2/9/2551 22:09:00
เฮ้อ..เห็นข่าวบ้านเมืองไทยแล้วสิ้นหวังเหลือเกินครับ ทำไมถึงมั่วกันไปกันใหญ่ขนาดนี้น้อ อยากรู้จังครับว่าเพื่อนๆ มีความคิเห็นกันยังไงบ้างครับ โดยส่วนตัวของผมแล้วคิดว่าบ้านเมืองมีกฏหมายประชาชนคนอย่างเราๆ ก็ควรจะเคารพกฏหมายนะครับ แล้วเพื่อนๆ คิดว่าไงกันครับ ช่วยกันระบายความอัดอั้นกันหน่อยนะคร้าบบ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 145 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/seifershark.blog?PostID=5157
27/5/2551 12:11:00
ความเดิมจากตอนที่แล้ว หนุ่ยเด็กหนุ่มจากอีสาน หลังจากจบ ม.ปลาย ความฝันและความหวังของเขาได้แหลกสลายไป เพราะเขาสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้เลยซักที่เดียว ความท้อแท้สิ้นหวังรุมประดังเข้าใส่เขา ตลอดทางที่เขานั่งรถเมล์กลับไปที่ห้องเช่าเล็กๆ ที่พ่อกับแม่ของหนุ่ยเช่าไว้เป็นที่พักพิงในการเข้ามาตรากตรำทำงานในกรุงเทพฯ เขาไม่รู้ว่าจะบอกกับพ่อแม่ว่ายังไงดี จะทำเป็นตลกแล้วบอกว่าเขาสอบเรียนต่อไม่ได้อีกแล้วครับ พ่อกับแม่ก็คงไม่ขำแน่ เขาได้แต่บอกความจริงที่แสนเจ็บปวดให้พ่อกับแม่ฟัง และที่เขาเจ็บปวดยิ่งกว่าก็คือความเงียบที่สิ้นหวังได้เข้ามาครอบงำสามคนพ่อแม่ลูก หนุ่ยรู้ดีว่าพ่อกับแม่ของเขาหวังเพียงแค่ให้เขาได้เรียนต่อไม่ว่าจะเรียนอะไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่ได้เป็นทหารอย่างที่ทุกคนหวัง พ่อกับแม่ของหนุ่ยก็ไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากตำหนิเขาเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางความสิ้นหวังหนุ่ยนึกขึ้นมาได้ว่าเขายังมีสิทธิ์ที่จะเดินตามฝันของเขาได้อีกทางหนึ่งถึงแม้จะเป็นเพียงทางอ้อมที่เขาอาจจะมีสิทธิ์ฝันก็ตาม เขาบอกกับพ่อและแม่ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยวว่า เขาขอเวลาหนึ่งปีที่จะอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบเพื่อสู้อีกครั้งเพื่อความฝันของเขา เพราะเขายังมีสิทธิ์ที่จะสอบเข้าเรียนเป็นนักเรียนจ่าอากาศซึ่งเขารู้มาว่าถ้าเรียนดีจะสามารถสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ แล้วเขาก็อาจจะได้เป็นนักบินรบอย่างที่เขาฝันไว้ เขารู้ดีว่าไม่ใช่ง่ายเลยที่จะเดินตามเส้นทางสุดท้ายสู่ความฝันของเขา แต่ก็เป็นโอกาสเดียวที่เขาจะสามารถไขว่ขว้าฝันของเขาได้ หลังจากให้คำมั่นสัญญากับพ่อและแม่ หนุ่ยกลับมานึกทบทวนดูว่าเหตุใดเขาจึงสอบไม่ติดเลย แล้วเขาก็พบว่า เขาขาดแรงจูงใจและมองไม่เห็นความสำคัญในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบตามประสาเด็กต่างจังหวัดที่สนุกสนานไปวันๆ นั่นเองเป็นสาเหตุให้เขาไม่ตั้งใจอ่านหนังสือ เขาเริ่มวางแผนใหม่จากประสบการณ์ที่เขาผ่านสนามสอบมาหลายครั้ง ทำให้เขารู้แนวข้อสอบประกอบกับ ตำราที่ป้าของหนุ่ยเคยหอบมาให้อ่าน เขาจึงมีจุดมุ่งหมายและแนวทางที่ชัดเจนว่าเขาควรจะเตรียมตัวอย่างไร เขาวางตารางเวลาการอ่านหนังสือในหนึ่งวันออกเป็นแต่ละวิชาที่จำเป็นในการสอบ จันทร์-ศุกร์ ขอพัก เสาร์-อาทิตย์ แต่นอกจากการอ่านหนังสือแล้ว หนุ่ยก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินไปด้วย เพราะเขาคิดว่าจะมานั่งๆนอนๆให้พ่อกับแม่เป็นภาระอยู่ไม่ได้ ดังนั้นในแต่ละวัน เช้าถึงเที่ยงหนุ่ยจะช่วยแม่รับงานจากโรงงานมานั่งทำที่ห้องกับแม่ แล้วพอช่วงบ่ายเขาก็จะเริ่มอ่านหนังสือตามตารางที่ได้วางไว้ ท่านผู้อ่านหลายคนอาจจะเดาตอนจบว่าก็คงแฮปปี้เอนดิ้ง เหมือนละครน้ำเน่าทั่วไป แต่หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่ามันจะเป็นไปได้หรือที่คนๆหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออย่างเดียวแล้วจะสอบได้ คงต้องรอติดตามตอนต่อไปนะครับ เพราะผมเมื่อยมือที่แล้วไว้คราวหน้ามาอ่านกันใหม่ ว่า หนุ่ยจะคว้าเศษเสี้ยวของความฝันของเขาได้หรือไม่ ขอบคุณที่ตั้งใจอ่านกันนะครับ รับรองว่าไม่เสียเวลาเปล่าแน่...
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 136 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/seifershark.blog?PostID=4687
21/5/2551 20:59:00
ผมได้รู้จักเด็กชายชาวอีสานคนหนึ่งชื่อ "หนุ่ย" เค้าเป็นคนที่เรียนดีใช้ได้คนหนึ่ง ฐานะทางบ้านก็พออยู่พอกิน ตั้งแต่เด็กหนุ่ยมีความฝันว่าเค้าอยากจะเป็นนักบินรบ มันคงเท่น่าดูเลย พอเริ่มเรียน ม.ปลาย เค้าก็ได้เริ่มเดินตามฝัน เพราะการที่หนุ่ยจะได้เป็นนักบินรบเค้าต้องสอบเข้าเป็นนักเรียนนายเรืออากาศให้ได้ก่อน นั่นก็หมายความว่าเขาต้องสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารให้ได้ หนุ่ยมีลูกพี่ลูกน้องลูกชายของป้า ๓ คน ซึ่งทั้งสามคนสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารได้ทั้งสามคน คนโตทหารบก คนรองทหารเรือ คนสุดท้องตำรวจ ป้าบอกกับหนุ่ยว่าตระกูลเรายังขาดทหารอากาศนะลูก ป้าได้ส่งตำรับตำราที่ลูกๆแกไปติวมาแล้วสอบติดมาให้หนุ่ยได้เตรียมตัวสอบ ครั้นพอหนุ่ยเรียนจบชั้น ม.๔ เขาก็ไปสมัครสอบเตรียมทหารเขาตื่นเต้นมากเพราะเป็นการสอบแข่งขันระดับประเทศครั้งแรกของหนุ่ย ไปสอบเรียบร้อยหนุ่ยไม่มีความมั่นใจเลยเขาทำข้อสอบไม่ได้ จริงดังคาดพอประกาศผลสอบเขาสอบไม่ติดหนุ่ยกลับต่างจังหวัดด้วยความผิดหวังครั้งแรก ไม่มีใครที่บ้านตำหนิหนุ่ยล้วนแต่บอกให้หนุ่ยพยายามใหม่ในปีหน้า เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปีหนุ่ยจบชั้น ม.๕ เขาไปสมัครสอบอีกครั้ง หลังสอบเสร็จหนุ่ยรู้ตัวว่าเขาสอบไม่ได้แน่ เหมือนที่คิดหนุ่ยสอบไม่ติด เงาดำของความผิดหวังหดหู่เริ่มเข้าเกาะกินจิตใจของหนุ่ย แต่ทุกๆคนก็ยังให้กำลังใจหนุ่ยว่ายังเหลือโอกาสอีกครั้งปีหน้าหลังจบ ม.๖ หนุ่ยรู้ดีว่าเป็นโอกาสสุดท้ายกับความฝันของเขา แต่ก็ตามประสาเด็กต่างจังหวัดที่ไม่ได้ประสีประสาว่าการเตรียมตัวสอบมีความสำคัญมากเพียงใด เขาปล่อยให้ชีวิต ม.ปลาย ผ่านไปอย่างสนุกสนานกับเพื่อนฝูงก่อนที่จะจากกันเมื่อเรียนจบ แล้วเขาก็ไปสมัครสอบอีกเป็นครั้งที่ ๓ เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าเป็นโอกาสสุดท้ายกับความฝันของเขาก็ต่อเมื่อเขานั่งอยู่ในห้องสอบ และเขาก็ทำข้อสอบได้มั่งไม่ได้มั่งอีกเหมือนเคย เขาเริ่มหวาดกลัวกับอนาคตอันมืดมนของเขา และแล้วเมื่อประกาศผลสอบความหวังของเขาก็หมดไปโดยสิ้นเชิงเขาสอบไม่ติดอีกครั้ง อีกแล้วเหรอหนุ่ยคิดโทษตัวเองที่ไม่ได้เตรียมตัวสอบให้เต็มที่ เขาประมาทกับอนาคตของตัวเองเขาชะล่าใจเกินไป และแล้วเวลา ๓ ปีของ ม.ปลาย ของเขาก็ไม่ได้ช่วยให้เขาเดินตามฝันของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาปลอบใจตัวเองว่าไปสอบเอนทร้านส์ก็ได้ เรียนมหา'ลัยก็ยังดี เขาก็ไปสมัครสอบเอนทร้านส์ แล้วก็ไปสอบโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าการสอบเอนทร้านส์มันไม่ใช่ง่ายๆอย่างที่เขาคิด วันประกาศผลเอนทร้านส์เขาไปดูผลสอบด้วยใจที่หวาดหวั่น เพราะเขาทำข้อสอบได้น้อยมาก แล้วเขาก็สอบไม่ติดอีกเหมือนเคย เขายืนน้ำตาคลอ ไม่อยากกลับบ้าน ทุกคนที่บ้านคงจะผิดหวังในตัวของเขามาก แต่ทุกคนก็ไม่ได้ปริปากเรื่องที่เขาสอบไม่ติดเลยซักที่ นั่นก็หมายความว่าหนุ่ยจบ ม.๖ ด้วยมือเปล่าโดยที่ไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อที่ไหนได้เลย ความผิดหวังในตัวเองได้ประดังเข้าถาโถมใส่เขา เขาไม่อยากให้เป็นแบบนี้ เขาไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องผิดหวัง เขาจะทำยังไงดีเขาไม่มีที่เรียน เขารู้สึกว่ามืดแปดด้าน ชีวิตนี้ช่างมืดมนลงทุกที แล้วเขาจะทำยังไงต่อไป ติดตามได้ในตอนหน้านะครับ...
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 117 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/seifershark.blog?PostID=4661
19/5/2551 15:38:00
เปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าเรื่องดีดีบ้างนะครับ First LOVE ก็คงเป็นตอนที่เรียนมัธยมปลายละมั้งครับ แอบชอบเพื่อนนักเรียนหญิงห้องเดียวกัน แบบว่าปลื้มมากแอบมองทุกวันได้มองได้เห็นก็รู้สึกมีความสุข มาถึงห้องเรียนตอนเช้าก็ต้องรอดูว่าเธอจะมาเมื่อไหร่ แต่ก็ไม่กล้าบอกเธอหลอกนะครับ กว่าที่เธอจะรู้ก็ตอนเลี้ยงจบ ม.ปลาย เพื่อนๆแอบสังเกตเห็นอาการของผมก็เลยยุให้ไปนั่งใกล้ๆกันแล้วก็แซวซะจนอายม้วนต้วนไปเลยผม คิดถึงทีไรก็อดที่จะแอบอมยิ้มคนเดียวไม่ได้ แล้ว First LOVE ของคุณเป็นแบบไหนละครับ ลองนึกแล้วมาเล่าสู่กันฟังให้หัวใจเบิกบานกันหน่อยซิครับ...
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 110 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/seifershark.blog?PostID=4648
18/5/2551 18:12:00
ผมเป็นคนนึงที่ค่อนข้างอยู่ในยุคเก่าเลยไม่เข้าใจว่าการศึกษาของเด็กไทยสมัยนี้มันเป็นยังไงกัน ทำไมต้องสอบต้องแข่งขันกันตั้งแต่ตัวเล้กตัวน้อย ผมรู้สึกว่าความน่ารักความสดใสของวัยเด็กที่ควรจะมีแต่รอยยิ้มที่มีความสุขเริ่มจะหดหายไปทุกที มองไปทางไหนเด็กๆ ก็กังวลกับอนาคตของตัวเองว่าจะเรียนที่ไหนดี จะสอบเข้าเรียนได้มั้ย จะเรียนได้มั้ยไหวมั้ย การแก่งแย่งแข่งขันทางการศึกษาทุกวันนี้มันมีสูงเหลือเกิน เกินกว่าที่เด็กตัวเล็กๆ จะแบกรับความกดดันที่เข้ามาได้ พ่อแม่ก็ต้องยัดเยียดให้ลูกเรียนๆๆ ทั้งที่การเรียนที่ห้องเรียนทุกวันนี้ก็หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวัน ไม่พอต้องกวดวิชาเรียนพิเศษกัน วันๆเรียนอะไรกันนักกันหนา ผมละสงสารเด็กสมัยนี้มากเลย ไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นกันสนุกสนานเหมือนเด็กสมัยผมอีกแล้ว ผมไม่มีความรู้เรื่องระบบการศึกษาในปัจจุบัน ใครรู้ช่วยเล่าให้ผมฟังมั่งซิครับว่า ทุกวันนี้เด็กไทยเราต้องสอบแย่งกันเรียนตั้งแต่ชั้นอะไรบ้าง อยากรู้จริงๆครับ ช่วยหน่อยนะครับ อยากรู้
|
มีคนตอบทั้งหมด: 1 |
อ่าน: 105 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/seifershark.blog?PostID=4644
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน