สำหรับวัตถุประสงค์ ก็เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะเกี่ยวกับกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถปฏิบัติงานเฝ้าระวังการละเมิดกฎหมายฯ และป้องปรามการกระทำผิดตามกฎหมายฯ และเพื่อให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบังคับใช้กฎหมายฯ ทั้งนี้สืบเนื่องจากการอบรมครั้งแรก(นิติกรใหม่และนวก.สธ.ทั้ง 12 เขต)เมื่อเดือนสิงหาปี 52 สำนักฯ แอลกอฮอล์เห็นว่าประสบความสำเร็จกระมังครับ เพราะในการอบรมครั้งแรกนั้นเหล่านิติกรใหม่ทั้งหลายได้พยายามหาความรุ้จากทุกซอกมุม เช่นเมื่อวิทยากรบรรยายเสร็จแล้วเราไม่ยอมให้กลับง่ายๆครับ เรานั่งคุยจนดึกดื่น แม้กระทั่งข้าวต้มตอนสามทุ่มท่านวิทยากรยังไม่ได้กินเลยครับ ท่านเห็นว่าน้องๆ สนใจจริงจัง จึงปล่อยให้ซักถามได้โดยไม่มีเม้ม ทางผู้อบรมเสนอให้มีการจัดอบรมรูปแบบนี้อีกเนื่องจากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงาน บ้างก็อยากให้จัด 3 เดือน/ครั้ง 6 เดือน/ครั้ง 1 ปี/ครั้ง ได้ข้อสรุป 1 ปี/ครั้ง ทุกคนเห็นดีเห็นงามตามหมอ(สมาน) จึงเป็นที่มาของการอบรมครั้งนี้แล วันแรกของการอบรมต่างคนต่างทักทายกันประสาคนไม่ได้พบกันเป็นปีอะนะครับ บ้างมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ(โดยเฉพาะเขต 5) ทางชีวภาพ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้หลังจากครบ 1ปีของการทำงานของเหล่านิติกร คือประสบการณ์ความรู้ที่เพิ่มขึ้นและแตกต่างกันออกไป การอบรมเริ่มจากความรู้เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ความรู้เกี่ยวกับโทษ พิษภัยและผลกระทบ การทบทวนความรู้ขั้นตอนและวิธีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นศาล ต่อมาก็มีการนำเสนอการดำเนินงานเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในส่วนกลางและภูมิภาค แนวทางการปฏิบัติงานโดยรวมก็จะคล้ายกันเป็นไปตามหลักการวิธีปฏิบัติ แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้จากการนำเสนอนี้คือประสบการณทำงานและกลยุทธ์ของแต่ละพื้นที่ ที่มีความแตกต่างกันไป บางพื้นที่ก็น่าทึ่งที่ทำได้อย่างนั้น บางพื้นที่ก็ทึ่งเราเช่นกัน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ดี ที่เป็นประโยชน์นั้นมีอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับพื้นที่จะนำไปประยุกต์ ปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตนเองอย่างไร และเมื่อกระทำแล้วก็จะเกิดประสบการณ์และกลยุทธ์ใหม่ขึ้นเรื่อยๆครับ หลังจากรับฟังการนำเสนอแล้ว ก็ได้ทดลองใช้ความรู้ในทันทีเลยครับ ช่วงค่ำมีการฝึกปฏิบัติการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายฯ โดยมีการแบ่งทีมและให้โจทก์ มา แต่ละทีมก็ประชุมวางแผนการปฏบัติกันอย่างขมักเขม้น เพราะไปสถานที่จริงครับต้องวางแผนเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับทีมผมได้โจทก์ พบการขายเครื่องดื่มฯ ในปั๊มแก๊ส ก็ได้วางแผนเตรียมพร้อมเรียบร้อยครับ แต่!!! มีข้อมูลเพิ่มมาในขณะนั้นว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะการขายของปั๊มนี้ไม่ได้วางโชว์ขายครับ แต่แช่อยู่ในตู้เย็นทึบหรือตู้เย็นบ้าน มีเฉพาะผู้ใช้บริการประจำเท่านั้นจึงจะรู้หรือสังเกตดีๆจึงเห็น ข้อเท็จจริงก็เปลียนไปทันที เป็นเรื่องท้าทายขึ้นมาเยอะครับ เราจึงต้องวางแผนกันใหม่ ผมเสนอให้ใช้วิธีล่อซื้อ ไม่ใช่การล่อซื้ออย่างของตำรวจครับ เพียงแต่ไปขอซื้อดื้อๆ นี่แหล่ะครับ แต่ต้องแนบเนียนหน่อย และแล้วทีมก็ได้ตัวนักแสดงเสี่ยงตายครับ นั่นก็คือ...กระผมเองครับ เหตุผลอยากเสนอดีนักกับไม่มีใครหน้าตาเหมาะกว่านี้แล้ว อ้าว!! (ดูขี้เหล้าเมายาซะงั้น)และช่างภาพซ่อนกล้อง แท้จริงแล้วเป็นอุบายของกระผมเองแหละครับคือคิดว่าเป็นการฝึกปฏิบัติสถานที่จริง ร่วมกับสำนักฯ และเขตอื่น ก็อยากจะปฏิบัติด้วยตัวเอง เพื่อรับคำแนะนำและเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตัวเอง ก็สมดังตั้งใจครับเมื่อสถานการณ์จริงกับการวางแผนไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ คือสถานการณ์ตรึงเครียดกว่าวางแผนไว้ครับ แต่สิ่งที่ทำให้สามารถแก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที คือการวางแผนไว้แก้ไขสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ครับซึ่งทีมก็วางแผนสำหรับเรื่องนี้ไว้ด้วย เรื่องมีอยู่ว่า เราปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวครับ รถตู้จอดเติมแก๊ส(เติมจริงครับ)เหล่านักท่องเที่ยวหนุ่มสาวก็ลงจากรถแยกย้ายทำกิจธุระส่วนตัว ส่วนผมกับมือซ่อนกล้องก็ปรี่เข้าร้านค้าถามหาเบียร์ มีค่ะ! เอา 4 กระป๋องครับ(ได้ที) แม่ค้าก็เปิดตู้ทึบนั้นออก พบกับสิ่งที่ต้องการ เมื่อให้สัญญาณมีการบันทึกภาพแล้ว ทีมก็แสดงตัวตามบทบาทของแต่ละคน ตั้งแต่จดบันทึก ถ่ายภาพ สังเกตการณ์ รวบรวมหลักฐาน เป็นต้น สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น(แต่วางแผนไว้)แม้ค้าสวมบทบาทโวยวายยกใหญ่ รู้จักคนนั้นคนนี้ คนใหญ่คนโตเต็มไปหมด คนที่มาเติมแก๊สก็เริมหันมองเยอะขึ้น เราจึงต้องเผด็จศึก!!! เพื่อควบคุมสถานการณ์ เพราะใช้ทุกวิถีทางแล้วแม่ค้าก็ยังไม่หยุด นั่นคือสวมบทแม่ค้าด้วยเอ้า!! ได้ผลครับ เราควบคุมสถานการณ์ได้โดยอาศัยคุณแม่ค้าจากหลายพื้นที่ช่วยกัน รุม!! ไม่ใช่ครับช่วยกันอธิบาย ชี้แจง เมื่อเห็นว่าได้รับชัยชนะ!! ไม่ใช่อีกนั่นแหละครับ เห็นว่าเข้าใจดีแล้ว จึงรีบขึ้นรถออกจากปั๊มในทันที...
สมัคร เสนาสังข์ เล่าเรื่อง
คู่มือ..แผนที่..ลิ้นจี่..อัมพวา
บันทึกโดย..ธีรศักดิ์ พรหมพันใจ
ผมว่าทุกท่านที่เห็นชื่อเรื่องแล้วก็คงจะงงๆ ว่าคืออะไร… ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน จริงๆ แล้วผมเองก็ไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรดี ที่จะสื่อเนื้อหาที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟัง
เรื่องมีอยู่ว่า... ช่วงวันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดีๆ กับเหล่ากัลยาณมิตรที่มาจากหลายภาคส่วนและจากหลายพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ด้วยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ประสานเครือข่ายเมืองแก จังหวัดสุรินทร์ ว่าให้หาทีมที่มีประสบการณ์เรื่องแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ไปช่วยกันจัดทำคู่มือแผนที่ฯ ฉบับการ์ตูนสำหรับให้แกนนำชุมชน พี่แป๋ง (อวยพร พิศเพ็ง: สอ.เมืองแก) จึงได้ส่งชื่อผมร่วมไปกับทีมด้วย ซึ่งมีทั้งหมด 4 คน นอกจากผมกับพี่แป๋งแล้ว ก็มีพี่อิ๋ว (จุฑาทิพ ต่อยอด) จาก สสจ.สุรินทร์ แล้วก็พี่รี (พัชรี บุญมี) ประธาน อสม. เมืองแก
ผู้จัดเลือกรีสอร์ทเล็กๆ แห่งหนึ่งในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นสถานที่ประชุม เราวางแผนเดินทางไปล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน เผื่อมีเวลาแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวแถวนั้นก่อน โดยส่วนตัวผมเองยังไม่เคยไปที่อัมพวา เราไปถึงที่นั่นช่วงบ่ายแก่ๆ และก็ได้พี่กุ้ง (เพื่อนพี่อิ๋ว) เจ้าถิ่นอยู่ที่อัมพวาพาพวกเราเที่ยว
สมุทรสงครามเป็นจังหวัดเล็กๆ มีเพียง 3 อำเภอ แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง เราใช้เวลาก่อนค่ำแวะชมสถานที่ต่างๆ ได้ไม่มากนัก จากนั้นเราไปต่อกันที่ตลาดน้ำอัมพวา (ตลาดเย็น) ตลาดแห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ นักท่องเที่ยวเยอะมาก เป็นตลาดน้ำบรรยากาศแบบย้อนยุค ของซื้อของขายละลานตา ทั้งของกิน ของที่ระลึก โดยเฉพาะเสื้อยืดที่มีข้อความเกี่ยวกับอัมพวา มีให้เลือกหลายแบบ แต่ละคนก็ได้ของฝากติดไม้ติดมือมากันคนอย่างสองอย่าง แล้วก็กลับเข้าที่พัก
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของสถานที่จัดประชุม “บ้านสวนสายน้ำ” เป็นรีสอร์ทเล็กๆ ในตำบลบางนางลี่ ซึ่งแต่เดิมเป็นสวนลิ้นจี่ แล้วสร้างเรือนพักรับนักท่องเที่ยว ที่นี่จึงร่มรื่นด้วยต้นลิ้นจี่ เจ้าของบอกว่าในช่วงที่เราไป ปกติจะมีผลออกให้เห็นเต็มต้น แต่ปีนี้อากาศไม่เป็นใจทำให้ลิ้นจี่ไม่ติดผล เสียดายจัง..... แต่ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นศาลาริมน้ำที่ใช้เป็นสถานที่ประชุม เป็นศาลาเปิดโล่ง ติดลำคลองที่แยกมาจากแม่น้ำแม่กลอง ทุกเช้าน้ำจะขึ้นเต็มฝั่ง และจะเริ่มลดลงในช่วงบ่าย จนกระทั่งแห้งเห็นโคลนเลนในตอนกลางคืน
การประชุมเริ่มด้วยพิธีเปิดแบบเรียบง่ายโดยท่านรองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พ.ญ.ประนอม คำเที่ยง จากนั้นก็เป็นการทำความรู้จักกัน หลายๆ คนก็คุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้างแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์กันมาแล้ว มากบ้าง น้อยบ้าง และก็มาจากหลายภาคส่วน ทั้งจากเทศบาล สถานีอนามัย ภาคประชาชน นักวิชาการ อสม. จากหลายจังหวัดทั้งสี่ภาค รวมแล้วเกือบสามสิบคน นอกจากนั้น ผู้จัดยังได้ติดต่อให้นักศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร มาช่วยในเรื่องของการออกแบบรูปเล่มและการวาดการ์ตูนประกอบเนื้อเรื่อง
ที่ชอบใจอีกอย่างก็คือบรรยากาศในการประชุม ใครอยากนั่งอยากนอนตรงไหนได้ตามสบาย กระบวนการในสามวันแรก เป็นการช่วยกันคิดหารูปแบบของหนังสือ ด้วยโจทย์ที่ว่า อยากได้หนังสือที่ชาวบ้านเห็นแล้วอยากอ่าน อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ซึ่งก็ได้ความคิดที่หลากหลายพอสมควร จากนั้นเพื่อให้ได้หนังสือที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนต่อมาก็คือ ให้พวกเราลงเรือออกไปสำรวจความคิดเห็น ความต้องการของประชาชน ตามจุดต่างๆ แล้วกลับมาสรุปและช่วยกันสร้างโครงเรื่อง เขียนเนื้อหา ซึ่งที่ประชุมตกลงกันว่าจะแปลงจากประสบการณ์จริงของผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่ง เขียนเป็นเรื่องเล่า มีบทสนทนา โดยให้เนื้อหาบอกถึงขั้นตอนของการทำแผนที่ฯ แปลงเนื้อหาวิชาการเป็นภาษาพูดแบบบ้านๆ ให้เข้าใจง่าย
เราช่วยกัน ทำไป วิจารณ์ไป ปรับกันไป แบบที่เรียกได้ว่าทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้ได้ฉบับร่างที่จะนำไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ผู้จัดเตรียมคาราโอเกะตั้งไว้ให้ร้องคลายเครียด ทำให้บรรยากาศสนุกสนาน เป็นกันเองมากยิ่งขึ้น แบบว่าคนทำก็ทำไป คนร้องก็ร้องไป ใครเหนื่อยก็พัก หรือจะออกมายืนชมหิ่งห้อยที่เกาะอยู่ต้นลำพู มองเห็นอยู่ลิบๆ ริมคลองฝั่งตรงข้าม แต่งานนี้คนที่เครียดที่สุดน่าจะเป็นน้องนักศึกษาที่ต้องรอเนื้อหาจากพวกพี่ๆ เพื่อนำมาวาดรูปประกอบ
ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและประสบการณ์ในการทำหนังสือ ทำให้ใช้เวลาในการจัดทำ ล่วงเลยถึงเช้าวันที่สี่ ซึ่งก็ได้ฉบับร่างที่ยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็ต้องนำไปทดลองให้กลุ่มเป้าหมายได้อ่าน วิจารณ์ และให้ข้อเสนอแนะ เราแบ่งทีมออกเป็น 4 กลุ่มกระจายกันไปตามจุดต่างๆ ในชุมชนตามที่นัดไว้ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยกลุ่ม อสม.ที่เคยทำเรื่องแผนที่ฯ กลุ่มผู้บริหาร/นักวิชาการ กลุ่มประชาชน จากนั้นนำข้อเสนอแนะที่ได้จากแต่ละทีมมารวบรวมเพื่อปรับปรุงให้หนังสือสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะพิมพ์เผยแพร่ต่อไป
ต้องขอขอบคุณผู้จัดและเครือข่ายกัลยาณมิตรสุรินทร์ ที่ให้ผมได้มีโอกาสร่วมประสบการณ์ดีๆ อย่างนี้ นอกจากจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ (รุ่นป้ารุ่นลุง) ยังได้เรียนรู้กระบวนการผลิตสื่อ ได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานด้านแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์จากผู้รู้ทั้งหลาย และต้องขอชื่นชมในเรื่องการเลือกสถานที่ในการจัดประชุม การได้อยู่ในบรรยากาศสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติแมกไม้สายน้ำ หลุดออกจากกรอบผนังห้องสี่เหลี่ยม ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาราชการ ต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเอื้อในการทำงานที่ต้องใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ แม้งานจะหนัก จะเครียด แต่ก็ทำได้อย่างมีความสุข..จริงๆนะครับท่าน...
****************************************
ประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวคิด จริยธรรม และกระบวนการพัฒนา
โครงร่างการวิจัยทางสังคมเพื่อการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม
ณ บ้านผู้หว่าน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม วันที่ 7-11 ธันวาคม 2552
ผู้เล่าเรื่อง วิมลพรรณ กมลเพ็ชร
การประชุมในช่วงที่ 2 (10-11 ธันวาคม 2552) มีทีมรุ่นพี่ (รุ่น 1) มาร่วมประชุมอีก 3 ทีม
จากสคร. 8 นครสวรรค์ เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร, สคร.3 ราชบุรี เรื่องการป้องกันแก้ไขปัญหาโรคติดต่อในตะเข็บชายแดน และ สคร. 11 สงขลา การป้องกันแก้ไขโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชน ทำให้บรรยากาศการประชุมคึกครื้นขึ้นอีกเป็นกอง ทีมรุ่นพี่เล่าถึงการดำเนินงานที่ผ่านมา ปัญหาอุปสรรคในการทำงานและแนวทางการแก้ไขปัญหา หลังจากนั้นก็เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสนุกสนาน ..... อาจารย์ให้ดูวีดีทัศน์อีก 2 เรื่อง เป็นเรื่องของการลดเหล้าในงานศพที่บ้านดงจังหวัดลำปาง และการปรับเปลี่ยนพิธีกรรมที่นาหมื่น จังหวัดน่าน ใช้กระบวนการแก้ปัญหาแบบ PAR ซึ่งแต่เดิมงานศพมีการเสียค่าใช้จ่ายอย่างมากในการเลี้ยงเหล้าเพื่อจัดงานให้สมเกียรติแก่ผู้ล่วงลับและเป็นหน้าเป็นตาให้กับเจ้าภาพ และจากความเชื่อเรื่องการห้ามเผาศพในวันไม่เป็นมงคลหลายวัน บางศพกว่าจะได้เผาต้องรอหลายวัน สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก สร้างความทุกข์ให้กับญาติ เป็นหนี้เป็นสิน และเกิดข้อสงสัยในข้อห้ามที่มีมาแต่โบราณ จึงได้ค้นคว้าหาข้อมูล หารือกันและทดลองปฏิบัติ โดยมีการการันตีจากท่านพระครูว่าหากเผาแล้วเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นก็จะทำพิธีแก้ให้ และงานศพมีคณะ กรรมการคอยออกหน้าเจรจากับแขกที่มาร่วมงานหากมีการขอดื่มเหล้าในงาน มีทั้งเสียงต่อต้านคัดค้าน และสนับสนุน จนในที่สุดก็สามารถลดค่าใช้จ่ายในงานศพได้ด้วยการไม่เลี้ยงเหล้าในงานศพ และปรับพิธีกรรมด้วยการลดวันที่ไม่เป็นมงคลลง เกิดการขยายต่อยอดลดค่าใช้จ่ายงานศพด้วยการช่วยกันทำโลงศพ และปราสาทที่ใช้ในงานศพเองในชุมชน .... หลังจากนั้นแต่ละทีมก็สุมหัวกันปรับโครงร่างโดยมีอาจารย์และทีมงานคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดเช่นเดิม
วันสุดท้ายเป็นการนำเสนอโครงร่างที่ปรับแล้วของทั้ง 2 รุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีอาจารย์คอยให้ข้อมูลทางวิชาการและข้อเสนอแนะเป็นระยะ จบการประชุมแยกย้ายกันเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
สรุปการประชุมในครั้งนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงร่างงานวิจัยที่จะส่งให้คณะกรรมการจริยธรรมพิจารณา ได้ทำความรู้จักสนิทสนมกับ PAR อย่างลึกซึ้ง ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการจริง และสิ่งที่ได้เกินคาดคือ ได้รู้ว่าใครคือผู้ที่เหมาะจะร่วมเดินทางต่อตามแนวทาง PAR ต่อไป ขอบคุณสำนัก KM ที่ได้จัดกิจกรรม ดี ดี มาช่วยปลุกจิตวิญญาณของนักวิจัยปลายแถวที่หลับใหล ลุ่มหลงกับความสนุก สบาย มาทำงานวิจัยสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอีกครั้ง ขอบคุณ สคร.5 หัวหน้ากลุ่มโรคไม่ติดต่อ และเพื่อนร่วมงาน ที่ให้การสนับสนุนการทำงานวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง จากใจจริงๆ
วิมลพรรณ กมลเพ็ชร
ใครมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ การวิจัยรูปแบบ PAR ช่วยเข้ามาแลกเปลี่ยนกันหน่อยนะคะ
ประชุมอบรมเชิงปฏิบัติการ แนวคิด จริยธรรม และกระบวนการพัฒนาโครงร่างการวิจัยทางสังคมเพื่อการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม
ณ บ้านผู้หว่าน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม วันที่ 7-11 ธันวาคม 2552ผู้เล่าเรื่อง วิมลพรรณ กมลเพ็ชร
9 ธันวาคม 2552 นำเสนอโครงร่างที่นำไปปรับแก้ ..... ทุกทีมได้นำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับแก้งานของตน .... สำหรับทีมจากสคร.5 นำเสนอด้วยความกระหยิ่มในใจว่าครานี้แหละอาจารย์จะทึ่ง... อึ้งในความคิดอันชาญฉลาดของพวกเรา ..... อาจารย์ให้ความเห็นว่าเป็นงานที่ดีชิ้นหนึ่ง .... แต่ ....อย่าลืมว่าปัญหาที่เรา (นักวิจัย) เห็นว่าเป็นปัญหานั้นชาวบ้านเขาคิดว่าเป็นปัญหาเขาหรือเปล่า ... จะทำอย่างไรให้โจทย์เขา และโจทย์เรา กลายมาเป็น “โจทย์ร่วม” .... ขนาดของชุมชนที่ศึกษา 120 หลังคาเรือน เล็กไปอาจไม่ได้ข้อมูลที่หลากหลาย รอบด้าน ควรเพิ่มขนาดชุมชน ? ... ต้องกลับไปคิดใหม่ทำใหม่อีกครั้ง ..... ช่วงบ่ายแต่ละทีมช่วยกันระดมความคิดอีกครั้ง เพื่อพัฒนาโครงร่างงานวิจัยใหม่หากระบวนการที่จะทำให้ได้โจทย์ร่วม โดยมีอาจารย์และทีมงานคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ..... จบการประชุมได้โครงร่างงานวิจัยที่แทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิม จากเรื่อง “การพัฒนารูปแบบลด ละเลิก บุหรี่ในชุมชน” เป็น “การพัฒนารูปแบบการป้องกันแก้ไขปัญหาสุขภาพ และการสูบบุหรี่ในชุมชน” จากเดิมทำ 1 ปี ขยายเวลาเป็น 3 ปี จบการประชุมในช่วงแรกได้งานตามวัตถุประสงค์ แต่....ตอนแรกเขียนไว้แค่ปีเดียว ถ้าปรับกระบวนการ ขยายเวลา งบที่ขอไว้คงไม่พอแน่ ทำอย่างไรดี .... ปรึกษาพี่อ้อย (พี่จากสำนัก KM) แนะนำให้ใช้งบที่ขอไว้ในปีแรก ส่วนในปีต่อไปก็เขียนเพิ่มตามกระบวนการที่วางแผนไว้ ..... เย้ย ..... ได้ทำ PAR อย่างเต็มรูปแบบแล้ว .... แบบนี้มันต้องฉลอง .... ปรึกษาหารือร่วมกับทีมได้โจทย์ร่วมกันแล้วก็ตรงไปที่หน้า ม.มหิดล ศาลายา เพื่อหาอาหารแซ่บ ๆ กิน และตอบโจทย์ของทุกๆ คนในทีม จี๋กะโต้งออกไปตามหาความทรงจำสมัยเรียน ป.โท ส่วนน้องหมู ออกตามหาสาวสวย หมวยอินเตอร์ ..... และแล้วการนำ PAR มาประยุกต์ใช้ในทีมของเราก็ประสบผลสำเร็จ .... Happy กันถ้วนหน้า
ยังไม่จบจ้า....
8 ธันวาคม 2553 ทัศนศึกษาบ้านแพรกหนามแดง...... บ้านแพรกหนามแดงเป็นชุมชนเล็ก ๆ ใน จ.สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย สภาพพื้นที่เป็นเมืองสามน้ำ มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ทำให้วิถีชุมชนแตกต่างกัน ชุมชนน้ำจืดปลูกพริก ปลูกผัก ชุมชนน้ำกร่อยปลูกมะพร้าว ชุมชนน้ำเค็มทำนาเกลือ นากุ้ง จึงเกิดปัญหาการไม่ลงตัวของการจัดการน้ำในชุมชน ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมายาวนาน รัฐพยายามที่จะลงไปช่วยแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างเขื่อน ประตูน้ำขึ้นมากั้นน้ำจืด น้ำเค็มอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เกิดความขัดแย้งแตกแยกระหว่างชุมชนน้ำจืดและน้ำเค็มอย่างรุนแรง ..... ในที่สุดคำกล่าวที่ว่า “ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ ถ้าไม่ยอมแพ้” ก็เป็นจริง......เมื่อคุณปัญญา ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งความรู้ตามใบประกาศนียบัตรประถม 4 มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะแก้ไขปัญหาในชุมชนของตน ไม่ละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเช่นคนอื่นๆ ในชุมชน พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติของน้ำ.... การบริหารจัดการน้ำ ... การแก้ไขปัญหาน้ำจากที่ต่างๆ .... ในที่สุดก็มาพบหนทางในการแก้ปัญหาจากการเข้าร่วมอบรมโครงการงานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ...... เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
กว่าจะทำสำเร็จผ่านปัญหาอุปสรรคมากมาย ต้องใช้กลเม็ดเคล็ดลับหลายอย่าง ..... การอดทน นิ่งฟัง ฟังคนอื่นพูดให้จบ รับฟังปัญหาอย่างรอบด้าน (แม้บางครั้งอยากจะกระโดดตีเข่า ฟันศอกสักที สองที).... การหาช่องทางเข้า ไม่จำเป็นต้องเข้าไปตรงๆ เช่น วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องการจัดการปัญหาน้ำในชุมชน ในขณะที่เรื่องยังเป็นประเด็นร้อนอยู่ .... (วงแตก) อาจเลี่ยงไปทางอื่น เช่น คุยกันสบายๆด้วยเรื่องประวัติชุมชนเคยอยู่กันมาอย่างไร หาอยู่หากินกันอย่างไร ความโอบอ้อมอารีเป็นพี่เป็นน้อง วิถีการใช้น้ำแต่ดั้งเดิม .... บางทีอาจได้ทางออกในการแก้ไขปัญหา (หรือออกไปเจอปัญหาอื่นต่อ) ..... สิ่งที่ไม่คาดคิดอาจเกิดได้ตลอดเวลา ต้องตื่นรู้อยู่เสมอปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ กระบวนท่าอย่างแยบยลตามความเหมาะสม .... อาจใช้มาตรการรุนแรงบ้าง (ถ้าจำเป็น) ...... เมื่อยังหาทางออกไม่ได้ ทบทวน พูดคุย หลาย ๆ ครั้ง ........ หาข้อมูลเพิ่ม ....... หาเครือข่ายที่มีความรู้เฉพาะด้าน ..... หลักการหาแนวร่วมคือหาคนที่มี “วิสัยทัศน์ร่วม” “ทำแล้วได้ประโยชน์” จะมีแนวร่วมมาก ...... การพัฒนาไม่นิ่ง มีการขยายเครือขาย ขยายไปในงานอื่น ....... เยาวชนอนุรักษ์แม่กลอง .... กองทุนชุมชน ฯลฯ ..... ได้หลักการ ข้อคิดดี ดี เพี๊ยบ
ขากลับรถติด เลี่ยงมาอีกทาง ไกลมาก ถึงที่พักหกโมงกว่า อาหารเย็นที่บ้านผู้หว่านมื้อนี้จึงเป็นมื้อที่อร่อยที่สุด …. เหนื่อยมากอาบน้ำเสร็จ นอนเลย .....ตื่นตีห้าเตรียมปรับโครงร่างนำเสนอเช้า
ยังมีต่อค่ะ