เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1663 คน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
รวมสรุปวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • website อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธ (81)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ทำเนียบเพื่อน จป. มสธ. (639)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์ 54106 (40)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 54112 (37)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เทคนิคในการเรียนกับ มสธ (319)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (21)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เออร์กอนอมิคส์และจิตวิทยาในการทำงาน (8)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สถิติการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ (83)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิศวกรรมพื้นฐานสำหรับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (57)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยา (13)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลแห่งการเรียน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สุขศาสตร์อุตสาหกรรมพื้นฐาน (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กิจกรรมวิชาไทยศึกษา ว่าวไทย (92)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักสูตร สามารถเป็นจป วิชาชีพได้ตามกฎหมาย (74)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักความปลอกภัยในการทำงาน (20)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กฎหมายความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ (5)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและเวชศาสตร์อุตสาหกรรม (6)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (67)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิชาไทยศึกษา (102)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <มกราคม 2551>
     
    5331123456
    278910111213
    314151617181920
    421222324252627
    528293031123
    645678910
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 354012
    • เฉพาะวันนี้ 3
    • ความคิดเห็น 1673
    • จำนวนเรื่อง 19
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    แก้ไขล่าสุดเมื่อ 17/4/2551 10:37:00

    หน่วยที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบสุขภาพ.pdf
    หน่วยที่ 2 ระบบประกันสุขภาพ.pdf
    หน่วยที่ 3 ระบบบริการสุขภาพ และการประกันคุณภาพ.pdf
    หน่วยที่ 4 ระบบการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการควบคุมโรคการฟื้นฟู.pdf
    หน่วยที่ 5 ระบบสุขภาพกับงานอาชีวอนามัย.pdf
    หน่วยที่ 6 พฤติกรรมศาสตร์ สุขศึกษา การประชาสัมพันธ์ ในงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย.doc
    หน่วยที่ 7 การจัดสวัสดิการเพื่อสุขภาพในสถานประกอบกิจการ.pdf

    หน่วยที่ 8 , 9 ,10 เข้าไปโหลด ใน ช่องนี้ครับ
    http://sf.totalh.com/sf50/?name=knowledge&file=readknowledge&id=9


    หน่วยที่ 11 การศึกษาทางวิทยาการระบาดในงานอาชีวอนามัย.pdf
    หน่วยที่ 12 การประยุกต์วิทยาการระบาดในการวางแผนและประเมินผล.pdf
    หน่วยที่ 13 การประยุกต์วิทยาการระบาดในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ.doc
    หน่วยที่ 14 การประยุกต์วิทยาการระบาดในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ.doc
    หน่วยที่ 15 การประยุกต์วิทยาการระบาดในงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย.doc






    หน่วยที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบสุขภาพ

    ปรัชญาของระบบสุขภาพ

    ระบบสุขภาพ หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ทั้งมวลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยมีขอบเขตและความหมายที่กว้างขวางเกี่ยวข้องกับเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลเกี่ยวข้องกระทบกับสุขภาพมากมายหลายด้าน ทั้งปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ

    ระบบสุขภาพเป็นระบบที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพตามความหมายที่กว้าง สุขภาพคือ สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลทั้งมิติทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา สุขภาพมิได้หมายถึงเฉพาะความไม่พิการและความไม่มีโรคเท่านั้น

    ปรัชญาของระบบสุขภาพ

    แนวคิดในการปรับปรุงพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยมีพื้นฐานจากการคิดเชิงระบบ กล่าวคือ เป็นการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นขั้น เป็นตอน ครอบคลุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และมีการออกแบบโครงสร้างของระบบให้แต่ละส่วนมีบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องเหมาะสม และมีความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ อย่างเชื่อมโยง สอดคล้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าวจึงได้กำหนดปรัชญา เจตนารมณ์ และแนวคิดสำคัญของระบบสุขภาพของประเทศไทยไว้ดังนี้

    1. สุขภาพคือ สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลทั้งมิติทางกาย ทางจิต ทางสังคมและทางปัญญา สุขภาพมิได้หมายถึงเฉพาะความไม่พิการและการไม่มีโรคเท่านั้น

    2. การมีสุขภาพที่ดีจึงถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและสังคม สุขภาพดีจึงควรเป็นทั้งอุดมการณ์และเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ

    3. สุขภาพดีต้องเป็นไปเพื่อคนทั้งมวล และคนทั้งมวลต้องร่วมสร้างสุขภาพที่ดี

    4. หลักการสร้างสุขภาพควรเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคคล ชุมชน และสภาพแวดล้อม

    5. การปฏิรูประบบสุขภาพคือ การร่วมสร้างระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ของสังคมไทยที่เป็นธรรมและตรวจสอบ ได้ สอดคล้องกับภูมิปัญญาและวิถีชีวิต บนพื้นฐานการพึ่งตนเอง

    คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของระบบสุขภาพ

    การกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของระบบสุขภาพช่วยทำให้การปฏิรูปของระบบสุขภาพของไทยมีเป้าหมาย ทิศทางการปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถนำเอาแนวคิดการปฏิรูปการปฏิรูประบบสุขภาพไปประยุกต์ปรับใช้ในการสร้างสรรค์สร้างระบบสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

    ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ควรมีพื้นฐานความคิดของการเคารพในสิทธิพลเมือง โดยมีแนวคิดสำคัญในการจัดบริการสุขภาพให้แก่ประชาชนที่ต้องมิใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่จัดให้มีการบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทั่วถึง เป็นธรรม ได้มาตรฐาน มีคุณภาพเป็นที่พึงพอใจ โดยเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดูแลข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลให้เป็นความลับส่วนบุคคล และมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน

    เป้าหมายของระบบสุขภาพคือ ผลลัพท์ที่มุ่งหวังต้องการให้บรรลุจากการพัฒนาระบบสุขภาพ ซึ่งเกิดขึ้นจากการจัดวางโครงสร้างและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ระบบย่อยต่างๆ รวมทั้งการจัดการปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพให้มีความถูกต้อง เหมาะสม มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม ครบถ้วน โดยมีนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพและนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีกระบวนการกำหนดและผลักดันนโยบายแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และภาคีเครือข่ายสุขภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ การพัฒนาสุขภาพของประเทศ เป็นแนวทางดำเนินงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

    คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ เพื่อให้เกิดกระบวนการขับเคลี่อนผลักดันนโยบายแบบมีส่วนร่วม และบรรลุตามเป้าหมายของระบบสุขภาพที่พึงประสงค์

    องค์ประกอบของระบบสุขภาพ

    1. ส่วนของการจัดสรรทรัพยากร ทรัพยากรที่จัดสรรที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สามารถให้บริการประชาชนได้ประกอบด้วย

    - บุคลากรสาธารณสุข

    - สิ่งอำนวยความสะดวกทางสาธารณสุข

    - เวชภัณฑ์และเครื่องมือหรืออุปกรณ์

    - องค์ความรู้ด้านสาธารณสุข

    2. การจัดองค์การของโครงการ (Organization of Program) ระบบสาธารณสุขแห่งชาติจะต้องอยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มต่างๆ ในสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น

    - กระทรวงสาธารณสุข

    - หน่วยงานด้านสาธารณสุขในกระทรวงอื่น ๆ

    - องค์การอาสาสมัคร

    - รัฐวิสาหกิจ

    - ตลาดเอกชน

    3. การสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ (Economic Support) ระบบสาธารณสุขแห่งชาติจะต้องอาศัยการสนับสนุนทางด้านงบประมาณจาก

    - ภาษีเงินได้

    - การประกันสังคม

    - ประกันแบบสมัครใจ

    - การบริจาคเพื่อการกุศล

    - จากบุคคลและครอบครัว

    - การสนับสนุนจากองค์การระหว่างประเทศ

    4. การบริหารจัดการ (Management) ซึ่งประกอบด้วยหลายๆ กระบวนการ เช่น

    - การวางแผน

    - การบริหาร

    - การสร้างกฎระเบียบ

    - การออกกฎหมาย

    5. การให้บริการสาธารณสุข (Delivery of Health Services) แบ่งออกได้เป็นหลายวิธี เช่น แบ่งตามลักษณะทางชีวภาพ

    - การป้องกัน

    - การรักษาโรค

    - การส่งเสริมสุขภาพ

    - การฟื้นฟูสภาพ

    หรือแบ่งตามลักษณะโครงสร้างขององค์กรสาธารณสุข หรือระดับของการให้บริการ เช่น

    - การบริการขั้นพื้นฐานหรือปฐมภูมิ

    - การบริการขั้นทุติยภูมิ

    - การบริการขั้นตติยภูมิ

    - การบริการเฉพาะโรค

    พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 5 มาตรา 46 ระบุให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คตส.) จัดทำธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ และทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยทุก 5 ปี

    องค์ประกอบที่สำคัญ หรือระบบย่อยของระบบสุขภาพควรมีความครอบคลุม ครบถ้วนในมิติที่กว้างสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับปัจจัยกำหนด สุขภาพในทุกด้าน ได้แก่การสร้างหลักประกันสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ บริการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย และการแพทย์ทางเลือก การคุ้มครองผู้บริโภค การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ การผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข และการเงินการคลังสุขภาพ

    ระบบบริการสุขภาพ

    แนวคิดสำคัญของระบบบริการสุขภาพ โครงสร้างของระบบบริการสุขภาพควรมีการออกแบบให้มีความเหมาะสม สอดคล้อง และสามารถตอบสนองต่อความจำเป็น ความต้องการทางด้านสุขภาพ รวมทั้งเป็นระบบบริการสุขภาพที่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพ โดยมีการจัดสรรและการบริหารทรัพยากรสาธารณสุขอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ควรคำนึงถึงบริบท สภาพแวดล้อมของระบบสุขภาพ เช่น สถานะทางเศราฐกิจและสังคมของประเทศเป็นต้น รวมทั้งควรมีการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม เพื่อให้ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น เกิดความยอมรับ เห็นพ้องต้องกันกับบุคคลและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทำให้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความยั่งยืนแนวคิดของการส่งเสริมสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ คือ กบวนการซึ่งทำให้ประชาชน สามารถเพิ่มการควบคุมหรือจัดการสุขภาพของตน และทำให้สุขภาพดีขึ้น โดยการบรรลุถึงสุขสภาวะ ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมได้ ปัจเจกชน หรือกลุ่มบุคคลจะต้องพอใจในสิ่งที่ตนปรารถนา และสามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สุขภาพจึงมีมิติทั้งส่วนที่เป็นทรัพยากรส่วนบุคคลและของสังคม และเป็นความสามารถทางกายภาพ การส่งเสริมสุขภาพจึงไม่ไช่ความรับผิดชอบ แต่เฉพาะของภาคสุขภาพเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่ลีลาชีวิตส่วนบุคคล อันเปี่ยมด้วยสุขภาพไปจนถึงความอยู่ดีกินดีอีกด้วย ทั้งนี้มีกลยุทธ์ในการส่งเสริมสุขภาพ 5 ประการดังนี้

    1. การให้ข้อมูลข่าวสาร และให้การศึกษาแก่สาธารณะ

    2. การชี้นำสาธารณะ

    3. การตลาดทางสังคม ใช้แนวคิดทางการตลาดมาประยุกต์กิจกรรมรณรงค์ในด้านต่างๆ ทางสังคม

    4. การช่วยให้มีความสามารถ ส่งเสริมให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน มีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพด้วยตนเอง

    5. การไกล่เกลี่ยประสาน เช่น ออกกฎหมายลดทอนบรรเทาควบคุมปัจจัยลบ ผลเสียต่อสุขภาพ กฎหมายควบคุมบริโภคยาสูบ

    สำหรับวิธีการในการส่งเสริมสุขภาพประกอบด้วย

    1. การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

    2. การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอี้อต่อสุขภาพ

    3. การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

    4. การปรับเปลี่ยนการให้บริการสุขภาพ

    5. การพัฒนานักส่งเสริมสุขภาพ

    แนวคิดของการป้องกันและละควบคุมโรค

    การเกิดโรคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 อย่าง ได้แก่

    1. สิ่งที่ทำให้เกิดโรค (Agent) มีทั้งปัจจัยทางกายภาค เคมี สรีรวิทยา ทางจิต ทางพันธุกรรม ทางอาหารและพวกเชื้อโรค

    2 . คน หรือชุมชน (Host) มีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคได้แตกต่างกัน มีทั้งปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยทางพฤติกรรม

    3. สิ่งแวดล้อม (Environment) มีทั้งปัจจัยทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และทางเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งในสภาวะที่ไม่มีโรคนั้น ปัจจัยทั้งสามจะอยู่ในภาวะสมดุลกัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ปัจจัยทั้งสามเกิดความไม่สมดุล ด้วยลักษณะหรือสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้เกิดโรคขึ้นในมนุษย์ได้

    แนวคิดการป้องกันและควบคุมโรค มีความเหลื่อมซ้อนกันกับแนวคิดในการส่งเสริมสุขภาพ และการพื้นฟูสภาพ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นไปตามธรรมชาติและระยะของการเกิดโรคในมนุษย์ โดยการป้องกันและควบคุมโรคมีความหมายที่ครอบคลุมกิจการต่างๆ ที่กระทำและมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงเฉพาะโรคบางโรคหรือเพื่อปัจจัยที่มีผลช่วยลดความไวของการติดเชื้อตลอดจนการหยุดการลุกลามของโรคสำหรับกรณีที่เกิดโรคแล้ว และอาจหมายรวมถึงการฟื้นฟูสภาพ สำหรับกรณีที่มีการสูญเสียของอวัยวะจากการเกิดโรค ทั้งนี้สามารถแบ่งการป้องกันและควบคุมโรค และส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งเสริมสุขภาพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ตามระยะของการเกิดโรคออกเป็นระดับได้ดังนี้

    1. การส่งเสริมสุขภาพให้มีความแข็งแรงสามารถต้านทานการเกิดโรคได้

    2. การป้องกันโรคโดยการลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค โดยการใช้การป้องกันเฉพาะอย่าง

    3. การสกัดกั้นโรค และบูรณให้กลับเป็นปกติ ได้แก่ การวินิจฉัยให้เร็ว และทำการรักษาโดยทันที และการจำกัดหรือลดความไร้สมรรถภาพ

    4. การหยุดยั้งโรค และฟื้นฟูให้อวัยวะที่เสียหาย สามารถใช้งานได้ ได้แก่การฟื้นฟูสภาพ

    แนวคิดสำคัญของระบบบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย แพทย์ทางเลือก

    การแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือกสามารถมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพของคนไทยได้เช่นเดียวกับแพทย์ตะวันตก โดยเฉพาะการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพสำหรับกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง โรคที่เกิดจากภาวะความเสื่อมของระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายตามอายุขัยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านและแพทย์ทางเลือกในปัจจุบันคือการพลิกฟื้นนำเอาภูมิปัญญา องค์ความรู้ ให้กลับมามีบทบาทสำคัญในระบบสุขภาพของชาติร่วมกับการแพทย์แผนตะวันตก โดยมีการรวบรวม จักเก็บ ประเมิน และพัฒนาต่อยอดความรู้แพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทยและแพทย์ทางเลือกที่มีหลักฐานพิสูจน์ยืนยันถึงประสิทธิผล ประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยและมีความเหมาะสมในด้านราคา เพื่อนำเผยแพร่สู่สาธารณชน เป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนา

    กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไทย พ.ศ. 2550- 2554 ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ดังนี้

    1. การสร้างและจัดการความรู้ ด้านการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และแพทย์ทางเลือก

    2. การพัฒนาระบบสุขภาพ และระบบบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก

    3. การพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก

    4. การพัฒนทยาไทยและยาสมุนไพร

    5. การคุ้มครองภูมิปัญญาไทยด้านการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก

    ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ด้านสาธารณสุข

    ทรัพยากรมนุษย์ด้านสาธารณสุขมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสุขภาพ และระบบบริการสุขภาพเนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นผู้ที่นำเอาความรู้ ความชำนาญ เทคโนโลยีการแพทย์ ตลอดจนทรัพยากรสุขภาพด้านต่างๆ ไปใช้ในการจัดให้เกิดการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีประสิทธิผลประสิทธิภาพ มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่พึงพอใจให้แก่ผู้รับบริการ นอกจากนี้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในด้านบุคลากรยังมีสัดส่วนที่สูงมากกว่าค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพที่เป็นทรัพยากรสุขภาพอื่นๆ รวมกัน โดนต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพทั้งหมด จึงต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ

    ความสำคัญของการสร้างและจัดการความรู้ด้านสุขภาพ

    ความรู้ สารสนเทศ และข้อมูลถือได้ว่าเป็นทรัพยากรสุขภาพที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพโดยที่ความรู้เป็นข้อมูลที่มีความหมาย ทำนาย หรือ อธิบายสภาพการณ์ต่างๆ ได้ ความรู้จึงมีระดับคุณค่าที่สูงกว่าในแง่ของการนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นระบบสุขภาพและระบบบริการสุขภาพจะสามารถมีและประยุกต์ความรู้ได้อย่างเหมาะสมทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหรือไม่นั้น จะต้องมีการสร้างและการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ

    ความสำคัญของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ

    การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพเป็นเครื่องมือและมาตรการที่มีความสำคัญและสามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาสุขภาพได้ ข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้หรือข่าวกรองที่เกิดจากข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินงานทางสุขภาพ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ทางสุขภาพการจัดสรรทรัพยากรทางสุขภาพการปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาปัญหาสุขภาพ การเคลื่อนไหวทางสุขภาพ และการตระหนักรู้ทางสุขภาพของประชาชน

    ความสำคัญของนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

    นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ หมายถึง นโยบายสาธารณะที่แสดงออกถึงความห่วงใยในเรื่องสุขภาพอย่างชัดเจน และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสุขภาพ อันอาจเกิดจากนโยบายนั้นๆ เป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพ ทั้งนี้นโยบายสาธารณะและการใช้จ่ายทรัพยากรของรัฐบาลในทุกกระทรวง ทบวง กรม ล้วนมีผลอย่างมากต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชน ทั้งในทางบวกและทางลบการพัฒนาสุขภาพให้ได้ผลจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบของนโยบาย มาตรการ และแผนงานโครงการสาขาต่างๆ ของรัฐบาล และแสวงหาแนวทางปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบายเหล่านี้ให้เป็นไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพมากที่สุด

    ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ

    การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพได้ทวีความสำคัญมากเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีขอบเขตของการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพที่กว้างขวางทั้งในเรื่องอาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และบริการทางด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนแล้วเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และมีผลต่อสุขภาพ

    ความสำคัญของกฎหมายและการบังคับใช้เพื่อพัฒนาสุขภาพ

    กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการบริหาร และเป็นมาตรการหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสุขภาพของประชาชน โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อเป็น กรอบแนวทางการปฏิบัติ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ด้วยความปกติสุข กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสุขภาพอาจเป็นไปในลักษณะของการเอื้ออำนวยให้เกิดการกำหนดระบบ โครงสร้าง หน่วยงาน และเงื่อนไขที่ใช้ดำเนินการเพื่อการพัฒนาสุขภาพ การแก้ไขปัญหาสุขภาพ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างเงื่อนไขให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทางด้านสุขภาพ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กฎหมายในลักษณะนี้มักไม่มีบทลงโทษ หรืออาจกล่าวได้ว่า มีลักษณะเป็นกฎหมายมหาชน หรืออาจมีลักษณะของการกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางและข้อปฏิบัติเพื่อเป็นการคุ้มครองสุขภาพ กฎหมายลักษณะนี้จะมีการกำหนดหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน





    หน่วยที่ 2 ระบบประกันสุขภาพ

    การประกันสุขภาพตามระบบประกันสังคม

    การประกันสังคม เป็นระบบสวัสดิการที่รัฐจัดให้มีขึ้น โดยนายจ้าง ลูกจ้าง ร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อใช้จ่ายให้ความคุ้มครองและประโยชน์ทดแทนใน 7 กรณี มีสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นหน่วยงานปฏิบัติการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2542

    กองทุนประกันสังคมจะให้ความช่วยเหลือแก่ลูกจ้างหรือผู้แทนอันชอบธรรมเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ ว่างงาน และขอรับกรณีสงเคราะห์บุตร เป็นการลดความเดือดร้อนของลูกจ้างเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคมโดยรวม เป็นผลให้ลูกจ้างมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตและสังคมมีความสงบสุข

    ความเป็นมา

    พ.ศ. 2495 มีแนวคิดจัดตั้งระบบประกันสังคม รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

    พ.ศ. 2497 ตราพระราชบัญญัติประกันสังคม เป็นเรื่องใหม่ประชาชน สื่อมวลชนคัดค้านเห็นเป็นการจ่ายภาระเพิ่มขึ้น จึงระงับการบังคับใช้อย่างไม่มีกำหนด

    พ.ศ. 2518 กรมประชาสงเคราะห์ เสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาพระราชบัญญัติประกันสังคม

    พ.ศ. 2520 จัดตั้งไตรภาคี สัมมนาแบบไตรภาคีร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ

    พ.ศ. 2521 คณะกรรมการประกันสังคม สรุปผลการพิจารณา ฉบับแก้ไข เสนอต่อ คณะรัฐมนตรี

    พ.ศ. 2522 -2524 เสนอ เริ่มในเรื่อง ประโยชน์ทดแทนการเจ็บป่วย การคลอดบุตร คณะรัฐมนตรีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีมติรับหลักการ และแต่งตั้งคณะเตรียมการประกันสังคม มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน

    พ.ศ. 2533 2 กันยายน 2533 มีผลบังคับใช้ พ.ศ. 2534 ครอบคลุมลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป

    พ.ศ. 2537 ครอบคลุมลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

    พ.ศ. 2545 1 เมษายน 2545 ครอบคลุมลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป รวมลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนของส่วนราชการ สิทธิ ประโยชน์ทดแทน 7 กรณี

    1. กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องมาจากการทำงาน

    2. กรณีคลอดบุตร

    3. กรณีทุพลภาพ

    4. กรณีเสียชีวิต

    5. กรณีสงเคราะห์บุตร

    6. กรณีชราภาพ

    7. กรณีว่างงาน

    ลูกจ้าง หมายถึง ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง

    ผู้ประกันตนต้องมีอายุมากกว่า 15 ปี มีด้วยกัน 3 ประเภท

    - ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ลูกจ้างที่ทำงานให้นายจ้างในสถานประกอบการ

    - ผู้ประกันตนตามมาตรา 38 สิ้นสุดสภาพการจ้างมีสิทธิตามบทบัญญัติอีก 6 เดือน

    - ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 พ้นสภาพตามมาตรา 33 แต่ส่งเงินเอง

    - ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ประกอบอาชีพอิสระ ส่งเงินเอง

    นายจ้าง หมายถึง เจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงาน

    สำนักงานประกันสังคม มีฐานะเทียบเท่ากรม เป็นหน่วยงานธุรการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

    บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล หมายถึง บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลที่ออกโดยสำนักงานประกันสังคมให้แก่ผู้ประกันตนเพื่อไปแสดงขอรับบริการทางการแพทย์เฉพาะกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย อันมิใช่เนื่องมาจากการทำงาน หรือแสดงเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์กับสำนักงานประกันสังคม บัตรมีอายุ 2 ปี เปลี่ยนสถานพยาบาลในบัตรรับรองสิทธิได้ไม่เกินปีละ 1 ครั้ง

    กองทุนประกันสังคม เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในสำนักงานประกันสังคม โดยไม่ต้องนำส่งรายได้ให้กระทรวงการคลัง เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทน

    เงินสมทบ หมายถึง เงินที่นายจ้าง ลูกจ้างและรัฐ หรือผู้ประกันตนและรัฐ ร่วมกันจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมโดยมีอัตราการจ่ายสำหรับผู้ประกันตนที่อยู่ในข่ายบังคับของกฎหมายหรือผู้ประกันตนมาตรา 33

    การจ่ายเงินสมทบ จะต้องจ่ายไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ตาม พรบ. 2533

    - ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 วัน สำหรับประโยชน์ทดแทนการตาย

    - ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 90 วัน สำหรับกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยและทุพพลภาพ

    - ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 210 วัน สำหรับกรณีคลอดบุตร

    - ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 1 ปี ในกรณีสงเคราะห์บุตร

    - ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปีในกรณีชราภาพ

    - ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนในกรณีว่างงาน

    สิทธิประโยชน์ของการประกันสังคม

    1. ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน

    ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 90 วัน และอยู่ภายในระยะเวลา 15 เดือน

    - บริการทางการแพทย์

    - เงินทดแทนการขาดรายได้ หยุดงานรักษาตามแพทย์สั่ง ได้รับในอัตราร้อยละ 50 ไม่เกิน90วัน ใน1ปีปฏิทินจ่ายไม่เกิน180วัน

    2. ประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร

    การคลอดบุตร หมายถึงทารกที่ออกจากครรภ์มารดา ซึ่งมีระยะตั้งครรภ์ไม่น้อยกว่า 28 สัปดาห์ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่ก็ตาม (ซึ่งถ้าคลอดก่อน 28 สัปดาห์ถือเป็นการแท้งบุตร) เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 210 วัน ภายในระยะเวลา 15 เดือน

    - ค่าบริการทางการแพทย์ โดยจะเหมาจ่ายในอัตรา 12,000 บาท

    - เงินทดแทนการขาดรายได้ ในอัตราร้อยละ 50 เป็นเวลา 90 วัน

    3. ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพลภาพ

    ทุพพลภาพ หมายถึง การสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนไม่สามารถทำงานได้ ต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 90 วัน ภายในระยะเวลา 15 เดือน

    - บริการทางการแพทย์

    - เงินทดแทนการขาดรายได้ ในอัตราร้อยละ50 ของค่าจ้างรายวันที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 1 ปี ถ้าแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าทุพพลภาพ ในอัตราไม่เกิน15 ปี หรือหมดสิทธิเมื่อผู้ประกันตนถึงแก่ความตายก่อน

    4. ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 วัน และอยู่ในระยะ 6 เดือนก่อนเสียชีวิต ได้เงินค่าทำศพเป็นจำนวน 100 เท่าของอัตราค่าแรงขั้นต่ำรายวัน

    5. ประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 1 ปี ได้รับการสงเคราะห์ได้ไม่เกิน 2 คน เหมาจ่าย 350 บาทต่อบุตร 1 คน และบุตรอายุไม่เกิน 6 ปี

    6. ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ (เริ่มใช้ 31 ธันวาคม 2541) ส่งเงินสมทบ ร้อยละ 3 ไม่น้อยกว่า 15 ปี อายุครบ 55 ปี

    เงินบำนาญชราภาพ ซึ่งเป็นเงินเลี้ยงชีพรายเดือน ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีอายุครบ 55ปีบริบูรณ์ จ่ายร้อยละ15ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ถ้าผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน จากการจ่ายร้อยละ 15 เพิ่มอีก ร้อยละ1 ของการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน

    เงินบำเหน็จชราภาพ ซึ่งเป็นเงินก้อนครั้งเดียว ผู้ประกันตนมีการจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์หรือเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ถ้าผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือนให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ เท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายให้กองทุน ถ้าผู้ประกันตนจ่างเงินสมทบเกิน 12 เดือน จะได้รับบำเหน็จที่จ่ายเข้ากองทุนพร้อมดอกเบี้ย

    ในกรณีผู้รับเงินบำเหน็จชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับแต่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเป็นจำนวน 10 เท่า ของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายแก่ทายาท

    7. ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน

    การว่างงาน หมายถึง การที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงาน เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเมื่อจ่ายเงิน ร้อยละ 0.5 ของเงินค่าจ้างมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน ทั้งนี้ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39

    บริการทางการแพทย์ที่ไม่ครอบคลุมสิทธิในกองทุนประกันสังคมได้แก่

    - โรคจิตยกเว้นกรณีเฉียบพลันซึ่งต้องทำการรักษาในทันทีและระยะเวลาการรักษาไม่เกิน 15 วัน

    - โรคหรือการประสบอันตรายอันเนื่องมาจากการใช้ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด

    - โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาลประเภทคนไข้ในเกินกว่า 180 วัน ใน 1 ปี

    - การทำไตเทียมแบบล้างโลหิตยกเว้นกรณีไตวายเฉียบพลันที่มีระยะเวลาในการรักษาไม่เกิน 60 วัน

    - การกระทำใด ๆ เพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

    - การรักษาที่ยังอยู่ในการค้นคว้าทดลอง

    - การรักษาภาวะมีบุตรยาก

    - การตรวจเนื้อเยื้อเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

    - การตรวจใดๆ ที่เกินกว่าความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น

    - การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

    - การเปลี่ยนเพศ

    - การผสมเทียม

    - การบริการระหว่างรักษาตัวแบบพักฟื้น

    - ทันตกรรม (ปัจจุบัน สำนักงานประกันสังคมจ่ายให้ในอัตราครั้งละไม่เกิน 250 บาท และปีละไม่เกิน 500 บาท สำหรับการถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน โดยผู้ประกันตนต้องเป็นผู้ขอเบิกกับสำนักงานเอง)

    - แว่นตา

    ตัวอย่างปัญหาในการใช้สิทธิประกันสังคม

    1. ผู้ประกันตนไม่ได้แสดงความจำนงเลือกสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ

    2. ผู้ประกันตนไม่ไปใช้สิทธิที่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ

    3. ผู้ประกันตนไม่พอใจการให้บริการของสถานพยาบาลตามบัตร ฯ จึงไปรับการักษาที่สถานพยาบาลอื่น

    การประกันสุขภาพในระบบกองทุนเงินทดแทน

    แนวคิดเกี่ยวกับเงินทดแทน กรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน นับเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง โดยเป็นการช่วยเหลือแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการขจัดความไม่แน่นอนในการเรียกร้องค่าเสียหายที่ได้รับเมื่อประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ได้กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนฝ่ายเดียว นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาลทันทีเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างต้องจัดการศพของลูกจ้างและนายจ้างต้องแจ้งการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย หรือการตายของลูกจ้าง

    กิจการที่ได้รับการยกเว้นจากประราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537

    กิจการเหล่านี้ไม่ต้องขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทน (จากคำนิยาม ลูกจ้าง ในมาตรา 5) ได้แก่

    - ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น

    - รัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

    - นายจ้างซึ่งประกอบธุรกิจโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครู หรือครูใหญ่

    - นายจ้างซึ่งดำเนินกิจการที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ

    - นายจ้างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ได้แก่ กิจการประมง เพราะปลูก ป่าไม้และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีได้มีลูกจ้างตลอดทั้งปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย

    - ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

    ประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนเงินทดแทน ได้แก่

    1. เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดการเจ็บป่วย นายจ้างจะรีบส่งลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาลทันที พร้อมกันนี้จะรีบแจ้งอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยนี้ต่อสำนักงานกองทุนเงินทดแทน เพื่อให้พิจารณาจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้าง

    2 ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ลูกจ้างเกิดความมั่นใจในการทำงาน

    3.ลูกจ้างสามารถเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลที่เป็นของรัฐบาลและเอกชน โดยไม่มีความกังวลว่าจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล

    4. ลูกจ้างสามารถเข้ารับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานเพื่อให้อวัยวะบางส่วนของร่างกายที่เกิดความพิการขึ้นนั้นได้สามารถใช้อวัยวะดังกล่าวหรือส่วนที่เหลือจากความพิการทำงานต่อไปได้โดยไม่เป็นภาระต่อครอบครัวและสังคม

    5. เมื่อลูกจ้างสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะบางส่วนของร่างกายโดยไม่สามารถที่จะฟื้นฟูสมรรถภาพอวัยวะดังกล่าวให้ดีขึ้นได้ ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ

    สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ได้แก่

    1.ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน35,000 บาท

    2. ค่ารักษาพยาบาล ได้เพิ่มอีกไม่เกิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรง

    - กรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของอวัยวะภายในหลายส่วนและต้องได้รักการผ่าตัดแก้ไข

    - กรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข

    - กรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ศีรษะและต้องได้รับการผ่าตัดเปิด กะโหลก ศีรษะ

    - กรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกสันหลัง ไขสันหลังหรือรากประสาท

    - กรณีประสบภาวะที่ต้องผ่าตัด ต่ออวัยวะที่ยุ่งยากซึ่งต้องใช้วิธีจุลศัลยกรรม

    - กรณีประสบอันตรายจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก สารเคมีหรือไฟฟ้าจนถึงขั้นสูญเสียผิวหนังลึก ถึงหนังแท้เกินกว่าร้อยละ 30

    ของร่างกาย

    - กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงและเรื้อรังตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด

    3. กรณีบาดเจ็บรุนแรง จนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเกิน 2 วันขึ้นไป หรือเจ็บป่วยรุนแรงจนเป็นผลให้อวัยวะสำคัญล้มเหลว ได้รับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มอีก แต่รวมกับข้อ 1 และ 2 แล้วไม่เกิน200,000 บาท

    4. ค่าทดแทนการขาดรายได้ จำนวนร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนแต่ไม่เกิน 1 ปี

    5. ค่าทดแทนการสูญเสียอวัยวะตามรายการที่กำหนด

    6. ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจำนวนร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นเวลา 15 ปี

    7. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่เกิน 20,000 บาท

    ประเด็นปัญหาจากการใช้สิทธิในกองทุนเงินทดแทน

    1. ปัญหาการวินิจฉัยว่าการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยเกี่ยวเนื่องจากการทำงานหรือไม่ อยู่ที่ข้อวินิจฉัยของศาล

    2. ปัญหากรณีค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิ เช่น ค่ารักษาพยาบาลเกิน 200, 000 นายจ้างไม่รับผิดชอบช่วยเหลือควรทำอย่างไร

    สำนักงานประกันสังคมต้องเจรจา แต่นายจ้างไม่รับผิดชอบก็ได้เพราะเกินวงเงิน ตามกฎหมายกำหนดแล้ว

    หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

    หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีแนวคิด ที่จะสร้างหลักประกันให้กับคนไทยทุกคนในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น คนไทยทุกคนที่ไม่มีสิทธิจากหลักประกันสุขภาพในระบบประกันสังคม หรือสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัวจะได้รับสิทธิจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความคล้ายคลึงกับระบบประกันสังคม แต่สิทธิประโยชน์บางประการจะได้รับน้อยกว่า

    - แนวคิด พ.ศ. 2488 เริ่มด้วยระบบสังคมสงเคราะห์ ยกเว้นการเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่คนยากจน ภายใต้การพิจารณาของนักสังคมสงเคราะห์

    - ระบบประกันสุขภาพแบบสมัครใจ สำหรับคนในชุมชน ซื้อบัตรประกันสุขภาพ

    - ตามเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 52 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    - รัฐบาลในช่วง พ.ศ. 2544 สร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในชื่อ 30 บาท รักษาทุกโรค

    สิทธิประโยชน์หลักในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

    1. การตรวจรักษาโรคและพื้นฟูสภาพทั่วไป

    2. การรักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ รวมทั้งอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ ตามเงื่อนไขการจ่ายที่คณะกรรมการกำหนด

    3. กรณีอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน สามารถใช้บริการที่สถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการทุกแห่งที่ใกล้จุดที่เกิดเหตุทั่วประเทศ โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมงแรกให้เบิกจากกองทุนประกันสังคมที่ส่วนกลาง หลังจากนั้นหน่วยบริการคู่สัญญาจะรับผิดชอบตามเงื่อนไขที่กำหนด

    4. บริการลุ่มที่ปัจจุบันมีงบประมาณให้เป็นการเฉพาะ ได้แก่

    - โรคจิต กรณีที่ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยในเกินกว่า 15 วัน

    - การบำบัดรักษาพื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด

    - ผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

    5. การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคลุมโรค

    บริการทางการแพทย์ที่ไม่ครอบคลุมสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

    1. การรักษาภาวะมีบุตรยาก

    2. การผสมเทียม

    3. การเปลี่ยนเพศ

    4. การกระทำใด ๆ เพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

    5. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง

    พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 บังคับให้เจ้าของรถทุกคนทำประกันภัยภาคบังคับ เมื่อมีการบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางจราจร บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าสินไหมในวงเงินที่กำหนด

    กฎหมายประกันภัยฉบับนี้ มีความมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนทุกคนที่ประสบอุบัติเหตุจากรถได้รับความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และอนามัย ให้ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอนและทันท่วงที โดยมิต้องให้ผู้ประสบภัยใช้สิทธิทางแพ่งในการเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากและต้องใช้ระยะเวลาดำเนินคดียาวนาน

    กฎหมายบัญญัติให้บริษัทหรือกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจะต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยให้แล้วเสร็จภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ถึงความรับผิด

    สิทธิประโยชน์ที่ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุการจราจรจะได้รับจากบริษัทประกันภัย

    1. ค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่จ่ายจริง 15,000 บาท ต่อคน

    2. ค่าเสียหายส่วนเกินจากการบาดเจ็บไม่พิการภายหลังจากมีการพิสูจน์ความผิดเรียบร้อยแล้วไม่เกิน 35,000 บาทต่อคน

    3. เสียชีวิต 100,000 บาทต่อ คน

    4. การสูญเสียอวัยวะหรือทุพลภาพอย่างถาวร ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน

    การประกันชีวิตและประกันสุขภาพเอกชน

    การประกันชีวิตและประกันสุขภาพเอกชนเป็นระบบการประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ผู้ที่ต้องการได้สิทธิประโยชน์จะซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน

    โรคที่ไม่ได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันสุขภาพเอกชนได้แก่

    - โรคที่เป็นมาแต่กำเนิด -โรคที่สมาชิกจงใจทำให้เกิดขึ้น เช่น ฆ่าตัวตาย - การคลอดบุตร

    ในหลายกรณีเมื่อลูกจ้างเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ จะได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสุขภาพหลายระบบพร้อม ๆ กัน หากลูกจ้างเข้าใจสิทธิในแต่ละระบบเป็นอย่างดี จะทำให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิเพิ่มเติมในระบบประกันสังคม ในทางตรงกันข้าม หากลูกจ้างเข้าใจสิทธิของตนเองคลาดเคลื่อน และใช้บริการจากสถานพยาบาลอื่นที่มิใช่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ ลูกจ้างอาจจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเอง



    หน่วยที่ 3 ระบบบริการสุขภาพ และการประกันคุณภาพ

    แนวคิดการจัดบริการสุขภาพ ควรเป็นการจัดบริการสุขภาพที่มีความครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ โดนรวมถึงทั้งบริการที่จัดโดยบุคลากรทางด้านสุขภาพ (Professional Care) และบริการที่จัดโดยบุคคล ครอบครัว และชุมชน (Non –Professional Care) การจัดระบบบริการสุขภาพควรมีความเหมาะสม สอดคล้องกับความจำหรือความต้องการ และสภาพปัญหาทางด้านสุขภาพของประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการบริการ

    การจัดระบบบริการสุขภาพควรเริ่มด้วยการกำหนดความจำเป็นความต้องการตลอดจนสภาพปัญหาที่สำคัญทางด้านสุขภาพที่ต้องการหรือมุ่งเน้นที่จะดำเนินการแก้ไขหลังจากนั้นจึงทำการออกแบบระบบบริการสุขภาพรวมทั้งการดูแลทางด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมซึ่งรูปแบบการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพที่มีความเป็นไปได้ มีทั้งรูปแบบการดูแลตนเอง การจัดบริการในสถานพยาบาลรูปแบบต่าง ๆ เช่น สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชน คลินิก โรงพยาบาลเป็นต้น รวมทั้งการออกหน่วยบริการเคลื่อนที่ในรูปแบบต่าง ๆ

    โครงสร้างระบบบริการสุขภาพ และระบบส่งต่อ

    ระบบบริการสุขภาพที่พึงประสงค์ควรเป็นระบบบริการสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrated Health Care System) ที่มีหลักการและคุณสมบัติสำคัญคือ ให้บริการที่ครอบคลุมทั้งคุณภาพเชิงสังคมและเชิงเทคนิคบริการและครอบคลุมบริการที่จำเป็นทั้งหมด ไม่มีความซ้ำซ้อนของบทบาทสภานพยาบาลในระดับต่างๆ มีความเชื่อมโยงระหว่างสถานพยาบาลแต่ละระดับ เป็นการเชื่อมโยงทั้งการส่งต่อผู้ป่วยและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผู้ป่วย โครงสร้างระบบสุขภาพมีองค์ประกอบที่สำคัญ ประกอบด้วยบริการปฐมภูมิ บริการทุติยภูมิ บริการตติยภูมิ บริการระดับศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและระบบส่งต่อ นอกจากนี้ยังควรมีระบบสนับสนุนที่สำคัญได้แก่ ระบบสนับสนุนทรัพยากร ระบบสนับสนุนวิชาการและการวิจัย และระบบข้อมูลข่าวสาร

    การบริการปฐมภูมิ (Primary Care) เป็นบริการที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนและชุมชนมากที่สุด จึงเน้นที่ความครอบคลุม มีการบริการผสมผสาน ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันควบคุมโรค ฟื้นฟูสภาพ จัดบริการปฐมภูมิในเขตพื้นที่ชนบท สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชน สำหรับในเขตเมืองอาจเป็น ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร หรือศูนย์แพทย์ชุมชน

    การบริการทุติยถูมิ (Secondary Care) เป็นบริการที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในระดับที่สูงขึ้น เน้นการบริการรักษาพยาบาลโรคที่ยาก ซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ โรงพยาบาลชุมชนในระดับอำเภอ โรงพยาบาลทั่วไปในระดับจังหวัด และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม

    การบริการตติยภูมิ และศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง (Tertiary Care and Excellent Center) เป็นการบริการที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง มีความสลับซับซ้อนมาก มีบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาเฉพาะทาง สังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นโรงพยาบาลศูนย์ สถาบันเฉพาะทางต่างๆ หรือหรือสังกัดมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลในโรงเรียนแพทย์

    ระบบส่งต่อผู้ป่วย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติว่า รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง กระทรวงสาธารณสุข ใช้นโยบาย 3 ประการ คือ

    1. การพัฒนาคุณภาพของสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ

    2. กรสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนทุกคน

    3. ระบบส่งต่อและเครือข่ายสถานบริการสาธารณสุข

    เป้าประสงค์ของการจัดระบบบริการสุขภาพ

    การจัดระบบบริการสุขภาพที่พึงประสงค์ควรมีหลักการและเป้าหมายที่สำคัญคือ มีความเป็นธรรม มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล เป็นระบบบริการที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไป มีลักษณะเป็นการบริการที่ผสมผสาน มีความต่อเนื่อง มีความครอบคลุมเข้าถึงได้ มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้รับบริการและชุมชน ทำให้เกิดความพึงพอใจ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

    แนวคิดและหลักการของการดูแลตนเองและบริการสุขภาพในชุมชน

    การดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัวและบริการสุขภาพในชุมชนมีพัฒนาที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ การพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ โดยในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศนั้น ประชาชนส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องพึ่งตนเอง ครอบครัว และชุมชนในการดูแลสุขภาพของตนเองและอาศัยภูมิปัญญาที่มีอยู่ในท้องถิ่นในการให้บริการทางด้านสุขภาพ โดยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีความก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้น จึงมีการอาศัยพึ่งพิงระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขในสถานพยาบาลแบบตะวันตกมากขึ้นเป็นลำดับ แต่จากการเปลี่ยนแปลงในด้านแนวโน้มวิทยาการระบาดที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพ สภาพแวดล้อม และความเสื่อมสภาพตามอายุขัยมากขึ้น อีกทั้งค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบริการในสถานพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีราคาแพง ทำให้มีความจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีการดูแลสุขภาพตนเองมากยิ่งขึ้น โดยมุ้งเน้นการสร้างสุขภาพมากกว่ารอซ่อมสุขภาพ และสามารถใช้การดำเนินงานตามแนวทางสาธารณสุขมูลฐานโดยส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานและมีความสามารถดูแลสุขภาพตนเองและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในหมู่บ้านหรือชุมชนของตนได้ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองในด้านสุขภาพได้

    การสาธารณสุขมูลฐาน หมายถึง บริการสาธารณสุขอันจำเป็นแก่การดำรงชีวิตของมนุษย์ที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับความเป็นอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคม เข้าถึงชุมชน ครอบครัว และตัวบุคคล โดยชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และสามารถทำนุบำรุงให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงตามหลักการพึ่งตนเองและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

    ยังมีการบริการสุขภาพที่หน่วยบริการจัดขึ้นในชุมชน

    1. การดูแลและบริการสุขภาพที่บ้าน

    2. การจัดหน่วยบริการสุขภาพ บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่

    แนวคิดและวิธีการจัดบริการสุขภาพในสถานพยาบาล

    การจัดบริการสุขภาพในสถานพยาบาลสามารถแบ่งออกได้ตามประเภท ลักษณะ ระดับของสถานพยาบาล หรือการบริการที่จัดให้มีขึ้น ทั้งนี้หากแบ่งตามระดับของการให้บริการและระดับของสถานพยาบาล คือ บริการสุขภาพในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ บริการสุขภาพในสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ (บริการในโรงพยาบาล)

    บริการสุขภาพในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ

    ลักษณะสำคัญของระบบบริการปฐมภูมิที่ดี

    - เป็นด่านแรกที่ประชาชนเข้าถึงบริการสะดวก ดูแลสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มอายุ และทุกกลุ่มโรคตามมาตรฐาน

    - เป็นบริการที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนป่วย จนถึงขณะป่วย ตั้งแต่เกิดจนตาย

    - เป็นบริการที่ดูแลประชาชนอย่างผสมผสาน คำนึงถึงปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

    - เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ส่งต่อ และประสานเชื่อมต่อการบริการอื่นๆ ทั้งด้านการแพทย์ ด้านสังคม

    บริการที่ควรมีในหน่วยบริการปฐมภูมิ

    - ด้านการรักษาพยาบาล

    - ด้านการส่งเสริมสุขภาพ

    - ด้านการฟื้นฟูสภาพพื้นฐานครอบคลุมการฟื้นฟูสภาพทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ตลอดจนการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก

    - ด้านการป้องกันและควบคุม โรคในระดับบุคคล และครอบครัว ได้แก่ การให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค การค้นหาผู้ป่วย เฝ้าระวัง

    - ด้านการสนับสนุนการพึ่งตนเองของประชาชน องค์กรประชาชนและชุมชน ด้านสุขภาพ

    - ด้านการบริการด้านยา ตั้งแต่การจัดหายา การจ่ายยา และการให้ความรู้ด้านยา

    บริการสุขภาพในสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ

    ลักษณะสำคัญของบริการสุขภาพในสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ คือให้บริการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนด

    บริการมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องมีในสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ (โรงพยาบาล) มาตรฐานทั่วไป

    - มีอาคารสถานที่ อุปกรณ์ที่เหมาะสมในการบริการทางการแพทย์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน

    - มีเจ้าหน้าที่เพียงพอทั้งในด้านจำนวนและคุณภาพ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และมีไม่น้อยกว่าที่กำหนดในพระราชบัญญัติสถานพยาบาล

    บริการมาตรฐานขั้นต่ำของโรงพยาบาล

    - บริการผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน มีความพร้อมในเรื่องเครื่องมือ บุคลากร รถพยาบาลรับส่งผู้ป่วยหนัก โดยมีแพทย์พร้อมให้บริการอย่างน้อย 1 คน และพยาบาล 2 คน ตลอด 24 ชั่วโมง

    - บริการผู้ป่วยนอก มีอาคารสถานที่เหมาะสม สะดวกสำหรับผู้รับบริการมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รอนานเกินไป

    - บริการผู้ป่วยใน มีอาคารผู้ป่วยและอุปกรณ์ประจำตึกพร้อมให้บริการ มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม แพทย์ และพยาบาลวิชาชีพ อย่างน้อง 1 คนต่อ 30 เตียง และพนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ 1 คนต่อ 10 เตียง

    - บริการเวชทะเบียน

    - บริการรังสีวิทยา

    - บริการตรวจทางพยาธิวิทยาและการชันสูตร

    - บริการเภสัชกรรม

    - บริการศัลยกรรมทั่วไป ห้องผ่าตัดมีอย่างน้อย 1 ห้องต่อ 50 เตียง และไม่น้อยกว่า 2 ห้อง ไม่นับรวมห้องคลอด

    - บริการวิสัญญี

    แนวคิดและวิธีการจัดบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก

    ระบบบริการสุขภาพที่พึงประสงค์ของประเทศไทย ควรเป็นระบบบริการแบบพหุลักษณ์ กล่าวคือเป็นการผสมผสานทั้งการแพทย์กระแสหลักคือ การแพทย์ตะวันตก โดยที่ไม่ละเลยทอดทิ้ง การผสมผสานองค์ความรู้ ภูมิปัญญาทั้งที่มีอยู่เดิมในท้องถิ่น และจากต่างประเทศ ได้แก่ การบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือกเข้าร่วมจัดบริการและให้การดูแลทางด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน รูปแบบวิธีการจัดบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านไทย และแพทย์ทางเลือก หมายรวมถึงบริการและการดูแลสุขภาพทั้งโดยกลุ่มวิชาชีพที่ทำหน้าที่ให้บริการ หรือใช้ความรู้ความสามารถตามวิชาชีพของตนเอง และการดูแลตนเองในครอบครัว ชุมชน และการบริการในสถานบริการภาครัฐและเอกชน

    ขอบเขตของการบริการแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และแพทย์ทางเลือก

    การบริการแพทย์แผนไทย ได้แก่ บริการและดูแลสุขภาพที่ใช้องค์งามรู้แพทย์แผนไทยคือ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย นวดแผนไทย ผดุงครรภ์ไทย บริการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ผสมระหว่างองค์ความรู้แพทย์แผนไทย และความรู้ทางแพทย์แผนตะวันตก

    การบริการแพทย์พื้นบ้านไทย ได้แก่ บริการและการดูแลสุขภาพที่ใช้ความรู้ที่มีการสืบทอดกันภายในครอบครัวหรือชุมชนโดยหมอพื้นบ้าน หมอนวดพื้นบ้าน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นหรือภูมิภาค

    การบริการแพทย์ทางเลือก ได้แก่บริการและดูแลสุขภาพโดยใช้ศาสตร์หรือความรู้จากแหล่งอื่นๆ เช่น แพทย์แผนจีน อินเดีย

    หลักการและแนวคิดการประกันคุณภาพบริการสุขภาพ

    การประกันคุณภาพบริการสุขภาพควรเป็นทั้งระบบการพัฒนาการทำงาน พัฒนาวิชาการ พัฒนาคน พัฒนาจริยธรรม เพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นธรรม และเป็นระบบการคุ้มครองผู้บริโภคไปพร้อมๆ กันด้วยจึงต้องมีระบบการควบคุมคุณภาพที่ครอบคลุม โดยจัดให้มีระบบพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานบริการด้านสุขภาพทุกระดับของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในลักษณะบังคับเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จัดกลไก โดยตั้งองค์กรอิสระ ทำหน้าที่ ประเมิน ตรวจสอบ และรับรองคุณภาพสถานบริการอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส กำหนดมาตรฐานคุณภาพสถานบริการในทุกระดับ ให้มีคุณภาพเท่าเทียมกันเป็นมาตรฐานของไทย โดยคำนึงถึงมิติความเชื่อ มิติทางวัฒนธรรมด้วย

    คุณภาพ (Quality) หมายถึง คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบสนองต่อข้อกำหนดของลูกค้า

    มาตรฐาน หมายถึง สิ่งที่ยึดถือเป็นหลักสำหรับเทียบกำหนด

    มาตรฐานบริการสาธารณสุข หมายถึง มาตรฐานซึ่งกำหนดลักษณะพึงประสงค์ของผลลัพท์ของการให้บริการสาธารณสุขที่ส่งมอบให้แก่ประชาชนผู้รับบริการ

    การประกันคุณภาพ (Quality Assurance) หมายถึง การบริหารคุณภาพที่ทำให้มั่นใจว่า จะบรรลุข้อกำหนดทางด้านคุณภาพได้

    เทคโนโลยีเฉพาะทาง(Intrinsic Technology) หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ หรือทักษะเฉพาะทางหรือเฉพาะวิชาชีพของบุคลากร ซึ่งจะต้องมีอยู่อย่างสมบูรณ์พร้อมเป็นปกติในการปฏิบัติงานเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

    ปัจจัยคุณภาพ (Quality Factor) หมายถึง ปัจจัยที่ทำให้เกิดคุณภาพได้ ซึ่งหากขาดเสียซึ่งปัจจัยดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่เกิดคุณภาพ

    ปัจจัยคุณภาพบริการสาธารณสุข เช่น

    - สถานที่ที่ดี

    - เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ที่ดี

    - สิ่งของวัสดุที่ดี รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วน ที่ต้องจัดเตรียมไว้

    - คุณสมบัติ คุณลักษณะ และบุคลิกที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน

    - วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง

    - อากัปกริยาที่น่าประทับใจ

    - ความรู้ความเข้าใจที่ดีพอของผู้รับบริการและผู้ที่เกี่ยวข้อง

    รูปแบบวิธีการประกันคุณภาพบริการสุขภาพของประเทศไทย

    รูปแบบวิธีการประกันคุณภาพบริการสุขภาพซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมีหลายรูปแบบวิธีการ ได้แก่ระบบ ISO ระบบมาตรฐานบริการสาธารณสุข ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ระบบการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ระบบการพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานีอนามัย ระบบการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งสนับสนุนโดยกรมอนามัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบบพัฒนาและรับรองคุณภาพเครือข่ายสถานพยาบาล ซึ่งควรประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ บริบท สภาพแวดล้อม และระดับของการบริการ



    หน่วยที่ 4 ระบบการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการควบคุมโรคการฟื้นฟู

    แนวคิดของการส่งเสริมสุขภาพ หมายถึง การบริการทั้งที่จัดโดยสถาบัน ชุมชน และครอบครัว รวมทั้งการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จัดการสภาพแวดล้อม กำหนดเงื่อนไขปัจจัยที่เอื้อให้เกิดสุขภาพดี นอกจากนี้ยังหมายถึงกระบวนการซึ่งทำให้ประชาชนสามารถเพิ่มการควบคุมสุขภาพและทำให้สุขภาพดีขึ้น การจะบรรลุถึงสภาวะสุขสบาย ทั้งร่างกาย จิตใจและสังคมได้ ปัจเจกชน หรือกลุ่มบุคคลจะต้องพอใจในสิ่งที่ตนปรารถนาและที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพจึงเป็นการทำให้มีสุขภาพดี โดยใช้ทรัพยากรส่วนบุคคลและทรัพยากรของสังคม และเป็นความสามารถทางกายภาพ การส่งเสริมสุขภาพจึงไม่ใช่ความรับผิดชอบแต่เฉพาะของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเลยถึงลีลาชีวิตอันเปี่ยมด้วยสุขภาพไปจนถึงความอยู่ดีกินดีอีกด้วย

    สุขภาพ หมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ที่เกิดจากปัจจัยที่สำคัญ 4 องค์ประกอบคือ ด้านชีวภาพร่างกาย ด้านสภาพแวดล้อม ด้านพฤติกรรมการปฏิบัติตน และด้านการได้รับการดูแล

    กลยุทธ์ในการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Strategy)

    1. การให้ข้อมูลข่าวสาร และให้การศึกษาแก่สาธารณะ (Public Information and Education)

    2. การชี้นำสาธารณะ (Advocacy) ชี้นำเชิงบวก สนับสนุน ชื่นชม ยกย่อง ผู้ที่ทำดี ชี้นำเชิงลบ การไม่สนับสนุนผู้ที่ส่งเสริมปัจจัยเสี่ยง เช่น การให้ของกำนัลเป็นบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ

    3. การตลาดทางสังคม (Social Marketing) นำหลักการตลาดมาใช้กับการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อส่งสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เกิดค่านิยมใหม่ เช่น การไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ

    4. การช่วยให้มีความสามารถ (Enable) โดยการส่งเสริมสนับสนุนและจัดสิ่งเอื้ออำนวยให้สาธารณชนมีสถานที่ มีโอกาสในการทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น ลู่วิ่งในสวนสาธารณะ

    5. การไกล่เกลี่ยประสาน (Mediate)

    รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพ

    รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพสามารถแบ่งออกตามมิติของการดำเนินกิจกรรมได้หลายรูปแบบ ได้แก่มิติ ของการลดปัจจัยเสี่ยง หรือพฤติกรรมเสี่ยง มิติของการส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มประชากร มิติการส่งเสริมสุขภาพตามสถานที่ มิติการส่งเสริมสุขภาพตามปัญหาสุขภาพ ซึ่งสามารถเลือกปฏิบัติตามบริบทที่เหมาะสม ตัวอย่างรูปแบบวิธีการส่งเสริมในมิติของการส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มประชากร และมิติการส่งเสริมสุขภาพตามลักษณะของสถานที่ ได้แก่ รูปธรรมการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลตามแนวสุขบัญญัติแห่งชาติ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ

    วิธีการในการส่งเสริมสุขภาพ (Method of Health Promotion)

    1. การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ได้ 4 รูปแบบ ดังนี้

    - การจำหน่ายแจกจ่าย การกระจายทรัพยากรลงสู่ประชาชน

    - การออกกฎระเบียบ เช่น ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การกำหนดปริมาณในเลือดผู้ขับขี่

    - การมีกลไกระเบียบแบบแผนของตนเอง เช่นในที่ทำงานห้ามสูบบุหรี่ กำหนดกันเอง ไม่ต้องให้รัฐบังคับ

    - การกระจายใหม่ เช่น ภาษีบุหรี่นำไปใช้ประโยชน์ในการให้การส่งเสริมป้องกันคนไม่สูบบุหรี่

    2. การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ (Creating Supportive Environment for Health)

    3. การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน (Strengthen Community Activities) เช่น ชุมชน จส 100

    4. การปรับเปลี่ยนการให้บริการสุขภาพ (Reoriented Health Service)

    5. การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล (Develop Personal Skills)

    กระบวนการมีส่วนร่วมกับการส่งเสริมสุขภาพ

    การส่งเสริมสุขภาพจึงต้องมีการสร้าง ส่งเสริม สนับสนุนให้บุคคลมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยที่อาจมีความหลากหลาย แตกต่างกัน ตามเวลา สถานที่ ประเพณี กระแส และการยอมรับของชุมชน สังคม ดังนั้นจึงต้องมีการดำเนินการและทำแผนพัฒนาสุขภาพ รวมการพัฒนาเพื่อสร้างความเจริญในชุมชน ด้วยวิธีเสริมพลังสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำอย่างมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพให้เกิดขึ้นกับบุคคล ครอบครัว และชุมชนอย่างแท้จริงและมีความยั่งยืนของระบบสุขภาพ

    กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการส่งเสริมสุขภาพ

    1. หลักการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการส่งเสริมสุขภาพ

    - เสริมความเข้มแข็งของชุมชน

    - สร้างนโยบายสาธารณะ

    2. กลวิธีการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการส่งเสริมสุขภาพ

    - สนับสนุนให้ทำเองได้

    - มีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง หรือเจ้าภาพในการส่งเสริม ผลักดัน สนับสนุน ให้ชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพ

    -ทำความเข้าใจ สร้างความตื่นตัว

    3. การดำเนินงานพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการส่งเสริมสุขภาพ

    - พัฒนาทักษะความสามารถของบุคคล

    - สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน

    - จัดการสภาพแวดล้อมและปัจจัยให้เอื้อให้ทำได้

    - ทบทวนทำความเข้าใจใหม่แก่เจ้าหน้าที่และบุคลากรสาธารณสุข เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ

    ทรัพยากรและระบบสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ เป็นการจัดการจัดสรรพัฒนา สนับสนุน เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เอื้ออำนวย ชักนำให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพ ทั้งนี้สามารถแบ่งได้ตามระดับของการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งอาจเป็นระดับมหาภาค ระดับองค์กร และระดับครอบครัวชุมชนโดยมีปัจจัยทรัพยากรและระบบสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่

    1. ภาวะผู้นำและการบริหาร

    2. การบริหารทรัพยากรและบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ

    3. การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคม

    4. การสร้างและพัฒนาให้บุคลากรสาธารณสุขเป็นแบบอย่างสุขภาพ

    5. การผสมผสานการบริการและการส่งเสริมสุขภาพ

    6. การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการส่งเสริมสุขภาพ

    7. การบริหารที่มุ่งผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์

    แนวคิดการป้องกันและควบคุมโรค

    การป้องกันโรคและควบคุมโรคมีความหมายที่มีขอบเขตรวมเอากิจกรรมที่ทำเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงเฉพาะโรคบางโรค หรือเพื่อหนุนปัจจัยที่มีผล ช่วยลดความไวของการติดเชื้อ ตลอดจนการหยุดการลุกลามของโรค ในกรณีที่เกิดโรคแล้ว และเป็นการฟื้นฟูสภาพ ในกรณีที่มีการสูญเสียของอวัยวะจากการเกิดโรค โดยการป้องกันโรคจะมุ่งเน้นที่ระดับบุคคล ส่วนการควบคุมโรคจะมุ่งเน้นที่ระดับชุมชนหรือสังคม โดยเป็นการประยุกต์ความรู้ทางวิชาการที่หลากหลายสาขา ทั้งทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุข วิทยาการระบาด จิตวิทยา สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การศึกษา การเมือง และการปกครอง

    ธรรมชาติของโรค ตามหลักการทางระบาดวิทยา การเกิดโรคมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 อย่าง ได้แก่

    1. คนหรือชุมชน (Host) มีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคได้แตกต่างกัน มีปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางพฤติกรรม

    2. สิ่งที่ทำให้เกิดโรค (Agent) ซึ่งมีปัจจัยทางกายภาพ เคมี สรีรวิทยา ทางจิต ทางพันธุกรรม ทางอาหาร และพวกเชื้อโรค

    3. สิ่งแวดล้อม (Environment) มีทั้งปัจจัยทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และทางเศรษฐกิจสังคม

    ในสภาวะไม่มีโรคปัจจัยทั้ง 3 จะอยู่ในภาวะสมดุล เมื่อปัจจัยทั้ง 3 ไม่สมดุล จะทำให้เกิดโรคได้

    ระยะเวลาของการเกิดโรค แบ่งได้ตามระยะเวลาของการเกิดโรค 2 ระยะ คือ

    ระยะก่อนเกิดโรค ระยะนี้มีความสัมพันธ์กันและกันตามธรรมชาติของคนหรือของชุมชน สิ่งที่ทำให้เกิดโรค และสิ่งแวดล้อม โดยปัจจัยทั้ง 3 ยังไม่เสียสมดุล หรือเสียสมดุลในระดับที่ไม่มากพอที่จะเกิดโรคขึ้น

    ระยะเกิดโรค ระยะนี้ ปัจจัยทั้ง 3 เสียสมดุลต่อกัน จึงทำให้เกิดโรคขึ้น ซึ่งเกิดผล ดังนี้

    - ป่วยแต่ยังไม่มีอาการชัดเจน

    - ป่วยมีอาการชัดเจน และมีการดำเนินของโรคต่อไป ผลสุดท้ายที่เกิดขึ้นอาจเป็นหายขาด ไม่หายเรื้อรัง พิการ ไร้สมรรถภาพ หรือเสียชีวิต ในแต่ละกรณีไป

    รูปแบบของการป้องกันและควบคุมโรค แบ่งตามระยะเวลาของการเกิดโรคได้ดังนี้

    ระดับที่ 1 การป้องกันโรคระดับปฐมภูมิ (Primary Prevention)

    เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงใน 3 ปัจจัยแต่ยังไม่มากพอ ที่จะเกิดโรคนั้น คนจะอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค การป้องกันระดับนี้ ได้แก่ การให้ภูมิคุ้มกันโรคเฉพาะอย่าง การป้องกันอันตรายจากการประกอบอาชีพ และอุบัติเหตุ การป้องกันมะเร็ง

    ป้องกันฟันผุ การจัดอาหารน้ำตาลต่ำสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน

    ระดับที่ 2 การป้องกันโรคระดับทุติยภูมิ (Secondary Prevention) เป็นระยะที่เสียสมดุลของ 3 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค มากพอจนเกิดโรคขี้นแล้ว การป้องกันคือ วินิจฉัยให้เร็ว รักษาทันที และการกำจัดการเกิดการไร้สมรรถภาพ

    ระดับที่ 3 การป้องกันโรคระดับตติยภูมิ (Tertiary Prevention) เมื่อเกิดโรคจนมีอาการ และเกิดความเสียหายหรือพิการแล้ว จำเป็นต้องมีการหยุดโรค และพื้นฟูให้อวัยวะที่เสียหายสามารถใช้งานได้ ต้องพยายามทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน โดยอาจเป็นการรักษาทางยา การผ่าตัด การใช้อวัยวะเทียม เช่น การใส่ฟันปลอมเพื่อการบดเคี้ยว ถ้าถูกถอนฟัน การให้คำแนะนำ การฝึกฝนต่างๆ

    ทรัพยากรและระบบสนับสนุนที่จำเป็นในการพัฒนาระบบป้องกันและควบคุมโรค ประกอบด้วยทรัพยากรสาธารณสุขและระบบการสนับสนุนที่สำคัญ 9 ประการ ได้แก่

    1. โครงสร้างพื้นฐาน

    2. เครื่องมืออุปกรณ์

    3. งบประมาณ

    4. ทรัพยากรมนุษย์

    5. นโยบายและการสนับสนุนทางการเมือง

    6. กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย

    7. ระบบข้อมูลข่าวสาร

    8. ความรู้ เทคโนโลยี และการจัดการความรู้

    9. ความตื่นตัวทางสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชน

    แนวคิดของการฟื้นฟูสภาพ

    การฟื้นฟูสภาพ (Rehabilitation) หมายถึง การทำให้มีความสามารถ เป็นกระบวนการรักษาที่ได้มีการวางแผนการรักษาผู้ป่วยให้พื้นคืนสภาพให้เร็วที่สุด หรือสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด และคงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยการนำเอาความรู้วิทยาการทางการแพทย์ สังคมศาสตร์หลายสาขามาพัฒนาความสามารถของผู้ป่วย ผู้พิการ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถดำเนินชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยเพิ่มความสามารถหรือสมรรถภาพ แม้ว่า จะมีความพิการทางร่างกายและข้อจำกัดต่างๆ นอกจากนี้ยังเน้นการป้องกันและการลดความบกพร่อง การสูญเสียสมรรถภาพและการเสียเปรียบที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเจ็บป่วยนั้น มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วย/ผู้พิการแบบองค์รวม ให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพแบบผสมผสานและครอบคลุม อาศัยบุคลากรจากหลายสาขาวิชาชีพที่ทำงานประสานกัน โดยมีจุดมุ่งหมายการรักษาร่วมกัน ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัย การให้การบำบัดรักษา พื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย การติดตามในระยะยาวโดยมีขอบเขตของการฟื้นฟูสภาพประกอบด้วย การฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ การฟื้นฟูสภาพทางการศึกษา การฟื้นฟูสภาพทางอาชีพ และการฟื้นฟูสภาพทางสังคม

    ความพิการ หมายถึง ความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา หรือจิตใจ ทั้งนี้อาจเป็นไปตามประเภทหรือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

    กระบวนการเกิดความพิการมี 4 ระดับ

    ระดับที่ 1 โรคหรือภยันตราย คือผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือการทำงานของร่างกาย เรียกว่า เกิดพยาธิสภาพ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้อาจมีหรือไม่มีอาการ และ/หรือ อาการแสดงได้

    ระดับที่ 2 การเสียการทำงาน คือ การสูญเสีย หรือความผิดปกติทางด้านจิตใจ สรีรกายภาพหรือการทำงาน ซึ่งเกิดที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือทั้งระบบของร่างกาย

    ระดับที่ 3 การเสียความสามารถในการทำงาน คือ การจำกัดหรือการขาดความสามารถที่จะกระทำในขอบเขตที่ตัวเองเคยกระทำได้

    ระดับที่ 4 ความพิการ คือ ข้อจำกัดหรือการขาดซึ่งความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมใดๆ โดยวิธีการหรือโดยวิสัยของบุคคลทั่วไป เนี่องจากความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง

    พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ปี 2534 กฎหมายฉบับแรกเกี่ยวกับคนพิการ แบ่งคนพิการเป็น 5 ประเภท

    1. ความผิดปกติทางการมองเห็น

    2. ความผิดปกติทางการได้ยิน

    3. ความผิดปกติทางกาย หรือการเคลื่อนไหว

    4. ความผิดปกติทางจิตใจ

    5. ความผิดปกติทางสติปัญญา หรือการเรียนรู้

    ระดับความรุนแรง แบ่งออกเป็น 5 ระดับ และระดับความสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เป็น 5 ระดับ

    รูปแบบของการฟื้นฟูสภาพ สามารถกำหนดแบ่งประเภทได้เป็นหลายลักษณะ ซึ่งหากพิจารณาแบ่งตามลักษณะระดับของการบริการแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

    1. รูปแบบการฟื้นฟูสภาพด้วยตนเองและครอบครัว (Rehabilitation in Self and Family Care Level)

    2. รูปแบบการฟื้นฟูสภาพในชุมชน (Community Based Rehabilitation)

    3. รูปแบบการบริการฟื้นฟูสภาพในสถาบัน (Institutional Based Rehabilitation)

    ทรัพยากรและระบบสนับสนุนการฟื้นฟูสภาพ

    ทรัพยากรและระบบสนับสนุนที่จำเป็นในการพัฒนาระบบการฟื้นฟูสภาพ และการจัดบริการฟื้นฟูสภาพของประเทศประกอบด้วยทรัพยากรสาธารณสุขและระบบการสนับสนุนที่สำคัญ 9 ประการ ได้แก่

    1. โครงสร้างพื้นฐาน

    2. เครื่องมืออุปกรณ์

    3. งบประมาณ

    4. ทรัพยากรมนุษย์

    5. นโยบายและการสนับสนุนทางการเมือง

    6. กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย

    7. ระบบข้อมูลข่าวสาร

    8. ความรู้ เทคโนโลยี และการจัดการความรู้

    9. ความตื่นตัวทางสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชน



    หน่วยที่ 5 ระบบสุขภาพกับงานอาชีวอนามัย

    แนวคิดในงานส่งเสริมสุขภาพในงานอาชีวอนามัย

    ภาวะสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน หมายถึง ความสมบูรณ์ของสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ปฏิบัติงานภาวะสุขภาพนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกคือ สังคม และสถานประกอบการและปัจจัยภายใน ปัจจัยด้านสังคม หมายถึง สภาพแวดล้อมที่ผู้ปฏิบัติงานอาศัยอยู่ เช่น ที่อยู่อาศัย น้ำดื่ม อาหาร มลภาวะในบ้าน มลภาวะในสิ่งแวดล้อม เชื้อโรคต่างๆ เป็นต้น ปัจจัยด้านสถานประกอบการ เช่น สภาพแวดล้อมในการทำงาน กระบวนการทำงาน สารที่ใช้ในการผลิต ท่าทางการทำงาน สิ่งคุกคามชนิดต่างๆ ส่วนปัจจัยภายใน หมายถึง ความแข็งแรงของร่างกาย สภาพจิตใจ ความพึงพอใจในการทำงาน

    การรอให้มีโรคเกิดขึ้นแล้วจึงมีการรักษา ทำให้สิ้นเปลือง และเกิดความสูญเสียขึ้น แนวคิดในการส่งเสริมสุขภาพสามารถนำมาประยุกต์กับงานอาชีวอนามัยได้ในสถานประกอบกิจการ โดยเน้นการส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อไม่ให้เกิดโรคจากการทำงาน

    จากการประชุมที่ประเทศ แคนาดา ใน พ.ศ. 2529 จึงมีการประกาศกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) ที่มีสาระสำคัญได้แก่

    1. การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

    2. การสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพ

    3. การสร้างเสริมความเข้มแข็งบทบาทของชุมชน

    4. การสร้างเสริมทักษะบุคคล

    5. การปรับระบบบริการมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ การมีความยุติธรรม และความเสมอภาคในสังคม

    ประเทศไทยประกาศใน พ.ศ. 2545 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นรณรงค์สร้างสุขภาพทั่วไทยอย่างจริงจัง ภายใต้กลยุทธ์ รวมพลังสร้างสุขภาพ โดยมีแนวคิดในการสร้างสุขภาพ มากกว่าซ่อมสุขภาพ วิสัยทัศน์เป้าหมายการดำเนินงาน 4 ด้าน ดังนี้

    1. ด้านความแข็งแรงของสุขภาพในมิติทางกาย (Physical Health)

    2. ด้านความแข็งแรงของสุขภาพในมิติทางจิตใจ (Mental Health)

    3. ด้านความแข็งแรงของสุขภาพในมิติทางสังคม (Social Health) และเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy)

    4. ด้านความแข็งแรงของสุขภาพในมิติทางปัญญา/จิตวิญญาณ (Spiritual Health)

    งานอาชีวอนามัยเป็นงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ โดยทำงานในสถานประกอบการที่ปราศจากโรคและอันตราย ทำให้มีผลผลิตที่ดี ซึ่งสามารถใช้มิติทางสุขภาพทั้งสี่ด้านมาใช้ประยุกต์ในสถานประกอบการได้ โดยในสถานประกอบการเป็นสังคมอีกแห่งหนึ่งของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่เป็นเวลานานเกือบทั้งวัน ดังนั้นในสถานประกอบการจะต้องมีการส่งเสริมมิติสุขภาพทั้งสี่ด้านนี้ด้วย ซึ่งเป็นที่มาของสถานประกอบการน่าทำงาน (Healthy Workplace) นั่นเอง

    Occupational Health for ALL หรือ อาชีวอนามัยเพื่อทุกคน เป็นคำขวัญขององค์การอนามัยโลกซึ่งมีตัวชี้วัดสำคัญอยู่สิบตัว แต่ละตัวจะบ่งถึงเรื่องการส่งเสริมสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน การจัดระบบป้องกันและควบคุมโรคการวินิจฉัยและรักษาโรค รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการจัดองค์กรภายในสถานประกอบการให้เข้มแข็งและมีความเข้าใจในเรื่อง

    อาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยจัดเป็นสถานที่ซึ่งน่าอยู่และน่าทำงานรวมกันไปที่เดียวเลย ทั้งนี้บริการอาชีวอนามัยที่เกิดขึ้นจะต้องเข้าถึงโดยง่ายและเท่าเทียมกัน

    การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในงานอาชีวอนามัย นั้นจะต้องยึดหลักการส่งเสริมสุขภาพทั้ง 4 มิติ ได้แก่ มิติทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคมและเศรษฐกิจพอเพียง และทางจิตวิญญาณ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ในสถานประกอบการ หรือเป็นตัวชี้วัดสำหรับบริการอาชีวอนามัย ได้แก่

    . 1. มิติทางกาย 6 เป้าหมาย

    - ส่งเสริมการออกกำลังกาย

    - ส่งเสริมด้านโภชนาการ

    - ลดอัตราการเกิดโรคและการบาดเจ็บ

    - ลดสิ่งเสพติดและการสร้างสุขนิสัย

    - ลดอัตราการบาดเจ็บและตายด้วยอุบัติเหตุ

    - สิทธิของการเข้าถึงบริการอาชีวอนามัย

    2. มิติทางจิตใจ 3 เป้าหมาย

    - ครอบครัวสุขสันต์

    - ส่งเสริมสุขภาพจิต

    - พัฒนาสติปัญญา

    3. มิติทางสังคม และเศรษฐกิจพอเพียง 4 เป้าหมาย

    - สร้างความมั่นคงปลอดภัย

    - จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

    - ให้ความยุติธรรมเรื่องเงินและโอกาส

    - จัดสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการให้เหมาะสม

    4. มิติทางปัญญา/จิตวิญญาณ 4 เป้าหมาย

    - ลด ละ เลิกอบายมุข และสิ่งเสพติด

    - มีความรู้จักสามัคคี เอื้ออาทรเกื้อกูลกัน

    - มีสติ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงด้วยเหตุและผล และด้วยสันติวิธี

    - ยึดมั่นในหลักศาสนธรรม และวัฒนธรรมอันดี

    การประเมินผลการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในงานอาชีวอนามัย

    การทำการส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงานที่ประสบผลสำเร็จจะต้องมีความร่วมมือระหว่างผู้จัดและผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานกลุ่มเสี่ยงที่เป็นเป้าหมาย มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงานที่จะเข้าร่วมโปรแกรม

    1. ปัจจัยด้านจิตสำนึก

    - ความรับรู้เรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องเฉพาะตน เป็นความตระหนักเรื่องสุขภาพ

    - ความเชื่อมั่นในการควบคุมตนเอง เป็นเรื่องของการสมัครใจ เช่นคนสูบบุหรี่มีความตั้งใจที่จะหยุดสูบบุหรี่

    2. แรงกระตุ้น ความตั้งใจจะเปลี่ยนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้าผู้ปฏิบัติงานไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เข้าร่วมโปรแกรม

    เช่น โปรแกรมลดน้ำหนัก

    3. ความสามารถ/โอกาส การให้ความรู้ด้านสุขภาพ ความรู้เรื่องความเสี่ยง การศึกษาในระดับต่างๆ

    4. คุณลักษณะเฉพาะตน คุณลักษณะเฉพาะตนขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล บุคลิกภาพ ชนิดเอ คนที่ทำงานที่มีความกดดันจิตใจสูง จะมีโอกาสเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพสูง

    องค์ประกอบแห่งความสำเร็จของการทำให้ที่ทำงานมีสุขภาพดี คือ

    1. มีวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายที่กำหนดโดยผู้บริหารและเป็นที่ยอมรับของคนงาน

    2. ความมีส่วนร่วมของผู้บริหารสูงสุดและสหภาพ ในการจัดการทรัพยากร

    3. มีการถ่ายทอดแผนเป็นขั้นตอนตามลำดับ

    4. มีผู้รับผิดชอบซึ่งชำนาญด้านส่งเสริมสุขภาพ

    5. มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยดูกิจกรรม การมีส่วนร่วม และผลที่ได้เพื่อประเมินผลและประเมินโปรแกรม

    งานป้องกันและควบคุมโรคในงานอาชีวอนามัย

    การป้องกันและควบคุมโรคเป็นเรื่องที่จำเป็นในงานอาชีวอนามัยเนื่องจากปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพอยู่ในงาน การป้องกันและควบคุมโรคจะดำเนินไปด้วยกันกับการส่งเสริมสุขภาพ

    แนวคิดเกี่ยวกับบริการอาชีวอนามัย ได้แก่

    1. การสร้างเสริมหรือส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน ได้แก่ การจัดการออกกำลังกาย ดูแลโภชนาการสุขศาสตร์ส่วนบุคคล

    2. การค้นหาอันตราย และความเสี่ยงต่อสุขภาพ ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านงาน

    3. การตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การวัดปริมาณสิ่งคุกคามในที่ทำงานในบรรยากาศการทำงาน เช่น ฝุ่น ไอสารเคมี เสียง

    4. การจัดการความเสี่ยง ได้แก่ การนำความเสี่ยงที่พบทั้งหมด มาจัดลำดับความสำคัญ และนำมาจัดการแก้ไข โดยมีแผนติดตามเป็นระยะ

    5. การจัดการเฝ้าระวังทางการแพทย์ ได้แก่ การจัดการตรวจร่างกายตามความเสี่ยง ตรวจร่างกายทั่วไป การเฝ้าระวังโรค

    6. การจัดบริการตรวจรักษาโรค ได้แก่ การจัดบริการตรวจรักษาโรคทั่วไป และตรวจรักษาโรคที่เกิดจากการทำงาน การจัดห้องพยาบาล

    7. การจัดเก็บข้อมูลสุขภาพ การจัดเก็บข้อมูลการเจ็บป่วย ของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อสามารถใช้เป็นข้อมูลในการเฝ้าระวังโรค

    การป้องกันและควบคุมโรคมี 3 แบบ ได้แก่

    1. การป้องกันแบบปฐมภูมิ (Primary Prevention) การสร้างเสริมสุขภาพ การฉีดวัคซีน การตรวจโรคก่อนเข้าทำงานเพื่อดูความพร้อมในการทำงาน เป็นต้น

    2. การป้องกันแบบทุติยภูมิ (Secondary Prevention) เช่น การตรวจร่างกายคัดกรอง การตรวจการได้ยินการเฝ้าระวังด้านสุขภาพและด้านโรค

    3. การป้องกันแบบตติยภูมิ (Tertiary Prevention) เช่น การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นอีก การป้องกันไม่ให้โรคหรือความพิการนั้นเป็นมากขึ้น และการควบคุมผู้ปฏิบัติงานที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง

    การที่จะทำให้สุขภาพดีที่สุดนั้นจะต้องมีกลยุทธ์ได้แก่ การให้ความรู้ (Knowledge) ทำให้เกิดการเปลี่ยนความคิด (Attitude) และในที่สุดก็มีการเปลี่ยนพฤติกรรม (Health Behavior) กลยุทธ์นี้จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (Life Style)

    การดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคในงานอาชีวอนามัย แบ่งได้เป็น 2 กรณีใหญ่ๆ

    1. โรคที่พบทั่วไป

    2. โรคจากการทำงาน

    หลักการในการป้องกันและควบคุมโรคในงานอาชีวอนามัย ได้แก่

    1. การป้องกันและควบคุมสิ่งคุกคามใหม่ ๆ

    2. การป้องกันและควบคุมสิ่งคุกคามที่ทราบอยู่แล้ว

    3. การป้องกันและควบคุมการได้รับสัมผัส ได้แก่

    - การควบคุมสิ่งแวดล้อมในการทำงาน

    - การควบคุมทางชีวภาค

    - การค้นหาผู้ปฏิบัติงานที่มีความผิดปกติ

    - การป้องกันทางวิศวกรรม

    การประเมินผลการเปลี่ยนแปลงมีการวัดการเปลี่ยนแปลงของการป้องกันและควบคุมโรคในงานอาชีวอนามัย ในด้านต่างๆ ได้แก่

    1. การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ เป็นการวัดเกี่ยวกับความสำเร็จของหน้าที่ของโปรแกรม ซึ่งวัดจากแบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม

    2. การเปลี่ยนแปลงด้านจิตสำนึก เป็นการวัดประสิทธิภาพของโครงการ

    3. การเปลี่ยนแปลงของสภาพการทำงาน และพฤติกรรมการทำงาน เป็นการวัดผลที่ได้จากโครงการ

    4. การเปลี่ยนแปลงในอุบัติการณ์การเกิดโรคที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน เป็นการวัดวัตถุประสงค์ที่ต้องการของโครงการ

    แนวคิดในงานรักษาพยาบาลในงานอาชีวอนามัย

    การรักษาพยาบาลโรคทางอาชีวอนามัยจะต้องมีความแม่นยำในการวินิจฉัยเนื่องจากโรคทางอาชีวอนามัยจะมีอาการและอาการแสดงคล้ายโรคทั่วไป หลักการรักษาโรคทางอาชีวอนามัยที่สำคัญคือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งที่ทำให้เกิดโรคในสถานประกอบการ

    คนงานในสถานประกอบการ

    โรคทั่วไป เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อ เป็นต้น

    โรคที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน เช่นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตีบ โรคปวดหลัง เป็นต้น

    โรคจากการทำงาน เช่น โรคปอดฝุ่นฝ้าย โรคพิษตะกั่ว เป็นต้น

    ประเภทของโรคทางอาชีวอนามัย แบ่งเป็น 2 ประเภท

    1. โรคจากการทำงาน (Occupational Diseases) เป็นโรคที่เกิดจากสิ่งคุกคามในที่ทำงานทำให้เกิดโรคโดยตรง เช่น

    - ก้มลงยกของหนัก 35 กิโลกรัม เคลื่อนย้ายแล้วปวดหลัง – ทำงานโรงงานสารกำจัดแมลงแล้วเป็นโรคผิงหนัง

    2. โรคที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน (Work – Related Diseases) สิ่งคุกคามในที่ทำงานกระตุ้นหรือเสริมให้โรคที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอยู่หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นหรือมีอาการเป็นมากขึ้น เช่น

    - คนงานเป็นโรคเบาหวานเหยียบตะปูทำให้แผลหายช้า ติดเชื้อ ต้องตัดขา – คนขับรถบรรทุกชักขณะขับรถ เพราะไม่ได้นอนพักผ่อนเพียงพอ มีประวัติเป็นโรคลมชัก กินยารักษาอยู่

    การวินิจฉัยโรคโดยเร็วที่สุด คือ การรู้ตัวเองของผู้ปฏิบัติงานรู้ว่า งานที่ตนเองทำมีผลต่อสุขภาพอย่างไร จะมีโอกาสค้นหาโรคที่ตนเองเป็นได้โดยเร็วที่สุด และทำการรักษาพยาบาลก่อนที่จะเป็นมากขึ้นได้ นอกเหนือจากการที่ผู้ปฏิบัติงานรู้แล้ว นายจ้างเองจะต้องรู้ว่า สถานประกอบการของตนเอแงเสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไร เพื่อไม่ให้เกิดทัศนคติเชิงลบเมื่อผู้ปฏิบัติงานป่วย ทำให้เกิดเรื่องวิวาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเมื่อมีการเรียกร้องเงินชดเชย

    การวินิจฉัยโรคจากการทำงานโดยรวดเร็ว จะช่วยให้สามารถรักษาพยาบาลผู้ปฏิบัติงานที่เป็นโรคนอกจากนั้นยังช่วยในการค้นหาเพื่อนร่วมงานที่เป็นโรคแต่ยังไม่แสดงอาการออกมา และยังกระตุ้นให้มีการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่เป็นโรค

    การรักษาโรคในผู้ปฏิบัติงานต้องพิจารณาว่า เป็นโรคจากการทำงาน โรคที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานหรือโรคที่พบได้ทั่วไป คนที่มีโรคเรื้อรังเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและอาจมีอาการและอาการแสดงของโรคซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงในการทำงาน

    การประเมินผลการรักษาในงานอาชีวอนามัยขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อมในการทำงาน

    การประเมินผลการดำเนินงานรักษาพยาบาลในงานอาชีวอนามัยแบ่งได้ดังนี้

    1. การประเมินผลการวินิจฉัย

    2.การประเมินผลการรักษา

    3.การประเมินผลการกลับเข้าทำงาน

    4. การประเมินผลการจัดการสภาพแวดล้อมในการทำงาน

    งานฟื้นฟูสภาพในงานอาชีวอนามัย

    การรักษาพยาบาลมีหลักสำคัญคือรักษาชีวิตและอวัยวะของผู้ปฏิบัติงาน เมื่อรักษาแล้วต้องมีการฟื้นฟูสภาพเพื่อเตรียมกลับเข้าทำงาน วัตถุประสงค์ของการฟื้นฟูสภาพคือ การทำให้ผู้ปฏิบัติงานกลับมาทำงานเดิมได้โดยเร็วที่สุด การพื้นฟูสภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเตรียมพนักงานกลับเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัย

    รูปแบบของการพื้นฟูสภาพ มี 3 แบบ ได้แก่

    1. การฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ เช่นการรักษา การต่อนิ้ว การตัดแขนและขาในตำแหน่งที่พอเหมาะกับการใส่แขนหรือขาเทียม การให้ยารับประทานเพื่อให้หายจากโรคหรือการอักเสบ ทั้งนี้แพทย์ที่ทำการรักษาจะต้องคำนึงถึงการช่วยชีวิตเป็นอันดับแรก

    2. การฟื้นฟูสภาพทางกายภาพบำบัด ถ้าเป็นแพทย์เรียกว่า แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ถ้าไม่ใช่แพทย์มีหลายสาขาเช่น นักกายภาพบำบัด และนักอาชีวบำบัด

    3. การฟื้นฟูสภาพทางจิตใจ ผู้ที่ทำการฟื้นฟูสภาพทางจิตใจจะมีทั้ง แพทย์ พยาบาล ครอบครัวผู้ป่วย นายจ้าง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำโรงงาน

    ความรับผิดชอบของเจ้าของสถานประกอบการที่จะต้องทำในการฟื้นฟูสภาพของผู้ปฏิบัติงานที่บาดเจ็บหรือเป็นโรคโดยมีความร่วมมือของทีมงาน ได้แก่

    1. จัดทำและให้การสนับสนุนโครงการกลับเข้าทำงานตามความเหมาะสมตามขนาดของสถานประกอบการ โดยเข้าร่วมประชุม หรือจัดส่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่รับผิดชอบเข้าร่วม โครงการจะต้องเหมาะสมกับขนาดของสถานประกอบการ ถ้าขนาดเล็กจะมีแผนกที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ของผู้ปฏิบัติการน้อย

    2. แจ้งเรื่องอุบัติเหตุในเวลาที่เหมาะสมทันที โดยแจ้งให้กับทีมงานและกระตุ้นให้ทีมงานมีการประชุมเพื่อเตรียมการกลับเข้าทำงานให้กับผู้ปฏิบัติงานที่ประสบเหตุ

    3. ร่วมในการพัฒนาและดำเนินการเจ้าของสถานประกอบการจะเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่สามารถทำให้โครงการดำเนินต่อไปได้ เจ้าของสถานประกอบการจะต้องร่วมในการพัฒนาโครงการ และการดำเนินการทั้งการรักษา การฟื้นฟู การกลับเข้าทำงาน การจัดสถานประกอบการให้เหมาะสม

    4. จัดสถานประกอบการที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ปฏิบัติงานที่ป่วยเมื่อกลับเข้าทำงานการจัดสถานประกอบการให้เหมาะสม บางครั้งอาจทำให้งานในสถานประกอบการที่ไม่ใช่เจ้าของสถานประกอบการคนเดิม โดยนำไปฝากทำงานในสถานที่ที่ผู้ปฏิบัติงานมีความเชี่ยวชาญในสถานประกอบการอื่นก่อน เมื่ออาการดีขึ้นจึงกลับมาทำงานในสถานที่เดิม

    การดำเนินงานฟื้นฟูสภาพในที่ทำงาน หมายถึง การจัดงานที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงานที่หายจากการบาดเจ็บหรือโรคแต่ร่างกายยังไม่พร้อมที่จะกลับเข้าทำงานเดิมได้ การทำงานในระดับต่างๆ ถือเป็นการฟื้นฟูสภาพให้กับผู้ป่วย เช่น ถ้าผู้ปฏิบัติงานปวดหลังและทำงานยกของหนัก เมื่อกลับเข้ามาทำงานหลังจากรักษาพยาบาลแล้ว ให้กลับเข้ามาทำงานในแผนกตรวจสอบคุณภาพ ในแผนกนี้ผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสที่จะบริหารกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ แขน โดยการทำงาน เมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งย้ายไปทำการฟื้นฟูสภาพขั้นต่อไปโดยการทำงานเดินส่งของ จะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ ขา ให้มีการเคลื่อนไหว และเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อ เมื่อได้รับการรับรองจากแพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือผู้ปฏิบัติงานมีอาการดีแล้ว จะสามารถกลับไปทำงานยกของอย่างเดิมได้ เป็นต้น การฟื้นฟูสภาพในที่ทำงานเป็นที่นิยมมากเนื่องจากไม่ต้องหยุดงาน และการทำงานเป็นการฟื้นฟูสภาพไปในตัวทำให้มีการเคลื่อนไหว มีการสร้างมวลกล้ามเนื้อขึ้นไปในตัวด้วย

    เมื่อดำเนินงานฟื้นฟูสภาพในงานอาชีวอนามัยแล้ว ต้องมีการประเมินผลการดำเนินงานเพื่อพิจารณาว่า สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติงานกลับมาทำงานเดิมได้โดยเร็วที่สุด

    มาตรฐานการฟื้นฟูสภาพในงานอาชีวอนามัยเพื่อใช้ในการประเมินผลการดำเนินงาน

    1. การบริหารจัดการผู้ป่วยเป็นการดูแลผู้ป่วย โดยใช้ผู้จัดการซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพยาบาล ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และจัดทำโครงการกลับที่ทำงาน โดยเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผู้ป่วยและเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การบริหารจัดการสถานประกอบการที่เหมาะสมค่าใช้จ่าย และการประเมินสภาพ

    2. วิธีการดำเนินงานขององค์กร สถานประกอบการมีรูปแบบการดำเนินงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในรูปคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ควรให้พยาบาลหรือแพทย์เข้าไปเป็นกรรมการด้วย การจัดโครงการจะง่ายขึ้น ดังนั้นการที่มีแพทย์หรือพยาบาลเข้าไปร่วมเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง

    3. ระบบประกันคุณภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน สถานพยาบาลของรัฐควรมีการพัฒนาระบบประกันคุณภาพของโครงการ และควรมีการสนับสนุนให้เกิด โดยร่วมมือกับสถานประกอบการ ในพื้นที่ซึ่งตนเองรับผิดชอบ ถ้าในระยะแรกสถานประกอบการยังไม่มีบุคลากรด้านสุขภาพ สถานพยาบาลของรัฐอาจเข้าไปช่วยเหลือแต่จะต้องพยายามให้สถานประกอบการดำเนินงานได้ด้วยตนเอง

    4. การจัดการทรัพยากรบุคคลจะต้องมีการอบรมให้ความรู้เรื่องโครงการกลับเข้าทำงาน และการฟื้นฟูสภาพให้กับผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องของสถานประกอบการ จัดคนให้เพียงพอกับงาน ให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสามารถในการทำงานผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

    ที่มา : ชุดวิชา 54102 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

    manasu












    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 187.2003ms