คอนโด
คอนโดให้เช่า
ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม
บ้านเดี่ยว
เข้าสู่ระบบ
จำนวนคนออนไลน์ 7291 คน
muvand
หัวข้อล่าสุด
สุขกับทุกข์มีราคาเท่ากัน (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
กิเลสเกิดจาก “ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ” (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
อภัยทานคือคำสอนของพระพุทธเจ้า (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
คิดสุข ทุกข์จาง (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ธรรมะสว่างกลางดวงใจ : อานิสงส์การภาวนา (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
สอนคนชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่น (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ถูกชมคือธรรมดา..ถูกด่าก็ไม่เลว (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
เมตตา แก้ความโกรธพยาบาท (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
มรรคประหารกิเลส (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ปัจจัยสร้างสุข (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ธรรมบรรยายโดย ภิกษุฟับเจือง แห่งหมู่บ้านพลัม (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
บริโภคอย่างมีสติในดินแดนแห่งพระเจ้า (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
การสัมผัสของขวัญแห่งชีวิต (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ใคร ? ลิขิตชีวิตเรา (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ทำบุญอุทิศให้คนเป็น ..หลวงปู่จันทา ถาวโร (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
คนเรารู้จักแต่ผูกแต่ไม่รู้จักแก้ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ผู้เชื่อกรรม ผู้เชื่อผลของกรรม (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ขันติ ความข่มใจ (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ก้อนเมฆไม่เคยตาย (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ก้าวล่วงออกจากโลกียธรรม (0)
[มากกว่า 6 เดือน]
ดูเนื้อหาทั้งหมด
ปฎิทิน
<
กุมภาพันธ์ 2555
>
จ
อ
พ
พ
ศ
ส
อ
6
30
31
1
2
3
4
5
7
6
7
8
9
10
11
12
8
13
14
15
16
17
18
19
9
20
21
22
23
24
25
26
10
27
28
29
1
2
3
4
11
5
6
7
8
9
10
11
สถิติบลอกนี้
คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 3228
เฉพาะวันนี้ 2
ความคิดเห็น 3
จำนวนเรื่อง 54
ให้คะแนนบลอกนี้
แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
สุขกับทุกข์มีราคาเท่ากัน
12/12/2553 17:09:00
Speedo Girls Endurance + Pulseback in Navy
Endurance Plus Elevate X Back - Navy
Speedo Female Supremecy Crossback
Girls Splashback - Navy
Classic 15 inch Watershort - Navy
Speedo Boys Lycra Brief - Black
Speedo Female Sports 1 Piece
Niklas Aquashort - Blue
Speedo Boy's Solid Leisure Watershort
Girls Endurance Plus Hasu 1 Piece - Scandik
Girls Alisa 2 Piece Crop Top Boyleg
Endurance Plus Myrtle Legsuit
Speedo Female Spark Splice Racerback
Speedo Energy Splice Aquashort
Boys Fastskin FSII Fluidlight Jammer
Speedo Girl Swimming Costume Age 14
Speedo Lane Splice Aquashort
Speedo Endurance Plus Sports Aquashort Mens Swimming Trunks
Fastskin FSII Indent Ex Jammer - Indent Deep Sea
Female Fastskin FSII Raze Ex Recordbreaker Kneeskin
Girls Essence Long Leg with Skirt
Speedo Core Mens Endurance+ Classic Aquashort
Boys Endurance Plus Raffy Splice Aquashort - Orion
Oroxium Splice 18 inch Watershort - White
Speedo Energy Anchorback Girls Swimming Costume
Girls Endurance Plus Hasu 1 Piece - Black and Pop Pink
Endurance Plus Frame Splice Jammer - Navy
Endurance Plus LZR Descend Splice Aquashort - Black
Girls Endurance Plus Zoom 1 Piece
Girls Endurance Plus Unwind Splice Racerback - Pink
...การ ภาวนาคือการทำให้สงบ เมื่อสงบแล้วก็คือทำให้รู้ การทำให้สงบหรือทำให้รู้นี้ต้องลงมือปฏิบัติ กายกับจิตสองอย่างนี้เอง ไม่ใช่อื่น
ความเป็นจริงสิ่งที่กล่าวนี้มันเป็นสิ่งละสิ่ง เช่น รูปก็เป็นส่วนหนึ่ง เสียงก็เป็นส่วนหนึ่ง กลิ่นก็เป็นส่วนหนึ่ง รสก็เป็นส่วนหนึ่ง โผฏฐัพพะก็เป็นส่วนหนึ่ง ธรรมารมณ์ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ละอย่างนี้ก็เป็นคนละส่วน ๆ อยู่ แต่ท่านก็ให้เรารู้จักมันเสีย แยกสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออก สรุปเป็นสุขทุกข์บ้าง สุขเกิดขึ้นมาก็เป็นสุขเวทนา ทุกข์มันเกิดขึ้นมาก็เรียกทุกขเวทนา
เรื่องสุขกับทุกข์ ท่านก็จัดไว้เพื่อให้แยกมันออกจากจิต จิตก็คือผู้รู้ เวทนานั้นก็คืออาการที่มันสุขหรือทุกข์ ชอบใจไม่ชอบใจ เป็นต้น
เมื่อจิตของเราเข้าไปเสวยในอาการเหล่านั้นเรียกว่า จิตของเราเข้าไปยึดหรือหมายมั่น หรือสำคัญมั่นหมายในความสุขนั้น ในความทุกข์นั้นนั่นเอง การที่เราเข้าไปหมายมั่นนั้นก็คือเรื่องของจิต อาการที่มันสุขหรือทุกข์นั้น คืออาการของเวทนา ที่เป็นความรู้นั้นเรียกว่าจิตของเรา ที่ชื่อว่าสุขหรือทุกข์นั้นมันเป็นเวทนา ถ้ามันสุขก็เรียกว่าสุขเวทนา ถ้ามันทุกข์ก็เรียกว่าทุกขเวทนา
ถ้าปกติของจิตเราก็ไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อเกิดเวทนาเข้ามา ก็เกิดสุขทุกข์อย่างนี้ ถ้าเรามีสติอยู่ก็จะรู้ว่าอันนี้เรียกว่าสุข ที่เป็นสุขนั้นมันก็สุขอยู่ แต่จิตรู้ว่าสุขนั้นไม่เที่ยง มันก็ไม่ไปหยิบเอาสุขอันนั้น สุขนั้นมีอยู่ที่ไหน มีอยู่ แต่มันอยู่นอกจิต ไม่มีฝังอยู่ในดวงจิต แต่ก็รู้ได้ชัดเจน หรือเมื่อทุกข์เกิดขึ้นมา ถ้ามันแยกเวทนาได้ มันไม่รู้จักทุกข์หรือ? รู้ มันรู้จักทุกข์ แต่ว่าจิตมันก็เป็นจิตเวทนา มันก็เป็นเวทนา จิตนั้นจะไม่ไปยึดทุกข์มาแบกไว้ว่าทุกข์ ว่านี้มันเป็นทุกข์ นี่ก็เพราะเราไม่ไปยึดให้เกิดเป็นความสำคัญมั่นหมาย
คำ ที่กล่าวว่าพระพุทธองค์และพระอริยเจ้าของเราท่านตัดกิเลสแล้ว ท่านฆ่ากิเลสแล้วนี้ ไม่ใช่ท่านไปฆ่ากิเลสหรอก ถ้าท่านฆ่ากิเลสหมดแล้ว เราก็คงไม่มีกิเลสน่ะสิ เพราะท่านฆ่าไปหมดแล้ว ความจริงท่านไม่ได้ฆ่ามัน แต่ท่านรู้แล้ว ท่านก็ปล่อยมันไปตามเรื่องของมัน ใครโง่ มันก็ไปจับเอาคนนั้นแหละ
ท่านรู้เฉพาะใจของท่านว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นพิษ ท่านก็เขี่ยมันออกไป สิ่งที่ทำให้ท่านเกิดทุกข์ ท่านก็เขี่ยมันออกไป ไม่ได้ฆ่ามันหรอก คนที่ไม่รู้ว่าท่านเขี่ยออก กลับเห็นว่าดีก็ไปตะครุบเอา เออ... อันนี้ดีนี่ ก็ตะครุบเอา ความเป็นจริงพระพุทธเจ้าท่านทิ้ง อย่างสุขยังงี้ท่านก็เขี่ยออก เราก็เห็นว่าดี ก็ตะครุบเอาเลย จับใส่ย่ามไปเลยว่าของดีของเรา ความเป็นจริงนั้นท่านรู้เท่าทัน เมื่อสุขเกิดขึ้นมาท่านก็รู้ว่ามันเป็นสุข แต่ท่านไม่มีสุข ท่านก็รู้อยู่ว่าอันนี้มันเป็นสุข แต่ท่านไม่ไปสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็นตัวเป็นตน ว่าเป็นของเขา ว่าเป็นของเราทั้งนั้น อย่างนี้ท่านก็ปล่อยมันไป ทุกอย่างก็เหมือนกัน
พระพุทธองค์ท่านทรงรู้ว่าสุขทุกข์นี้มันเป็นโทษ สุขทุกข์จึงมีราคาเท่ากัน
ดังนั้นเมื่อสุขทุกข์เกิดขึ้นท่านจึงปล่อยวางไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันมีราคาเสมอเท่ากันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจิตใจของท่านจึงเป็นสัมมาปฏิปทา เห็นสิ่งทั้งสองนี้มีทุกข์โทษเสมอกัน มีคุณประโยชน์เสมอกันทั้งนั้น และสิ่งทั้งสองนี้ก็เป็นของที่ไม่แน่นอน ตกอยู่ในลักษณะของธรรมะว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เกิดแล้วดับไปทั้งหมดเป็นอย่างนี้ เมื่อท่านเห็นเช่นนี้สัมมาทิฐิก็เกิดขึ้นมา เป็นสัมมามรรค จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนก็ตาม หรือความรู้สึกนึกคิดทางจิตนั้นจะเกิดขึ้นมาก็ตาม ท่านก็รู้ว่าอันนี้เป็นสุขอันนี้เป็นทุกข์เสมอเลยทีเดียว ท่านไม่ได้ยึด
การ ปฏิบัติภาวนานี้เป็นของสำคัญ รู้เฉย ๆ ไม่พอหรอก รู้เกิดจากการปฏิบัติที่จิตสงบ กับรู้ที่เราเรียนมานั้น มันไกลกันอยู่มากทีเดียว มันไกลกันมาก รู้ในการศึกษาเล่าเรียนนั้นมันไม่ใช่จิตของเรารู้ รู้แล้วมันตะครุบไว้ เก็บไว้ทำไม? เก็บไว้เพื่อให้มันเสีย เสียแล้วก็ร้องไห้ ถ้าเรารู้แล้วก็มีการปล่อยวาง รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่ลืมตัว เมื่อถึงคราวทุกข์เจ็บไข้มา เราก็ไม่หลง บางคนคิดว่า เออ...ปีนี้ฉันเป็นไข้ตลอดปีนะ ไม่ได้ภาวนาเลย นี้คือคำพูดของคนที่โง่ที่สุดเลย คนเป็นไข้คนจะตายนี้มันควรจะรีบภาวนายิ่งขึ้น อันนี้ยิ่งไปพูดว่าเราไม่มีเวลาภาวนาเสียแล้ว ความเจ็บมันก็เกิดขึ้นมา ความทุกข์มันก็เกิดขึ้นมา ความไม่ไว้ใจในสังขารเหล่านั้นมันก็มีมาแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจว่าเรายังไม่ได้ภาวนา พระพุทธองค์ท่านไม่ตรัสอย่างนั้น ท่านตรัสว่านั่นแหละมันกำลังถูกที่ที่เราปฏิบัติละ จวนจะเจ็บจะไข้จะตายยิ่งเร่งยิ่งรู้ยิ่งเห็นสัจธรรม มันเกิดเดี๋ยวนี้แหละ ถ้าเราไปคิดเช่นนั้น มันก็ลำบากนะ
บางคนก็คิดว่าไม่มีโอกาส มีแต่การงานทั้งนั้น ไม่มีโอกาสที่จะภาวนา เคยมีอาจารย์หลายคนมาที่นี่ อาตมาถามว่าทำอะไร เขาตอบว่าสอนเด็ก มีงานมากสารพัดอย่าง วุ่น ไม่มีเวลาจะภาวนา อาตมาถามว่าเมื่อสอนเด็กนักเรียนน่ะ คุณมีเวลาหายใจไหม? มีครับ อ้าว...ทำไมมีเวลาหายใจล่ะ? ที่ว่าสอนเด็กอยู่งานมันยุ่ง นี่คุณห่างไปไกลไป ความเป็นจริงเรื่องปฏิบัติ มันเป็นเรื่องของจิต เรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปวิ่งไปเต้นอะไรมากมาย เป็นเรื่องความรู้สึกเท่านั้น ลมหายใจนั้นเราทำงานอยู่เราก็หายใจเรื่อยไป เราพยายามแต่เพียงให้มีสติให้รู้อยู่เท่านั้น พยายามเรื่อย ๆ เข้าไป ให้เห็นชัดเข้าไป การภาวนาก็เหมือนกันฉันนั้น ถ้าเรามีความรู้สึกอยู่อย่างนี้ จะทำงานอะไรอยู่ก็ตามเถอะ มันจะยิ่งทำให้การทำงานเหล่านั้นทำอย่างรู้ผิดชอบอยู่เสมอ นี้ให้คุณเข้าใจเสียใหม่ อาตมาบอกเขาอย่างนี้ เวลาที่จะภาวนานั้นมันเยอะ คุณเข้าไม่ถึงเฉย ๆ หรอก นอนอยู่ก็หายใจได้ ใช่ไหม? อยู่ที่ไหนก็หายใจได้ ทำไมมันจึงมีเวลาล่ะ ถ้าคุณคิดอย่างนี้ชีวิตของคุณก็มีราคาเท่ากับลมหายใจ แล้วมันจะอยู่ที่ไหนก็มีเวลา ความรู้สึกนึกคิดมันเรื่องของนามธรรม ไม่ใช่เรื่องของรูปธรรม ดังนั้นเพียงแต่ให้มีสติอย่างเดียวเท่านั้นก็จะรู้จักความรับผิดชอบอยู่ตลอด กาล ทั้งการยืน เดิน นั่ง นอนเหล่านั้น เวลามันเยอะไป เราไม่ฉลาดในเรื่องเวลาของเราเอง อันนี้ให้คุณเอาไปพิจารณาดู มันเป็นอย่างนี้
ถ้าเรารู้จิตเป็นจิต เวทนาเป็นเวทนาเท่านี้ มันก็แยกกันเป็นคนละอย่างคนละตอน จิตมันก็พ้นได้สบาย
อารมณ์มันก็เป็นอย่างนั้นของมันเอง เกิดแล้วก็ดับไปเท่านั้น มันเกิดแล้วก็ดับไป ดับแล้วก็เกิดแล้วก็ดับ มันก็เป็นอยู่เท่านั้น เรารู้แล้วเราก็ปล่อยให้มันไปตามเรื่องของมันอยู่อย่างนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้รู้เห็นตามที่เป็นจริง อันนี้ปัญหามันก็จะจบลงที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นแม้เรา จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ขอให้มีการประพฤติปฏิบัติ มีสติสัมปชัญญะ อยู่ตลอดกาลเวลา เรื่องที่ถึงคราวนั่งสมาธิเราก็ทำไป ให้เข้าใจว่าการทำสมาธิก็เพื่อให้เกิดความสงบ ความสงบนั้นมันจะเพาะกำลังให้เกิดเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ว่านั่งสมาธิเพื่อจะตามไปเล่นอะไรมากมายหรอก ดังนั้นการทำสมาธิก็ต้องให้มันสม่ำเสมอ การทำวิปัสสนาก็คือทำสมาธินั่นเองแหละ บางแห่งเขาก็ว่า บัดนี้เราทำสมาธิ ต่อไปเราจึงจะทำวิปัสสนา บัดนี้เราทำสมถะเป็นต้น อย่าให้มันห่างกันอย่างนั้นสิ สมถะนี้แหละคือบ่อเกิดของปัญญา ปัญญานี้ก็คือผลของสมถะ จะไปถือว่าบัดนี้เราทำสมถะ ต่อไปเราจะทำวิปัสสนาอย่างนั้น มันแยกกันไม่ได้หรอก มันจะแยกกันได้ก็แต่คำพูด เหมือนกับมีดเล่มหนึ่งนะ คมมันก็อยู่ข้างหนึ่ง สันมันก็อยู่อีกข้างหนึ่งนั่นแหละ มันแยกกันไม่ได้หรอก ถ้าเราจับด้ามมันขึ้นมาอันเดียวเท่านั้น มันก็ติดมาทั้งคมทั้งสันนั่นแหละ
ความ สงบนั้นมันก็ให้เกิดปัญญาในตรงนั้น ให้เข้าใจว่ามันเป็นท่อนฟืนดุ้นเดียวกันนั่นแหละ มันจะมีมาจากไหนล่ะ? มันไม่มีพ่อแม่เกิดมานะ ธรรมะจะเกิดขึ้นที่ไหน? ศีลก็คือพ่อแม่ของธรรมะ นี้คือสงบ หมายความว่า ความผิดทางกายทางใจมันไม่มี เมื่อไม่มีมันก็เป็นศีล และมันก็ไม่เดือดร้อน เพราะมันไม่มีความผิด ทีนี้เมื่อไม่เดือดร้อนความสงบระงับมันก็เกิดขึ้นมานี้ คือจิตเกิดความสงบขึ้นมาแล้วในตัวของมันเอง อันนี้ท่านจึงว่าศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันเป็นทางของพระอริยเจ้าจะดำเนินเข้าไปสู่พระนิพพาน มันเป็นอันเดียวกัน
ถ้าพูดให้สั้นเข้ามา ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันเป็นอันเดียวกัน ศีลก็คือสมาธิ สมาธิก็คือศีล สมาธิก็คือปัญญา ปัญญาก็คือสมาธิก็เหมือนมะม่วงใบเดียวกันนั่นแหละ เมื่อมันเป็นดอกขึ้นมามันก็ดอกมะม่วง เมื่อเป็นลูกเล็ก ๆ ก็เรียกว่าผลมะม่วง เมื่อมันโตขึ้นมาก็เรียกว่ามะม่วงลูกโต มันโตขึ้นไปอีกก็เป็นมะม่วงห่าม เมื่อมันสุกก็คือมะม่วงสุก มันก็มะม่วงลูกเดียวกันนั่นแหละ มันเปลี่ยน ๆ ๆ ๆ ไป มันจะโต มันก็โตไปจากเล็ก เมื่อมันเล็กมันก็เล็กไปหาโต จะว่ามะม่วงคนละใบก็ได้ จะว่าใบเดียวกันก็ถูก
ศีลก็ดี ปัญญาก็ดี มันก็เกี่ยวเนื่องกันอยู่อย่างนั้น ผลที่สุดแล้วก็ต้องเป็นมรรคเดินทางเข้าไปสู่กระแสของพระนิพพาน มะม่วงตั้งแต่เป็นดอกมาเป็นต้น มันก็ดำเนินไปถึงที่มันสุกก็พอแล้ว นี่ให้เราเห็นเช่นนี้ ถ้าเราเห็นเช่นนี้เราก็ไม่ว่ามัน เขาจะเรียกให้เป็นอะไรก็ช่างมัน เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันจะแก่จะเป็นอะไรไปก็ตามพิจารณาไปเถอะ
บางคนก็ไม่ อยากจะแก่ แก่แล้วก็น้อยใจ งั้นก็อย่ากินมะม่วงสุกสิ จะอยากให้มะม่วงสุกทำไมล่ะ? เมื่อมันสุกไม่ทัน เราก็เอาไปบ่มไม่ใช่หรือ? ถึงเราจะแก่ก็ไม่ต้องบ่นน้อยใจ บางคนก็ร้องไห้ กลัวว่ามันจะแก่ตาย ยังงั้นมะม่วงสุกก็ไม่ต้องกินสิ กินดอกมะม่วงดีกว่านะ
นี้แหละถ้าเราคิดอย่างนี้ มันก็เห็นธรรมะกระจ่างออกมา เราก็สบาย มีแต่จะตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติไปเท่านั้น
ตัดตอนจาก พระโพธิญาณเถร (พระอาจารย์ชา สุภัทโท),
จาก "เหนือเวทนา", นอกเหตุเหนือผล
http://board.palungjit.com/
แสดงความคิดเห็น
| ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 174 ครั้ง
กิเลสเกิดจาก “ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ”
12/12/2553 16:59:00
Speedo Men's Endurance and Classic Aquashort - Black
Speedo Men's Solid Leisure Watershort
Speedo Women's Endurance and Medalist
Speedo Men's Endurance and Sportsbrief - Black
Speedo Men's Endurance and Jammer - Black
Speedo Silicon Moulded Cap
Speedo Women's Endurance and Go Splice Powerback - Blue
Speedo Female Dash Placement Powerback
Speedo Male Explode Placement 5cm Brief
Speedo Female Lane Splice Powerback in Black
Speedo Girl's Endurance and Medalist
Speedo Male Purelight Placement 5cm Brief in Black
Speedo Girls Puzzle Placement Splashback
Speedo Female Ice Placement Powerback in Black
Speedo Endurance Solid Brief
Lycra 5cm Brief
Speedo Endurance Plus Energy Splice Aquashort Mens Swimming Trunks
Speedo HydraSuit Ladies Swim Suit
Speedo Female Incense Long Leg with Skirt
Endurance Plus Synew Placement Leaderback
Speedo Endurance Plus Stroke Placement 8cm Brief Mens Swimming Trunks
Comme des Garcons Iconic Swim Jammer
Speedo Boys Endurance + Short - Black
Speedo Myrtle Legsuit - Black - Swimming Costume
Speedo Male Starlight Placement Aquashort
Speedo Female Define Placement Powerback in Black
Classic 15 inch Watershort - Navy
Girls Go Splice Turbosuit
Endurance Plus Dash Legsuit - Black and Blush
กิเลสเกิดจาก “ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ”
โดย หลวงปู่ทองคำ ปัญญาวุฑโฒ
พระครูวินัยธรปัญญาวุฑโฒ (หลวงปู่ทองคำ ปัญญาวุฑโฒ)
เจ้าสำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี หลังจากเกษียณอายุราชการครูแล้ว ได้เดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ด้วยการสอนปฏิบัติธรรมตามแนวทางของวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า ๒๖ ปี โดยเห็นว่า สังคมในปัจจุบันมีความจำเป็นต้องเรียนรู้หลักธรรม เพื่อนำชีวิตไม่ให้ทำอะไรอย่างประมาท โดยต้องมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา
ความ สำคัญของการปฏิบัติธรรม คือการกำหนด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้เรีย นวิชาวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องย้ำเตือนตัวเองตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไร
การนั่งสมาธิเพื่อบำเพ็ญขัดเกลาจิต เป็นเพียงการนำเอาก้อนหินไปทับต้นหญ้าเท่านั้น ไม่สามารถทำให้จิตมั่นคงอยู่ในสภาวะของความสงบ สว่าง บริสุทธิ์ ได้ตลอดไป ดังคำกล่าว ที่ว่า พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว จิตของท่านก็จะมีความเข้มแข็ง
หลวงปู่ทองคำได้อนุญาตให้สัมภาษณ์กับ “คม ชัด ลึก” ดังนี้
๏
ก่อนที่หลวงปู่จะมาบวชทำอาชีพอะไรครับ ?
ก่อน ที่อาตมาจะมาบวชก็รับราชการครูสอนนักเรียนเหมือนกับครูทั่วๆ ไป สอนอยู่หลายปี จนถึงเวลาต้อง เกษียณ จากราชการ ทำให้หวนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาว่า ใช้ชีวิตฆราวาสมาก็ยาวนานแล้ว จึงคิดว่าน่าจะได้ไปหาศีลธรรม ฟังเทศน์ ฟังธรรมบ้างดีกว่า เพื่อจะได้ไม่ต้องว่าง อย่างน้อยก็เหมือนมีงานให้ทำ จึงได้ปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาว
๏
แล้วมาตัดสินใจ บวชตอนไหนครับ ?
อาตมา ตัดสินใจบวช ตอนที่แม่บ้าน ต้องมาเสียชีวิตลง ประกอบกับลูกๆ ก็โตกันหมดแล้ว ทำให้ภาระ ที่จะต้องเลี้ยงดูไม่มี อาตมาจึงเห็นว่า แสงแห่งธรรมนั่นแหละ จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับตัวเราได้เป็นอย่างดี ทำให้ตัดสินใจบวช ระหว่างนั้นก็ยังปฏิบัติธรรม ถือศีลนุ่งขาวห่มขาวอยู่มาเป็นระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปี พออายุ ๗๐ ปีก็ได้บวชเข้าวัดเลย
๏
เมื่อหลวงปู่บวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ?
จริงๆ มันก็สบายดี ไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้รบกวนหรือทำความรำคาญให้ สิ่งภายนอกล้วนทำให้เราเป็นทุกข์ ดังนั้นระหว่างที่อาตมาบวชเข้ามาใหม่ๆ ก็ได้ใช้วิชาวิปัสสนากรรมฐาน เข้าไปใช้กับญาติโยมที่มาวัด ให้พวกเขาได้รู้จักการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง หากใครได้ทำแล้วจะมีความสุข จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนั่ง การนอน หรือแม้แต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องปฏิบัติกันด้วยสติสัมปชัญญะตลอดเวลา
๏
ปัจจุบันมีประชาชนสนใจปฏิบัติธรรมมากน้อยแค่ไหนครับ ?
ถ้า ให้อาตมาย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ชาวบ้านให้ความสนใจในการปฏิบัติธรรมกันอย่างเคร่งครัด ทุกอย่างที่เขามาปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิ การเดินจงกรม ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่พวกเขาทำกันอย่างมุ่งมั่น อาตมาสอนครั้งหนึ่งรุ่น ๔๐ คน ๕๐ คน เป็นเวลา ๒ ปี ๓ ปี แต่สมัยนี้การปฏิบัติธรรมของคนมีน้อยลงเหลือแค่ ๑๐ คน ๒๐ คน ยิ่งบางคนเข้ามาก็ไม่ค่อยทำกันแบบจริงจัง ส่วนหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีสิ่งภายนอกนานาชนิดคอยนำพาให้พวกเขาละเลยเกี่ยว กับการปฏิบัติธรรม จนบางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตก็ได้
๏
ชาวบ้านที่มาปฏิบัติธรรมจะได้อะไรกลับไปบ้าง ?
ปฏิบัติ ธรรมทุกวันนี้ก็ยังมีญาติโยมบางคนก็เข้ามาปฏิบัติธรรมทุกครั้งที่มีการสอน กันอย่างต่อเนื่อง บางคนเข้าบ่อยจนคิดว่าตัวเองสามารถที่จะออกไปเผชิญกับปัญหาสังคมภายนอกได้ อย่างเข้มแข็ง จิตใจไม่อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อน คนเหล่านี้ก็จะออกไปใช้ชีวิตตามปกติ อาตมาคิดว่าการปฏิบัติธรรมใครได้ทำแล้วมีแต่จะส่งผลดีให้กับตัวเองอย่างแน่ นอน เมื่อชีวิตไปพบไปเจออุปสรรคหรือปัญหาก็จะทำให้ชีวิตผ่านปัญหานั้นไปได้
๏
ส่วนใหญ่การเรียนวิปัสสนามีการสอนเน้นไปในเรื่องใดครับ ?
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้เรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานจะต้องย้ำเตือนตัวเองตลอด เวลา ไม่ว่าจะทำอะไร อย่างการนั่งสมาธิ การปูพื้นฐานของจิต หรือการรวมรวมจิตให้กลับเข้าที่เข้าทาง ไม่ฟุ้งซ่านสับสน มีสติพร้อมที่จะนำปัญญาเพื่อพิจารณาธรรมต่อไป หรือจะเรียกว่าเป็นการบำเพ็ญจิต ขัดเกลากิเลสที่เกาะกินจิตให้ใสสะอาด บริสุทธิ์ สงบ สว่างประภัสสร การนั่งสมาธิเพื่อบำเพ็ญขัดเกลาจิต เป็นเพียงการนำเอาก้อนหินไปทับต้นหญ้าเท่านั้น ไม่สามารถทำให้จิตมั่นคงอยู่ในสภาวะของความสงบ สว่าง บริสุทธิ์ ได้ตลอดไป เพราะเมื่อใดที่ท่านต้องมีภาระผูกพัน เกลือกกลั้วอยู่ในสังคมในโลกแห่งความสับสนวุ่นวาย เอารัดเอาเปรียบกัน จิตก็จะไม่สงบ จะฟุ้งซ่าน สับสน ตึงเครียด ไม่สามารถควบคุมจิตให้อยู่ในสมาธิมีสติได้ตลอดเวลา เหมือนยกก้อนหินออกจากต้นหญ้า
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรจึง จะสามารถที่จะทำให้จิตคงอยู่ในสภาวะ สงบสว่าง และใสสะอาดอยู่ในสมาธิและมีสติอยู่ตลอดไปได้ สิ่งแรกที่เราจะต้องทำ คือจะต้องรับรู้ถึงจุดศูนย์กลางของความเป็นสภาวธรรมทั้งมวลก่อน จุดศูนย์กลางของสภาวธรรมนั้นเปรียบเสมือนชิพข้อมูลหรือทางธรรมเรียกว่า "จุดญาณทวาร" หรือประตูเกิด-ตาย หรือเส้นทางที่ใช้สำหรับเดินทางกลับคืนสู่บ้านเดิม หรือแดนนิพพานนั่นเอง จุดญาณทวารคือ ช่องทางสำหรับรับข้อมูลต่างๆ ที่ผ่านมายังอายตะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำมาเข้าสู่ขบวนการหน่วยความจำ ดังนั้น การที่ทำให้จิตเข้าสู่ขบวนการรับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนอื่นจะต้องใช้วิธีผ่อน คลายความตึงเครียดของจิตที่อ่อนล้า เหนื่อยหน่าย ให้กลับมามีชีวิตชีวา ร่าเริง เบิกบาน และร่างกายเบาสบายเสียก่อน เพราะมีการกล่าวเอาไว้ว่า พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว จิตของท่านก็จะมีความเข้มแข็ง
๏
วิปัสสนากรรมฐานสามารถตัดกิเลสได้ไหมครับ ?
ได้ ซิ เพราะทุกวันนี้เราจะเห็นว่า กิเลสพยายามที่จะเกาะติดตัวเราไปในทุกหนทุกแห่ง สิ่งที่เราทำได้ก็คือการดับมัน ดับกิเลสนั่นเอง พอกิเลสจะพาตัวเราไปไหนเราจะต้องดับมันไม่ว่ากิเลสนั้นจะเกิดจาก อกุศลมูล ในที่นี้ มีเพียง ๓ อย่าง แต่ในที่อื่นมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น และจำแนกออกไปมากกว่า ๓ อย่าง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะจำแนกเป็น โลภะ โทสะ โมหะ ก็มีการจำแนกออกเป็น กามราคะ ปฏิฆะ ทิฐิ วิจิกิจฉา มานะ ภวราคะ อวิชชา รวมเป็น ๗ อย่าง และเรียกว่า อนุสัย แต่ในที่สุดเราก็เห็นได้ว่า กามราคะ ความกำหนดในกาม และ ภวราคะ ความกำหนดในความมีความเป็น ในที่นี้ได้แก่ โลภะ หรือ ราคะ ปฏิฆะ ในที่นี้ก็คือ โทสะ ส่วน ทิฐิ วิจิกิจฉา มานะ อวิชชา ทั้ง ๔ อย่างนี้ สรุปลงรวมได้ในโมหะ จึงยังคงเหลือเพียง โลภะ โทสะ โมหะ อยู่นั่นเอง
๏
แสดงว่ากิเลสก็ปะปนอยู่กับความชั่วใช่ไหมครับ ?
ก็ ใช่ทั้งนั้นแหละ เนื่องจากคนเรายังมีรักโลภโกรธหลง กิเลสที่มันเข้าไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความดีความชั่วก็เข้าทางเดียวกัน ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน แต่อยู่เรานั่นเองที่จะแยกหรือตัดความชั่วออกไป แล้วเหลือเฉพาะความดีเอาไว้กับตัวเอง อาตมาว่าถ้าทุกคนได้ลองฝึกให้เป็นประจำก็คิดว่าไม่น่ามีอะไรยากหรอก เพียงแต่ทุกคนที่เข้ามาปฏิบัติธรรมจะต้องรู้จักบวชใจให้สงบนิ่งเสียก่อน เพียงเท่านี้ก็ทำให้มีหน้าตาผ่องใสได้
๏
ระหว่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรร้ายที่สุดครับ ?
อัน นี้ไม่จำเป็นต้องให้อาตมาบอกหรอก ทุกคนย่อมรู้กันอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะทุกอย่างมันเป็นตัวสร้างกิเลสให้กับตัวเราอยู่แล้ว ซึ่งถ้าใครมีมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลร้ายกับตัวเองมากเท่านั้น แม้แต่อาตมาเองก็ได้พยายามตัดออกไปให้หมด เพราะเมื่อเข้ามาเป็นพระสงฆ์แล้ว ถ้าไม่รู้จักตัดกิเลสเหล่านี้ออกไปจากจิตใจแล้ว การเป็นพระก็จะอาบัติ ผิดศีลได้เหมือนกัน เราจะเห็นได้ว่าพระสงฆ์ทุกวันนี้มีข่าวที่ไม่ดีมากมาย เป็นเพราะไม่สามารถตัดกิเลสเหล่านี้นั่นเอง เมื่อใดใจเรามีความอยาก ตัวกิเลสก็จะวิ่งเข้ามาทำให้เกิดความวุ่นอยู่ร่ำไปไม่สิ้นสุด
๏
แล้วตอนนี้หลวงปู่ทำวิปัสสนากรรมฐานถึงขั้นไหนแล้วครับ ?
การ กำหนดรู้ขั้นรู้จัก คือกำหนดรู้สิ่งนั้นๆ ตามลักษณะที่เป็นสภาวะของมันเอง พอให้แยกออกจากสิ่งอื่นๆ ได้ เช่นรู้ว่านี้คือเวทนา เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์ และหากถามอาตมาว่า ตอนนี้อาตมาทำได้แค่ไหนแล้ว ก็บอกได้ว่าตอนนี้ ได้ทำวิปัสสนากรรมฐานของอาตมาเข้าสู่ญาณ ๑๒ แล้ว จะให้มากกว่านี้คงยังไม่ได้ แต่อาตมาก็ยังปรารถนาไปสู่ภพภูมิที่ดี
๏
ทำไมไปถึงได้เพียงขั้นที่ ๑๒ ครับ ?
จะ ให้อาตมาทำให้มากกว่านี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเรายังไม่สามารถตัดญาติพี่น้องไปได้ วิปัสสนากรรมฐาน จะดำเนิน ไปยังขั้นต่อไปหรือทำมากกว่านี้คงไม่ได้ เพราะถ้าทำได้จะต้องมีการตัดญาติพี่น้อง เสมือน ไม่มีพี่ไม่มีน้องใดๆ เลย เป็นการสละแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง และสิ่งสำคัญอาตมาถือว่าเรายังอาศัยเขากินอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม อาตมาก็จะพยายามทำให้ดำเนินไปยังขั้นต่อไป แต่มันก็ยากอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) แต่อาตมาคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญกรรมและวาสนามากกว่า
๏
ความเห็นจากหลายคนไม่ค่อยเชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง เป็นเพราะอะไรครับ ?
อาตมา คิดว่าใครก็ตามที่ไม่เชื่อว่านรกหรือสวรรค์มีจริง ก็ให้คิดถึงเมื่อครั้งที่เราทำบาป ทำความชั่ว บางครั้งผลของบาปกรรมที่ทำก็ตอบสนองเราเร็วก็มี ส่วนคนที่ไม่ค่อยเชื่ออาจเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยใส่ใจ มันเป็นเรื่องที่คนยังไปยึดติดอยู่กับทางโลกมากเกินไป เหมือนกับผู้ชายบางคนที่ไปมีผู้หญิงอื่น พวกนี้มันก็เป็นบาปเป็นพวกกิเลสนำพาไป
๏
บาปบุญคุณโทษเหล่านี้เราสามารถลดลงได้อย่างไรบ้าง ?
เรื่อง แบบนี้ไม่ยากเลย แค่คนเรานับถือศีล ๕ เอาไว้ประจำใจ ไม่ไปประพฤติผิดในกาม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ฯลฯ เพียงเท่านี้มันก็ทำให้คนเราไม่มีในเรื่องของบาปแล้ว จริงๆ ศีล ๕ ก็สามารถไปฆ่ากิเลส ไปตัดรอนกิเลสได้เหมือนกัน อาตมาอยากจะบอกว่า คนเราอย่าไปยึดติดอะไรกับอำนาจวัตถุเพียงอย่างเดียว ขอให้คิดว่าจงอย่าคิดเป็นมนุษย์ต่อไป ลองตัดความเป็นมนุษย์เสียบ้าง เลิกความหมายความเป็นมนุษย์ ก็จะเห็นว่า โลกมนุษย์เป็นทุกข์ มนุษย์มีสภาพไม่เที่ยง ไม่มีการทรงตัว มีความเกิดขึ้น และมีความเปลี่ยนแปลง มีความแก่ มีความป่วย ในการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความตายในที่สุด และจงอย่าอยากเป็นเทวดา อยากเป็นนางฟ้า เป็นพรหมต่อไป เพราะขนาดเทวดา นางฟ้า และพรหมเองก็มีสภาพไม่เที่ยงเหมือนกัน
๏
สุดท้ายอยากให้หลักธรรมอะไรกับผู้อ่าน “คม ชัด ลึก” ครับ ?
การ นินทาผู้อื่นเราก็มองว่าเป็นเรื่องไม่ดี เราถูกนินทา เราก็รู้สึกไม่ดี แต่พอเรานินทาคนอื่น คนเหล่านั้นก็มีความรู้สึกไม่ต่างไปจากเรา ฉะนั้น หากชาตินี้หรือชาติที่แล้วเราไปทำร้ายคนอื่นเอาไว้ไม่ดี สิ่งหนึ่งที่ทำให้ความร้ายเหล่านั้นเปลี่ยนจากหนักให้เป็นเบาได้ นั่นก็คือ การแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลต่างๆ ไปให้ ตรงนี้ก็ทำให้เกิดเป็นบุญได้เหมือนกัน แต่ถ้าทุกคนสามารถฆ่ากิเลส ๖ อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปได้ก็ไม่มีความชั่วแล้ว
ชาติภูมิหลวงปู่ทองคำ ปัญญาวุฑโฒ
หลวง ปู่ทองคำ ปัญญาวุฑโฒ อายุ ๙๖ ปี พรรษา ๒๖ ชื่อเดิม นายทองคำ แจ้งชัดใจ เกิดวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑ ปีวอก ณ ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี บิดา นายแสง แจ้งชัดใจ มารดา นางพลอย แจ้งชัดใจ ได้เข้ามาเป็นเด็กวัด อยู่ที่วัดอินทราราม บางขุนพรหม กรุงเทพฯ จนเรียนจบการศึกษา ม.ศ. ๒ พี่สาวไม่ให้เรียนต่อ บอกว่าเรียน ไปก็ต้มกินไม่ได้ จึงกลับไปช่วยที่บ้านทำนา ช่วงระยะเวลาหนึ่ง สมัยนั้นคนที่จะได้เป็นครูสอนหนังสือ จะเป็นง่ายกว่าปัจจุบันที่จะต้อง จบปริญญาตรี จึงไปรับราชการเป็นครูโรงเรียนวัดบ้านโพธิ์เปลี่ยนวิทยาทาน จ.ราชบุรี จนเกษียณอายุราชการ
หลังจากนั้นได้ตัดสินใจเข้าวัด ปฏิบัติธรรมด้วยการนุ่งขาวห่มขาว กระทั่งอายุ ๗๐ ปี จึงตัดใจอุปสมบท เป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๒ เวลา ๑๕.๕๖ น. โดยมีพระเทพวิสุทธิโมลี วัดมหาธาตุวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูธีรญานปละยุตน์ วัดใหญ่อ่างทอง (เจ้าคณะตำบลอ่างทอง) เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระครูบวรธรรมสมาจารย์ วัดมหาธาตุวรวิหาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “ปัญญาวุฑโฒ”
ผู้ศรัทธาสนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี โทรศัพท์ ๐-๓๒๓๓-๘๖๘๗
.............................................................
คัดลอกมาจาก
นสพ.คม ชัด ลึก คอลัมน์ พระเครื่อง คม ชัด ลึก
ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2547
แสดงความคิดเห็น
| ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 116 ครั้ง
อภัยทานคือคำสอนของพระพุทธเจ้า
2/12/2553 17:13:00
Ron Hill Trackster Elite GT running pants
Ron Hill Trackster Elite GT running pants
Ron Hill Trackster Trek Gt running pants
Ron Hill Bikester DXB Trackster
Ron Hill Vizion Windlite Running Jacket
Ron Hill Trackster DXB Classic+
Ron Hill Advance Windlite Running Jacket
Ron Hill Trackster Trek Gt running pants
Ron Hill Advance Fusion Half Zip Long Sleeve Top
Ron Hill Vizion Merino Long Sleeve Top
Ron Hill Unisex Vizion Reflective Running Bib
Ron Hill Vizion Long Sleeve Crew Running Top
Ron Hill Vizion Windlite Hi-Viz Running Gillet
Ron Hill Vizion Windlite Running Gillet Jacket
Ron Hill Vizion Windlite Running Jacket
Ron Hill Classic Running Vest
Karrimor RunTee Shirt
Ron Hill Infinite Bike Shorts
Ron Hill Vizion Merino Long Sleeve Top
Karrimor High Viz Running Jacket Mens
Ron Hill Vizion Merino 1/2 Zip Long Sleeve Top
Ron Hill Vizion Windlite Pant
Ron Hill Junior Vizion Windlite Hi-Viz Jacket
RON HILL VIZION JACKET MENS - FLUO - LARGE
Ron Hill Classic DXB Water Repellent Trackster
Ron Hill Men's Advance Flexlite Shorts
Ron Hill Thermostretch Lite Running Gloves
Ron Hill Men's Advance DXB Running Trousers
Ron Hill Men's Advance Powerlite Leggings
Ron Hill Men's Advance Pro Bikester DXB Trousers
อภัยทานคือคำสอนของพระพุทธเจ้า
ท่าน สาธุชนทั้งหลายเมื่อเอ่ยถึงเรื่องทานคนส่วนมากมักจะเข้าใจในทำนองเดียวกัน ว่าก็คือการให้เงินให้ทองให้ข้าวของสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่อันที่จริงทานมิได้หมายเอาเพียงเท่านี้ การให้แบบนี้ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า
อามิสทาน
ยัง มีการให้อย่างที่สองคือการให้ความรู้ความเข้าใจ การให้คำปรึกษา การแนะนำแนะแนวในเรื่องต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตเพราะว่าโดยปกติแล้วคนปกติเราที่จะเก่งไปเสียทุกเรื่องทำ ได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องอาศัยการชี้แนะให้คำปรึกษาจากคนอื่นนั้นคงจะมีน้อย เพราะโดยที่จริงแล้วคนเราจะถนัดบางอย่างหรือเก่งบางอย่างแต่บางอย่างก็ไม่ ได้เก่งไม่ถนัดเลยต้องอาศัยคนอื่นจะทำงานหรือเรื่องนั้น ๆ ให้เสร็จลงได้ การให้ความรู้นี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า
ธรรมทาน
อามิสทาน
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความขัดสนยากจนในด้านของกินของใช้ได้
ธรรมทาน
ช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้านยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือแก้ปัญหาเรื่องภพชาติการเวียนว่ายตายเกิดได้
แต่ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์ปัจจุบันก็คือ
ปัญหาการทะเลาะแก่งแย่งแบ่งพรรคแบ่งพวกขาดความสามัคคีจะเอาแพ้เอาชนะกันจนอีกฝ่ายหนึ่งสูญพันธุ์ไปจากโลกจึงจะ
ยอมเลิกรา
ปัญหาแบบนี้ต้องใช้
อภัยทาน
จึงจะแก้ไขได้
จะขอยกตัวอย่างเรื่องราวในพระพุทธศาสนา
ที่มีการทะเลาะแก่งแย่งกันจนด่าทอกันและเตรียมพร้อมที่จะรบราฆ่าฟันกัน
ในหมู่พระประยูรญาติของพระพุทธองค์ในเรื่องการแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณีเพื่อทำการเกษตร
พระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสห้ามโดยสรุปก็คือทั้งสองฝ่ายคิดถึงเหตุผลแล้วรู้ว่าถ้า
การเกิดฆ่ากันก็จะทำให้เกิดความเสียหายมากในที่สุดแล้วก็ยอมอภัยให้กันได้ เหตุการณ์ก็จบลงด้วยดีไม่มีใครต้องเดือดร้อนล้มหายตายจาก
มีทานอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ทานทั้งสองข้างต้นนั้นก็คือ
อภัยทาน
หมาย ถึงการให้อภัยไม่ถือโทษโกรธเคืองไม่จองเวรจองกรรมต่อใครๆบางครั้งบาง เหตุการณ์อภัยทานนี้อาจจะมีความยิ่งใหญ่และสำคัญมากกว่าทานทั้งสองเสียด้วย ซ้ำ เพราะเป็นที่มาแห่งทานทั้งสองนั้นได้
ถ้าไม่ให้ อภัยแล้วไหนเลยจะให้ข้าวของเงินทองช่วยเหลือพวกศัตรูหรือผู้ที่ตนเกลียดได้ ถ้าไม่ให้อภัยแล้วไหนเลยจะให้ความรู้ให้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์แก่พวกคนที่ เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับตนเองได้
แต่ที่กล่าวอย่างนี้มิใช่ จะต้องการไปขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าสพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ แปลว่าการให้ธรรมคือความรู้ย่อมชนะการให้สิ่งทั้งปวง และมิใช่ว่าทานทั้งสองนั้นจะไม่มีประโยชน์
ที่จริงแล้วการให้อภัยเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปสำหรับกัลยาณชนคนดีงามทั้งหลาย
แต่ การให้อภัยนั้นต้องมีเหมือนกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือถ้าฝ่ายหนึ่งให้อภัยแล้วอีกฝ่ายหนึ่งยังจ้องที่จะทำลายล้างผลาญกันอยู่ การให้อภัยมันก็เกิดไม่ได้
มี เรื่องแปลกอยู่สำหรับ มนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่ต้องการให้คนอื่นให้อภัยแก่ตนเองไม่ต้องมาโกรธไม่ต้อง เกลียดไม่ต้องคิดทำร้ายไม่ต้องมาเบียดเบียนตนถึงแม้ตนจะไปฆ่าเขาก่อนทำร้าย ทำลายไปด่าไปว่าเขาก่อนก็ตามหรือแม้เรื่องที่ตนทำผิดต่าง ๆ ก็ตามจะมากน้อยอย่างไรก็ต้องการให้คนอื่นอภัยให้
แต่ถึงคราวที่ตนจะต้องให้อภัยคนอื่นบ้างกลับทำไม่ได้ คือจะคิดว่าตนเองถูกหมดคนอื่นผิดหมดแล้วอภัยทานจะเกิดได้อย่างไร
แต่อีกเรื่องคือเรื่องที่พระเจ้าวิทูฑภะฆ่า
ล้าง เผ่าเจ้าศากยะสาเหตุมาจากการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากเจ้าศากยะในเรื่องชาติ กำเนิดเรื่องนี้พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงห้ามกองทัพพระเจ้าวิทูฑภะถึงสองครั้ง สองครา แต่เมื่อถึงครั้งที่สาม
ทรงเห็นว่ามันเป็นเรื่องของกรรมเก่าของพวกเจ้าศากยะไม่อาจจะทรงห้ามได้
จำเป็นต้องที่จะให้เป็นไปตามกรรม สุดท้ายแล้ว
เพราะไม่มีอภัยทาน
จึงเกิดการนองเลือดต้องล้มหายตายจากกันจำนวนมาก
ผู้ ที่เป็นตัวอย่างในเรื่องอภัยทานคงไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า แม้อดีตชาติที่ผ่านมาจะกี่ร้อยกี่พันชาติก็ตามถึงจะถูกพระเทวทัตจองเวรทำ ร้ายขนาดไหนก็ตาม แม้ในปัจจุบันที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วพระเทวทัตก็คงตามทำร้ายทำลายพระ พุทธเจ้าเหมือนเดิมจนวาระสุดท้ายพระเทวทัตก็ถูกแผ่นดินสูบ ก็ไม่ปรากฏแม้แต่นิดเดียวว่า พระพุทธเจ้าทรงผูกเวรจองเวรกับพระเทวทัต
ทรงให้อภัยได้เสมอ
ถ้าจะคิดง่าย ๆ ในเรื่อง
อภัยทาน
เราในฐานะเป็นชาวพุทธนับถือพระพุทธเจ้าศึกษาเรียนรู้ธรรมมามาก
การอภัยทานเป็นความประพฤติที่คนประเสริฐที่สุดในโลกคือพระพุทธเจ้าทรงประพฤติเป็นแบบอย่างมาแล้ว
พวกเราจะให้อภัยเพราะถือว่าได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเราก็จะเป็นคนประเสริฐเหมือนอย่างพระองค์ท่านได้
หรือเราจะมาคิดถึงส่วนรวมที่จะต้องมาเสียหายเพราะการทะเลาะวิวาทกันของพวกเราก็พอจะให้อภัยหยุดทะเลาะกันได้
หรือไม่ก็มาคิดถึงเรื่องเวรกรรม
เมื่อเราทำกรรมกับเขาสักวันหนึ่งเขาก็ต้องทำกับเราคืนบ้างซึ่งมันอาจจะ แรงกว่าที่เราทำกับเขาก็ได้ หรือต้องไปตามใช้เวรกรรมกันอย่างไมมีที่สิ้นสุด
หรือ มาคิดถึงมรณะคือความตาย ซึ่งต่างคนก็ต่างจะตายอยู่แล้วทำไมต้องมาทะเลาะกันชิงกันทำเรื่องไม่ดี ไม่ใช่การแข่งกันทำความดี ก็พอที่จะให้อภัยกันได้
ท่านสาธุชน
อภัยทานเป็นเรื่องดีเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็น สิ่งที่กำจัดเวรภัยได้จริง ถ้าท่านไม่อยากมีเวรมีภัยต่อไปทั้งในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป ท่านต้องรู้จักการให้อภัย ด้วยความคิดว่า บุญบาปมีจริง ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ทำกรรมได้กรรมทำเวรได้เวร
ขอกราบขอบพระคุณ พระศรีรัชมงคลบัณฑิต ผู้เขียนบทความ
อาจารย์ประจำสังกัดคณะศาสนาและปรัชญา มมร.
ที่มา
http://variety.teenee.com/saladharm/31422.html
แสดงความคิดเห็น
| ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 137 ครั้ง
เลือกดูบลอก
:: ดูบลอกตามประเภท ::
ทั่วไป (23191)
ไดอารี่ส่วนตัว หรือบันทึกส่วนตัว (2362)
ขาเมาท์ทั้งหลาย เรื่องราวทั่วไป (648)
ไลฟสไตล์ แฟชั่น (448)
ท่องเที่ยว ดำน้ำ ผจญภัย รักการถ่ายรูป (579)
ไอที เซียนโปรแกรม เกมและโลกไซเบอร์ (567)
งานอดิเรก สัตว์เลี้ยง (696)
รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และยานพาหนะ (497)
ดนตรี คลั่งใคล้ในเสียงเพลง (635)
Search:
คอนโด
คอนโดให้เช่า
ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม
บ้านเดี่ยว
(c)2011 ThaiBlogOnline.com
ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 15.625ms