Last edit on 11/3/2553 9:30:00
ขั้นตอนในการดำเนินการสร้างงาน:รศ.ว่าที่ร้อยโทพิชัย สดภิบาล
- เริ่มจากเส้น และรูปทรงก่อลด หรือเพิ่มไปตามขั้นตอนจนถึงความเหมาะสม
ที่พอดีกับเป้าหมาย
- การสร้างสีแก่เส้น และรูปทรงนั้น ๆ ควรพิจารณาวัสดุไปด้วย ต้องยึดถือแนวทางการใช้สีจากต้นแบบ แล้วพิจารณาปรับเปลี่ยนไปโดยยังคงให้ความรู้สึกเดิมอยู่เท่าที่จะกระทำได้
- พิจารณาการใช้วัสดุที่เหมาะสมกับโครงการ และเป็นไปได้กับรูปทรง และสี
ที่จะสร้างจากเส้น และรูปทรง
- พิจารณาการใช้ลวดลายเพื่อเสริมให้เกิดความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่ควรเลือกพิจารณาลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ มาเสริมสร้างเพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ให้มากที่สุด
เมื่อจบขั้นตอนเหล่านี้แล้วจะได้แนวทางในการสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมภายในที่ได้บรรยากาศ และความรู้สึกของเป้าหมายที่กำหนดไว้
สรุป การวิเคราะห์เพื่อการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน เพื่อให้เข้าใจการพิจารณา และขั้นตอนของการดำเนินงาน ตลอดจนการศึกษาให้เข้าใจงาน ดังนี้
1. ศึกษาเส้นที่ประกอบเป็นรูปทรง ความโดดเด่น ความต่อเนื่องที่เป็น
เอกลักษณ์
2. การประยุกต์เส้น และรูปทรง
การลด หรือ เพิ่ม การตัดทอนหรือเสริมแต่ง เริ่มจากส่วนประกอบ ย่อย ๆ ก่อนทีละส่วน เป็นขั้นตอนพร้อมทั้งตรวจสอบความรู้สึกกับเป้าหมายที่วางไว้
3. การประยุกต์สี และวัสดุ การศึกษาสี และความรู้สึกจากสีของรูปภาพ (สีโดยรวม สีของวัสดุที่ประกอบกันภายใน) ความรู้สึกของสีในลวดลาย เทคนิคการใช้สีที่เป็นเอกลักษณ์ เทคนิคการสร้างลวดลาย และสีวัสดุ
การเปรียบเทียบวัสดุเดิมกับโครงการใหม่ พิจารณาตามความเหมาะสม และเทคนิคในการสร้างขึ้นมาใหม่ ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และการใช้งานจริง
4. การประยุกต์ลวดลาย
ควรศึกษาลวดลายที่เด่นชัด และลวดลายโดยรวม ควรหาแนวทางในการใช้ลวดลายนั้น ๆ ไปใช้ประกอบในการเสริมสร้างความรู้สึกให้เห็นความเป็นเอกลักษณ์ ของเทคนิคการใช้ลวดลาย หรือความนิยมในการใช้ลวดลายนั้น ๆ ประดับการตกแต่ง ในหัวข้อที่ 2, 3, 4 ควรพิจารณาอีกครั้งว่าได้รับความรู้สึกจากประสาทสัมผัสว่ายังมีเอกลักษณ์ในด้านใดบ้าง เหมาะสมกับโครงการมากน้อยเพียงใด พิจารณาปรับเปลี่ยนขั้นตอนต่าง ๆ ไปหลาย ๆ แนวทาง เพื่อหาข้อสรุปมาใช้ในการออกแบบโดยมีการตรวจสอบความเหมาะสมกับแนวความคิดในการออกแบบ
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 9 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/sodpichai.blog?PostID=14203
Last edit on 11/3/2553 9:15:00
การกำหนดรูปแบบของการวิเคราะห์ (Format Of Analysis):รศ.ว่าที่ร้อยโทพิชัย สดภิบาล
รูปแบบของการวิเคราะห์จะเป็นขั้นตอนของการศึกษาข้อมูลของตัวเลือก ที่ได้กำหนดคัดเลือกแล้วว่าจะใช้ผลงานจากไหน คือ จากธรรมชาติ หรือจากสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรขึ้นมา จึงมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดรูปแบบได้ดังนี้
1. เส้น (Line)
2. สี (Color)
3. วัสดุ (Material)
1. เส้น
1.1 เส้น เป็นตัวกำหนดรูปทรงของชิ้นงานต่าง ๆ ที่มีรูปต่างกัน รูปทรงจะบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชิ้นงานนั้น ๆ ได้
1.2 เส้น เป็นตัวกำหนดลวดลาย ที่สร้างสรรเพื่อเป็นงานประดับตกแต่ง ให้รูปทรงนั้นมีความสวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน แต่ละยุคสมัย มีลวดลายที่แตกต่างกัน มีหลากหลาย เหมาะที่จะนำมาวิเคราะห์เพื่อการใช้งานตกแต่งลวดลายที่เกิดตามผนังถ้ำ เกิดจากภาพวาดจิตรกรรมตามอาคาร ลวดลายที่เกิดขึ้นหรือทำขึ้นจากภาชนะเครื่องใช้ ลวดลายที่เกิดจากการทอผ้า ลวดลายจากเครื่องจักสาน ลวดลายที่เกิดในผลงานต่าง ๆ จะวิจิตรบรรจงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองอะไร
ภาพที่ 29 แสดงการสร้างเส้นที่เกิดลวดลาย
2. สี (Color)
ในการกำหนดการวิเคราะห์เรื่องสีนั้น แยกได้เป็น 2 ชนิด คือ สีที่เกิดจากธรรมชาติ และสีสังเคราะห์
2.1 สีธรรมชาติ เป็นสีที่มนุษย์ได้สัมผัสมาตลอดเวลา เกิดขึ้นจากธรรมชาติโดยแท้ ควบคู่มากับโลกมนุษย์เรา มนุษย์รู้จักนำมาใช้ในลักษณะเพื่อผิวแท้จริง (Pure) โดยนำมาประดิษฐ์ตกแต่งสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สีจากธรรมชาตินี้เป็นสีที่มีคุณค่ายิ่งเป็นตัวกำหนดของการผลิตสีของจิตรกร ปติมากร สถาปนิก และมัณฑนากร งานวาดผนังถ้ำนั้นเกิดขึ้นมาโดยใช้สีแท้จากต้นพืช นำมาเขียน ต่อมามีวิวัฒนาการขึ้นจึงมีการผสมของยางไม้ ไขมันสัตว์ และแร่บางชนิด วาดลงบนภาชนะ มีการผสมสินแร่ เผาให้เกิดสีต่าง ๆ บนเครื่องใช้ต่าง ๆ สีที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ต้องศึกษาคุณค่าของโทนสีที่เกิดจากธรรมชาติเป็นโทนสีที่คู่กับโลก (Earth Tone)
2.2 สีสังเคราะห์ เป็นสีที่เกิดจากผลงานทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเป็นผลงานที่
สำคัญยิ่งของวิวัฒนาการทางสี ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้ได้สีจากธรรมชาติ มีโทนสีมากขึ้น เพื่อการใช้งานที่เฉพาะ ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของการใช้สี ตัวอย่างหรือแนวทางในการศึกษาจะเกิดมาจาก นักออกแบบทั้งหลาย สถาปนิก มัณฑนานากร จิตรกรรม ปติมากรรม นักออกแบบสีทั้งหลาย จะมีความชำนาญมากในการออกแบบสีเพื่อการผลิตผลงาน
3. วัสดุ ( Materials)
วัสดุต่าง ๆ บนโลกล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ตั้งแต่อดีต ได้นำมาใช้งานที่เหมาะสมกับท้องถิ่นและยุคสมัย วัสดุที่ใช้กับงานต่าง ๆ เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการกำหนดขั้นตอนการวิเคราะห์ นักศึกษาจะต้องศึกษาถึงกรรมวิธีต่าง ๆ ในการผลิตผลงานเหล่านั้น และต้องใช้วัสดุปัจจุบันทดแทนได้ เป็นหน้าที่ของผู้ออกแบบ พิจารณาเลือกสรรวัสดุที่เหมาะสมกับงานที่สร้างขึ้นมาใหม่
เส้นสีวัสดุ สามสิ่งนี้ เป็นวิวัฒนาการที่ยาวนาน สิ่งในอดีตเป็นบทเรียนและแหล่งการศึกษาที่ดีที่สุด ปัจจุบันนักศึกษาจะต้องศึกษาค้นคว้าให้ถึงแก่นของยุคสมัยที่สร้างงานให้ดีที่สุด เข้าถึงเอกลักษณ์ของเส้นสีวัสดุของงานแต่ยุคสมัยให้ได้ กาลเวลาผ่านไป การเล่าเรื่องการจดบันทึกงานจิตรกรรมที่ได้ฝากไว้เป็นรูปภาพ ภาพวาด จะมีคุณค่าของตัวเอง
ภาพที่ 31 ภาพแสดงประวัติศาสตร์ของอาคาร
จากภาพที่ 31 ควรใช้หลักสรุปคุณค่าจากภาพได้ เพราะบางครั้งหลักฐาน จากสถานที่สร้างไม่มี จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาจากภาพ หรือถ้ามีการบันทึกภาพมาแล้ว เพื่อมาใช้กับงานโครงการ คุณค่าของภาพจึงสรุปได้ดังนี้
1. สถานที่ (Site Location)
2. บรรยากาศ (Atmosphere)
3. ความรู้สึก (Feeling)
4. โครงสร้าง (Structure)
5. ที่ว่างภายใน (Interior Space)
6. ลวดลาย (Pattern & Ornament)
7. วัสดุ (Materials)
8. เทคนิค (Technique & Know-how)
1. สถานที่ (Site Location) เป็นที่บอกแหล่งศิลปวัฒนธรรม บอกยุคสมัยศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานจากการจดบันทึกบอกเล่าได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์เพื่อการออกแบบ
2. บรรยากาศ (Atmosphere) บอกถึงสภาพแวดล้อม ที่เกิดขึ้น และสามารถสร้างภาพที่ได้เห็นนั้น บ่งบอกถึง การเป็นอยู่สี สรรต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นภาพ
3. ความรู้สึก (Feeling) เมื่อได้สัมผัสต่อประสาทตาแล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น ให้ความรู้สึกอย่างไร ความสุข-ทุกข์ สดชื่น ความนิยมชมชอบ อยากได้มาเป็นของตนเอง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามจิตวิทยา เช่น ให้ความรู้สึกละเอียดอ่อนน่าทนุถนอม ให้ความอบอุ่นมั่นคง เป็นต้น
4. โครงสร้าง (Structure) บอกถึงโครงสร้างของอาคารสถานที่นั้น ว่าสร้างมาจากวัสดุอะไร ประกอบเป็นโครงสร้างด้วยระบบของการสร้างชนิดไหน เช่น เครื่องไม้ เครื่องผูก ถ้าเป็นงานก่อสร้าง แต่ถ้าเป็นงานตกแต่งโครงสร้างที่นำมาประกอบเป็นอย่างไร หรือเป็นงานปั้นดินเผา โครงสร้างทำมาจากดินอะไร แถบไหน มีกรรมวิธีอย่างไรในการปั้น หรือเป็นงานทอย้อม ก็จะต้องมองโครงสร้างของเครื่องมือการทอ ลวดลายที่เกิดเป็นโครงสร้างของลายอย่างไร
5. ที่ว่างภายใน (Interior Space) ที่ว่างที่เกิดจากการจัดการภายนอกให้เกิดที่วางภายในนั้น เกิดขึ้นมาจากกิจกรรมอะไรของวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง เป็นการทดแทนมวลสารที่จัดขึ้นอย่างไร แต่ละยุคแต่ละสมัยในเนื้อที่ภายในต่างกัน ดังนี้ได้กล่าวมาแล้วว่าสร้างเพื่อใคร เช่น เทพเจ้า กษัตริย์ ศักดินา ชาวบ้าน เป็นต้น ที่ว่าง จะแตกต่างกันไป
6. ลวดลาย (Pattern & Ornament) ลวดลายเป็นงานตกแต่งส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายใน มีลวดลายอย่างไร วิวัฒนาการมาจากไหน หาให้พบถึงต้นตอรากเง้าของลวดลายแต่ละสมัย เพื่อหาจุดเด่นของลายนั้น ๆ ให้ได้
7. วัสดุ (Material) วัสดุเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของการกก่อสร้างการนำวัสดุต่าง ๆ มาประกอบกันของมนุษย์ยุคโบราณ มีวิวัฒนาการที่ยาวนาน พัฒนากันมาเป็นหลายชั่วอายุคน มีคุณสมบัติที่น่าสนใจมาก สามารถนำมาเป็นต้นแบบงานโครงการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แล้วจึงหาวัสดุทดแทนให้เข้ากับสมัย
8. เทคนิค (Technique & Know-how) เป็นภูมิปัญญาพื้นถิ่นจริง ๆ ของชนชาติต่าง ๆ ที่มีวิวัฒนาการมาตลอดเวลาและเป็นเชื้อชาติที่เก่าแก่ จะมีการคิดประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างในการตกแต่ง ในการเคลื่อนย้ายของขนาดใหญ่ ที่มนุษย์ปัจจุบันก็พยายามหาคำตอบอยู่ตลอดเวลาว่าคนโบราณทำได้อย่างไร นักศึกษาจะต้องหาคำว่าจบให้ได้ว่ากรรมวิธีต่าง ๆ นั้นทำได้อย่างไร
การคลี่คลายรูปแบบจากผลการวิเคราะห์ (Celerity of Art For Analysis)
เมื่อได้ศึกษาถึงการกำหนดรูปแบบของการวิเคราะห์ได้แล้ว โครงการต่าง ๆ เป็นข้อกำหนดของการเลือกผลงานต่าง ๆ นำมาวิเคราะห์เพื่อประกอบโครงการ ซึ่งจะมาจากศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ในศิลปวัฒนธรรมนั้นฯ ก็จะมีแนวทางการตัดสินใจในการเลือกศิลปวัฒนธรรม ดังนี้
ภาพที่ 32 แสดงแนวทางการตัดสินใจในการเลือกศิลปวัฒนธรรม
จากภาพที่32นั้นจะขอเน้นตรงที่มีการนำมาวิเคราะห์เพื่อประกอบกับงานแล้ว “ไม่ขัดต่อศิลปวัฒนธรรม” ตัวอย่าง เช่น ไม่ควรนำศิลปชั้นสูงสำหรับเทพเจ้า หรือกษัตริย์มาคลี่คลายใช้กับระดับท้องถิ่น หรือไม่สมควรเอาลวดลายของผ้านุ่งสตรีมาประดับหัวเตียง หรือเกี่ยวกับศาสนาเด็ดขาด ความรู้สึกของคนไทยเรายังไม่ยอมรับจุดนี้ ความเหมาะสม สำคัญยิ่งจะเป็นเครื่องชี้ความเก่ง หรืออัจฉริยะของผู้ออกแบบได้เป็นอย่างดีในการนำไปใช้ให้เหมาะสม วัสดุจะต้องประสานกลมกลืนกันได้บรรยากาศ สร้างความรู้สึกที่ดีได้ จุดเด่นของงานต้องจัดออกมาให้ได้ ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ดีของการใช้ในการวิเคราะห์คลี่คลายงาน สร้างรูปแบบได้เร็ว เหมาะกับการทดลอง
โครงการยาวโครงการเกิดขึ้นมาโดยไม่มีต้นตอหรือรากเง้าของศิลปวัฒนธรรมทางรูปธรรม แต่ก็ยังหาหลักฐานทางวรรณกรรมได้ ประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ เป็นโบราณคดี นำผลงานนั้นมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดเด่นที่สามารถบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ และต้องศึกษาจุดของงานด้วย
ภาพที่ 33 แสดงกระบวนการ การวิเคราะห์ผลงานทางโบราณคดี
จากตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว การคลี่คลายรูปแบบจากผลการวิเคราะห์ พอกำหนดเป็นขั้นตอนเพื่อให้การทำงานง่ายเข้า และช่วยให้ผลของการออกแบบดี เหมาะสมกับโครงการ พอมีขั้นตอนตามภาพที่ 34 แสดงขั้นตอนการวิเคราะห์การออกแบบ
ภาพที่ 34 แสดงขั้นตอนการวิเคราะห์การออกแบบ
วิเคราะห์งานศิลปวัฒนธรรมจากรูปแบบของแนวทางการตัดสินใจตามภาพที่ 34 จะได้รูปแบบของงานศิลปวัฒนธรรมตามที่โครงการต้องการตามความคิดรวบยอด (Conceptual) ของการออกแบบ เมื่อกำหนดความคิดรวบยอด ได้ว่าจะใช้จากของเดิม หรือทำเลียนแบบให้เหมือนของเดิม
ภาพที่ 35 แสดงการนำเอาของเดิมมาใช้ตกแต่งหรือประกอบการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในส่วนซุ้มประตูทางเข้า
การเลือกใช้จากของเดิมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการนำมาประดับตกแต่ง เพื่อให้ได้บรรยากาศของโครงการที่เป็นไปตามความคิดรวบยอดของโครงการนั้น การตกแต่งหรือการโชว์ตามจุดต่าง ๆ ก็จะต้องอยู่ในการเลือกสรรที่เป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์ศิลปวัฒนธรรมที่ให้หลักการไว้
การวิเคราะห์เพื่อการลดตัดทอนเป็นขั้นตอนที่จะต้องมีการกระทำ เพราะมีปัจจัยของโครงการต่าง ๆ มาเป็นตัวกำหนด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ ที่ว่าง การออกแบบสถาปัตยกรรมภายในจะต้องจัดการกับที่ว่าง ให้ได้เหมาะสมกับโครงการ ทรัพยากรทางศิลปวัฒนธรรมของไทย กล่าวได้ว่ามีมากมายหลายยุคหลายสมัย สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อการออกแบบได้มาก ภาพที่ 36 เป็นภาพที่แสดงถึงการวิเคราะห์เพื่อลดตัดทอนลวดลาย ที่ใช้เส้นให้เกิดเอกลักษณ์ของลวดลายเดิม นำมาใช้แล้วบอกได้ว่านำมาจากลวดลายจากแหล่งใด บอกได้เลยว่า มาจากไหน เช่น จากศิลปภาคอีสาน ภาคเหนือ หรือภาคใต้ เป็นต้น
การลดตัดทอนลวดลายเป็นขั้นตอนที่ 2 หรือขั้นตอนที่ 3 เป็นไปตามต้องการของผู้ออกแบบ เมื่อลดตัดทอน โดยยึดเอกลักษณ์ของศิลปนั้น ๆ นักออกแบบก็สามารถจัดได้แบบสุดท้ายของการตัดทอนได้คือ เอารูปทางเรขาคณิตเข้ามาใช้ โดยไม่ทิ้งรูปทรงเดิมของศิลปวัฒนธรรมนั้น ๆ ทำไมต้องลดตัดทอนถึงขนาดนั้น เพราะว่าถ้าลดจนถึงรูปทรงเรขาคณิตแล้วอาจจะหาที่มาไม่ได้เราจึงต้องเอาสีและวัสดุเข้ามาประกอบโครงสร้างของงานนี้ด้วยตามภาพที่ 7.32 ที่แสดงการลดตัดทอนแล้วเอารูปทรงเรขาคณิตเข้าไปใช้
ภาพที่ 37 แสดงการใช้รูปทรงเรขาคณิตในการตัดทอน7
ในการวิเคราะห์รูปทรงนั้น รูปทรงเลขาคณิต จะต้องผสมผสานกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับวัสดุที่ใช้ ซึ่งมีมากมายหลายชนิดที่สร้างมาทดแทนวัสดุเดิม ในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เราเจาะหรือนำมาใช้ ควรพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ว่าได้ตอบสนองวัตถุประสงค์หรือไม่ และที่สำคัญคือ ความรู้สึกจากประสาทสัมผัสว่าได้เอกลักษณ์ในด้านต่าง ๆหรือไม่ เหมาะสมกับโครงการมากน้อยแค่ไหน พิจารณาปรับเปลี่ยนขั้นตอนต่าง ๆ ไปหลายๆแนวทาง เพื่อหาข้อสรุปมาใช้ในการออกแบบโดยมีการตรวจสอบความเหมาะสมกับแนวความคิดในการออกแบบ
ภาพที่ 38 แสดงขั้นตอนการวิเคราะห์การออกแบบเพื่องานออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
7 ธงชัย เลิศสุพัฒนิมิตร “โครงการตกแต่งภายใน โรงพยาบาลกรุงสยาม”
(กรุงเทพมหานคร:ครุศสาตร์อุตสาหกรรม สจล 2539), หน้า 82.
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 10 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/sodpichai.blog?PostID=14202
Last edit on 11/3/2553 9:16:00
กระบวนการวิเคราะห์การออกแบบ
(Design Analysis Process):Assoc.Act.Lt.Pichai Sodbhiban
การสร้างงานสถาปัตยกรรมภายใน จะมีคุณค่ายิ่งก็ต่อเมื่อ สถาปนิกผู้ออกแบบสถาปัตยกรรม มีแนวคิดในการออกแบบที่สมบูรณ์ และเหมาะสมกับโครงการนั้น ๆ การที่จะได้รูปแบบที่เหมาะสมกับงานนั้น เป็นจุดสำคัญอย่างมากของนักออกแบบ พลังความคิดผสมผสานกับการวิเคราะห์จะได้แนวความคิดรวบยอด เพื่อตอบสนองโครงการ
จินตนาการของสถาปนิกที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมีที่มา และจะต้องมาจากสิ่งที่จริงแท้ สามารถพิสูจน์แก่นแท้ของสิ่งนั้นได้ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ธรรมชาติเป็นทรัพยากรสำคัญยิ่งของมนุษยชาติ ธรรมชาติบังคับให้มนุษย์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้น เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต จึงสรุปได้ว่า สิ่งสำคัญในการที่สถาปนิกจะนำมาเป็นทรัพยากรในการวิเคราะห์เพื่อการออกแบบ คือ ธรรมชาติ (Nature) และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Human Creation)
ธรรมชาติมีการวิวัฒนาการมามากมายหลายล้านปี มีวงรอบของการเกิดและแตกดับ เริ่มมาจาก การสั่งสอนจากธรรมชาติ ผสมผสานกับภูมิปัญญาพื้นถิ่น จนปัจจุบันผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัย
สองสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมมนุษย์ และเป็นเครื่องมือหรือเป็นทรัพยากรทางการออกแบบของนักออกแบบและสถาปนิก ที่ก่อให้เกิดจินตนาการ กระบวนการของการที่จะนำมาใช้ เพื่อการออกแบบ
จากภาพที่ 14 จะได้การศึกษาหลักอยู่สองอย่าง คือ ศึกษาจากธรรมชาติ (Nature) และ ศึกษาจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Human Creation)
ศึกษาจากธรรมชาติ (Nature) ก็คือ ธาตุทั้งสี่ ที่เป็นบ่อเกิดจากผลของจักรวาล คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก่อเกิดสิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต ศึกษาจากตัวของเราเอง แล้วขยายวงออกไป ว่ามีกระบวนการเกิดมาได้ด้วยขั้นตอนอย่างไร เป็นศาสตร์ มีวัฎจักรในการดำรงอยู่อย่างไร และดับสลายไปอย่างไร จากนั้นจึงมาศึกษาถึงรูปร่าง รูปทรงที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ว่าก่อให้เกิดลีลา บรรยากาศ ความรู้สึกต่อจิตใจได้อย่างไร มีอะไรเป็นลักษณะเด่น มีลวดลาย เส้นสายอะไรบ้างที่ธรรมชาติบอกกับมนุษย์ได้ ตัวอย่างเช่น แม่น้ำนั้นเป็นแนวทางของการไหลของน้ำ ไหลมาจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ มีระยะทางที่ไกลมาก เส้นทางเดินของน้ำ คดไปคดมา ผ่านป่าเขาน้อยใหญ่ ให้ความรู้สึกอุดมสมบูรณ์ ชุ่มฉ่ำ ก่อเกิดสิ่งมีชีวิต สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ ก่อเกิดเส้นสาย รูปทรงเล็กใหญ่ โค้ง เว้า มีบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในลำน้ำนั้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เช่น ปู ปลา กุ้ง หอย พืชพันธุ์ในน้ำต่าง ๆ จึงต้องศึกษาต่อไปอีกว่า ปลานั้นมีปลาอะไรบ้าง ปลาแต่ละชนิดนั้นมีวงจรชีวิตอย่างไร มีรูปทรงอย่างไร เส้นที่เกิดจากรูปทรงของปลา ลีลาการว่ายน้ำ การหาอาหาร ลีลา (Action) ในการจู่โจมเหยื่อเป็นอย่างไร ศึกษาต่อไปอีกว่า พืชพันธุ์ดอกไม้น้ำนั้น มีรูปทรงสีสรรอย่างไร
ดังนั้น การศึกษาธรรมชาติจึงต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จากตัวเราไปจนจรดจักรวาล แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ เพื่อการออกแบบว่า จะนำอะไรมาใช้ในการออกแบบ
ศึกษาสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Human Creation) มนุษย์อาศัยธรรมชาติ เป็นเครื่องมือในการดำรงชีพ การอาศัยธรรมชาติเพื่อประกอบกับชีวิตประจำวัน มนุษย์เราจะต้องดัดแปลงสิ่งต่าง ๆ จากธรรมชาติเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ป้องกันภัย เอาวัตถุดิบจากธรรมชาติมาประกอบการป้องกันภัยจากธรรมชาติ การอยู่รวมกันเป็นครอบครัว อยู่เป็นสังคมย่อยและใหญ่ ก่อให้เกิดสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น คิดขึ้นมาเพื่อตอบสังคม จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ตามขนาดของสังคมชุมชน เราอาจจำแนกได้เป็นศาสตร์ต่าง ๆ ได้ ดังนี้คือ
1. ศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม (Architecture)
2. ศาสตร์ทางศิลปหัตถกรรม (Arts and Craft)
3. ศาสตร์ทางวรรณกรรม (Literature)
4. ศาสตร์ทางเทคโนโลยี (Technology)
1. ศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม (Architecture) เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัย บริการทางสังคม ป้องกันภัย ความเชื่อทางศาสนา ในอดีตนั้นจะสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่จากความเชื่อและจากศาสนา4
2. ศาสตร์ทางศิลปหัตถกรรม (Arts and Crafts) ศิลปหัตถกรรม ถือว่าเป็นผลผลิตของมนุษย์ที่สร้างขึ้นมาตอบสนองของศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม และเพื่อการดำรงชีพศิลปหัตถกรรมจะเกิดขึ้นเป็นกลุ่มของผลงานทางวัฒนธรรมที่ได้ก่อตัวขึ้นมาเป็นเวลาอันยาวนาน ศาสตร์ทางศิลปหัตถกรรมจะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความเจริญงอกงามของสังคมนั้น และได้รับอิทธิพลของสังคมต่อสังคม ที่มีพัฒนาการต่อเนื่องแบ่งได้ดังนี้
1. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อศาสนา
2. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อพระมหากษัตริย์
3. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อศักดินา
4. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อท้องถิ่น
งานศิลปหัตถกรรมที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นโดยอาศัยแรงงานและฝีมือ ด้วยกรรมวิธีแบบ ง่าย ๆ หลายชนิด เกิดจากวัสดุที่ได้หาได้ตามธรรมชาติ แยกเป็นผลงานที่ได้มาจากวัสดุที่ใช้ได้ดังนี้
1. ศิลปหัตถกรรมจากหิน
2. ศิลปหัตถกรรมจากดิน
3. ศิลปหัตถกรรมจากพืช
4. ศิลปหัตถกรรมจากสัตว์
5. ศิลปหัตถกรรมจากโลหะ
1. ศิลปหัตถกรรมจากหิน เป็นผลงานที่พัฒนามายาวนานมากเพื่อตอบสนองการอยู่อาศัย มนุษย์ถ้ำมีการนำหินมาสร้างเป็นข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนศิลปถ้ำ โดยการวาดลวดลาย มีเส้นสายของงานวาดเขียน ต่อมาเป็นการนำหินสีมาประกอบการตกแต่งเครื่องใช้ อาวุธ อาคารต่าง ๆ เครื่องประดับมีการออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน ผลงานศิลปที่สร้างจากหิน ไม่ว่าจะเป็นจิตกรรม ปติมากรรม6
2. ศิลปหัตถกรรมจากดิน ดินเป็นวัสดุธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ได้นำมาใช้เพื่อผลิตผลงานทางศิลปหัตถกรรม สถาปัตยกรรม ซึ่งศึกษางานสถาปัตยกรรมพักอาศัย ที่ทำจากดินโคลน (Mud House) หรือนำดินมาทำเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบเป็นรูปทรงต่าง ๆ มีสีสรรลวดลายที่แตกต่างกันตามกาลสมัย ตามศิลปวัฒนธรรม และสังคมแต่ละกลุ่มเป็นตัวกำหนด
3. ศิลปหัตถกรรมที่ได้มาจากพืช งานไม้ถือได้ว่าเป็นงานโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม งานไม้เป็นเครื่องประดับตกแต่งอาคารทางสถาปัตยกรรม เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน จัดเป็นเครื่องจักสาน เครื่องแกะสลัก เครื่องเขิน งานผ้า ปัจจุบันพืชเกือบทุกชนิดมนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ผสมผสานกับเทคโนโลยี
ภาพที่ 20 แสดงผลงานศิลปหัตถกรรมที่ได้จากไม้
4. ศิลปหัตถกรรมจากสัตว์ ขนหรือหนังสัตว์เป็นผลงานศิลปสวยงามใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องใช้ประจำกายของมนุษย์ กระดูกสัตว์เป็นวัสดุที่มนุษย์ใช้เป็นอาวุธ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ที่ขึ้นชื่อมาก มีรูปทรง ลวดลาย ตลอดจนการแต้มสีเป็นของล้ำค่าที่มอบไว้ให้กับมนุษยชาติ
ภาพที่ 21 แสดงผลงานศิลปหัตถกรรมจากกระดูกสัตว์
5. ศิลปหัตถกรรมจากโลหะ พูดถึงโลหะนั้นมีหลายชนิดด้วยกัน สังคมมนุษย์รู้จักคิดค้นนำมาใช้ได้เกือบทุกชนิด นำมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ผลงานประดับอาคาร และประดับร่างกาย เป็นผลงานที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีพื้นถิ่น และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยประดิษฐ์ขึ้นมา
เมื่อได้ทราบถึงการจัดจำแนกศิลปหัตถกรรมจากวัสดุมาแล้วเพื่อความเข้าใจในการวิเคราะห์เพื่อการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์ทางศิลปหัตถกรรมอีกครั้งตามที่ได้แบ่งไว้แล้ว คือ
1. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อศาสนา ความเชื่อหรือการยอมรับในสิ่งที่มนุษย์หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมต้องเชื่อ ความเชื่อนั้นก่อเกิดมาจากภัยธรรมชาติที่ได้เกิดขึ้น มนุษยชาติจึงต้องหาที่ยึดเหนี่ยว การสร้างศาสตร์ศิลปหัตถกรรมจึงเกิดขึ้นเพื่อการบูชา หรือให้ดำรงอยู่นานแสนนาน การประดิษฐ์จึงบ่งบอกถึงความคงทนถาวร และเลิศหรู มีมวลที่ยิ่งใหญ่ ตอบสนองความเชื่อนั้นตามกลุ่มของสังคม
2. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์คือ ผู้นำของสังคม เป็นผู้ชี้ทิศทาง เป็นผู้สร้างความเชื่อให้เกิดในกลุ่มชน จึงกล่าวได้ว่าเป็นผู้นำในการที่จะสร้างศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อศาสนา และผู้นำหรือกษัตริย์จึงเป็นสมมุติเทพ ดังนั้นศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อพระมหากษัตริย์จึงมีแนวเชื่อมโยงกับศาสนาความเชื่อที่สร้างขึ้นมา แต่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นข้าวของเครื่องใช้ อันเรียกว่าเครื่องสูง ที่มีฝีมือนั้นประณีต สามารถระดมช่างฝีมือมาประดิษฐ์ได้ หรือสิ่งประดิษฐ์เพื่อเป็นเครื่องราชบรรณาการ
3. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อศักดินา ชนชั้นศักดินาทำงานเพื่อตอบสนองกษัตริย์หรือผู้นำกลุ่มของสังคม คาดได้ว่าจะเป็นผู้ประดิษฐ์คิดสร้างสรรผลงานศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเป็นผู้นำที่จะผลิตผลงานถวายผู้นำอันเป็นกษัตริย์ และที่สำคัญยิ่งคือผลิตผลงานเพื่อตอบสนองตนเองมากมาย ถึงการจำลองจากกษัตริย์
4. ศาสตร์ศิลปหัตถกรรมเพื่อท้องถิ่น ท้องถิ่นถือเป็นสังคมชนบท เป็นกลุ่มสังคมเกษตรกรรม นักล่า การสร้างศาสตร์ศิลปหัตถกรรม ก็เพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน เครื่องมือเกษตร เครื่องมือล่าสัตว์ เครื่องประดับ ศิลปกรรม หรือฝีมือจะเป็นงานเพื่อใช้สอยเสียมากกว่า จะผิดแผกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น และวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี
3. ศาสตร์ทางวรรณกรรม (Literature) วรรณกรรมถือได้ว่าเกิดขึ้นมาเพื่อบันทึกเรื่องราว ของแต่ยุคแต่ละสมัย ศาสตร์ทางวรรณกรรมนี้ เมื่อเราได้ศึกษาแล้วจะทราบการดำรงชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ตีความออกมาเป็นนามธรรมได้ สามารถนำมาเขียนภาพสร้างจิตกรรม ปติมากรรม ตลอดจนสร้างอาคารบ้านเรือนตามวรรณกรรมที่แจ้งไว้เป็นเรื่องราว งานวรรณกรรมยังบ่งบอกถึงสถานที่ที่เราสามารถสืบ
หาได้จากสภาพภูมิศาสตร์ เป็นการจารึกประวัติศาสตร์
4. ศาสตร์ทางเทคโนโลยี (Technology) กระบวนการหรือกรรมวิธีต่าง ๆ ที่มนุษย์หาวิธีการสร้างผลิตวัสดุสิ่งของตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ กรรมวิธี ต่าง ๆ นี้มีมาควบคู่กับมนุษย์ ซึ่งเกิดมาจากความจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อใช้งาน จำเป็นเพื่อจะป้องกันภัยจากธรรมชาติ เกิดจากภูมิปัญญา และมีวิวัฒนาการมาตลอดเวลา ตามกลุ่มสังคม กรรมวิธีการที่จะตัดหินไม้ เพื่อนำมาใช้งาน การสร้างเครื่องมือเกษตรกรรม การทำอาวุธ เพื่อล่าสัตว์ การสร้างบ้านพักอาศัย เกษตรกรรม การทำอาวุธเพื่อล่าสัตว์ การสร้างอาคารขนาดใหญ่ ล้วนเกิดจากวิวัฒนาการของเทคโนโลยี (Technology Development)
5 ผุสดี ทิพทัส “เกณฑ์ในการออกแบบสถาปัตยกรรม”(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2538), หน้า 2.
6 กรมศิลปากร “ประวัติศาสตร์โบราณคดี-กัมพูชา”(กรุงเทพมหานคร:กรมศิลปากร
กระทรวงศึกษาธิการ 2536),หน้า 172.
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 15 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/sodpichai.blog?PostID=14201
Last edit on 11/3/2553 9:17:00
การวิเคราะห์การออกแบบ
(Design Analysis) รศ.ว่าที่ร้อยโทพิชัย สดภิบาล
ความหมายของการวิเคราะห์การออกแบบ
(Design Analysis Definition)
ความหมายของการวิเคราะห์การออกแบบ มาจากการคำสองคำรวมกันกันคือ คำที่ว่าการวิเคราะห์ที่มีความหมายว่าการรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาพิจารณาตีความจำแนกแยกแยะให้เหมาะสมกับงานนั้น ๆ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Analysis อีกคำคือคำว่า การออกแบบ (Design) โครงร่างแบบแปลน รูปลักษณ์ รูปโฉม หรือ ลวดลาย ของสิ่งที่จะจัดทำ ที่เหมาะสมกับการใช้งาน เมื่อนำสองคำมารวมกันแล้วเป็น การวิเคราะห์การออกแบบ ควรจะมีความหมาย เป็น การจำแนกแยกแยะส่วนประกอบต่าง ๆ ของการออกแบบที่เหมาะสมกับกับการใช้งานตามหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยและมีกาละเทสะตามกาลเวลา
การวิเคราะห์แนวคิดในการออกแบบ
(Conceptual Design Analysis)
ความหมายของแนวคิดในการออกแบบ
(Conceptual Design Definition)
ความหมายของแนวคิดในการออกแบบคือ ความคิดรวบยอดหรือมโนคติ ความคิดที่เกิดขึ้นของการออกแบบสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยรวมแนวคิดจากจุดเล็กไปหาจุดใหญ่ เป็นสิ่งที่กำหนดให้ถือเป็นหลักการหรือแนวดำเนินของโครงร่างแบบแปลน รูปลักษณ์ รูปโฉม หรือ ลวดลาย ของสิ่งที่จะจัดทำ ที่เหมาะสมกับการใช้งานซึ่งเกี่ยวพันกับเทคโนโลยี
การวิเคราะห์แนวทางการออกแบบเพื่อการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
(Conceptual Design Analysis for Interior Architecture)
นั้นเป็นความคิดรวบยอดของ กระบวนการคิด (Thinking) ในเชิงแนวสร้างสรรค์ (Idea Creation) ในที่นี้จะกล่าวถึงกระบวนการคิดแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในของโครงการ สถาปนิกผู้ที่ออกแบบอาคารต่าง ๆ จะมีแนวทางการออกแบบหรือแนวคิดมาจากเจ้าของโครงการ ซึ่งอาจจะเกิดมาจากชื่อโครงการ ชื่อสถานที่ แรงบันดาลใจ สถาปนิกจะระดมแนวคิดต่าง ๆ เสนอเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมออกมา ตัวอย่างเช่น อาคารทางศาสนา อาจนำแนวคิดมาจากดอกบัว ก็จะทำการออกแบบให้มีแนวของเส้นและสีมาจากดอกบัว ดังนั้น สถาปนิกภายใน ต้องวิเคราะห์แนวคิดของรูปแบบอาคาร แนวความคิดของสถาปนิก การเชื่อมโยงแนวคิดของสถาปนิกกับสถาปนิกภายใน จะได้เป็นแนวคิดรวบยอดที่สมบูรณ์แบบและตอบสนองพฤติกรรมมนุษย์1
การสร้างจินตนาการในการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
(Interior Architectural Design Imagination)
สถาปนิกภายใน มัณฑนากรหรือนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่หรือสำเร็จการศึกษาใหม่ ๆ ควรคำนึงถึงหลักธรรมชาติ (Nature) โดยใช้ธรรมชาติเข้ามาช่วยสร้างสรรค์งาน เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์2 ธรรมชาติให้ประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษย์ เราจึงควรศึกษาธรรมชาติรอบตัวเรา แล้วนำมาเป็นปัจจัยในการออกแบบ ธรรมชาติเป็นแหล่งให้กำเนิดสรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลก เช่น ต้นไม้พื้นป่า ขุนเขา แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล มหาสมุทร การจะสร้างจินตนาการในการออกแบบ ให้นำธรรมชาติมาวิเคราะห์จนเกิดแรงบันดาลใจที่ประสานกลมกลืนกันกับความคิดรวบยอด ใช้เป็นหลักในการออกแบบ ในการศึกษาธรรมชาติของสรรพสิ่งให้ถึงแก่นแท้จริง ๆ จะช่วยให้การออกแบบสมบูรณ์ในยุคปัจจุบันจะต้องมีการรักษาสภาพแวดล้อม อนุรักษ์ธรรมชาติ ประหยัดพลังงานอย่างสูงสุด ตัวอย่างเช่น ลวดลายไทยที่มีการสร้างสรรมาจากการนำเอาธรรมชาติของดอกไม้ใบไม้มาใช้ในการออกแบบลวดลาย วัสดุส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ การเลียนแบบธรรมชาติช่วยให้เรารักษาความสมดุลของธรรมชาติ
สถาปนิกภายในเมื่อเข้าใจถึงหลักการของธรรมชาติ พึงระลึกไว้เสมอว่าธรรมชาติคือผู้สร้างสรรค์มวลมนุษย์ อันจะยังประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะเกิดแนวคิดสร้างสรรค์ ถ้าวันใดเวลาใดคิดสร้างงานไม่ได้ ก็ควรสละเวลาไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง ให้ธรรมชาติช่วยเติมพลัง ไป ดูธรรมชาติ
ของต้นไม้ใบหญ้า3 ชนบทที่ห่างไกลนำมาทำอะไรได้บ้าง ต้นน้ำลำธาร ภูเขา ท้องฟ้า ชนบทเขาใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างไร มีวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความเป็นอยู่กับธรรมชาติได้อย่างไร แล้วนำมาวิเคราะห์ (Analysis) นำมาสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นในจินตนาการ (Imagination)
การกำหนดรูปแบบของการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
(Interior Architecture Pattern Design)
การออกแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ออกแบบจะต้องมีการสร้างเรื่องขึ้นมาเหมือนนักเขียนนวนิยาย ในนิยายของนักเขียน จะมีการบรรยายทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างละเอียดว่า ลักษณะสภาพ สถานที่ ลักษณะบุคลิกของผู้แสดงเป็นอย่างไร ในหลักการออกแบบก็เช่นเดียวกัน ผู้เขียนต้องการให้นักออกแบบคิดสร้างเรื่องขึ้นมาหลังจากที่ได้รับงานมากจากเจ้าของโครงการ หรือถ้าเป็นนักศึกษาก็ได้รับโครงงาน(Program Design) จากผู้สอน เราจะมาเริ่มด้วยนิยายที่เราคิดว่าต้องการให้ผู้ใช้อาคาร เมื่อได้เข้ามาสัมผัสงานของเราแล้วบอกได้ทันทีว่ามีความรู้สึกแบบใด เช่น ถ้าเราจินตนาการอยากจะให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาในผลงานของเราเมื่อพ้นทางเข้าหลัก (Main Entrance) ก็จะมีความตื่นตากับยุคหิน เราก็จัดนิยายของงานออกแบบเป็นยุคหิน เมื่อเราเลือกแกนของเรื่องได้ว่าเป็น ยุคหิน ผลงานการออกแบบที่มีแนวคิด พร้อมและข้อมูลของยุคหินก็จะถูกนำมาผสมผสานกันขึ้นเป็นงานการออกแบบ จะเห็นได้ชัดเจนว่า เราสามารถจะสร้างเรื่องได้ไม่รู้จักจบสิ้น ทุกซอกทุกมุมของงานออกแบบ ผู้พบเห็นจะตื่นเต้นตลอดเมื่อเราผูกเรื่อง ผู้ออกแบบจะต้องยึดหลักการของสี่มิติ (Four Dimension) ซึ่งหนึ่งในสี่ของมิติ (Dimension)จะต้องสร้างเรื่องราวให้เป็น ส่วนอีกสามมิติ (Three Dimension) เราได้ศึกษามาแล้วก็คือจะต้องมองให้เป็น 3 มิติให้ได้ ซึ่งน่าจะกำหนดกระบวนการ (Process) ในการคิดเป็นขั้นเป็นตอนดังนี้
1. เมื่อรับงานหรือโครงการ (Project) เรานำโครงการที่มีข้อมูลอันประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของงาน ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Analysis) เรานำข้อมูลที่เราศึกษา (Research) มาสร้างนิยายขึ้นมาเรื่องหนึ่งที่เราต้องการให้ผู้ใช้บริการเมื่อมาสัมผัสแล้วจะไม่ลืมเลย
2. นำนิยายนั้นมาสร้างมิติที่ 2-3-4 รวมเป็น 3 มิติ เริ่มจากทางเข้าหลัก ( Main Entrance) มองให้เป็นวงกลมด้านใน คือ สามารถมองได้รอบตัว คิดจินตนาการที่พื้น ผนัง เพดานไปพร้อม ๆ กัน ทำอย่างนี้จนจบเรื่องราวที่เราสร้างขึ้นมา
3. การออกแบบ(Design) เริ่มจากการลงแผนแบบครุภัณฑ์(Furniture Layout) การที่จะลงแผนแบบครุภัณฑ์(Furniture Layout) นั้นเราจะต้องมองรูปแบบเป็น 3 มิติ ครุภัณฑ์(Furniture)ที่วางไว้บนแผนแบบแปลน(Plan)จะต้องคิดออกมาเป็นปริมาตร
( Mass) มีปริมาตรกินเนื้อที่ทางกว้าง-ยาว-ทางลึกและทางสูง การเสียเนื้อที่ในแผนแบบ มองให้เป็นการเสียเนื้อที่ทางผนังและเพดานด้วย การออกแบบก็จะเป็นตามนิยายที่เราผูกเรื่องขึ้นมา ผู้ใช้บริการก็จะสามารถผูกเรื่องราวได้ตามจินตนาการของแต่ละคน
4. ส่วนรายละเอียด (Detail) ส่วนนี้ถือว่าเป็นอีก
ขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้งานออกแบบสมบูรณ์แบบสวยงามถูกต้องตามประโยชน์ใช้สอย (Function) และก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด งานออกแบบ พื้น ผนัง และเพดานจะต้องมองให้ออกว่ามีรายละเอียด ของการทำ (How To) หรือรายละเอียดของการนำเอาวัสดุมาใช้ อาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ที่อาจจะเรียกได้ว่าเทคโนโลยีออกแบบภายใน ( Interior Technology) การนำรายละเอียดออกมาตีแผ่จะช่วยให้สถาปนิกภายในมองออกว่า ความเป็นไปได้ของการออกแบบที่เหมาะสมกับงานและประโยชน์ใช้สอย ผู้ออกแบบจะต้องศึกษาถึงวัสดุทุกชนิดที่นำมาใช้งานและนำมาผสมผสานกันในเชิงของการออกแบบวัสดุ (Material Design) โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย
5. การออกแบบสภาพแวดล้อม (Environmental Design) ชิ้นงานทุกอย่างต้อง
ศึกษาถึงสภาพโดยทั่วไปของงาน งานออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน(Interior Architectural Design) เป็นงานขั้นตอนสุดท้ายของการออกแบบ และงานงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน นั้นจะต้องรับผิดชอบความเหมาะสมของงานออกแบบสภาพแวดล้อมอันรวมถึงความร้อน (Heat) แสง เสียง ((Lighting & Sound) และงานระบบ (Automation System) อันประกอบด้วยระบบเครื่องกล (Mechanical) สภาพภายในอาคารปัจจุบันส่วนใหญ่จะต้องรักษาอุณหภูมิ สถาปนิกภายในจะต้องทราบถึงขนาดของเครื่องปรับอากาศ การทำงาน การจ่ายความเย็น การระบายอากาศ (Ventilation) การกำหนดจุดของช่องจ่ายความเย็น (Slot Air) ที่จะต้องผสมผสานกับการออกแบบเพดาน การวางจังหวะของช่องจ่ายความเย็นให้สัมพันธ์กับจังหวะของดวงโคมไฟฟ้าหัวฉีดน้ำ (Sprickle) ตัวจับควัน (Smoke Detector) ระบบเสียงก็ต้องอยู่ในดุลยพินิจของ สถาปนิกภายใน (Interior Architecture) เช่น จะต้องกำหนดจุดการติดตั้งของลำโพง (Speaker) ไว้ในการเดินทางของสายไฟ สายเสีย สายคอมพิวเตอร์ ระบบป้องกันอัคคีภัย เรียกได้ว่าทุกอย่างที่กล่าวมาต้องนำมาผ่านขั้นตอนของ สถาปนิกภายใน ทั้งสิ้น
6. ส่วนนำเสนอและตกแต่ง (Presentation) ส่วนนี้สำคัญมาก ในโบราณจะมีสุภาษิตว่าติเรือทั้งโกรน เป็นเครื่องบ่งบอกได้ว่าจะต้องเตรียมงานเพื่อนำเสนอขั้นตกแต่งอีกส่วนหนึ่งไว้รอเพื่อเสริมสีสันของผลงานการออกแบบ การตกแต่งที่นำมาจะต้องผสมผสานกับโครงสร้างได้อย่างดี โดยของทุกชิ้นต้องสนองตอบประโยชน์ใช้สอยของงานด้วย เช่น โคมไฟ เครื่องใช้ ภาพติดผนัง ลวดลายของพรม กระจก สีสันของผนัง เพดาน งานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในจะสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อมีการนำเสนองานที่ตกแต่งที่เหมาะสมและประทับใจผู้ใช้บริการ การนำเสนอและตกแต่ง อาจแบ่งได้เป็นหลายช่วง เพราะงานทุกอย่างจะต้องมีการปรับปรุงหลังจากการประเมินผลงานแล้ว
จากการสร้างแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในนับได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่ครูผู้สอน หรือนักออกแบบสามารถยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี หรือเป็นเครื่องช่วยเบื้องต้นของการที่จะดำเนินงาน การออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน ซึ่งพอจะสรุปเป็นแผนภูมิให้จำได้ง่ายดังนี้
ภาพที่ 7.9 แสดงแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
(Interior Architectural Design Process)
สรุป
การวิเคราะห์แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน จะต้องเกิดจากแนวความคิดรอบยอดของโครงการ เจ้าของโครงการ มีกระบวนการในการคิด แนวทางการออกแบบที่เป็นขั้นตอน ซึ่งเริ่มจากการสร้างจิตนาการ นวนิยาย การคิดภาพ สาม มิติ การสร้างสภาพแวดล้อม การขยายรายละเอียด และวัสดุที่ใช้ในการออกแบบ ตลอดจนการนำเสนอผังงานในด้านการตกแต่ง เสริมสร้างความงาม จำได้อย่างง่าย คือ การศึกษาแนวทาง การกำหนดรูปแบบ การสร้างจิตนาการ
เชิงอรรถ
1 เสาวนิตย์ แสงวิเชียร “การออกแบบตกแต่ง” (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์ 2535), หน้า 1.
2 อรศิริ ปาณินท์ “มนุษย์กับการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม”(กรุงเทพมหานคร:รังสิตยูนิ
เวอซิตี เพรส 2538), หน้า 3.
3 ทิพย์สุดา ปทุมานนท์ “สถาปัตยกรรมกัมปนาทแห่งความสงัด” (กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2538), หน้า 65.
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 13 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/sodpichai.blog?PostID=14199
11/3/2553 7:39:00
โครงการสอนรายวิชา(Course Syllabus)
วิเคราะห์การออกแบบ 1 3(2-3)
รหัส 03421206
สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน ภาควิชาครุศาสตร์สถาปัตยกรรม
คำอธิบายรายวิชา
งานปฏิบัติที่วิเคราะห์และสังเคราะห์หลักการออกแบบ โดยให้สัมพันธ์กับที่ว่างสองมิติ ศึกษาปัญหางานปัจจุบันและงานที่มีลักษณะไทย การสาธิตส่วนประกอบ ที่นำมาตกแต่ง สี ลักษณะผิว วัสดุ รวมทั้งโครงสร้าง การจัดการที่ว่างในงานสถาปัตยกรรม
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์หลักการออกแบบที่สัมพันธ์กับที่ว่างสามมิติได้
2. สามารถบอกปัญหาในงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในปัจจุบันได้
3. สามารถอธิบายงานที่มีลักษณะไทยได้
4. สามรถปฏิบัติการออกแบบ สาธิตโครงสร้างส่วนประกอบ ที่นำมาตกแต่ง สี ลักษณะผิว วัสดุ ได้
กำหนดรายวิชาและเนื้อหาสาระ
สัปดาห์ที่ |
เนื้อหาสาระ/รายการสอน |
กิจกรรมการเรียน |
|
1
|
แนะนำการสอนและข้อตกลงเบื้องตนการวิเคราะห์การออกแบบ(Design Analysis) 1
ความหมายของการวิเคราะห์การออกแบบ
(Design Analysis Definition) 1 |
ฟังบรรยาย รับเอกสารคำสอน จดบันทึก ถามตอบ แบงกลุ่มศึกษาค้นคว้าและนำเสนอผลงาน
โครงงานที่ 1 ศิลปพื้นถิ่นเพื่อการออกแบบครุภัณฑ์เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์โรงแรมพักชายทะเล |
|
|
การวิเคราะห์การออกแบบ
o ความหมายการวิเคราะห์
การออกแบบ
o การวิเคราะห์แนวคิดการออกแบบ
o ความหมายของแนวคิดในการออกแบบ
|
ฟังบรรยาย รับเอกสารคำสอน จดบันทึก ถามตอบ ส่งผลงาน วิเคราะห์กรออกแบบและนำเสนอ
โครงงานที่ 2 การศึกษาผลงานและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมไทย
1.อู่ทอง
2.สุพรรณภูมิ
3.อยุธยา
4.สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น |
|
2
|
การวิเคราะห์การออกแบบเพื่อการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
o การสร้างจินตนาการ
o การกำหนดรูปแบบของการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน
|
โครงงานที่ 3 การนำเสนอผลการศึกษาผลงานและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมไทย
1.อู่ทอง
2.สุพรรณภูมิ
3.อยุธยา
4.สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น |
|
|
กระบวนการวิเคราะห์การออกแบบ
o การกำหนดรูปแบบของการวิเคราะห์
o การคลี่คลายรูปแบบ
o ขั้นตอนในการสร้างงานวิเคราะห์การออกแบบ
|
โครงงานที่ 3 การนำเสนอผลการศึกษาผลงานและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมไทย
1.อู่ทอง
2.สุพรรณภูมิ
3.อยุธยา
4.สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น |
|
3
|
การออกแบบสถาปัตยกรรมไทยศิลปวัฒนธรรมไทย
o อู่ทอง
o สุพรรณภูมิ
o อยุธยา.
o สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น |
โครงงานที่ 3 การนำเสนอผลการศึกษาผลงานและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมไทย
1.อู่ทอง
2.สุพรรณภูมิ
3.อยุธยา
4.สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น |
|
|
ศึกษาอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี |
โครงงานที่ 4 ทัศนศึกษา-ศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์การออกแบบศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี |
|
4
|
วิเคราะห์ที่ว่าง
(Space Analysis)
|
ฟังบรรยาย รับเอกสารคำสอน จดบันทึก ถามตอบ ส่งผลงาน วิเคราะห์กรออกแบบและนำเสนอ |
|
|
สอบระหว่างภาค |
ทฤษฎีและปฏิบัติ |
|
5
|
ศึกษาอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี |
โครงงานที่ 8 นำเสนอผลการศึกษาอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี |
|
|
วิเคราะห์การออกแบบ
(Design Analysis)
รูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี |
โครงงานที่ 9 วิเคราะห์การออกแบบสถาปัตยกรรมอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี |
|
6
|
ศึกษาอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยา |
โครงงานที่ 4 นำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าเอกสารงานที่เกี่ยวข้องในอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยา |
|
|
ศึกษาอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยา
จังหวัดสุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง ลพบุรี |
โครงงานที่ 6 ทัศนศึกษา-ศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์การออกแบบศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ในจังหวัดสุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง ลพบุรี |
|
7
|
วิเคราะห์การออกแบบ
(Design Analysis)
รูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมในอยุธยา |
โครงงานที่ 5 วิเคราะห์การออกแบบสถาปัตยกรรมอยุธยาเพื่อการออกแบบ Boutique Hotel Main Lobby |
|
|
ศึกษาอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยา
จังหวัดสุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง ลพบุรี |
โครงงานที่ 6 ทัศนศึกษา-ศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์การออกแบบศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ในจังหวัดสุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง ลพบุรี |
|
|
วิเคราะห์การออกแบบ
(Design Analysis)
รูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมในอยุธยา |
โครงงานที่ 7 วิเคราะห์การออกแบบสถาปัตยกรรมอยุธยาเพื่อการออกแบบ Boutique Hotel Suite Rooms |
|
|
ศึกษาอิทธิพลทางการออกแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ตลาดคลองสวน |
โครงงานที่ 10 วิเคราะห์การออกแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา เก็บรวบรวมข้อมูล |
|
8 |
สอบปลายภาค |
ทฤษฎีและปฏิบัติ |
กิจกรรมการสอน |
สื่อการเรียนการสอน |
การวัดผลและการประเมินผล |
- บรรยาย
- ปฏิบัติ
- ถามตอบ
- การศึกษาค้นคว้า
- กรณีศึกษา
- รายงาน
|
- สไลด์
- เชิงประจักษ์
- เอกสารประกอบการสอน
- เอกสารที่เกี่ยวข้อง
|
- สอบทฤษฎี กลาง-ปลายภาคเรียน 20 %
- ปฏิบัติงานโครงงาน 30 %
- ศึกษาค้นคว้าและรายงาน 30 %
- ความสนใจในชั้นเรียน 10 %
- กิจกรรมในกลุ่มปฏิบัติ 10 %
|
เอกสารตำรา
1. พิชัย สดภิบาล. 2547.วิเคราะห์การออกแบบ. งานตำราและเอกสารการพิมพ์.
คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.กรุงเทพ ฯ.
2. บังอร ปิยะพันธ์.2537.ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้.โอเอสพริ้นติ้งเฮ้าส์.กรุงเทพฯ.
3. วารสารเมืองโบราณ.บริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด.กรุงเทพ ฯ.
4. ส.พลายน้อย.2536.เกร็ดราณคดีประวัติศาสตร์ไทย.รวมสาส์น(1977)จำกัด.กรุงเทพฯ.
5. ธีรนันโท.2546.มงคลพิธีไทย.สหธรรมิก จำกัด.กรุงเทพฯ.
6. ประทีป มาลากุล.2548.กรุงศรีอยุธยาปริทัศน์.โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.กรุงเทพฯ.
7. อรรถพร เพชรานนท์.2539.การออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน.คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์.สจล.กรุงเทพฯ.
8. วานสารศิลปวัฒนธรรม.พิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.กรุงเทพฯ.
|
มีคนตอบทั้งหมด: 0 |
อ่าน: 16 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/sodpichai.blog?PostID=14198
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน