เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 2824 คน
Wisdom
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • *** สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ** ๑ ราชอาณาจักรไทย..สืบพลังความดี จากบรรพชน (6)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติศาสตร์ปัตตานี ดารุสสลาม (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พระยาพิชัยดาบหัก........สายสกุล..วิชัยขัทคะ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พระเจ้าเมืองสงขลา หรือ สุลต่าน สุไลมาน (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติราชวงศ์จักรี (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ขุมทรัพย์... จาก สตีฟ จอบส์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สุนัข / ร็อตไวเลอร์ !!! อีกกี่คน ถึงจะมีวันจบ+ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เด็กอ่อน....เสียชีวิต เพราะคนเลี้ยงขาดสติ *+ (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • คนเสร็จผี โทรศัพท์...ที่ ตู้ ATM (4)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ไฟ...เมื่อคน..เผาบ้านตัวเอง (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บูชาพระธาตุ ประจำปีเกิด (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บ้านโดนยกเซฟ....ใครประมาท (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เศรษฐศาสตร์ (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • มุสลิม (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การศึกษา.. มหาลัยโลกกว้าง (10)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กฏหมาย ..สามัญประจำบ้าน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ขุนพันธรักษ์ราชเดช (24)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ยุโรป.... ท่องเที่ยว (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • จ่าดำ วีรชน ผู้พลีชีพเพื่อปกป้องมาตุภูมิ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บูชาแผ่นดินแม่ แทนคุณบ้านเกิด (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ตุลาคม 2557>
     
    40293012345
    416789101112
    4213141516171819
    4320212223242526
    44272829303112
    453456789
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 93042
    • เฉพาะวันนี้ 25
    • ความคิดเห็น 377
    • จำนวนเรื่อง 64
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ดูแล บ้าน
    1 เมษายน 2553 - 19:43:00

     
    แนะวิธีช่วย "บ้านภูมิแพ้" รับมือ 5 ตัวการก่อกำเริบ!

    วันนี้เรามีวิธีแนะนำการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ที่มักพบทั้งในบ้านและนอกบ้าน ซึ่งหากได้รับมากเกินไป อาจไปกระตุ้นทำให้อาการภูมิแพ้ที่มีอยู่เดิม กำเริบได้! สาเหตุก็มีหลายอย่างไม่ว่าสภาพอากาศในบ้านเราที่เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก อับชื้นส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่เกิดภาวะเจ็บป่วยได้ง่าย วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือภูมิแพ้ต่างๆ คือ หลีกเลี่ยง และกำจัดสิ่งที่คนในบ้านแพ้ออกไปมีวิธีการอย่างไร ลองศึกษาดูนะค่ะ..


    สำหรับวิธีการรับมือกับเจ้าสารก่อภูมิแพ้ด้วยตัวเองง่ายๆ วันนี้ เรามีข้อมูลที่น่าสนใจ จากคลินิก คอ หู จมูก โรงพยาบาลเวชธานี มาฝากกันค่ะ ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ก่อนว่า เกิดจากอะไร เกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร

    โรคภูมิแพ้ ส่วนใหญ่แล้วมาจากกรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ป่วยจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อสารก่อภูมิแพ้เร็วเกินไป ซึ่งไม่ค่อยก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนปกติทั่วไป แต่จะส่งผลต่อคนในบ้านที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะเมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย สารภูมิคุ้มกันชนิดอี หรือ Immunoglobulin (E: IgE) ที่ถูกสร้างขึ้น จะเข้าทำปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกาย เป็นผลทำให้เซลล์บางชนิด มีการแตกตัว และหลั่งสารเคมีออกมาทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรคตามมา

    หากแบ่งสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สารก่อภูมิแพ้ที่พบในบ้าน เช่น ไรฝุ่น สปอร์เชื้อรา ซากแมลงสาบ สัตว์เลี้ยงในบ้าน และสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้นอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสรหญ้า เชื้อรา วัชพืช ต้นไม้ เป็นต้น โดยสมาชิกที่มีปฏิกิริยาการแพ้ หรือมีภูมิไวเกินไป เมื่อได้รับสารเหล่านี้เข้าไปในปริมาณที่มากพอ จะเข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้จนกำเริบขึ้นมาได้ เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม คันตา คันจมูก เป็นต้น

    เทคนิครับมือ "5 ตัวการ" ก่อภูมิแพ้กำเริบ!

    แพ้ไรฝุ่น

    ตัวไรฝุ่น หลายคนอาจไม่เคยนึกมาก่อนว่า ตัวแบบนี้ มีด้วยหรือ ซึ่งจากข้อมูลที่ทีมงานได้รับมานั้น อธิบายไว้ว่า ตัวไรฝุ่น คือ สัตว์จำพวกแมลงที่มีขนาดเล็กมาก ประมาณ 10-30 ไมครอน ซึ่งแน่นอนว่า มนุษย์อย่างเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สัตว์ประเภทนี้ จะมี 8 ขา ลักษณะคล้ายกับแมงมุม เห็บ และหมัด ชอบอยู่ในที่อุ่นชื้น โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องนอน เช่น หมอนหนุน ที่นอนพรม เฟอร์นิเจอร์ และตุ๊กตาของเล่นที่ทำจากผ้า ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญคือ โปรตีนจากตัวไรฝุ่นเอง รวมทั้งมูลของไรฝุ่น


    วิธีรับมือ

    1. คลุมที่นอน หมอน ด้วยผ้าที่มีช่องระหว่างเส้นใยเล็กมาก จนตัวไรฝุ่น และมูลของมัน ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้

    2. ซักผ้าปูที่นอน และผ้าห่มทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 55 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที

    3. เช็ดทำความสะอาดบานเกล็ด ม่าน เครื่องเรือน และถูพื้นด้วยผ้าเปียกทุกๆ สัปดาห์ เพื่อขจัดฝุ่นละออง

    4. ควรนำของเล่น สมุด หนังสือ พรม หรือตุ๊กตา ออกไปไว้นอกห้องนอน หรือหาตู้เก็บอย่างมิดชิด

    5. การใช้สารกำจัดไรฝุ่นจำพวก Tannic acid หรือ Acaricide พบว่า ได้ผลดีในห้องทดลองปฏิบัติการ แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในเรื่องของความปลอดภัย และประสิทธิภาพ

    6. สำหรับเครื่องกรองอากาศ หรือฟอกอากาศ อาจมีผลช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้บ้าง แต่ถึงกระนั้น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่าอุปกรณ์ดังกล่าว สามารถช่วยให้อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทุเลาลง
    แพ้ซากของแมลงสาบ

    บ้านที่ขาดการดูแล อาจเป็นที่สะสมของซากสัตว์ในบ้านอย่างแมลงสาบได้ ดังนั้น วิธีการรับมือ คือ ดูแลรักษาบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงสาบ เริ่มตั้งแต่ ภาชนะเก็บเศษอาหาร ควรมีฝาปิดมิดชิด จากนั้น ควรกำจัดขยะ และเศษอาหารภายในบ้านทุกวัน อย่างไรก็ตาม การจำกัดแมลงสาบ อาจจะต้องพิจารณาเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงด้วย หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เข้ามาฉีดยาขจัดแมลงในบ้านเป็นระยะ

    แพ้สัตว์เลี้ยง

    สารก่อภูมิแพ้จากแมว พบได้จากรังแค ขน น้ำลาย ซีรั่ม และปัสสาวะ ส่วนสุนัขพบได้จาก รังแค ขน และน้ำลาย ซึ่งอนุภาคของสารก่อภูมิแพ้ชนิดนี้ มีขนาดเล็ก ล่องลอยอยู่ในอากาศ และมักมีการเคลื่อนที่ไปอยู่ในบริเวณต่างๆ ทั้งภายในบ้าน โรงเรียน หรือสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ ยังสามารถคงอยู่ได้นานถึง 6 เดือน แม้ว่าจะมีการนำสัตว์เลี้ยงออกไปแล้วก็ตาม


    วิธีการรับมือ

    หากไม่สามารถงดเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ อย่างน้อยควรมีการแยกออกไป ทั้งจากบริเวณห้องนอน หรือที่พักผ่อนเป็นประจำ สำหรับในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ป่วยไม่ควรเล่นโดยการคลุกคลีอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำทุกสัปดาห์ ส่วนการติดตั้งเครื่องกรองอากาศประเภทที่มีประสิทธิภาพการกรองสูง มีประโยชน์ในแง่ของการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศได้

    แพ้สปอร์ของเชื้อรา

    เชื้อราในธรรมชาติ สามารถพบได้ทั้งใน และนอกบ้าน มักเกิดขึ้นในที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว หรือบริเวณที่มีใบไม้ร่วงทับทมกัน

    วิธีการรับมือ

    1. หลีกเลี่ยงการปลูกต้นไม้ใส่กระถางไว้ในตัวบ้าน

    2. หมั่นดูแล และกำจัดใบไม้ที่ร่วงทับถมอยู่บนพื้น หรือเศษหญ้าที่ชื้นแฉะ

    3. ทำความสะอาดห้องน้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะกระเบื้องปูพื้น และผนัง ม่านพลาสติก ใต้อ่างล้างมือ โถส้วม และตามซอกมุม ซึ่งมักพบมีราดำเกิดขึ้น

    4. ทำความสะอาดห้องครัว ตู้เก็บอาหาร และตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งน้ำท่วมขัง

    5. เปิดห้องให้มีอากาศถ่ายเท เพื่อลดความอับชื้น และแสงแดดส่องถึง
    แพ้ละอองเกสรหญ้า และวัชพืช

    ละอองเกสรหญ้า มักจะมีขนาดเล็ก และเบา สามารถปลิวตามลม และแพร่กระจายไปได้ไกล แม้ว่าจะไม่มีพืชชนิดนั้นในบริเวณบ้าน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

    วิธีการรับมือ

    ถ้าในบ้านมีสนามหญ้า ควรทำการตัดหญ้า และวัชพืชในสนามบ่อยๆ โดยส่วนใหญ่ ในฤดูที่มีการกระจายของเกสรมาก จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม ถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี การปิดประตูหน้าต่างเพื่อป้องกันละอองเกสรจากนอกบ้าน อาจช่วยลดอัตราการสัมผัสกับละอองเกสรได้ หรืออาจติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพช่วยกรองด้วยก็ได้

    อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีหลีกเลี่ยงในสิ่งที่แพ้แล้ว การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงสารก่อความระคายเคือง จะช่วยให้สมาชิกทุกคนในบ้าน มีภูมิคุ้มกันที่ดี และควบคุมอาการของโรคภูมิแพ้ไม่ให้กำเริบได้เป็นอย่างดีทีเดียวหละค่ะ




    ที่มาข้อมูล : ASTV ผู้จัดการออนไล


    อ่านทั้งหมด: 1214, ความเห็นทั้งหมด: 9
     
    การดูแลรักษาพัดลมดูดอากาศ


     

    บ้านไหนที่ติดพัดลมดูดอากาศ วันนี้มีวิธีดูแลรักษามาบอกกันค่ะ...

    - ไม่ควรเปิดพัดลมดูดอากาศทิ้งไว้เมื่อไม่มีใครอยู่ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองค่าไฟ ควรหันมาเปิดหน้าต่างเพื่อใช้ลมธรรมชาติช่วยถ่ายเทอากาศในห้อง

    - หมั่นทำความสะอาดใบพัดและตะแกรง อย่าให้มีฝุ่นเกาะและควรตั้งความเร็วพัดลมให้พอเหมาะ ไม่เร็วหรือช้าเกินไป จะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีและเป็นการประหยัดไฟ

    - ห้องที่จะติดเครื่องปรับอากาศควรเลือกติดตั้งขนาดพัดลมระบายอากาศให้เหมาะสมเพื่อสุขอนามัย และถ้าติดตั้งขนาดใหญ่เกินไปจะทำให้สิ้นเปลืองไฟได้

    รู้อย่างนี้ควรหันมาใช้พัดลมดูดอากาศอย่างเหมาะสมเพื่อยืนอายุการใช้งานแถมประหยัดค่าไฟอีกด้วย.
    โดย - kanok - วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เวลา 20:31

     
    เคล็ดลับในการขจัดสารพัดคราบเลอะ
       
    คุณแม่บ้านหลายคน คงจะเคยประสบปัญหาที่แก้ไม่ตกในกรซักผ้า นั่นก็คือ การขจัดคราบสกปรกที่ฝังลึกอยูในเนื้อผ้าให้หลุดออกโดยง่าย ซึ่งบางครั้งแช่ทิ้งไว้ ก็ยังไม่สามารถที่จะขจัดรอยเปื้อนให้มดไปได้ วันนี้เรามีวิธีการขจัดครบฝังลึก ในรูปแบบต่างๆ มาฝากกันค่ะ



    ที่มาข้อมูล : เดลินิวส์
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 6:43

     
    ความจริง 9 ประการของ "ภาวะสมองเสื่อม"
       


    เป็นเวลานานนับศตวรรษ ที่มนุษย์เราได้มีความพยายามที่จะหาวิธีทำให้ตัวเองฉลาดขึ้นหรือหายาทำให้สมองดี แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ตรงกันข้ามคนส่วนใหญ่ เมื่อมีอายุมากขึ้นจะพบว่ามีความจำเลวลง หลงลืม หรือบุคลิกภาพและอารมณ์ผิดแผกไปจากปกติ บางรายเป็นมากจนจัดว่าเป็นโรคขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า ภาวะสมองเสื่อม

    ในปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมายในโลก เนื่องจากมนุษย์มีอายุยืนยาวกว่าเดิม แม้แต่ในประเทศไทยเอง เดิมคนไทยมีอายุเฉลี่ยราว 45 ปี ในปัจจุบันผู้ชายไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวถึง 63 ปี และผู้หญิง 64 ปี ประชากรผู้สูงอายุในโลก ในบางแห่งจึงมีการทวีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราเกิดของทารก ดังนั้น ภาวะสมองเสื่อมนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดอันหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุทั่วโลกมีความพิการ และพึ่งตนเองไม่ได้



    จากการศึกษาทางระบาดวิทยา ถึงสถิติของความชุกชุมของภาวะสมองเสื่อมในประชากรโลก พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซ็นต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราเป็นโรคสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปี จะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้น

    ในประเทศไทยพบว่ามีประชากรอายุเกิน 60 ปี ถึง 3 ล้าน 1 แสนคน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ร้อยละ 5.7 ของประชากรไทย (พ.ศ.2532) ดังนั้น กลุ่มประชากรกลุ่มนี้จึงมีความโน้มเอียงสูงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมได้

    ภาวะสมองเสื่อมนี้ไม่เฉพาะเกิดแต่ในผู้สูงอายุเท่านั้น ในประชากรที่อายุน้อยก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากโรคพันธุกรรม โรคการติดเชื้อของสมอง (เช่นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบจากไวรัส) สารพิษ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดในเรื่องสาเหตุของโรคต่อไป



    เป็นที่ทราบกันดีว่าสมองของคนเรานั้น เป็นอวัยวะที่ได้พัฒนามาสูงสุดของร่างกายมนุษย์เรา และมีความสลับซับซ้อนในการทำงานมากที่สุด เซลล์สมองเป็นเซลล์ที่มีความจำเพาะมาก และเปราะบางที่สุด ในคนปรกติมีเซลล์สมองมากมายนับเป็นพันๆ ล้านตัว เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปจะไม่มีการงอกมาทดแทนได้ เช่นอวัยวะอื่นๆ ดังนั้น ปริมาณและจำนวนเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ในคนปกติ จะมีการลดจำนวนลงเรื่อยๆ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น

    ขบวนการนี้ถือว่าเป็นธรรมชาติอันเกิดมาจากความชราภาพ บางคนมีเซลล์สมองตายไปวันละ 1,000 ตัว บางคน 10,000 ตัว ซึ่งไม่เท่ากันแล้วแต่เหตุปัจจัยที่มาส่งเสริมเช่น การดื่มเหล้า การอักเสบของสมอง สมองขาดเลือดหรือน้ำตาล ยาหรือพิษบางชนิด และภาวะชักต่างมีผลทำให้เกิดการสูญเสียของเซลล์สมองมากกว่าคนปกติทั่วไป

    ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลงอย่างมากมายอย่างเห็นได้ชัดเจนในกล้องจุลทรรศน์ จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ ความคิด อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอาจพบว่ามีใยของประสาทในสมองพันกันยุ่งเหยิงเต็มไปหมดอีกด้วย



    ก่อนที่จะบ่งชี้ว่าคนใดเป็นภาวะสมองเสื่อม แพทย์หรือคนดูแลผู้ป่วยจำเป็นต้องแยกภาวะ 3 ภาวะต่อไปนี้ที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายคลึงกับภาวะสมองเสื่อมได้ อันได้แก่





    ในปัจจุบันพบว่าภาวะสมองเสื่อมในผู้ป่วยทุกอายุ อาจจำแนกได้เป็น 3 ประเภท ใหญ่ๆ คือ

    1. ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลดี

    2. ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลเพียงบางส่วน

    3. ภาวะสมองเสื่อมที่ยังรักษาไม่หายในปัจจุบัน
    ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลดี ซึ่งพบได้ราว 5-10% ของผู้ป่วยทั้งหมดสามารถจำแนกได้ตามสาเหตุดังนี้

    1. ภาวะเลือดคั่งที่ผิวสมอง การผ่าตัดเอาเลือดออกก็จะหายจากโรคสมองเสื่อมได้

    2. ภาวะโพรงสมองโต การผ่าตัดใส่ท่อให้โพรงสมองแฟบลงก็จะหายจากภาวะสมองเสื่อมได้

    3. โรคลมชักที่ไม่ได้รับการควบคุมรักษาที่ดีและถูกต้อง เพราะการชักแต่ละครั้งจะทำให้เซลล์สมองตายไปเป็นจำนวนนับหมื่นๆ ตัว

    4. โรคขาดวิตามินบี

    5. โรคของต่อมไทรอยด์ สร้างฮอร์โมนน้อย

    6. โรคเยื่อสมองอักเสบ เช่น จากวัณโรคสมอง เชื้อรา พยาธิสมองเป็นต้น

    7. โรคซิฟิลิสขึ้นสมอง

    8. โรคเนื้องอกสมองบางชนิดที่ฐานสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เกิดมาจากเยื่อหุ้มสมอง

    9. โรคพิษสุรา หรือได้รับสารพิษต่อสมองต่างๆ

    10. โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมเนื่องจากมีสารตะกั่วคั่งในสมองและตับ
    ภาวะสมองเสื่อมกลุ่มนี้ทั้งหมดจำเป็นจะต้องได้รับการวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อจะได้ให้การรักษาโดยตรงที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที เพื่อสมองจะได้ไม่ถูกทำลายไปมาก เพราะถ้ารักษาได้ไวและถูกต้องผู้ป่วยจะกลับคืนมาสู่สภาพปกติได้ ถ้ารักษาช้าอาจจะมีความพิการของสมองหลงเหลืออยู่ได้

    ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลเพียงบางส่วน ในกลุ่มนี้อาจมีสาเหตุจาก

    1. โรคเนื้อสมองตายหลายตำแหน่งจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมอง

    2. สมองขาดออกซิเจน หรือกลูโคส

    3. โรคเมาหมัดในนักมวย หรือผู้ที่มีอุบัติเหตุทางสมองโดนกระทบกระแทกหรือ กระเทือนสมองบ่อยๆ

    4. โรคสมองอักเสบจากไวรัส

    5. โรคเนื้องอกสมองที่กระจายมาจากมะเร็งที่อื่นของร่างกาย

    6. โรคปลอกหุ้มใยสมองเสื่อม โรคกลุ่มนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนในคนไทยพบน้อย แต่ในประเทศหนาวพบมาก เป็นสาเหตุทำให้คนหนุ่มสาวในต่างประเทศพิการกันมาก
    ภาวะสมองเสื่อมที่ยังรักษาไม่หายในปัจจุบัน โรคกลุ่มนี้พบบ่อยเช่นกันโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ สาเหตุของโรคกลุ่มนี้ได้แก่

    1. โรคอัลไซเมอร์

    2. โรคพิคส์ คล้ายๆกับโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและทำให้สมองฝ่อได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่ผิดกันที่พยาธิสภาพในสมองแตกต่างกัน

    3. โรคสมองถูกทำลายจากเชื้อไวรัสชนิดเจริญช้า โรคนี้พบได้น้อยในบ้านเรา และผู้ป่วยมักจะเกิดอาการชักแบบกระตุก สมองเสื่อมและมักเสียชีวิตหมดภายในเวลาเพียง 1-2 ปี

    4. โรคเอดส์เข้าสู่สมอง

    5. โรคพันธุกรรม เช่น โรคฮันติงตัน โรคสมองน้อยและไขสันหลังฝ่อในระยะท้ายๆ จะมีอาการสมองเสื่อมได้
    ที่มาข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 6:44

     
    การเก็บรักษายาที่ถูกต้อง
       
    การมียาบางชนิดเก็บไว้ในบ้านหรือที่ทำงานนั้น ก็นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพราะบางครั้งที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งการเก็บรักษายาอย่างถูกวิธีนั้นมีความสำคัญมาก เพราะหากเก็บรักษาไม่ดีแล้ว ยาอาจเสื่อมก่อนถึงวันหมดอายุได้ และเมื่อนำมาใช้ก็อาจส่งผลเสียมากกว่า วันนี้จึงขอแนะนำวิธีการเก็บยาให้มีคุณภาพอยู่ได้นาน และมีความปลอดภัยมาฝากค่ะ...

    ข้อควรปฏิบัติในการเก็บรักษายา

    • อ่านสลากยาให้ครบถ้วน รวมทั้งคำแนะนำการเก็บรักษายา

    • กรณียาทั่วไป ที่ไม่ระบุการเก็บรักษาเป็นพิเศษ ให้เก็บยาที่อุณหภูมิห้องบริเวณที่ไม่ร้อน และไม่มีแสงแดดส่อง ห้ามทิ้งยาไว้ในรถยนต์ เพราะเมื่อจอดกลางแดด แม้เพียงไม่นานอุณหภูมิในรถจะร้อนมาก ทำให้ยาเสื่อมได้ง่าย และควรเก็บในที่ที่เด็กหยิบยาเองไม่ได้

    • กรณียาที่ระบุว่าให้เก็บยาไว้ในตู้เย็น ห้ามแช่แข็ง หมายถึงให้เก็บในตู้เย็นช่องปกติ ไม่ควรเก็บที่ชั้นใกล้ช่องแช่แข็ง เพราะมีความเย็นจัดจนทำให้เป็นน้ำแข็งได้ หรือเก็บที่ประตูตู้เย็น เพราะอุณหภูมิอาจไม่เย็นพอ จากการที่มีการเปิด ปิด ประตูตู้เย็น บ่อยๆ

    • ยาที่บรรจุในขวดสีชา หมายถึงยาที่ต้องป้องกันไม่ให้ถูกแสง ไม่ควรเปลี่ยนภาชนะบรรจุยาไปเป็นแบบใสหรือขาว เพราะจะทำให้ยาเสื่อมได้จากแสง

    • ยาที่ต้องระมัดระวังเรื่องความชื้นควรใส่สารกันชื้น (มักเห็นเป็นซองเล็กๆ ภายในมีเม็ดกันชื้นอยู่สอดอยู่ในขวดยา) ไว้ตลอดเวลา และปิดภาชนะบรรจุให้แน่น

    • ควรเก็บยาไว้ในภาชนะบรรจุเดิมซึ่งมีสลากระบุชื่อยาและวันที่ได้รับยานั้น จะทำให้สามารถพิจารณาระยะเวลาที่ควรเก็บยาที่เหลือนั้นได้
    ควรเก็บยาที่เหลือไว้นานเท่าใด ?

    • ยาปฏิชีวนะที่ต้องผสมน้ำ และเก็บในตู้เย็น มีอายุของยา 7-14 วัน หลังจากผสมน้ำและเก็บในตู้เย็น หลังจากนั้น ประสิทธิภาพของยาจะลดลงอย่างมาก ทำให้การรักษาไม่ได้ผล

    • ยาน้ำทั่วไป หลังจากเปิดขวดแล้วควรเก็บไว้ไม่เกิน 6 เดือน หรือตามกำหนดวันหมดอายุอันใดอันหนึ่งที่มาถึงก่อน และพิจารณาลักษณะภายนอกของยาประกอบด้วย เช่น ดูขุ่น ผิดปกติ หรือมีการตกตระกอน หรือสีเปลี่ยนไป ถ้าไม่แน่ใจควรทิ้งไปจะดีกว่า

    • ยาเม็ดที่ไม่ได้บรรจุใน Foil ควรเก็บไว้ไม่เกิน 6-12 เดือน โดยพิจารณาลักษณะภายนอกของยาประกอบด้วย เช่น เม็ดร่วน แตกหัก หรือ สีเปลี่ยนไป ควรทิ้งยาที่พบนั้น

    • ยาเม็ดที่บรรจุ Foil สามารถเก็บไว้ได้ถึงวันหมดอายุของยา

    • ยาใช้ภายนอก เช่น ครีมต่างๆ ควรเก็บไว้ไม่เกิน 6 เดือน หรือตามกำหนดวันหมดอายุอันใดอันหนึ่งที่มาถึงก่อน และพิจารณาลักษณะภายนอกของยาประกอบด้วย

    • ยาหยอดตา, ยาป้ายตา ที่เปิดใช้แล้ว ควรเก็บไว้ไม่เกิน 30 วัน หลังจากเปิดใช้
    โปรดระลึกไว้เสมอว่า ยาที่เสื่อมสภาพนั้น อาจมีอันตรายต่อสุขภาพของท่าน หรือคนที่คุณรักได้มากและบางครั้ง การเก็บรักษายาที่ไม่ถูกต้องทำให้ยาเสื่อมก่อนถึงวันหมดอายุได้ จึงควรเอาใจใส่เรื่องการเก็บรักษายาที่ได้รับมา และทานยาตามที่แพทย์สั่งเสมอ เมื่อมีปัญหาอย่างไรควรปรึกษาแพทย์

    "ยานั้นมีคุณอนันต์ แต่ก็อาจมีโทษมหันต์ ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะยาที่เสื่อมสภาพ หรือยาหมดอายุ"

    ส่วนท่านที่ชอบซื้อยาทานเอง โดยรักษาตามคำบอกของเพื่อน หรือญาติ ที่อาจจะมีอาการคล้ายกันนั้น ก็อยากจะขอให้ระมัดระวัง เนื่องจากยาที่ใช้อาจจะไม่ตรงกับโรคที่เป็น หรือใช้ขนาดยาที่ไม่ถูกต้อง หรืออาจจะมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่แต่ละคน อาจจะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากการดำเนินโรคที่ต่างกัน รวมทั้งประวัติการแพ้ยา ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน จึงอยากขอให้ปรึกษาแพทย์จะดีกว่าการพยายามรักษาเอง

    ที่มาข้อมูล : http://www.clinicdek.com
    http://www.bangkokhealth.com
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 6:47

     
    การเปลี่ยนลูกบิดประตู
       
    ช่วงนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังกับเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งหนึ่งแล้วสำหรับผู้ที่กำลัง จะได้เป็นเจ้าของบ้านหลังใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นบ้านสร้างใหม่หรือบ้านมือสอง) สิ่งแรกที่ควรทำก่อนเข้าไปอยู่ในบ้านก็คือ การเปลี่ยนลูกบิดประตู เพราะลูกบิดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของบานประตูที่ทำหน้าที่ช่วยให้เราสามารถเปิด - ปิดหรือล็อคประตูได้ โดย เฉพาะลูกบิดประตูที่อยู่ด้านหน้าของตัวบ้าน เนื่องจากเป็นด่านแรกในการเข้า - ออก ทั้งนี้ก็ เพื่อป้องกันเหล่ามิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีต่อทรัพย์สินภายในบ้านนั่นเอง



    วิธีการเปลี่ยนลูกบิดประตู

    1. การถอดลูกบิดออกจากประตู เริ่มด้วยการหารูเล็กๆ ที่บริเวณมือจับ (ลูกบิด) ด้านใน จากนั้นให้ใช้คลิปหนีบกระดาษ ตะปูหรือแผ่นโลหะปลายแหลมขนาดเล็กที่ให้มาพร้อมกับ ลูกบิดประตูตัวใหม่ (ถ้ามี) แล้วกดลงไปในรูเพื่อให้แกนล็อคลูกบิดคลายตัวออก

    2. จากนั้นค่อยๆ ใช้มือดึงหัวลูกบิดออกมาจากกระบอกแกน แล้วจึงใช้ไขควงปาก แบนค่อยๆ งัดที่ฝาครอบปิดฐานเพื่อเปิดออก) [ฝาครอบบางรุ่นจะมีเกลียวในตัว ดังนั้นจึงต้องลองหมุนฝาครอบเพื่อคลายเกลียวดูก่อน ถ้าเราใช้ไขควงงัดแรงเกินไปฝาครอบอาจเสียหายได้]

    3. ถอดตะปูเกลียวที่แผ่นปิดขอบออกด้วยไขควงแบบหัวสี่แฉกแล้วจึงดึงมือจับ ด้านนอกออกมาจากประตู

    4. จากนั้นก็ใช้ไขควงมาถอดแป้นสลักกลอนออกจากช่องที่ขอบประตูเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในการถอดลูกบิดตัวเก่าออกจากประตู
    ส่วนวิธีการใส่ลูกบิดตัวใหม่นั้นก็มีขั้นตอนไม่ต่างไปจากการถอดลูกบิดออกจาก บานประตู เพียงแต่เราทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาโดยย้อนกลับไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการ ใส่แปลลักกลอนตัวใหม่กลับเข้าที่ช่องขอบประตู จากนั้นใส่กระบอกแกนพร้อมลูกบิดจาก ด้านนอก แล้วจึงมายึดแผ่นปิดขอบด้านในด้วยตะปูเกลียว จากนั้นก็ใส่ฝาครอบและหัวลูก บิดด้านในเพื่อความเรียบร้อยสวยงาม และเมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็ให้ทดลองไขกุญแจแล้วขยับไปมาเพื่อตรวจหาข้อบกพร่องต่างๆ อีกครั้ง

    นอกจากนี้วิธีการถอด - ใส่ลูกบิดประตูดังกล่าวยังสามารถใช้แก้ไขลูกบิดที่ชำรุด อาทิ ลูกบิดหลวม ฝาครอบหลุดจากกระบอกแกนหรือรูกุญแจติดขัดได้ดีอีกด้วย
    ที่มาข้อมูล : บ้านและสวน
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 6:59

     
    การดูแลรักษาตู้เย็น
       
    ในปัจจุบัน ตู้เย็น กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกบ้านไม่สามารถขาดได้ ไม่ว่าจะในครอบครัวขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ การเลือกซื้อตู้เย็นก็เป็นไปตามขนาดของครอบครัว และสไตล์ของผู้ใช้ แต่การที่จะใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างคงทนและคุ้มค่าที่สุด เราควรจะเรียนรู้วิธีการใช้ที่ถูกต้องและการดูแลรักษาเบื้องต้น เพื่อที่จะสามารถยืดอายุการใช้งานอีกทั้งยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแล้วคงหนีไม่พ้นการใช้ไฟฟ้าอย่างสูงเช่นเดียวกัน

    การใช้ตู้เย็นให้ถูกวิธี

    • เลือกใช้ขนาดที่เหมาะสมกับครอบครัว
    • ตั้งวางตู้เย็นให้อยู่ห่างจากแหล่งความร้อน
    • อย่านำอาหารที่ร้อน ใส่เข้าตู้เย็นทันที
    • หมั่นละลายน้ำแข็งออก
    • หมั่นทำความสะอาดแผงระบายความร้อน
    • ไม่ควรเปิดประตูตู้เย็นบ่อยๆ หรือปล่อยให้เปิดทิ้งไว้
    • ดูแลประตูตู้เย็นให้ปิดสนิทเสมอ
    วิธีการง่ายๆ ในการดูแลรักษาตู้เย็นในบ้านของเรามีอยู่เพียงไม่กี่วิธี ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน เพราะตู้เย็นก็เปรียบเสมือนที่พักอาหารก่อนเข้าสู่กระเพาะของเรา ถ้าตู้เย็นของคุณไม่สะอาดก็จะส่งผลให้คุณได้รับเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เข้าไปในร่างกายได้ง่าย

    การทำตู้เย็นให้สะอาดทำได้ไม่ยากเพียงนำผ้าชุบน้ำอุ่นที่ผสมกับผงฟูเล็กน้อย เช็ดด้านในของตู้เย็นหรืออาจใช้น้ำยาเช็ดตู้เย็นเช็ดก็ได้โดยเช็ดเป็นประจำจะช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่องเก็บผลไม้ เนื่องจากเป็นช่องที่อยู่ใต้สุดของตู้จึงทำให้มีน้ำขังอยู่เสมอ และในชั้นวางของด้านข้างของตู้เย็น ซึ่งจะเป็นบริเวณที่เราใช้บ่อยที่สุด จึงมักจะมีคราบสกปรกติดอยู่เสมอ

    นอกจากนี้การละลายน้ำแข็งก็จะช่วยให้ระบบความเย็นของตู้เย็นมีการหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี หากปล่อยให้น้ำแข็งตัวกันหนาแล้วจะทำให้ล้นออกมาจนไม่สามารถปิดประตูตู้ได้สนิทอีกด้วย ส่วนอาหารที่แช่อยู่ในตู้เย็นเราควรที่จะนำออกมาห่อกระดาษหนังสือพิมพ์หลายๆ ชั้น เพราะจะช่วยรักษาสภาพความเย็นไว้ได้ประมาณ 1-2 ชั้วโมง

    การดูแลเครื่องควบแน่น หรือขดลวดที่อยู่ด้านหลังของตู้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะขดลวดเหล่านี้ทำหน้าที่ในการขับไล่ความร้อนออกจากตู้เย็น ดังนั้นการติดตั้งตู้เย็นจึงไม่ควรที่จะตั้งชิดผนังจนเกินไปและควรระวังไม่ให้มีอะไรมากันทางระบายอากาศด้วย นอกจากนั้น อาจทำได้ด้วยการดูดฝุ่นที่เกาะอยู่อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยทำให้ขดลวดได้รับลมเย็นๆ และคลายความร้อนได้ดีมากขึ้น

    ข้อควรระวัง

    • ในการเช็ดทำความสะอาดตู้เย็นไม่ควรใช้ผงซักฟอกเช็ดด้านในของตู้เด็ดขาด เพราะกลิ่นของผงซักฟอกจะเกาะติดอาหารที่อยู่ภายในตู้ อีกทั้งน้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ก็ควรจะหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดเช่นกัน เพราะจะทำให้วงจรภายในตู้เย็นเสียหายได้

    • การละลายน้ำแข็งภายในตู้เย็นไม่ควรใช้อุปกรณ์ใดๆ มางัดแงะน้ำแข็งออกเด็ดขาด หากต้องการเร่งการสลายตัวของน้ำแข็งนั้น ควรจะเปิดประตูตู้ทิ้งไว้แล้วนำหม้อหรือขันโลหะใส่น้ำอุ่นวางในช่องแข็งเพื่อเร่งให้น้ำแข็งละลายได้รวดเร็วขึ้น

    • การนำอาหารใส่กลับเข้าไปในตู้เย็นหลังจากทำความสะอาดตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว ควรทำความสะอาดห่อบรรจุอาหารเสียก่อน เพื่อป้องกันความชื้นที่ติดมากับหีบห่อ เพราะจะทำให้เกิดการจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะภายในตู้ซ้ำอีก
    จากที่กล่าวมานี้จะเป็นได้ว่าเป็นวิธีการที่สามารถทำได้อย่างสะดวก ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน อีกทั้งยังช่วยประหยัดทั้งเงิน และเวลาได้อีกมาก หากเราทำเป็นประจำก็จะช่วยให้ตู้เย็นของเราน่าใช้ ความสะอาดของตู้เย็นจะส่งผลให้สุขภาพของคนในครอบครัวดีตามไปด้วย ไม่ต้องหวังประสิทธิภาพจากฉลากเบอร์ 5 เราก็สามารถช่วยชาติประหยัดพลังงานได้อีกด้วย ...
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 7:00

     

    อย่ามองข้าม...เชื้อโรค ในห้องน้ำ



    อย่ามองข้าม...เชื้อโรค (ในห้องน้ำ) (momypedia)
    โดย: พู่กันต์


             ห้องน้ำ...มุมที่เราหลายคนระวังตัวน้อยที่สุดในบ้าน แต่รู้ไหมคะว่าถ้าดูแลไม่ดีพอ ในห้องน้ำจะกลายเป็นแหล่งชุมนุมของเชื้อโรคขนาดเล็ก ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามากมายเชียวล่ะ

    1. ผ้าม่านพลาสติก

             มีคำยืนยันจากนักจุลชีววิทยาแล้วค่ะว่า คราบสีดำที่เกาะอยู่กับผ้าม่านพลาสติกในห้องน้ำนั้น ก็คือแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่จะช่วยทำให้แบคทีเรียชนิดนี้เติบโตได้ดีก็คือ ละอองจากการเรอ จาม และไอของคนค่ะ 

             Safety Tip ควรถอดผ้าม่านพลาสติกไปซักอาทิตย์ละครั้งหรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง

    2. ฟองน้ำถูตัว 

             ฟองน้ำที่ใช้ถูตัวที่เป็นสิ่งชำระความสกปรกตามซอกต่าง ๆ ของร่างกาย แถมยังต้องเปียกชื้นอยู่เกือบตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเป็นอย่างดี 

             Safety Tip คุณแม่ควรเลือกฟองน้ำถูตัวที่ไม่หนามาก ซักฟองน้ำถูตัวด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังใช้ และควรแขวนตากให้แห้งด้วย

    3. แปรงสีฟัน 

             ห้องน้ำมีเชื้อโรคหลายชนิด หนึ่งในเชื้อโรคนั้นคือ โรตาไวรัสและเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสที่ติดโดยการสัมผัสผ่านทางจมูกและปาก เพราะฉะนั้นต้องระวังของใช้ส่วนตัว (ชิ้นเดียว) ที่มักวางอยู่ในห้องน้ำและต้องเอาเข้าปากอย่างแปรงสีฟันเป็นพิเศษ 

             Safety Tip หากล่องเก็บแปรงสีฟันโดยเฉพาะที่มีรูระบายอากาศ เพื่อป้องกันความเปียกชื้น และล้างแปรงสีฟันทุกครั้งก่อนแปรงฟัน

    4. อ่างล้างหน้า 

             เป็นที่อุดมไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชอบความเปียกชื้นเป็นพิเศษ ในบางบ้านอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาศัยอยู่ด้วย 

             Safety Tip ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรทำความสะอาดทุกวัน

    5. ชักโครก 

             เครื่องใช้ที่รองรับของเสียทั้งหลายจากร่างกาย ไม่ต้องบอกก็พอเดากันได้ว่า การทำธุระส่วนตัวแต่ละครั้งจะมีเชื้อโรคแพร่กระจายมากมายแค่ไหน แถมใต้ฝารองนั่งก็ยังมีเชื้อโรคต่าง ๆ แฝงอยู่ไม่น้อย 

             Safety Tip ล้างชักโครกด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกอาทิตย์ และอย่าลืมยกฝาชักโครกขึ้นขัดทำความสะอาดด้วยนะคะ

    6. ผ้าเช็ดมือ-เช็ดเท้า 

             เพราะเปียกชื้นอยู่แทบตลอดเวลา หากคุณแม่มีแต่เช็ด เช็ด เช็ด แล้วก็เช็ด แต่ไม่เปลี่ยนผืนบ้าง ผ้าเช็ดมือ-เช็ดเท้าจะกลายเป็นที่อาศัยของเชื้อราไปโดยปริยาย 

             Safety Tip ควรแขวนผ้าเช็ดมือหรือวางผ้าเช็ดเท้าในที่ลมผ่าน หรือเอาออกมาตากให้แห้งหลังใช้งานทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นที่หมักหมมของเชื้อโรคที่รักความอับชื้นทั้งหลาย 

             ห้องน้ำอากาศไม่ถ่ายเทและชื้นอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นยอดทีเดียว กิจวัตรประจำวันทุกวันของเราในห้องน้ำ ก็มีส่วนทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้อย่างดี ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องรู้เท่าทันจุดที่มีเชื้อโรคหมักหมมหรือก่อตัวได้ง่าย และหมั่นทำความสะอาดแหล่งเพาะเชื้อโรคนั้นเป็นประจำค่ะ

    โดย - ket - วันที่ 25 กรกฎาคม 2553 เวลา 21:38

     
    แนะวิธีจัดบ้านใหม่ "ถูกใจสมอง" รับปีกระต่ายทอง
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2554 08:48 น.
           เมื่อพูดถึง "บ้าน" นอกจากจะเป็นวิมานแห่งความสุขของใครหลาย ๆ คนแล้ว ยังเป็นวิมานของสมองที่หากจัดสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม หรือจัดวางสิ่งของไม่เป็นที่เป็นทาง หยิบจับอะไรไม่สะดวก เชื่อหรือไม่ว่า อาจส่งผลถึงความพร้อมในการเรียนรู้ และการทำงานของสมองได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ก็ตาม
           
           ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ไทยนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นจัดบ้านใหม่ให้ดีกับสมองกัน โดย วนิษา เรซ หรือ หนูดี ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ และผู้เขียนหนังสือจัดบ้านใหม่ถูกใจสมอง บอกถึงความสำคัญว่า สมองมนุษย์ต้องการความเป็นระเบียบแบบแผน ขณะเดียวกันก็ต้องการเวลาพักจากเรื่องวุ่น ๆ รวมไปถึงความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ไม่กังวลต่อสิ่งใด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของบ้านควรจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เป็นมิตรกับสมองด้วย
           
           "คนส่วนมากใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านมากที่สุด แต่นอกจากบ้านจะเป็นที่พักอาศัยแล้ว ยังเป็นวิมานของสมองที่ต้องจัดให้โล่ง และเป็นระเบียบ ถ้าบ้านรก หรือจัดวางสิ่งของไม่เป็นที่เป็นทาง หยิบจับอะไรไม่สะดวก สมองก็จะรู้สึกรก เชื่องช้าลง ไม่พร้อมที่จะคิด และสร้างสรรค์งาน" ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพอธิบาย
           
           ไม่เพียงแต่การจัดบ้านจะมีผลต่อสมองของผู้ใหญ่เท่านั้น ในเด็กเองมีข้อมูลยืนยันของสถาบันจิตศาสตร์ในลอนดอน ซึ่งทำการศึกษาเด็กฝาแฝดชาวอังกฤษเกือบ 8,000 คน ทั้งที่เป็นแฝดแท้ และแฝดเทียมในช่วงอายุ 8-10 ขวบ ได้ข้อสรุปว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในบ้านที่คับแคบ ข้าวของวางระเกะระกะ และมีเสียงดังอึกทึกครึกโครม มีแนวโน้มที่จะมีความเฉลียวฉลาดน้อยกว่าเด็กที่โตในบ้านที่เป็นระเบียบ
           
           โดยงานวิจัยนี้ถือเป็นงานชิ้นแรกที่ระบุชัดเจนว่า สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากกว่ายีน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเป็นเด็กฝาแฝดทั้งแฝดแท้ และแฝดเทียม ซึ่งหมายความว่าเด็กบางคู่มียีนชุดเดียวกัน ขณะที่บางคู่ก็่มียีนครึ่งหนึ่งเหมือนกัน
           
           ดังนั้นการที่เด็กอาศัยอยู่ในบ้านที่รกจะฉลาดน้อยกว่านั้น นักวิจัยอธิบายชัดเจนว่า เพราะสภาพแวดล้อมที่รกรุงรัง ไม่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้เท่าที่ควร ผิดกับบ้านที่เป็นระเบียบเรียบร้อย จะหยิบจะจับอะไรก็ง่ายดาย

           แนะวิธีจัดบ้านให้ถูกใจ "สมอง"
           
           ความสำคัญข้างต้น เห็นได้ว่า การจัดบ้านใหม่ให้ดีกับสมองเป็นเรื่องจำเป็น หนูดีให้แนวทางง่าย ๆ บนพื้นฐานงานวิจัยของ Caine & Caine’s (1993) ว่า อย่างแรกต้องไม่ปล่อยให้บ้านรก เพราะการที่บ้านรก หรือมีสิ่งของเกะกะขวางทางไม่เป็นระเบียบ จะทำให้สมองรู้สึกรก และไม่เป็นระเบียบแบบแผนตามไปด้วย
           
           นอกจากนี้ ภายในบ้านต้องมีการแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ถ้าไม่มีห้อง ควรหาที่กั้นมาแบ่งพื้นที่ในแต่ละโซน เพื่อให้สมองแบ่งแยกการทำงานได้อย่างถูกต้อง และไม่เกิดความสับสน
           
           "คนส่วนใหญ่มักใช้ห้องนอนเป็นห้องทำงาน หรือบางคนชอบทำงาน และอ่านหนังสือบนเตียง ซึ่งการจัดบ้านให้มีพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้สมองสับสนได้ว่า สรุปแล้ว ห้องนี้เอาไว้นอน หรือเอาไว้ทำงานกันแน่ ส่งผลให้สมองพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ เพราะสำหรับสมองแล้วห้องนอนคือเอาไว้นอน" หนูดีบอก
           
           ส่วนการจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องแต่ละห้องของบ้าน หนูดีเริ่มแนะนำจาก ห้องนอน ควรจัดให้เป็นห้องที่โล่ง สีห้องควรให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เช่น สีฟ้า หรือสีครีม ไม่แนะนำให้มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในห้องนอน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่การชาร์จแบตโทรศัพท์ เพราะคลื่นไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะส่งสัญญาณรบกวนการพักผ่อนของสมองได้

    หนูดี-วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ
           "กระบวนการของการรับส่งข้อมูลในสมองจะเป็นแบบประจุไฟฟ้า เมื่อสมองถูกรบกวนด้วยคลื่นไฟฟ้า จะส่งผลให้สมองพักผ่อนไม่เต็มที่ ทางที่ดีควรทำให้เป็นห้องที่เปิดเข้าไปแล้ว รู้สึกผ่อนคลาย สงบ ถ้ามีเสื้อผ้า ควรมีตู้ใส่ให้มิดชิด และเป็นระเบียบด้วย" หนูดีให้แนวทาง
           
           ส่วน ห้องทำงาน เป็นห้องที่ควรมีพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ ให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เอกสาร หรืออุปกรณ์สำหรับทำงาน ไม่วางระเกาะระกะเต็มโต๊ะจนดูรก เพราะไม่เช่นนั้นจะเปลืองพลังสมองเมื่อต้องหาสิ่งของที่จัดเจ็บไม่เป็นระเบียบ เกิดความกังวล หงุดหงิด และอารมณ์เสียได้ง่าย
           
           "บ้านที่มีคอมพิวเตอร์ ควรมีโต๊ะที่เหมาะสมในการจัดวาง โดยเฉพาะลิ้นชักที่วางแป้นพิมพ์ เพราะถ้าหากจัดวางไม่เหมาะสม ท่าในการทำงานบางท่า อาจเป็นอันตรายต่อเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมองได้ เช่น เส้นเลือดบริเวณคอ ดังนั้นหากก้มมาก ๆ จะทำให้ปวดคอ ปวดศีรษะ และเป็นไมเกรนตามมา" หนูดีเผย
           
           มาถึง ห้องรวม หรือห้องนั่งเล่น ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก แต่หากบ้านที่รับนิตยสาร วารสาร หรือหนังสือพิมพ์ หนูบอกแนะว่า ควรมีพื้นที่จัดเก็บให้เรียบร้อย หรือบางเล่มถ้าเก่ามากแล้ว ควรนำไปชั่งขายให้กับพ่อค้าขายของเก่า เพื่อลดการใช้พื้นที่ ไม่ทำให้บ้านรกอีกด้วย
           
           อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะจัดบ้านให้ถูกใจสมอง ไม่รก หรือแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจนแล้ว หนูดีเสริมว่า เจ้าของบ้านต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับอารมณ์ของตัวเอง และผู้ร่วมอาศัยด้วย ถ้าหากสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ของคนในบ้านไม่เป็นมิตรต่อกัน เช่น เย็นชา หรือใช้อารมณ์ที่รุนแรงใส่กันบ่อยๆ จะเป็นตัวทำร้ายสมองให้เกิดความกังวล และความเครียดได้ง่าย
           
           "บ้านก็เหมือนอาหาร การกินอาหารที่ดีเช่น ปลา ไม่ได้ทำให้ฉลาดในทันที แต่เป็นสารอาหารที่ทำให้สมองพร้อมใช้งาน และพร้อมเรียนรู้ บ้านก็เช่นกัน จัดบ้านดีใช่ว่าจะทำให้ทุกคนในบ้านฉลาด แต่มันทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เปลือง หรือเสียพลังงานสมองให้กับบ้านที่รกตาเมื่อหาของสำคัญไม่เจอ" หนูดีทิ้งท้ายถึงความสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมของบ้าน เพราะเชื่อว่า ถ้าบ้านยิ่งอยู่ยิ่งสมองดีจะมีทุนตั้งต้นไปต่อทุนในโลกนี้ได้อีกมากมาย

    โดย - ket - วันที่ 4 มกราคม 2554 เวลา 8:33

     
    30 กิจกรรมเพื่อยามเย็นมีสุขของครอบครัว
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 ธันวาคม 2553 12:07 น.
    ขอบคุณภาพจาก a1airconditioning.ca
           มีหลายครอบครัวทีเดียวค่ะที่ตกเย็นกลับบ้านมาเจอกันพร้อมหน้า กลับมีกิจกรรมร่วมกันแค่ไม่กี่อย่าง เช่น รับประทานมื้อเย็นด้วยกัน ล้างจาน ดูทีวี จากนั้นก็แยกย้ายกันไปตามมุมสะดวกของแต่ละคน กลายเป็นไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันให้เกิดประโยชน์ และความสุขสมกับที่สร้างเป็นครอบครัวขึ้นมา
           
           สำหรับครอบครัวที่จำเจอยู่กับกิจกรรมซ้ำ ๆ เดิม ๆ วันนี้เราขอยกตัวอย่างกิจกรรมง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ยามเย็นมาฝากคุณพ่อคุณแม่และคุณลูกกันค่ะ เผื่อจะได้นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว และได้มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้นค่ะ
           
           1. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วยกัน เช่น อาจฝึกภาษามือ เรียนภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ
           
           2. ไปไหว้พระที่วัดแถวบ้าน
           
           3. เล่นว่าว กิจกรรมนี้ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครเล่นกันแล้ว เพราะพื้นที่ว่างเหลือน้อยลง บ้างก็ย้ายเคหสถานไปอยู่บนคอนโดมิเนียม เลยทำให้การเล่นว่าวในยุคนี้เหลือเพียงชื่อ และความทรงจำกันเท่านั้น แต่ถ้าที่บ้านมีลานโล่ง ๆ ลมเย็น ๆ ก็น่าจะลองหาว่าวสวย ๆ มาเล่นกันอีกครั้งนะคะ
           
           4. วาดภาพเล่นกัน จะสีน้ำ สีชอล์ก สีเทียน หากมีสีที่บ้าน พร้อมกระดาษ ก็ลองมาเป็นจิตรกรสมัครเล่นกันสักหน่อยค่ะ
           
           5. จัดการเปิดเตาปิ้งย่าง เตรียมของสดอร่อย ๆ มาปิ้งรับประทานกัน อาจจะเปิดเพลงไปด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศ พร้อมกับผลัดกันเล่าเรื่องราวดี ๆ ของแต่ละคนที่ได้พบเจอมา (อย่าลืมช่วยกันเก็บกวาดหลังปิดเตาด้วยนะคะ)
           
           6. พาลูกไปพายเรือเล่น เดี๋ยวนี้อาจหาลำคลองให้พายเรือไม่ได้ง่าย ๆ เหมือนสมัยก่อน แต่ก็ยังมีบางสถานที่ที่เปิดให้เข้าไปใช้บริการอยู่ ถ้าไม่ไกลเกินไป ลองพาลูกไปพายเรือเล่น หรือนั่งเรือเล่นกันก็ดีค่ะ เพราะอากาศยามเย็นบริเวณริมแม่น้ำ - สระน้ำนั้นค่อนข้างดีทีเดียว
           
           7. เขียนจดหมายหาญาติผู้ใหญ่ กิจกรรมนี้ก็ไม่ค่อยได้ทำกันแล้วใช่ไหมคะ เพราะเดี๋ยวนี้หลายครอบครัวแค่ยกหูโทรศัพท์ก็สามารถไต่ถามทุกข์สุขกันได้แล้ว ลองเปลี่ยนมาเป็นเขียนจดหมาย ทำการ์ดสวย ๆ กันดูบ้าง ญาติผู้ใหญ่ได้รับท่านก็ชื่นใจไม่แพ้โทรศัพท์ไปหาค่ะ
           
           8. ไปขี่จักรยานเล่นกัน
           
           9. ซื้อไอศกรีมจากร้านค้าแถวบ้านกันคนละแท่ง แล้วก็เดินเล่นตอนเย็น ๆ ไปรับประทานไอศกรีมกันไป
           
           10. เล่นดนตรีด้วยกัน หากคุณพ่อคุณแม่มีฝีมือทางดนตรีอยู่บ้าง ลองหยิบกีตาร์ เคาะเปียโนเป็นเพลงกันดูบ้างก็ดีค่ะ แล้วให้ลูก ๆ ร่วมร้องด้วยกันก็น่าสนุกดี
           
           11. หาซีดีคอนเสิร์ตดี ๆ มาดูด้วยกัน
           
           12. ไปอ่านหนังสือแปลก ๆ ที่ห้องสมุด
           
           13. พาสุนัขไปเดินเล่น
           
           14. นั่งรถไปย่านชานเมือง ดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน

    ขอบคุณภาพจาก brita.com.au
           15. เล่นเกม เกมที่ว่านี้อาจเป็นเกมเศรษฐี หรือเกมที่มาเป็นกล่อง ๆ ให้เล่นกันตามความพอใจ หรือหากใครมีเครื่องนินเทนโด วี จะลองเอามาตีเทนนิสออกกำลังขยับแขน ขากันดูบ้างก็ได้ค่ะ
           
           16. ชวนเพื่อนของลูก หรือเพื่อนของคุณพ่อคุณแม่มารับประทานมื้อเย็นด้วยกัน
           
           17. ไปว่ายน้ำ
           
           18. จัดกิจกรรมตั้งคำถามถึงสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วช่วยกันหาคำตอบ เช่น ลองตั้งคำถามว่า หากลูก ๆ เกิดหลงทางกับพ่อแม่ขึ้นมาจะทำอย่างไร เป็นต้น
           
           19. เปิดห้องเรียนสอนลูกเรื่องการบริหารเงิน
           
           20. หนังดูภาพยนตร์เก่า ๆ ดี ๆ ด้วยกัน
           
           21. ร่วมกันเขียน "เป้าหมายของบ้านเราในปีนี้ - ปีหน้า"
           
           22. ออกความเห็นร่วมกันว่าจะซื้ออาหารแห้งอะไรเข้าบ้านในสุดสัปดาห์นี้ดี โดยอาจกำหนดงบประมาณเอาไว้ แล้วซื้อให้ไม่เกินงบ หากทำได้สำเร็จจะมีรางวัล เป็นต้น
           
           23. เล่นเกมหาสมบัติ
           
           24. นำภาพถ่ายเก่า ๆ สมัยคุณพ่อคุณแม่ยังเด็กออกมาล้อมวงนั่งดูกัน พร้อมอธิบายถึงชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต
           
           25. นั่งวาด Family Tree เพื่อให้ลูก ๆ ได้เข้าใจ และเห็นภาพของลำดับญาติพี่น้องทั้งฝั่งคุณพ่อและคุณแม่มากขึ้น
           
           26. กางเต๊นท์นอนดูดาวนอกบ้าน หากมีเต๊นท์อยู่ และทำอย่างไรก็ไม่ได้กางเสียที ลองนำมากางเล่นในสวนหน้าบ้าน แล้วชวนลูก ๆ เปลี่ยนที่นอนกันเสียเลย แต่ต้องเลือกฤดูที่ยุงน้อย ๆ หน่อยนะคะ จะได้ไม่ถูกรบกวนมาก
           
           27. ไปเดินเล่นที่สะพานข้ามแม่น้ำ มีหลายสะพานที่ยามเย็นมีกิจกรรมให้คนมารวมตัวกันมากมาย ทั้งนักศึกษามาถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกไปส่งอาจารย์ ชาวบ้านมาตกปลาไปเป็นมื้ออาหาร หากพาลูก ๆ ไปดูก็จะได้เห็นผู้คนในอีกด้านหนึ่ง
           
           28. ชวนกันทำความสะอาดบ้าน
           
           29. พาลูกไปร่วมกิจกรรมที่จัดโดยชุมชนแถวบ้าน อาจจะเป็นช่วงปีใหม่ สงกรานต์ ฯลฯ ที่คนในชุมชนรวมตัวกันทำบุญเลี้ยงพระ หากมีโอกาสลองพาลูกไปร่วมทำบุญ - ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ก็จะเป็นการดีไม่น้อย
           
           30. เล่นเกมฝึกสมอง ประลองปัญญา ประเภท Sudoku, crosswords
           
           30 กิจกรรมตัวอย่างนี้อาจพอให้ไอเดียกันไปบ้างไม่มากก็น้อย ทีมงานเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เวลายามเย็นของครอบครัวคุณผู้อ่านได้รับประโยชน์ และความสุขกันอย่างแน่นอน หรือหากท่านใดมีกิจกรรมดี ๆ ของครอบครัวต้องการนำเสนอเพื่อเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวอื่น ๆ เราก็ขอขอบคุณในความกรุณามา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

    โดย - ket - วันที่ 4 มกราคม 2554 เวลา 8:39

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    หอยทาก" นับพันตัว! บุกแฟลตตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก (ชมคลิปชัดๆ) (ดีโพลมา2572)ร่วมกับสื่อสย
    หนังเรื่องคัมภีร์หยุดกระสุน (ดีโพลมา2571)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2570)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    ตำรวจแคนาดาเผยภาพนาทีระทึก มือปืนบุกเข้าไปกราดยิงในรัฐสภา (ชมคลิป) (ดีโพลมา2569)ร่วมกับส
    หนังเรื่องทะลักจุดแตก(ดีโพลมา2568)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    หนังเรื่องทะลักจุดแตก
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2567)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    กฎหมายเรื่องการวิ่งเต้นล้มคดี(ดีโพลมา2566)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27(ดีโพลมา2565)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2564)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน
    ลูกครูญี่ปุ่น ถูกฆ่าหั่นศพ รุดพบตำรวจ (ดีโพลมา2563)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 26(ดีโพลมา2562)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
    ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2561)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    ขับรถอย่างไรจึงไม่ปวด
    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา “สมชาย ไพบูลย์” แนวร่วม นปช.และอดีต ส.ข.บางบอ
    รพ.จุฬาลงกรณ์ เชิญประชาชนร่วมบำเพ็ญกุศล (ดีโพลมา2559)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม -ตอนที่ 25(ดีโพลมา2558)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ไปเที่ยวเดอะกะตะรีสอร์ทที่ภูเก็ตมา(ดีโพลมา2557)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน).
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2560)
    กฎหมายค่าส่วนกลาง(ดีโพลมา2559)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 24 (ดีโพลมา2558)
    กินอย่างไร เมื่อไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
    กินอย่างไรห่างไกลเบาหวาน
    กินอย่างไร เมื่อเป็นโรคเบาหวาน
    หางาน part time งานผ่านเน็ต รับงานทำที่บ้านได้ คลิก
    โรคความดันโลหิตสูง รักษาได้ แค่หลีกให้ไกลจากโซเดียม
    อีเมล และสมอง อัศจรรย์แห่งการเชื่อมโยง
    Japanese Language Course
    แค่หลับสนิท ก็ผอมได้ไม่น่าเชื่อ!
    อลังการอะ ศิลปะบนผนังที่ห้างรูปเกือกม้าในเนเธอร์แลนด์
    วิธีลดน้ําหนัก 5 กิโล 1 อาทิตย์ สูตรเด็ดที่สาว ๆ ต้องคิดก่อนลอง !
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2556)
    สตช. เพิ่งตื่น สั่งเข้มปราบปรามแหล่งเงินกู้นอกระบบ(ดีโพลมา2555)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 23(ดีโพลมา2554)
    30 วิธีฉลาดสุดๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณ “ง่ายขึ้น” ไปดูว่ามีอะไรบ้าง!
    การปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเป็นคนที่มีความสุขทำอย่างสม่ำเสมอ
    งานพิเศษ งานรายได้เสริม ใช้เวลาว่างๆ 2-3 ชั่วโมง ทำงาน ที่นี่ค่ะ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2553)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่18ต.ค.2557(ดีโพลมา2552)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 22(ดีโพลมา2551)
    ตามหาญาติ (ดีโพลมา2550)
    หางานทำที่บ้าน งานทำทางเน็ต สร้างรายได้ที่บ้านค่ะ
    เลือกที่พัก รายวัน รายเดือน อย่างไรดี
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2549)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2548)
    แต่งตั้งนายตำรวจราชสำนัก (ดีโพลมา2547)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 21ขอขอบคุณที่มาของข่าว/ภาพจากผู้ที่มีชื่ออยู่ด้านล่างนี้ทุก

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 62.4001ms