เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 2381 คน
Art
โดยเบื้องต้น....
About me:
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ทัศนธาตุ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ตุลาคม 2557>
     
    40293012345
    416789101112
    4213141516171819
    4320212223242526
    44272829303112
    453456789
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 2878
    • เฉพาะวันนี้ 1
    • ความคิดเห็น 0
    • จำนวนเรื่อง 1
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ทัศนธาตุ
    8 กุมภาพันธ์ 2555 - 7:50:00

     

    Ø ELEMENTS OF ART

     

     

     

     

     

     

     

    ทัศนธาตุ

    ธาตุแห่งการมองเห็นหรือส่วนประกอบต่าง ๆ ที่สำคัญในงาน ทัศนศิลป์ ซึ่งเราสามารถนำส่วนประกอบแต่ละอย่างมาสร้างเป็นงานศิลปะได้เลย เช่นการนำเส้นมาสร้างสรรค์เป็นรูปภาพ หรือนำหลายๆอย่างมาจัดรวมเป็นองค์ประกอบเดียวกันได้ สิ่งที่ควรคำนึงก็คือส่วนประกอบในงานศิลปะทุกๆอย่าง นับตั้งแต่ เส้น รูปร่าง รูปทรง สี จุด พื้นผิว หรือแสงเงามักมีปรากฏอยู่ในความงามอันละเอียดอ่อนของธรรมชาติทั้งสิ้น ฉะนั้นการรู้จักสังเกตธรรมชาติ และเลือกสรรส่วนประกอบจากธรรมชาติมาจัดองค์ประกอบศิลป์นั้น จึงเป็นวิธีการที่ง่ายและดีที่สุด ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ

    - จุด (Point,Dot)

    - เส้น (Line)

    - รูปร่าง รูปทรง (Shape & Form)

    - สี (colors)

    - พื้นผิว (Texture)

    - น้ำหนักอ่อน แก่ (Value)

    - บริเวณว่าง (Space)

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ความสำคัญของจุด

    จุด อนุภาคส่วนที่เล็กที่สุด การตีความในจินตนาการ อาจขยายกว้างใหญ่ขึ้นกว่าการรับรู้หลายเท่า และถ้านำจุดมาตีความ ประกอบกันความจริง ในแง่อื่น ๆ ผลของความรู้สึกที่มีต่อจุด อาจเปลี่ยนไปได้อีก จุด เป็นส่วนประกอบ ขั้นมูลฐานหรือ ทัศนธาตุ ที่มองเห็นได้ (Visual Element) จัดว่าเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุด แต่เป็นส่วนประกอบที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นและสำคัญยิ่ง ในงานออกแบบ ทุกชนิด จุดเมื่อเรียง ต่อกัน หรือการวาง ในตำแหน่งต่างๆก็ ทำให้เป็นเส้น รูปร่าง รูปทรง ลักษณะผิว ฯลฯ จุดในทางศิลปะนั้นสามารถนำมาสร้างสรรค์ ประกอบรวมกับ องค์ประกอบ อื่น ๆ แล้ว การตีความหรือตีค่าของจุดนั้น เกินกว่าที่จะมองเห็น เป็น เพียงรอยแต้มเล็ก ๆ ที่ไร้ค่า ไร้ความหมายแต่เมื่อ ปรากฏตัวในที่ว่าง จะทำให้ที่ว่างนั้นมีความหมายขึ้นมาทันที

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    Point Dot

    จุด

    เป็นทัศนธาตุที่เล็กที่สุด ไม่มีความกว้าง ความยาวและความสูง ไม่มีทิศทาง เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการออกแบบ เพราะจุดเป็นต้นกำเนิดของเส้น และน้ำหนักของภาพ เป็นทัศนธาตุที่สามารถสัมผัสและให้ความรู้สึกได้น้อยด้วยจุดเป็นอนุภาคที่มี ความกว้าง ความยาว และความหนา น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับ บรรดาส่วนประกอบมูลฐาน หรือทัศนธาตุ อื่น จุดเป็นต้นกำเนิดของเส้น และน้ำหนักของภาพ  จุด ๆ หนึ่งที่ปรากฏในภาพอาจจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยน เป็นสิ่งต่าง ๆ ในจินตนาการก็ได้ในธรรมชาติเราจะเห็นจุด กระจายซ้ำ ๆ อยู่ทั่วไปในที่ว่าง เช่น จุดที่สุกใส ของกลุ่มดาว ในท้องฟ้า ลายจุดในตัวสัตว์และพืชบางชนิด ทรายดิน เปลือกไม้ เป็นต้น

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     


         

     วัตถุทุกชนิดที่ปรากฎต่อสายตา เมื่ออยู่ไกลออกไปจะรวมกันเป็นจุด เรียกว่า จุดสุดสายตา (Vanishing Point) ซึ่งหลักการนี้ได้นำมาเป็นทฤษฎี ในการเขียนภาพให้มีความ เหมือนจริงตามที่ตาเห็น คือการเขียนทัศนียภาพ (Perspective)

     
       

     

     

     

        

     

     

     

     

     

     

     

    ภาพพิมพ์ เกิดผสมของจุดสีต่าง ๆ นับล้านจุด

     

     
       

     

     

    การวางจุดในลักษณะต่างๆ

    http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/upload/sudigitalart/SU-DigitalArt01/Content/Pics/2_04_dot1.gifhttp://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/upload/sudigitalart/SU-DigitalArt01/Content/Pics/2_04_dot2.gifhttp://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/upload/sudigitalart/SU-DigitalArt01/Content/Pics/2_04_dot3.gif

    วางจุดขนาดเดียวกันเรียงซ้ำกัน   วางจุดขนาดต่างกันเรียงซ้ำกัน        วางจุดมีจังหวะต่อเนื่อง

    http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/upload/sudigitalart/SU-DigitalArt01/Content/Pics/2_04_dot4.gifhttp://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/upload/sudigitalart/SU-DigitalArt01/Content/Pics/2_04_dot5.gifhttp://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/upload/sudigitalart/SU-DigitalArt01/Content/Pics/2_04_dot6.gif

     วางจุดหลายขนาดไว้ด้วยกัน            วางจุดให้เกิดลวดลาย                 วางจุดให้เกิดรูปร่าง

     
      

     

     

     

     

     

     

     

     

     

              ตัวอย่างการใช้จุดในงานศิลปะ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    Line

    เส้น

    เส้นเกิดจากการเคลื่อนที่ของจุด (Moving dot) จำนวนมาก ไปใน

    ทิศทาง ที่กำหนด หรือเส้นคือทางเดินของจุดไปในทิศทางเดียว

    กันที่กำหนด เส้น เป็นแนวเชื่อมโยงระหว่าง จุดสองจุดขึ้นไป

     

     

     

     

     

     

     

     


     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เส้นเกิดจากจุดที่เรียงต่อเนื่องกันเป็นทาง ในลักษณะทิศทางเดียว ไม่เปะปะกระจัดกระจาย ซึ่งอาจเกิดจากการลากพู่กัน การขูดขีดด้วยดินสอ ปากกา ของแหลมคม จึงทำให้เส้นเป็นต้นกำเนิดของรูปร่าง รูปทรง ทิศทาง พื้นผิวและแสงเงาในภาพ

    เส้น จะมีปฏิกิริยา โต้ตอบกับสายตาของ มนุษย์ให้เคลื่อนที่ไป ตามลักษณะของเส้น ได้เป็นอย่างดี เราจะเห็นเส้นในการ เคลื่อนไหว ของมนุษย์ เส้นรูปทรงของสัตว์ วัตถุ และธรรมชาติ ที่แตกต่างกัน รูปลักษณะของเส้นเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเส้นที่ ปรากฏ ตามสายตา (Visual Elements) หรือเส้นที่ที่ปรากฏในความคิด (Conceptual Elements) ก็ตาม สามารถทำให้เกิดความรู้สึก ต่าง ๆ เช่น ตื่นเต้น สงบราบเรียบ นิ่มนวล ร่าเริง เคร่งขรึม อ่อนหวาน เป็นต้น เส้น จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของ ผู้สร้าง งาน ศิลปะ ให้ผู้อื่นได้สัมผัสได้เป็นอย่างดี

     

     
     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     


    ชนิดของเส้น

    เส้นที่ปรากฏตามสายตา (Visual Elements) , เส้นที่ที่ปรากฏในความคิด (Conceptual Elements)           

    เส้นทั้งสองชนิดนี้จะจำแนกออกมาตามแนวทางสร้างงาน ทัศนศิลป์ ดังนี้

    - เส้นจริง (Actual Line)

    - เส้นโดยนัย (Implied Line)

    - เส้นไม่มีตัวตน (Psyshic Line)

    - เส้นที่เกิดจากขอบ (Line Formed by Edges)

    เส้นจริง (Actual Line)

    หมายถึงเส้นที่แสดงความคมชัดเข้ม ในงานศิลปะ แม้จะมี ความหนา บางอยู่ในตัว โดยแสดงบุคลิกของเส้น ในลักษณะต่าง ๆ เช่น ตรง โค้ง ซิกแซ็ก โค้งไป โค้งมา ฯลฯ หรือประกอบกันขึ้นเป็นรูปร่างและรูปทรง

    เส้นที่เกิดจากขอบ (Line Formed by Edges)

    หมายถึงเส้นที่ไม่ใช่เกิดจาก การเขียนหรือการลาก ขูดขีดให้เกิดเป็น เส้นโดยตรง แต่เป็นเส้นที่เกิดจากส่วนประกอบ มูลฐานหรือ ทัศนธาตุ อื่น ๆเช่น
    รูปร่าง รูปทรง สี หรือน้ำหนักอ่อนแก่ ที่นำมาจัดองค์ประกอบแล้ว ส่วนขอบที่มาชนกันเกิดเป็นเส้นขึ้นมา เช่นเส้นที่ปรากฏ ในธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เส้นโดยนัย (Implied Line)

    ส้นที่ไม่ปรากฏรูปเส้นชัดเจน โดยตรง แต่เป็นเส้นที่เกิดจาก องค์ประกอบต่าง ๆ จัดเรียงตามตำแหน่ง และทิศทาง ที่ผู้ดูสามารถ รับรู้ได้โดยนัย และทราบว่าเป็นเส้นตรง โค้ง หรือ ซิกแซ็ก ซึ่งเส้นโดยนัยนี้ ก็จะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกัน กับเส้นแท้จริง

     

    เส้นไม่มีตัวตน (Psyshic Line)

    หมายถึง เเส้นไม่มีตัวตน หรือเส้นโดยจิต หมายถึงเส้นที่ไม่มีลักษณะเส้นที่แท้จริง และเส้นโดยนัย แต่เป็นเส้นจะปรากฎให้สามารถรับรู้ได้จาก องค์ประกอบ เนื้อหา เรื่อราว ด้วยความรู้สึกว่ามีเส้นปรากฎอยู่ แต่ความจริงแล้วไม่มี เส้นในลักษณะนี้ ต้องอาศัยจิตนาการ ของผู้ดูเป็นสำคัญ

     

     

     

    ความสำคัญของเส้น

    เส้นไม่ว่าจะมีลักษณะ ทิศทางหรือคุณสมบัติอื่นใด ๆ ก็ตาม มีความสำคัญ และ เป็น พื้นฐานที่สำคัญ ของงานออกแบบ ทัศนศิลป์ทุกประเภท กล่าวกันว่า หากปราศจาก เส้น เสียแล้ว คงไม่มีงานทัศนศิลป์ปรากฎหรือกำเนิดขึ้นมาเลย ในทำนอง เดียวกันเพียงแค่ส่วนประกอบ มูลฐานข้อเดียว คือเส้นเท่านั้น ก็สามารถสร้างงานทัศนศิลป์ได้หลากหลาย ความสำคัญหรือ ประโยชน์ ของเส้นมีดังนี้

    - แบ่งที่ว่างออกเป็นส่วน ๆ

    - สร้างเส้นรอบนอกของของรูปร่าง 2 มิติ

    -กำหนดขอบเขตของที่ว่าง รูปทรง น้ำหนักและขอบเขตของสี

    - สร้างน้ำหนักอ่อนแก่ของแสงและเงา

    - สร้างลวดลาย และพื้นผิว

    - ให้อารมณ์ความรู้สึก

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    อิทธิพลของเส้นเกี่ยวกับทิศทางและตำแหน่ง

    เส้น มีประโยชน์กับงานออกแบบนิเทศศิลป์ เพราะเส้น มีอิทธิพลในด้านความรู้สึกต่อมนุษย์เมื่อได้สัมผัสผ่านมางจักษุสัมผัส ได้ 2 ด้าน คือ จากลักษณะโดยตรง ของเส้น เช่นเส้นตรง เส้นโค้ง เส้นซิกแซก ฯลฯ และ ความรู้สึกแฝง ที่เกิดจากการประกอบกันของเส้น กับทิศทางและตำแหน่ง ซึ่งในบางลักษณะ ก่อให้เกิดภาพลวงตา ซึ่งมีผลทำให้ คุณสมบัติเดิมของเส้น หรือรูปร่างนั้นเปลี่ยนไป ในความรู้สึก ซึ่งจะมีผลต่องานออกแบบ ทัศนศิลป์เช่นเดียวกัน ซึ่งศิลปินหรือ นักออกแบบ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะบางครั้งอาจเกิดผล โดยไม่ตั้งใจทำให้ความรู้สึก ของงานนั้น เปลี่ยนไปก็ได้ ดังตัวอย่าง อิทธิพลของเส้น ที่มีต่อการสัมผัสทางสายตา ดังนี้

     

                           

     

    โดยธรรมชาติ เส้นตั้ง และเส้นนอน จะให้ความรู้สึกนิ่งเฉย หยุดอยู่กับที่

    ตรงกันข้ามกับเส้นเฉียง ที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว

     

    http://watkadarin.com/E-(new)1/02studio2classrm/unit2/chapt2.2line/line%20img/65.JPG

     

    เส้นตั้งและเส้นนอน ที่มีความยาวเท่ากัน

    เมื่อนำมาวางตั้งฉากกัน เส้นตั้งจะมีความรู้สึกมี่ความยาวมากกว่าเส้นนอน

     

     

    เส้นโค้งมุมแคบ (A) ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวไปตามทิศทางของเส้น และถ้าเพิ่ม ความหนาของเส้นในอีกปลายหนึ่ง (B) จะให้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วขึ้น

    เส้นประกอบกันเป็นมุมแหลม (C) ให้ความรู้สึกพุ่งตรงไปยังมุมแหลมนั้น

     

     

    เส้นที่อยู่ข้างเคียงกัน จะมีแรงผลักและแรงดึงซึ่งกันและกัน เกิดขึ้นในความรู้สึก จะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งองศาของเส้นนั้น

     

     

     

     

    ถ้าเพิ่มวัตถุหรือเส้นใด ๆ ลงในปลายข้างใดข้างหนึ่งของเส้น

    ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวทางสายตาไปในทิศทางนั้น

     

     

    เส้น ทแยงมุม A - B ภายในรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ด้านซ้าย รู้สึกมีความยาว มากกว่า เส้น B - C ภายในรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็กด้านขวา เพราะการลวงตาของรูปสี่เหลี่ยม

    ซึ่งความจริง เส้น A -B สั้นกว่าเส้น B – C

     

     

    เส้นโค้ง A รู้สึกว่ามีความโค้งมากกว่าเส้นโค้ง B

    แต่ความจริง เท่ากัน ทั้งนี้เพราะถูกความยาวของเส้นโค้ง

    ที่ไม่เท่ากันลวงตา

     

    วงกลม A มีขนาดเล็กกว่า วงกลม B ในความรู้สึก

    เพราะอิทธพลของตำแหน่งเส้นที่พุ่งเข้า และเส้นที่พุ่งออกจากวงกลม

    เช่นเดียวกับปลายของเส้น ในรูป C ที่ทำมุมต่างกัน ทำให้เส้นบนรู้สึกสั้นกว่าเส้นล่าง

     

    อิทธิพลความถี่และทิศทางของเส้นรองที่นำมาประกอบ เส้นประธาน

    ทำให้เส้นประธาน ที่มีความขนานกัน รู้สึก ไม่ขนานกัน

     

     

     อิทธิพลความถี่และทิศทางของเส้นเฉียงที่ประกอบกับเส้นขนาน

    ตามแนวนอนทำให้เส้นขนานรู้สึก โค้งออกข้างนอก

    อิทธิพลความถี่และทิศทางของเส้นเฉียงที่ประกอบกับเส้นขนาน

    ตามแนวนอน ทำให้เส้นขนานรู้สึก เว้าเข้า ข้างใน

     อิทธิพลจากทิศทางของเส้นเฉียงของผนังและพื้น ที่พุ่งกระจายออกมา ทำให้กล่องสี่เหลี่ยม สามกล่องดูมีความสูงไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเท่ากัน

     ลักษณะของเส้น

        1. เส้นตั้ง หรือ เส้นดิ่ง  ให้ความรู้สึกทางความสูง  สง่า  มั่นคง  แข็งแรง  หนักแน่น

      เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อตรง

        2. เส้นนอน ให้ความรู้สึกทางความกว้าง สงบ ราบเรียบ นิ่ง ผ่อนคลาย

        3. เส้นเฉียง หรือ เส้นทะแยงมุม ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหว รวดเร็ว ไม่มั่นคง

        4. เส้นหยัก หรือ เส้นซิกแซก แบบฟันปลา ให้ความรู้สึก คลื่อนไหว อย่างเป็น

       จังหวะ  มีระเบียบ  ไม่ราบเรียบ น่ากลัว อันตราย ขัดแย้ง ความรุนแรง

        5. เส้นโค้ง แบบคลื่น ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ลื่นไหล ต่อเนื่อง สุภาพ

      อ่อนโยน นุ่มนวล

        6. เส้นโค้งแบบก้นหอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว คลี่คลาย หรือเติบโตในทิศทางที่

      หมุนวนออกมา ถ้ามองเข้าไปจะเห็นพลังความเคลื่อนไหวที่ไม่สิ้นสุด

        7. เส้นโค้งวงแคบ ให้ความรู้สึกถึงพลังความเคลื่อนไหวที่รุนแรง  การเปลี่ยนทิศทาง

      ที่รวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง

        8. เส้นประ ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่อเนื่อง  ขาด  หาย  ไม่ชัดเจน  ทำให้เกิดความเครียด

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ตัวอย่างการใช้เส้น

    เส้นนอน (horizontal line)

    ให้ความรู้สึกสงบ นิ่ง พักผ่อน ราบเรียบ กว้างขวาง

     



     

    เส้นตั้ง (vertical line)

    ให้ความรู้สึก สูง สง่า มีระเบียบ แข็งแรง มั่นคง

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เส้นเฉียง (diagonal line)

    ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เส้นโค้ง (curve line)

     

    ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวล แสดงความรู้สึกอ่อนน้อม เศร้าโศก

     

     

    เส้นซิกแซก (zigzag line) 

    เป็นเส้นแสดงความรู้สึกเคลื่อนไหวรุนแรง รวดเร็ว ตื่นเต้น ไม่แน่นอน

     

     

     

     

     

     เส้นคลื่น (wave line)

    เป็นเส้นที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวช้าๆ นิ่มนวลและเป็นจังหวะแก่ผู้พบเห็น

     

     

     

    รูปทรง/รูปร่าง

    รูปร่าง

    รูปร่าง ตามความเข้าใจทั่วไป หมายถึง การล้อมรอบ หรือการบรรจบกัน ของเส้น บนพื้นที่ว่าง มีรูปลักษณะ แบนราบเป็น 2 มิติ แต่ในทางทัศนศิลป์แล้ว รูปร่าง มีความหมายมากกว่านั้น เพราะรูปร่าง เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ ของส่วนประกอบ ขั้นมูลฐานของศิลปะ (Element) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลาย ๆ อย่างพร้อม กันซึ่งได้แก่ จุด เส้น สี หรือพื้นผิว ฯลฯ รูปร่าง ไม่แสดงน้ำหนักแสงเงา ให้เห็นเป็น ปริมาตรหรือมวล ดังเช่นรูปทรง แต่ทั้งรูปร่าง และรูปทรง จะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะการจะกำหนดว่า สิ่งนั้นคือรูปร่าง หรือรูปทรง ก็อยู่ที่ การพิจารณา จากองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วย

     

     

     

     

     

    แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง รูปร่าง และรูปทรงในทางทัศนศิลป์

    รูป (A) มีความกว้างและความยาว เป็น 2 มิติ คือรูปร่าง

    รูป (B) เพิ่มความลึกเป็น 3 มิติ ถ้าจะมองว่ามีความลึก มีปริมาตร(Valume)

    และมวล(Mass) ก็คือรูปทรง แต่ถ้าจะมองว่า มิติที่ 3 นั้นเป็นมิติลวง (Pictorial Space) ไม่ใช่มิติจริง (Physical Space) เพราะปรากฎบนพื้นระนาบ 2 มิติ ก็อาจเรียกว่า รูปร่าง

    รูป (C ) ถ้ามองแค่เส้นรอบนอก หรือภาพเงา(Sillhouette) ก็คือเป็นรูปร่าง

    รูป(D) เป็นรูปร่างถ้าจะมองว่ามีความเป็นกลุ่มก้อน หรือมวล(Mass) ก็คือรูปทรง

    รูปร่างที่เกิดจากจุด เส้น น้ำหนัก

     

     

     

     

     

     


    ประเภทของรูปร่างในทางทัศนศิลป์

    รูปร่าง คือหนึ่งในส่วนประกอบขั้นมูลฐาน (Element) ของทัศนศิลป์ ได้มีการจำแนก จนเป็นที่ยอมรับและเป็นที่เข้าใจ กันมานานแล้วว่า แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

    1. รูปร่างธรรมชาติ (Natural Shape)

    หมายถึงรูปร่างที่ถ่ายทอดแบบมาจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่พบเห็นโดยทั่วไป ได้แก่ คน สัตว์ พืช หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่ารูปร่างที่ได้จากสิ่งที่มีชีวิต (Organic)

    2. รูปร่างเรขาคณิต (Geometric Shape)

    หมายถึงรูปร่าง ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใหม่ โดยอาจจะ มีที่มาจากธรรมชาตินำมา ดัดแปลง โดยรูปร่างเรขาคณิตนี้ จะมีโครงสร้างแน่นอน วัดระยะได้ ได้แก่ รูปร่างวงกลม รูปร่างสามเหลี่ยม รูปร่างสี่เหลี่ยม ฯลฯ

    3. รูปร่างนามธรรม (Abstract Shape)

    หมายถึงรูปร่างที่ถูกเปลี่ยนแปลง อาจเป็นรูปร่าง ที่มาจากธรรมชาติ เรขาคณิต หรือจากจินตนาการ ซึ่งรูปร่างลักษณะนี้ อาจพอมองออกว่า คล้ายกับรูปร่างอะไร หรือไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นรูปร่างอะไร อาจเรียก รูปร่างชนิดนี้ว่ารูปร่าง ไม่แสดงเนื้อหาหรือรูปร่างอิสระ ซึ่งเป็นรูปร่าง ที่เกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้อง อ้างอิงธรรมชาติหรือเรขาคณิต

    ภาพจิตรกรรมฝาผนังในยุคหินกลาง ถ่ายทอดธรรมชาติ เป็นรูปร่าง 2 มิติ

     

     

     

     

     

    รูปร่างจากธรรมชาตที่เกิดจาก สี และ เส้น โดยศิลปิน Henry Matisse

     

     
    Text Box: รูปร่างจากธรรมชาติ (ซ้าย)รูปร่างในจิตรกรรมของไทย ใช้ธรรมชาติ เป็นแม่แบบ เขียนเส้นและลงสีหรีอปิดทอง ลักษณะแบนราบเป็น 2 มิติ

     

     

     


    2. รูปร่างเรขาคณิต (Geometric Shape)

    หมายถึงรูปร่าง ที่มนุษย์สร้างขี้นมาใหม่ โดยอาจจะ มีที่มาจากธรรมชาตินำมา ดัดแปลง โดยรูปร่างเรขาคณิตนี้ จะมีโครงสร้างแน่นอน วัดระยะได้ ได้แก่ รูปร่างวงกลม รูปร่างสามเหลี่ยม รูปร่างสี่หลี่ยม ฯลฯ

     

     

     

     

     

     

    รูปร่างนามธรรม (Abstract Shape)

    หมายถึงรูปร่างที่ถูกเปลี่ยนแปลง อาจเป็นรูปร่าง ที่มาจากธรรมชาติ เรขาคณิต หรือจากจินตนาการ ซึ่งรูปร่างลักษณะนี้ อาจพอมองออกว่า คล้ายกับรูปร่างอะไร หรือไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นรูปร่างอะไร อาจเรียก รูปร่างชนิดนี้ว่ารูปร่าง ไม่แสดงเนื้อหาหรือรูปร่างอิสระ ซึ่งเป็นรูปร่าง ที่เกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้อง อ้างอิงธรรมชาตหรือเรขาคณิต

     

     รูปร่างบวกและรูปร่างลบ

     

     

    ในการปรากฎของรูปร่างบนพื้นระนาบนั้น จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นรูป และส่วนที่เป็นพื้น ส่วนที่เป็นรูป ก็คือส่วนที่เป็นเนื้อหา และส่วนที่เป็นพื้นคือส่วนที่รองรับรูป แต่บางครั้งอาจมีการสับสน ว่าส่วนใดคือรูป ส่วนไดเป็นพื้น จึงมีการกำหนดรูปร่าง ที่ปรากฎ นั้นออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

     

    1. รูปร่างบวก (Positive Shape)

    หมายถึงรูปร่าง ที่เกิดจากการ ล้อม รอบด้วยเส้น หรือเกิดจากส่วนประกอบสำคัญ ของศิลปะ อื่น ๆ ได้แก่ สี ระนาบแบนราบของน้ำหนัก พื้นผิว ฯลฯ มีลักษณะ 2 มิติ ปรากฎ อยู่บนพื้นที่ว่างเปล่า(Empty Space) หรือพื้น (Ground) รูปร่างบวก มักจะเป็นส่วนเนื้อหา (Subject)

     

     

     

     

    2. รูปร่างลบ (Negative Shape)

    หมายถึงบริเวณพื้น (Ground) หรือเนื้อที่บริเวณว่างเปล่า ที่ถูกแทนที่หรือรอง รับรูปร่างบวก บริเวณเนื้อที่เหลือ จากรูปร่างบวก จะมีค่า เป็นรูปร่างลบ

    สำหรับข้อพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดว่าเป็นรูปร่างบวก และรูปร่างลบ อาจเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กันในงานทัศนนศิลป์ และอาจสับเปลี่ยนเป็นได้ทั้ง 2 นัยคือเป็นได้ทั้งรูปร่างบวกและ รูปร่างลบ ขึ้นอยู่กับเนื้อหา หรือความสำคัญของรูปร่างนั้น

    แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง รูปและพื้น

    ภาพจิตรกรรมโดย Henry Matisse

    ชื่อภาพ Decorative on an Ornamental Background

    รูปร่างบวกคือ ภาพหญิงสาว ที่มีท่าทางนิ่งเฉยตัดกับรูปร่างลบ คือพื้นพรมและผนัง ที่มีลวดลายสีสันสดใส

    สามารถแยกรูปและพื้นออกจากกันได้เด่นชัด

     

    ภาพ Composition - Black - Red โดย Piet Mondrian

    เป็นการยากที่จะระบุว่ารูปร่างใด เป็นรูปร่างบวก และรูปร่างลบ

     

     

     

     

     

     

     

    งานออกแบบนิเทศศิลป์ ประเภทโปสเตอร์

    รูปร่างที่ปรากฎ เป็นได้ทั้งรูปร่างบวก และ รูปร่างลบ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    รูปทรง

     รูปทรง (Form) จะมีความสัมพันธ์ กันอย่างใกล้ชิดกับรูปร่าง แต่รูปทรง มีความแตกต่าง อย่างเห็น ได้ชัดเจนที่สุดก็คือ รูปทรงมีลักษณะเป็น 3 มิติ คือนอกจากจะมีส่วน กว้าง และ ส่วนยาว แล้ว จะแสดงส่วนหนา หรือส่วนลึกเพิ่มขึ้น อีกมิติหนึ่ง การที่จะศึกษาเรื่องรูปทรงอย่างลึกซึ้ง ควรจะศึกษาถึงลักษณะ ที่เด่นชัด อีกประการหนึ่ง ของรูปทรงก็คือ มวลและปริมาตร (Mass and Volume) เพราะสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สร้างความแตกต่างระหว่างรูปร่าง และ รูปทรง ก็คือ รูปทรงจะมีมวล และปริมาตร เพราะสิ่งนี้ ทำให้เกิตมิติจริง (Physical Space) ที่ทำให้วัตถุนั้นมีความกว้าง ยาว ลึก ทำให้เกิดความรู้สึก แน่นทึบหรือเป็นกลุ่มเป็นก้อน ที่จับต้องได้ วัดระยะได้

                        รูปทรงประติมากรรม Venus ของ กรีก                    รูปทรงประติมากรรม

                                                                                           Venus  Villevdorf  ของยุคหินเก่า

     

    มวลและปริมาตร มีความสำคัญกันดลอดเวลา ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ภาพที่ 2.3.2 - 3) เมื่อเราพับ หรือขึ้นรูปกล่องสี่เหลี่นมจตุรัส ใบหนึ่ง ก็จะเกิดที่ว่างภายในรูปสี่เหลี่ยมนี้ ส่วนนี้ เรียกว่า ปริมาตร (Vallume) และรูปทรงสี่เหลี่ยมภายนอก ที่เกิดขึ้น ที่มีลักษณะทึบตันนี้ เรียกว่า มวล (Mass) ฉนั้น จึงสรุปความสัมพันธ์ของมวล และ ปริมาตร ได้ดังต่อไปนี้

     

     

     

    มวลของปริมาตร (Mass of Volume)

    เป็นปริมาตร ภายในพื้นที่ว่างของวัตถุ เป็นความว่างเปล่า เช่นปริมาตรของ ที่ว่างภายในกล่องดังกล่าว ที่ว่างภายในอุโมงค์ ที่ว่างภายในท่อ ที่ว่างภายในขวด เป็นต้น ที่ว่างหรือบริเวณ ภายในวัตถุ ดังกล่าว เรียกว่า ปริมาตรของที่ว่าง ซึ่งปริมาตรของที่ว่างจะ มีรูปทรงและ มิติแปรเปลี่ยนไป ตามรูปทรงวัตถุ ที่ห่อหุ้มอยู่ ฉะนั้น รูปทรงและมิติของ ปริมาตรของที่ว่าง จึงมีลักษณะ ไม่คงที่ ไม่แน่นอนตายตัว เช่นห้องที่ มีผนังกั้นเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ช่องว่างภายใน ห้องจะมีรูปทรง และมิติ เป็นรูปสี่เหลี่ยมเช่น เดียวกัน ถ้าวัตถุเป็นอุโมงค์ ขวด แจกัน ท่อ ถ้วยแก้ว บ่อ หลุม รูปทรง และมิติของปริมาตร ของ ที่ว่างก็จะมีลักษณะ เช่นเดียวกับ วัตถุชนิดนั้น ๆ

     

     

     

     

     

     

     

    พื้นที่ภายในของสถาปัตยกรรมคือ ปริมาตร (Volume)            และรูปทรงภายนอกคือ มวล (Mass)

     

     

     

    ปริมาตรของมวล (Volume of Mass)

    คือปริมาตรของวัตถุประเภทของแข็งต่าง ๆ ที่มีมวล (Mass) คงที่ เช่น กรวด หิน อิฐ ไม้ คอนกรีต ลักษณะปริมาตร ของมวลเหล่านี้ จะมีความแน่นทึบเป็นกลุ่มก้อน มีรูปทรง และมิติเฉพาะตัว ไม่เปลี่ยนแปลง ไปตามภาชนะที่ห่อหุ้ม หรือบรรจุอยู่ เช่นนำก้อนอิฐ ใส่ในโหลแก้ว ก้อนอิฐจะมีรูปทรง และมิติเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน ไปตามลักษณะของโหล แก้วที่บรรจุอยู่

    ในบางกรณี รูปทรง อาจหมายถึง รูป 3 มิติที่เป็นมิติลวง (Pictoral Space) หมายถึงรูปนั้นมีระยะ มีความลึกมีความเป็นมวลและปริมาตร เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่มองเห็นนี้ ไม่สามารถจับต้องได้ หรือวัดระยะได้ ตามความเป็นจริง ดังตาเห็นเช่น งานจิตรกรรม ที่ปรากฏ ในลักษณะ แบนราบ 2 มิติ บนพื้นระนาบ เป็นต้น

     

     ภาพ The Gleaners 1857 โดย Jean-Francis Millet

    ภาพจิตรกรรมฝาผนัง School of Athens โดย Raphaelเป็นงานจิตรกรรมที่ดูแล้วมีความลึก เป็น 3 มิติ แต่มิติที่ 3 ที่เกิดขึ้นนี้เป็นมิติลวง ( Pictoral Space)

     

     

     

     

     

     

     

     

    ประเภทของรูปทรงในทางทัศนศิลป์

    การแบ่งประเภทของรูปทรง ในทางทัศนศิลป์ ก็เช่นเดียวกับการ แบ่งประเภทของรูปร่าง คือ ได้มีการจำแนก จนเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่เข้าใจ กันมานานแล้วว่า แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

     

    1. รูปทรงจากธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต (Natural and Organic form)

    หมายถึงรูปทรงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้แก่ คนสัตว์ พืช โดยนำมา ถ่ายทอดเป็นงานศิลปะในลักษณะ 3 มิติ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ประติมากรรมชื่อ Mobarn   โดย Gustave Vigeland            ประติมากรรมชื่อ Kiss 2 โดย Rodin

     

     

     

     

     

     

     

    2. รูปทรงเรขาคณิต (Geometric form)

     

    หมายถึงรูปทรงที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยเครื่องมือ ได้ แก่ รูปทรงสามเหลี่ยม รูปทรงสี่เหลี่ยม รูปทรงกลม ฯลฯ รูปทรง เหล่านี้จะแสดงความ กว้าง ความยาวและมิติในทางลึก หรือหนา มีความเป็นมวลและปริมาตร

     

    3. รูปทรงอิสระ (Free form)

     

    หมายถึงรูปทรงที่เกิดขึ้นอย่างอิสระไม่มีโครงสร้างแน่นอนเป็นมาตรฐาน เหมือนกับรูปทรงเรขาคณิต และรูปทรงจากสิ่งมีชีวิต จะมีรูปทรงแปลก

    พิกล เลื่อนไหล ให้ความ อิสระ และได้อารมณ์ความเคลื่อนไหว เป็นอย่างดี

    การจำแนกประเภทของรูปร่างและรูปทรงตามความหมายจากการมองเห็น

     

    จากการจำแนกรูปร่างรูปทรงออกเป็น 3 ประเภท ดังกล่าวมาแล้ว หากพิจารณา จากผลงานทัศนศิลป์ที่ปรากฎ โดยเฉพาะ ผลงาน ในยุคปัจจุบันแล้ว ก็จะพบว่า รูปร่าง รูปทรง แต่ละประเภท ไม่อาจ แยกกันอย่างเด็ดขาด เช่นรูปทรงเรขาคณิต หรืออิสระ อาจมีเค้าโครง รูปทรงธรรมชาติปรากฎอยู่ ฉนั้น เพื่อให้ถูกต้อง ตามสภาพความเป็นจริง จึงได้จำแนก ประเภทของรูปร่าง รูปทรง ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

     

    1. รูปร่าง รูปทรง ในความเป็นจริง

     

    หมายถึงรูปที่ดูแล้ว สามารถ ระบุได้ว่าเป็นรูปอะไร หรือเหมือนกับอะไร ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง รูปทรงธรรมชาต เช่น คน สัตว์ ต้นไม้ เป็นต้น หรือเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม เป็นต้น การระบุว่าเป็น หรือเหมือนสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี้ นี้เกิดจากสัญชาติญาณ การเรียนรู้ ประสบการณ์ ของมนุษย์ ซึ่งไม่เท่ากัน ทำให้ บางรูป สามารถเข้าใจได้ทันทีจากสัญชาติญาณ เช่นรูปเหมือนจริง ในธรรมชาติ รูปพื้นฐานทางเรขาคณิตบางรูป อาจต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการเข้าไป ร่วมพิจารณาด้วย เพราะรูปนั้น อาจจะไม่เหมือนจริง เพราะมีการดัดแปลง เพิ่ม ลด จนเกิดรูปใหม่ แต่ไม่ว่าจะดัดแปลงอย่างไร ในที่สุดแล้ว ก็ยังสามารถระบุได้ว่า รูปนั้น เป็นหรือ เหมือนสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ เพราะยังมี เค้าโครงเดิมของสิ่งนั้นเหลืออยู่

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    2. รูปร่าง รูปทรง ในจินตนาการ

     

    ได้แก่รูปร่าง รูปทรง ที่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็น หรือเหมือนกับอะไร อาจมีลักษณะอิสระ หรือนามธรรม รูปร่างรูปทรงในลักษณะนี้ อาจมีที่มาจาก จินตนาการของศิลปินเอง หรือมาจาก ธรรมชาติ หรือ เรขาคณิต แต่ถูกดัดแปลง เพิ่ม ลด จนไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลย เกิดเป็นรูปร่าง รูปทรงใหม่ มี่ไม่สามารถ ระบุได้ว่า รูปนั้น เป็นหรือ เหมือนอะไร ซึ่งผู้ดูงานออกแบบทัศนศิลป์ประเภทนี้ จะต้องใช้จินตนาการ ร่วมกับความรู้ ประสบการเข้าช่วย จึงจะค้นพบความ เป็นหรือความ เหมือนในงานชิ้นนั้นได้

     

    2. รูปร่าง รูปทรง ในจินตนาการ

    ได้แก่รูปร่าง รูปทรง ที่ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็น หรือเหมือนกับอะไร อาจมีลักษณะอิสระ หรือนามธรรม รูปร่างรูปทรงในลักษณะนี้ อาจมีที่มาจาก จินตนาการของศิลปินเอง หรือมาจาก ธรรมชาติ หรือ เรขาคณิต แต่ถูกดัดแปลง เพิ่ม ลด จนไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่เลย เกิดเป็นรูปร่าง รูปทรงใหม่ มี่ไม่สามารถ ระบุได้ว่า รูปนั้น เป็นหรือ เหมือนอะไร ซึ่งผู้ดูงานออกแบบทัศนศิลป์ประเภทนี้ จะต้องใช้จินตนาการ ร่วมกับความรู้ ประสบการเข้าช่วย จึงจะค้นพบความ เป็นหรือความ เหมือนในงานชิ้นนั้นได้

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    พื้นผิว

    พื้นผิวที่สัมผัสได้ มีแหล่งกำเนิด 2 แหล่ง คือ

     

    1. เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

    ได้แก่พื้นผิวของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิต เช่น เปลือกไม้ ก้อนกรวด ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ผิวหนังสัตว์ ฯลฯ

     

    2. เกิดขึ้นโดยมนุษย์สร้างขึ้น

    ได้แก่ การขูด ขีด ระบาย ฯลฯ ให้เกิดเป็นร่องรอยพื้นผิว ในลักษณะต่าง ๆ เช่น การเขียนเส้นด้วยปากกา ดินสอ การเขียนสีด้วยแปรงแห้ง ๆ การใช้ฟองน้ำ แตะแต้มสีบนกระดาษ ในงานจิตรกรรม การสร้างพื้นผิวหยาบ และละเอียด ในงานประติมากรรม และสถาปัตยกรรม

     

     

     

     

     

     

     

     

    3. เกิดขึ้นโดยกระบวนการผลิตของเครื่องจักร

    การเกิดของพื้นผิวลักษณะนี้ ถือว่า เกิดขึ้นโดยมนุษย์เช่นเดียวกัน แต่ผ่านทางเครื่องจักร์ ไม่ใช่โดยน้ำมือ มนุษย์โดยตรง ซึ่งทำให้ได้ พื้นผิวที่หลากหลาย และพื้นผิวที่เกิดขึ้นนี้ มีทั้งล้อเลียนจากธรรมชาติ และพื้นผิวที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อประโยชน์ ทางใดทางหนึ่ง

     

    ลักษณะของพื้นผิว

    พื้นผิว ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ หรือจากมนุษย์ และเครื่องจักร จะมีลักษณะ ที่สัมผัสได้ ใน 2 ลักษณะ คือ

     

    1. พื้นผิวจริง (Real Textures)

    หมายถึงพื้นผิวที่สามารถจับต้องได้ เช่น เปลือกของต้น ไม้ ใบไม้ ก้อนหิน ก้อนกรวด ผลไม้ ผิวหนังคน สัตว์ ฯลฯ พื้นผิวลักษณะนี้มนุษย์สามารถ สัมผัสได้ ทั้งทางจักษุสัมผัส และกายสัมผัส (Tactile Textures ) และความรู้สึกที่สัมผัสได้ ก็มักจะตรงกัน ทั้งที่ตาเห็นและการสัมผัส พื้นผิวจริง จะมีคุณสมบัติของ ส่วนประกอบอื่น มาเกี่ยวข้องโดยตรงก็คือ น้ำหนัก และทิศทาง ของแสงและเงา เพราะสิ่งนี้ จะทำให้การ เกิดของพื้นผิว เด่นชัดขึ้น

     

     

     

    2. พื้นผิวเทียม (Artificial Textures)

    หมายถึงพื้นผิวที่เลียนแบบพื้นผิวจริง และเป็นพื้นผิวที่ รับรู้ได้ทางจักษุสัมผัส (Visual Textures) โดยรู้สึกได้ โดย ประสบการณ์ที่เคย รับรู้จากพื้นผิวจริง เช่นมองเห็นว่า เรียบมัน หยาบ ขรุขระ ฯลฯ แต่เมื่อสัมผัสจากทางกาย อาจจะมีลักษณะ คล้อยตามกับที่ตาเห็น หรือค้านกับที่ตาเห็น ก็ไค้

    ความหมายสำคัญของพื้นผิวในการออกแบบทัศนศิลป์

     

    พื้นผิวมีความสำคัญต่องานออกแบบทัศนศิลป์ใน 2 ด้านคือ ด้านอารมณ์ ความรู้สึก จากการมองเห็นหรือทางจักษุสัมผัส ต่อพื้นผิวนั้น และด้าน ประโยชน์ใช้สอยจากคุณสมบัติของ พื้นผิวนั้นโดยตรง แต่ในทาง ทัศนศิลป์ความสำคัญของพื้นผิว ต่อความรู้สึกด้านด้านอารมณ์ จะมีความ สำคัญมากกว่า ดังจะได้นำเสนอลักษณะของพื้นผิวตามประเภทใหญ่ ๆ ต่อไปนี้

     

    1. พื้นผิวละเอียดเรียบ

    ลักษณะทางกายภาพ ของ พื้นผิวแบบนี้จะสะท้อนแสง และถ้ามีน้ำหนักแสง เงาเกิดขึ้น ก็จะเป็นน้ำหนักแสง เงา ที่นุ่มนวล ซึ่งจะให้ความรู้สึกนุ่มนวล บอบบาง เบา สุภาพ และถ้าพื้นผิวเรียบ มีความมันวาว ก็จะให้ ความรู้สึกหรูหรามีราคา

     

     

     

     

     

     

     

     

    2. พื้นผิวหยาบไม่เรียบ

    ลักษณะทางกายภาพ ของ พื้นผิวแบบนี้จะดูดซับแสง และทำให้น้ำหนัก ของแสง เงา ที่เกิดขึ้น มีน้ำหนังที่รุนแรง จะให้ความรู้สึกเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง น่ากลัว กระด้าง.

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    น้ำหนักอ่อน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    น้ำหนักอ่อนแก่ของแสงและเงา ที่ปรากฏบนวัตถุนั้นเป็นผลมาจาก แสงสว่าง ในธรรมชาติหรือแสงสว่างที่มนุษย์ ประดิษฐ์ขึ้น เมื่อใดที่แสง ตกกระทบวัตถุจะเกิด เป็นบริเวณ สว่างและบริเวณมืดโดยบริเวณสว่าง และบริเวณมืดจะค่อย ๆ กระจาย ค่าน้ำหนักความอ่อนแก่ได้อย่างกลมกลืนปรากฏเป็น ปริมาตรของรูปทรงของวัตถุ เรื่องของน้ำหนัก จึงเกี่ยวข้อง โดยตรง กับแสงสว่าง ถ้า ปราศจากแสงสว่าง หรือมีปริมาณน้อย รูปทรงของวัตถุก็จะพร่ามัวหรือมองเห็นได้ไม่ชัดเจน กล่าวได้ว่า น้ำหนัก เป็นการตอบสนองทางการเห็นจากการเกิดของแสงสว่างและเงามืด ที่ปรากฏบนวัตถุ

     

    ในทางทัศนศิลป์ น้ำหนักอ่อนแก่ หมายถึงความอ่อนแก่ บริเวณเนื้อที่ ของวัตถุที่ถูกแสงและ บริเวณเนื้อที่ที่เป็นเงา อาจจะมีน้ำหนักอ่อนตั้งแต่ ขาวจนถึงดำ นอกจากนี้น้ำหนักแสงเงา ยังให้ผลอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ี้

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    สร้างพื้นผิว

    ค่าของแสงเงาที่ตกกระทบพื้นผิวใด ๆ ก็จะเกิดค่าน้ำหนัก ความอ่อนแก่ ทำให้พื้นผิวนั้น มีลักษณะต่างกันออกไป เช่น มีความเรียบ แบน มีความกลมหรือความเป็นเหลี่ยม นูนออกมา เป็น 3 มิต

    สร้างสี

    สีทุกสี เมื่อถูกแสงเงาตกกระทบ ก็จะมีค่าของสี และค่าน้ำหนัก ที่แตกต่างกัน

    สร้างความตัดกัน

    เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างความมืด ความสว่าง ความอ่อน ความแก่ ที่อยู่ในตำแหน่ง ใกล้เคียงกัน

    ค่าน้ำหนักแสงเงา (Chiaroscuro)

    เป็นเทคนิคของการเขียนภาพ ที่กำหนด ให้มีแสง ส่องมายังวัตถุในภาพ เกิดเป็น ค่าน้ำหนัก ของแสงเงา เป็นที่นิยมของศิลปินหลายคน เช่น Michelangelo,Titian เป็นต้น

     

     

    การใช้สีสว่างในที่มืด (Intensity)

    ศิลปิน Rembrant เป็นศิลปินที่นิยม เขียนภาพ โดยกำหนดให้แสงสว่าง ส่องไปยัง วัตถุที่เป็นรูป (Figure) โดยมีพื้นหลัง (Ground) เป็นสีเข้ม โดยเฉพาะ สีดำ และเรียก ศิลปินที่ใช้แสงเงา ในแนวนี้ว่ากลุ่ม Tenebrism

     

    ประเภทของของค่าน้ำหนัก

    ระดับค่าน้ำหนักเป็นความแตกต่างของน้ำหนักขาวดำ หรือน้ำหนักของสี สามารถสร้าง ให้เกิดระดับค่าน้ำหนักต่าง ๆ ได้หลายน้ำหนัก ระดับค่าน้ำหนักที่สร้าง ได้ง่ายและเห็นได้ชัดที่สุด คือ น้ำหนักขาว เทา ดำ

    ประเภทของค่าน้ำหนักเหล่านี้ จำแนก ตามลักษณะ ที่ปรากฏ ในงานออกแบบทัศนศิลป์ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    1. ค่าน้ำหนักแบบ 2 มิติ

     

    หมายถึงน้ำหนักที่ปรากฎบนพื้นผิว 2 มิติ ที่มีแค่ ความกว้างและความยาว ทำให้เกิดความแตกต่าง ของน้ำหนักในภาพ เป็นส่วนกำหนดรูปและพื้น และอื่น ๆ

     

    ค่าน้ำหนัก แบบ 2มิติ

     

     

     

    2. ค่าน้ำหนักแบบ 3 มิติ

    แบ่งออกเป็นสองลักษณะ คือ

     

    2.1 ค่าน้ำหนักที่แสดง ความกว้าง ความยาว และความลึก ให้ความเป็น 3 มิติ แก่รูปร่างเกิดเป็นมิติลวงเพิ่มขึ้น เช่นที่ปรากฎในงานจิตรกรรม และ ภาพพิมพ์

     

     

    2.2 ค่าน้ำหนักที่ปรากฎในรูปทรง 3 มิติ เช่นในประติมากรรม สถาปัตยกรรม ทำให้รูปทรงนั้น มีมวล (Mass)และปริมาตร (Value) เกิดมิติ ที่ชัดเจน สามารถสร้างอารมณ์ และ ความรู้สึกตามต้องการ นอกจากนี้ แสงเงาที่ปรากฎยังวัตถุ ยังสร้างพื้นผิวของวัตถุนั้น ให้เด่นชัดขึ้น

     

                                   

     

     

    2.2 ค่าน้ำหนักที่ปรากฎในรูปทรง 3 มิติ เช่นในประติมากรรม สถาปัตยกรรม ทำให้รูปทรงนั้น มีมวล (Mass)และปริมาตร (Value) เกิดมิติ ที่ชัดเจน สามารถสร้างอารมณ์ และ ความรู้สึกตามต้องการ นอกจากนี้ แสงเงาที่ปรากฎยังวัตถุ ยังสร้างพื้นผิวของวัตถุนั้น ให้เด่นชัดขึ้น

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    น้ำหนักอ่อน แก่ กับการรับรู้

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     


    การรับรู้ค่าความสว่างและภาพลวงตาที่เกิดขึ้น ค่าความอ่อนแก่ที่เกิดขึ้น จากการสะท้อนของแสง จากวัตถุมาสู่ตาของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับปริมาณ ของแสงที่กระทบวัตถุ และประสิทธิภาพ การสะท้อนแสงของวัตถุนั้น

    ถ้าระบบ การมองเห็นของมนุษย์เป็นเพียงแค่การวัดค่าความสว่าง และ ความมืด แต่เพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับเครื่องวัดแสงแล้ว มนุษย์ก็คง ไม่สามารถจำแนก น้ำหนักบนพื้นผิวสีขาว ที่อยู่ใน แสงสลัว และจำแนก น้ำหนักบนพื้นสีดำในแสงจ้าได ความสามารถในการแยกแยะสิ่งเหล่านี้ เพราะมนุษย์มีความจำในค่าของแสงสว่าง

     

    มนุษย์สามารถแยกแยะค่าน้ำหนักของแสง ที่ปรากฎยังวัตถุ ได้หลายค่าน้ำหนัก

     

     

    ความจำนี้เป็นการรับรู้ ในสมอง ส่วนกลาง เป็นธรรมชาติ ของมนุษย์ที่ต้องการ จะทำความเข้าใจ ในสรรพสิ่งในโลก ที่ได้พบเห็น เช่น สี ขนาด รูปร่าง ฯลฯ แต่การที่จะ ระบุความหมาย และรายละเอียด ของสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ไม่ใช่มาจาก ภาพที่ปรากฎตาม ที่ตาเห็น ในทันทีทันใด แต่จะถูกกลั่นกรอง หรือมีการ ประมวลผล ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ จากสมองก่อน เช่น น้ำหนัก ของวัตถุหนึ่ง ที่ตามองเห็นนั้น อาจจะมีค่าของ น้ำหนักที่ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ การศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ ได้นำค่าน้ำหนักเทา (Gray Shade) มาเป็นตัวอย่าง เพราะเป็นน้ำหนักกลาง สามารถ เปรียบเทียบ ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ ชัดเจน

     

     

                                   

     ค่าน้ำหนักที่แตกต่าง   เกิดจากผลน้ำหนักข้างเคียงรูปสี่เหลี่ยมสีเทาตรงกลาง มีน้ำหนักเท่ากัน

    ทั้ง 2 รูป แต่ดูแล้วมีน้ำหนักแตกต่างกัน จากการที่อยู่บน พื้นหลัง ที่มีน้ำหนักแตกต่างกัน คือสีเทาที่อยู่บนพื้นสีเข้ม จะมีความสว่างกว่าบนพื้นสีอุ่น

     

     

     

     

    ค่าน้ำหนักที่แตกต่าง

    เกิดจากผลน้ำหนักข้างเคียง

    -          ภาพ A

     วงแหวนบนพื้นสีดำและขาว ให้สังเกตน้ำหนักสีเทา

     ของวงแหวน มีน้ำหนักเท่ากันทั้งวง

    -          ภาพ B

    แยกพื้นหลังและวงแหวนออกเป็นสองส่วน จะสังเกต

    ว่าค่าน้ำหนักเทา ของวงแหวนแต่ละครื่ง เริ่มไม่เท่ากัน

    -          ภาพที่ C

    เลื่อนตำแหน่งพื้นหลังให้เยื้องกัน จะเห็นความแตกต่าง

    ของน้ำหนักวงแหวนแต่ละครื่งอย่างชัดเจน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    Text Box: ค่าน้ำหนักที่แตกต่าง เกิดจากผลน้ำหนักข้างเคียง รูปสี่เหลี่ยมสีขาวสองรูป (ศรชี้) มีน้ำหนักเท่ากัน แต่เมื่อนำส่วนหนึ่งของวงกลมที่มีน้ำหนักเทาและดำ มาวางตามมุม ของรูปสี่เหลี่ยม สีขาวแต่ละรูป ทำให้ค่า น้ำหนักสีขาวเปลี่ยนไป คือ ภาพขวา จะดูเหมือนมีหมอก คลุมเครือ ต่างกับ ภาพซ้าย ที่มีสีขาวสดใส 

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ค่าน้ำหนักที่แตกต่าง

    เกิดจากผลน้ำหนักข้างเคียง

    รูปสี่เหลี่ยมสีเทาที่วางบนแถบสีดำ (A)

    และ บนแถบ สีขาว (B) มีน้ำหนักเท่ากัน

    แต่ดูรูปสีเทา ที่วางบนแถบสีขาว

    มีค่าน้ำหนักเข้มกว่ารูปสีเทา ที่วางบนแถบสีดำ

     

     

     

     



    อ่านทั้งหมด: 2816, ความเห็นทั้งหมด: 0

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2567)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    กฎหมายเรื่องการวิ่งเต้นล้มคดี(ดีโพลมา2566)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27(ดีโพลมา2565)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2564)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน
    ลูกครูญี่ปุ่น ถูกฆ่าหั่นศพ รุดพบตำรวจ (ดีโพลมา2563)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 26(ดีโพลมา2562)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
    ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2561)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    ขับรถอย่างไรจึงไม่ปวด
    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา “สมชาย ไพบูลย์” แนวร่วม นปช.และอดีต ส.ข.บางบอ
    รพ.จุฬาลงกรณ์ เชิญประชาชนร่วมบำเพ็ญกุศล (ดีโพลมา2559)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม -ตอนที่ 25(ดีโพลมา2558)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ไปเที่ยวเดอะกะตะรีสอร์ทที่ภูเก็ตมา(ดีโพลมา2557)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน).
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2560)
    กฎหมายค่าส่วนกลาง(ดีโพลมา2559)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 24 (ดีโพลมา2558)
    กินอย่างไร เมื่อไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
    กินอย่างไรห่างไกลเบาหวาน
    กินอย่างไร เมื่อเป็นโรคเบาหวาน
    หางาน part time งานผ่านเน็ต รับงานทำที่บ้านได้ คลิก
    โรคความดันโลหิตสูง รักษาได้ แค่หลีกให้ไกลจากโซเดียม
    อีเมล และสมอง อัศจรรย์แห่งการเชื่อมโยง
    Japanese Language Course
    แค่หลับสนิท ก็ผอมได้ไม่น่าเชื่อ!
    อลังการอะ ศิลปะบนผนังที่ห้างรูปเกือกม้าในเนเธอร์แลนด์
    วิธีลดน้ําหนัก 5 กิโล 1 อาทิตย์ สูตรเด็ดที่สาว ๆ ต้องคิดก่อนลอง !
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2556)
    สตช. เพิ่งตื่น สั่งเข้มปราบปรามแหล่งเงินกู้นอกระบบ(ดีโพลมา2555)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 23(ดีโพลมา2554)
    30 วิธีฉลาดสุดๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณ “ง่ายขึ้น” ไปดูว่ามีอะไรบ้าง!
    การปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเป็นคนที่มีความสุขทำอย่างสม่ำเสมอ
    งานพิเศษ งานรายได้เสริม ใช้เวลาว่างๆ 2-3 ชั่วโมง ทำงาน ที่นี่ค่ะ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2553)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่18ต.ค.2557(ดีโพลมา2552)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 22(ดีโพลมา2551)
    ตามหาญาติ (ดีโพลมา2550)
    หางานทำที่บ้าน งานทำทางเน็ต สร้างรายได้ที่บ้านค่ะ
    เลือกที่พัก รายวัน รายเดือน อย่างไรดี
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2549)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2548)
    แต่งตั้งนายตำรวจราชสำนัก (ดีโพลมา2547)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 21ขอขอบคุณที่มาของข่าว/ภาพจากผู้ที่มีชื่ออยู่ด้านล่างนี้ทุก
    หนังเรื่องผีชี่วะ ภาค4 (ดีโพลมา2545)
    หนี้เสียเกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ (ดีโพลมา2544)
    หางาน หางานทำที่บ้าน คีย์งานผ่านเน็ต ง่ายๆ คลิกเลย
    9 สุดยอดผัก แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
    ลดความเครียดและรอบเอวด้วยอาหาร 4 ชนิด ที่คิดไม่ถึง
    เช็กสิ 14 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเครียดมากเกินไป

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 15.6ms