เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1887 คน
ทัศนีย์ นามวิไลย
คลังความรู้จากการสือค้น
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ข้อสอบo-net (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กระบวนการทางเทคโนโลยี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกพืชไร้ดิน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ทดสอบความรู้รอบตัว (17)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ความหมายของสถิติ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกผักปลอดสารพิษ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เกษตรผสมผสาน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การฝึกพิมพ์ดีด (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ความหมายของคอมพิวเตอร์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ความน่าจะเป็น (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บุคคลตัวอย่างเกษตรพอเพียง (5)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บุคคลสำคัญของประเทศไทย (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ขนมหวานไทย (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ธันวาคม 2557>
     
    4824252627282930
    491234567
    50891011121314
    5115161718192021
    5222232425262728
    532930311234
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 45416
    • เฉพาะวันนี้ 4
    • ความคิดเห็น 23
    • จำนวนเรื่อง 13
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    การปลูกพืชไร้ดิน
    9 ธันวาคม 2553 - 13:40:00

     
    การปลูกพืชไร้ดิน การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
    « เมื่อ: สิงหาคม 13, 2009, 02:03:48 PM »

    ::การปลูกพืชไร้ดิน(Hydroponics)
    การปลูกพืชไร้ดิน(Hydroponics)
    : ความเป็นมา

    การปลูกพืชไร้ดิน ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นับเป็นวิธีการใหม่ในการปลูกพืช
    โดยเฉพาะการปลูกผักและพืชที่ใช้เป็นอาหาร เนื่องจากประหยัดพื้นที่และไม่ปนเปื้อนกับสารเคมีต่างๆ ในดิน
    ทำให้ได้พืชผักที่สะอาดเป็นอาหาร ปัจจุบันนี้ในเทคนิคการปลูกพืชแบบไร้ดินหลายแบบด้วยกัน
    ความเป็นมา
    นักวิจัยด้านเมตาบอลิซึมของพืชได้ค้นพบว่าพืชจะดูดซึมสารอาหารมาเป็นไอออนใน น้ำ ซึ่งมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ในสภาพตามธรรมชาตินั้น ดินจะทำหน้าที่เป็นแหล่งสารอาหาร แต่ดินเองนั้นไม่จำเป็นต่อการเติบโตของพืช เมื่อสารอาหารในดินละลายไปกับน้ำ รากของพืชก็จะสามารถดูดซึมสารอาหารนั้นได้ เมื่อใส่สารอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชไว้ในแหล่งน้ำที่สร้างขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ดินเพื่อเป็นแหล่งอาหารของพืชอีกต่อไป พืชส่วนใหญ่จะเติบโตด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ได้ แต่เติบโตได้ดีมากน้อยแตกต่างกัน การปลูกพืชไร้ดินนี้ทำได้ง่าย สะดวก และประหยัดพื้นที่ แต่ต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็น นั่นคือสารอาหารสำหรับพืชที่ละลายอยู่ในน้ำเล้ว




    ประวัติ
    ตัวอย่างของความพยายามในช่วงแรกๆ ที่จะปลูกพืชไร้ดิน ก็คือ สวนลอยแห่งบาบิโลน เมื่อราว 600 ปีก่อนคริสตกาล และสวยลอยแห่งอัสเต็กซ์ ในช่วงคริสตศวรรษที่ 11นักวิจัยการปลูกพืชไร้ดินคนแรกๆ ก็คือ จอห์น วูดเวิด (John Woodward) ชาวอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2242 เขาได้ปลูกพืชในน้ำ โดยได้เติมดินลงไปหลายชนิด การปลูกพืชครั้งนั้นเป็นการสาธิตว่า นอกจากน้ำแล้วในโลกเรานั้นมีสสารหลายขนิดที่พืชต้องการ ครั้นเมื่อกลางคริสตศตวรรษที่ 19 นักสรีรวิทยาพืช (plant physiologists) ชาวเยอรมัน ชื่อซาคส์ (Sachs) และคนอพ (Knop) ได้ปลูกพืชในสารละลายอย่างง่ายของเกลืออนินทรีย์เมื่อ พ.ศ. 2472 ศาสตราจารย์ Gericke แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองเดวิส ได้สาธิตว่าพืชจะเติบโตโดยไม่ใช้ดิน สามารถเติบโตไปได้จนโตเต็มที่ ครั้งนั้นเขาได้ปลูกมะเขือเทศในน้ำ จนได้ผลขนาดใหญ่อย่างน่าแปลกใจ และเขาได้เทียบคำศัพท์ในภาษากรีก ที่มีความหมายว่า การเกษตร คือ geoponics ซึ่งหมายถึง ศาสตร์แห่งการปลูกพืชโดยใช้ดิน ด้วยเหตุนี้เขาจึง คิดคำใหม่ว่า "ไฮโดรโปนิกส์" (hydroponics) ซึ่งหมายถึง การปลูกพืชในน้ำ จากภาษากรีก hydros (น้ำ) และ ponos (แรงงาน)
    ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต
    พืชจะเจริญเติบโตได้ดี จะต้องประกอบด้วย ปัจจัยที่จำเป็นต้องม ีในการเจริญเติบโต อันได้แก่ แสง น้ำ ธาตุอาหารพืช อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ออกซิเจน และ คาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งที่ราก และส่วนเหนือดิน ในการปลูกพืชโดยทั่วไป จะมีดินและอากาศ เป็นส่วนที่จะให้ปัจจัยเหล่านี้ แต่ข้อเสียของดิน คือ ดินจะมีคุณสมบัติที่ไม่แน่นอน ในแต่ละท้องที่ ถ้าดินมีคุณสมบัติ ที่ไม่เหมาะสมต่อพืช ก็จะเจริญไม่ดี การปรับปรุง และแก้ไขดิน อาจจะสามารถทำได้ แต่ในบางกรณี อาจจะมีความยุ่งยากมาก หรือต้องใช้ค่าใช้จ่าย ที่สูงมาก ส่วนการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน จะใช้วัสดุอื่นมาแทนดิน โดยจะเลือกวัสดุ ที่มีความเหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของพืช
    โดยปรกติ จะเป็นวัสดุ ที่ไม่เกิดปฎิกริยาทางเคมี และไม่มีการปล่อยสารต่างๆ ให้แก่พืช และในระบบนี้ จะมีการให้สารละลาย ธาตุอาหารแก่พืช ซึ่งสารละลายนี้ จะประกอบด้วยธาตุอาหาร ที่จำเป็นต่อพืชทุกตัว และอยู่ในรูปที่พืช สามารถนำไปใช้ได้ทันที และมีการปรับค่า ความเป็นกรดด่าง ให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสมด้วย โดยระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน จะคำนึงถึง การจัดการให้ปัจจัยที่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืช อยู่ในระดับ ที่เหมาะสมที่สุด ต่อการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของพืช
    ประโยชน์
    ไฮโดรโปนิกส์นั้นมีประโยชน์หลักๆ 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือช่วยให้มีสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้มากขึ้นสำหรับการเติบโตของพืช แทนที่จะเป็นการใช้ดินอย่างเดิม ทำให้กำจัดตัวแปรที่ไม่ทราบออกไปจากการทดลองได้จำนวนมาก ประการที่สองก็คือ พืชหลายชนิดจะให้ผลผลิตได้มากในเวลาที่น้อยกว่าเดิม และบางครั้งก็มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิมด้วย ซึ่งในสภาพแวดล้อมและสภาพการเศรษฐศาสตร์หนึ่งๆ การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จะให้ผลกำไรแก่เกษตรกรได้มากขึ้น และด้วยการปลูกที่ไม่ใช้ดิน จึงทำให้พืชไม่มีโรคที่เกิดในดิน ไม่มีวัชพืช และไม่ต้องจัดการดิน และยังสามารถปลูกพืชใกล้กันมากได้ ด้วเหตุนี้พืชจึงให้ผลผลิตในปริมาณที่มากกว่าเดิม ขณะที่ใช้พื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังมีการใช้น้ำน้อยมาก เพราะมีการใช้ภาชนะหรือระบบวนน้ำแบบปิด เพื่อหมุนเวียนน้ำ เมื่อเทียบกับการเกษตรแบบเดิมแล้ว นับว่าใช้น้ำเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น
    ด้วยคุณภาพที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ไฮโดรโปนิกส์มีประโยชน์กับการปลูกพืชที่ไม้ใช่วิธีการแบบเดิมๆ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ได้เสนอมานานแล้วว่า ไฮโดรโปนิกส์จขะทำให้สถานีอวกาศ หรือ ยานอวกาศ สามารถปลูกพืชไร้ดินได้เอง และคุณสมบัติดังกล่าวนี้ทำให้ไฮโดรโปนิกส์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้อง การปลูกพืชโดยการการควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้มากที่สุด และมีความหนาแน่นสูงสุด
    ข้อดี
    1. สามารถทำการเพาะปลูกพืชในบริเวณพื้นที่ที่ดินไม่ดี หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก
    2. ประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน และการกำจัดวัชพืช ทำให้สามารถปลูกพืชอย่างกันต่อเนื่องได้ตลอดปี ในพื้นที่เดียว
    3. สามารถตัดปัญหาเกี่ยวกับศัตรูพืชที่เกิดจากดิน ทำให้สามารถปลูกพืชในพื้นที่เดียวกันได้ตลอดปี ถึงแม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกัน
    4. เป็นระบบที่มีการใช้น้ำ และธาตุอาหารพืชอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
    5. เพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้แรงงาน
    6. สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้องแน่นอน และรวดเร็ว โดยเฉพาะในระดับรากพืช ได้แก่ การควบคุมปริมาณธาตุอาหาร ความเป็นกรด - ด่าง อุณหภูมิ ความเข้มข้นของออกซิเจน ฯลฯ ซึ่งการปลูกพืชทั่วไปทำได้ยาก
    ข้อเสีย
    1.ข้อเสียที่สำคัญที่สุด คือ เป็นระบบที่มีราคาแพงมาก เนื่องจากประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆมากมาย และมีราคาแพง
    2.จะต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญ และประสบการณ์มากพอสมควร ในการควบคุมดูแล

    :: เทคนิคการปลูกพืชไร้ดิน

    เทคนิคการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน จะแบ่งเทคนิคเหล่านี้ตามชนิดของวัสดุที่ใช้ปลูก
    1.การปลูกในวัสดุปลูกที่เป็นของแข็ง โดยทั่วไป จะใช้วัสดุปลูกต่างๆ ใส่ลงในภาชนะปลูก ซึ่งจะมีแบบต่างๆ ได้แก่ การปลูกในถุง (Sack culture) ซึ่งปรกติ จะปลูกในแนวระนาบ แต่ถ้าปลูกในแนวตั้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ ในการปลูกในเรือนกระจก จะเป็นการปลูก ในภาชนะปลูกแนวตั้ง (Column culture) ภาชนะที่ใช้ใส่วัสดุปลูก อาจทำเป็นกระบะขนาดใหญ่ หรือเป็นกระถางก็ได้ ซึ่งพอสรุป วิธีปลูกต่างๆได้ดังนี้ การปลูกในทราย (Sand culture) การปลูกในกรวด (Gravel Culture) การปลูกในขี้เลื่อย(Sawdust culture) การปลูกในแผ่นฟองน้ำฯลฯ รูปการปลูกในวัสดุปลูกแบบต่างๆ.(Substrate culture)
    2. การปลูกในสารละลาย คือการปลูกในน้ำ (Water culture หรือ Hydroponic) การปลูกแบบนี้ รากพืชจะเจริญอยู่ในสารละลาย ธาตุอาหารพืชโดยตรง ได้แก่ วิธีปลูกแบบ
    ก.การปลูกในสารละลายไม่มีการไหลวน (Water culture) โดยรากพืช จะแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหาร ที่อยู่นิ่ง แต่จะมีการให้อากาศในน้ำ โดยเครื่องพ่นอากาศ
    ข.การปลูกแบบ N.F.T.(Nutrient Film Technique)
    ค.การปลูกในอากาศ (Aeroponic)เป็นระบบปลูกที่รากพืช ลอยอยู่ในอากาศ และมีการฉีดสารละลายธาตุอาหาร เป็นฝอยไปที่รากพืชโดยตรง
    ง.การปลูกแบบ DFT.(Deep Flow Technique)
    อุปกรณ์ที่จำเป็นในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
    ในระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่างๆดังนี้
    -วัสดุต่างๆที่สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุปลูก ในการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน รวมถึงข้อดีข้อเสีย ของวัสดุแต่ละชนิด
    -ภาชนะที่ใช้ในการปลูกพืช ทั้งเพื่อปลูกเป็นการค้าจำนวนมาก และเพื่อปลูกเป็นไม้ประดับ
    -หลักและวิธีการเตรียมสารละลายธาตุอาหารพืช
    -อุปกรณ์และวิธีการติดตั้งระบบการให้น้ำ และสารละลายธาตุอาหารแก่พืช
    -ระบบควบคุมการให้น้ำ และสารละลายธาตุอาหารพืช โดยอัตโนมัติ
    -การตรวจสอบและควบคุมส่วนต่างๆ ในระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน
    -เทคนิคการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบต่างๆ ข้อดีข้อเสียของแต่ละระบบ

    ::: การปลูกพืชในวัสดุปลูก

    การปลูกในวัสดุปลูกเป็นการปลูกพืชในลักษณะที่คล้ายกับการปลูกในดินมากที่สุด ดังนั้นการดูแลพืชที่ปลูกจะคล้ายกับการปลูกพืชในกระถาง ปัญหาที่ต้องคอยระวังคือการปลูกในวัสดุปลูกปริมาณของวัสดุปลูกจะน้อยกว่าการ ปลูกในดินมาก กล่าวคือรากพืชจะมีพื้นที่ในการหาน้ำและอาหารแต่ละต้นไม่เกินต้นละ 5 ลิตร ดังนั้นการจัดการเกี่ยวกับน้ำและธาตุอาหารจะต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ

    การปลูกพืชในวัสดุปลูกจะมีองค์ประกอบหลักดังนี้

    1.วัสดุปลูกและภาชนะที่ใส่วัสดุปลูก

    2.ระบบการให้สารละลายธาตุอาหารพืช

    2.1ส่วนควบคุม

    2.2ส่วนระบบท่อต่างๆ

    3.การติดตั้ง

    4.การดูแลและควบคุมพืชและอุปกรณ์ระหว่างปลูก

    หน้าที่ของวัสดุปลูก คือ เป็นที่อยู่ของรากพืช ซึ่งจะอยู่รวมกับสารละลายธาตุอาหาร และอากาศ วัสดุปลูกต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

    หลักการเลือกใช้วัสดุปลูก

    ในการพิจารณาเลือกใช้วัสดุปลูกในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินจำเป็นจะต้องพิจราณาในแง่ต่างๆ ดังนี้

    1. ข้อจำกัดด้านเทคนิค

    วัสดุปลูกที่เหมาะสมที่สุดทางทฤษฎีต้องมีคุณสมบัติดังนี้

    -เป็นวัสดุปลูกที่เมื่อนำมาใช้จะมีคุณสมบัติรักษาอัตราส่วนของน้ำ และอากาศให้เหมาะสมตลอดการปลูก อัตราส่วนของ น้ำ :อากาศ ที่เหมาะสมจะอยู่ประมาณ = 50 : 50

    - เป็นวัสดุที่ต้องไม่มีการอัดตัวหรือยุบตัวเมื่อเปียกน้ำหรือเมื่อใช้ไปนานๆ

    - เป็นวัสดุที่ไม่สลายตัวทั้งทางเคมีและทางชีวภาพ

    - เป็นวัสดุที่รากพืชสามารถแพร่กระจายได้สะดวกทั่วทุกส่วนของวัสดุปลูก

    - เป็นวัสดุที่ไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืชเจือปนอยู่

    - เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเฉื่อยทางเคมี คือไม่ทำปฎิกริยากับสารละลายธาตุอาหารและกับภาชนะที่ใช้บรรจุ

    - เป็นวัสดุที่มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุ (C.E.C.) ต่ำหรือไม่มีเลย เพื่อจะได้ไม่มีผลต่อองค์ประกอบของสารละลายธาตุอาหารพืชที่อยู่ในวัสดุปลูก

    - เป็นวัสดุที่ไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลง

    -เป็นวัสดุที่สามารถกำจัดโรคและแมลงได้ง่าย ซึ่งทำให้สามารถนำวัสดุปลูกกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย

    จากคุณสมบัติเหล่านี้ยังไม่มีวัสดุปลูกชนิดใดที่มีคุณสมบัติครบดังที่กล่าว มานี้ บางคนอาจใช้วิธีการนำวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ดีแต่ละอย่างมาผสมกัน เพื่อให้วัสดุปลูกมีคุณสมบัติที่ดีขึ้น แต่บางคนก็นิยมใช้วัสดุเดี่ยวๆ ที่มีความคุ้นเคย รู้จักและมีความชำนาญในการใช้อยู่แล้ว คือ รู้ถึงคุณสมบัติและข้อจำกัดในการใช้วัสดุนั้นๆ และสามารถปรับปรุงเทคนิคต่างๆให้เหมาะสมกับวัสดุปลูกนั้นๆดีอยู่แล้ว

    2. ข้อจำกัดด้านราคา

    - ราคาของวัสดุปลูกที่นำมาใช้ ราคานี้รวมถึงค่าขนส่งหรือบางครั้งรวมถึงค่าบรรจุใส่ถุงด้วย

    - ค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เช่น วัสดุปลูกบางชนิดต้องการที่เก็บที่ดีเป็นพิเศษ ต้องรวมถึงค่าโรงเรือนในการเก็บรักษา ต้องพิจารณาถึงอายุการใช้งาน ค่าใช้จ่ายในการกำจัดโรคและแมลงเมื่อจะนำวัสดุนั้นๆ มาใช้ใหม่ เช่น วัสดุบางอย่างมีอายุการใช้งานยาวนานมาก เช่น กรวด หินภูเขาไฟ แต่บางอย่างมีอายุการใช้งานเพียง 1-2 ครั้งของการปลูกเท่านั้น

    ดังนั้นในการเลือกใช้วัสดุปลูกจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ และนำมาพิจารณาร่วมกันและหาข้อสรุปในการเลือกใช้

    :::: คุณสมบัติวัสดุปลูกชนิดต่าง ๆ ที่สามารถนำมาปลูกพืชหรือใช้เป็นวัสดุเพาะชำได้

    I. วัสดุปลูกที่พบในธรรมชาติเป็นอนินทรีย์สาร
    1.1 หินภูเขาไฟ

    1. แหล่งกำเนิด : หินภูเขาไฟ

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 6.5

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ 19 %โดยน้ำหนัก

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุ ไม่มี

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง 0.7-1.0

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้ 3-15 มม.

    - ความพรุน 73%

    - ความคงทนของโครงสร้าง ดีมาก

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้เป็นวัสดุเพาะกล้า ใช้เป็นวัสดุปลูกเดี่ยว ๆ หรือผสมกับวัสดุอื่น

    4. อายุการใช้งาน : หลายปี

    5. ราคา : ถูกถ้าอยู่ใกล้แหล่ง

    6. ข้อดี

    - มีการระบายอากาศดีมาก

    - ราคาถูก ถ้าอยู่ใกล้แหล่งผลิต

    - ไม่ทำปฎิกริยากับสารละลายธาตุอาหาร

    - ไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลง

    - ทำการฆ่าเชื้อโรคและแมลงได้ง่าย

    - อายุการใช้งานนาน

    7. ข้อเสีย

    - อุ้มน้ำได้น้อย

    - มีน้ำหนักมาก


    1.2 ทรายหยาบ

    1. แหล่งกำเนิด : จากชายทะเลหรือแม่น้ำ

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำค่อนข้างดี

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุไม่มี

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง 1.5-1.8

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้ 0.5-2 มม.

    - ความพรุนต่ำ

    - ความคงทนของโครงสร้างดี

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : วัสดุเพาะชำ วัสดุปลูก วัสดุปรับปรุงดิน

    4. อายุการใช้งาน : หลายปี

    5. ราคาถูก : ถ้าอยู่ใกล้แหล่งผลิต

    6. ข้อดี

    - ความสามารถอุ้มน้ำดีกว่ากรวด

    - เป็นสารเฉื่อยไม่ทำปฎิกริยาเคมี

    - อายุการใช้งานนาน

    - วัสดุที่ผ่านขบวนการโดยใช้ความร้อน

    7. ข้อเสีย

    - จะมีการอัดตัวแน่นอาจมีปัญหาการระบายน้ำ และอากาศ

    - มีน้ำหนักมาก

    - มีความพรุนต่ำ

    II. วัสดุปลูกที่ผ่านขบวนการทางความร้อน

    2.1 เม็ดดินเผา (expanded clay)

    1. แหล่งกำเนิด : โดยการเผาเม็ดดินเหนียวที่อุณหภูมิสูง (1,100 ๐C)

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 5-7

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ 14.7-16.5 %โดยน้ำหนัก

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุไม่มี

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง 0.3-0.6

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้ 8-16 มม.

    - ความพรุนดี

    - ความคงทนของโครงสร้างดีมาก

    3. ลักษณะการนำไปใช้ จะใช้เป็นวัสดุปลูก

    4. อายุการใช้งานหลายปี

    5. ราคาแพงกว่า Pozzolane

    6. ข้อดี

    - มีการระบายอากาศดีมาก

    - ราคาถูกถ้าอยู่ใกล้แหล่งผลิต

    - ไม่ทำปฎิกริยากับสารละลายธาตุอาหาร

    - ไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลง

    - ทำการฆ่าเชื้อโรคและแมลงได้ง่าย

    - อายุการใช้งานนาน

    7. ข้อเสีย

    - อุ้มน้ำได้น้อย

    - มีน้ำหนักมาก

    หมายเหตุ ยังไม่มีการผลิตเป็นการค้าในประเทศไทย แต่น่าที่จะสามารถผลิตได้ในประเทศเป็นวัสดุที่มีการใช้เป็นจำนวนมากอันหนึ่ง ในต่างประเทศ โดยเฉพาะกับไม้�ประดับในกระถาง

    2.2 ใยหิน Rock wool

    1. แหล่งกำเนิด : เป็นวัสดุที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม โดยการหลอมหินภูเขาไฟและทำให้เป็นเส้นใยและผสมด้วยสารเรซิน 4-5 % โดยน้ำหนัก เพื่อทำให้อ่อนตัวและผสมด้วยน้ำมันชนิดพิเศษเพื่อให้มีคุณสมบัติเกาะน้ำได้ ใยหินขณะใช้เป็นวัสดุปลูกจะปล่อย Ca ออกมาในสารละลายได้เล็กน้อย

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 7-9.5

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ โดยเฉลี่ย 70-80% โดยปริมาตร ขึ้นอยู่กับระดับความสูงจากผิวน้ำ (94% ที่ระดับผิวน้ำ และ 82 % ที่ระดับความสูงจากผิวน้ำ 5 ซม.)

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุไม่มี

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง 0.08

    - ความพรุน 95 %

    - ความคงทนของโครงสร้างไม่ดี

    - ปริมาณอากาศหลังจากทำให้ชุ่มน้ำและปล่อยให้น้ำส่วนเกินไหลออก 6 %

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : แผ่นใยหินที่ขายจะมีหลายขนาดขึ้นกับชนิดพืชที่จะปลูก โดยทั่วไปจะมีขนาด กว้างxยาวxสูง 20x100x7.5 ซม. และจะหุ้มด้วยพลาสติกสองหน้า (ดำและขาว โดยหุ้มให้ด้านขาวอยู่ข้างนอก) นอกจากนี้ยังทำเป็นแท่งสี่เหลียมขนาดเล็กเพื่อใช้เพาะกล้า เช่น ขนาด 5x5x5 ซม.

    4. อายุการใช้งาน : สามารถปลูกได้เพียง 2-6 ครั้ง

    5. ราคาแพง

    6. ข้อดี

    - เป็นวัสดุที่มีการระบายน้ำและอากาศดีที่สุด

    - การใช้งานง่ายน้ำหนักเบา

    - ฆ่าเชื้อโรคและแมลงได้ง่าย

    7. ข้อเสีย

    - ราคาแพง

    - แผ่นใยหินมีราคาแพงและมีปริมาตรน้อย ดังนั้นจึงมีที่สำหรับเก็บกักสารละลายธาตุอาหารและรากพืชมีน้อย

    หมายเหตุ เป็นวัสดุที่มีราคาแพงต้องสั่งเข้าจากต่างประเทศ ในประเทศไทยสั่งเข้ามาเพื่อใช้เป็นฉนวนกันความร้อน จากการทดลองปลูกพืชผักสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกได้แต่มีราคาแพง

    2.3 เพอไลท์ Perlite

    1. แหล่งกำเนิด : เป็นวัสดุที่ผ่านขบวนการในโรงงานอุตสาหกรรม โดยการเผา Perlite ที่มีต้นกำเนิดจากูเขาไฟที่อุณหภูมิ 1,200 ๐C

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 7-7.2

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ 250-300 ลิตรน้ำต่อเพอไลท์ 1 ลูกบาศก์เมตร

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุไม่มี

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง 0.075-0.08

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้ 1.5-6 มม.

    - ความพรุน 97 %

    - ปริมาณอากาศหลังจากทำให้ชุ่มน้ำและปล่อยให้น้ำส่วนเกินไหลออก 56.8 %

    - ความคงทนของโครงสร้างดี

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้เป็นวัสดุเพาะชำและวัสดุปลูก

    4. อายุการใช้งาน 1 ครั้ง

    5. ราคาค่อนข้างแพง

    6. ข้อดี

    - น้ำหนักเบา

    - ไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลง

    - สามารถอุ้มน้ำได้ดี

    7. ข้อเสีย

    - สามารถสลายตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กและเกิดการอัดตัวกันแน่น

    2.4 เวอมิคูไลท์ Vermiculite

    1. แหล่งกำเนิด : เกิดจากการเผาแร่ไมก้า ที่อุณหภูมิประมาณ 850 ๐C

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 7-7.2

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ 350-375 ลิตร/ลูกบาศก์เมตร

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุ 65-140 me/100 gm

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง 0.9-0.14 (ความหนาแน่นอนุภาค 2.6)

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้ 95 % ใหญ่กว่า 3 มม. (1-6 มม.)

    - ความพรุน 96 %

    - ความคงทนของโครงสร้างไม่ดี

    - ปริมาณอากาศหลังจากทำให้ชุ่มน้ำและปล่อยให้น้ำส่วนเกินไหลออก 40 %

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้เป็นวัสดุเพาะชำและใช้เป็นวัสดุปลูก

    4. อายุการใช้งาน 1-2 ครั้ง

    5. ราคา : ราคาต่างประเทศ ประมาณ 1,200 บาท/1 ลูกบาศก์เมตร

    6. ข้อดี

    - น้ำหนักเบา

    - ไม่เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง

    - มีความสามารถอุ้มน้ำดีมาก

    7. ข้อเสีย

    - สลายตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กได้เร็ว และเกิดการอัดตัว

    - ราคาแพง

    - ฆ่าเชื้อโรคและแมลงได้ยากเมื่อจะนำกลับมาใช้ใหม่

    - มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุได้

    2.5 เศษอิฐมอญหัก

    1. แหล่งกำเนิด : จากการนำอิฐมอญทุบให้ได้ขนาดตามต้องการ

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุ

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้ 2-15 มม.

    - ความพรุน

    - ความคงทนของโครงสร้างดี

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้เป็นวัสดุปลูก

    4. อายุการใช้งานหลายครั้ง

    5. ราคาถูกสามารถหาได้ภายในประเทศ

    6. ข้อดี

    7. ข้อเสีย

    หมายเหตุ เป็นวัสดุที่น่าให้ความสนใจศึกษาทดลอง ค้นคว้าเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ และวิธีการนำมาใช้เป็นวัสดุปลูก

    เนื่องจากเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ภายในประเทศ คุณสมบัติต่างๆ ควรอยู่ระหว่างเม็ดดินเหนียวเผาและหินภูเขาไฟ

    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 13, 2009, 02:10:40 PM โดย admin » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
    admin
    Administrator
    Full Member
    *****
    กระทู้: 100


    ดูรายละเอียด อีเมล์
    Re: การปลูกพืชไร้ดิน
    « ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2009, 02:04:03 PM »

    2.6 ฟองน้ำอัดแท่ง

    ผลิตจากการน้ำเศษฟองน้ำหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และนำกลับมาอัดเป็นแผ่นโดยไอน้ำ และตัดเป็นแท่งตามขนาดที่ต้องการ เป็นวัสดุปลูกที่มีการผลิตเป็นการค้าอย่างแพร่หลายในประเทศเบลเยี่ยม ข้อดีคือสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้งโดยมานึ่งฆ่าเชื้อโรคด้วยไอน้ำ ในบ้านเรามีโรงงานฟองน้ำจำนวนมากน่าที่จะสามารถผลิตเป็นการค้าได้ แต่ฟองน้ำที่จะนำมาผลิตต้องไม่มีการใส่สารป้องกันการติดไฟ เนื่องจากสารนี้เป็นพิษต่อพืชอย่างรุนแรง

    III. วัสดุที่เกิดเองตามธรรมชาติที่เป็นอินทรีย์สาร

    3.1 พีท Peat

    1. แหล่งกำเนิด : เกิดจากการสะสมของซากพืชเป็นจำนวนมากตามธรรมชาติในแหล่งที่มีน้ำขัง ซึ่งองค์ประกอบของพีทในแหล่งต่างๆ จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ขึ้นในบริเวณนั้นๆ

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 2.5-7

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำ 4-15 เท่าของน้ำหนัก

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุ

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้ง 162-333 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้

    - ความพรุน 85-95 %

    - ความคงทนของโครงสร้าง มีการสลายตัว

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้ทำแท่งเพาะชำ ใช้เป็นวัสดุปลูก ใช้เป็นสารปรับปรุงดิน การนำไปใช้ ถ้าพีทมีฤทธิ์เป็นกรดจะต้องมีการทำให้เป็นกลางก่อน และเมื่อต้องการจะนำไปใช้ในการปลูกครั้งที่สอง ต้องไม่ปล่อยให้แห้ง เนื่องจากทำให้พีทที่แห้งเปียกน้ำอีกครั้งยากมาก

    4. อายุการใช้งาน 2-3 ครั้ง

    5. ราคา : ในต่างประเทศบรรจุในถุงพลาสติกขนาด กว้าง x ยาว = 30x100 เซนติเมตร พร้อมปลูกได้ เช่น ปลูกมะเขือเทศได้ 3 ต้น ราคาขายประมาณ 60 บาท/ถุง

    6. ข้อดี

    - มีความสามารถในการอุ้มน้ำดีมาก

    7.ข้อเสีย

    - ต้องมีการปรับค่า pH

    - ถ้าปล่อยให้แห้งจะทำให้ชื้นใหม่ได้ยากมาก

    - กำจัดโรคและแมลงได้ยาก

    - สลายตัวเร็วขณะปลูก

    - องค์ประกอบไม่แน่นอน

    หมายเหตุ ในประเทศไทยพบว่ามีแหล่งสะสมของอินทรียวัตถุอยู่เป็นจำนวนมากทางภาคใต้ของ ประเทศ น่าที่จะได้มีการศึกษาหาวิธีการปรับปรุง เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกหรือนำมาพัฒนาทำแท่งเพาะชำกล้าไม้ แต่เนื่องจากวัตถุต้นกำเนิดที่ต่างกันทำให้ Peat ในบ้านเรามีลักษณะที่หยาบกว่าต้องมีการบดและปรับสภาพให้เหมาะสมก่อนนำมาใช้

    IV. สารอินทรีย์ที่เป็นผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรม

    ในประเทศไทยมีผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมหลายชนิดที่น่าที่จะสามารถนำมา ใช้เป็นวัสดุปลูกได้ เช่น ขุยมะพร้าวและเส้นใยมะพร้าวจากโรงงานทำเบาะและที่นอน ชานอ้อย และกากตะกอนกรอง (Filter cake) จากโรงงานน้ำตาล แกลบและขี้เถ้าแกลบจากโรงสีข้าว ฯลฯ ซึ่งวัสดุเหล่านี้ได้มีผู้มาทดลองใช้เป็นวัสดุปลูกอย่างได้ผลมาแล้ว

    4.1 ขี้เลื่อย

    1. แหล่งกำเนิด : จากโรงเลื่อยต่างๆ มีความแตกต่างกันตามชนิดของไม้

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 4.2-6 มีความแปรปรวนมากขึ้นอยู่กับชนิดของไม้และอายุของขี้เลื่อย

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำดีมาก จนอาจมากเกินไปจนมีปัญหาเกี่ยวกับการระบายอากาศ

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุมีค่าสูงเมื่อขี้เลื่อยผ่านขบวนการสลายตัว

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้งต่ำ

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้

    - ความพรุนสูง

    - ความคงทนของโครงสร้าง สามารถสลายตัวได้

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้ทำปุ๋ยหมักและใช้เป็นวัสดุปลูก โดยปกติก่อนนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกจะปล่อยให้ขี้เลื่อยสลายตัวก่อนประมาณ 6 เดือน

    4. อายุการใช้งาน 2-3 ครั้ง

    5. ราคาถูกมาก

    6. ข้อดี

    - น้ำหนักเบาง่ายต่อการนำมาใช้

    - ความสามารถในการอุ้มน้ำดีมาก

    - ราคาถูก

    7. ข้อเสีย

    - ต้องเสียเวลาในการปล่อยให้สลายตัวนาน

    - มีความแปรปรวนในด้านองค์ประกอบมาก

    - มีการสลายตัวหลังจากนำมาใช้และเกิดการอัดตัวแน่น

    - ยากในการกำจัดโรคและแมลง

    4.2 แกลบสด

    1. แหล่งกำเนิด : จากโรงสีข้าว

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 6 - 7

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำน้อย

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุต่ำ

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้งต่ำ

    - ความพรุนสูง

    - ความคงทนของโครงสร้าง สามารถสลายตัวได้

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้เป็นวัสดุปลูก

    4. อายุการใช้งาน 2-3 ครั้ง

    5. ราคาถูกมาก

    6. ข้อดี

    - น้ำหนักเบาง่ายต่อการนำมาใช้

    - ราคาถูก



    7. ข้อเสีย

    - มีการระบายน้ำดีเกินไป

    - มีการสลายตัวหลังจากนำมาใช้และเกิดการอัดตัวแน่น

    - ยากในการกำจัดโรคและแมลง

    4.3 ขี้เถ้าแกลบ

    1. แหล่งกำเนิด : จากโรงสีข้าว

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 7-8.5 มีความแปรปรวนมาก ขึ้นอยู่กับอายุของกองขี้เถ้าแกลบ ถ้ามีอายุมากจะมีการชะล้างโดยฝนมาก pH จะลดลง

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำดี

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้งต่ำ

    - ความพรุนสูง

    - ความคงทนของโครงสร้างดี มีการสลายตัวน้อย แต่จะมีการอัดตัวบ้างหลังปลูก

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้เป็นวัสดุปลูกที่ดีมากชนิดหนึ่ง

    4. อายุการใช้งาน 2-4 ครั้ง

    5. ราคาถูก

    6. ข้อดี

    - น้ำหนักเบาง่ายต่อการนำมาใช้

    - ความสามารถในการอุ้มน้ำดี

    - มีการสลายตัวหลังจากนำมาใช้น้อยและเกิดการอัดตัวไม่มากนัก

    - ราคาถูก

    7. ข้อเสีย

    - ยากในการกำจัดโรคและแมลง

    - ก่อนนำมาใช้ต้องแช่ด้วยกรดอ่อนก่อนเพื่อลดค่า pH ให้อยู่ประมาณ 6

    4.4 ขุยมะพร้าว

    1. แหล่งกำเนิด : จากโรงงานทำเบาะและที่นอน

    2. คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์

    - pH 6 - 7

    - คุณสมบัติในการอุ้มน้ำดีมาก จนอาจมากเกินไปจนมีปัญหาเกี่ยวกับการระบายอากาศ

    - คุณสมบัติในการแลกเปลี่ยนประจุมีค่าสูง เมื่อขุยมะพร้าวผ่านขบวนการสลายตัว

    - ความหนาแน่นรวมเมื่อแห้งต่ำ

    - ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใช้

    - ความพรุนสูง

    - ความคงทนของโครงสร้าง สามารถสลายตัวได้

    3. ลักษณะการนำไปใช้ : ใช้ทำปุ๋ยหมักและใช้เป็นวัสดุ

    4. อายุการใช้งาน 2-3 ครั้ง

    5. ราคาถูก

    6. ข้อดี

    - น้ำหนักเบาง่ายต่อการนำมาใช้

    - ความสามารถในการอุ้มน้ำดีมาก

    - ราคาถูก

    7. ข้อเสีย

    - อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการระบายอากาศที่รากพืช

    - มีการสลายตัวหลังจากนำมาใช้และเกิดการอัดตัวแน่น

    - ยากในการกำจัดโรคและแมลง

    - ปัจจุบันประเทศศรีลังกาได้มีการผลิต ขุยมะพร้าวอัดเป็นแท่งวัสดุปลูก ออกขายไปต่างประเทศแล้วเพื่อใช้ปลูกมะเขือเทศ แตงกวา ฯลฯ แต่การนำขุยมะพร้าวมาใช้ต้องระวังปริมาณเกลือที่อาจสะสมอยู่ โดยเฉพาะขุยมะพร้าวที่ได้จากแหล่งปลูกมะพร้าวใกล้ทะเล

    ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวัสดุปลูกในประเทศไทย

    จากการทดลองเปรียบเทียบนำวัสดุชนิดต่างๆได้แก่ แท่งฟองน้ำจากประเทศเบลเยี่ยม แท่ง Rockwool จากเนเธอร์แลนด์ และ Perlite ซึ่งวัสดุทั้ง 3 ชนิดนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมาเปรียบเทียบกับวัสดุที่สามารถหา ได้ในประเทศได้แก่ แกลบสด ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว และทราย และวัสดุผสมระหว่าง แกลบสด + ทราย 1:1 ขี้เถ้าแกลบ + ทราย 1:1 ขุยมะพร้าว + ทราย 1:1 ผล การทดลองสรุปได้ว่า วัสดุผสม และวัสดุปลูกเดียวมีผลให้อัตราการเจริญเติบโตของพืชใกล้เคียงกัน ยกเว้นการน้ำขุยมะพร้าวเดียวๆมาปลูกรากพืชจะแฉะการเจริญเติบโตไม่คอยดี ต้องระวังในการให้น้ำ และเมื่อทดลองปลูกเป็นระยะเวลานาน (1 ปี) ผลปรากฎว่าแท่ง Rockwool จะมีการสลายตัวอย่างมากเหลือวัสดุปลูกอยู่ในถุงประมาณ 60 % ส่วนวัสดุผสมต่างๆ ที่ผสมกับทรายจะมีการหดตัวไม่มากนักและยังสามารถใช้เป็นวัสดุปลูกพืชต่อไป ได้ ส่วนแผ่นฟองน้ำจะไม่มีการสลายตัวเลยและสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกได้อีกนาน ส่วนวัสดุเดียว ได้แก่ แกลบสดในช่วงการปลูกแรก ๆ จะมีปัญหาการระบายน้ำที่ดีเกินไป การแพร่กระจายน้ำด้านข้างน้อยการเจริญเติบโตของพืชไม่ดีแต่หลังจากที่ผ่าน การสลายตัวแล้วความสามารถในการอุ้มน้ำเพิ่มขึ้น ขุยมะพร้าวความสามารถในการอุ้มน้ำดีเกินไปและมีการสลายตัวมากหลังจากปลูก ต้องระวังในการให้น้ำและการระบายน้ำ ขี้เถ้าแกลบเป็นวัสดุปลูกที่ดีมากชนิดหนึ่งสามารถใช้เป็นวัสดุปลูกเดียวๆ หรือใช้ผสมกับทราย การสลายตัวน้อย แต่ก่อนใช้ต้องแช่ด้วยกรดอ่อนก่อน เพื่อลด pH ให้เท่ากับ 6 วัสดุปลูกทั้ง 3 ชนิดนี้เมื่อมาผสมกับทรายในอัตรา 1:1จะทำให้คุณสมบัติของวัสดุปลูกดีขึ้นมาก

    ดังนั้นถ้าพิจารณาวัสดุปลูกที่เหมาะสมกับประเทศไทยควรเป็นวัสดุปลูกพวกวัสดุ อินทรีย์ต่างๆที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น เช่น แกลบสด ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว และทราย หรือจะใช้ผสมระหว่าง แกลบสด + ทราย 1:1 ขี้เถ้าแกลบ + ทราย 1:1 ขุยมะพร้าว + ทราย 1:1 และ ถ้าต้องการพัฒนาวัสดุปลูกชนิดใหม่ในระดับโรงงานอุตสาหกรรม น่าจะมีการทดลองใช้แผ่นฟองน้ำอัดที่ใช้ทำเบาะรถยนต์แต่จะต้องมีการติดต่อ กับโรงงานให้ใช้เศษฟองน้ำที่ไม่ใส่สารป้องกันการติดไฟซึ่งเป็นสารที่เป็น พิษกับพืช และต้องพิจารณาความแน่นในการอัดให้เหมาะสมกับการแพร่กระจายของรากพืช และการดูดซึมน้ำโดยอาจเปรียบเทียบกับแผ่นฟองน้ำของประเทศเบลเยี่ยม


    ภาชนะที่ใช้ในการปลูกพืช

    ภาชนะนี้จะทำหน้าที่ใส่วัสดุปลูกและทำหน้าที่แยกวัสดุปลูกออกจากดิน วัสดุที่ใช้ต้องเป็นวัสดุที่ไม่เกิดปฎิกริยาเคมีกับสารต่างๆ ได้ง่าย ต้องมีความคงทนแข็งแรงน้ำหนักเบาใช้ได้เป็นเวลานาน การติดตั้งใช้งานง่าย

    ซึ่งปัจจุบันวัสดุพลาสติกมีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน โดยนำมาใช้เป็นภาชนะบรรจุวัสดุปลูกเนื่องจากมีความคงทนดี น้ำหนักเบา และสามารถทำรูปร่างต่างๆได้มากมายราคาถูก

    ขนาดและรูปร่างของภาชนะที่ใช้ปลูกจะขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุปลูกที่ใช้ ชนิดของพืชที่ปลูก (ระยะระหว่างต้น) และลักษณะของพื้นที่หรือโรงเรือนปลูกพืช

    สามารถแบ่งกลุ่มของภาชนะที่ใช้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

    1. ภาชนะที่มีรูปร่างเป็น ถัง อ่าง บ่อ อาจจะอยู่บนผิวดิน หรือฝังอยู่ระดับผิวดิน วัสดุที่ใช้อาจเป็นบ่อซีเมนต์ หรือทำจากแผ่นพลาสติก เป็นภาชนะขนาดใหญ่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้

    2. ภาชนะที่มีลักษณะเป็นลำราง คล้ายรางรองน้ำฝน อาจทำจากแผ่นพลาสติกอ่อน หรือกึ่งแข็ง อาจทำจากแผ่นสังกะสีหรืออลูมิเนียมบุภายในด้วยแผ่นพลาสติก

    3. ภาชนะที่มีลักษณะเป็นถุงหรือมีการห่อ หรือกระถาง ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายง่าย ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการทำส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นพลาสติกขาว-ดำ หรือกระถางพลาสติก

    2.ระบบการให้สารละลายธาตุอาหารไปยังรากพืชในการปลูกในวัสดุปลูก

    การ ปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินพืชจะได้รับธาตุอาหารพืชทั้งหมดจากสารละลายธาตุอาหาร ซึ่งการที่จะส่งสารละลายธาตุอาหารไปยังรากพืชจะต้องมีระบบที่สามารถส่งสาร ละลายธาตุอาหารไปยังรากพืชในเวลาที่พืชต้องการและเป็นปริมาณพอเหมาะกับความ ต้องการของพืช(ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป) ดัง นั้นระบบจ่ายสารละลายธาตุอาหารพืชจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากกับ ระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในการปลูกพืชในวัสดุปลูกโดยทั่วไปจะเป็นการให้ แบบน้ำหยด

    1. หลักการทั่วไป

    สารละลายธาตุอาหารพืชที่เตรียมได้จะต้องมีระบบที่จะนำสารละลายธาตุอาหารนี้ ไปยังรากพืช ซึ่งระบบการจ่ายสารละลายจะมีอยู่หลายแบบขึ้นอยู่กับระบบการปลูกพืชที่ใช้ เช่น ถ้าปลูกในวัสดุปลูกในถุงหรือภาชนะปลูก ระบบการจ่ายสารละลายจะเป็นแบบ ระบบน้ำหยด สารละลายที่เหลือจะระบายทิ้งไปหรืออาจมีระบบที่นำสารละลายกลับมาใช้ใหม่

    ในการวางแผนหรือออกแบบระบบจ่ายสารละลายแบบไหนก็ตามจำเป็นต้องทราบถึงอัตรา การใช้สารละลายในพื้นที่ปลูกและความดันของระบบที่ใช้ เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกอุปกรณ์ประกอบต่างๆ เช่น ขนาดปั๊ม ขนาดเครื่องกรอง และขนาดท่อต่างๆ

    ระบบการจ่ายสารละลายแบบต่างๆ จะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ

    1. ส่วนควบคุม คือส่วนต้นของระบบเป็นส่วนที่จะควบคุมค่าต่างๆ เช่น ความดันอัตราและช่วงเวลาการจ่ายสารละลายธาตุอาหาร, ระบบเตรียมสารละลาย, ระบบกรอง ฯลฯ

    2. ส่วนนำสารละลายสู่รากพืช ได้แก่ ระบบท่อต่างๆ ตลอดจนหัวน้ำหยด

    ในการเลือกอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในระบบการจ่ายสารละลายจะต้องเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติดังนี้

    1. ต้อง เป็นอุปกรณ์ที่ป้องกันหรือปลอดภัยจากไฟฟ้ากับผู้ใช้และผู้ที่เข้าใกล้ ตลอดจนกับตัวอุปกรณ์เอง เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้จะต้องใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงและเป็น อุปกรณ์ไฟฟ้าดังนั้นการเลือกอุปกรณ์การติดตั้งต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยทั่วไปพวกวาล์วต่างๆจะใช้ไฟ 24 V AC

    2. เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่ายสะดวกในการปรับแต่ง และขั้นตอนต่าง ๆ ต้องไม่ยุ่งยากมากนัก

    3. ค่าที่วัดได้ต้องเที่ยงตรงและต้องมีการตรวจและเทียบค่าที่วัดได้กับค่ามาตรฐานอยู่เสมอๆ

    4.เป็นอุปกรณ์ที่มีความคงทนต่อการกัดกร่อน เนื่องจากสารละลายที่ใช้จะมีความเป็นกรด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี อุณหภูมิ และความชื้นสูง โดยทั่วไปอุปกรณ์ที่สัมผัสกับสารละลายฯ จะทำจากวัสดุพวก PVC หรือ PE อุปกรณ์ที่ทำจากพลาสติก PVC และอุปกรณ์อิเลคโทรนิคต่างๆ จะต้องทำการติดตั้งในที่ไม่ถูกแสงโดยตรง ห่างจากแหล่งความร้อนหรือบริเวณที่มีการเปลี่ยนอุณหภูมิรุนแรงและรวดเร็ว เพื่อยืดอายุการใช้งาน และจะต้องไม่เปียกชื้นง่าย

    รายละเอียดต่างๆของระบบจ่ายสารละลายมีดังนี้
    I. ส่วนควบคุม

    อุปกรณ์ต่างๆในส่วนควบคุมนี้จะประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆดังนี้

    1. แหล่งน้ำที่มีแรงดันพอเพียง โดยปกติจะต่อมาจากปั๊มน้ำที่ส่งน้ำมาจากแหล่งน้ำต่างๆ หรืออาจจะต่อจากแหล่งน้ำที่มีความดัน เช่น จากถังสูง หรือจากท่อปะปา และมีระบบที่สามารถควบคุมปิดเปิดการไหลขอน้ำได้ เช่น วาล์วปิดเปิดน้ำ สวิตปิดเปิดปั๊มน้ำ ลูกลอยหรืออุปกรณ์อิเลคโทรนิคที่สามารถควบคุมระดับน้ำในถังได้

    2. ระบบกรองน้ำ จะกรองสิ่งเจือปนต่างๆ ที่ติดมากับน้ำ เช่น ทราย เศษพืช อนุภาคขนาด ซิลท์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอันหนึ่ง

    3. ถังใส่สารละลายเข้มข้น 1 - 2 ถัง พร้อมทั้งเครื่องกวนป้องกันการตกตะกอน

    4. ถังใส่กรด (ในกรณีที่น้ำมีการเปลี่ยนแปลงค่า pH อยู่เสมอ)

    5. ปั๊มอัดสารละลายเข้มข้น และปั๊มอัดสารละลายกรดซึ่งจะเป็นปั๊มที่สามารถอัดสารละลายเข้าในระบบท่อสวนความดันของน้ำในท่อได้

    6. ระบบกรองหลังจากที่อัดสารละลายเข้าระบบท่อแล้ว เพื่อป้องกันตะกอนของเกลือหรือปุ๋ยที่ติดเข้ามาหลังจากการอัดสารละลาย

    7. เครื่องวัดและควบคุมความเข้มข้นสารละลาย (EC)

    8. เครื่องวัดและควบคุม pH ของสารละลาย

    9. เครื่องควบคุมการให้น้ำโดยอัตโนมัติ ทำหน้าที่กำหนดการจ่ายสารละลายแก่พืชตามช่วงเวลาและปริมาณความต้องการของพืชโดยอัตโนมัติ

    นอกจากอุปกรณ์ที่กล่าวมาแล้วอาจมีอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นดังนี้

    1. มาตรวัดปริมาณการจ่ายน้ำ

    2. มาตรวัดความดัน

    ระบบจ่ายสารละลายแต่ละระบบจะมีองค์ประกอบแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัย ต่างๆ เช่น ความสะอาดของน้ำที่ใช้ ชนิดพืชที่ปลูก ระบบปลูก ฯลฯ

    จากอุปกรณ์ต่างๆในส่วนควบคุมแยกอธิบายเป็นหัวข้อต่างๆดังนี้

    1. ระบบการกรองสารละลาย

    ก. ความจำเป็นของการกรองน้ำ

    ระบบกรองในระบบให้น้ำแบบน้ำหยดเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันสิ่งเจือปนต่างๆ ที่อาจผ่านเข้าในระบบท่อและหัวน้ำหยด ซึ่งจะก่อให้เกิดการอุดตันของระบบให้น้ำได้ ประสิทธิภาพการกรองของระบบจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องกรองและการติด ตั้งให้ถูกวิธีและเหมาะสม และมีการล้างเครื่องกรองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการติดตั้ง การเลือกใช้ชนิดและขนาดเครื่องกรองจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำที่ใช้และอัตรา การใช้น้ำรวมทั้งระบบ

    ข. ชนิดของเครื่องกรอง

    ชนิดและขนาดของเครื่องกรองที่เลือกใช้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำและปริมาณ การใช้น้ำ โดยทั่วไปเครื่องกรองจะมีอยู่ 4 ชนิด คือ

    1. เครื่องเหวี่ยงแยกอนุภาค หลักการของเครื่องมือนี้จะอาศัยการเหวี่ยงเพื่อแยกอนุภาคของวัตถุที่มีความ หนาแน่นมากกว่าน้ำ เป็นระบบที่เหมาะที่จะใช้เพื่อแยกอนุภาคขนาดใหญ่ เช่น ขนาดทรายและซิลท์ ก่อนที่จะผ่านเข้าเครื่องกรองแบบต่างๆ ต่อไป โดยเฉพาะน้ำจากแม่น้ำ หรือจากบ่อบาดาล แต่โดยทั่วไปการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินจะไม่ค่อยมีการใช้ เนื่องจากน้ำที่จะนำมาใช้ควรมีคุณภาพดีพอสมควรและปริมาณน้ำที่ใช้จะไม่มาก นัก เมื่อเทียบกับระบบการปลูกในดิน

    2. เครื่องกรองทราย มีลักษณะเป็นถังกรองที่ทนความดันได้ในถังบรรจุกรวดและทราย 1 - 2ขนาด เรียงเป็นชั้น น้ำจะผ่านจากชั้นของวัตถุที่มีขนาดใหญ่ก่อนและผ่านมาชั้นที่มีขนาดเล็ก ถังกรองต้องทนความดันได้อย่างน้อย 10 bars และต้องทนต่อการกัดกร่อนและสนิม ประสิทธิภาพการกรองจะขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกรวดที่บรรจุในถังกรองโดย ทั่วไปจะใช้ก้อนกรวดขนาดเดียวกันหมด ประสิทธิภาพการกรองจะมากที่สุดในช่วง 60 เซนติเมตร ดังนั้นควรเลือกถังกรองที่มีลักษณะกลมแบน

    3. เครื่องกรองแบบตะแกรงกรอง เป็นถังทรงกระบอกและมีตะแกรงอยู่ภายในตะแกรงอาจทำจากพลาสติก สเตลเลท ทองเหลือง หรือจากแผ่นวงแหวนพลาสติก ขนาดของตะแกรงที่ใช้ในระบบน้ำหยดจะมีขนาด 100 ถึง 120 ไมครอน ต้องทนความดันไม่น้อยกว่า 10 bars และไม่เป็นสนิม ประสิทธิภาพการกรองจะขึ้นอยู่กับขนาดช่องของตะแกรง และพื้นที่ของตะแกรง ซึ่งจะมีผลต่อความเร็วของการไหลของน้ำ โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 3-5 เซนติเมตร/วินาที โดยทั่วไปตะแกรงที่ทำจากสเตลเลทจะทนกว่าทำจากพลาสติก

    4. เครื่องกรองแบบแผ่นวงแหวน เป็นเครื่องกรองที่มีการพัฒนาและนำมาใช้ล่าสุด ลักษณะจะประกอบด้วยวงแหวนพลาสติกเซาะร่องขนาดต่างๆ ตามความหยาบละเอียดของการกรอง ซึ่งจะมีตั้งแต่ 40 - 200 ไมครอน แผ่นวงแหวนนี้จะมีการซ้อนกันเป็นชั้นๆโดยร่องที่เซาะจะมีการไขว้กันเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการกรอง การล้างเครื่องกรองอาจจะใช้วิธีเปิดน้ำไหลกลับทางเพื่อไล่ตะกอนออก หรือถอดชุดวงแหวนออกมาล้างน้ำ และเครื่องกรองแบบแผ่นวงแหวนนี้สามาถนำมาใช้แทนเครื่องกรองแบบถังกรองทราย และแบบตะแกรงกรองได้เลย ทำให้สะดวกในการติดตั้งและดูแลรักษา

    เครื่องกรองทั้ง 4 ชนิด ยกเว้นเครื่องเหวี่ยงอนุภาค เครื่องกรองแบบแผ่นวงแหวนเป็นเครื่องกรองที่มีความเหมาะสมที่สุดในการใช้ใน ระบบให้น้ำแบบน้ำหยด เนื่องจากราคาไม่แพง สามารถ
    เคลื่อนย้ายและทำความสะอาดได้ง่าย คือ มีน้ำหนักเบาถอดล้างได้ง่าย มีความคงทนสูง ไส้กรองมีความคงทนกว่าแบบตะแกรงกรองและสามารถหาซื้อในประเทศไทยได้ง่าย


    2. ถังเก็บสารละลายเข้มข้น

    ชนิดของถังที่ใช้ส่วนใหญ่ใช้ถังพลาสติกทึบแสงและมีฝาปิดในปัจจุบันสามารถ สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายถังเก่า เป็นถังบรรจุสารเคมี แชมพู ฯลฯ ซึ่งมีราคาไม่แพงมีหลายขนาดตั้งแต่ 10 - 200 ลิตร

    โดยทั่วไปสารละลายธาตุอาหารที่ให้แก่พืชจะเตรียมจากสารละลายเข้มข้นประมาณ 100 - 200 เท่า จำนวน 2 ถัง คือ สารละลายเข้มข้น A และ B และเมื่อจะใช้จะนำมาทำให้เจือจาง ซึ่งถังที่ใช้ใส่สารละลายธาตุอาหารเข้มข้นนี้จะต้องสามารถจุสารละลายให้พอ ใช้ได้ประมาณ 1 อาทิตย์ เป็นอย่างน้อย ซึ่งขนาดถังจะขึ้นอยู่กับอัตราการใช้สารละลายของพืช ซึ่งขนาดของถังจะคำนวณได้ดังนี้

    ตัวอย่าง เช่น ปลูกพืชในบริเวณที่มีค่า ETm (evapotranspiration maximum = ค่าอัตราการใช้น้ำสูงสุดของพืชเฉลี่ยต่อวัน) เท่ากับ 4 มิลลิเมตร พื้นที่ปลูกทั้งหมด 5,000 ตารางเมตร จำนวน
    หัวหยด/ตารางเมตร = 3 หัว อัตราไหลของหัวหยด = 2 ลิตร/ชั่วโมง ดังนั้นอัตราไหลรวมของพื้นที่ทั้งหมด = 2 x 3 x 5000 = 30 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง เมื่อคิดเป็นมิลลิเมตร/ชั่วโมง จะเท่ากับ = 30000/5000 = 6 มิลลิเมตร/ชั่วโมง เมื่อพืชมีอัตราการใช้น้ำเฉลี่ย/วัน เท่ากับ 4 มิลลิเมตร ดังนั้นจะต้องมีการให้น้ำเป็นเวลา = (60/6) x 4 = 40 นาที สารละลายเข้มข้นที่ใช้เข้มข้น 200 เท่า (อัตราการเจือจาง 1/200) ดังนั้นขนาดของถังที่ใช้ = (30000ลิตร/60นาที x 40 นาที x 7 วัน x (1/200) = 700 ลิตร

    3. ระบบเตรียมสารละลายโดยอัตโนมัติ

    มีหน้าที่ผสมสารละลายธาตุอาหารเข้มข้น (50-200 เท่า) รวมกับน้ำเพื่อให้ได้สารละลายธาตุอาหารที่จะส่งไปยังพืชที่มีค่าความเข้มข้น (โดยทั่วไปจะใช้ค่า EC อยู่ในช่วง 1-4 mS/cm) และ pH (โดยทั่วไปจะใช้ค่า pH อยู่ในช่วง 5.5-6.0) ตลอดการปลูกพืช

    ดังนั้นระบบเตรียมสารละลายโดยอัตโนมัติจะต้องสามารถควบคุมค่า pH และ EC ของสารละลายให้คงที่ตามค่าที่ต้องการได้ตลอดการปลูกพืช ซึ่งระบบการเตรียมสารละลายนี้สามารถแบ่งการทำงานมี 3 แบบ คือ

    1.ระบบใช้ปั๊มอัดสารละลายเข้มข้นเข้าระบบท่อส่งน้ำโดยตรงโดยปริมาณสารละลาย เข้มข้นมีสัดส่วนแน่นอนกับอัตราการจ่ายสารละลาย

    2.ระบบใช้ปั๊มอัดสารละลายเข้มข้นเข้าในท่อส่งน้ำโดยปริมาณการอัดสารละลายจะ ถูกควบคุมโดยเครื่อง EC และ pH meter ที่ต่อเชื่อมอยู่กับปั๊ม

    3.ระบบผสมสารละลายในถังผสม

    ก. หลักการทำงานของทั้ง 3 ระบบ
    1. ปั๊มอัดสารละลายโดยมีสัดส่วนปริมาตรที่แน่นอน เป็นปั๊มอัดสารละลายที่จะฉีดสารละลายเข้มข้นเป็นสัดส่วนที่แน่นอนกับปริมาตร น้ำ ซึ่งจะมีผลให้ความเข้มข้นของสารละลายที่ได้คงที่ตลอดเวลา กล่าวคือ

    ปริมาตรสารละลายเข้มข้น : ปริมาตรน้ำ = ค่าคงที่

    เช่น 1: 200 = 200

    ปั๊มที่ใช้อาจเป็นระบบ hydraulic คือ ระบบที่อาศัยแรงดันของน้ำเองเป็นตัวขับให้ปั๊มทำงาน ซึ่งระบบนี้จะมี 2 แบบ คือ 1.) ปั๊มแบบ Dosatron และ 2.) แบบที่จะมีน้ำเป็นเพียงบางส่วนไหลเข้าในปั๊ม ทำหน้าที่ขับให้ปั๊มทำงาน และจะมีน้ำบางส่วนไหลออกจากระบบ ได้แก่ Amiad และ TMB

    ปั๊มที่ใช้อาจเป็นแบบใช้ไฟฟ้า ปั๊มนี้จะต่อพ่วงกับมาตรวัดน้ำที่สามารถส่งสัญญาณออกมาตามปริมาตรน้ำที่ไหล ผ่าน สัญญาณที่ส่งออกมานี้จะไปควบคุมปริมาตรการอัด สารละลายของปั๊มอีกทอดหนึ่ง Prominent , Hanna, N-Feeder

    2. ปั๊มอัดสารละลายที่ถูกควบคุมโดยเครื่อง pH และ EC meter เป็นปั๊มที่ต่อพ่วงกับเครื่องวัด EC ที่จะวัดค่าความเข้มข้นของสารละลายตลอดเวลาเมื่อค่า EC ของสารละลายต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ เครื่องควบคุมจะสั่งให้ปั๊มอัดสารละลายเข้มข้นเข้าในระบบ และปั๊มจะหยุดทำงาน เมื่อค่า EC ของสารละลายเท่ากับค่าคงที่ ที่ตั้งไว้ นอกจากนี้จะมีปั๊ม

    อีกตัวหนึ่งต่อพ่วงกับ pH meter ซึ่งจะคอยควบคุมค่า pH ของสารละลายโดยจะเติมกรดลงในสารละลายเมื่อค่า pH ของสารละลายสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้


    อ่านทั้งหมด: 2472, ความเห็นทั้งหมด: 0

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    ข่าวข้นสุดสัปดาห์ 21 ธันวาคม 2557
    เวทีข่าวสุดสัปดาห์ Sun อาทิตย์ 21 ธันวาคม 2557(ดีโพลมา211257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่
    แฟนคลั่ง!! “ช้างศึก” ถึงบ้าน ขึ้นรถบัสแห่ (ดีโพลมา211257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด
    สื่อตั้งฉายา ผบ.ตร.ขายฝัน-ยุคสมัยของผมใหญ่แค่ไหนก็จับ (ดีโพลมา211257ร่วมกับสื่อสยามข่าวม
    หนังฟรั่งมันๆแนวแอ๊คชั่น(ดีโพลมา211257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    ชมเชยข้าราชการดีๆ(ดีโพลมา2208)
    ชมเชยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานช่วยเหลือทางการเงิน(ดีโพลมา2192)
    ชมเชย คุณ ศุภดา รัตนทวีโสภณ(เจ้าหน้าที่คปภ.) (ดีโพลมา2218)
    ชมเชยบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน) (ดีโพลมา141257.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ทุบโต๊ะข่าว 1 20 12 2557
    ดูบอลย้อนหลัง มาเลเซีย 3-2 ไทย ซูซูกิคัพ 2014 รอบชิง นัดสอง (ดีโพลมา201257ร่วมกับสื่อสยา
    “ป๋าเปรม” ปลุกสำนึกยืดอกต้านคนโกง(ดีโพลมา201257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    เดินหน้าผ่าตำรวจ (ดีโพลมา201257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    ฉากตลก-โก๊ะตี๋ปลุกพระสู้กับเปิบ(ดีโพลมา201257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    การสร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อสร้าง Engagement
    มงคลที่ ๓
    จับประเด็นข่าวร้อน Fri ศุกร์ 19 ธันวาคม 2557
    10 ข่าวเด็ดแมเนเจอร์ 19ธ.ค.57(ดีโพลมา191257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    คลุกวงข่าว Fri ศุกร์ 19 ธันวาคม 2557(ดีโพลมา191257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่19ธ.ค.2557(ดีโพลมา191257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ฉากตลก-พิธีบวงสรวงเปิดกล้องถ่ายหนัง (ดีโพลมา191257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    เนื้อเพลง เพลงไม่รักอย่าแล
    เนื้อเพลง เพลงเธอไม่ผ่าน
    Music on heart
    ภูทับเบิก-ภูหินร่องกล้า- อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า-ไร่บีเอ็น พระตำหนักเขาค้อ - พระธาต
    ทัวร์ ตะรุเตา-เกาะไข่-อาดัง-ราวี-หลีเป๊ะ- หินงาม-จาบัง
    บอก9เล่าสิบ 18 ธันวาคม 2557
    HI-LIGHT NEWS 18 ธันวาคม 2557(ดีโพลมา181257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    รวบไอ้หนุ่มโรคจิต แอบถ่ายคลิปใต้ประโปรงสาว (ดีโพลมา181257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงา
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่18ธ.ค.2557 (ดีโพลมา181257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    หนังเรื่องไอ้หนุ่มพลังม้าไวอาก้าเรียกพี่ (ดีโพลมา181257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    วิธีกำจัดแมลงสาบตายยกรัง
    เสียงประชาชนเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
    คลุกวงข่าว Wed พุธ 17 ธันวาคมน 2557(ดีโพลมา171257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    “บิ๊กป้อม” ยันประสาน ตปท.จับพวกผิด ม.112(ดีโพลมา171257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่17ธ.ค.2557 (ดีโพลมา171257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    หนัง ฉากขำๆ (ดีโพลมา171257)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กระต่ายน่าเลี้ยง
    ไดร์อาร์รี่ชีวิตประจำวัน
    แมวน่าเลีี้ยง
    ผามออีแดง
    ใบงานที่ 2.1
    มันใหญ่มาก
    Bigbike Thailand
    เพลงใหม่
    กาลาปากอส
    เพลงสากล
    สัตว์เลี้ยงที่น่ารัก
    อุทยานหลวงราชพฤษ์
    ไดอารี่ของ roongthiwa

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 62.4001ms