เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 2842 คน
Wisdom
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • *** สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ** ๑ ราชอาณาจักรไทย..สืบพลังความดี จากบรรพชน (6)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติศาสตร์ปัตตานี ดารุสสลาม (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พระยาพิชัยดาบหัก........สายสกุล..วิชัยขัทคะ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พระเจ้าเมืองสงขลา หรือ สุลต่าน สุไลมาน (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติราชวงศ์จักรี (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ขุมทรัพย์... จาก สตีฟ จอบส์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สุนัข / ร็อตไวเลอร์ !!! อีกกี่คน ถึงจะมีวันจบ+ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เด็กอ่อน....เสียชีวิต เพราะคนเลี้ยงขาดสติ *+ (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • คนเสร็จผี โทรศัพท์...ที่ ตู้ ATM (4)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ไฟ...เมื่อคน..เผาบ้านตัวเอง (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บูชาพระธาตุ ประจำปีเกิด (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บ้านโดนยกเซฟ....ใครประมาท (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เศรษฐศาสตร์ (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • มุสลิม (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การศึกษา.. มหาลัยโลกกว้าง (10)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กฏหมาย ..สามัญประจำบ้าน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ขุนพันธรักษ์ราชเดช (24)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ยุโรป.... ท่องเที่ยว (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • จ่าดำ วีรชน ผู้พลีชีพเพื่อปกป้องมาตุภูมิ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บูชาแผ่นดินแม่ แทนคุณบ้านเกิด (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ตุลาคม 2557>
     
    40293012345
    416789101112
    4213141516171819
    4320212223242526
    44272829303112
    453456789
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 92960
    • เฉพาะวันนี้ 56
    • ความคิดเห็น 377
    • จำนวนเรื่อง 64
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    English is FUN
    15 กรกฎาคม 2553 - 7:13:00

     
    ลูกหมู 3 ตัว (Three Little Pigs)
       
    ลูกหมู 3 ตัว (Three Little Pigs)



    (คลิก play เพื่อฟังนิทานเป็นภาษาอังกฤษ)


    There was once a family of pigs. The mother pig was very poor, and so she sent her three little pigs out to seek their fortunes. The first that went off met a man with a bundle of straw, and said to him:
      (มีหมูอยู่ครอบครัวหนึ่ง แม่หมูมีฐานะยากจนมาก ดังนั้นเธอจึงส่งลูกทั้ง 3 ของเธอออกไปเผชิญโชคชะตาของตัวเอง ลูกหมูตัวแรกออกไปเจอชายคนหนึ่งกับมัดฟาง และลูกหมูได้บอกกับชายคนนั้นว่า)
    "Please, man, give me that straw to build me a house."
      ("ได้โปรดเถอะท่าน ขอฟางเหล่านั้นให้ฉันเอาไปสร้างบ้านด้วยเถอะ")
    Which the man did, and the little pig built a house with it. Presently came along a wolf, and knocked at the door, and said:
      (เมื่อชายคนนั้นตกลง ลูกหมูจึงสร้างบ้านขึ้นด้วยฟางเหล่านั้น แต่ในไม่ช้า หมาป่าตัวหนึ่งก็มาเคาะที่ประตูบ้าน แล้วพูดว่า)
    "Little pig, little pig, let me come in."
      ("เจ้าหมูน้อย เจ้าหมูน้อย ให้ข้าเข้าไปข้างในเถอะ")
    To which the pig answered:
      (ลูกหมูตัวนั้นตอบว่า)
    "No, no, no, not by the hair of my chiny chin chin."
      ("ไม่ ไม่ ไม่ สาบานได้เลยว่าไม่มีทาง")
    The wolf then answered to that:
      (ดังนั้นหมาป่าจึงตอบกลับไปว่า)
    "Then I’ll huff, and I’ll puff, and I’ll blow your house in."
      ("ถ้าอย่างนั้น ข้าจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเป่าพังบ้านของเจ้าเข้าไปข้างใน")
    So he huffed, and he puffed, and he blew his house in, and ate up the little pig.
      (มันจึงสูดลมเข้าไปเต็มปอด แล้วเป่าพังบ้านเข้าไป และมันก็กินลูกหมูตัวนั้น)
    The second little pig met a man with a bundle of furze, and said:
      (ส่วนลูกหมูตัวที่สองก็ออกไปเจอชายคนหนึ่งกับกองกิ่งต้นเฟิส จึงพูดว่า)
    "Please, man, give me that furze to build a house."
      ("ได้โปรดเถอะท่าน ขอกิ่งต้นเฟิสเหล่านั้นให้ฉันเอาไปสร้างบ้านด้วยเถอะ")
    Which the man did, and the pig built his house. Then along came the wolf, and said:
      (เมื่อชายคนนั้นตกลง และลูกหมูสร้างบ้านของตัวเองแล้ว ในเวลานั้นเอง หมาป่าก็มาพบ และพูดว่า)
    "Little pig, little pig, let me come in."
      ("เจ้าหมูน้อย เจ้าหมูน้อย ขอข้าเข้าไปหน่อย")
    "No, no, not by the hair of my chiny chin chin."
      ("ไม่ ไม่ สาบานได้เลยว่าไม่มีทาง")
    "Then I’ll puff, and I’ll huff, and I’ll blow your house in."
      ("ถ้าอย่างนั้น ข้าจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเป่าพังบ้านของเจ้าเข้าไปข้างใน")
    So he huffed, and he puffed, and he puffed, and he huffed, and at last he blew the house down, and he ate up the little pig.
      (มันจึงสูดลมเข้าไปเต็มปอด แล้วเป่า แล้วเป่า สูดลมเข้าไปอีก แล้วครั้งสุดท้ายมันก็พังบ้านลง และมันก็กินลูกหมูตัวนั้น)
    The third little pig met a man with a load of bricks, and said:
      (ส่วนลูกหมูตัวที่สามออกไปเจอชายคนหนึ่งกับรถบรรทุกอิฐ มันจึงพูดว่า)
    "Please, man, give me those bricks to build a house with."
      ("ได้โปรดเถอะท่าน ขออิฐเหล่านั้นให้ฉันเอาไปสร้างบ้านด้วยเถอะ")
    So the man gave him the bricks, and he built his house with them. So the wolf came, as he did to the other little pigs, and said:
      (ชายคนนั้นจึงมอบอิฐให้ และลูกหมูก็ใช้สร้างบ้านของมันขึ้นมา แล้วหมาป่าก็เดินมาทำเช่นเดียวกับที่ได้ทำกับลูกหมูตัวอื่น และพูดว่า)
    "Little pig, little pig, let me come in."
      ("เจ้าหมูน้อย เจ้าหมูน้อย ขอข้าเข้าไปหน่อย")
    "No, no, not by the hair of my chiny chin chin."
      ("ไม่ ไม่ สาบานได้เลยว่าไม่มีทาง")
    "Then I’ll huff, and I’ll puff, and I’ll blow your house in."
      ("ถ้าอย่างนั้น ข้าจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเป่าพังบ้านของเจ้าเข้าไปข้างใน")
    Well, he huffed, and he puffed, and he huffed and he puffed, and he puffed and huffed; but he could not get the house down. When he found that he could not, with all his huffing and puffing, blow the house down, he said:
      (เอาหล่ะ มันสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด แล้วเป่า สูดลมเข้าไปอีก แล้วเป่า เป่า แล้วสูดลมอีก แต่มันก็ไม่สามารถทำให้บ้านพังลงได้ เมื่อมันพบว่าทั้งสูดและเป่าลมจนหมดแล้วก็ยังไม่สามารถทำให้บ้านพังลงได้ มันจึงพูดว่า)
    "Little pig, I know where there is a nice field of turnips."
      ("เจ้าหมูน้อย ข้ารู้ว่าที่ไหนมีแปลงผักกาดชั้นยอดอยู่")
    "Where?" said the little pig.
      ("ที่ไหนเหรอ" ลูกหมูถาม)
    "Oh, in Mr. Smith’s Home-field, and if you will be ready tomorrow morning I will call for you, and we will go together, and get some for dinner."
      ("โอ้ ที่แปลงผักในบ้านของคุณสมิธ และถ้าพรุ่งนี้เช้าเจ้าพร้อม ข้าจะมาหาเจ้า แล้วเราจะไปด้วยกัน และนำมันมาทำอะไรกินกันในมื้อเย็น")
    "Very well," said the little pig, "I will be ready. What time do you mean to go?"
      ("ยอดมากเลย ลูกหมูกล่าว ฉันพร้อม แล้วเจ้าจะไปตอนกี่โมง")
    "Oh, at six o’clock."
      ("โอ้ ตอนหกโมงเช้า")
    Well, the little pig got up at five, and got the turnips before the wolf came (which he did about six) and who said:
      (ว่าแล้วลูกหมูน้อยก็ไปตั้งแต่ตอนตีห้า และเก็บผักกาดเสร็จก่อนที่หมาป่าจะมาถึง (ซึ่งมันได้มาถึงตอนหกโมง) และมันได้พูดว่า)
    "Little Pig, are you ready?"
      ("เจ้าหมูน้อย เจ้าพร้อมหรือยัง")
    The little pig said: "Ready! I have been and come back again, and got a nice potful for dinner."
      (ลูกหมูจึงตอบไปว่า "พร้อมรึ ฉันเก็บมันเสร็จจนกลับมาแล้ว และนี่ก็ได้อาหารชั้นเยี่ยมสำหรับมื้อเย็นด้วย")
    The wolf felt very angry at this, but thought that he would be up to the little pig somehow or other, so he said:
      (ในตอนนั้นหมาป่ารู้สึกโกรธมาก แต่มันคิดว่าจะต้องหลอกเจ้าหมูน้อยด้วยวิธีใดก็ตามหรือทำอะไรอื่นๆ สักอย่าง ดังนั้นมันจึงพูดว่า)

    "Little pig, I know where there is a nice apple-tree."
      ("เจ้าหมูน้อย ข้ารู้ว่าที่ไหนมีต้นแอปเปิลงามๆ อยู่")
    "Where?" said the pig.
      ("ที่ไหนเหรอ" ลูกหมูถาม)
    "Down at Merry-garden," replied the wolf, "and if you will not deceive me I will come for you, at five o’clock tomorrow and get some apples."
      ("ถัดลงมาจากสวนแมร์รี่" หมาป่าตอบ "และถ้าเจ้าจะไม่หลอกข้า ข้าจะมาหาเจ้า ตอนตีห้าของวันพรุ่งนี้ แล้วไปเก็บแอปเปิลกัน")
    Well, the little pig bustled up the next morning at four o’clock, and went off for the apples, hoping to get back before the wolf came; but he had further to go, and had to climb the tree, so that just as he was coming down from it, he saw the wolf coming, which, as you may suppose, frightened him very much. When the wolf came up he said:
      (ว่าแล้วลูกหมูน้อยก็รีบกุลีกุจอตื่นตั้งแต่ตีสี่ของวันรุ่งขึ้น และออกไปเก็บแอปเปิล โดยหวังว่าจะกลับมาก่อนที่หมาป่าจะมาถึง แต่เขาต้องเดินทางไปไกล และต้องปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ดังนั้นเมื่อเขากำลังปีนกลับลงมาข้างล่าง เขาก็เห็นหมาป่ากำลังเดินมาถึง ซึ่งคุณก็คงคาดเดาได้ว่าเขาจะตกใจกลัวมากขนาดไหน เมื่อหมาป่าเดินมาถึงก็พูดว่า)
    "Little pig, what! are you here before me? Are they nice apples?"
      ("เจ้าหมูน้อย อะไรกันเนี่ยะ เจ้ามาถึงก่อนข้าได้อย่างไร แล้วแอปเปิลของพวกเรามันเยี่ยมเลยไหม")
    "Yes, very," said the little pig. "I will throw you down one."
      ("ใช่ เยี่ยมมากเลย" ลูกหมูตอบ "ฉันจะโยนลงไปให้เจ้าลูกหนึ่งนะ")
    And he threw it so far, that, while the wolf was gone to pick it up, the little pig jumped down and ran home. The next day the wolf came again, and said to the little pig:
      (แล้วลูกหมูก็โยนแอปเปิลออกไปไกลๆ ขณะที่หมาป่ากำลังไปเก็บอยู่นั้นเอง ลูกหมูก็กระโดดลงมาแล้วรีบวิ่งหนีกลับบ้านโดยทันที วันต่อมาหมาป่าจึงมาหาอีกครั้ง แล้วพูดกับลูกหมูว่า)
    "Little pig, there is a fair at Shanklin this afternoon, will you go?"
      ("เจ้าหมูน้อย มีตลาดนัดที่เมืองเชนคลินตอนเย็นนี้ เจ้าจะไปไหม")
    "Oh yes," said the pig, "I will go; what time shall you be ready?"
      ("โอ้ ไปซิ" ลูกหมูตอบ "ฉันจะไป ว่าแต่เจ้าจะพร้อมไปตอนกี่โมง")
    "At three," said the wolf. So the little pig went off before the time as usual, and got to the fair, and bought a butter-churn, which he was going home with, when he saw the wolf coming. Then he could not tell what to do. So he got into the churn to hide, and by so doing turned it round, and it rolled down the hill with the pig in it, which frightened the wolf so much, that he ran home without going to the fair. He went to the little pig’s house, and told him how frightened he had been by a great round thing which came down the hill past him. Then the little pig said:
      ("ตีสาม" หมาป่าตอบ ดังนั้นลูกหมูจึงเดินทางไปก่อนเวลานัดเหมือนเช่นเคย และเมื่อไปถึงตลาดนัดก็ได้ซื้อเครื่องปั่นเนยแล้วกำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อเขาเห็นหมาป่ากำลังเดินมา ก็ไม่ทำอะไรไม่ถูกเลย จึงเข้าไปแอบอยู่ในเครื่องปั่นเนย แล้วหมุนมัน และกลิ้งมันลงมาจากเนินเขาโดยตัวเองยังอยู่ข้างใน ซึ่งทำให้หมาป่าตกใจกลัวมาก จนมันวิ่งหนีกลับบ้านโดยไม่ได้ไปที่ตลาดนัด แล้วหมาป่าก็มาที่บ้านของลูกหมู บอกกับลูกหมูว่ามันตกใจมากที่เจออะไรบางอย่างกลิ้งลงมาจากเนินเขาผ่านตัวมันไป ดังนั้นลูกหมูจึงบอกไปว่า)
    "Hah, I frightened you, then. I had been to the fair and bought a butter-churn, and when I saw you, I got into it, and rolled down the hill."
      ("อ้า ฉันทำให้เจ้ากลัวเองหล่ะ ฉันไปที่ตลาดนัดแล้วซื้อเครื่องปั่นเนยมา เมื่อฉันเห็นเจ้า ฉันก็เข้าไปอยู่ข้างในนั้น แล้วกลิ้งลงมาจากเนินเขา")
    Then the wolf was very angry indeed, and declared he would eat up the little pig, and that he would get down the chimney after him. When the little pig saw what he was about, he hung on the pot full of water, and made up a blazing fire, and, just as the wolf was coming down, took off the cover, and in fell the wolf; so the little pig put on the cover again in an instant, boiled him up, and ate him for supper, and lived happy ever afterwards.
      (ดังนั้นหมาป่าจึงโกรธมากๆ และประกาศว่าจะกินลูกหมูให้ได้ มันจึงจะปีนเข้าบ้านโดยลงมาทางปล่องไฟ เมื่อลูกหมูเห็นดังนั้น จึงเอาหม้อที่เต็มไปด้วยน้ำมาแขวนไว้ จุดไฟให้โชติช่วง เมื่อหมาป่าลงมา ลูกหมูก็เปิดฝาหม้อออก แล้วหมาป่าก็ตกลงไป ลูกหมูจึงรีบปิดฝาหม้ออีกครั้งในทันที ต้มหมาป่าให้เดือด แล้วกินมันเป็นอาหารค่ำ จากนั้นลูกหมูจึงมีชีวิตที่เป็นสุขตลอดมา)
    ◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊


      คำศัพท์ที่น่าสนใจ
      fortune = โชคชะตา
      straw = ฟาง
      not by the hair of my chiny chin chin = มาจาก not by the hair of my chin ซึ่งผมของคางก็คือเครานั่นเอง คนในสมัยก่อนโดยเฉพาะชาวอาหรับจะหวงเครามาก แต่ถ้ายืนยันปฏิเสธอะไร โดยยอมเอาเคราของตัวเองเป็นประกัน (by the hair of my chin) ก็แสดงว่าต้องมั่นใจมากๆ ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นแน่ๆ สำนวนนี้จึงมีความหมายใกล้เคียงกับ "สาบานได้เลยว่าไม่"
      manage = จัดแจง, จัดการ
      trust = เชื่อ, ไว้ใจ
      huff = สูดหายใจ
      puff = เป่าลม
      blow = พัด, พ่น, ตี
      furze = ต้นเฟิส
      brick = อิฐ
      turnip = ผักกาดเทอนิป
      potful = เต็มความจุของหม้อ
      bustle = กุลีกุจอ, วุ่นวาย
      frighten = ตกใจ, กลัว
      butter-churn = เครื่องปั่นเนย เป็นถังใส่เนย มีไม้ไว้ตีให้เนยเหลวๆ
      chimney = ปล่องไฟ
      blazing = ไฟลุกโชติช่วง
      supper = อาหารมื้อสุดท้ายของวัน


    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ - คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด
    ที่มาข้อมูล : ผู้ให้เสียงพากย์ Natasha Gostwick จากเว็บไซต์ http://storynory.com


    อ่านทั้งหมด: 2106, ความเห็นทั้งหมด: 7
     
    หมาจิ้งจอก กับ นกกระสา (The Fox and the Stork)
       


      At one time the Fox and the Stork were on visiting terms and seemed very good friends.
    (กาลครั้งหนึ่ง หมาจิ้งจอกและนกกระสาต่างไปมาหาสู่กันเป็นประจำ และดูเหมือนว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน)

      So the Fox invited the Stork to dinner, and for a joke put nothing before her but some soup in a very shallow dish.
    (จนกระทั่งหมาจิ้งจอกได้เชิญนกกระสาให้มารับประทานอาหารเย็นด้วยกัน และแกล้งนกกระสาด้วยการไม่เอาอะไรมาเลี้ยงนางนกกระสาเลย นอกจากน้ำซุปที่ใส่ไว้ในจานตื้นๆ เท่านั้น)

      This the Fox could easily lap up, but the stork could only wet the end of her long bill in it, and left the meal as hungry as when began.
    (หมาจิ้งจอกสามารถใช้ลิ้นตวัดกินได้อย่างง่ายดาย แต่นกกระสาทำได้เพียงจุ่มปลายจงอยปากอันยาวของมันลงไปในน้ำซุป แล้วปล่อยอาหารมื้อนั้นเหลือไว้เหมือนกับความหิวที่ยังคงอยู่เท่ากับตอนเริ่มกิน)

      "I am sorry," said the Fox, "the soup is not to your liking."
    ("ฉันขอโทษนะ" หมาจิ้งจอกพูด "เธอคงไม่ชอบน้ำซุปนี้สินะ")

      "Pray do not apologize," said the Stork, "I hope you will return this visit, and dine with me soon."
    ("ได้โปรด อย่าขออภัยไปเลย" นกกระสาพูด "ฉันหวังว่าเธอจะกลับมาเยือนอีกครั้ง และรับประทานอาหารกับฉันบ้างในเร็วๆ นี้")

      So a day was appointed when the Fox should visit the Stork, but when they were seated at table all that was for their dinner was contained in a very long-necked jar with a marrow mouth, in which the Fox could not insert his snout, so all he could manage to do was to lick the outside of the jar.
    (จนกระทั่งถึงวันนัดหมายที่หมาจิ้งจอกมาเยี่ยมเยียนนกกระสาบ้าง แต่เมื่อทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะ อาหารทั้งหมดที่นำมาในมื้อนั้นถูกใส่ไว้ในเหยือกที่มีคอยาวและปากแคบใบหนึ่ง ซึ่งหมาจิ้งจอกไม่สามารถเอาจมูกของมันใส่ลงไปได้ ดังนั้นสิ่งที่มันสามารถทำได้ก็คือเลียที่ด้านนอกของเหยือก)

      "I will not apologize for the dinner," said the Stork.
    ("ฉันจะไม่กล่าวคำขอโทษสำหรับอาหารมื้อนี้หรอกนะ" นกกระสาพูด)

    ◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

    ฟังทั้งเรื่อง :  


    คำศัพท์ที่น่าสนใจ
    (be) on visiting terms = เยี่ยมเยียนกัน
    shallow = (แม่น้ำ, ภาชนะ, สติปัญญา) ตื้น
    bill = จงอยปากนก
    pray = สวดอ้อนวอน, ขอร้อง
    apologize = ขอโทษ, ขออภัย, คำแก้ตัว
    narrow = แคบ, เล็กน้อย
    insert = สอดใส่เข้าไป
    snout = จมูกและปากของสัตว์


    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า - การแสดงมารยาทที่ไม่ดีต่อผู้อื่น สักวันเราอาจได้รับสิ่งนั้นตอบแทนกลับมา
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 7:14

     
    วิธีใช้ comma (,) อย่างถูกต้อง
       
    เครื่องหมาย "จุลภาค" (,) หรือที่เราเรียกกันว่า "ลูกน้ำ" นั้น เป็นเครื่องหมายวรรคตอนสากลอย่างหนึ่ง ในภาษาอังกฤษเรียกว่า "comma" มีลักษณะเหมือนลูกน้ำหรือตัวอ่อนของยุง เขียนไว้ที่ระดับเดียวกับเส้นบรรทัด มีหลักการใช้ในภาษาอังกฤษดังนี้

    • ใช้แบ่งลำดับรายการ เช่น Ingredients of milk chocolate are sugar, cocoa butter, cocoa liquor, milk or milk powder, and vanilla.

    • ใช้เป็นตัวคั่นระหว่างอนุประโยคที่อยู่ในประโยคเดียวกัน เช่น I am a bus driver, and my wife is a lawyer.

    • ใช้เป็นตัวคั่นเพื่อให้รู้ว่าส่วนใดเป็นใจความหลักของประโยคและส่วนใดเป็นส่วนขยาย เช่น My father, a jaded and bitter man, ate the bagel. (My father ate the bagel. เป็นใจความหลักของประโยค a jaded and bitter man เป็นส่วนขยาย)

    • ใช้เป็นตัวคั่นระหว่างใจความหลักของประโยคกับส่วนที่เป็นคำกล่าว (quote) เช่น Mr.Kershner says, "You should know how to use a comma."

    • ใช้ในวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น ใช้เป็นตัวคั่นทุกหลักพันในตัวเลข เช่น $1,264 ใช้กับวันที่ เช่น December 04, 2004
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 7:15

     
    สร้างสมดุลระหว่างรับและรุก ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
       
    แน่นอนว่านักเรียนเกือบทั้งหมดในสมัยนี้ ต้องการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น สิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งในการพัฒนาทักษะดังกล่าว คือ ต้องรักษาสมดุลในการรับและส่งภาษาอังกฤษ

    ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษมีอยู่ 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มรับ ได้แก่ ฟัง และอ่าน กับกลุ่มรุกหรือส่ง ได้แก่ พูด และเขียน การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มรับและกลุ่มรุกเป็นสิ่งที่ดี เพราะทั้ง 2 กลุ่มนี้ต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะให้เกิดสมดุล เนื่องจากผู้เรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะมีทักษะในกลุ่มรับที่ดีกว่ากลุ่มรุก โดยเฉพาะกับเด็กไทยที่เรียนแบบท่องจำกันมาตลอดทั้งชีวิต

    4 ทักษะสำคัญในภาษาอังกฤษ

    กลุ่มรับ

    • ฟัง (ผ่านหู)
    • อ่าน (ผ่านตา)
    กลุ่มรุก

    • พูด (ผ่านปาก)
    • เขียน (ผ่านมือ)
    โดยอุดมคติแล้ว เมื่อเรา "รับ" โดยการฟังภาษาอังกฤษ เช่นมีชาวอังกฤษถามทางเรา เราก็ตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษ นั่นคือการ "ส่ง" และเมื่อเรา "รับ" โดยการอ่านภาษาอังกฤษ เช่น อ่านจดหมายจากเพื่อนชาวอังกฤษ เราก็เขียนตอบจดหมายด้วยภาษาอังกฤษ นั่นก็คือการ "ส่ง" แสดงถึงความสมดุลในทักษะกลุ่มรับและกลุ่มส่งภาษาอังกฤษ

    คราวนี้อาจมีคนตั้งคำถามว่า แล้วทักษะด้านไหนที่สำคัญกว่ากัน ? ถ้าดูจากความสัมพันธ์เชิงอุดมคติตามข้างบน ก็ตอบว่า ทั้ง 4 ทักษะมีความสำคัญเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราใช้บางทักษะมากกว่าบางทักษะ เห็นได้จากสถิติค่าเฉลี่ยการใช้เวลาในการสื่อสารของชาวอังกฤษ ใช้ 40% จากเวลาสื่อสารทั้งหมดไปกับการฟัง 35% ไปกับการพูด 16% ไปกับการอ่าน และ 9% ไปกับการเขียน เท่ากับว่าชาวอังกฤษใช้ทักษะกลุ่มรุก 56% และกลุ่มรับ 44% ซึ่งค่อนข้างจะสมดุลกัน (สถิติโดยเฉลี่ย อาจเปลี่ยนแปลงไปตามอาชีพหรือสภาพแวดล้อมของแต่ละคน)

    จากนั้นลองมาดูที่เด็กไทย เรียนภาษาอังกฤษด้วยการอ่านและท่องจำแกรมม่าอย่างหนัก แต่ไม่เคยได้เขียนจดหมายภาษาอังกฤษคุยกับใคร ไม่เคยได้เขียนบทความภาษาอังกฤษ หรือแม้กระทั่งข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษในชั้นเรียนยังเป็นแบบตัวเลือก ที่ไม่เปิดโอกาสให้เขียนคำตอบเอง ส่วนการฟังภาษาอังกฤษก็เยอะ เพราะมีทั้งเพลง ทั้งหนัง ทั้งห้องปฏิบัติการทางภาษา (Sound Lab.) แต่ไม่เคยจะไปพูดภาษาอังกฤษกับใคร จึงเท่ากับว่าเด็กไทยใช้ทักษะกลุ่มรับมากกว่ากลุ่มรุกอย่างมากมาย เป็นเหตุผลหนึ่งว่า เรียนภาษาอังกฤษเท่าไหร่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักที

    ดังนั้น เพื่อการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษให้เกิดความสมดุลในทุกๆ ด้าน จึงควรมีแบบแผนในการฝึกฝนให้ดี ก่อนที่จะลงมือฝึกฝนอย่างไร้ทิศทาง เรามีตัวอย่างหนึ่งของวิธีการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษที่ดี มาให้ลองนำไปใช้กัน ดังนี้

    ◊◊◊◊◊◊◊◊◊◊

    ฝึกทักษะการฟังอย่างไร ?

    ฟังวิทยุ

    • บางครั้งการฟังวิทยุ (สถานีภาษาอังกฤษ) ก็ได้ทั้งความเพลิดเพลิน และช่วยพัฒนาทักษะการฟังไปในตัวด้วย
    ดูโทรทัศน์

    • รายการโทรทัศน์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษ เพราะส่วนใหญ่จะใช้คำศัพท์ง่ายๆ และไม่พูดกันเร็วจนเกินไป (ที่สำคัญคือต้องไม่อายเวลาโดนล้อว่าเป็นผู้ใหญ่แต่ดู Teletubbies)
    • เลือกรายการแนวที่เราชอบดู เพราะจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด หรือฝืนจนเบื่อไปเสียก่อน
    • จำไว้ว่า ประโยคส่วนใหญ่ที่เราฟังจากทางโทรทัศน์ คือภาษาพูด ซึ่งบางครั้งก็ไม่เหมือนกับประโยคอย่างเป็นทางการที่อยู่ในหนังสือเรียน แต่นี่คือสิ่งที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน
    ฟังเสียงเครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติ

    • อาจจะดูแปลกไปสักนิด แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะให้เราได้ฝึกการฟังภาษาอังกฤษ ขั้นแรกต้องเลือกก่อนว่าจะโทรศัพท์ไปที่ไหน ส่วนมากโรงแรมใหญ่ๆ มักจะมีระบบตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติอยู่แทบทุกโรงแรม เมื่อโทรเข้าสู่ระบบตอบรับอัตโนมัติ เราก็เลือกกดไปฟังภาษาอังกฤษ จากนั้นก็ลองฟังดูว่าระบบตอบรับอัตโนมัติบอกให้เราทำอะไรบ้าง ก็ลองทำตามดู เช่น อาจจะบอกให้กด 1 เพื่อติดต่อฝ่ายนี้ กด 144 เพื่อติดต่อฝ่ายนั้น เป็นต้น ถ้าเราสามารถฟังรู้เรื่องและทำตามได้อย่างถูกต้อง ก็ถือว่าผ่าน แล้วรีบวางสายก่อนที่สายจะโอนไปถึงเจ้าหน้าที่ตัวจริง วิธีนี้อาจจะต้องเสียค่าโทรศัพท์บ้าง แต่ก็ทำให้เราได้ทั้งฟังภาษาอังกฤษ และทดสอบความเข้าใจด้วยการปฏิบัติตาม
    ดูภาพยนตร์

    • เลือก DVD หนังเรื่องที่เราชอบมานั่งดูซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ รอบ เริ่มดูแบบเสียงภาษาอังกฤษ ไม่มีคำบรรยาย แล้วดูแบบเสียงภาษาอังกฤษ มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ จากนั้นดูแบบเสียงภาษาอังกฤษ มีคำบรรยายภาษาไทย เปรียบเทียบสิ่งที่เราได้ยินและจับใจความได้กับความหมายที่แท้จริงว่าตรงกันมากน้อยแค่ไหน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ DVD ภาพยนตร์ช่วยคุณเก่งภาษาอังกฤษได้
    ฟังจากอินเทอร์เน็ต

    • ทุกวันนี้มีเว็บไซต์ออนไลน์จำนวนมหาศาลที่ใส่เสียงลงมาในเว็บไซต์ด้วย ทั้งวิทยุออนไลน์ ภาพยนตร์ออนไลน์ คลิปวีดีโอออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ของสื่อสารมวลชนรายสำคัญๆ ของโลก ล้วนบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันภายในเว็บไซต์ของตน เช่น CNN, BBC, NYTimes, Reuters เพียงคลิกเข้าไป ก็ได้ทั้งอ่านและฟังภาษาอังกฤษอย่างเต็มอิ่มโดยไม่เสียเงินเลยสักบาท
    ฝึกทักษะการพูดอย่างไร ?

    คุยกับตัวเอง

    • เป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุด แต่มีประสิทธิภาพไม่น้อยหน้าวิธีอื่นๆ เริ่มจากหาที่เงียบๆ เป็นส่วนตัว (เพื่อป้องกันคนอื่นหาว่าเราบ้า) แล้วคุยอะไรก็ได้กับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ ไถ่ถามสารทุกข์กับตัวเองก็ได้ เช่น วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ไปที่ไหนมาบ้าง ไปทำอะไรมา กินอะไรหรือยัง ถามเองแล้วก็ตอบเอง หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะคุยอะไร ก็หยิบหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วอ่านออกเสียงให้ดังพอที่จะได้ยินเสียงตัวเองอย่างชัดเจน นอกจากคุยกับตัวเองแล้ว ลองอัดเสียงขณะนั้นไว้ด้วย แล้วเอามาเปิดฟังทีหลังอีกหลายๆ ครั้ง เพื่อหาข้อบกพร่องในการออกเสียงภาษาอังกฤษของเรา
    จับคู่คุยกับเพื่อนร่วมห้อง

    • ลองหาเพื่อนที่สนใจจะฝึกภาษาอังกฤษเหมือนกับเรา แล้วคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ ตั้งข้อกำหนดกันเองว่าเวลาไหนที่จะคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ เช่น ระหว่างพักกลางวัน ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เป็นต้น ข้อสำคัญคือ อย่าไปอายว่าจะพูดผิดหรือพูดถูก ถ้าเพื่อนหรือเราเก่งกว่า ก็ต้องให้คำแนะนำที่ถูกกับอีกฝ่าย แต่ถ้าเริ่มหัดพอกัน ก็ยิ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้ไม่ต้องอายกัน เพราะผิดๆ ถูกๆ เหมือนกัน อาศัยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มากที่สุด
    ฝึกออกเสียงที่เราไม่คุ้นเคย

    • อักษรภาษาอังกฤษมีบางเสียงที่ไม่มีอยู่ในอักษรภาษาไทย เช่น เสียงตัว "L" ตัว "R" ตัว "V" ตัว "X" หรือตัว "Z" เราต้องพยายามฝึกออกเสียงตัวอักษรหรือคำที่มีตัวอักษรเหล่านี้ผสมอยู่ให้มากเป็นพิเศษ เพื่อปากและลิ้นเราจะได้มีความคุ้นเคย
    ฝึกพลังลิ้น

    • มีวลีอยู่ชนิดหนึ่งในภาษาอังกฤษ เรียกกันว่า Tongue-twister เป็นวลีที่เอาไว้ใช้ฝึกลิ้นให้ออกเสียงคำคล้ายคลึงกันได้อย่างคล่องแคล่ว เราก็สามารถหาวลีเหล่านี้มาฝึกได้ โดยพยายามอ่านออกเสียงให้ชัด ถูกต้อง และรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลองคลิกที่รูปลำโพง แล้วฟังเจ้าของภาษาอ่านข้อความดังต่อไปนี้ ( )

      Betty Botter bought a bit of butter. "But," she said, "this butter's bitter!
      If I put it in my batter, it will make my batter bitter!"
      So she bought a bit of butter better than her bitter butter,
      And she put it in her batter, and her batter was not bitter.
      So 'twas better Betty Botter bought a bit of better butter.
    ฝึกทักษะการอ่านอย่างไร ?

    อ่านให้มากทุกๆ วัน

    • อ่านหนังสือเด็ก หนังสือพิมพ์ นิตยสาร นิยาย ดูเว็บไซต์ หรืออะไรอื่นๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ อ่านแบบผ่านๆ แต่ให้จำนวนมากๆ และบ่อยๆ เป็นประจำทุกวัน
    • ทีนี้อ่านเจาะเฉพาะสิ่งที่เราสนใจ หรือเราชอบเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเนื้อหาให้มากขึ้นกว่าการอ่านแบบแรก และอย่าลืมอ่านเป็นประจำทุกวันเช่นกัน
    รู้จักใช้ดิกชันนารี

    • จริงอยู่ที่เราต้องการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ แต่การเปิดดิกชันนารีดูความหมายของศัพท์ทุกคำ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เพราะมันจะทำให้ยิ่งอ่านไม่รู้เรื่องมากขึ้น รวมทั้งเป็นเรื่องเสียเวลาจนน่าเบื่อ ดังนั้นควรเปิดดิกชันนารีดูความหมายเฉพาะคำศัพท์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนหรือเดาความหมายไม่ออกจริงๆ เท่านั้น ส่วนคำที่พอจะเดาความหมายได้จากประโยคเคียงข้าง ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดดิกชันนารีหาความหมาย
    • แทนที่จะใช้ดิกชันนารีอังกฤษ-ไทย อย่างที่คุ้นเคย ลองหันมาเปลี่ยนเป็นใช้ดิกชันนารีอังกฤษ-อังกฤษ ดูบ้าง จะพบว่านอกจากมันจะช่วยให้คำแปลของคำศัพท์ที่เราไม่รู้แล้ว มันยังช่วยให้เราทราบความหมายที่กว้างขวางกว่า มีประโยคตัวอย่าง มีคำใกล้เคียง คำเหมือน คำตรงข้าม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาภาษาอังกฤษ
    สรุปเนื้อหาที่อ่าน

    • หลังจากอ่านอะไรก็ตามที่เป็นภาษาอังกฤษจนจบ ให้พยายามสรุปใจความของสิ่งที่เราอ่าน โดยตอบตัวเองให้ได้ว่าสิ่งที่อ่านไปนั้น พูดถึงใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร สิ่งที่ดีไปกว่านั้นคือ นอกจากจะตอบตัวเองในใจแล้ว ยังสามารถตอบสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยการพูดออกเสียง หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษ
    ฝึกทักษะการเขียนอย่างไร ?

    เขียนไดอารี่

    • พยายามเขียนไดอารี่หรือบันทึกประจำวันเป็นภาษาอังกฤษให้เป็นนิสัย เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราภายในวันนั้น โดยไม่ต้องไปสนใจว่าเราจะใช้แกรมม่าถูกหรือผิด ไม่ต้องไปอายใครเพราะไดอารี่เป็นสิ่งที่เราเก็บไว้อ่านคนเดียวอยู่แล้ว จึงเขียนมันออกมาด้วยความสนุกสนาน
    เขียนอีเมล์

    • ใช้อีเมล์ภาษาอังกฤษให้มากขึ้นในการติดต่อกับบุคคลอื่น เช่น เพื่อนในชั้นเรียน ครู หรือแม้กระทั่งเพื่อนใหม่ๆ จากต่างประเทศที่พบทางอินเทอร์เน็ต
    เขียนข่าวด้วยตัวเอง

    • หัดเป็นนักข่าวท้องถิ่นด้วยการอ่านข่าวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราจากหนังสือพิมพ์ภาษาไทย แล้วสรุปข่าวดังกล่าวมาเขียนใหม่เป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นทดลองนำไปให้เพื่อนหรือครูอ่านว่ารู้เรื่องและถูกต้องหรือไม่
    ที่มาข้อมูล : www.englishclub.com
    โดย - ket - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 7:17

     เราเรียนรุหลายอย่างทั้งจากที่นี่ และที่บ้านครูเคท
     อืม ดูแล้ว ถ้าทำได้ทุกอย่างไปไกล เก่งแน่ๆ
    1 อ่าหนังสือภาษาอังกฤษทุกวัน อาจจเป็นเกี่ยวกับธรรมชาติ แฟชั่น นิตยสารต่างๆ
      เนชั้นตูเนีย studentweekly comic fiction
    2.ทำ แพสแสชวันละ 3 แพช ทุกวันๆๆๆ ตอนนี้ก็ทำอยุ่ บางวันทำมันส์ สนุกดี ทำหลังทำการบ้านเส็ด เวลาชั้น นอนเที่ยงคืนอีกแล้ว แต่นอนดึกไม่ดีนะ ทำทุกวัน จะดีมาก พออยุ่ม.ปลายสอบเอ็น เราเคยผ่านโจทแบบนี้มาก่อนโว้ย โชคดีของเราแล้วโว้ย ลองทำดูนะ ซื้อจากเอ็นคอนเซ็บก็ได้ Read w hile u br.. RatC โจทย์ดีมากๆ
    ที่เราทำมากส่วนใหญ่จะเป็น หาเมนไอเดีย เมกกิ่ง อินเฟอ แล้วก็best title
    3.ดูหนังฝรั่งทุกวันวันละ 2ชม. ไม่มีซับ ดีที่สุด แต่เราต้องใช้ซับ เป็นอังกริด เพราะฟังไม่เก็ท ยังไม่เก่งทีก็ว่าได้
       อย่าดูซับไทยเลย ประสาทมันจะอ่านอย่างเดียว อาจารย บอกมาอ่ะนะ
    4.เจอฝรั่งเป็นมิตร ไปทักทาย พูดถามกัน ไปไหนคะ มาจากไหนคะ อะไรอย่างเนี่ยได้ฝึกนะเนี่ย
    5.ดูตามถนนหนทางว่ามีอะไรมั้ย อย่างศุฟโคตรเยอะ
      เช่น เราเคยเจอ ที่รถไฟฟ้า รางรถไฟฟ้าบนดิน voltage  ไฟฟ้าแรงสูง
                   E.R Emergency room เจอในโรงบาล         
             intersection - pavilion -royal flora rat... อะไรอย่างเนี่ย
    6.เวลาหยิบอะไร ให้บอกกับตัวเองว่ามันคืออะไร
    7.สนใจมันสิ มันไม่ยาก
    8.ตะลุยโจทเยอะๆ
    9.ศึกษาวัฒนธรรมของภาษาที่เราจะเรียน เรื่องราวต่างๆในประเทดนั้นๆ
        อย่างเช่น เวลานอน ใช้คำว่า on bed
                   แต่จิงๆใช้ in bed เพราะ ที่นั่นอากาศหนาวต้องเอาตัวๆไปไหนผ้าห่มไง
        ภาษาจีน ห้ามให้นาลิกาเป็นของขวันแก่คนจีน เพราะเหมือนแช่งเค้าให้ตาย
    It 's enough to learn language
    **ขอโทษนะที่ใช้ศับทับไปเลย เช่น เมนไอเดีย เพราะคีบอดมี 3ภาษา
    **ขอโทษที่ใช้ศัพไทยผิด ไปใช้ศัพ prostitute  เช่น เด๋ว เทอ
       APologise from my heart...
                                             น้อง แพรว พนิตาวีร์   ลีลา..
                                                      李平
    /* http://www.enconcept.com/forum/index.php?topic=350.msg1323
    โดย - Kanok - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 8:41

     เทคนิคฝึกภาษาอังกฤษ ตามครูเคท

    Ref http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=krufiat&group=11

    1. ตั้งเป้าหมาย สร้างแรงจูงใจ

    “ทำไมคุณถึงอยากเก่งภาษาอังกฤษนัก? ทำไมคุณถึงอยากมีสำเนียงเป็น
    ฝรั่ง?ถ้าคุณเก่งภาษาอังกฤษแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณบ้างหล่ะ?”


    - อยากได้งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ (แน่นอนต้องภาษาอังกฤษดี)
    - จะไปสอบชิงทุน สอบสัมภาษณ์งาน ฯลฯ
    - อยากคุยกับฝรั่งที่ทำงานรู้เรื่อง จะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
    - บางคนจะได้โปรโมตเลื่อนตำแหน่ง ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นตัววัดอันหนึ่งด้วย
    - อยากไปทำงานที่ต่างประเทศ (ไปขุดทอง) เพราะได้เงินเยอะดีฯลฯ

    พูดถึงเป้าหมายที่แน่วแน่ ครูเคทเคยเล่าให้ฟังว่ามีลูกศิษย์ท่านนึงอายุประมาณ 60 กว่า
    มาขอเรียนภาษาอังกฤษกับครูเคท ซึ่งครูเคทก็ประหลาดใจว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร?
    ปรากฏว่าเค้าบอกว่าในชีวิตนี้เค้าทำมาได้ทุกอย่างหมดแล้ว ก่อนเกษียณก็เป็นระดับผ.อ.
    คิดว่าไม่มีอะไรในชีวิตที่ทำไม่ได้ นอกจาก “ภาษาอังกฤษ” นี่แหละที่เรียนมาเท่าไหร่
    ก็ยังไม่สำเร็จสักที เลยคิดว่าก่อนตายยังไงก็ขอฝึกภาษาอังกฤษให้สำเร็จให้ได้
    ไม่งั้นนอนตายตาไม่หลับ

    2.ระยะเวลาที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จ

    - ฝึกทุกวัน วันละ 2 ชม.ขึ้นไป จะเห็นผลใน 3 เดือน
    - ฝึกวันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน ก็อาจจะใช้เวลา 6 เดือน
    - ให้คุณตัดกิจกรรมบันเทิงบางอย่างออกจากชีวิตคุณไปก่อนสัก 3 เดือน
    เช่น งดดูละครไทยไป 3 เดือน ไม่เถียงครับว่ามันสนุก แต่มันมีประโยชน์กับชีวิตคุณ
    ในอนาคตเท่ากับภาษาอังกฤษหรือเปล่าล่ะ? ถ้าคุณเห็นความสำคัญของภาษา
    อังกฤษมากกว่าละครพวกนี้ก็เลิกดูซะ แล้วเอาเวลามาฝึกฝนภาษาอังกฤษดีกว่า

    ฝึกยังไงถึงเปลี่ยนสำเนียงเป็นฝรั่งได้ภายใน 6 สัปดาห์ เค้าฝึกหนักมากๆ
    อย่างพูดตามหนัง วันธรรมดาเค้าจะดู 1-2 เรื่องทุกวัน ส่วนเสาร์และอาทิตย์
    เค้าจะดู 4-6 เรื่อง คือเรียกว่าดูแล้วพูดตามทั้งวัน คือมีลูกฮึด ลูกบ้าในการ
    ฝึกมากๆ ให้การบ้านอะไรไปเค้าจะทำ 2-3 เท่าจากที่สั่งไปเลย

    3. ฝึกกล้ามเนื้อปาก ให้พูดคำว่า ยู่ยี่ 1000 ครั้ง ให้ปากยื่น ปากกว้างมากๆ
    การพูดภาษาอังกฤษใช้การขยับปาก ใช้ลมมาก น้ำลายกระเด็นมากกว่าคนไทยมาก

    4. ฝึกปรับสำเนียงให้เป็นฝรั่ง พูดตามหนังฝรั่งทั้งๆ ที่ไม่รู้ความหมายใดๆ
    ในกรณีนี้คุณไม่ต้องตั้งใจฟังเพื่อแปลความหมายนะ ให้ฟังเพื่อพูดตาม
    ให้เหมือนเพียงอย่างเดียว ทำตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องแล้วยังไม่รู้เรื่องหนังเลยก็ไม่ผิดอะไร

    การเลียนเสียงตามตัวละคร สามารถเลียนเสียงตามตัวละครได้ทุกตัวเลย
    ขออย่างเดียวคือคุณไม่ต้องดัดเสียง อย่างพอผู้ชายพูด คุณก็ไม่ต้องดัดเสียงเป็นเสียงผู้ชาย
    เพียงแต่พยายามพูดด้วยเสียงเราเองแต่เลียนแบบเสียงขึ้นลง จังหวะจะโคน
    ช้าเร็ว และ acting ตามต้นฉบับ

    ให้เสียงขึ้นลง จังหวะช้าเร็วเหมือนเค้าให้มากที่สุด พูดตามเค้าทับกันไปเลย
    ทำเช่นนี้กับหนังวันละ 1 เรื่อง (2 ชม.) โดยเปลี่ยนหนังไปเรื่อยๆ ถ้าคุณทำได้อย่างถูกต้องทุกวัน
    สำเนียงคุณจะเป็นฝรั่งภายใน 3 เดือน

    ตัวอย่างการฝึกผิดเหรอครับ มีเยอะแยะ เช่นเปิด subtitle ไม่ว่าไทยหรืออังกฤษ ระหว่างเปิดหนัง
    เพื่อฝึกสำเนียงไงครับ, บางคนพูดตามหนังแล้วพยายามทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องไปด้วย
    บางคนหยุดฟังหนังเพราะสนุกตาม บางคนรอให้เค้าพูดจบประโยคก่อนค่อยพูดตาม
    บางคนพูดตามหนังแต่เสียงที่ตนพูดไม่ได้ขึ้นลงตามหนังเลย คือเสียงยังราบเรียบอยู่เหมือนเดิม
    (ต้องพยายามฟังเสียงที่ตัวเองพูดด้วยนะครับ) บางคนพยายามแกะคำพูดให้พูดทันทุกคำ
    บางคนจังหวะการพูดยังเท่าๆ กันเหมือนภาษาไทยซึ่งต่างจากภาษาอังกฤษที่ต้องมีจังหวะช้า
    เร็วสลับกันไป

    5.ฝึกทักษะการฟัง ไม่ต้องพูดตาม ให้ฟังอย่างเดียว

    6. เปิดทีวีวิทยุภาษาอังกฤษ ทิ้งไว้ตอนนอน พลังของจิตใต้สำนึกขณะหลับจะช่วยให้ฝึกได้ไว้ขึ้น


    โดย - CAT - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 8:43

     เทคนิคการฝึกภาษาอังกฤษ โดยคุณดอส

    Ref
    http://aussiethai.com/educationview.php?category=3&nid=201

    ถ้าหากจะให้ผมแนะนำการฝึกภาษา ผมก็คงต้องบอกก่อนว่า เทคนิคของแต่ละคนนั้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เป็นเพียงแนวทางที่แต่ละคนได้ทดลองใช้แล้วและได้ผลดีกับตัวเอง

    การที่ได้ผลดีกับคนๆนึง ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลกับทุกๆ คน วิธีนึงอาจจะดีสำหรับคนนึง แต่กับคนอื่นอาจะจไม่ได้ผลก็ได้ ดั้งนั้ง ผมคงจะถือว่าเป็นการบอกเล่าถึงวิธีการของผมว่าผมทำอย่างไรบ้าง แล้วลองทำดู ถ้าได้ผลดีก็เอาไปใช้ครับ ถ้าเห็นว่าไม่ดี ไม่เหมาะกับตัวเอง ก็ลองพัฒนาเทคนิคที่ตัวเองชอบ และประยุกต์ใช้ให้เห็นผลจริงครับ

    ตอนมาเรียนใหม่ๆ ผมทำงานแค่สามวัน ดังนั้นก็จะมีเวลาฝึกฝนอยู่พอสมควร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมใช้กับตัวเองและได้ผลค่อนข้างดี


    1. การเขียน

    ผมเป็นคนชอบเล่าเรื่องครับ การฝึกเขียนที่ง่ายที่สุด ก็คือการเขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเองและกิจกรรมต่างๆ ที่กระทำไป เพราะเรามีข้อมูลดิบที่จะนำมาถ่ายทอดอยู่แล้ว เหลือเพียงพยายามนำมาเรียบเรียงให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจเท่านั้น

    แต่ละวันผมจะฝึกเขียนประมาณครึ่งหน้ากระดาษ หรือประมาณร้อยห้าสิบถึงสองร้อยคำ เพื่อบอกเล่าสรุปว่าแต่ละวันมีเหตุการณ์อะไรน่าสนใจ หรือไปไหนมาบ้าง เจออะไรบ้าง อะไรแบบนี้ครับ

    ผ่านไประยะหนึ่ง ก็เริ่มพัฒนาเป็นการเขียนแบบแสดงความคิดเห็น เช่นว่า วันนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเป็นที่ถกเถียงกัน เราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรบ้าง พร้อมกับยกเหตุผลมาประกอบ

    แล้วถ้ามีโอกาสก็เอาไปขอให้ครูที่โรงเรียนตรวจให้ หรือถ้าครูไม่ว่างก็ขอให้เพื่อนที่เรียนระดับสูงๆ ช่วยตรวจให้ แต่ก่อนจะไปขอเค้าตรวจให้ได้นั้น เราก็ต้องสนิทกับเค้าในระดับนึงก่อนนะครับ และคนๆ นั้น ต้องเป็นคนที่ชื่นชอบที่จะช่วยตรวจให้เพื่อนที่เรียนในระดับต่ำกว่า หรือถ้าเป็นอาจารย์ ก็อาจารย์ที่ยินดีจะสละเวลาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนักเรียน ไม่ใช่ครูประเภททำงานฆ่าเวลาแลกเงินไปวันๆ

    จากที่เขียนสั้นๆ ก็เริ่มเขียนยาวขึ้น แต่เมื่อมันยาวขึ้น ความถี่ในการขอให้เค้าตรวจให้ก็ต้องลดน้อยลง ไม่งั้นก็จะเป็นการรบกวนเค้าเกินไป แต่ครูส่วนใหญ่ ถ้านักเรียนสนใจที่จะเขียนแบบนี้นะ ถ้าว่างเค้ายินดีตรวจให้อยู่แล้ว


    2. การฟัง

    คนส่วนใหญ่ เวลาไปไหนมาไหน จะมี ipod หรือ mp3 player ติดหูกันประจำอยู่แล้ว ร้อยละเกือบร้อยก็ฟังเพลง และที่ร้ายกว่านั้น นักเรียนไทยส่วนใหญ่ ดันชอบเอาเพลงไทยไปฟังด้วยสิ (แล้วมันจะฝึกได้มั้ยภาษาเนี่ย)

    หลายคนชอบเรียนรู้จากเพลง หรือหนัง แต่มันไม่ได้ผลกับผม เพราะเค้าพูดกระซิบกระซาบเกินไป จนผมจับไม่ได้ว่าเขาพูดอะไร ทำให้ไม่เกิดอะไรกับสมองผมเลย และมันก็กลายเป็นฟังเอาจังหวะทำนองไปเท่านั้น ดังนั้นเวลาไปไหนมาไหน แทนที่จะฟังเพลง ผมก็เลยเอาคลิปเสียงสอนภาษาหรือคลิปสารคดีเพื่อฝึกภาษาไปฟังแทน ทำให้เราสามารถเรียนรู้การฟังได้แม้แต่เวลานั่งอยู่บนรถ บนเรือ บนรถไฟ ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว เราก็ยังได้ความรู้จากสิ่งที่เค้าสอน หรือความรู้รอบตัวจากคลิปสารคดีเหล่านั้นด้วยครับ

    ผมมองว่า เป้าหมายการเรียนของเราคือการนำไปใช้ในแวดวง academic ดังนั้นการฝึกเรียนรู้จากแวดวง academic น่าจะเป็นผลดีมากกว่าที่จะเรียนจากภาษาประจำวันทั่วไป ดังนั้น เวลาอยู่บ้าน ผมก็จะหาคลิปจากเน็ตพวก youtube Google video มานั่งดู โดยจะเป็นคลิปพวกสารคดี อะไรแบบนี้ ทำให้เราได้ทั้งความบันเทิง ความรู้รอบตัว และได้ฝึกภาษาไปในตัวด้วย

    หลายๆ คำที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็ได้มาจากคลิปต่างๆ เหล่านี้แหละครับ ทั้งคลิปเสียง คลิปภาพ เพราะมันเป็นการใช้ภาษาแบบ academic ทำให้เราได้คำศัพท์ขึ้นมาอีกในระดับนึง

    คลิปเสียง ผมโหลดจากนี่ครับ

    http://www.voanews.com/wordmaster อันนี้เป็นคลิปสอนภาษา

    http://www.voanews.com/specialenglish/index.cfm อันนี้เป็นข่าวและสารคดี ที่เค้าพูดช้าๆครับ ใช้ฝึกตอนเริ่มต้นได้ดี

    ทั้งสองแหล่งเป็นสำเนียงอเมริกันเป็นหลักนะครับ เพราะว่าเป็นของ Voice of America มีหลายคนบอกว่าที่ BBC ก็มีเหมือนกัน แต่ผมไม่เคยไปหาดูเลย


    3. การอ่าน

    มาใหม่ๆ ผมยืมนิยายเด็กๆ จากห้องสมุดมาอ่านครับ เพราะศัพท์ง่าย แล้วพอเริ่มเก่งขึ้นก็ค่อยเลื่อนระดับขึ้นไปเรื่อยๆ อ่านนิยายเด็กเพลินดีครับ ไม่เครียดเหมือนนิยายผู้ใหญ่

    ส่วนการอ่านอื่นๆ ในทาง academic นั้น ผมค่อนข้างจะฝึกน้อยอยู่พอสมควร จะมีบ้างก็เวลาผมนั่งหาข้อมูลต่างๆ ในเน็ตนั่นแหละครับ ถึงจะได้อ่านมากหน่อย

    การฝึกอ่านที่จะทำให้เราทนเสียเวลาอ่านได้นานๆ คืออ่านในเรื่องที่เราสนใจ อย่างผมเองสนใจเรื่องเครื่องบิน ผมก็ไปเสาะหาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินรุ่นต่างๆ มานั่งอ่านไปเรื่อยๆ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ข้ามบ้าง เปิดดิคไปบ้าง แต่พออ่านมากๆ เข้า ทักษะการจับใจความมันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาเองโดยที่เราก็ไม่ทันได้สังเกตครับ

    และจากทักษะที่เพิ่มขึ้นมานี้ เมื่อเราต้องไปอ่านเรื่องอื่นที่เราไม่คุ้นเคย เราก็จะสามารถเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ


    4. การพูด

    คุณสมบัติที่ดีที่ผมมีอย่างนึงก็คือ ความไม่อายที่จะผิด ดังนั้น ผมจึงพยายามฝึกพูดทุกครั้งที่มีโอกาส (และมีอารมณ์)

    ตอนมาใหม่ๆ ผมขยันมาก เวลาอยู่บ้านถ้าวันไหนไม่ได้ไปทำงาน ผมจะเอาหนังสือนิยายที่ว่าข้างต้นนั่นแหละครับ มานั่งอ่านออกเสียงให้ตัวเองฟังอยู่ในห้องนอน คำไหนอ่านไม่ออกก็เอาทอกกิ้งดิคมาเปิดฟังแล้วก็ลองอ่านตาม อ่านถูกอ่านผิด สำเนียงไม่ดีช่างมัน พูดให้คล่องปากไว้ก่อน พอทำบ่อยๆ เข้า มันก็จะเริ่มชิน ขยับปากได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่เรานี่นาจะได้พูดทีสองทีก็พูดได้แล้ว ขนาดภาษาไทยแท้ๆ บางคำยังผมยังออกเสียงไม่ได้เลย

    อีกวิธีที่ใช้ ซึ่งอันนี้ได้ฝึกพูดและฟังด้วย ก็คือ การทำเนียนเข้าไปตามร้านขายของหรือบริการต่างๆ ที่เราไม่ต้องซื้อทันที เช่น ร้านขายตั๋วเครื่องบิน ร้านขายมือถือ เป็นต้น อันที่จริงร้านไหนก็ได้ที่เราพอจะมีพื้นฐานความรู้บ้าง เพื่อจะได้มีเรื่องไปคุยกับเค้า แต่ผมเลือกบริษัทขายตั๋วเครื่องบินหรือนำเที่ยว ซึ่งหน้าที่ของเค้าคือพูดจาหว่านล้อมให้เราซื้อทริป หรือตั๋วเครื่องบิน เมื่อเค้าอยากขายเราอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าเราจะโง่แค่ไหนก็ตาม เค้าก็จะพยายามพูดๆๆๆๆๆๆ จนเราเข้าใจ หรือถ้าเราพูดไม่รู้เรื่อง เขาก็จะพยายามฟังๆๆๆ จนเข้าใจจนได้ ฮ่าๆๆๆ

    วันดีคืนดี ผมก็แกล้งถือแผนที่ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวไปถามทางตามป้ายรถเมล์ บางคนก็บอกทางเฉยๆ แต่บางคนก็ใจดี ก็ชวนเราคุยนั่นนี่นู่นในขณะรอรถเมล์ บางคนใจดียิ่งกว่าก็พาไปด้วยกันเพราะขึ้นรถสายเดียวกันก็มี ทำให้ได้มีโอกาสคุยกันไปจนถึงปลายทาง

    หรือถ้านั่งรถไฟไปไหนไกลๆ จะหาโอกาสคุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ แก้เซ็งไปตามทางครับ ก็เลยเป็นที่มาของการเจอกิ๊กบนรถไฟที่เคยเล่าในพันทิปนั่นเอง อิอิ

    อันที่จริงมีเรื่องนึงที่ผมภูมิใจมากเกี่ยวกับการฝึกพูด ก็คือ ตอนมาใหม่ๆ ผมออกเสียง ส เสือ ซ โซ่ และตัว เอส ไม่ได้ครับ เพราะว่าตอนเด็กๆ ผมเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ฟันหน้าร่วงไปหมดเลย การออกเสียงมันก็เลยแปลกๆ

    ผมก็บอกไม่ถูกว่าผมออกเสียงเป็นแบบไหน แต่พูดทีไรโดนหัวเราะทุกที ผมก็เลยตั้งใจแน่วแน่ว่า ภายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จะต้องหัดพูดเสียง ส.เสือ ซ.โซ่ และตัว เอส ให้ได้ แล้วผมก็ไปพูดๆๆๆ ซ้ำๆๆๆ คำที่มีเสียงนั้นรวมอยู่ด้วย พูดมันทั้งวันทั้งคืน

    พอถึงวันจันทร์ ผมพูดกับอาจารย์ อาจารย์ทำหน้าแปลกใจมากๆ เพราะผมสามารถออกเสียง เอส ได้อย่างถูกต้อง (หรือเพี้ยนน้อย) ไม่ตลกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เท่านั้นแหละ อาจารย์ก็ยกเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆ ดูกันใหญ่เลยว่า ดูนะขนาดเขามีปัญหาทางสรีระร่างกาย เขายังพยายามเอาชนะมันจนสามารถพูดได้ แล้วพวกเธอครบถ้วนไม่มีปัญหาอะไรยอมแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด... น่าน ว่าไปนั่น ฮ่าๆๆๆๆ


    5. แกรมม่า
    ในเรื่องแกรมม่านั้น ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องหนักหนาเกินไปสำหรับเรานักเรียนไทยอยู่แล้ว เพราะพื้นฐานแกรมม่าของพวกเราเทียบกับชาติอื่นๆ แล้ว ค่อนข้างจะดีมาก เพราะเราเรียนแบบนี้กันมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งถ้าเราติดขัดอะไรเราสามารถอ่านเอาได้จากหนังสือ หรืออ่านแล้วสงสัยตรงไหน ก็ค่อยถามเพื่อนหรือถามครูทีหลังได้ไม่ยากเพราะมันอยู่ในหนังสืออยู่แล้ว


    บทสรุป
    ศัตรูตัวร้ายของการฝึกภาษาก็คือ ความอาย ความไม่กล้า และความขี้เกียจ ล่ะครับ ภาษาเป็นทักษะต้องฝึกบ่อยๆ แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้นเองครับ

    ผมเองตอนนี้ก็ไม่ได้เก่งเลยครับ เพียงแต่ด้วยความที่ผมไม่อายที่จะพูด ไม่อายที่จะผิด เมื่อไหร่ที่มีโอกาสฝึกผมจึงไม่รีรอที่จะหาช่องเสียบให้ได้ โดยเฉพาะถ้าเป้าหมายหน้าตาถูกใจเจ๊ รับรองไม่มีพลาดแน่นอน 555

    /* http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=blogangel&date=30-10-2008&group=11&gblog=35
    โดย - BOX - วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 8:45

     
    8 เทคนิคช่วยพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
       
    วิธีพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ดังนั้นเมื่อเราต้องการจะพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้เป้าหมายของเราและเลือกวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเป้าหมายนั้น การอ่านให้มากอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์ แต่บางครั้งเราก็ต้องการทางลัดกว่านั้นสำหรับการสอบในอาทิตย์หน้า ดังนั้นเราจึงได้รวบรวม 8 เทคนิคที่จะช่วยพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์และเพิ่มจำนวนคำศัพท์ลงในสมองของเราให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นลง

    เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ แต่ต้องอาศัยความพยายามและวินัยในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง มีดังนี้



    วาดผังภาพคำศัพท์ (Vocabulary Trees)

    วาดผังภาพคำศัพท์ (Vocabulary Trees) ของหัวเรื่องหลักที่เราสนใจขึ้นช่วยในการจดจำคำศัพท์เป็นกลุ่มๆ และเชื่อมความสัมพันธ์ของหัวเรื่องรองหรือหัวเรื่องย่อยแต่ละหัวเรื่องเข้าด้วยกันตามลักษณะของภาพผังที่วาด การท่องจำคำศัพท์เป็นกลุ่มและจำเป็นผังภาพเช่นนี้จะช่วยให้เรามีแนวทางในการจำ ไม่จำอย่างสะเปะสะปะ และช่วยให้จำได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

    ตัวอย่างของผังภาพคำศัพท์


    สร้างชุดคำศัพท์

    เมื่อได้คำศัพท์ใหม่ๆ มาหนึ่งคำ ให้ทำเป็นชุดคำ โดยเขียนคำศัพท์ คำแปล และประโยคตัวอย่างการใช้คำศัพท์นี้ลงในกระดาษเป็นหนึ่งชุดคำ การจดจำทั้งคำแปลและประโยคตัวอย่างไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้เราจำคำศัพท์นั้นได้และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องด้วย

    ตัวอย่างของชุดคำศัพท์

    • broiler - เตาย่างอาหาร
      That steak was done to perfection. Where did you get that boiler? It's fantastic.

    • can opener - ที่เปิดฝากระป๋อง
      Don't open that by hand. Use the can opener!

    • dishwasher - เครื่องล้างจาน
      I don't know what I'd do without my dishwasher. I can't imagine having to wash all those dishes by hand!

    • dryer - ไดร์เป่าผม
      Honey, where's the dryer? I've just taken a shower and I need to dry my hair.

    • fan - พัดลม
      I really don't like using the air-conditioning. I much prefer this fan to keep things cool.

    ให้เทคโนโลยีช่วยคุณ

    การดูภาพยนตร์จากแผ่นซีดีเป็นวิธีพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์ที่ยอดเยี่ยมและยังสนุกสนานอีกด้วย โดยเฉพาะการดูจากแผ่น DVD ซึ่งสามารถเลือกภาษาเสียงพากษ์และภาษาคำบรรยายได้ เราจึงได้ฟังคำศัพท์จากสำเนียงของเจ้าของภาษาไปพร้อมๆ กับอ่านคำแปลที่คำบรรยายได้เลย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DVD ภาพยนตร์ช่วยคุณเก่งภาษาอังกฤษได้


    ทำบัญชีคำศัพท์เฉพาะด้าน

    แทนที่เราจะทำสมุดคำศัพท์เพื่อท่องคำศัพท์ยาวพรืดเป็นร้อยเป็นพันคำจนน่าปวดหัว เราควรจะทำบัญชีคำศัพท์เป็นด้านๆ ไป เช่น ศัพท์สำหรับการทำงาน, ศัพท์สำหรับที่โรงเรียน, ศัพท์สำหรับกิจกรรมยามว่าง, ศัพท์สำหรับใช้ในบ้าน เป็นต้น และท่องจำไปทีละประเภทเพื่อให้ระบบความจำของเรามีระเบียบ นอกจากนั้นในยามฉุกเฉินก็สามารถเปิดหาคำศัพท์ได้รวดเร็วกว่าสมุดคำศัพท์ที่ไม่ได้แยกประเภทด้วย


    สร้างตารางรูปคำ

    รากศัพท์คำเดียวอาจผันรูปคำไปได้มากมาย เช่นอยู่ในรูป Concept noun, Personal noun, Adjective, Verb ดังนั้นนอกจากการจดคำศัพท์และคำแปลลงในสมุดแล้ว ยังควรทำตารางคำศัพท์ที่อยู่ในรูปต่างๆ ไว้ด้วย และพยายามจดจำคำศัพท์แต่ละคำให้ได้ในทุกรูปคำ เพื่อให้เราสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง

    ตัวอย่างของตารางการผันรูปคำ

    Concept noun
    Personal noun
    Adjective
    Verb
    baking baker baked bake
    baking banker bankrupt bank
    belief believer believable believe
    benevolence benefactor beneficial benefit
    bidding bidder bidden bid
    blackmail blackmailer blackmailed blackmail
    blasphemy blasphemer blasphemous blaspheme
    bombardment bomber bombarded bomb


    ซื้อสมุดภาพคำศัพท์ (Picture Dictionaries)

    เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า "ภาพหนึ่งภาพมีคุณค่ามากกว่าคำพูดพันคำ" ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริงๆ สำหรับการฝึกทักษะด้านคำศัพท์ เพราะการที่เราได้จดจำคำศัพท์และคำแปลไปพร้อมๆ กับการดูภาพประกอบของคำนั้น จะช่วยกระตุ้นให้สมองเราจดจำคำศัพท์คำนั้นได้ดีขึ้น และเป็นความจำที่ยาวนานกว่าการท่องจำแต่เฉพาะตัวหนังสือ เรื่องนี้พิสูจน์ได้ง่ายๆ เพราะเด็กทารกสามารถจดจำภาพได้ก่อนที่จะรู้จักตัวหนังสือเป็นเวลาหลายปี และความทรงจำหรือความประทับใจอันยาวนานของเรามักจะเป็นภาพเหตุการณ์มากกว่าตัวหนังสือหรือข้อความ ดังนั้นเพื่อให้การจดจำคำศัพท์เป็นไปได้ง่ายขึ้น จึงควรหาซื้อสมุดภาพคำศัพท์ที่มีวางขายกันอยู่มากมายมาเป็นตัวช่วยอีกอย่างหนึ่ง

    ตัวอย่างของสมุดภาพคำศัพท์



    ศึกษาคำศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน

    คำศัพท์บางคำเราพบว่ามันมักจะมาด้วยกันเสมอ ดังนั้นเราจึงควรจดจำคำศัพท์นั้นให้เป็นคู่ๆ เพื่อให้จำได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่ดีของคำที่มักมาคู่กับคำอื่นๆ เช่น Take, Have, Break ซึ่งด้านล่างนี้เป็นแบบฝึกหัดการใช้คำศัพท์ทั้ง 3 คำนี้

    เลือก Take, Have, Break คำใดคำหนึ่งเพื่อใช้ร่วมกับคำศัพท์ที่ให้มา (กดที่ลูกศรลงเพื่อดูเฉลย)
    a break

    a leg

    a headache

    a window

    a haircut

    an exam

    a seat

    breakfast

    the law

    a holiday

    a taxi

    a world record

    someone's heart

    a bath

    someone's temperature

    a relationship

    a look

    a promise

    a chance

    a drink

    the rules

    notes

    time

    a habit

    the ice

    a rest

    a rest

    someone's place

    the news to someone

    a problem


    ใช้ Corpus ให้เป็นประโยชน์

    Corpus หรือ Corpora คือการเก็บรวบรวมเอกสารจำนวนมหาศาลซึ่งสามารถค้นหาจำนวนครั้งที่คำศัพท์ที่เราสนใจได้ถูกใช้ไปในเอกสารจำนวนมหาศาลเหล่านั้น แล้วสุ่มประโยคจำนวนหนึ่งขึ้นมาแสดงให้เราดู เพื่อศึกษาวิธีการใช้คำศัพท์นั้น เราสามารถเข้าไปดู Corpus ได้ที่เว็บไซต์ http://www.natcorp.ox.ac.uk
    ที่มาข้อมูล : http://esl.about.com
    โดย - ket - วันที่ 17 กรกฎาคม 2553 เวลา 9:17

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2567)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    กฎหมายเรื่องการวิ่งเต้นล้มคดี(ดีโพลมา2566)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27(ดีโพลมา2565)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2564)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน
    ลูกครูญี่ปุ่น ถูกฆ่าหั่นศพ รุดพบตำรวจ (ดีโพลมา2563)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 26(ดีโพลมา2562)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
    ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2561)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    ขับรถอย่างไรจึงไม่ปวด
    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา “สมชาย ไพบูลย์” แนวร่วม นปช.และอดีต ส.ข.บางบอ
    รพ.จุฬาลงกรณ์ เชิญประชาชนร่วมบำเพ็ญกุศล (ดีโพลมา2559)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม -ตอนที่ 25(ดีโพลมา2558)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ไปเที่ยวเดอะกะตะรีสอร์ทที่ภูเก็ตมา(ดีโพลมา2557)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน).
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2560)
    กฎหมายค่าส่วนกลาง(ดีโพลมา2559)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 24 (ดีโพลมา2558)
    กินอย่างไร เมื่อไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
    กินอย่างไรห่างไกลเบาหวาน
    กินอย่างไร เมื่อเป็นโรคเบาหวาน
    หางาน part time งานผ่านเน็ต รับงานทำที่บ้านได้ คลิก
    โรคความดันโลหิตสูง รักษาได้ แค่หลีกให้ไกลจากโซเดียม
    อีเมล และสมอง อัศจรรย์แห่งการเชื่อมโยง
    Japanese Language Course
    แค่หลับสนิท ก็ผอมได้ไม่น่าเชื่อ!
    อลังการอะ ศิลปะบนผนังที่ห้างรูปเกือกม้าในเนเธอร์แลนด์
    วิธีลดน้ําหนัก 5 กิโล 1 อาทิตย์ สูตรเด็ดที่สาว ๆ ต้องคิดก่อนลอง !
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2556)
    สตช. เพิ่งตื่น สั่งเข้มปราบปรามแหล่งเงินกู้นอกระบบ(ดีโพลมา2555)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 23(ดีโพลมา2554)
    30 วิธีฉลาดสุดๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณ “ง่ายขึ้น” ไปดูว่ามีอะไรบ้าง!
    การปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเป็นคนที่มีความสุขทำอย่างสม่ำเสมอ
    งานพิเศษ งานรายได้เสริม ใช้เวลาว่างๆ 2-3 ชั่วโมง ทำงาน ที่นี่ค่ะ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2553)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่18ต.ค.2557(ดีโพลมา2552)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 22(ดีโพลมา2551)
    ตามหาญาติ (ดีโพลมา2550)
    หางานทำที่บ้าน งานทำทางเน็ต สร้างรายได้ที่บ้านค่ะ
    เลือกที่พัก รายวัน รายเดือน อย่างไรดี
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2549)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2548)
    แต่งตั้งนายตำรวจราชสำนัก (ดีโพลมา2547)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 21ขอขอบคุณที่มาของข่าว/ภาพจากผู้ที่มีชื่ออยู่ด้านล่างนี้ทุก
    หนังเรื่องผีชี่วะ ภาค4 (ดีโพลมา2545)
    หนี้เสียเกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ (ดีโพลมา2544)
    หางาน หางานทำที่บ้าน คีย์งานผ่านเน็ต ง่ายๆ คลิกเลย
    9 สุดยอดผัก แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
    ลดความเครียดและรอบเอวด้วยอาหาร 4 ชนิด ที่คิดไม่ถึง
    เช็กสิ 14 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเครียดมากเกินไป

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 124.8002ms