หนุ่มสาวที่ต้องทำงานอยู่ในออฟฟิศทุกๆ วัน ควรได้รับอาหารเสริมอย่างเต็มที่ มาดูกันว่า อาหารอะไรบ้างที่เหมาะกับคนทำงานอย่างเราๆ ค่ะ

1. ข้าวกล้อง ข้าวกล้องมีวิตามินบีและอีสูง จึงช่วยเพิ่มพลังสมองในการทำงานช่วยป้องกันโรคเหน็บชาที่คนที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานนานๆ มักจะเป็นกัน แถมยังป้องกันโรคสมองเสื่อมในอนาคตได้ด้วย
2. วิตามินบี มีอีกชื่อหนึ่งว่า "สารให้ความกระปี้กระเปร่า" มีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท จมูกข้าว ถั่ว เมล็ดทานตะวัน นม กล้วย ส้ม เป็นต้น สาวๆ ที่ทำงานนานจนล้าห้ามพลาด
3. วิตามินซี ที่อยู่ในผักและผลไม้ เช่น ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ น้ำส้มคั้น มะละกอ บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ถั่วงอก ฯลฯ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากในการสร้างฮอร์โมนระงับความเครียด จะได้ทำงานอย่างสดใสไปทั้งวันเลย
4. น้ำมันปลา หรือโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ไขข้ออักเสบ ช่วยลดอาการปวดรอบเดือนและระงับอาการซึมเศร้า เบื่อหน่ายจากการทำงานได้ด้วย
5. ผักใบเขียวอย่างตำลึง คะน้า เป็นอาหารกลุ่มโครินที่มีวิตามินบี ซึ่งช่วยเพิ่มความจำและสมาธิ
6. ดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน เพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลีย และการเป็นตะคริวจากการนั่งหรือยืนนานๆ แถมยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสด้วย สาวๆ ที่ทำงานในห้องแอร์ตลอดวันยิ่งควรดื่มบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง
7.น้ำใบบัวบก ทำงานมาทั้งวันช่วงบ่าย สาวๆ ก็คงจะเพลีย ขอแนะนำให้ดื่มน้ำใบบัวบกเพราะเป็นน้ำเพิ่มพลังชั้นยอด เป็นยาบำรุงแก้อ่อนเพลียช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เสริมสร้างความจำและช่วยให้สมองทำงานได้ดีด้วย
8. ทานของหวานหลังอาหารกลางวัน จะทำคงความสดชื่นได้ยาวนานขึ้น เพราะรสเปรี้ยวและรสหวานนั้นจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นในร่างกาย ยิ่งตอนบ่ายๆ อาจจะง่วง ผลไม่รสเปรี้ยวคือคำตอบของคุณ ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ จะกระตุ้นให้สาวๆ กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้
9. ถั่ว ยิ่งคนที่ต้องใช้สายตาเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืองานที่ต้องใช้สายตานานๆ ควรมีถั่วติดโต๊ะไว้ด้วย เพราะถั่วมีวิตามินบี 2 บำรุงสายตาได้ดี
10. วิตามินซีและธาตุเหล็ก เพราะเวลาที่มีรอบเดือนร่างกายจะขาดธาตุเหล็ก ทำให้เหนื่อยง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิช่วงนั้นของเดือนจึงเป็นเวลาที่สาวๆ อย่างเราต้องทางวิตามินซี และธาตุเหล็กมากๆ วิตามินซีจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น
11. ชาเขียว นอกจากจะทำให้ลมหายใจสดชื่นไม่มีกลิ่นปากแล้ว ถึงชาเขียวที่ทานแล้วยังช่วยลดมลพิษในห้องทำงานได้ด้วย แค่วางทิ้งไว้เฉยๆ มันก็จะดูดฝุ่นละอองให้เราเอง ทำให้ลดการเป็นภูมิแพ้ไปโดยอัติโนมัติ
12.ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัดในมือเช้า เพราะในตอนเช้าร่างกายของเรายังปรับตัวไม่ทันกับรสชาติเผ็ดร้อน เช้าๆ ควรทานเป็นอาหารรสกลางๆ ไปก่อนจะดีกว่า
13. ดื่มน้ำผลไม้ 1 แก้ว ก่อนจะดื่มกาแฟควรดื่มน้ำผลไม้ก่อน 1 แก้ว เพราะการดื่มกาแฟโดยที่ไม่มีอะไรรองท้องจะช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้ไม่นาน หลังจากนั้นจะกลับมาง่วงเหมือนเดิม และไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 3 แก้วต่อวัน เพื่อไม่ให้ได้รับคาแฟอีนมากเกินไป
14. งดชากาแฟในเวลาเย็น เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้สมองพักผ่อนไม่เพียงพอ พอตื่นขึ้นมาสมองก็จะล้า คิดอะไรไม่ออกทำงานได้ไม่เต็มที่
15. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มและมันจัดในมื้อเที่ยง เพราะอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจะทำให้เกิดการสะสม มีผลให้ร่างกายเคลื่อนไหวช้า ขาดความคล่องตัวที่คนทำงานต้องมี
ลองปฏิบัติดูนะคะ ได้ผลประการใดก็อย่าเก็บไว้คนเดียว บอกต่อๆ กันไปนะคะ
เก็บมาฝากท่านสุภาพสตรีโดยเฉพาะ บางท่านไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ลองอ่านดูนะคะ เผื่อจะเป็นประโยชน์
เพื่อผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง สดใส ผู้หญิงหลายคนจึงดูแลรักษาใบหน้าตนเอง โดยให้ความสำคัญกับการทำความสะอาด หรือใช้ครีมบำรุงชนิดต่างๆ ตลอดจนเครื่องสำอางที่เสริมแต่งให้ตนเองดูดีขึ้น ทั้งที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีราคาสูง อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ อุปกรณ์แต่งหน้า เช่น แป้งพัฟ แปรงปัดแก้ม แปรงปัดเปลือกตา พู่กันทาริมฝีปาก ที่ปัดขนตา ขนคิ้ว
ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วระยะหนึ่งที่อุปกรณ์สัมผัสผิว แต่หากปล่อยให้สกปรกไม่ดูแลรักษาทำความสะอาด ก็มีโอกาสทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณได้เช่นกัน โรคติดเชื้อดังกล่าวที่พบได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง,การติดเชื้อไวรัสเริม,การเกิดสิว และเพื่อสุขภาพผิวพรรณใบหน้าที่สะอาด เรามีวิธีทำความสะอาดอุปกรณ์แต่งหน้าอย่างง่ายๆ และไม่เสียเวลามาฝากกัน
วิธีทำความสะอาดแปรงแต่งหน้า
หากเป็นแป้งพัฟหรือฟองน้ำทาตา ให้ล้างด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือสบู่ล้างหน้าปกติ และล้างให้สะอาด บีบให้แห้ง นำไปซับบนผ้าขนหนูนิ่มๆ และปล่อยไว้บนผ้าขนหนูให้ลมพัดจนแห้งสนิท
สำหรับพู่กันแต่งหน้า ให้จุ่มแปรงให้เปียก ล้างด้วยแชมพูสระผมปกติ ค่อยๆ ลูบขนแปรงเบาๆ ตามทิศทางของเส้นขน แต่อย่าให้น้ำไหลเข้าบริเวณด้ามจับ ตั้งแปรงแนวดิ่งให้หัวแปรงทิ่มลง และเปิดน้ำก๊อกให้น้ำไหลผ่านล้างจนสะอาด จากนั้นซับแปรงบนผ้าขนหนูเบาๆ จัดรูปทรงแปรงให้อยู่ในสภาพเดิม อาจปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งบนผ้าขนหนู หรือแขวนหัวแปรงทิ่มลง แต่ห้ามหงายแปรงแต่งหน้าให้แห้งในถ้วยหรือกล่องเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำไหลเข้าที่จับ ทำให้ขนแปรงหลุด หรือหลวม และถ้าปล่อยให้แห้งโดยการทิ่มขนแปรงลงจะทำให้ขนแปรงบานออก เสียรูป
และสำหรับคนที่ไม่มีเวลาล้างทำความสะอาดแปรง แต่ต้องการใช้แปรงสะอาดแบบเร่งด่วน อาจใช้น้ำยาทำความสะอาดแปรงแต่งหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถใช้เช็ดขนแปรงก่อนการใช้งานได้ทันที สะดวกไปอีกแบบ แต่ถ้าจะเน้นถึงความสะอาดของแปรงจริงๆ แนะนำให้ล้างจะดีที่สุด
การเลือกแปรงแต่งหน้าให้เหมาะสม
แปรงแต่งหน้ามีหลายแบบขึ้นอยู่กับหน้าที่การใช้งานและมีขนแปรงหลากชนิดทั้งขนแปรงที่ทำมาจากขนสัตว์และการสังเคราะห์ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการใช้งานเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันขนแปรงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือขนแปรงแต่งหน้าที่ทำมาจากธรรมชาติ และผลิตจากการสังเคราะห์
♦ขนแปรงที่ทำจากธรรมชาติ ได้แก่ ขนแปรงที่ทำมาจากขนสัตว์ต่างๆ เช่น ขนกระรอก ขนแพะ ขนม้า ฯลฯ คุณสมบัติมีเนื้อละเอียด เบา แน่น มีความยืดหยุ่นสูง แกนขนแปรงได้รูปทรงและคืนรูปง่าย เหมาะกับผลิตภัณฑ์แต่งหน้าที่เป็นเนื้อแป้ง โดยขนแปรงธรรมชาติมักมีราคาค่อนข้างสูง ช่างแต่งหน้ามืออาชีพส่วนใหญ่เลือกใช้ เพราะต้องการความละเอียดและ
เนี้ยบของผลงาน
♦ขนแปรงสังเคราะห์ ส่วนใหญ่จะทำมาจากไนลอน และเทคลอน คุณสมบัติมีเนื้อนุ่ม แต่คืนรูปได้ไม่ดีเท่าขนแปรงธรรมชาติ มักเหมาะกับผลิตภัณฑ์แต่งหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เช่น ครีมรองพื้น มักนิยมผลิตเป็นแปรงปัดคิ้ว หรือแปรงเขียนขอบตา อย่างไรก็ตาม ขนแปรงสังเคราะห์ก็ปรับเปลี่ยนให้มีความคล้ายคลึงขนแปรงแบบธรรมชาติมากขึ้น หลายคน
จึงหันมาเลือกใช้ ้เพราะราคาถูกกว่า ใช้ได้ดีเช่นกัน แม้จะมีคุณภาพไม่เท่าขนแปรงธรรมชาติ
ขอฝากเรื่องการดูแลความสะอาดของอุปกรณ์แต่งหน้าให้อยู่ในสภาพดีและสะอาด ไม่ต้องเสียเวลาล้างทุกวัน เพียงทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้งหรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งก็พอ และหลังจากใช้งาน ควรเก็บอุปกรณ์ไว้ในกระเป๋าเครื่องสำอางให้มิดชิด และที่สำคัญอย่าใช้อุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับผู้อื่น เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายๆ ...อยากสวยทั้งทีต้องหมั่นใส่ใจรักษาความสะอาดนะคะ
เค้าบอกว่าถ้าดื่มในช่วงพระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้า ต้องดื่มน้ำอุ่น.... แต่ถ้าพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าแล้ว ให้ดื่มน้ำเย็นค่ะ เป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนหลงลืมอิทธิพล ของพระอาทิตย์-พระจันทร์มานาน ถ้าทำได้ดังที่ว่านั้น เค้าบอกว่าประโยชน์จะเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณอย่างเห็นได้ชัด เพราะการดื่มน้ำ สามารถทำลาย เชื้อแบคทีเรียได้ ทำให้โอกาสในการเป็นโรคภูมิแพ้ต่ำ สามารถล้างคราบไขมันตามลำคอ และล้างลำไส้ที่มีความยาว 12 เมตรของมนุษย์ได้ .. น้ำที่ควรดื่ม ควร เป็นน้ำธรรมดาไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือที่เย็นจัด
วิธีการปฏิบัติ
1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว ( 640 ซีซี ) เพราะน้ำลายบูดที่สะสมมาตั้งแต่ขณะนอนหลับ มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถฆ่าจุลินทรีย์พิษในทางเดินอาหาร และช่วยในการขับถ่ายให้เป็นปกติ
2. หลังจากนั้น 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ ก่อนกินข้าว 1 หลังกิน 1 ก่อนเพื่อให้ทางเดินอาหารลื่น กลืนง่าย เพื่อล้างทางเดินอาหาร 3*2 = 6 แก้ว หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป
3.ระหว่างวัน 10.00น. 14.00น. 16.00น. เป็น 3 แก้ว
4.ก่อนนอนดื่มน้ำอุ่นๆ 1 แก้ว
รวมเป็นทั้งหมด 14 แก้ว พอดี
ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว
ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้น และหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ
จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษา ทำให้หายได้ภายในเวลา ดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน
2. โรคกระเพาะ 10 วัน
3. โรคเบาหวาน 30 วัน
4. โรคท้องผูก 10 วัน
5. โรคมะเร็ง 180 วัน
6. โรควัณโรค 90 วัน
7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน
อย่าประมาทกับการใช้ชีวิตในหลายๆเรื่อง สุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักเสมอ สำคัญอยู่ที่ว่า เราจะสามารถดื่มน้ำได้ตามคำแนะนำนี้หรือเปล่า ลองปฏิบัติดูสิคะ น่าสนใจมาก เพราะปัจจุบันเขาหันมาให้ธรรมชาติบำบัดกันแล้ว ใส่ใจกับสุขภาพนะ ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น ( หายากมาก)