เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 3704 คน
ละมัย โพธิ์กิ่ง
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา c (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเพาะเห็ดนางฟ้า (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเพาะเห็ดหอม (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเพาะเห็ดฟาง (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ของแข็ง ของเหลว แก๊ส (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ปลูกดอกไม้หน้าบ้าน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ปลูกดอกไม้หอม (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกผักหวาน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกผักกาดกวางตุ้ง (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกผักคะน้า (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเลี้ยงไก่ไข่ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเลี้ยงกบ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเลี้ยงหมู (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การเลี้ยงปลาทอง (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกแตงโม (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกดอกกุหลาบ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การปลูกกล้วยไม้ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ไม้ประดับ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ต้นไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ต้นไม้มงคล (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <มิถุนายน 2554>
     
    23303112345
    246789101112
    2513141516171819
    2620212223242526
    2727282930123
    2845678910
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 16178
    • เฉพาะวันนี้ 30
    • ความคิดเห็น 0
    • จำนวนเรื่อง 22
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    20/6/2554 15:54:00

     เห็ดนางฟ้ามีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกับเห็ดนางรม เห็ดทั้งสองชนิดนี้จัดอยู่ในวงศ์ (family) เดียวกัน    ชื่อ "เห็ดนางฟ้า" เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นในเมืองไทย คนไทยบางคนเรียกว่าเห็ดแขก เนื่องจากมีผู้พบเห็นเห็ดนี้ครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย พบขึ้นตามธรรมชาติบนตอไม้เนื้ออ่อนที่กำลังผุ ในแถบเมืองแจมมู (Jammu) บริเวณเชิงเขาหิมาลัย ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Pleurotus sajor-caju (Fr.) Singer
     
              เห็ดนางฟ้าถูกนำไปเลี้ยงในอาหารวุ้นเป็นครั้งแรกโดย Jandaik ในปี ค.ศ. 1947 ต่อมา Rangaswami และ Nadu แห่ง Agricultural University, Coimbattore ในอินเดียเป็นผู้นำเชื้อบริสุทธิ์ของเห็ดนางฟ้าเข้ามาฝากไว้ที่ American Type Culture Collection (ATCC) ในอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1975 ได้ทราบว่าประมาณปี ค.ศ. 1977 ทางกองวิจัยโรคพืช กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้นำเชื้อจาก ATCC เข้ามาประเทศไทยเพื่อทดลองเพาะดู ปรากฏว่าสามารถเจริญได้ดี
     
              อีกสายพันธุ์หนึ่ง เป็นเห็ดที่มีผู้นำเข้ามาจากประเทศภูฐาน มาเผยแพร่แก่นักเพาะเห็ดไทย ได้มีการเรียกชื่อเห็ดนี้ว่า เห็ดนางฟ้าภูฐาน มีหลายสายพันธุ์ซึ่งชอบอุณหภูมิที่แตกต่างกัน บางพันธุ์ออกได้ดีในฤดูร้อน บ้างพันธุ์ออกได้ดีในฤดูหนาว เป็นที่นิยมมาเพาะเป็นการค้ากันมาก
     
              ลักษณะของดอกเห็ดนางฟ้า มีลักษณะคล้ายกับดอกเห็ดเป๋าฮื้อ และดอกเห็ดนางรม เมื่อเปรียบเทียบกับเห็ดเป๋าฮื้อ ดอกเห็ดนางฟ้าสีจะอ่อนกว่า และมีครีบอยู่ชิดกันมากกว่า เห็ดนางฟ้าสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นนานได้หลายวัน เช่นเดียวกับเห็ดเป๋าฮื้อ เนื่องจากเห็ดชนิดนี้ไม่มีการย่อตัวเหมือนกับเห็ดนางรม ด้านบนของดอกจะมีสีนวลๆ ถึงสีน้ำตาลอ่อน ในอินเดียดอกเห็ดมีขนาดตั้งแต่ 5 - 14 เซนติเมตร และจะมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 30 - 120 กรัม เห็ดนางฟ้ามีรสอร่อย เวลานำไปปรุงอาหารจะมีกลิ่นชวนรับประทาน เห็ดชนิดนี้สามารถนำไปตากแห้ง เก็บไว้เป็นอาหารได้ เมื่อจะนำเห็ดมาปรุงอาหาร ก็นำไปแช่น้ำเห็ดจะคืนรูปเดิมได้
     

    วงจรชีวิตของเห็ดนางฟ้า
     
              วงจรชีวิตของเห็ดนางฟ้าก็เป็นแบบเห็ดทำลายไม้ทั่ว ๆ ไป คือมีชีวิตอยู่ข้ามฤดูอัตคัด ด้วยคลามีโดสปอร์ในท่อนไม้ พอถึงฤดูชุ่มชื้นก็งอกออกมาเป็นเส้นใย แล้วสร้างดอกเห็ดขึ้น ปล่อยสปอร์ลอยไป สปอร์งอกเป็นเส้นใยแล้วเจริญไปบนอาหารจนสร้างดอกเห็ดอีก วนเวียนไปอย่างนี้
     
              เห็ดนางฟ้าเติบโตดีที่ pH. 5 - 5.2 (คือเป็นกรดเล็กน้อย) อุณหภูมิที่เหมาะมากต่อเส้นใยคือ 32 องศาเซลเซียส และสร้างดอกเห็ดได้ดีที่ 25 องศาเซลเซียส เส้นใยสีขาวจัด มีความสามารถเชื่อมต่อเส้นใยได้ดี ใช้น้ำตาลในแง่ของอาหารคาร์โบไฮเดรตได้ดีกว่าพวก โพลีแซคคาไรค์ หรืออาหารซับซ้อน

    วงจรชีวิตเห็ดนางฟ้า

              1. ดอกเห็ดนางฟ้าเมื่อโตเต็มที่จะสร้างสปอร์บริเวณครีบ โดยการปล่อยสปอร์เมื่อแก่ออกเป็นระยะ ๆ
              2. เมื่อดอกเห็ดปล่อยสปอร์ออกมาแล้ว สปอร์ก็ปลิวไปตามกระแสลม
              3. เมื่อสปอร์ปลิวไปตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะงอกออกมาเป็นเส้นใยขั้นต้นมี 1 นิวเคลียส
              4. เส้นใยขั้นที่ 1 เมื่อเจริญเต็มที่แล้ว ก็จะมารวมตัวกัน ซึ่งอาจมาจากต่างสปอร์กัน การรวมตัวของเส้นใยขั้นที่ 1 จะเป็นการเชื่อมกันแล้วถ่ายทอดนิวเคลียสมาอยู่ในเซลเดียวกัน กลายเป็นเส้นใยขั้นที่ 2
              5. หลังจากเส้นใยขั้นที่ 1 รวมตัวกันเป็นเส้นใยขั้นที่ 2 แล้ว ก็จะเจริญเติบโตและสร้างเส้นใยเห็ดแทนเส้นใยขั้นที่ 1 อย่างรวดเร็วบนอาหาร
              6. เมื่อเส้นใยขั้นที่ 2 เจริญบนอาหารและโตเต็มที่แล้ว จะสะสมอาหารแล้วรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อสร้างดอกเห็ดต่อไป
              7. ดอกเห็ดนางฟ้าที่เกิดจากการรวมตัวของเส้นใยเห็ดขั้นที่ 2

    ขั้นตอนการเพาะเห็ดนางฟ้า
     
              การเพาะเห็ดนางฟ้ามีระบบการผลิตแยกชัดเจนได้เป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
                 1) การผลิตเชื้อวุ้น
                 2) การทำหัวเชื้อเห็ด
                 3) การผลิตเชื้อถุงหรือก้อนเชื้อ
                 4) การเพาะให้เกิดเป็นดอกเห็ด



    20/6/2554 15:50:00

     

    เห็ดหอม และ การตลาด

    "ลิขิตฟ้า หรือจะสู้ มานะคน"


    วันนี้ workdeena ได้รับการขอร้องจากเพื่อนๆ ของเราคนหนึ่ง ที่อยากมีอาชีพ "เพาะเห็ดหอม" ขายส่งตลาด ซึ่ง workdeena ได้ความรู้มาจาก กรมส่งเสริมการเกษตร แต่ถ้าใครสนใจเรื่อง เห็ด จริงๆ ให้ไปถามและหาความรู้เพิ่มเติมได้ ที่ เกษตรจังหวัด หรือจะให้ workdeena ช่วยหาความรู้มาให้ เราก็ยินดี แล้วเรื่องการตลาด เรามาคุยกันในตอนท้ายนะ


    ** ข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการเกษตร **
    วัสดุอุปกรณ์
    1. วัสดุที่ใช้เป็นอาหารเพาะได้แก่ ขี้เลื้อยไม้ยางพารา ขี้เลื่อยไม้มะขาม ขี้เลื้อยไม้เบญจพรรณ หมักขี้เลื้อยไม้ฉำฉา ชานอ้อยใหม่
    2. เชื้อเห็ดหอม
    3. ถุงพลาสติกร้อนขนาด 7" x 11" -9" x 15"
    4. คอพลาสติก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 " สำลี ยางรัด
    5. ถังนึ่งไม่อัดความดัน หรือหม้อนึ่งความดัน พร้อมอุปกรณ์ให้ความร้อนในการนึ่งฆ่าเชื้อ
    6. โรงเรือนหรือสถานที่บ่มเส้นใยและเปิดออก
    การเตรียมอาหารเพาะ

    สูตรที่ 1 ขี้เลื้อยแห้ง 100 กิโลกรัม รำ 3-5 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 2-3 กิโลกรัม ยิบซัม (แคลเซียมซัลเฟต)
    0.5 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม น้ำ ปรับความชื้น 0.2 กิโลกรัม

    สูตรที่ 2 ขี้เลื้อยไม้เบญจพรรณ 100 กิโลกรัม แอมโมเนียมซัลเฟต 1 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กิโลกรัม หมักกับน้ำ 55-65 กิโลกรัม นานประมาณ 2-3 เดือน ผสมรำ 5 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม ปรับความชื้น 55-65 เปอร์เซ็นต์

    สูตรที่ 3 ชานอ้อย 100 กิโลกรัม หมักกับน้ำ 1 คืน ผสมปูนขาว 1 กิโลกรัม หมัก 1 คืน ผสมแอมโมเนียมซัลเฟต 2 ส่วน โดยน้ำหมักแห้ง ผสมรำ 2 ส่วน โดยน้ำหนักแห้ง ปรับความชื้น 55-65 เปอร์เซ็นต์

    สูตรที่ 4 ชานอ้อย ผสมน้ำ ปรับความชื้น 55-65 เปอร์เซ็นต์

    วิธีการ ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน บรรจุใส่ถุงพลาสติกทนร้อน ปิดจุกสำลี ปิดทับด้วยกระดาษหรือฝาครอบกันไอน้ำ นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดัน หรือหม้อนึ่งไม่มีความดัน อุณหภูมิ 90-1000 ซ. เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ทิ้งให้เย็น นำถุงวัสดุไปใส่เชื้อเห็ด โดยใช้เชื้อเห็ดที่เจริญเมล็ดธัญพืช (ซึ่งนิยมใช้เมล็ดข้าวฟ่าง) การใส่เชื้อควรจะกระทำในบริเวณที่สะอาดมิดชิด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้ออื่นๆ เช่นเดียวกับวิธีการเพาะเห็ดถุงทั่วๆ ไป และนำไปบ่มเส้นใย

    การบ่มเส้นใย
    • การบ่มเส้นใยเห็ดหอมที่ดีที่สุด ควรเก็บไว้ในที่ๆ มีอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส สม่ำเสมอ อากาศถ่ายเทได้จนเส้นใยเริ่มตัวกัน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 - 4 เดือน ในปริมาณ อาหาร 800-1,000 กรัม และเริ่มสร้างตุ่มดอก ในบางสายพันธุ์ผิวของก้อนเชื้อจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลโดยเฉพาะส่วนที่ถูกแสง
    การทำให้เกิดดอก
    • ถอดจุกสำลีและคอขวด หรือตัดปากถุงพลาสติก วางก้อนเชื้อในโรงเรือน
    การดูแลรักษา
    • รักษาความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือนประมาณ 80-90 % (ตั้งแต่เริ่มเปิดถุงจนเกิดตุ่มดอก)
    • เมื่อดอกเห็ดเจริญ เริ่มเห็ดหมวกเห็ด รักษาความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือน ประมาณ 60-70 % ถ้าความชื้นสัมพัทธ์สูงมากทำให้ก้านใหญ่
    • อุณหภูมิที่แปรปรวนระหว่างให้ผลผลิตจะช่วยกระตุ้นการเกิดดอกเห็ด แต่ไม่ควรให้มีช่วงอุณหภูมิสูงเกินกว่า 28 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานติดต่อกัน
    • ระหว่างดอกเห็ดเจริญต้องการถ่ายเทอากาศที่ดี ถ้ามีการสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในโรงเรือนมาก จะทำให้เห็ดมีก้านยาว หมวกเล็ก มีแสงพอสมควร
    การกระตุ้นให้เกิดดอก สามารถใช้วิธีการกระตุ้นก้อนเชื้อด้วยน้ำเย็นอุณหภูมิ 10-150 ซ.ก่อนการเปิดถุงให้ออกดอก และหลังจากการพักก้อนเชื้อในระยะระหว่างเก็บดอกเห็ดแต่ละรุ่น ซึ่งทำได้ดังนี้
    • วิธีที่ 1 แช่ก้อนเชื้อในน้ำเย็น เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง แล้วเปิดปากถุงหรือแกะพลาสติกออกนำไปวางในโรงเรือนเกิดดอก
    • วิธีที่ 2 เปิดปากถุงและให้น้ำในก้อนเชื้อที่วางในโรงเรือน ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงเทน้ำออก
    • วิธีที่ 3 ตัดปากถุงและคว่ำก้อนเชื้อฟองน้ำเปียกเป็นเวลา 24-36 ชั่วโมง

    การดูแลรักษาระหว่างให้ผลผลิต
    • รักษาอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือนตามความจ้องการของเห็ดในแต่ละชั้นตอน หลังจากเก็บดอกเห็ดในแต่ละรุ่น ก้อนเชื้อเห็ดพักตัวประมาณ 15-30 วัน ระหว่างนี้รักษาอุณหภูมิภายในโรงเรือนไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 60-70 % ไม่ให้ก้อนเชื้อถูกน้ำโดยตรงมีการถ่ายเทอากาศดี เมื่อต้องการกระตุ้นให้เกิดดอกจึงให้ความชื้นที่ก้อนเชื้อ หรือใช้วิธีกระตุ้นด้วยน้ำเย็น แต่ไม่ให้มีน้ำขังในถุง ระหว่างเก็บผลผลิต ควรฉีดพ่นภายในโรงเรือนด้วยสารละลายคลอรีน อัตรา 200 พีพีเอ็ม (0.02 %) เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลาย
    การเก็บผลผลิต
    • ควรเก็บดอกเห็ดในขณะที่หมวกยังไม่บานเต็มที่ ถ้าเก็บสำหรับแห้งควรเก็บเมื่อหมวกบานประมาณ 60 % หรือเมื่อเยื่อที่ยึดหมวกและก้านเริ่มขาดออกตัดก้านให้เหลือไม่เกิน 1 เซนติเมตร ถ้าเก็บเพื่อบริโภคดอกสด อาจจะให้หมวกบาน 70-80 % แต่ไม่ควรบานเต็มที่ ไม่ควรให้ดอกเห็ดถูกน้ำแฉะจะทำให้เน่าเสียเร็ว ตัดก้านให้เหลือประมาณไม่เกิน 0.5 นิ้ว การเพาะจะได้ผลผลิตมากรหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่างๆ มีความสำคัญมากต่อการให้ผลผลิต การดูแลรักษาที่ถูกวิธีจะทำให้เก็บผลผลิตได้นาน การเพาะเห็ดหอมในสภาพที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ ควรทำก้อนเชื้อขนาดเล็ก ซึ่งเส้นใยเห็ดเจริญเต็มอาหารเพาะได้ในเวลาสั้น การปนเปื้อนจะมีน้อยลง และถ้าต้องการให้ได้ดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่ควรบังคับให้ก้อนเชื้อสัมผัสอากาศ เฉพาะบางส่วนเท่านั้น มิฉะนั้นจะมีดอกเห็ดเกิดมากและมีขนาดเล็ก
    การเก็บรักษาผลผลิต
    - ดอกเห็ดสด หากไม่ใช้บริโภคทันที ควรเก็บในภาชนะที่มีอากาศผ่านได้ และวางดอกเห็ดซ้อนกันไม่มากเกินไป หรือใส่ในถุงพลาสติก ปิดและเก็บในห้องเย็นอุณหภูมิ 0-20 ซ. ความชื้นสัมพัทธ์ 85-95 % ภายในเวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง ภายหลังการเก็บดอกเห็ด

    การทำแห้ง
    - การตากแดด โดยใช้วิธีตากแดดจนกว่าดอกเห็ดจะแห้งสนิท ควรหลีกเลี่ยงในขณะที่มีแดดจัดมากเกินไปซึ่งจะทำให้ดอกเห็ดไหม้เกรียม และควรคว่ำดอกเห็ดให้ส่วนครีบ (gill) อยู่ด้านใต้ เพื่อป้องกันมิให้ครีบมีสีคล้ำ การตากแดดเป็นการลดความชื้นในดอกเห็ดในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ดอกเห็ดยุบตัวและย่นมากเมื่อแห้ง เมื่อตากดอกเห็ดจนแห้งสนิทดีแห้ง เก็บในภาชนะที่กันความชื้นปิดสนิท

    - การอบแห้ง เป็นวิธีอบโดยใช้ลมร้อนค่อยๆ ลดความชื้นภายในดอกเห็ด ซึ่งจะได้เห็ดที่มีรูปร่างดีกว่าเห็ดที่ตากโดยธรรมชาติ ทั้งรสชาด กลิ่น และลักษณะดอก โดยใช้อุณหภูมิเริ่มแรกสูงกว่าอุณหภูมิห้องปกติประมาณ 5 องศาเซลเซียส จากนั้นเพิ่มอุณหภูมิให้เป็น 60 องศาเซลเซียส และรักษาอุณหภูมิไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยเพิ่มรสชาดและทำให้ดอกเห็ดเป็นเงาสวยงาม
    • ถ้าเพื่อนๆ อยากชมฟาร์มเพาะเห็ด หรืออยากศึกษาเรื่องการเพาะเห็ด ก็ไปลองศึกษาดูที่ บ้านเห็ดอรัญญิก ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจทำก็ได้ อยู่ที่ อำเภอพุทธมลฑล จังหวัดนครปฐม มาจากบ้าโป่งถึงนครชัยศรีเลี้ยวซ้ายเข้าถนนปิ่นเกล้านครชัยศรีพอมาถึงแยก ศาลายาให้เลี้ยวขวา(ขึ้นไปยูเทินบนสพาน) วิ่งต่อมาผ่านองค์พระยืน เลยองค์พระมาราว800เมตรจะพบกับโรงพยาบาลเมื่อก่อนเขาเรียกโรงพยาบาลโรคจิต ติดกับทางเข้าโรงพยาบาลคือสวนเห็ดอรัญญิก
    การตลาด ราคาส่งดอกใหญ่(ดอกสด) 190 บาท กลาง 100บาท เล็ก 80 บาท
    • ติดต่อส่งขาย ที่ตลาดสด(ถ้ามีจำนวนไม่มากนัีก) ส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่ ตลาดไทย(ถ้ามีจำนวนมาก)
    • ตั้งร้านขายริมทาง หน้าโรงเพาะเห็ดของคุณเอง
    • เห็ดหอม สามารถขายได้ทั้งดอก และก้านดอก แต่คุณต้องตาก ก้านดอกที่ตัดมาให้แห้งเสียก่อน แล้วส่งขายร้านขายอาหารเจ (มีเท่าไรเขารับหมด) ส่วนตัวดอก ก็ตากแห้เช่นกัน แล้วส่งขาย ตลาด โรงแรม(รับทั้งสด และแห้ง ดอกขนาดกลาง) ร้านอาหารเจ




    20/6/2554 15:46:00

     
    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร

               การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช คือ การกระตุ้นเซลล์หรือชิ้นส่วนพืชให้เกิดการเจริญเติบโต หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการบนอาหารสังเคราะห์ ภายใต้สภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง ที่สามารถควบคุมได้ในสภาพที่ปลอดเชื้อ โดยใช้สมดุลของสารควบคุมการเจริญเติบโต พืช เป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของเนื้อเยื่อที่นำมาทำการเพาะเลี้ยง

              
    การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเริ่มต้นขึ้น จากการศึกษาที่พบว่าเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่แยกออกมาจากพืชมีความสามารถที่จะพัฒนากลับจนเกิดเป็นต้นพืชสมบูรณ์ขึ้นใหม่ได้ ทำให้เกิดการทดลองเพาะเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ของพืชบนอาหารสังเคราะห์ จนในปัจจุบันสามารถทำการเพาะเลี้ยงอวัยวะเซลล์ และเซลล์ไร้ผนังหรือโพรโทพลาสต์ (protoplast) ของพืชหลายชนิด รวมทั้งการพัฒนาสูตรอาหารสังเคราะห์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงในแต่ละชนิดของพืช และมีการใช้วิทยาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านต่างๆ เข้ามาร่วม เพื่อประโยชน์ในการศึกษาด้านชีวเคมี พันธุศาสตร์ และการปรับปรุงพันธุ์ ทำให้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ทั้งทางด้านการเกษตร การแพทย์ และการอุตสาหกรรม เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชสามารถแบ่งออกตามวิธีการได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ได้แก่



    ห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช


    20/6/2554 15:43:00

     

    การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

     

                 ในช่วงฤดูร้อน เราจะมีเห็ดฟางที่เหลือจากการทำนาเป็นจำนวนมาก เรามีปัญหาเกษตรไม่น้อยที่มีรายได้ไม่เพียงพอ เรามีเกษตรที่เผาฟางทิ้งไป ดังนั้นเราจึงมีการดำเนินการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นด้านเห็ดฟาง , รายได้ของเกษตรกร รวมไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีรูปแบบการทำงานหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย

                  เป็นวิธีการที่ได้ประยุกต์มาจากการเพาะเห็ดฟางแบบกองสูง   ข้อดีของการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ก็คือ สามารถจะใช้วัสดุเพาะได้หลายอย่าง เช่น ฟาง ผักตบชวา ต้นถั่ว ต้นกล้วย ขี้เลื่อยที่ผุแล้ว ชานอ้อย เหล่านี้เป็นต้น เป็นการเพาะที่ใช้วัสดุน้อยแต่ได้ผลผลิตดอกเห็ดได้สูง แต่เมื่อเห็ดออกดอกแล้วใช้เวลาการเก็บผลผลิตทั้งหมดได้ในระยะเวลาสั้นมาก สามารถรู้ผลผลิตค่อนข้างแน่นอน และเหมาะในการเพาะเป็นอาชีพหรือทำไว้เพื่อใช้กินเองในครัวเรือน เนื่องจากการเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยนี้ขนาดกองเล็กมาก ดังนั้นเพื่อสะดวกในการเพาะ จึงนิยมทำไม้แบบเพื่อจะอัดวัสดุที่จะเพาะให้เป็นรูปกองเล็ก ๆ ได้



    20/6/2554 15:41:00

     

    ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

    ก๊าซ

    ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ ความดัน และปริมาตรของแก๊ส

    - ปริมาตร ความดัน และอุณหภูมิของแก๊ส มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
    (แก๊สต่างๆ นั้นจะมีความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาตร ความดัน และอุณหภูมิ อย่างใกล้ชิด โดยความสัมพันธ์จะแบ่งเป็นคู่ความสัมพันธ์ เมื่อให้ปริมาตรของแก๊สคงที่ตลอดการพิจารณา)

    1) ปริมาตร- ความดัน ความสัมพันธ์นี้เสนอโดย รอเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle, 1662) กล่าวไว้ว่า “ เมื่ออุณหภูมิและจำนวนอนุภาคคงที่ ปริมาตรของแก๊สใดๆ จะแปรผกผันกับความดันของแก๊สนั้นๆ” ดังสมการ

    หรือ

    ดังนั้น PV = k

    เมื่อ V คือ ปริมาตร
    P คือ ความดัน
    k คือ ค่าคงที่

    2) อุณหภูมิ- ปริมาตร ความสัมพันธ์นี้ค้นพบโดย ชาร์ล (Jacques Charles, 1787) ที่กล่าวไว้ว่า “ เมื่อความดันและจำนวนอนุภาคคงที่ ปริมาตรของแก๊สใดๆ จะแปรผันตรงกับอุณหภูมิ เคลวิน” ดังสมการ

    หรือ V = kT

    ดังนั้น

    เมื่อ V คือ ปริมาตร
    P คือ ความดัน
    k คือ ค่าคงที่

    3) อุณหภูมิ- ความดัน ความสัมพันธ์นี้ค้นพบโดย เกย์ - ลุสแซก (Joseph-Louis Gay-Lussac, 1802) ที่กล่าวไว้ว่า “ เมื่อปริมาตร และจำนวนอนุภาคคงที่ ความดันของแก๊สใดๆ จะแปรผันตรงกับอุณหภูมิเคลวิน” ดังสมการ

    หรือ P = kT

    ดังนั้น

    เมื่อ P คือ ความดัน
    T คือ อุณหภูมิ
    k คือ ค่าคงท
    ี่

    จากกฎทั้งสาม เมื่อนำมารวมกันจะนำไปสู่กฎรวมของแก๊ส นั่นคือ

    ดังนั้น


    (การทำงานของลูกสูบ เริ่มจากการปล่อยให้ไอของเชื้อเพลิงไหลเข้าไปในกระบอกสูบ เมื่อกระบอกสูบอัดตัวเข้ามา หัวเทียนก็จะจุดระเบิดเชื้อเพลิงได้เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่อุณหภูมิสูง ดังนั้นปริมาตรของกระบอกสูบก็จะขยายออกอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงมีการระบายแก๊สออกไปยังท่อไอเสีย การทำงานที่สัมพันธ์กันนี้ เมื่อกระบอกสูบหดและขยายตัวสลับกันไป ก็จะทำให้ก้านสูบไปดันให้เกิดการหมุนของล้อและเพลาได้อย่างต่อเนื่อง)

    สรุปทฤษฎีต่างๆ ของก๊าซ

    • กฎของบอยล์ ( Boyle ‘s Law) “ เมื่ออุณหภูมิและมวลคงที่ ปริมาตรของก๊าซใด ๆ จะแปรผกผันกับความดัน”


    เมื่อ T และ คงที่

    P 1V 1 = P 2V 2

    • กฎของชาร์ล ( Charle ‘s Law) “ เมื่อความดันและมวลของก๊าซคงที่ ปริมาตรของก๊าซจะแปรผันตรงกับคุณหภูมิเคลวิน”


    เมื่อ P และ nคงที่

    • กฎของเกย์ลุสแสค ( Gay-Lussac ‘s Law) “ ความดันของก๊าซใดๆ จะแปรผันตรงกับอุณหภูมิเคลวินเมื่อปริมาตรและมวลของก๊าซคงที่”


    เมื่อ V และ n คงที่

    • กฎของก๊าซ (Gas Law)

    กฎของก๊าซ สมบัติของแก๊สที่ได้จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสาม คือ บอยล์ ชาร์ล และเกย์-ลูสแซก นำมารวมกันเป็นกฎของแก๊ส จะได้กฎของแก๊ส คือ

    (เมื่อปริมาณหรือจำนวนโมเลกุลของแก๊สคงที่)

    และจะได้

    จากความสัมพันธ์ ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า เป็นค่าคงที่ ซึ่งค่าคงที่ตัวนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนโมเลกุลของแก๊สในภาชนะ (N) ทีใช้ทดลอง คือ ถ้าจำนวนโมเลกุลเปลี่ยนไปค่า ต้องเปลี่ยนไปด้วย เช่น การรั่วของแก๊สจากลูกโป่งทำให้ปริมาตรของลูกโป่งลดลง และความดันภายในลูกโป่งลดลงด้วย
    ให้ N เป็นจำนวนโมเลกุลของแก๊สในภาชนะ

    ดังนั้น

    หรือ

    เมื่อ KB คือ ค่าคงตัวของโลต์ซมัน์ (Boltzmann’s constant ) มีค่าเท่ากับ 1.38x10 -23 จูลต่อเคลวิน

    ให้ n เป็นจำนวนโมลของก๊าซในภาชนะ

    เนื่องจาก n = มวลของก๊าซ (m) / มวลโมเลกุลของแก๊ส (M)

    หรือ

    เมื่อ N A คือ เลขอาโวกาโดร (Avogadro’s number) มีค่าเท่ากับ 6.02x10 23 โมเลกุลต่อโมล

    จะได้

    หรือ PV = nRT

    ดังนั้นสูตรที่เกี่ยวข้องกับโมลของแก๊ส PV = nRT
    เมื่อ R= N AK B มีค่าเท่ากับ 8.314 จูลต่อโมล-เคลวิน เรียกว่า ค่าคงตัวของแก๊ส

    ตัวอย่างที่ 1 5 อากาศซึ่งอยู่ในห้องที่มีขนาด 50 ลูกบาศก์ อุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 0 องศาเซลเซียสเป็น 27 องศาเซลเซียส จงหาว่าอากาศจะรั่วออกไปจากห้องกี่กิโลกรัม กำหนดความหนาแน่นของอากาศที่ 0 องศาเซลเซียสเท่ากับ 1.3 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

    วิธีทำ จากกฎของแก๊ส

    ในที่นี้ความดันของอากาศในห้องต้องคงตัว จะได้

    p 1 T 1 = p 2 T 2
    p 2 = ( 1.3x273)/300
    = 1.18 kg/m 3

    มวลของอากาศที่รั่วออกไปจากห้อง = m 1-m 2= ( p 1 - p 2 ) V = (1.3 – 1.18)50
    = 5.85 kg.
    ดังนั้น อากาศจะรั่วออกไปจากห้องเท่ากับ 5.85 กิโลกรัม ตอบ

    • กฎความดันย่อยของดาลตัน ( Dalton ‘s Law of Partial Pressure)

    P t = P 1 + P 2 + P 3 + P 4 + ……..
    P t = ความดันรวมของก๊าซผสม

    • ทฤษฎีจลน์ของก๊าซ
      • ก๊าซประกอบด้วยโมเลกุลขนาดเล็กมากและอยู่ห่างกัน
      • ไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของก๊าซ
      • โมเลกุลของก๊าซเคลื่อนที่ตลอดเวลาโดยเป็นเส้นตรง
      • เมื่อโมเลกุลชนกันจะไม่มีการสูญเสียพลังงานจลน์
      • พลังงานจลน์เฉลี่ยของก๊าซแปรผันตรงกับอุณหภูมิเคลวิน และที่อุณหภูมิเดียวกันก๊าซทุกชนิดมีพลังงานจลน์เฉลี่ยเท่ากัน

    พลังงานจลน์เฉลี่ย = 1/2 mv 2
    = 3/2 kT
    k = ค่าคงที่ของ Botzman
    = 1.39 X 10 -23 J/K.mol

     

    การแพร่ของแก๊ส

    เรื่องการแพร่ของแก๊สนี้สามารถแสดงให้เห็นได้ง่ายๆ โดยอาศัยแก๊สที่มีสี อาจจะใช้เกล็ดไอโอดีนให้ระเหิดและกระจายตัวออกไปก็ได้ เพื่อให้นักเรียนได้เห็นถึงการเคลื่อนที่ของแก๊สว่ามี ทิศทางอย่างไร ได้อย่างชัดเจน และเข้าใจได้มากขึ้น หรืออาจทดลองได้ง่ายๆ โดยใช้สารละลาย แอมโมเนียเข้มข้น (conc NH 3) กับสารละลาย กรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น (conc HCl) โดยใช้ไม้พันสำลีชุบสารละลายแอมโมเนียเข้มข้น และไม้พันสำลีชุบสารละลายกรดไฮโดรคลอริก เข้มข้น นำไม้พันสำลีทั้งสองไปปิดที่ปลายของหลอดแก้วปลายเปิดทั้งสองด้าน ดังภาพ

    สารละลายกรด
    ไฮโดรคลอริก (HCI )
       
       
    เกลือแอมโมเนียคลอไรด์ สารละลายกรดแอมโมเนีย
    (NH 4CI ) (NH 3 )
    การทดลองเรื่องการแพร่ของแก๊ส

    เนื่องจากทั้งสารละลายแอมโมเนียเข้มข้นและสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้นกลายเป็น
    ไอได้ง่าย ( ไอแอมโมเนียและไอไฮโดรเจนคลอไรด์) ไอที่เกิดขึ้นจะแพร่ไปตามหลอดแก้ว เมื่อไอทั้งสองสัมผัสกัน ก็จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นแอมโมเนียมคลอไรด์ ซึ่งสังเกตได้เพราะเป็นของแข็งสีขาว แล้ววัดระยะของของแข็งจะพบว่าแก๊สแอมโมเนียแพร่มาได้ไกลกว่า เนื่องจากมวลโมเลกุลน้อยกว่านั่นเอง ( มวลโมเลกุลของแอมโมเนีย คือ 17 และมวลโมเลกุลของกรดไฮโดรคลอริก คือ 36.5)

    • กฎการแพร่ของก๊าซของเกรแฮม (Graham ‘s Law of Diffusion of Gas)
      “ เมื่ออุณหภูมิและความดันคงที่ การแพร่ของก๊าซใด ๆ จะแปรผกผันกับรากที่ 2 ของมวลโมเลกุล หรือความหนาแน่นของก๊าซนั้น

    หรือ

    r = อัตราการแพร่ของก๊าซ
    M = มวลโมเลกุลของก๊าซ
    D = ความหนาแน่นของก๊าซ

    หน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับก๊าซ

    ปริมาตร 1 ลิตร = 1 dm 3
    = 1000 มิลลิลิตร
    = 1000 CC.
    = 1000 cm3

    ความดัน 1 บรรยากาศ = 760 มม. ปรอท
    = 76 ซม. ปรอท
    = 760 ทอร์
    = 14.7 ปอนด์/ ตารางนิ้ว

    ความดันย่อยของแก๊สผสม

    ความดันของแก๊สผสม ย่อมเกิดจากความดันย่อยของแก๊สแต่ละชนิด อาจจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ง่ายๆ โดยอาศัยอากาศมาอธิบาย เนื่องจากอากาศเองก็มีความดัน และองค์ประกอบของอากาศก็มีมากมายอันได้แก่ แก๊สชนิดต่างๆ เช่น ไนโตรเจน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

    ตาราง ร้อยละของแก๊สองค์ประกอบในบรรยากาศโลก



    20/6/2554 15:37:00

     

    ปลูกไม้มงคลตามปีเกิด เสริมโชคชะตารับปีใหม่


    เสริมโชคชะตารับปีใหม่ (เดลินิวส์)

            "สำหรับคนที่มีเนื้อที่บ้านน้อยหรืออยู่ตามคอนโด ซึ่งไม่สามารถปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ได้ สามารถนำแผ่นโปสเตอร์หรือแบบจำลองของต้นไม้ที่ถูกโฉลกมาวางไว้บริเวณทิศที่เหมาะสมของบ้านแทนกันได้ ขณะเดียวกันต้นไม้ที่มีหนามไม่ควรปลูกไว้หน้าบ้าน เพราะจะส่งผลเกี่ยวกับโชคลาภ"

            "ไม้มงคล" จัดเป็นความเชื่อที่อยู่กับคนไทยมาช้านาน ในการปลูกต้นไม้ตระกูลนี้ไว้ในบ้านแล้วจะทำให้ครอบครัวเป็นสุขร่มเย็น สำหรับปีใหม่นี้การซื้อหา "ไม้มงคลตามปีเกิด" ย่อมทำให้เกิดความสุขกายสบายใจทั้งผู้ให้และผู้รับ ตลอดจน ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ กับโลกใบนี้อีกด้วย
        
            "คนไทยมีความเชื่อเรื่องแม่ซื้อที่เป็นเทวดาประจำตัวของเด็กหรือเทวดาที่มาเลี้ยงดูเด็ก เมื่อมีหลักคิดนี้เกิดขึ้นจึงต้องมีที่สิง สถิตของเทวดาประจำตัวของคนเกิดในแต่ละปี ซึ่งมาจากตำราพรหมชาติโบราณที่นำมาจากเขมรรวบรวมไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต้นไม้จึงมีความเกี่ยวพันกับคนเกิดแต่ละปีนักษัตร" อ.คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ไพ่ยิปซีและฮวงจุ้ย เล่าถึงที่มาของความเชื่อพร้อมเปิดประเด็นต้นไม้มงคลของคนแต่ละปี 



    20/6/2554 15:34:00

     

    ดอกไม้ > ไม้ดอกหอม  

    มาสร้างบรรยากาศรอบบ้านให้รื่นรมย์ด้วยไม้ดอกหอมกันเถอะ กลับมาถึงบ้านคราใดก็จะสุขใจด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณที่ปลูกไว้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกลงแปลงในสวนหย่อมหน้าบ้าน ข้างบ้าน ปลูกใส่กระถาง ปลูกให้เลื้อยบนซุ้มหน้าบ้าน ไม่ว่าจะปลูกแบบใด ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากน้อยเพียงใดก็สามารถปลูกได้ บ้านเรามีพรรณไม้ดอกหอมมากมายให้เลือกปลูก ทั้งชนิดไม้ทรงพุ่มเล็กที่ปลูกลงแปลง หรือปลูกเป็นไม้กระถาง ชนิดไม้เลื้อย ชนิดไม้ยืนต้นใหญ่ มากมายหลายชนิดให้เลือกปลูกตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และตามความชื่นชอบของผู้ปลูก ไม้ดอกหอมแต่ละชนิดพันธุ์มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของกลิ่นหอม หอมมากหอมน้อย บางชนิดหอมจนเวียนหัว บางชนิดหอมกลางวัน บางชนิดหอมกลางคืน บางชนิดหอมทั้งวันทั้งคืน บางชนิดหอมแต่ไม่สวย บางชนิดสวยแต่ไม่ค่อยหอม หมายถึงว่าหอมนิดๆ ถ้าหากเรามีพื้นที่หน้าบ้านหรือข้างบ้านพอที่จะปลูกต้นไม้ได้ และรู้จักเลือกชนิดที่จะปลูกก็จะทำให้บรรยากาศรอบๆ บ้านเราหอมทั้งวันหอมทั้งคืน บ้านก็จะเหมือนสวรรค์ดีๆ นี่เอง มีพื้นที่มากก็ปลูกได้มากหลากหลายชนิด มีพื้นที่น้อยก็ปลูกน้อย ไม่มีพื้นที่เลยก็ยังปลูกใส่กระถางตั้งไว้หน้าระเบียงได้ แต่ถ้าอยากได้กลิ่นหอมแต่ขี้เกียจปลูกก็ไปซื้อน้ำหอมมาฉีดพ่นในห้องก็ได้ไม่ต้องอ่าน อ้าว...

    หน้านี้เราก็จะพูดกันแต่เรื่องของดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม สิ่งที่ผู้สนใจปลูกควรจะรู้ก่อนที่จะพิจารณาเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูกก็ได้แก่ หอมยังไง หอมตอนไหน ต้นใหญ่หรือต้นเล็ก ไม้พุ่มเตี้ย ไม้พุ่มสูง ไม้ยืนต้นสูง หรือ ไม้เลื้อย 

    เรื่องหอมยังไงนี่ก็อธิบายกันโดยเอารสนิยมของผู้เขียนเป็นหลัก ทางที่ดีเวลาซื้อก็ควรหาต้นที่มีดอกแล้วก็ลองดมดู แต่ไม้ดอกหอมส่วนใหญ่จะหอมกลางคืนซึ่งร้านขายต้นไม้ปิดแล้ว แต่ไม่เป็นไรปลูกแล้วหอมไม่ถูกใจก็ตัดทิ้งแล้วปลูกใหม่ ราคาต้นไม้ก็ไม่แพง  ต้องการให้หอมช่วงไหนก็เลือกได้ ต้นใหญ่ต้นเล็กก็ต้องดูพื้นที่บ้าน ที่ดินสมัยนี้ก็แพง ซื้อบ้านที่มีพื้นที่ดินเยอะๆ ก็แพงเหลือหลาย เอาเป็นว่าถ้ามีพื้นที่น้อยก็เลือกไม้ทรงเล็ก มีพื้นที่มากก็ปลูกไม้ใหญ่ได้ ไม่มีพื้นที่เลยอย่างทาวเฮาท์ก็ปลูกไม้ทรงเล็ก หรือไม่ก็ปลูกไม้เลื้อย คือว่าพื้นที่บนพื้นดินไม่มีงั้นก็ให้เลื้อยอยู่บนอากาศก็ได้ โดยทำซุ้มให้เลื้อยอยู่ในแนวฟุตบาทหน้าบ้านก็ได้ ค่อยๆ ชมไป จะทยอยทำข้อมูลแต่ละชนิดพันธุ์มาลงให้ชมกัน ถ้ามีเวลาก็จะนำมารวบรวมไว้ให้ครบทุกพันธุ์เลย ทยอยทำกันไปเรื่อยๆ 



    20/6/2554 15:32:00

    http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=25.0

    20/6/2554 15:29:00

     

    การเพาะกล้าผักกาดเขียวกวางตุ้ง

    ทำได้ 2 แบบ คือ

    1. เพาะผักกาดเขียวกวางตุ้งในถาดพลาสติกเพาะกล้า
      1. ให้เตรียมดินละเอียดพร้อมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักในอัตร 2:1 และใส่ดินผสมดังกล่าวในถาดพลาสติกเพาะกล้า
      2. ใช้เศษไม้เล็กๆ (ขนาดเท่าไม้จิ้มผลไม้) กดลงไปในดินบรรจุอยู่ในถาดพลาสติกเพาะกล้าขนาดความลึก 0.5 ซม.
      3. นำเมล็ดผักกาดกวางตุ้งหยอดลงในหลุมปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด
      4. กลบดินผิวหน้าเมล็ดผักกาดเขียวกวางตุ้ง แล้วรดน้ำ และควรป้องกันมดมาคาบเมล็ดไปจากถาดพลาสติกเพาะกล้า โดยใช้ปูนขาวโรยเป็นเส้นรอบรูปล้อมถาดเพาะไว้
      5. หลังเพาะนาน 7-10 วัน ผักกาดเขียวกวางตุ้งเริ่มงอก หมั่นรดน้ำต้นผักกาดเขียวกวางตุ้งทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเข้าและเย็น จนกระทั่งต้นผักกาดเขียวกวางตุ้งมีอายุ 20-25 วัน จึงย้ายกล้าผักกาดเขียวกวางตุ้งลงปลูกในกระถาง หรือในแปลงปลูก
    2. เพาะผักกาดเขียวกวางตุ้งในแปลง
      1. หลังจากเตรียมดินในแปลงปลูกแล้ว ใช้จอบขุดเป็นแถวปลูก ระหว่างแถวละ 25 เซนติเมตร ความลึกผิวดิน 2-3 เซนติเมตร
      2. โรยเมล็ดพันธุ์ผักกาดกวางตุ้งบางๆ ตามแถวปลูกที่เตรียมไว้
      3. กลบหน้าดินในแปลง และรดน้ำทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น
      4. หลังเพาะนาน 7-10 วัน ผักกาดเขียวกวางตุ้งเริ่มงอก และควรรดน้ำทุกวัน

    การดูแลรักษา

    1. ถ้าทำการย้ายกล้าจากถาดพลาสติกเพาะกล้าลงปลูกในแปลงหรือในกระถาง
      1. ผักกาดเขียวกวางตุ้งที่ย้ายกล้าลงในแปลง หรือในกระถาง ให้รดน้ำทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น
      2. หลังย้ายปลูก 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 1 ช้อนแกงต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ทุกครั้งที่หว่านปุ๋ยเคมี ต้องรีบรดน้ำทันที
    2. ถ้าทำการเพาะในกระถาง
      1. ถ้าโรยเมล็ดผักาดเขียวกวางตุ้งบางๆ ในร่องปลูกของแปลงที่เตรียมดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องถอนแยกหรือย้ายปลูกอีก แต่สามารถดูแลบำรุงรักษาเลี้ยงให้เป็นต้นที่สมบูรณ์จนกระทั่งสามารถตัดมาบริโภคได้
      2. การบำรุงดูแลผักกาดเขียวกวางตุ้งในแปลง ควรหว่านปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 1 ช้อนแกงต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ทุกๆ 10-15 วัน และทุกครั้งที่หว่านปุ๋ยเคมีต้องรีบรดน้ำตามทันที

    การเก็บเกี่ยว

    การเก็บเกี่ยวผักกาดเขียวกวางตุ้ง ได้หลังจากปลูกไปแล้วนาน 40-45 วัน ควรถอนทั้งต้น

    *ถ้าต้องการปลูกรุ่นใหม่อีก ในพื้นที่เดิมควรพรวนดินในแปลง หรือในกระถางใหม่ และปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นต่อไป



    20/6/2554 15:27:00

     

    การเตรียมดิน

       เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นในการเตรียมดินควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วทำการตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายตัวแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วทำการไถพรวนให้ดินละเอียด ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรดก็ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้เหมาะสม ขนาดของแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร หรือ ตามความเหมาะสม

     

    การปลูก

    ในการปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งนิยมทำกัน 2 วิธีด้วยกัน คือ

            1.  การปลูกแบบหว่านแมล็ดโดยตรง วิธีนี้นิยมใช้ในการปลูกแปลงที่ยกร่อง มีร่องน้ำกว้าง และพื้นที่ควรมีการเตรียมอย่างดี และเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีขนาดเล็กมาก ดังนั้นก่อนหว่านควรผสมกับทรายเสียก่อน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วนผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน แล้วหว่านให้กระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอแล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหนาประมาณ 1/2-1 เซนติเมตร หลังจากนั้นคลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดิน เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มหลังจากงอกได้ประมาณ 20 วัน ควรทำการถอนและจัดให้มีระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

            2.  การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว การปลูกวิธีนี้หลังจากเตรียมดินแล้วจึงทำร่องลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ให้เป็นแถวโดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 20-25 เซนติเมตร นำเมล็ดพันธุ์ผสมกับทราย แล้วทำการโรยหรือหยอดเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 20 วัน หรือต้นกล้ามีใบ 4-5 ใบ จึง่ทำการถอนแยกในแถว โดยพยายามจัดระยะระหว่างต้นให้ห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

    การดูแลรักษา

    การให้น้ำ  เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างพึงพอและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอยหรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้

            การใส่ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นการเร่งการเจริญเติบโตทางใบและก้านใบให้เร็วขึ้น หรือใช้ปุ๋ยสูตร 20-11-11 หรือสูตรใกล้เคียง ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการราดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้าง

            สำหรับการพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรทำให้ระยะแรกพร้อมกับการถอนแยก

    การเก็บเกี่ยว

    อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดเขียวกวางตุ้งค่อนข้างเร็ว คือ ประมาณ 35-45 วัน การเก็บเกี่ยวโดยเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ตามต้องการ แล้วใช้มีดคมดๆ ตัดที่โคนต้ แล้วทำการตัดแต่งใบนอกที่แก่หรือใบที่ถูกโรคหรือแมลงทำลายออก หลังจากตัดแต่งแล้วจึงบรรจุภาชนะเพื่อส่งจำหน่ายตลาดต่อไป

            สำหรับการเก็บรักษา เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักอวบน้ำ ดังนั้นการเก็บรักษาจึงควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำประมาณศูนย์องศาเซลเซียสที่ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 3 สัปดาห์



    20/6/2554 15:19:00

     
    วิธีเริ่มต้นเลี้ยงไก่ไข่

                ผู้เลี้ยงที่ยังไม่มีความรู้ความชำนาญงานประเภทนี้ ควรเริ่มต้นหัดเลี้ยงด้วยไก่จำนวนน้อย เพื่อศึกษาหาความรู้ความชำนาญเสียก่อน สำหรับผู้ที่มีความรู้ความชำนาญแล้ว อาจเริ่มต้นเลี้ยงตามขนาดของทุนและสถานที่ ถ้าเริ่มต้นด้วยไข่ฟัก หรือลูกไก่ ก็ย่อมลงทุนถูก หากเริ่มต้นด้วยไก่ใหญ่ ก็อาจะต้องใช้ทุนมากขึ้น โดยทั่วไปผู้เลี้ยงอาจเริ่มจากระยะไหนก็ได้ อาทิเช่น

              1. เริ่มต้นด้วยการเลี้ยงลูกไก่อายุ 1 วัน เป็นวิธีที่มีผู้เลี้ยงนิยมกันมากเนื่องจากทุนน้อย ผู้เลี้ยงสามารถเลี้ยงไก่ได้ตลอดเวลาด้วยตัวเอง สามารถที่จะดูแลเอาใจใส่ได้อย่างเต็มที่ ได้รู้ประวัติของไก่ทั้งฝูงตลอดเวลา จึงทำให้ได้ฝึกฝนการเลี้ยงไก่และมีความมั่นใจในการเลี้ยงไก่มากขึ้น แต่การเลี้ยงแบบนี้ต้องใช้เวลานานกว่าไก่จะให้ไข่ เพราะต้องเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเป็นงานที่ยุ่งยากและใช้ความชำนาญค่อนข้างสูง อีกทั้งยังต้องเสี่ยงต่อการตายของไก่ในระยะแรกๆ และจะต้องรอไปอีกเป็นเวลาอย่างน้อยถึง 22 สัปดาห์ ไก่จึงจะเริ่มให้ไข

              2. เริ่มต้นด้วยการเลี้ยงไก่รุ่นอายุ 2 เดือน เป็นวิธีที่นิยมกันในปัจจุบัน โดยการที่ผู้เลี้ยงซื้อไก่รุ่นอายุ 6 สัปดาห์ - 2 เดือน มาจากฟาร์มหรือบริษัทที่รับเลี้ยงลูกไก่ เนื่องจากลูกไก่ในระยะนี้ราคายังไม่แพงมากนัก และสามารถตัดปัญหาในเรื่องการเลี้ยงดูลูกไก่และการกกลูกไก่ การเลี้ยงไก่รุ่นอายุ 2 เดือนนี้ มักจะให้อาหารที่มีคุณภาพค่อนข้างต่ำ ราคาถูก การเลี้ยงดูก็ไม่ต้องใช้ความชำนาญมากนัก ผู้ที่เริ่มต้นเลี้ยงไก่เป็นครั้งแรก จึงสมควรเริ่มเลี้ยงด้วยวิธีนี้

              3. เริ่มต้นด้วยการเลี้ยงไก่สาว เป็นวิธีที่ผู้เลี้ยงไก่เป็นอาชีพหรือเพื่อการค้านิยมกันมาก เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยงดูไก่เล็กหรือไก่รุ่น นอกจากนี้โรงเรือนก็สร้างไว้เฉพาะกับไก่ไข่เท่านั้น แต่การเลี้ยงไก่วิธีนี้ต้องลงทุนสูง ผู้เลี้ยงจะต้องรู้จักฟาร์มที่ผลิตไก่สาวเป็นอย่างดี ต้องสอบถามถึงประวัติของฝูงไก่สาวที่นำมาเลี้ยงเสมอ เพราะช่วงที่ไก่ยังเป็นลูกไก่และไก่รุ่นผู้เลี้ยงไม่สามารถรู้ประวัติของฝูงไก่สาวที่จะนำมาเลี้ยงได้




    20/6/2554 15:17:00

     
    เลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์

    เงินลงทุน

                 ประมาณ 8,000 บาท ต่อการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ 4 บ่อ

    รายได้

                 ครั้งแรก 16,000 - 24,000 บาท

    วัสดุ/อุปกรณ์

                 แม่พันธุ์-พ่อพันธุ์กบ ไม้ไผ่ทำแพหรือแผ่นโฟมทางมะพร้าว บ่อซีเมนต์ อาหารเม็ดสำหรับเลี้ยงลูกกบและกบโต

    แหล่งจำหน่ายพันธุ์กบ


                ฟาร์มเลี้ยงกบทั่วไป

    วิธีดำเนินการ

              1. การเลี้ยงกบควรเลือกพื้นที่เป็นที่สูงหรือที่ดอน มีลักษณะราบเสมอ ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำ แต่ควรให้ห่างจากถนนเพื่อป้องกันเสียงรบกวน

              2. สร้างบ่อซีเมนต์ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร สูง 1 เมตร เพื่อใช้เพาะพันธุ์กบ จำนวน 1 บ่อ และสร้างบ่อขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร จำนวน 3 บ่อ โดยก่อแผ่นซีเมนต์และฉาบด้วยปูนซีเมนต์ ปูนที่ฉาบควรหนาเป็นพิเศษ ตรงส่วนล่างที่เก็บขังน้ำสูงจากพื้น 1 ฟุต พื้นล่างเทปูนหนาเพื่อรองรับน้ำ และมีท่อระบายน้ำอยู่ตรงส่วนที่ลาดที่สุด

             3. พันธุ์กบที่จะเพาะเลี้ยง ควรเลือกกบนา เพราะเจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยมของผู้บริโภค กบนาตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย เมื่อจับพลิกหงายขึ้นจะเห็นกล่องเสียงอยู่ใต้คางแถวมุมปากส่วนตัวเมียมองไม่เห็นกล่องเสียง

    การเพาะพันธุ์กบ

                 ล้างบ่อซีเมนต์ให้สะอาด ใส่น้ำลงไปให้ได้ความลึกประมาณครึ่งฟุต แล้วหาวัชพืชน้ำมาใส่ไว้เพื่อให้ไข่กบเกาะ จากนั้นนำพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์กบ 1คู่มาใส่ไว้รวมกันประมาณ 2-3 คืน กบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลา 04.00-06.00 น. เมื่อเห็นว่ากบออกไข่แล้วให้นำพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ออกจากบ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้แพไข่แตก



    20/6/2554 15:15:00

    http://www.google.co.th/#hl=th&q=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9&oq=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87&aq=1&aqi=g10&aql=&gs_sm=c&gs_upl=27095l28001l0l4l3l0l0l0l1l391l1016l2-1.2l3&fp=77d773f02b9edd95&biw=1419&bih=725

    20/6/2554 15:14:00

     

    การเลี้ยงปลาทอง

    1. ลักษณะทั่วไป  เป็นปลาน้ำจืดมีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ที่เป็นราชาแห่งปลาทองได้แก่ปลาทองพันธุ์หัวสิงโต
    2. ชาติแรกที่ทำการเลี้ยงปลาทองและเพาะผสมพันธุ์  ได้แก่ชาวจีนประมาณปี  1161-1550  ในหมู่ของขุนนางและในราชสำนัก
    3. การเลี้ยงปลาทองดังกล่าวเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง  มีสีสดใสต้องคำนึงถึงสถานที่เลี้ยงและภาชนะ  ที่ยอมรับโดยทั่วไปก็จะเป็นอ่างซีเมนต์และตู้กระจกสี่เหลี่ยม  ควรเลือกตู้กระจกที่ที่มีขนาดบรรจุน้ำจำนวน  40  ลิตรเป็นอย่างน้อย  โดยใช้เลี้ยงปลาขนาดกลางจะได้ประมาณ  12  ตัวเพื่อให้มีที่ว่างมากพอเพื่อตกแต่งให้เป็นธรรมชาติและติดตั้งปั๊มอากาศ  อื่นๆอีกตามต้องการ
    4. การเลี้ยงปลาทองในบ่อหรืออ่างนอกบ้าน
      การเพาะเลี้ยงปลาทองแบบนี้ต้องคำนึงถึงแสงสว่าง  ไม่เป็นที่อับแสง  หากแสงมากเกินไป
      ควรใช้ตาข่ายกรองแสงประมาณ  60% ปิดปากบ่อ
      บ่อไม่ควรอยู่ใกล้แหล่งสารเคมีที่มีพิษ
      บ่อไม่ควรอยู่ตรงชายคาน้ำตก  ควรระวังศัตรูปลา  เช่นแมว  นก
      บ่อเลี้ยงควรสร้างให้ลาดเอียง  เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำออกให้หมด

    5. การให้อาหารปลาทอง
      อาหารสำเร็จรูป  ควรให้อาหารวันละ  1 – 2  ครั้ง
      อาหารเสริม
      อาหารธรรมชาติ  เช่นลูกน้ำ  หนอนแดง  ฯลฯ


    20/6/2554 15:00:00

    http://www.farmkaset.org/contents/default.aspx?content=00384

    20/6/2554 14:56:00

    http://web.ku.ac.th/agri/rose/menu.htm

    20/6/2554 14:54:00

    http://www.thainame.net/weblampang/wang/index_files/Page415.htm

    20/6/2554 14:49:00

     


     

    ไม้ประดับออนไลน์ดอทคอม ศูนย์ไม้ดอกไม้ประดับออนไลน์นำเสนอบทความสาระความรู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับและการจัดสวน,ไม้ดอก,
    ไม้ใบ,ไม้ยืนต้น,ไม้มงคล,ไม้จัดสวน,อุปกรณ์ตกแต่งสวน แหล่งแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ แหล่งซื้อขายไม้ดอกไม้ประดับ


     
    หมวดพรรณไม้ดอกไม้ประดับ
    แนะนำไม้ประดับ 
    ดอกลีลาวดี
     

                ีลาวดี 
    ลีลาวดี เป็นไม้ยืนต้น มีขนาดจากที่เป็นพุ่มเตี้ยแคระสูง
    ประมาณ0.6 เมตร จนถึงต้นใหญ่มากอาจที่สูงได้ถึง
    12 เมตร ลำต้นแผ่กิ่งก้านสาขาและพุ่มใบสวยงาม
    มีน้ำยางขนสีขาวเป็นพันธุ์ไม้ที่สลัดใบในฤดูแล้ง
    ก่อนที่จะผลิดอกผลิใบรุ่นใหม่ชนิดและพันธุ์

    ดูรายละเอียดทั้งหมด >> คลิกที่นี่

     
    แกลอรี่รูปไม้ดอกไม้ประดับ
     
    รวมรูปดอกชงโค
    ดอกชงโค (15รูป)

     
    รวมรูปดอกสุพรรณิกาดอกลา
    ดอก บีป (15รูป)

     
    รวมรูปดอกนนทรี
    ดอกนนทรี(15รูป)

     
    รวมรูปดอกสุพรรณิกาณ์ดอกซ้อน
    ดอกสุพรรณิกาณ์ (15รูป)

     
    รรวมรูปดอกทองกวาว
    ดอกทองกวาว(15รูป)

     
    รวมรูปดอกพวงโกเมน
    ดอกพวงโกเมน ( 9 รูป)

     
    ใบสวยชุด1(10)
    ใบสวยชุด2(8)
    ใบสวยชุด3(10)
    ใบสวยชุด4(10)
    ใบสวยชุด5 (10)
      ดอกสวยชุดที่1(10)
    ดอกสวยชุดที่
    2(10)
    พุทธรักษา(10)
    ครีสต์มาส(10)
    ว่านสี่ทิศ
    (6)
      ใบสวยชุดุ6 (12)
    หน้าวัว(24)

    ชวนชม (20)
    เบญมาศ (10)

    แกลอรี่รูปสวนสวย
      รวมรูปสวนสวย สวนในบ้าน สวนน้ำ ม่านน้ำ กำแพงน้ำไหล ทางเดินชมสวน มุมพักผ่อนในสวน
    สวนสวยริมบ้าน
    สนามหญ้า น้ำตก น้ำพุ

     
    สวนในบ้าน

    รูปสวนในบ้าน

     
    สวนน้ำ

    รูปสวนน้ำ

     
    สวนน้ำ

    รูปม่านน้ำ น้ำไหล





    บทความสาระน่ารู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ
    ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ประดับ
    ดินสำหรับปลูกเลี้ยงไม้ประดับ
    กระถางที่ไช้ไม้ประดับ
    โรค แมลงและการป้องกันกำจัด
    การขยายพันธุ์
    การเลือกซื้อไม้ประดับ
    ข้อแนะนำในการปลูกเลี้ยงไม้ประดับภานอกอาคาร
    ข้อแนะนำในการปลูกเลี้ยงไม้ประดับภายในอาคาร
    เมื่อต้นไม้ของคุณจะต้องเปลี่ยนกระถางแล้ว

                            บทความ
    ทั้งหมด 42 หัวข้อ >> คลิกที่นี่
    บทความสาระน่ารู้เกี่ยวกับการจัดสวน

    สวนสวย
      สวนสวยช่วยประหยัดพลังงาน
     การจัดสวนภายในบ้านพักอาศัย
     
    การตกแต่งบริเวณดว้ยไม้ประดับ
    การออกแบบและจัดตกแต่งสวน
    การใช้ไม้ประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน
    การเลือกสีสันไม้ประดับในการจัดสวน
    ปลูกไม้มงคลเสริมโชควาสนาตามปีเกิด 

         บทความทั้งหมด 10 หัวข้อ  >>  คลิกที่นี่
    หางาน | สมัครงาน | งานราชการ | งาน Part-Time | งาน | สมัคงาน | รับสมัครงาน | ตำแหน่งงานว่าง | งานกรุงเทพ | งานเชียงใหม่ | งานชลบุรี | งานภูเก็ต | งานภาคกลาง | งานภาคเหนือ | งานภาคใต้ | งานภาคตะวันออก | งานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ JobTH.com
    เว็บบอร์ดไม้ประดับ
    เว็บบอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับและการจัดสวนเชิญสมาชิกตั้งคำถามแบ่งปันความรู้ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ร่วมกันถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการไม้ดอกไม้ประดับ
      กล้วยไม้  กล้วยไม
    บอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้
      ไม้ดอก  ไม้ดอก
    บอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับไม้ดอก
               
      ไม้ใบ   ไม้ใบ
    บอร์ดไม้ใบ,ไม้ใบประดับ
      สวนสวยและการจัดสวน  สวนสวยและการจัดสวน
    บอร์ดสวนสวยและการจัดสวน
        ุ์      
      การปลูกดูแลรักษาปัญหาไม้ดอกไม้ประดับ การปลูกดูแลรักษา ปัญหา ศัตรูพืช โรค
    บอร์ดการปลูกดูแลรักษา ปัญหา ศัตรูพืช โรค การขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ
      พรรณไม้   พรรณไม้
    บอร์ด พรรณไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ
               
      ดอกอะไร,ต้นอะไร ดอกอะไร,ต้นอะไร
    บอร์ดโพสต์ดอกไม้ต้นไม้เพื่อสอบถามชื่อ
      โพสต์รูปดอกไม้ โพสต์รูปดอกไม้
    เชิญเพื่อนๆสมาชิก โพสต์รูปดอกไม้ โชว์ดอกไม้สวยๆให้ชมกันครับ
               
      ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ
    เชิญเพื่อนๆ พาเที่ยว ป่าเขาลำเนาไพร ธรรมชาติ ฯลฯ
      สมุนไพร สมุนไพร,พืชผักสมุนไพร
    บอร์ดแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร
               
      บอร์ดธรรมะ บอร์ดธรรมะ
    บอร์ดธรรมะ มุมสงบของชีวิต ..
      ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อน
    ภาวะโลกร้อน สาระความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน
               
      อื่น อื่นๆไม่เข้าพวก
    บอกต่อ แจ้งข่าว และ กระทู้นอกเรื่อง อะไรก็ได้ครับเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับแต่ไม่เข้าพวก
      เว็บบอร์ดไม้ดอกไม้ประดับ

    ดูเว็บบอร์ดไม้ประดับออนไลน์ทั้งหมด
    เว็บบอร์ดไม้ดอกไม้ประดับทุกหัวข้อ



    20/6/2554 14:47:00

    จำหน่าย,ขายต้นไม้ดอกหอม,ต้นไม้ให้ร่มเงา,ใบสวย,พันธุ์ไม้หายาก ,เช่น,ไม้ดอกหอม,จำปีดอกขาว,จำปีดอกนวน จำปีสิรินธร พยอม บุนนาค ลำดวล ปีบ โมกหลวง คำมอกหลวง โมกป่า สารภี และต้นไม้ให้ร่มเงา ดอกสีสวย เช่น แคนา ทองกวาง จิกน้ำ กระพี้จั่น แดงพยุง ประดู่แดง โพธิ์ ไทร

       
             
       
    SD พันธุ์ไม้
    จำหน่ายไม้ล้อม ไม้ป่า ไม้จัดสวน ไม้มงคล ไม้สวนน้ำ เราคัดไม้เต็มฟอร์มทุกต้น
    สนใจติดต่อคุณจอห์น 083-197-8105 คุณเหมียว 02-585-7516 แฟกซ์ 02-912-8772 ออฟฟิศเลขที่ 126/23 ซ.ไสวสุวรรณ ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
    สวนไม้ล้อมอยู่จังหวัดสระบุรี

    แคนา
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,800.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    กระพี้จั่น
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 18,800.-
    จิกน้ำ
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,600.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 9,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    ทองกวาว
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,400.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    ประดู่ป่า
    4นิ้ว ราคาต้นละ 700.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    ประดู่แดง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ8,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นลัละ22,000.-
    แดงพยุง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2.000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 16,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 20,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 35,000.-
    อินทนิน
    4นิ้ว ราคาต้นละ 700.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 1,800.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    คูณ
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    ปีป
    4นิ้ว ราคาต้นละ 800.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 20,000.-
    ปีปทอง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    มะฮอกกานี
    4นิ้ว ราคาต้นละ 750.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,400.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    เฉลา
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,800.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    กันเกรา
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 25,000.-
    หูกระจง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 10,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    กัลปพฤกษ์
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8-9นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    ชัยพฤกษ์
    4นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 5,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8-9นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    พยอม
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 16,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 20,000.-
    ชุมแสง
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 10,000.-
    จำปีดอกขาว
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    จำปีดอกนวล
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    จำปีสิรินธร
    5นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    ลำดวล
    4นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 5,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    โมกหลวง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    คำมอกหลวง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    สาระ
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.
    7นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    สาระภี
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 35,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 60,000.-
    บุหงาสาลี่
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    บุญนาค
    4นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    5นื้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    น้ำเต้า
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-

    สนใจติดต่อได้ที่ คุณจอห์น โทร.02-5857516 หรือ มือถือ. 083-1978105ฏ
    ราคา: 0  
    สภาพสินค้า: ใหม่ ระยะเวลาการใช้งาน: -
    ประเภทการขาย: ขายปลีก, ขายส่ง, ให้เช่า
    ข้อมูลการส่งสินค้าและการชำระเงิน
    การจัดส่งสินค้า: ไม่จัดส่ง
    รายละเอียดการส่งสินค้า/ นัดรับสินค้า: ส่งเมลขอรูปต้นที่จะซื้อขายกัน
    วิธีการชำระเงิน: แล้วแต่ตกลงกัน
    ข้อมูลผู้ขาย
    ชื่อ: 0831978105 ประเภทผู้ขาย: ร้านค้า/บริษัท
    โทร: 025857516 ประเภทสมาชิก: ไม่เป็นสมาชิก จึงไม่มีข้อมูลบัตรประชาชน
    อีเมล์: คลิกเพื่อส่งเมล์  
    ก่อนโอนเงิน ต้องตรวจสอบ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล เลขที่บัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี ของผู้ขาย จาก google ว่าเคยมีผู้ร้องเรียนหรือไม่
    โดยท่านสามารถตรวจสอบเลขที่บัญชีที่หลอกลวงบางส่วนได้ที่นี่
    ท่านสามารถ ให้ทางเว็บเป็นตัวกลางการโอนเงิน โดยท่านสามารถโอนเงิน มาไว้ที่เว็บก่อน เมื่อได้รับสินค้าแล้ว ทางเว็บจึงจะโอนเงินของท่านให้ผู้ขาย ท่านสามารถอ่านรายละเอียดได้ ที่นี่
    ข้อมูลประกาศ
    หมายเลขประกาศ: 7185698 ประเภทประกาศ: Standard Post
    ลงประกาศเพื่อ: ขาย/ให้เช่า/แลก ลงประกาศเมื่อ: 3 เม.ย. 2551, 20:56:39
    ที่อยู่ผู้ลงประกาศ: จังหวัดสระบุรี » อำเภอแก่งคอย IP ที่ลงประกาศ: 124.121.5.220
    หมวดสินค้า: สวนและต้นไม้ » พันธุ์ไม้
    แก้ไขล่าสุดเมื่อ: 5 เม.ย. 2554, 12:52:02 เลื่อนตำแหน่งล่าสุดเมื่อ: 17 มิ.ย. 2554, 12:29:47
    ประกาศถัดไป|ประกาศก่อนหน้า
     

    จำหน่าย,ขายต้นไม้ดอกหอม,ต้นไม้ให้ร่มเงา,ใบสวย,พันธุ์ไม้หายาก ,เช่น,ไม้ดอกหอม,จำปีดอกขาว,จำปีดอกนวน จำปีสิรินธร พยอม บุนนาค ลำดวล ปีบ โมกหลวง คำมอกหลวง โมกป่า สารภี และต้นไม้ให้ร่มเงา ดอกสีสวย เช่น แคนา ทองกวาง จิกน้ำ กระพี้จั่น แดงพยุง ประดู่แดง โพธิ์ ไทร

       
             
       
    SD พันธุ์ไม้
    จำหน่ายไม้ล้อม ไม้ป่า ไม้จัดสวน ไม้มงคล ไม้สวนน้ำ เราคัดไม้เต็มฟอร์มทุกต้น
    สนใจติดต่อคุณจอห์น 083-197-8105 คุณเหมียว 02-585-7516 แฟกซ์ 02-912-8772 ออฟฟิศเลขที่ 126/23 ซ.ไสวสุวรรณ ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
    สวนไม้ล้อมอยู่จังหวัดสระบุรี

    แคนา
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,800.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    กระพี้จั่น
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 18,800.-
    จิกน้ำ
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,600.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 9,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    ทองกวาว
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,400.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    ประดู่ป่า
    4นิ้ว ราคาต้นละ 700.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    ประดู่แดง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ8,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นลัละ22,000.-
    แดงพยุง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2.000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 16,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 20,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 35,000.-
    อินทนิน
    4นิ้ว ราคาต้นละ 700.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 1,800.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    คูณ
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    ปีป
    4นิ้ว ราคาต้นละ 800.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 20,000.-
    ปีปทอง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    มะฮอกกานี
    4นิ้ว ราคาต้นละ 750.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,400.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,000.-
    เฉลา
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,200.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 1,800.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    กันเกรา
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 25,000.-
    หูกระจง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 10,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    กัลปพฤกษ์
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8-9นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    ชัยพฤกษ์
    4นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 5,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8-9นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    พยอม
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 5,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 16,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    17-18นิ้ว ราคาต้นละ 20,000.-
    ชุมแสง
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 10,000.-
    จำปีดอกขาว
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    จำปีดอกนวล
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 6,500.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 8,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    จำปีสิรินธร
    5นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    ลำดวล
    4นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 5,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    โมกหลวง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    คำมอกหลวง
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 7,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    สาระ
    4นิ้ว ราคาต้นละ 1,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.
    7นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    9นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 18,000.-
    สาระภี
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    12-14นิ้ว ราคาต้นละ 35,000.-
    15-16นิ้ว ราคาต้นละ 60,000.-
    บุหงาสาลี่
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,500.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,500.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,500.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 8,000.-
    10-11นิ้ว ราคาต้นละ 14,000.-
    บุญนาค
    4นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    5นื้ว ราคาต้นละ 12,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 15,000.-
    น้ำเต้า
    4นิ้ว ราคาต้นละ 2,000.-
    5นิ้ว ราคาต้นละ 3,000.-
    6นิ้ว ราคาต้นละ 4,000.-
    7นิ้ว ราคาต้นละ 6,000.-
    8นิ้ว ราคาต้นละ 12,000.-

    สนใจติดต่อได้ที่ คุณจอห์น โทร.02-5857516 หรือ มือถือ. 083-1978105ฏ
    ราคา: 0  
    สภาพสินค้า: ใหม่ ระยะเวลาการใช้งาน: -
    ประเภทการขาย: ขายปลีก, ขายส่ง, ให้เช่า
    ข้อมูลการส่งสินค้าและการชำระเงิน
    การจัดส่งสินค้า: ไม่จัดส่ง
    รายละเอียดการส่งสินค้า/ นัดรับสินค้า: ส่งเมลขอรูปต้นที่จะซื้อขายกัน
    วิธีการชำระเงิน: แล้วแต่ตกลงกัน
    ข้อมูลผู้ขาย
    ชื่อ: 0831978105 ประเภทผู้ขาย: ร้านค้า/บริษัท
    โทร: 025857516 ประเภทสมาชิก: ไม่เป็นสมาชิก จึงไม่มีข้อมูลบัตรประชาชน
    อีเมล์: คลิกเพื่อส่งเมล์  
    ก่อนโอนเงิน ต้องตรวจสอบ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล เลขที่บัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี ของผู้ขาย จาก google ว่าเคยมีผู้ร้องเรียนหรือไม่
    โดยท่านสามารถตรวจสอบเลขที่บัญชีที่หลอกลวงบางส่วนได้ที่นี่
    ท่านสามารถ ให้ทางเว็บเป็นตัวกลางการโอนเงิน โดยท่านสามารถโอนเงิน มาไว้ที่เว็บก่อน เมื่อได้รับสินค้าแล้ว ทางเว็บจึงจะโอนเงินของท่านให้ผู้ขาย ท่านสามารถอ่านรายละเอียดได้ ที่นี่
    ข้อมูลประกาศ
    หมายเลขประกาศ: 7185698 ประเภทประกาศ: Standard Post
    ลงประกาศเพื่อ: ขาย/ให้เช่า/แลก ลงประกาศเมื่อ: 3 เม.ย. 2551, 20:56:39
    ที่อยู่ผู้ลงประกาศ: จังหวัดสระบุรี » อำเภอแก่งคอย IP ที่ลงประกาศ: 124.121.5.220
    หมวดสินค้า: สวนและต้นไม้ » พันธุ์ไม้
    แก้ไขล่าสุดเมื่อ: 5 เม.ย. 2554, 12:52:02 เลื่อนตำแหน่งล่าสุดเมื่อ: 17 มิ.ย. 2554, 12:29:47
    ประกาศถัดไป|ประกาศก่อนหน้า
    ต้นไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ

    ต้นไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ

    ต้นลำดวน


    ชื่อทั่วไป  -  ลำดวน

    ชื่อสามัญ -  Devil Tree, White Cheesewood

    ชื่อวิทยาศาสตร์  -  Melodorum fruticosum Lour.

    วงศ์  - ANNONACEAE

    จัดอยู่ในจำพวก -  พืชใบเลี้ยงคู่

    ชื่ออื่นๆ - ลำดวน , หอมนวล

    ถิ่นกำเนิด - ถิ่นกำเนิดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

    ประเภท -  ไม้ยืนต้น

    รูปร่างลักษณะ
    -  ไม้ต้น สูง 18- 20 เมตร เรือนยอดรูปกรวย
    -  ใบ เดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้าง 2.5 – 4 เซนติเมตร ยาว  5 –11.5 เซนติเมตร ปลายและโคนแหลม
    -  ดอก สีนวล  กลิ่มหอม ออกเดี่ยวตามง่ามใบ กลีบดอกหนา ชั้นนอก 3 กลีบแผ่ออก ชั้นใน 3 กลีบหุบเข้าหากัน เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ออกดอกตลอดปี ออกมากช่วงเดือนตุลาคม
    -  ผลสีเขียวอ่อน ยาว ปลายมน โคนผลแหลม ผิวเรียบเกลี้ยง

    การขยายพันธุ์ -  ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง

    สภาพที่เหมาะสม - ดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง

    ประโยชน์ - ดอกมีกลิ่นหอม นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกแห้งปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ลมวิงเวียน 



    20/6/2554 14:40:00

    http://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5&hl=th&biw=1419&bih=725&prmd=ivns&source=lnms&tbm=isch&ei=Ovn-TcaVBc_irAeUzozWDw&sa=X&oi=mode_link&ct=mode&cd=2&ved=0CBgQ_AUoAQ

    แก้ไขล่าสุดเมื่อ 20/6/2554 14:24:00

     

    แนะนำบทเรียน

     

    สวัสดีครับนักเรียนทั้งหลาย บทเรียนที่ท่านได้เห็นนี้คือ แบบฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนทักษะการใช้แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ สร้างขึ้นมาในระบบ Webbase เพื่อให้เป็น Web Base Instruction( WBI ) สร้างความสะดวกในการเข้าถึงโปรแกรมช่วยฝึก โดยไม่ต้องมีโปรแกรมติดตั้งไว้ที่ตัวเครื่อง อีกทั้งยังให้ความสะดวกในการฝึกพิมพ์จากที่ไหนก็ได้ขอเพียงสามารถ Online Internet ได้ก็เพียงพอ

    แบบฝึกที่ท่านเห็นนี้ แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือแบบฝึกภาษาไทย ประกอบด้วยแบบฝึก 12 บท และส่วนที่สองคือแบบฝึกภาษาอังกฤษประกอบด้วยแบบฝึก 14 บท ทั้งสองส่วนนี้มีบทแยกย่อยลงไปเมื่อให้ผู้เรียนสามารถฝึกฝนในหัวข้อที่ตนเองต้องการได้ แต่จริงแล้ว บทเรียนนี้ออกแบบมาให้เป็นไปตามลำดับขั้น ผู้ใช้สามารถฝึกฝนไปตามลำดับเริ่มต้นตั้งแต่บทเรียนพื้นฐานบทที่ 1 ไปเรื่อย ๆ จนถึงบทสุดท้าย

    ตอนนี้ผมได้ปรับปรุงแก้ไขให้สามารถใช้งานได้กับ IE version 8.0 ได้อย่างถูกต้องแล้วนะครับ หากมีคำแนะนำติชมอะไร email ที่ tam_boon@hotmail.com พร้อมรับคำแนะนำเพื่อปรับปรุงต่อไปครับ

    เลือกบทเรียนแป้นพิมพ์ภาษาไทย
    บทที่ 1 แป้น "ฟ ห ก ด ่ า ส ว"
    บทที่ 2 แป้น "เ ้  ง"
    บทที่ 3 แป้น "พ ะ  ี   ั  ำ ร"
    บทที่ 4 แป้น "อ   ิ ท   ื แ ม"
    บทที่ 5 แป้น "ไ ป น ใ ๆ ผ ย"
    บทที่ 6 แป้น "บ ล ฝ"
    บทที่ 7 แป้น "ถ ภ ค ต ึ ุ "
    บทที่ 8 แป้น "จ ข ช - /"
    บทที่ 9 แป้น "โ ฌ ็  ๋ ฑ ธ   ๊ ณ"
    บทที่ 10 แป้น "ฎ ฏ ษ ฆ " ศ ฯ"
    บทที่ 11 แป้น "ฮ ฉ ฒ   ู   ์ ?"
    บทที่ 12 แป้น "ฤ ( ) ฬ ซ ญ ฦ ฐ"
    เลือกบทเรียนฝึกแป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษ
    บทที่ 1 แป้น "a s d f j k l ;"
    บทที่ 2 แป้น "e g u ."
    บทที่ 3 แป้น "r h o ,"
    บทที่ 4 แป้น "t c i m :"
    บทที่ 5 แป้น "w v y o"
    บทที่ 6 แป้น "q n x /"
    บทที่ 7 แป้น "b ? z -"
    บทที่ 8 แป้น "1 2 3 4"
    บทที่ 9 แป้น "7 8 9 0"
    บทที่ 10 แป้น "5 6"
    บทที่ 11 แป้น "( ) #"
    บทที่ 12 แป้น "$ & %"
    บทที่ 13 แป้น "+ = ' ""
    บทที่ 14 แป้น "@ *"


    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 31.2ms