุ๊กตากลับมาได้แล้วจะว่ายังไงต่อไป จะว่าเพื่อนขี้ขลาดตาขาวอยู่ไหม” เพื่อนของยายแก้มบุ๋มบางคนส่ายหัว “ไม่แล้วนะ ถ้าอย่างนั้นก็บอกเขาหน่อยสิว่าเรากับเพื่อนๆจะไม่ว่ากันขี้ขลาดตาขาวอีก”

“พวกเราจะไม่ว่าเธอขี้ขลาดตาขาวอีกแล้วนะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งหันมาบอกยายแก้มบุ๋ม

“ให้จริงเถอะ” เสียงยายแก้มบุ๋มบอก ทุกคนหัวเราะ “พวกเธอน่ะพูดอะไรเชื่อใจไม่ค่อยได้สักอย่าง แล้วเราจะเชื่อได้ยังไงวาเธอจะไม่ว่าเราอีก”

เพื่อนคนนั้นเดินเข้าไปหายายแก้มบุ๋ม

“เอ้า เออ กอดกันเลย นี่......แหม น่ารักซะจริงๆเลย เป็นเพื่อนกันต้องรักกันเนอะ อย่าทะเลาะเบาะแว้งกันแหละดี ช่างเป็นภาพน่าประทับใจจริงๆเลยนะคะ” ยายมาลีพูดชม

“เอาล่ะค่ะ ขอบคุณเพื่อนๆมากๆค่ะ เชิญกลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ ค่ะ เอาล่ะ มาถามน้องขวัญก่อน ภารกิจนี้ยากไหม”

“ก็ยากค่ะ น้องขวัญก็นึกว่าตุ๊กตามันจะซ่อนอยู่ในสวนสัตว์เชียงใหม่ซะอีกแน่ะ”

“แต่ก็ผ่านมาได้นะ ถามหน่อย บ้านร้างนั่นมีผีไหม”

“ไม่รู้ค่ะ น้องขวัญไม่เจอผีหลอกเลย มีแต่พี่ต่อนี่แหละ แกล้งหลอกน้องขวัญ”

“ถามหน่อย ว่าน้องขวัญกล้าเข้าไปบ้านร้างคนเดียวไหม”

“ไม่ล่ะค่ะ” ยายแก้มบุ๋มส่ายหัว ผมยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

“ชมตัวเองหน่อยสิว่าเก่งไหม น้องขวัญเก่งไหม”

“เก่ง” เธอหลงตัวเอง ผมรีบพูดแฉเธอ

“ไม่เห็นเก่งเลย ขนาดเจอตุ๊กตาตัวแรกแล้วน้องขวัญยังไม่กล้าเข้าไปเอาเองเลย นี่ถ้าพี่ไม่ผลักเข้าไปก็คงไม่ได้มาหรอก ขวัญยังหลับตาปี๋อยู่เลยนะ ต้องหลับตากลัวเห็นผี นั่งคลำหาอยู่กลางห้องนั่นแหละ กว่าจะหยิบออกมาได้ก็เกือบจะเผลอต่อยหน้าพี่ตากล้องที่ตามเข้าไปถ่ายด้วยแหละ” ทุกคนหัวเราะกันครืน

“ก็คนมันกลัวนี่ นึกว่าใครมายืนอยู่ข้างๆด้วย”

“ตัวที่สองนี่หายากจังเนอะ กว่าจะเจอหาตั้งสองรอบน่ะ” ยายมาลีพูด

“คงจะสายตาสั้นเหมือนกันมั้ง มันวางอยู่ตรงหัวเตียงก็ยังไม่เห็นอีก นี่ยังดึงผมลงไปข้างล่างด้วยนะ ทำทีว่ามองหาตุ๊กตาอยู่ข้างนอกน่ะ แต่ก็มองไม่เห็นว่ามันอยู่ห้องไหน โถ... แล้วทำมาเป็นอวดเก่ง ถามหน่อยเหอะตอนที่ลงไปน่ะ ไม่กลัวอะไรเลยเหรอ” ยายแก้มบุ๋มปิดปากแล้วหัวเราะ

“ก็ไม่รู้สิ มันกล้าขึ้นมาเองอย่างนั้นล่ะ”

“ว่าก็ว่าเถอะ” ผมพูดอีก “มีใครก็ไม่รู้โทรมาด้วย โทรศัพท์ของยายนี่ก็ตั้งเสียงเรียกเข้าเป็นเสียงหมาหอนไว้อีก พอมันดังปุ๊บ.... แง้....น้องขวัญกลัว...” ผมทำท่ากลัวเลียนแบบเธอ คนดูหัวเราะทั่ว ยายแก้มบุ๋มยืนปิดปากหัวเราะอยู่ข้างๆ

“นี่ยังไม่หมดนะ ยายนี่พอผมเปิดประตูห้องนอนเข้าไปดู แม่คุณร้องกรี๊ดกราดจนแก้วหูแทบแตก เห็นอะไรนะ เออ หุ่นรูปคนน่ะ ที่เขาเอาตั้งไว้หน้าร้านน่ะ เธอยังนึกว่าเป็นผีอยู่เลย มาอีกห้องก็ตกใจเพราะเห็นตัวเองในกระจก หาว่ามีผีเด็กผู้หญิงอยู่ในกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งอีก พอตอนจะมานี่ไม่ได้นึกเลยนะ ว่าจะเจออะไรบ้างน่ะ”

“แต่เห็นว่าพอเจอตัวที่สองตอนเที่ยวหาดูอีกรอบหนึ่งจนเจอนี่ น้องขวัญไม่มีความกลัวเลยนะ ปราดเข้าไปหาตุ๊กตาแล้วเรียกชื่อ หลินฮุ่ย...” ยายมาลีพูดเลียนแบบ เล่นเอาคนดูหัวเราะ

“สับสนน่ะสิ เรียกตัวนี้หลินปิง ตัวนู้นหลินฮุ่ย นี่ก็ช่วงช่วง” ผมว่า “ แต่พอหาครบก็กลับอีกล่ะ ไม่ใช่ ตัวนี้ชื่อหลินปิง ตัวนู้นหลินฮุ่ย ตัวไหนล่ะช่วงช่วง ยายนี่เรียกมั่วกันไปหมด”

“ดูแล้วเห็นว่าตอนหทาตุ๊กตาตัวที่สามเจอแล้วนี่ เกิดอะไรขึ้นกับน้องขวัญ” ยายมาลีถาม ยายแก้มบุ๋มยืนเงียบ ยิ้มอย่างอายๆ ไม่กล้าพูด ผมเลยพูดแทน

“ยายนี่ฉี่แตกน่ะสิ” ทุกคนหัวเราะร่วน “แหม.... บอกให้แพนด้าน้อยไปฉี่ก่อนก็ไม่ไป กลัวผีมาหลอก ตอกใจเสียงผมที่บอกว่าเจอตุ๊กตาแล้ว ยายนี่ร้องไห้จ้าขึ้นเลยแหละ ไม่รู้ฉี่ไหลออกมาตอนไหน พอส่องไฟฉายดูอีกที แม่เจ้าโว้ย แพนด้าน้อยเยี่ยวแตก” ผมพูดถึงตอนนี้ทุกคนหัวเราะกันใหญ่ เล่นเอายายแก้มบุ๋มอายจนไม่กล้ามองกล้อง “เลอะเทอะเต็มพื้นบ้านเขาเลยน่ะ กางเก่งที่ยายนี่ใส่เปียกหมด แถมยังจะมาเอาเสื้อที่ผมใส่อยู่ไปเช็ดฉี่ตัวเองอีก เลยได้ผ้าเช็ดหน้า ของตัวเองที่เอามาด้วยน่ะเช็ดฉี่ตัวเองไปก่อน แล้วตอนนี้เอาซักรึยังเจ๊” ผมหันไปถามยายแก้มบุ๋ม

“ซักแล้ว ตากแล้วด้วย”

“ใส่น้ำหอมรึยัง” ผมถามต่อ ยายแก้มบุ๋มยิ้มๆ แล้วพยักหน้า

“นี่.....เห็นมีการเอาผ้าเช็ดหน้าที่ว่าซับเหงื่อให้พี่เขาก่อนด้วย ตอนตามหาตุ๊กตาตัวที่สองอยู่น่ะ” ยายแก้มบุ๋มยิ้มอย่างอายๆที่ถูกมาลีถาม

“อากาศมันร้อนด้วย เหงื่อไหลเต็มเลย ก็เอาผ้าซับเหงื่อให้พี่ต่อเขาไปด้วย” ยายแก้มบุ๋มหน้าแดง

“เหรอ พี่ดูแล้วน่ารักจริงๆเลยน่ะ ผ้าผืนนี้ด้วยใช่ไหมที่เอาเช็ดเหงื่อแล้วเอาไปเช็ดฉี่ที่แข้งของน้องขวัญน่ะ”

“ใช่ค่ะ ผืนเดียวกันนี่แหละ” ยายแก้มบุ๋มตอบอย่างอายๆ เอาตุ๊กตาหมีแพนด้าปิดหน้าไว้นิดหนึ่ง

“โห....ดีนะที่เปื้อนฉี่แล้วไม่เอาไปเช็ดหน้ากันอีกรอบน่ะ” ยายมาลีแซว ทุกคนหัวเราะครืน ผมนึกภาพตามแล้วอยากจะอ้วกว่ะ

“อันนี้ต้องขอถามหน่อย ตอนเวลาน้องขวัญตกใจอะไรมากๆนี่ฉี่ไหลประจำเลยรึเปล่า ยังไง”

“ก็ตอนเด็กๆจำได้ว่ามีประจำ ตอนเวลาที่ตกใจแล้วกุมสติไม่อยู่ก็จะฉี่ไหลประจำเลย แต่พอโตขึ้น อายุสิบสามปีก็ไมไหลแล้ว แต่มาทีนี้มันกลับไหลออกมายังไงก็ไม่รู้ ฉี่แตกแบบไม่รู้ตัวเลย ถ้าพี่ต่อไม่ร้องจนน้องขวัญตกใจก็คงฉี่ไม่ไหลหรอก แต่นี่พี่ต่อร้องซะดังลั่นเลย”

“ร้องทำไมหรอพี่ต่อน่ะ” ยายมาลีถาม

“เขาเห็นตุ๊กตาตัวที่สามแล้วก็บอกน้องขวัญ ร้องบอกดังมากจนน้องขวัญตกใจค่ะ”

“นั่นล่ะ โตเป็นสาวแล้วยังฉี่รดกางเกงอยู่อีก” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มกับคนดูหัวเราะครืน

“บอกแล้วว่าตอนอยู่บนรถยายนี่ดื่มน้ำเยอะ อย่าดื่มน้ำเยอะ เดี๋ยวก็ปวดฉี่อีก แต่ไม่ฟัง ดื่มอึ๊กๆๆเกือบจะหมดขวด พอลงรถจะเข้าไปในบ้านร้าง กลับก้าวขาเร็วไม่ได้ กลัวฉี่มันจะไหลออกบอกให้ไปฉี่ก่อนก็ไม่ไป กลัวผีมาหลอก แล้วมาทำเรี่ยราดบ้านเขา”

“เอาล่ะ ภารกิจนี้สำเร็จก็สนุกสนานกันไป ถามน้องขวัญหน่อยว่าสนุกไหม ภารกิจครั้งนี้”

“สนุกค่ะ” เชอะ ถามผมก็งั้นๆล่ะ ดีนะที่ไม่ถาม น่ากลัวจะตาย

“อยากกลับไปทำภารกิจที่บ้านร้างนั่นอีกไหม”

“ไม่เอาค่ะ เข็ดจนตายเลย”

“ถ้าจะให้ไปทำภารกิจอื่นๆแบบนี้จะไปอีกไหม”

“ไปค่ะ แต่น้องขวัญไม่เอาแบบนี้อีกแล้วนะคะ น่ากลัว” ทุกคนหัวเราะครืน

“เอาล่ะ ถ้ามีโอกาสมาเยี่ยมบ้านเด็กที่เชียงใหม่ก็มาที่แพนด้า สตูดิโอนี่ก็ได้นะ เด็กๆในมอนเตสเซอรี่ที่เชียงใหม่ก็คงจะอยากให้น้องขวัญมาเที่ยวที่นี่ช่วงปิดเทอมอีก มาทำภารกิจกันใหม่นะ” ยายมาลีพูดเชิญชวน

“ถ้ามีโอกาสน้องขวัญก็จะมาให้ได้ค่ะ แต่ไม่เอาพี่ต่อมาทำภารกิจด้วยแล้วนะ”

“ไม่มาด้วยแล้ว เข็ดไปอีกนาน ถ้าพี่ไปทำภารกิจโหดๆอันน่ากลัวๆ กับเจ๊อีก มีหวังเจ๊ไม่ฉี่ราดพี่จนได้เรอะ” ผมว่า ยายแก้มบุ๋มได้แต่หัวเราะ

“เอาล่ะค่ะ ขอถามผู้ช่วยคนนี้หน่อย พี่ต่อ น้องสาวคนนี้เป็นยังไงบ้าง”

ผมพูดพร้อมกับหันมองยายแก้มบุ๋ม

“น้องเขาก็ขี้เล่นนะ อารมณ์ดีอยู่ตลอด” ยายแก้มบุ๋มยิ้มแป้น

“ตอนอยู่บนรถก็ชวนคุยโน่นคุยนี่ก็สนุกกันไป แต่น้องเขาก็เอาเพลงมาเปิดให้ฟังด้วยก็สนุกกันไป แต่น้องเขาชอบเอาเพลงเด็กๆมาเปิดน่ะ” ยายแก้มบุ๋มหัวเราะอีก “ ขนาดเพลงที่เอามาเปิดก็เป็นเพลงของเพื่อนของน้องเขาเอง พอชวนร้องเพลงกันง่วงตอนจะกลับก็ไม่เว้นร้องเพลงเก่าๆของเพื่อนของน้องเขาให้ผมฟังอีก เพลงมันผ่านมาตั้งหกเจ็ดปีแล้วก็ยังไม่ลืมเนอะ”

“แต่ก็มีเพลงใหม่นะ” ยายแก้มบุ๋มบอก

“มีเพลงใหม่ด้วยที่เอามาเปิด เจ๊ก็อย่าพูดไปสิเดี๋ยวเขาก็จำได้หรอก” ผมแกล้งเธอยืนยิ้ม ทุกคนหัวเราะกับความมั่วของผม “กลัวเพื่อนตัวเองไม่ดังรึไงเจ๊”

“ยังจะเล่นอีกนะพี่” ยายแก้มบุ๋มทำตาเขียวใส่ผม

“แล้วน้องสาวคนนี้น่ารักไหมพี่ต่อ” ยายมาลีถามอีก หันมองยายแก้มบุ๋มที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

“ก็น่ารักดีนะ ยิ่งโตยิ่งสวย” คนดูเฮกันใหญ่เลย ยายแก้มบุ๋มอายหน้าแดงเลย “ผมชอบแก้มของน้องเขาที่เป็นรอยบุ๋มลงไปเวลายิ้มเยอะๆน่ะ ดูสิ ไหนลองทำซิ” ยายแก้มบุ๋มยิ้ม หันแก้มด้านขวาให้ดู “นี่ล่ะ ตอนที่อยู่บ้านร้างด้วยกันผมก็ชอบให้น้องเขาทำแก้มบุ๋มให้ดูแล้วผมก็เอานิ้วจิ้มเล่น”

“แหม.... ช่างน่ารักซะเหลือเกิน เอาล่ะค่ะ วันนี้ต้องขอขอบคุณไปยังแพนด้าสตูดิโอที่เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายทำให้พวกเรานะคะ ขอบคุณสมาชิกจูเนียร์โฟล์วไลน์ทุกๆคนด้วยนะคะ” ยายมาลีหันไปพูดกับผู้ชมที่นั่งอยู่ “ภารกิจหน้าของน้องขวัญจะเป็นอะไรและจะได้เพื่อนคนไหนไปเป็นผู้ช่วย รอชมรอลุ้นได้ในโอกาสต่อไปนะคะ วันนี้ต้องขอขอบคุณน้องขวัญและพี่ต่อด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆเลย จากลากันไปก่อนนะคะ ไว้เจอกันใหม่ภารกิจหน้า วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีค่า.....”









 




แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 376 ครั้ง

เลือกดูบลอก Search:

คอนโด คอนโดให้เช่า ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว
ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 109.375ms