5/2/2555 17:00:00
ไอ้จันกับไอ้โก้ช่วยกันกระชากผมลุกจากพื้นห้อง ไอ้เดชถือปืนสั้นดุนหลังผมไปท้ายหลังบ้าน ออกไปนอกชานบริเวณทำครัว มีชานชะลาและรั้วกั้นป้องกันตกลงไปหนองน้ำ หลังคาเป็นมุงจาก พวกมันจับผมมัดกับเสาข้างรั้วด้วยเชือกไนลอน เหลียวด้านข้างมองลงไปเห็นน้ำค่อนข้างขุ่น ผักตบชวาขึ้นโผล่ผิวน้ำ เรียงรายติดกันเป็นแนวพรืด ต้นมะพร้าวปลูกเรียงรายอยู่ตามแนวดินข้างหนองน้ำไกลออกไป ไม่มีผู้คนเลย
“มึงมองหาอะไรวะ…แถวนี้ไม่มีใครหรอก ถ้ามึงส่งเสียงร้องหรือคิดหนี กูเอามึงตาย” ไอ้เดชชี้ปืนมาทางผม
“เข้าไปข้างเถอะในเถอะ พี่เดช พี่จัน” ไอ้โก้ร้องบอก หลังจากมัดมือผมไขว่ด้านหลังเสร็จแล้ว ไอ้จันตรวจสอบความแน่นหนาของเชือก มันมัดมือผมจนรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีทางดิ้นรนหลุดรอดไปได้
โจรห้าร้อยสามคนเดินเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ปิดประตูบานทึบและล็อคกุญแจลงกลอน ผมไม่อาจมองทะลุเข้าไปในตัวบ้าน กำแพงด้านนอกฉาบด้วยปูน ทาสีเทาเข้ม บรรยากาศช่วงสายเงียบสงบ ตัวบ้านชั้นเดียวอยู่ลึกเข้ามาในซอยอย่างโดดเดี่ยว ไร้ผู้คน
ผมตั้งใจฟังว่ามีเสียงใดแว่วเข้ามาในโสตประสาทบ้าง ไม่มีเสียงใดเลยนอกจากเสียงกระซิบกระซาบแว่วออกมานอกห้อง เสียงธรรมชาติของจิ้งหรีด นก กบ และอึ่งอ่าง บรรยากาศชานเมืองคล้ายกับสภาพแวดล้อมชนบทในต่างจังหวัด แวบเดียวทำให้ผมนึกย้อนไปถึงหมู่บ้านห้วยแร้ง บ้านเกิดแผ่นดินอีสาน ถึงแม้จะแห้งแล้งตามชื่อหมู่บ้าน แต่ฤดูฝนยังมีน้ำตามคลองและห้วยหนองอยู่บ้าง อีกทั้งน้ำใจผู้คนไม่เคยหืดหาย ช่วยกันแบ่งปันเอื้ออารีต่อกัน รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และไม่เคยคิดเห็นแก่ตัว ถ้าผมอยู่ที่นั่นป่านนี้…คงมีความสุขกับครอบครัวไปแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนอยู่ในเมืองหลวง ลำพังจะเอาชีวิตรอดไปจากขุมนรกแห่งความตายที่นี่ ผมยังอับจนปัญญา
โปรดติดตามอ่านต่อที่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=587234
| ความเห็นทั้งหมด:
0
| อ่าน:
8
ครั้ง
Last edit on 29/1/2555 16:54:00
ตอนที่ 10 คืนแต่งงาน
‘ไอ้เมฆ’ เบิ่งตามองผ่านฝุ่นฟุ้งกระจายบางๆ ร่างสุนัขสีดำตัวใหญ่โตบึกบึนวิ่งเข้าชนลูกน้องมันจนแตกกระเจิง สุนัขท้องถิ่นหลายสิบตัวหนีหัวซุกหัวซนหายไปจากท่าเรือ สุนัขพันธุ์ทางห้าตัวร้องเสียงโฮ้งๆๆ ด้วยความตกใจกลัว มองไม่เห็นแน่ชัดว่าเป็นสิ่งใดพุ่งเข้าชน เป็นเงาดำทะมึนแวบไปมาอย่างรวดเร็ว พวกมันรีบวิ่งโกยแน่บหายไปทันที
เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ เมื่อฝุ่นคล้ายหมอกบางได้คลี่คลายลง แลเห็นสภาพทั่วไปชัดเจน สุนัขพันธุ์ร็อดไวเลอร์ร่างใหญ่ ค่อนข้างท้วม แต่ปราดเปรียวแข็งแรง ยืนจังก้ามองนักเลงท่าเรือตาไม่กระพริบ ‘ไอ้เมฆ’ สุนัขพันธุ์ทางผสมโดเบอแมนรู้สึกไหวหวั่นไม่น้อย เหลียวมองรอบกายเหลือมันยืนอยู่เพียงตัวเดียว พายุฝุ่นจากการวิ่งควบและพุ่งชนของสุนัขผู้มาใหม่ทำเอาพวกมันแตกตื่นตกใจกลัว ลูกน้องที่ยกมาเป็นกองทัพครึ่งร้อยตัวหนีหายไร้ร่องรอย
“ไอ้โจ!!” เสียงร้องอื้ออึงดังมาจากเหล่าสุนัขพันธุ์เทอเรียตัวจิ๋ว ‘ผู้เฒ่าช่วง’ และ ‘ไอ้สุก’
‘ไอ้โจ’ หันควับมามอง ยกเท้าขวาหน้าทักทายกลับมา ท่าทางเป็นมิตรมากกว่าศัตรู ก่อนเหลียวกลับเผชิญหน้ากับ ‘ไอ้เมฆ’
นักเลงท่าเรือจ้องมองด้วยแววตาโกรธแค้น มันกัดฟันเสียงดังกรอด เห่าคำรามเข้าใส่ ‘ไอ้โจ’ ที่เข้ามาทำลายบรรยากาศการต่อสู้และขับไล่ลูกน้องมันไปจนหมดสิ้น สุนัขพันธุ์ร็อดไวเลอร์ไม่รอช้า พุ่งเข้าชน ‘ไอ้เมฆ’ ล้มลงคลุกคลาน พอมันเงยหน้าขึ้นมาก็ถูกขาหน้าเตะเข้าปลายคางจนเขียวช้ำ ปากบวมเจ่อ เสียงเอ๋งดังลั่นไปทั่วริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา สุนัขเจ้าถิ่นคืบคลานเท้าสี่ขาไปข้างหน้าอย่างน่าสงสาร ‘ไอ้โจ’ สะบัดเตะซ้ำเข้าที่ง่ามก้นดังป้าบใหญ่ เสียงร้องเจ็บปวดตามมา คราวนี้ ‘ไอ้เมฆ’ ไม่รอช้ารีบวิ่งแจ้นไปทางบ้านเรือนมนุษย์ที่อยู่ห่างไกลลิบๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของฝูงสุนัขหมู่บ้านอันใหญ่โตมโหฬาร
สนใจติดตามอ่านได้ที่ http://writer.dek-d.com/kingphett/writer/view.php?id=571778
| ความเห็นทั้งหมด:
2
| อ่าน:
70
ครั้ง
24/1/2555 23:29:00
ผู้ป่วยอิงอรเดินลงจากบันไดชั้นสอง พวกเราหยุดสนทนาสักครู่หนึ่ง เธอยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อย่างง่ายดายราวกับหมอนใบโตที่ยัดนุ่นด้านใน ท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียวจนเราพลอยรู้สึกตกใจกับความแข็งแรงของยีนเสือโคร่งในร่างกายเธอ
“มีอะไรหรือค่ะ” หล่อนร้องถามเป็นภาษาอังกฤษ ขณะที่พวกเราแสดงสีหน้าแปลกใจจนผิดสังเกต
“เอ่อ…ไม่มีอะไร คุณดูดีขึ้นมากเลยนะ” ด็อกเตอร์ปาร์คพยายามพูดกลบเกลื่อน “ผมหมายถึงสุขภาพของคุณอร”
“ดิฉันรู้สึกแข็งแรงขึ้นมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่บางครั้งก็เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมและฝันแปลกๆ” ผู้ป่วยอิงอรบอกตามที่ผมเล่าให้ฟัง
“อาการป่วยของคุณคงหายเป็นปรกติในไม่ช้า” ผู้เชี่ยวชาญชาวเกาหลีให้กำลังใจ
“ด็อกเตอร์ธนา ช่วยรักษาเธอเต็มที่…สาวน้อย เขาเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ” มิสเตอร์ไมค์พูดกลั้วหัวเราะ ทำเอาผู้ป่วยอิงอรหน้าแดงเอียงอาย ผมแกล้งกระแอ้มไอเพื่อให้ชายชราผิวดำหยุดแกล้งกระเซ้าเธอเล่น
“ผมว่าเรารีบออกเดินทางกันเถอะก่อนท้องฟ้าจะมืดลง” ผมหันไปบอกผู้ป่วยอิงอรที่ยังแสดงอาการขวยเขิน
โปรดอ่านต่อที่ http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=571307
| ความเห็นทั้งหมด:
0
| อ่าน:
44
ครั้ง