คุณยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ หากต้องการแก้ไขบลอกหรือเขียนเรื่องใหม่ กรุณา เข้าสู่ระบบ จำนวนคนที่ใช้งานขณะนี้ 554 คน
web hosting linux server
 
ทุบกระปุกไปเที่ยว
สำหรับคนชอบเที่ยวแบบไม่ง้อไกด์
About me:
ปฏิทิน
< พฤศจิกายน 2551 >
จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.อา.
272829303112
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
1234567
สถิติของบลอก
  • คนเข้าชมทั้งหมด 1535
  • คนเข้ามาวันนี้ 6
  • มีคนตอบทั้งหมด 15
  • มี topic ทั้งหมด 7
  • ใช้เนื้อที่ไป
  • มีรูปภาพจำนวน
เครื่องมือ
เก็บหน้านี้ไว้ใน bookmark
ส่งข้อความ ถึงเจ้าของบลอก
เตือนทางอีเมล์ เมื่อมีการอัพเดต
โหวตให้บลอกนี้
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
เข้าสู่ระบบ
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิกใหม่
ลืมรหัสผ่าน


Last edit on 27/9/2551 17:18:00



หลังจากพ้นมาจากซอยเงียบสงัด บรรยากาศเหมือนแถวๆหลังวัดนั่นแล้ว เดินเลยมาอีกนิดยังไม่ทันหายเสียวสันหลังดี เราก็เห็นมีหนุ่มสาวหน้าจีนๆสองสามคนเดินออกมาจากทางข้างหน้า เดาว่าที่พักของเราต้องอยู่แถวนั้นแน่ๆ เลยเร่งสปีด ถึงแล้วจะได้พักซะทีละ

เอ๊! มันไม่ได้อยู่ในซอยซะหน่อยนี่นะ แหม..ดูแผนที่ผิดเลยเดินหลงไปซะได้ แต่จะว่าไป ..มองดูแล้วที่นี่ก็วังเวงไม่แพ้กันเลยล่ะค่ะ

ตึกตรงหน้าเป็นตึกเก่าสูงประมาณสองชั้น สร้างเป็นรูปตัวยู จากประตูทางเข้าด้านหน้าก่อนถึงตัวตึกมีลักษณะเป็นลานกว้างๆที่ล้อมด้วยตัวตึกเก่าๆ หน้าต่างไม้แบบตีบานเกล็ดเป็นช่องๆเปิดอยู่บ้าง ปิดอยู่บ้าง บางบานดูชำรุดทรุดโทรมเหมือนจะหลุด ประตูหน้าสีทึมๆอยู่ตรงกลางตรงกับทางเข้าด้านหน้าพอดี ข้างประตูมีป้ายชื่อติดอยู่ ดูยังไงก็ใช่ ที่ๆเราจองไว้(จริงๆเหรอเนี่ย) 

เอาน่า...ยังไงก็มาถึงแล้วหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน เอื้อมมือไปจับประตูบานใหญ่ คิดว่าข้างในจะเป็นห้องโถงกว้าง และเคาน์เตอร์ มีเก้าอี้ให้นั่งพัก แต่พอเปิดเข้าไป หลังประตูบานนั้นมันเป็นบันไดค่ะ.. บันไดชันๆขึ้นไปชั้นบน

ไม่จริ๊ง...ไม่จริงอ่ะ เพื่อนสาวคนนึงแทบร้องไห้..นี่เรายังไม่ถึงอีกเหรอ หมดแรงแล้วนะ สู้ๆน่า อีกอึดใจเดียว ว่าแล้วก็ช่วยกันแบกกระเป๋าขึ้นมาข้างบนจนได้

(ก็กระเป๋าของเพื่อนใหญ่ซ้า.. ถึงจะมีล้อลากก็เหอะ เวลาขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟ ขึ้นบันได ก็รู้สึกว่าอยากจะโยนทิ้งทุกทีซิน่า เพราะฉะนั้นสาวๆทั้งหลาย ถ้าใครคิดจะเที่ยวตะลอนทัวร์แบบนี้ อย่าลืมประมาณขนาดและน้ำหนักของกระเป๋าให้อยู่ในพิกัดที่เรายกได้โดยที่ไม่ทรมานตัวเอง ยกเว้นแต่ว่ามีผู้ชายตามมายกให้ก้อแล้วไปค่ะ)

ข้างบันไดที่ชั้นบนเป็นห้องโถงติดพัดลมเพดาน มีโต๊ะและโซฟา อยู่สองสามชุด แต่ปิดไฟซะมืดเลย มีแค่แสงสว่างผ่านออกมาจากประตูห้องเล็กๆห้องนึงที่ใช้เป็นออฟฟิศ 

เจ้าหน้าที่ผู้ชายพูดภาษาอังกฤษชัดแจ๋วบอกเราว่า ไม่มีห้องสำหรับห้าคนตามทีจองมา แต่เราได้ห้องสองห้องอยู่ติดกันด้วย ห้องนึงมีสี่เตียง อีกห้องเป็นเตียงใหญ่หนึ่งเตียง  แต่ต้องเดินไปสุดทางเดินแล้วเลี้ยวขวา เดินไปอีกจนสุดทางแล้วขึ้นบันไดไปชั้นบน  หา..ทำไมมันไกลจังหว่า

เรามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็ตกลงกันว่าจะไปดูห้องก่อน ไฟทางเดินเป็นแบบ eco-friendly คือ ประหยัดพลังงานสุดๆ ต้องคอยกดสวิตช์ไปตามทาง แล้วก็ตั้งเวลาไว้แป๊บเดียะ เดินไปไม่ถึงไหนเลย ดับอีกละ ..ใจดำชมัด ยังดีว่ามีไฟจากห้องน้ำตรงหัวมุมสุดทางเดินแรกส่องมาพอให้มองเห็นได้บ้าง

ทางขึ้นไปห้องของเราเป็นบันไดหินมืดๆ กดเปิดไฟบันไดก็ไม่ติด ต้องมีคนคอยกดเปิดไฟทางเดินข้างล่างไว้ ที่ข้างบนเป็นเหมือนดินแดนสุดขอบโลกค่ะ คือไปไหนไม่ได้อีกแล้ว พื้นที่แคบๆขนาดเท่าลิฟท์ 1 ตัว มีประตูอยู่ทางซ้ายมือสองบาน ตรงหน้าอีกหนึ่งบาน

ห้องบนส่วนนี้แยกโดดเดี่ยวออกมาจากที่อื่นเหมือนเป็นส่วนหอคอยเล็กๆ และประตูสองในสามบานนี้เป็นประตูห้องเรา แต่ไอ้บานริมสุดซ้ายมือเนี่ยนะคะ มันดูน่าสงสัยมาก ว่าเป็นห้องอะไร ก็เล่นปิดสนิทคล้องกุญแจซะขนาดนั้น หน้าประตูห้องมีแผ่นป้ายจางๆเขียนอะไร(เดาว่า)คล้ายๆคำว่า การ์ด อู้.. ช่างดูลึกลับจริงหนอ

พอไขกุญแจเปิดประตู ก็มีเสียง อะ..อะ..แอดดดด อย่างที่ชวนให้จินตนาการถึงเรื่องผีๆ แสงไฟจางๆค่อยๆสาดเข้าไปในห้อง มองเห็นเตียงปูผ้าปูที่นอนสีขาวทีละเตียง พอเปิดไฟสว่าง ก็เห็นว่าในห้องสีขาวรูปสีเหลี่ยมผืนผ้า มีเตียงเดี่ยว วางเรียงกันอยู่สามเตียง ด้านปลายเตียงมีเตียงที่สี่วางแนวขวางชิดผนังอยู่ พร้อมด้วยโต๊ะ เก้าอี้และอ่างล้างหน้า

(เฟอร์นิเจอร์มีเท่านี้ค่ะ แหม..จ่ายคืนละไม่ถึงพันบาท ได้ห้องพักกลางเมืองท่องเที่ยวติดอับดับท็อปฮิตในยุโรป อะไรๆมันก็ต้องลดลงเป็นธรรมดา)


ว่าแต่..ไอ้ห้องลึกลับข้างๆที่คล้องกุญแจไว้น่ะมันตามมาหลอกหลอนพวกเราด้วยน่ะซิคะ เพราะแทนที่ผนังห้องจะปิดมิดถึงเพดานตามปกติ ผนังกลับสูงไม่ถึงเพดาน เหลือช่องว่างประมาณเมตรกว่าๆไว้ให้มองเพดานห้องของกันและกันเล่นซะอย่างนั้น อืม...มันดูไม่ดีอย่างแรง

ว่าแล้วก็รีบลงไปเจรจาขอเปลี่ยนห้องค่ะ แต่ก็ต้องน้ำตาตกกลับมาเพราะพ่อหนุ่มอิตาเลี่ยนสำเนียงอเมริกันบอกว่าห้องเต็ม ต้องรออีกวันนึงถึงจะมีห้องว่าง

ทำไงได้ บอกแล้วว่าเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง (อันที่จริงถ้ามีเงินมากพอก็ไม่ต้องมาอยู่ที่นี่แล้วล่ะ) เลยตัดสินใจพิสูจน์ว่าไอ้ผนังเจ้าปัญหาเนี่ยมันปีนข้ามไปมาได้รึเปล่า ถ้าได้ ..แล้วอะไรอยู่ในห้องแคบๆยาวๆนั่น

อูย..ไม่อยากจะคิดมากเลยให้ตายเถอะ

(ลืมบอกไปว่า..ระหว่างที่เจรจาต่อรอง มีเด็กผู้หญิงคนจีน อายุประมาณยี่สิบ ใส่เสื้อยืดสีขาว กระโปรงสีดำประมาณเข่า มานั่งมืดๆ บนพนักโซฟาที่ห้องโถง หลังค่อมๆ ก้มหน้า ผมตกลงมาปิดหน้าปิดตาอีก โอ๊ย.. แม่คุณเอ๊ย.. ทำตัวได้เข้ากับบรรยากาศจริงๆเชียะ)

ยังดีอยู่ว่า หลังจากพิสูจน์ด้วยการต่อเก้าอี้ ปีนขึ้นไปดูจนแน่ใจแล้วปรากฎว่าผนังมันทึบ คือ ห้องข้างๆเนี่ยผนังเตี้ยและเพดานต่ำกว่าห้องเราแต่ก็โบกปูนปิดเรียบร้อยดี ไม่มีใครสามารถปีนเข้าปีนออกได้แน่ - -ก็โล่งใจ (ถึงจะยังตงิดๆว่านี่มันห้องอะไรของมันฟะ)

จากนั้นสาวๆก็ชวนกันไปอาบน้ำ ไปพร้อมกันหลายๆคนจะได้ไม่น่ากลัวเนอะ ยังไม่ทันขาดคำ โครม ! โอ้ย ! เพื่อนลงไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนขั้นบันได งานนี้ผีไม่ได้ผลักหรอกนะคะ แต่ไฟเสียเลยมองไม่เห็นง่ะ อิ อิ

 

คืนแรกผ่านไป โดยที่ไม่มีใครเจออะไรอย่างที่กลัวว่าจะเจอ ที่คิดว่าจะย้ายห้องก็เลยขี้เกียจละ ออกไปเที่ยวดีกว่า กลับมานอนอีกคืนเดียวก็จะไปแล้วนี่นะ

แต่คืนนี้ไม่เหมือนคืนก่อน.. พอเริ่มดึก พระจันทร์ดวงใหญ่ลอยมาใกล้หน้าต่าง เราก็แยกย้ายกันไปนอน

อากาศค่อนข้างร้อนและที่นี่ไม่มีทั้งแอร์และพัดลม เราก็เลยเปิดหน้าต่างไว้ แต่เพื่อนคนที่นอนเตียงใกล้หน้าต่างไม่ชอบให้แสงจันทร์ส่องหน้า เลยหนีไปนอนอีกห้องที่มีเตียงใหญ่เบียดกะเพื่อนอีกคน เพื่อนสาวคนที่นอนติดผนังห้องปริศนาเลยรีบย้ายมานอนข้างหน้าต่างแทน

สรุปว่ามีเตียงว่างอยู่ข้างเตียงดิฮั้นซิคะ เลยต้องหลับไปด้วย เหล่ไปด้วย กลัวมีแขกไม่ได้รับเชิญ(และไม่จ่ายค่าห้อง)มาแอบนอน 

กำลังหลับอยู่ดีๆ ตีเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยเสียงโหยหวน ครวญครางฟังไม่เป็นภาษามาจากนอกหน้าต่าง เดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นเสียงบ่นพึมพำ เดี๋ยวก็คล้ายๆร้องเพลง แต่ฟังไม่ออก สงสัยจะเป็นผีอิตาเลี่ยน บรื๋ออออ..

แอบมองเพื่อนเห็นหลับกันคร็อก แอบมองเตียงว่าง ..ยังคงว่างอยู่ เฮ้อ..แล้วไป แต่เสียงนั่นดังมากกกก คิดไปต่างๆนาๆแต่ไม่กล้าลุกขึ้นไปดู ได้แต่นอนหลับตาปี๋ท่องในใจว่าผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง

ตื่นมาอีกที เห็นแสงอาทิตย์ก็อุ่นใจว่า เย้! เช้าแล้ว ไม่ต้องกลัวผีแล้วเรา

แต่พอมาคุยกัน สรุปว่าเพื่อนได้ยินเสียงประหลาดนั่นกันทุกคนแต่ก็ไม่มีใครกล้าลุกมาดู.. อ่ะค่ะ - - ก็พวกเราไม่ใช่ทีมท้าผีนี่คะ

เพื่อนคนนึงเล่าว่าเสียงดังจนนอนไม่หลับ แต่คิดว่าน่าจะเป็นคนบ้า หรือคนเมามากกว่าผี เพราะได้ยินเสียงคนเปิดหน้าต่างมาตะโกนด่าโหวกเหวกอยู่ ก็ไม่เงียบ
ยิ่งส่งเสียงดังขึ้นอีก  จนได้ยินเสียงเหมือนใครสักคนที่ความอดทนขาดสะบั้น เลยหาอะไรเขวี้ยงลงไปดังตุ๊บ เจ้าบ้านั่นถึงเงียบได้ ฮึ.. เจ้าบ้าเอ้ย มันบ้าจริงๆด้วยที่มาทำให้เรานอนกลัวผีอยู่ทั้งคืน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อนคนที่ย้ายไปนอนริมหน้าต่างบอกว่า รู้สึกเหมือนโดนผีอำเพราะตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วรู้สึกอึดอัดขยับตัวไม่ได้ พยายามเรียกใครก็ไม่มีใครได้ยิน ทุกคนฟังแล้วก็ได้แต่มองตากับปริบๆ ..เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้.. เก็บของใส่กระเป๋า แล้วโกยอ้าวไปเที่ยวที่อื่นเหอะ



เขียนความคิดเห็น | มีคนตอบทั้งหมด: 1 | อ่าน: 136 | Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/khunchuda.blog?PostID=5254

Last edit on 13/10/2551 9:17:00



   เมื่อคิดจะเที่ยวแบบประหยัด(หรืออีกนัยหนึ่ง สถานะภาพทางการเงินบังคับ) ก็ต้องตัดโรงแรมติดดาวออกไปจากระบบความคิดค่ะ ต้องทำเป็นลืมๆความสะดวกสบายไปบ้าง เพราะที่เราอยากได้ จริงๆแล้วคือที่อาบน้ำ ที่นอนและที่เก็บของเท่านั้นเอง เวลาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการเที่ยวตะลอนๆไปทั่วเมือง กลับมาก็อาบน้ำ หลับคร็อก เช้าก็ตื่นออกไปอีก ห้องพักแบบมีวิวก็ไม่ต้องค่ะ มองทำไมจากที่ไกลๆ ออกไปดูใกล้ๆดีกว่า 


เราเคยได้ห้องพักริมทะเลสาปลูเซิร์น พอรูดม่านหน้าต่างออก ว้าว.. วิวสวยมากกกก ระเบียงห้องอยู่ตรงหน้าสะพานเก่าแก่ของเมืองพอดี (Pont de la Chapelle) ชอบจริงๆเลย ถูกใจมั่กๆ แต่ก็กรี๊ดกร๊าดชื่นชมกันเฉพาะตอนแรกที่ไปถึงเท่านั้นแหละค่ะ พอหลังจากตระเวนไปนู่นมานี่จนหมดแรง กลับถึงห้องแทบไม่ได้เปิดม่านชมวิวเลย  เพื่ออะไรเนี่ย ??

 

ด้วยเหตุนี้ ที่พักที่เรามองหาก็เลยมักจะเป็นโฮสเทล (hostel) แบบรวมอาหารเช้ามั่ง ไม่รวมมั่ง ห้องน้ำส่วนตัวมั่ง ห้องน้ำ(ใช้)รวมมั่ง แล้วแต่ว่าจะหาได้ในแต่ละเมืองที่ไป แต่ที่เน้นมากๆ คือ อยู่ใจกลางเมือง ใกล้สถานีรถไฟ ไปไหนมาไหนสะดวก อาหารเช้าก็ไม่ค่อยเน้นเท่าไหร่เพราะอยากออกแต่เช้าไปเที่ยวมากกว่า ค่อยไปหาอะไรกินเอาข้างหน้าก็ได้ เผื่อมีร้านให้นั่งชมบ้านชมเมือง ได้นั่งคุยกะฝรั่งหล่อๆที่โต๊ะข้างๆอีกด้วย อิ อิ


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะไม่ปลื้มขนมปังทาแยม กาแฟสำเร็จรูป น้ำส้มกล่อง อะไรพวกนี้ด้วยล่ะ(ก็หากินง่ายจะตาย หาซื้อที่ไหนก็มีนี่นะ) แต่ขึ้นชื่อว่าโฮสเทลแล้วก็จะมีแต่อาหารเช้าแบบที่ว่า ก็ถือว่าตามราคาเค้านะคะ ที่ชอบมากกว่า คือ แบบไม่รวมอาหารเช้าแล้วค่าห้องถูกลงมาอีกนิด  


ข้อควรระวังในการเลือกหาโฮสเทลทางเน็ต นอกจากต้องเช็คทำเลที่ตั้งในแผนที่ว่าอยู่ใกล้จริงอย่างคำโฆษณาแล้ว ให้เลือกที่มีรูปให้ดูว่าหน้าตา และสภาพห้องเป็นยังไงไว้ก่อน


เก๊าะแหม..ไม่อยากบอก (แปลว่ากำลังจะบอก) ขนาดมีรูปให้ดูยังเชื่อถือไม่ค่อยได้เลยอ่ะ(ประเภทภาพนี้ถ่ายเพื่อใช้ในการโฆษณาเท่านั้น -- อะไรแบบเนี้ย) คิดเอาละกันว่า พวกที่ไม่กล้าลงรูป ห้องจะสยองขนาดไหน

 

ที่พักอีกประเภท ดีขึ้นมาหน่อย ห้องสบาย ราคากลางๆ คือ ไม่ถูกเหมือนโฮสเทล และก็ไม่แพงเท่าโรงแรม หาได้ทั่วไปในอังกฤษ เรียกว่า ที่นอนพร้อมอาหารเช้า (bed&breakfast) หรือ B&B


อาหารเช้าเค้าใช้ได้เชียวค่ะ  ถึงจะหนีไม่พ้นขนมปัง ไข่ดาว เบคอน ไส้กรอก กาแฟ น้ำส้ม นม เนย แบบที่ฝรั่งชอบกิน แต่ที่อังกฤษจะมีถั่วเม์ดใหญ่ๆหน้าตาคล้ายๆถั่วแดงราดซอส เรียว่าbaked beanมาให้ด้วย   และแต่ละเมืองจะมีดีต่างกันที่กรรมวิธีในการปิ้งขนมปัง หรือทอดไข่อะไรแบบนี้ หรือบางที่ก็มีมะเขือเทศเผาบ้าง ใช้แยมที่ทำเองบ้าง homemade สุดๆ บริการก็กันเอ๊ง กันเอง รู้สึกเหมือนมาเป็นแขกที่บ้านเพื่อน(ที่รวยๆ)ซักคน

 อ้าว..ว่าจะเล่าเรื่องที่พัก กลายเป็นเรื่องอาหารไปซะงั้น           

 

จะว่าไป เราไปเที่ยวมาก็หลายที่ แต่ที่พักที่ประทับใจไม่รู้ลืม คือ ที่สก็อตแลนด์ และฟลอเรนซ์ค่ะ    

 

ด้วยความอยากลองสมมุติว่าตัวเองเป็นเลดี้ ภริยาท่านลอร์ดดูบ้างก็เลยอยากนอนในปราสาท  แต่ปราสาทแต่ละหลังกลายเป็นโรงแรมห้าดาวไปซะส่วนใหญ่ - -ไม่มีตังค์อ่ะ


แต่ในเมื่อความพยายามอยู่ที่ไหน ห้องพักในปราสาทก็อยู่ที่นั่น และแล้ว “Carriden House” ปราสาทหลังย่อมในสก็อตแลนด์ อยู่นอกเอดินเบรอะมานิดหน่อย จึงเป็นที่พักของเราจนได้



ที่นี่เจ้าของเค้าดูแลเองค่ะ เปิดครึ่งนึงของปราสาททำเป็นที่พัก เลยมีห้องไม่มาก พวกเราไปกันสิบเอ็ดคน เค้าเลยยกห้องทั้งหมดให้เลือกพักกันตามอัธยาศัย


เด็ก(เหลือ)น้อยสิบเอ็ดคนเลยได้ที วิ่งวุ่นแย่งห้องกันใหญ่ มีอยู่ห้องนึงมีเตียงไม้สี่เสาแบบโบราณ  ตอนแรกก็แย่งกันใหญ่

ชั้นจะนอนห้องนี้ ไม่จริง.. ชั้นต่างหาก แหม..ใครก็อยากได้บรรยากาศนี่นะแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นห้องเดียวที่ไม่มีคนนอน เพราะเป็นโรคปอด(แหก)กันหมด กลัวว่าจะมีใครมาเยือนยามวิกาลน่ะ หุ หุ 



ว่าแล้วก็ขอแอบเม้าท์ เพื่อนหนุ่มคนนึงในกลุ่มของเรา นอนหลับอย่างเป็นสุขในคืนแรกที่ปราสาท (อาจจะแอบฝันว่าตัวเองเป็นเจ้าชาย) พอตื่นมา ก็มายืนบิดขี้เกียจอยู่ตรงหน้าต่าง แล้วก็รูดม่านหน้าต่างออกกะว่าจะชื่นชมทัศนียภาพยามเช้าจากหน้าต่างห้องนอน  แต่.. โฮะๆ เป็นความโชคดีอย่างยิ่ง..เก๊าะห้องนอนอยู่เหนือสุสานพอดี๊เลย -- ถึงกับเหวอ


แทนที่จะเห็นวิวสก็อตแลนด์ยามรุ่งอรุณ กลับเห็นแต่บรรพบุรุษเจ้าของปราสาทนอนเรียงกันซะนี่

(แล้วเรียกว่าโชคดียังไงน่ะเหรอ เก๊าะโชคดีที่ไม่ใช่ห้องเราไงล่ะ โฮะๆ )


เราก็ว่าแล้ว ทำมาชวนคนโน้นคนนี้ไปนอนที่ห้อง บอกห้องกว้าง มีเตียงเล็กว่าง มาอยู่กันหลายๆคนจะได้ครึกครื้น

โน่น.. นอนเป็นเพื่อนอยู่ข้างล่างตั้งเยอะ ยังไม่พออีกเหรออออ ...     

 

  จะว่าไปตอนกลางคืนที่ปราสาท เราก็ได้ยินเสียงดัง ตึง ตึง ก้องอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นเสียงอะไร ปลอบใจตัวเองว่าคงจะเป็นปั๊มน้ำล่ะมั้ง ผีลอยไปลอยมาไม่น่าจะเดินดัง อีกทั้งผีฝรั่งก็ไม่น่ามานั่งตอกอะไรตอนกลางคืน (ก็กฎหมายเค้าเข้มงวด - - ขืนทำเสียงดังกลางคืนเดี๋ยวโดนบ้านใกล้เรือนเคียงร้องเรียนน่ะ)


หันไปมองเพื่อนร่วมห้องก็ชิงหลับไปก่อนแล้ว แฮ่ม..ไม่ได้กลัวหรอกนะ แต่รีบนอนมั่งท่าจะดี


ตอนแรกคิดว่าจะเปิดไฟหัวเตียงไว้เป็นเพื่อน แต่พอนอนมองเพดาน มองรอบห้องไปมา มันมีเงาจากแสงไฟสลัวๆแล้วยิ่งดูหลอนๆยังไงไม่รุ เลยตัดสินใจว่าปิดไฟดีกว่า ถือซะว่ามืดตึดตื๋อขนาดมองตัวเองยังไม่เห็น แล้วถ้าผีมา จะไปมองเห็นได้ยังไงล่ะ.. จริงป่ะ

 

ตื่นมาตอนเช้า มีเพื่อนทำหน้าที่เป็นคุณแม่บ้านมาเคาะห้องเรียกทุกคนลงไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร(ใช้คำว่ากินไม่ได้ นี่พักอยู่ในปราสาทนะ) เราก็ล้างหน้า แปรงฟัน สวมเสื้อคลุมลงไป(ผู้ดีต้องสวมไม่ใช่ใส่นะค๊า)


วิวจากห้องอาหาร มองออกไปจะเห็นทะเลสาบ พอนั่งโต๊ะ ก็มีแม่บ้าน(ตัวจริง)เข้ามาถามว่า Madameจะรับอาหารเช้าเลยมั้ย หรืออยากดื่มกาแฟก่อน พอกินเสร็จ เอ๊ย! รับประทานเรียบร้อย ก็ทิ้งทุกอย่างขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวสวยได้เลย


ชอบจริงๆ มันสบาย ส่วนตั๊ว ส่วนตัว ทำอะไรก็ได้เหมือนอยู่บ้านแต่มีคนมาคอยบริการ รู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของปราสาทยังไงยังงั้น นี่ถ้าไปนอนที่อื่น ตื่นมาต้องอาบน้ำแต่งตัวให้ดูดีก่อน ค่อยออกจากห้องไปกินอาหารเช้า ขืนใส่เสื้อคลุมลงไป แขกคนอื่นแตกตื่นกันพอดีน่ะซิคะ แต่จริงๆแล้วคงเป็นเพราะว่าไม่มีแขกคนอื่นมาพัก มีแต่พวกเรากันเองด้วยล่ะ เลยส่วนตัวได้ขนาดนี้ ประทับใจมั่กมาก

 

เค้ามีห้องนั่งเล่นสำหรับให้ลงมานั่งสังสรรค์กันอีก 1 ห้องใหญ่ ในห้องประดับต้นคริสมาสต์ตามเทศกาล มีเตาผิงแบบใส่ฟืน เปียโนหลังใหญ่ และผนังด้านนึงเป็นตู้หนังสือที่แอบทำเป็นประตูลับเข้าไปห้องด้านในด้วย - - เท่ซะไม่มีอ่ะ


พวกเรารู้ความลับนี้เพราะเพื่อนคนนึง เข้ามาในห้องนั่งเล่นก่อนใครแล้วเห็นคุณลุงเจ้าของปราสาทเดินออกมาจากทางนั้นพอดี ตอนแรกเพื่อนก็ไม่ได้สนใจหรอกค่ะ คิดว่าเป็นประตูธรรมดา พอมองไปมองมา เอ๊ะ นี่มันตู้หนังสือทั้งแถบเลยนี่ แล้วลุงเค้าออกมาจากทางไหนอ่ะ บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ มีแต่คนหาว่าตาฝาด เจ้าตัวเลยลองเดินไปจับๆดึงๆที่ตู้ดู ประตูก็เปิดผลั๊วออกมา ทำเอาทุกคนอ้าปากค้างไปตามๆกัน ฮ้า..ของจริงนะเนี่ย              

 

 

ส่วนความประทับใจที่ฟลอเรนซ์นั้น ขอบอกว่า ความสะดวกสบายเท่ากับศูนย์ แต่ความตื่นเต้น แรงกว่ากันเยอะค่ะ

 

วันนั้นพวกเราไปถึงฟลอเรนซ์ช้ากว่ากำหนด เพราะมัวแต่พยายามโพสต์ท่าดันหอเอนปิซ่าจนเพลิน (จริงๆแล้วต้องโทษรถไฟเที่ยวเช้าจากโรมไปปิซ่าที่ดีเลย์ไปตั้งหลายชั่วโมงแน่ะ) ทำให้กว่าจะออกจากปิซ่าไปถึงฟลอเรนซ์ก็ค่ำ

เดินหาซอยตามที่อยู่โฮสเทลที่จองไว้ อ๊ะมองเห็นป้ายลางๆ อ่านชื่อแล้ว ซอยนี้น่าจะใช่ ว่าแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าไป ...ว่าแต่..ทำไมมันเงียบวังเวงจัง ยิ่งมืดๆยั่งงี้ด้วย ..บึยส์..ทุกคนรู้สึกแปลกๆแต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร


ทางซ้ายมือในซอยมีกำแพงสูงใหญ่ลักษณะคล้ายกำแพงวัดบ้านเรา ประตูบานใหญ่ปิดสนิท บนหัวเสาสองข้างประตูมีอะไรซักอย่างวางอยู่ ดูเหมือนตุ๊กตาดินเผาแตกๆและก็เหมือนมีธูปหรือเทียนจุดอยู่ด้วย ไม่แน่ใจว่าคืออะไรนะคะ แต่ที่รู้น่ะ มันน่ากลัวชมัด


ในขณะที่ทุกคนเริ่มลังเลไม่แน่ใจ ก็มีคนตาดีหันไปเห็น.. ไม่ค่ะ ไม่ใช่ผี แต่เป็นป้ายเลขที่ 41ที่เรากำลังตามหา แต่เอ..บ้านแถวนี้ปิดไฟเงียบทั้งแถบ จะใช่ที่พักของเราเหรอ เอาไงดีล่ะ ใจนึงก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเรามาช้ากว่าเวลาที่ได้แจ้งไว้ แล้วโฮสเทลบางแห่งเค้าจะมีเวลาเปิดปิด นี่ก็อาจจะปิดแล้วก็ได้ แต่...มันก็ไม่น่าจะเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ยั่งงี้นะ


ตอนกำลังคิดๆอยู่ว่าจะกดกริ่งดีมั้ย จู่ๆก็มีตาลุงคนนึงโผล่มาจากไหนไม่รู้  ตกใจหมด  Hello!ลุงเข้ามาทัก ยูมาจากไหน แล้วมาทำอะไรแถวนี้ล่ะ คุยไปคุยมาเลยรู้ว่าพวกเราน่ะหลงเข้ามาผิดซอย ไม่ต้องคิดมากแล้วค่ะ ซอยวังเวงแบบนี้ ทุกคนพร้อมใจกันบอกลาลุงแล้วเผ่นโดยไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ เดินแป๊บเดียวถึงปากซอย ใช้เวลาน้อยกว่าตอนเดินเข้าไปอีก


งานนี้ไม่มีใครหันหลังกลับไปดูว่าลุงมาจากไหนและกลับไปทางไหน หรือแม้แต่จะดูให้หายสงสัยว่าไอ้กำแพงสูงๆ ประตูใหญ่ๆนั่นมันเป็นอะไร ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะคะว่าดีอกดีใจกับขนาดไหนที่ซอยวังเวงแห่งนี้ไม่ใช่ซอยที่เราตามหา


แต่พวกเราก็โล่งอกได้ไม่นาน เพราะของจริงที่ต้องเจอ คือตึกที่ตั้งทะมึนอยู่ตรงหน้านี่เอง

<< ยังมีต่อ >> 



เขียนความคิดเห็น | มีคนตอบทั้งหมด: 0 | อ่าน: 153 | Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/khunchuda.blog?PostID=5129

Last edit on 20/8/2551 15:50:00


 
 

เรื่องของรถไฟยังไม่หมดค่ะ ก็แหม...ยังไม่ทันได้ทัวร์ยุโรปจะจบได้ไงกันล่ะ

จริงๆแล้ว ...ทริปแรกในชีวิตของเรา คือรถไฟจากฝรั่งเศสไปสวิส แล้วก็ต่อจากสวิสไปเยอรมัน

อื้ม.. โรแมนติคใช่ม๊า แต่ขอบอกว่าคนที่ไปด้วยกันน่ะไม่ทำให้รู้สึกชวนฝันเลยซักกะติ้ดเดียว

ก็อ่ะนะ - -ไปกับคุณป้า อุ๊บส์ส์.. คุณพี่สาวของเราเอง

ตอนแรกกะจะซื้อบัตรยูโรพาส เพร