เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 7110 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ปัญญา เพ็ชรชู ศาสตรเมธี (0)
    [2 ชั่วโมงที่ผ่านมา]
  • ปัจฉิมนิเทศ (0)
    [4 วันที่ผ่านมา]
  • 3 เสาหลักการเปิดเสรีอาเซียน (0)
    [6 วันที่ผ่านมา]
  • แนวคิดเสรีนิยม (0)
    [6 วันที่ผ่านมา]
  • DRLE2012 : การประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 2 (0)
    [6 วันที่ผ่านมา]
  • สอบตรงสถาปัตย์ภายใน สภาพแวดล้อมภายใน มัฑนศิลป์ จาก http://chalachinee.exteen.com/page (0)
    [11 วันที่ผ่านมา]
  • แบบสรุปการประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ครูช่วยสอน (0)
    [12 วันที่ผ่านมา]
  • แบบสรุปการประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ครูช่วยสอน (0)
    [12 วันที่ผ่านมา]
  • พระเจ้าอยู่หัวแห่งชีวิต (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • โครงการประชุมวิชาการนานาชาติการศึกษาสถาปัตยกรรมและการออกแบบ (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • พระอภิธรรมปิฏกมี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • การออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน 3 (Interior Environmental Design 3) (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บ้านหลังน้ำท่วม...จะทำยังไง ซ่อมอะไรก่อน อะไรรอได้ (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • กลยุทธ์การจัดการอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมของตลาดพื้นถิ่น (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • น้ำท่วมบ้าน ทิ้งตู้เย็น (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • Concept Paper คืออะไร ? (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • บ้านลอยน้ำ (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • รายงานสรุปปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกศึกษาต่อในคณะต่างๆ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • วันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • มุทิตาจิตจากศิษย์...แด่ครูภาษาอังกฤษของฉัน (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม 2 (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กุมภาพันธ์ 2555>
     
    6303112345
    76789101112
    813141516171819
    920212223242526
    102728291234
    11567891011
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 131967
    • เฉพาะวันนี้ 26
    • ความคิดเห็น 40
    • จำนวนเรื่อง 321
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    5/2/2555 22:10:00

    ปัญญา เพ็ชรชู

    ห้องจิตรกรรม ปี 1 ที่วิทยาลัยเพาะช่างในวันนั้น เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะครื้นเครง อบอวลด้วยไออุ่นแห่งมิตรภาพความรัก ความหลัง

    จากลูกศิษย์ลูกหาคนแล้วคนเล่าที่ทยอยมารดน้ำแสดงความเคารพในงานมุทิตา จิตเกษียณอายุ และอวยพรวันเกิดในคราวเดียวกันแด่อาจารย์ "ปัญญา เพ็ชรชู" ศาสตรเมธี สาขาจิตรกรรม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง

    เสียงโขมงโฉงเฉงดังลั่นห้องระหว่างครูและลูกศิษย์ แสดงถึงความสนิทสนม ความผูกพัน ที่มากมายจนไม่อาจบรรยายได้หมดด้วยคำพูด แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 38 ปีแล้วก็ตาม

    สำหรับ "ปัญญา เพ็ชรชู" แล้ว 5 ปีของการเป็นนักเรียนในรั้วเพาะช่าง และ 38 ปีของชีวิตการเป็นอาจารย์ ได้ทุ่มเทและอุทิศให้นักเรียนเต็มที่ เงินเดือนแต่ละเดือนที่ได้มาหมดไปกับการเลี้ยงข้าวกลางวันแก่เด็กๆ ลูกศิษย์ที่ไม่มีข้าวกิน ใครเดือดร้อนไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม อาจารย์ปัญญาเป็นผู้ที่เด็กๆ พึ่งพาอาศัยได้ทุกเมื่อความผูกพันนี้ไม่อาจลืมเลือนกระทั่งถึงวันที่อาจารย์เกษียณอายุราชการ และทางมหาวิทยาลัยได้ต่ออายุราชการให้อีกหนึ่งปี

    ศาสตรเมธีผู้นี้ มีใจรักศิลปะตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งซึมซับมาจาก "พ่อ-สมชาย เพ็ชรชู" หัวหน้าหน่วยสหกรณ์เครื่องบินผู้มีฝีมือในการวาดลายเส้นที่สวยงามแม่นยำ กับ "แม่-ปราณี เพ็ชรชู" ช่างตัดเสื้อที่เก่งมากขนาดเปิดร้านสอนตัดเสื้อเองและมีคนมาเรียนด้วยมากมาย

    วัยเด็ก-เด็กชายปัญญาชอบเรียนวิชาศิลปะมาก แต่ไม่ได้เจอครูที่สอนเก่งจึงไม่มีแรงบันดาลใจอะไรมากนัก กระทั่งเข้าเรียนชั้น ม.ศ.1-3 ที่โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ จ.สมุทรสาคร จึงได้พบครูจากเพาะช่างชื่อ "ครูดำรง เล็กสวาท" สอนวาดรูปเก่งมากและได้เขียนรูปให้ดูจึงทำให้ ด.ช.ปัญญา ทึ่งและเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนศิลปะมากขึ้น แทบจะทิ้งวิชาอื่นไปเลย อีกทั้งยังไปขลุกที่บ้านครูนานเป็นสัปดาห์ถึงกลับบ้านก็มี

    หลังจบชั้น ม.ศ.3 ครูดำรงพา ด.ช.ปัญญา สมัครเรียนที่เพาะช่างร่ำเรียนจนจบชั้นสูงสุดแล้วไปศึกษาต่อปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จบแล้วบรรจุเป็นครูที่เพาะช่างตั้งแต่นั้นมา

    ระหว่างเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่เพาะช่าง อาจารย์ปัญญาได้สร้างผลงานมากมาย ไปพร้อมๆ กับการสอน ผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของอาจารย์คือ ภาพคนเหมือน (Portrait)

    ฝีมือร้ายกาจ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแถวหน้าศิลปินนักวาดเมืองไทย จนได้รับพระราชทาน "ศาสตรเมธี" นำหน้าชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ปัญญาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต
    "พวกศิลปินถ้าไม่ขาดไปเยอะ มันก็ต้องเกินไปเยอะ ถ้าพอดีๆ มันไม่ดังหรอก" เสียงกระเซ้าเย้าแหย่จากอาจารย์ปัญญาท่ามกลางลูกศิษย์

    38 ปีแห่งการเป็นครูผู้ให้ อาจารย์ปัญญาเพิ่งจะมีนิทรรศการของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต ชื่อ "60 ปี ศาสตรเมธี ปัญญา เพ็ชรชู" จัดแสดงที่ หอศิลป์เพาะช่าง มีไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม อยากเห็นฝีมืออาจารย์ผู้นี้ว่าแจ่มขนาดไหนต้องแวะไปดู

    "ส่วนอาจารย์ปัญญาเองนั้น เส้นทางชีวิตสายนี้ อาจารย์บอกเสียงนิ่มๆ "ชีวิตนี้พอใจแล้ว" "

    ชีวิตนักเรียนเพาะช่างสมัยนั้น?

    สนุกมาก พ่อให้เงินใช้เดือนละ 400 บาท ในนี้ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าซื้ออุปกรณ์การเรียน เสร็จแล้วเหลือใช้อยู่วันละ 1 บาท สำหรับกินข้าวกลางวัน แต่ไม่ได้กินหรอกเพราะข้าวจานละ 2 บาท เลยต้องกินขนมถ้วยละ 50 สตางค์ แทน ตั้งแต่นั้นมาเลยติดขนม แล้วเพื่อนเขาไปเที่ยวไหนก็ไม่ค่อยได้ไปด้วยหรอกเพราะไม่มีตังค์ แต่ก็ไม่ลำบากนะ อยู่ดีมีแรง มีความสุขกับการเขียนรูป

    สนใจวาดภาพ "คน" มาตั้งแต่แรก?

    ติดใจมาตั้งแต่แรก เพราะติดใจตอนครูสอนชั้นมัธยม อีกอย่างมีเณรช่วยสอนเรื่องวาดรูปคนเหมือนด้วย เณรเขียนถ่านเก่งก็สอนให้ เลยทำให้เก่งด้านคนเหมือน พอมาอยู่ที่เพาะช่างเริ่มเขียนรูปในหลวงก่อนเลย คือคนแต่ก่อนจะเริ่มวาดอยู่ 2 อย่าง ถ้าไม่เริ่มด้วยรูปในหลวง ก็เริ่มด้วยรูปเอลวิส เพรสลีย์ พระเอกหนังคนดัง แต่ผมเขียนรูปในหลวงก่อน แล้วพอมาสอนเด็กๆ ก็บอกให้เขียนรูปในหลวงก่อน เพราะเป็นสิริมงคล อีกอย่างเขียนรูปในหลวงเราเขียนจนจำได้แม่น พอเวลาเด็กเขียนมาผิดก็จะจี้ได้ทันที จี้ให้เขาเขียนจากไม่เหมือนจนกระทั่งเหมือนทุกคน

    ทำไมถึงชอบวาดรูปคน?

    เพราะเวลาเราเขียนรูปให้ใครเขาจะดีใจ ถ้าเขียนเหมือนเขียนให้เขาหล่อ เขาสวย เขาจะดีใจมาก แล้วเราก็มีความสุขที่เห็นคนเขามีความสุข ก็เลยชอบเขียนรูปคนมาตลอด ชื่อเสียงที่ได้มาก็มาจากรูปเหมือน รูปคน เยอะกว่ารูปอื่น ดังนั้น รูปเหมือนของผม ต้องเหมือน และคำนึงว่าต้องสวยเท่าตัวจริง หรือสวยกว่า ถ้าไม่สวยไม่หล่อเท่าตัวจริงก็จะขอเขาเขียนใหม่
    เคยคิดไหมว่าจะเป็นศิลปิน

    ไม่เคยคิดเลย คิดแค่ว่าเรียนจบแล้วจะไปทำงานอะไร ที่ไหน แล้วที่สำคัญที่เพาะช่างไม่ได้สอนให้คนเป็นศิลปิน ไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีอะไรพิเศษ แต่จะสอนให้คนเป็นช่าง สอนให้ส่วนตัวหลุดออกไป
    ที่ผ่านมามีผลงานมาสเตอร์ พีซไหม?

    ไม่มีเลย พอร์ตเทรตก็ชอบทุกรูป เพราะว่าเขียนเต็มที่ทุกรูป ได้เงินไม่ได้เงินก็ทำเต็มที่ อีกอย่างไม่มีเวลาทำงานช่วงไหนยาวๆ อ้อ...ก็มีเหมือนกันนะ ได้เขียนรูปสมเด็จพระสังฆรา19 พระองค์ จำนวน 20 รูป ภายในเวลา 20 วัน ที่วัดบวรฯ ล่าสุดวัดจะให้เขียนรูปในหลวง รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 9 ตอนที่ทรงผนวชเพิ่มอีก 4 รูป กำลังจะทำ

    ชีวิตการเป็นอาจารย์ช่วงแรกเป็นอย่างไร?

    ได้บรรจุเป็นครูเงินเดือนเดือนแรก 1,200 บาท พอได้เงินประกาศกับเด็กนักเรียนเลย ใครจะไปอยู่กับครูบ้าง (หัวเราะ) แล้วก็เอาเงินนั้นไปซื้อข้าวให้เด็กๆ กิน คือเรานึกถึงตอนที่เราเรียนแล้วเราอด ไม่มีข้าวกิน พ่อแม่เงินเดือนน้อยยังลูกๆ อีกตั้ง 5 คน เพราะฉะนั้นพอได้เงินเดือนมาก็เลยอยากเลี้ยงข้าวเลี้ยงเด็ก ก็จะบอกไว้ว่าถ้าใครหิวให้ไปกินข้าวกับแม่ค้าเจ้านั้นนะ แล้วเราก็ไปบอกเจ้าของร้านไว้เด็กคนไหนมากินให้เขากิน พอสิ้นเดือนเราค่อยไปจ่ายเงิน

    คือผมมีความคิดว่า- - ถ้าคนเราได้กินข้าวด้วยกันเกินสองมื้อ มันจะรักกัน เพราะเด็กในวัยนี้จะจำกันแม่นมากกว่าประถมมัธยมอีก แล้วเขาจะเป็นเพื่อนกันไปจนแก่ตาย

    แล้วมีเงินเหลือไหม?

    ไม่เหลือหรอก (ยิ้ม) เงินเดือนไม่กี่วันก็หมดแล้วเลยทำให้เราต้องขยันเขียนรูป ด้วยความที่ไม่มีเงินมันจะช่วยให้เราต้องเขียนรูปบ่อยๆ แล้วก็จะเขียนเก่ง ส่วนมากเขาจะมาจ้างให้เขียนรูปเหมือน สมัยนั้นคิดราคารูปละร้อยห้าสิบ ร้อยแปดสิบเอง แต่สำหรับคนตายกับพระ ผมจะเขียนให้ฟรี ไม่คิดตังค์

    ฝีมือขนาดนี้คาดหวังเรื่องร่ำรวย?

    ไม่คิดเลย แต่ที่นึกอยู่เสมอคือเราจะต้องไม่ป่วย แม้กระทั่งเด็กๆ ลูกศิษย์เราก็บอกเสมอว่าให้รักษาสุขภาพนะ เพราะว่าถ้าป่วยเมื่อไหร่มันจะลำบากคนอื่น ลำบากคนพาไปส่งหมอ ลำบากคนไปจองเตียง ลำบากแม้กระทั่งหมอ

    ตลอดเวลาที่เป็นอาจารย์สอนที่เพาะช่างอยู่กินหลับนอนที่นี่เลย?

    (พยักหน้า)...อยู่ที่นี่เหมือนเป็นบ้านเลย เพราะคิดว่าถ้าเราอยู่เหมือนเราจะช่วยเด็กได้อีกหลายคน เด็กมันจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีครูอยู่

    ไม่รู้นะ อาจเป็นเพราะว่าดวงเรามันอยู่กับคนอื่น เคยมีอาจารย์ที่เป็นดอกเตอร์คนหนึ่งท่านดูดวงเก่ง ท่านบอกว่า เอ๊ะ..บ้านอาจารย์ไม่มีหลังคานะ มีแต่ชานกว้างเลย คือมีแต่ชานที่คนมานั่งคุย มันเป็นอย่างนั้น อย่างวันเกิดนี่มีเพื่อนๆ ลูกศิษย์ลูกหามารดน้ำจนมือซีด รดจนคิดว่าจะเสร็จแล้ว เงยหน้าขึ้นมา อ้าว...มากันอีกแล้ว (หัวเราะ)

    แล้วมีบ้านเป็นของตัวเองไหม?

    ไม่มีของตัวเอง แต่มีบ้านที่คนอยากให้ไปอยู่เยอะ มีลูกศิษย์คนหนึ่งเขาสร้างให้อยู่ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เขาสร้างให้ไม่รู้เขาชอบใจอาจารย์ปัญญาอะไรนักหนา เขามีเงินขนาดว่ารายได้วันหนึ่งเกือบล้าน แต่ผมก็ไม่ได้ไปอยู่ แล้วก็มีอีกคนยกให้ เป็นบ้านที่พรานนกเป็นตึก 4 ชั้น แต่ผมตั้งปณิธานว่าถ้าอยู่ที่ไหนแล้วเดิน 5 นาทียังไม่ได้กินโอเลี้ยง ก็จะไม่ไปอยู่ แปลว่ามันห่างไกลชุมชนเกินไปไง... (หัวเราะ)

    แล้วชีวิตจะมีหลักประกันหรื

    ไม่คิดว่าอะไรจะเป็นหลักประกันในชีวิต เพราะว่าสักวันหนึ่งคนเราก็ต้องตาย บางคนป่วยเป็นสิบปีดวงมันไม่ตาย มันก็ยังไม่ตายเลย บางคนแข็งแรงดี อยู่ๆ ก็ตาย เหตุที่ผมไม่คิดซื้อบ้าน เพราะว่าไม่มีลูกด้วย

    เวลาสบายที่สุดของผม หรือเป็นความสุขของผมก็คือการได้เห็นลูกศิษย์อิ่ม ได้เห็นลูกศิษย์มีการมีงานทำ มีเพื่อนฝูงที่คุยเรื่องอะไรที่ไม่เครียด ใครคุยเรื่องเครียดเรื่องการเมืองผมไม่เอาด้วย เดินหนีเลย เพราะไม่อยากเครียดด้วย ส่วนเงินทองก็ไม่สะสม ถ้าได้มาไม่ใช้เอง ก็ให้เด็กใช้

    อาจารย์แต่งงานแล้ว

    ครับ ภรรยาผมเด็กๆ เขาเรียก "ป้า" (กมลรัตน์ เพ็ชรชู) เดิมเขาเป็นคนชงกาแฟขายอยู่ที่ร้านด้านหน้าเพาะช่าง ทีนี้เด็กไปขอสปอนเซอร์มาทำกิจกรรม เราก็เลยเขียนรูปไปติดร้านให้เขาเป็นการตอบแทน แล้วมีเพื่อนเราคนหนึ่งไปจีบเขา ตอนแรกเราก็ไปเป็นเพื่อนไปนั่งกินกาแฟ กลางวันสี่แก้ว กลางคืนอีกสี่แก้ว แล้วกาแฟที่กินนี่ใส่น้ำตาลแก้วหนึ่งสองช้อน เลยเป็นเบาหวานเลย แล้วไปๆ มาๆ ตอนหลังเพื่อนไปจีบคนอื่น เหลือเรายังกินกาแฟอยู่ (ยิ้ม) ก็เลยแต่งงานกัน

    แรกๆ เจอชีวิตศิลปินอย่างเราป้าเขาก็กลุ้มใจมาก นอนก็ไม่นอน กลางคืนนั่งเขียนรูปเพราะเป็นช่วงที่มีสมาธิ เราก็จะอยู่กันเฉพาะเพื่อนสนิท นั่งทำงานกันไป ไม่คุยกันเลยทั้งคืนก็ได้ ป้าก็งงอยู่นาน จนกระทั่งเขาเขียนรูปได้ ตอนนี้เขาก็เริ่มเป็นบ้างแล้ว ลืมว่าถึงเวลากินข้าว แล้วก็เริ่มนอนตีหนึ่งตีสอง (หัวเราะ)

    ได้แนวคิดเรื่องไม่สะสมเหมือนกันด้วย

    ฮื่อ..ตอนแรกๆ เขาก็เก็บเงินของเขานะ แต่ตอนหลังได้เงินมาก็เลี้ยงเด็กๆ เขาเห็นแล้วว่ามันเป็นความสุข คือให้คนอื่นแล้วรู้สึกมีความสุข อีกอย่างเราไม่มีลูก เมื่อก่อนอยากมีนะแต่ดวงมันไม่มี เราไปบอกคนอื่นว่าเด็กมันไม่มาเกิดหรอกเพราะป้าทำกับข้าวไม่เป็น (หัวเราะ) ทำเป็นแต่ต้มมาม่า

    มีลูกศิษย์ที่ไม่ใช่นักเรียนเพาะช่างไหม

    มีครับ หมอที่จุฬาฯ ก็มี เป็นหมอศัลยกรรม แล้วก็มีอีกหลายคน บางคนเขาเห็นลายเซ็นในรูป เขาอยากเรียนก็โผล่มาเลย หรือพ่อแม่บางคนก็เอาลูกมาฝาก ห้องนี้จะเปิดฟรี (ห้องจิตรกรรมปี 1) ไม่คิดตังค์ใคร

    ล่าสุดมีฝรั่งคนหนึ่งไปจ้างคนเขียนรูปที่มาบุญครอง แล้วปรากฏว่าเขียนออกมาไม่ถูกใจ ฝรั่งก็ถามว่ามีที่ไหนเด็ดกว่านี้อีกไหม บังเอิญว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกศิษย์เขาก็บอกว่า มี อาจารย์ผมเองที่เพาะช่าง ฝรั่งบอกว่าถ้าอย่างนั้นพาไปหาครูหน่อย เด็กก็เลยพามาเราก็เขียนรูปให้ เป็นสีชอล์ค เสร็จมันถามคิดเท่าไหร่ เราบอกว่าไม่คิดอะไรอยากได้ก็เลยเขียนให้เฉยๆ ฝรั่งก็งงมาก

    เป็นอาจารย์เพาะช่างรู้สึกน้อยใจไหมที่ดูเหมือนว่ามีการแบ่งชั้นระหว่างคนจากเพาะช่างและศิลปากร?

    ไม่รู้สึกครับ เพราะจะว่าไปถ้าเทียบกันจริงๆ มันก็อาจจะคนละชั้นจริงๆ เพราะศิลปากรเขาสอนให้คนเป็นศิลปิน แล้วเขาเรียน 5 ปี ในขณะที่เพาะช่างเรียน 4 ปี คือเพาะช่างเขาเน้นเรื่องช่างฝีมือมากกว่า แล้วช่างฝีมือจะตั้งราคาเองไม่ได้ ถ้าเราเขียนอะไรเหมือนๆ มันจะมีคนเทียบราคา แต่ถ้าเราทำงานแอ๊บสแตค (Abstract) เราตั้งราคาเราเอง ใครก็มาเทียบกับเราไม่ได้ เราป้าย 3 ที จะตั้ง 5 หมื่น ก็ไม่ดูแพงเพราะเป็นแอ๊บสแต

    ถามว่าน้อยใจไหม- -ไม่น้อยใจเลย เพราะว่าทุกครั้งที่ทำงานมันสบายใจ เพื่อนฝูงอยู่ศิลปากรก็เยอะแยะ เพื่อนกันทั้งนั้น แต่ว่าเราภูมิใจอยู่อย่างว่าเด็กเรามีงานทำทุกคน แค่นั้นพอใจแล้วมันไม่อดตาย

    หลังเกษียณคิดจะทำอะไร?

    ยังเลย เพราะที่เพาะช่างเขาจ้างต่อ แต่ยังไม่รู้ว่ากี่ปี เด็กๆ นี่ดีใจ พวกศิษย์เก่าก็เฮเลย ดีใจเพราะว่าเขาจะได้มาที่นี่อีก คือถ้าผมไม่อยู่เขาก็ไม่รู้จะมาหาใคร

    จะว่าไปผมก็มีความคิดอย่างนะ...คิดว่าอยากจะมีที่กว้างๆ เปิดเป็นร้านกาแฟที่ไม่เก็บตังค์ใคร ใครเข้ามาอยากจะกินก็กินแล้วนั่งดูรูปไป ใครจะมานั่งเขียนรูปก็มาได้

    ผมเป็นคนไม่คิดเรื่องเงินหรอก เพราะรายได้เราก็มีเงินเดือนอยู่แล้ว เกษียณก็มีบำนาญแล้วจะเอาไปทำไมอีก
    จนถึงวันนี้แสดงว่ายังมีไฟอยู่

    ถ้าให้เขียนรูปก็ไหว แต่อย่างอื่นไม่ไหวแล้ว (หัวเราะเสียงดัง)




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 5 ครั้ง

    1/2/2555 13:26:00

    ปัจฉิม..แห่งกำแพงเสรี...ประชาคมอาเชียน

    ศิษย์ที่รักทุกคน ประสบการณ์จากสถานศึกษาเป็นเพียงการเริ่มต้น (Starting) เท่านั้น การออกไปแสวงหาประสบการณ์ภายนอกจึงจะเป็นการเริ่มต้นของชีวิต (Beginning) อย่างแท้จริง ประสบการณ์ที่ได้จากภายนอกสถาบันการศึกษานั้นจะสร้างความเป็นมนุษย์ที่แท้ให้กับเธอ การที่จะดำรงอยู่กับกิจการงานทั้งปวงนั้นต้องมีสติในการคิดที่จะใช้ปัญญา เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงจะถือได้ว่าสามารถครองอาชีพ และครองตนได้ และพร้อมที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมาย (Moving) ในช่วงของการเคลื่อนที่ไปนั้น เธอทั้งหลายอาจจะต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ที่จะเป็นปัจจัยทำให้เกิด ความท้อถอย หมดเรี่ยวหมดแรง เกิดการเบื่อหน่ายในหน้าที่การงานได้ ส่วนผลที่จะจบออกมาจะดีมากดีน้อยขึ้นอยู่กับตัวเธอ (Finishing)

    หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นเครื่องมือสำหรับพวกเธอในการที่เธอจะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง การยึดหลักของทางสายกลาง ความพอดี มีเหตุมีผล จะเป็นภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เธอจะต้องแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ทุกองค์กรจะจัดให้การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ สนับสนุนให้โอกาสไปศึกษาต่อ เพื่อให้เธอเกิดปัญญาในการคิดที่รอบด้าน ครบเครื่องและรอบครอบ ระมัดระวังในการดำรงตนในการประกอบอาชีพการงานที่ดี เป็นคนที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีจรรยาบรรณในอาชีพ เป็นต้น มีความขยันอดทน อดกลั้น อดออม และมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี เป็นผู้แบ่งปันให้กับสังคมและพร้อมที่จะรับผิดชอบสังคมก่อนผลประโยชน์ส่วนตน ปัจจุบันนี้สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเธอส่งผลให้เกิดภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงและเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สมควรอย่างยิ่งที่พวกเธอจะต้องตระหนักให้มาก รู้จักการอนุรักษ์ รู้จักการรับผิดรับชอบ รู้จักจัดการเพื่อให้ธรรมชาติได้คงอยู่อย่างยั่งยืน รู้จักการร่วมสมัยของวัฒนธรรมไปพร้อมๆกับการพัฒนาการทำนุบำรุงเพื่อก่อให้เกิดความสมดุล

    ความเปลี่ยนแปลง (Change) พวกเธอจะต้องตั้งมั่นที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงทั้งแบบรวดเร็วและอย่างค่อยเป็นค่อยไปในโลกของสังคมแห่งปัญญาภิวัฒน์ (Conceptual age) พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ในตัวเธอจะต้องเกิดขึ้นให้ได้เพื่อความคงอยู่อย่างยั่งยืนในโลกแห่งความเสรีแหล่งที่ใกล้ตัวเธอที่สุดคือ กำแพงแห่งเสรีอาเซียน เธอต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท และต้องกระทำตนให้สมกับเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินแถบนี้เมื่อในอดีต จะต้องมีความเข้าใจใน 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน นั้น จะสามารถทำให้เธอเดินสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างสง่างามและจะส่งผลให้แผ่นดินถิ่นเกิดเจริญมั่งคั่งเพื่อสืบต่อให้ลูกหลานเพื่อเป็นมรดกที่มีค่ายิ่ง

    การทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จะส่งผลให้ศิษย์รักทุกคนเดินทางสู่ความเจริญรุ่งเรือง เต็มเปี่ยมไปด้วยจตุรพิธพรชัย ที่พร้อมไปด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ถึงพร้อมไปด้วยสมาธิ ปัญญาที่เป็นเลิศ ก่อเกิดธนสารสมบัติแห่งตน การรักษาคุณธรรม มีความกตัญญู รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะส่งผลต่อครอบครัว สังคมและประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

     

     

    รองศาสตราจารย์ว่าที่ร้อยโทพิชัย สดภิบาล

    รองคณบดีกำกับดูแลด้านแผนและพัฒนา




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 52 ครั้ง

    30/1/2555 10:47:00

                    ในอีก 3 ปีข้างหน้า คือปี 2015   ประเทศไทยจะต้องเปิดประเทศเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน(ASEAN Community)ตามที่ผู้นำชาติอาเซียนได้เคยลงนามร่วมกันไว้ในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือ อาเซียน ซึ่งเป็นความพยายามรวมกลุ่มในระดับภูมิภาคของกลุ่มประเทศอาเซียนให้เป็น หนึ่งเดียวกันโดยมีสโลแกนว่าสร้างอาเซียนให้เป็นประชาคมแห่งความเอื้ออาทร และ ร่วมแบ่งปัน มีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีอัตลักษณ์เดียวกันและเป็นประชาคมเดียวกัน “One Vision, One Identity, One Community” ในการจัดตั้งประชาคมอาเซียนนี้็มีเหตุผลสำคัญที่ต้องการสร้างความเข้มแข็ง และ เพิ่มอำนาจต่อรอง เพื่อให้อาเซียนที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคนมีความสามารถแข่งขัน กับภูมิภาคอื่นได้ในโลก โลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันกันสูงโดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจ อีกทั้งยังสามารถสร้างอำนาจ การต่อรองได้ในระดับสากลเช่นเดียวกับประชาคมยุโรป หรือ กลุ่มเมอร์เคอซูของลาตินอเมริกา ซึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) มีอยู่ทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียตนาม

                    การรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนจะเป็นความร่วมมือกันใน 3 เสาหลัก คือ 1.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ASEAN Security Com-munity หรือ ASC มีวัตถุประสงค์ ที่จะทำให้ประเทศในภูมิภาคอยู่อย่างสันติสุข โดยแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และยึดมั่นในหลัก ความมั่นคงรอบด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจะ ใช้เอกสารทางการเมืองและกลไกของอาเซียนที่มีอยู่แล้วในการเพิ่มศักยภาพในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทภายในภูมิภาค รวมทั้งการต่อต้านการก่อการร้าย การลักลอบ ค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ และการขจัดอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ริเริ่มกลไกใหม่ๆ ในการเสริมสร้างความมั่นคง และกำหนดรูปแบบใหม่สำหรับความร่วมมือในด้านนี้ ซึ่งรวมไปถึง การกำหนดมาตรฐานการป้องกันการเกิดข้อพิพาท การแก้ไขข้อพิพาท และการส่งเสริมสันติภาพ ภายหลังจากการเกิดข้อพิพาท ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล ซึ่งอาเซียนยังไม่มี ความร่วมมือด้านนี้  ทั้งนี้ความร่วมมือข้างต้นจะไม่กระทบต่อนโยบายต่างประเทศ และ ความร่วมมือทางทหารของประเทศสมาชิกกับประเทศนอกภูมิภาค

    2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ASEAN Economic Community หรือ AEC มีวัตถุประสงค์   เป็นเป้าหมายด้านเศรษฐกิจหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างอาเซียน  ภายหลัง การลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนประชาคมเศรษฐกิจมีองค์ประกอบสำคัญ คือการเป็นตลาด และเป็นฐานการผลิตร่วมกัน  โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้า  บริการ  การลงทุน  แรงงานฝีมืออย่างเสรี และเงินลงทุนที่เสรีมากขึ้น  มีความสามารถในการแข่งขันสูง  มุ่งสร้างความเท่าเทียมในการพัฒนา เศรษฐกิจระหว่างประเทศอาเซียน  และการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาเซียนเข้ากับประชาคมโลก ขนาดของตลาดอาเซียนที่ใหญ่ขึ้น มีอำนาจซื้อสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งช่วยให้ชาติสมาชิกสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ อีกทั้ง อาเซียนยังมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคโดยการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) และเริ่มรวมตัวกับประเทศหรือกลุ่มคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย ฯลฯ ความเหนียวแน่นใกล้ชิดระหว่างกันจะเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้อาเซียนสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดจากการรวมตัวกับประเทศคู่ค้าต่าง

     

     

    3.ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC
    มีวัตถุประสงค์มุ่งทำให้อาเซียนอยู่ร่วมกันในสังคมที่เอื้ออาทร ร่วมมือกันในด้านต่าง โดยมีการ จัดทำแผนปฏิบัติการประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน อาทิ การพัฒนาสังคม การศึกษา สาธารณสุข การจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อมุ่งให้เกิดผล 4 ด้านคือ สังคมที่เอื้ออาทร แก้ไขผลกระทบต่อสังคมอันเนื่องมาจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และ ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนผ่านการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรมร่วมกัน โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการประชาสังคม และ วัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน อาทิ การพัฒนาสังคม การศึกษา สาธารณสุข การจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อมุ่งให้เกิดผล 4 ด้านคือ สังคมที่เอื้ออาทร แก้ไขผลกระทบต่อสังคมอันเนื่องมาจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมความยั่งยืน ของสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนผ่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมร่วมกัน

              ดังนั้นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียนซึ่งภายใน กลุ่มสมาชิกอาเซียนเห็นชอบร่วมกันในการที่จะผนึกกำลังความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลกซึ่งนับวันจะเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น สำหรับหนทางการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนถือได้ว่ามีมีศักยภาพมากกว่าอีกหลาย

    ประเทศในอาเซียนด้วยกัน ซึ่งจะเห็นได้จากการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะช่วยให้ไทย สามารถขยายการค้าและการลงทุนทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคได้เพิ่มมากขึ้น จึงเป็น โอกาสใหม่ของประเทศไทย และ มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากจะเป็นกลไลสร้างพันธมิตร เเละ ความเป็นปึกเเผ่นตลอดจนเสถียรภาพภายในภูมิภาคที่ช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับไทยใน การเจรจาระหว่างประเทศ เเละ ความร่วมมือในการเเก้ปัญหาข้ามชาติรวมถึงการลงทุน ในประเทศไทยมากขึ้นโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่จะมีการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Chain) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งนำผลดีมาสู่เศรษฐกิจของไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน ถือเป็นกลุ่มประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย การเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และการขยายตลาดอาเซียน ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน แต่อย่างไรก็ตามข้อตกลงต่าง ที่เกิดขึ้นนั้นนอกจากส่งผลกระทบทางบวกแล้วโอกาสที่ประเทศไทย จะได้รับผลกระทบทางลบ ก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะช่วยบรรเทา ผลกระทบทางลบต่างๆ ให้เบาบางลงไปได้ และสร้างโอกาสจากการลดอุปสรรคทางการค้า และ การลงทุนต่าง ลงให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีความพร้อม และ มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง

    นอกจากนี้ี้การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนส่งผลให้ทำให้สภาพสังคมไทยในอนาคต เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต กล่าวคือ สังคมไทยจะประกอบไปด้วยผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า ยุคปัจจุบันมากมาย เพราะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าประเทศไทยเป็นประเทศน่าอยู่ สภาพการค้า การลงทุน สภาพเศรษฐกิจจะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน การคมนาคม จากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่งจะมีความสะดวกสบายมากขึ้น

    จะมีการติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชนในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น สังคมไทยจะเป็นสังคมหลาก วัฒนธรรมภาษาที่ใช้เป็นจะภาษากลางของประชาคมอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ ความร่วมมือทางการศึกษาของประชาคมอาเซียนจะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น การทำกิจกรรม ร่วมกันของประชาชนในประชาคมอาเซียนจะเพิ่มขึ้น จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้น ของประชาชนในภูมิภาคอาเซียน และ นำไปสู่การมีวัฒนธรรมที่หลากหลายในสังคม เกิดการตั้งถิ่นฐาน การย้ายแรงงานข้ามชาติจะเพิ่มมากขึ้น และ นี้เป็นเพียงบางส่วน ของการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทยในอีกไม่นานนัก แต่ในการรวมตัว เป็นประชาคมอาเซียนนั้นก็มีทั้งส่วนได้และส่วนเสียอยู่หลายประการ
              ในส่วนที่เป็นผลดี คือ ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เกิดตลาดการค้าเสรี เกิดการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดอำนาจการต่อรอง   และ ในเรื่องของความสะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กัน เพราะการคมนาคมที่เชื่อมโยงกัน และมีความทั่วถึงมากขึ้นรวมถึงโอกาสด้านการมีงานทำเพิ่มมากขึ้น
              ในส่วนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คือ อธิปไตยของประเทศอาจลดลง เพราะ ต้องคำนึงถึง ประโยชน์ของประชาคมเพิ่มขึ้น 
     -            วัฒนธรรมไทยอาจจะได้รับผลกระทบ
    หากคนไทยไม่ตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม
     -
    สภาวะสังคมพหุวัฒนธรรม ทำให้คนไทยต้องรู้จักปรับตัวและพัฒนาวิถีการดำรงชีวิต
    ต้องเรียนรู้การดำรงชีวิตภายใต้ความหลากหลายต้องฝึกความอดทนต่อความยุ่งยาก อันเนื่อง มาจากความไม่เคยชินกับวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างกันจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้ง ระหว่างคนไทย-คนไทยและคนไทย-ต่างชาติที่อาจเพิ่มสูงขึ้น
     -           
    ความมั่นคงของชาติอาจเพิ่มสูงขึ้น เพราะจะมีผู้คนจากต่างชาติต่างวัฒนธรรมทั้งประสงค์ดี และประสงค์ร้ายเข้ามาในประเทศไทยเพิ่ม มากขึ้น สำนึกความเป็นคนไทยหากลดลงย่อมส่งผลต่อ ความมั่นคงของชาติดังกล                                                                                                                   -              การข้ามแดนของแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นย่อมส่งผลต่อการ มีงานทำของบัณฑิตไทย
     -            
    ความขัดแย้งระหว่างคนไทย-คนไทย และคนไทย-ต่างชาติที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต หากขาดวินัยในการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม            

    สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไทยได้เห็นความสำคัญเเละตื่นตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากต่อการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนแต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยกลับประสบกับปัญหาในเรื่องของประชาชน คนไทยที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของอาเซียนเท่าที่ควรหรือบางส่วนอาจไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยทั้งที่ แนวคิดในการจัดตั้งนี้เริ่มขึ้นจากการประชุมในประเทศไทยตั้งแต่ปี .. 2510 ทั้งนี้เป็นเพราะ รัฐบาลแต่ละยุคสมัย ไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้เท่าที่ควร เกือบ 45 ปีที่มีแนวคิดในเรื่องนี้ ประเทศไทยกลับไม่มีความ คืบหน้าในการดำเนินการแต่อย่างใด หน่วยงานของรัฐและรัฐบาลไทย ยังเบี่ยงเบนประเด็นไปที่ ปัญหาการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน ว่ายังขาดทักษะ และ มีข้อจำกัด ในการใช้ภาษาอังกฤษทั้งที่ในความเป็นจริงเรื่องเหล่านี้ หากจะหาแนวทางการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้ความไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาคน เพื่อให้พร้อมกับการเป็นประชาคมอาเซียน และการก้าวสู่ระดับสากลอื่นๆของรัฐบาลไทย แต่ละยุคสมัยเป็นเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว 

    อีกทั้งประเทศไทยยังมีความวุ่นวายทางการเมืองไม่รู้จบเพราะ ถ้าไม่มีปัญหาในสภา ก็จะมีปัญหานอกสภาจึงทำให้รัฐบาลยังคงต้องนั่งตอบคำถามสื่อ และ พยายามปิดช่องโหว่ ของปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านนำไปโจมตีหรือเปิดประเด็น จนสามารถนำไปสู่การ อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่มีเวลาในการบริหารประเทศ และ ปััญหาเหล่านี้ยังส่งผล ให้ประเทศไทยจะกลาย เป็นประเทศที่มีความพร้อมในการเข้าเป็น ประชาคมอาเซียนน้อยที่สุด และ กลายเป็นตัวถ่วงที่ รั้งความเจริญของกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน

    ดังนั้นรัฐบาลต้องหันมาให้ความสนใจโดยหมั่นกระจายข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึงทั้งประเทศ พร้อมกับลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่เตรียมให้อย่างจริงจังและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง ข่าวสารและเข้าใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยได้ศึกษาหาข้อมูลในเรื่องนี้ ด้วยตนเองเพื่อความอยู่รอดของตนเองในอนาคตอันใกล้นี้ โดยรัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบ ประกาศให้เตรียมความพร้อมในเรื่องหลักหลักโดยสิ่งสำคัญประการแรก

    คือเรื่องของภาษาที่ใช้ในการสื่อสารซึ่งในที่นี้ได้แก่ ภาษาอังกฤษแต่ต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษ เป็นจุดอ่อนที่สำคัญประชาชนชาวไทยไม่ว่านักเรียน หรือนักศึกษาไทยก็ตามและหากยังไม่สร้าง ความตระหนักถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษแล้ว เกรงว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของ ประเทศไทยจะเกิดปัญหาได้ ในที่นี้หมายถึงเรื่องความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษทั้งใน ด้านการพูด อ่าน เขียน  ในภาพรวมยังขาดทักษะที่ดี เพราะ ภาษาอังกฤษถูกกำหนดให้เป็นภาษา กลางของอาเซียน สถานการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันกับบุคลากร จากประเทศ เพื่อนบ้านที่คาดว่าจะเข้ามาสมัครงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และ ในอนาคต สถานประกอบการย่อมต้องการบุคลากรที่มีทักษะทางภาษาอังกฤษสูงเพิ่ม

                    ส่วนเรื่องของการศึกษานั้นนักเรียน นักศึกษาไทยตระหนักในเรื่องนี้น้อยมาก และ ขาดการเตรียมการที่ดี ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตแบบไม่เตรียมการ เพราะขาดการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ สถานการณ์อนาคต อาจจะพอรู้ความเคลื่อนไหวบ้างแต่ไม่รู้ว่าสถานการณ์อนาคตมีความเกี่ยวข้อง กับตนเองอย่างไร  บางส่วนที่พอจะทราบบ้างก็พบว่ายังขาดการเตรียมการส่วนใหญ่มองว่าไว้ ถึงเวลาค่อยปรับตัว และ กระบวนทัศน์การเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษายังเป็นไปเพื่อในรูปแบบ ของการเรียนเพื่อให้ได้ปริญญามากกว่าเรียนเพื่อให้ตนเองมีศักยภาพ ขณะที่นักศึกษาจากประเทศ เพื่อนบ้านให้ความสำคัญต่อการเรียนสูงมาก จึงน่าเป็นห่วงสำหรับนักศึกษารุ่นใหม่ในอนาคต ที่อาจจะยังคงประมาทกับสถานการณ์ประมาทต่อศักยภาพของบัณฑิตจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง
    นักเรียน
    นักศึกษารุ่นใหม่ซึมซับค่านิยมใหม่ ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้ ของตนเอง ไม่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันที่ดีในสังคม เช่น รักเสรีภาพ มีความเป็นปัจเจกชนสูง แสดงออกซึ่งภาวะอารมณ์อย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ เรียนเพื่อรวย ขาดความรับผิดชอบในตนเอง ที่มากพอ ฯลฯ ฉะนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรชี้ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษาว่าสังคมไทย ในอนาคตจะมีความเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่องที่กระทบต่อวิถีชีวิต ที่เคยดำเนินมาในอดีต ประชาชน นักเรียน นักศึกษาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ปรับตัวและเตรียมการ     (Adapability and Preparation) ประเด็นที่ควรต้องเตรียมตนเอง เพื่อทำให้ตนเองมีความพร้อม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เช่น ควรให้ความสนใจและ ตระหนักผลที่เกิดขึ้นอันเนื่อง มาจากการรวมตัวของประเทศต่าง สู่ประชาคมอาเซียนทั้งในเชิงประโยชน์ที่ได้รับ และ ข้อควรระวัง ดังนั้นการติดตามข้อมูล ข่าวสารความเคลื่อนไหว ของประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะนำไปสู่ความเท่าทัน การปรับตัว เตรียมการ มิใช่รอให้ผลเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยปรับตัว ซึ่งอาจจะทำให้เราไม่ทันการซึ่งการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนทำให้สังคมยุคใหม่จะสะท้อน ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้นการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษายุคใหม่จึงจำเป็นต้องปรับ ทั้งกระบวนการเรียนรู้ ปรับทัศนคติที่จะต้องตระหนักถึงความเป็นชาติและการดำรงคงอยู่ ของรัฐไทยเพิ่มากขึ้น

    ทั้งนี้ี้ประเทศไทยยังควรสร้างความเข้มแข็งในทุกๆด้านให้กับนักเรียนไทย นักศึกษา และ ประชาชนคนไทย ทั้งในเรื่องภาษา เรื่องอาชีพ เรื่อง ICT คุณลักษณะ ของคนทำงานเป็น ควบคู่ไปกับคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นได้มีอาวุธทางปัญญาไว้ใช้เลี้ยงชีพภายใต้ วัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งประชาคมอาเซียนได้

                    และการที่ไทยเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ที่ประเทศสมาชิกล้วนมีความหลากหลาย ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และวัฒนธรรม สมาชิกอาเซียนต้องปรับตัวเข้าหากัน จึงจะสามารถเริ่มต้นเดินไปในทางเดียวกันได้ และจะนำไปสู่การปรับระบบและเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่นเดียวกับกฎหมายก็ต้องมีการปรับและทำให้สามารถตรวจสอบ การทำหน้าที่ของกัน และกันในมาตรฐานของอาเซียนได้ จึงส่งผลต่อประเทศไทยในหลายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม รวมถึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางกฎหมาย คือ เมื่อไทยเป็นระบบประเทศทวินิยม การเข้าร่วมอนุสัญญา หรือ ปฏิญญาใดๆ จะต้องมาทำการ อนุวัติกม. ภายใน และ นโยบายของภาครัฐ ให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทย เข้าร่วมเป็นภาคี

    ซึ่งจะก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนในหลายหลายเรื่อง ทั้งในเรื่อง

    1. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การค้าที่ประชาคมอาเซียนต้องการเปิดการค้าเสรี แก้กฎหมายทั้ง กฎหมายเรื่องภาษีนิติบุคคล ภาษีการลงทุนสำหรับชาวต่างชาติ การถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ ค่าธรรมเนียมต่างๆต้องปรับให้รองรับการค้าเสรีที่เกิดขึ้น

    กรมการค้าภายใน”  ตั้งคณะทำงานปรับปรุงก..แข่งขันทางการค้าเพื่อรับมือประชาคม

    เศรษฐกิจ อาเซียนได้ เพราะกฎหมายปัจจุบันเป็น"เสือกระดาษ"ไม่สามารถเอาผิดใครได้

    ประเทศไทยกำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 หากไม่เร่ง สร้างกฎหมายให้เข้มแข็งสามารถดูแลธุรกิจภายในได้ก็อาจสร้างความเสียหายต่อธุรกิจไทย พ...แข่งขันมีผลบังคับใช้มาเป็นเวลา 11 ปี แต่ยังไม่สามารถดำเนินการกับผู้ประกอบการ ที่มีพฤติกรรมแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมได้เลย ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มีผลบังคับใช้มา 10 ปี เอาผิดได้หลายคดี ในเวียดนาม ก็เพิ่งยกร่างหลังไทย 4 ปี ตอนนี้มีการพิจารณาและตัดสินไปแล้ว 30-40 คดี และมาเลเซียก็มีการยกร่างกฎหมาย ฉบับนี้สำเร็จแล้ว เพราะตามร่างการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) กำหนดให้แต่ละประเทศไปยกร่างกฎหมายของตัวเอง แล้วค่อยมาคุยกันในอาเซียนว่า จะมีการดำเนินการกับธุรกิจภายในอาเซียนให้แข่งขันเป็นธรรมได้อย่างไร ทั้งนี้เป้าหมายหลัก อย่างหนึ่งของการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การปรับให้สำนักงานแข่งขันทางการค้า ซึ่งปกติอยู่ภายใต้กรมการค้าภายใน ออกเป็นหน่วยงานอิสระ คล้ายกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งจะให้อิสระในการทำงาน และมีบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                    มีการรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่ากรมการค้าภายในจะดำเนินการกำหนดให้ สายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสท์) ต้องปิดป้ายแสดงราคาค่าบริการให้ชัดเจนว่าอัตราค่าโดยสาร ในเที่ยวบินต่างๆ และให้แจ้งค่าธรรมเนียมอื่นที่ต้องชำระไว้ให้ชัดเจนด้วย ตามอำนาจ ...ราคาสินค้าและบริการ ..2542 เนื่องจากการโฆษณาว่าตั๋วบินราคาถูก เพื่อดึงดูดให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการแต่เมื่อใช้บริการจริงกลับต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น ค่าภาษีสนามบิน ค่าประกันภัย และค่าธรรมเนียมการออกบัตรโดยสาร ทำให้ตั๋วมีราคาสูงกว่าที่ทำการที่โฆษณาไว้มาก นอกจากนี้ยังมีจำนวนเที่ยวบินจำกัด และ มีเงื่อนไขพิเศษ เช่น ต้องจองวันเวลาไป-กลับ และต้องจ่ายเงินล่วงหน้า 4-5 เดือน เป็นต้น

    และรายงานข่าวระบุว่าคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเคยตั้งอนุกรรมการตรวจสอบเพื่อเอาผิด ผู้ค้าที่กระทำการผิดกฎหมาย สร้างความไม่เป็นธรรมทางการค้า บั่นทอนการแข่งขันหลายกรณี แต่ไม่สามารถที่จะลงโทษผู้ประกอบการรายใดได้เป็นผลสำเร็จ

                   แต่ขณะนี้ได้มีการตรวจสอบหลายกรณี อาทิเช่น ข้อร้องเรียนของผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) กรณีการขายสินค้าต่ำกว่าทุนของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (โมเดิร์นเทรด) จนทำให้ซัพพลายเออร์ ได้รับผลกระทบ การบังคับให้ยี่ปั๊วซื้อน้ำตาลทรายขาวพ่วงน้ำตาลทรายแดง   และ ข้อร้องเรียนที่คณะกรรมการชุดใหญ่มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงไปแล้ว คือ กรณีร้องเรียนบังคับให้เอเย่นต์เบียร์ลีโอ และสิงห์ซื้อเหล้าพ่วงเบียร์ กรณีบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ ร้องเรียนเบียร์อาชาขายต่ำกว่าทุน และกรณีร้องเรียนบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า ห้ามตัวแทนจำหน่ายขายรถจักรยานยนต์ของบริษัทคู่แข่ง เป็นต้น

                    ภาครัฐจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจให้คล่องตัวยิ่งขึ้น    เช่น  การแก้ไขกฎหมายศุลกากรบางส่วน การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้นักลงทุน ต่างประเทศเข้ามาลงทุนและตั้งสำนักงานในประเทศไทย การปรับปรุงระยะเวลาการอนุมัติการ จัดตั้งบริษัทในไทยให้สั้นที่สุด (ปัจจุบันใช้เวลา  32  วัน) ในขณะที่สิงคโปร์ใช้เวลาเพียง  3  วัน    มาเลเซีย 11   วัน                                                      

     2. กฎหมายรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความเป็นประชาธิปไตย เน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน

    3.        การเข้ารับราชการที่ตอนนี้ระบุสัญชาติไทย แต่ต่อไปในอนาคตจะเปิดให้มีการสอบแข่งขัน ในทุกชนชาติได้

                และกฎหมายแรงงาน ที่ต้องออกมารองรับการเคลื่อนย้ายแรงงาน อัตราค่าจ้าง

    4.         ยุทธศาสตร์การศึกษาสร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ในอาเซียน และ เพิ่มโอกาส ในการทำงานไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน

     

     

     

     

     

    5. กฎหมายโทรคมนาคม ระบบสื่อสารที่สามารถรองรับภายในและภายนอกประเทศด้วยหลังจาก ประเทศไทยเข้าร่วมในข้อตกลงเปิดประชาคมอาเซียน (Asean Economic Community) ทำให้มีพันธะที่ต้องเปิดเสรีธุรกิจภาคบริการ รวมถึงการแก้ไขกฎเกณฑ์เพื่อรองรับการ เคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 และธุรกิจโทรคมนาคมเป็น 1 ในภาคบริการที่ต้องเปิดเสรีซึ่งต้องเริ่มเปิดให้นักลงทุนอาเซียน เข้ามาถือหุ้นได้ถึง 70% ตั้งแต่ปี 2552 และเปิดเสรีเต็มรูปแบบในอีก 4 ปีข้างหน้า

                    อย่างไรก็ตามปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการโทรคมนาคมของไทยยังห้าม ต่างด้าวถือหุ้นเกิน 50% ฉะนั้น รัฐบาลไทยต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะเปิด เสรธุรกิจโทรคมนาคม หรือไม่หากไม่ต้องการเปิดเพราะกังวงเรื่องความมั่นคง หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กสทช. และ กระทรวงพาณิชย์ จะต้องชี้แจงอาเซียนโดยเร็ว เพราะขณะนี้คณะทำงานของอาเซียนอยู่ระหว่างการร่างตาราง ข้อผูกพันการเปิดเสรีอยู่ "การเปิดเสรีนี้มีทั้งผลดีและผลเสีย และอันตรายมากหากนโยบายรัฐไม่นิ่ง ไม่มีเป้าหมายชัดเจน หรือ ไม่มีการวิเคราะห์ผลกระทบรอบด้านหรือมีมาตรการรองรับ ในความเป็นจริงไม่มีประเทศไหนในโลกเปิดเสรีจริงจัง 100% ฉะนั้นต้องมีมาตรการรองรับชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรม หรือความมั่นคง ผ่านมาตราการเยียวยาที่ยึดหลัก ความเท่าเทียม รวมถึงมีกลไกทางกฎหมาย ในการกำกับดูแลชัดเจน หรือแม้แต่การส่งเสริม สนับสนุน SMEs ก็ทำได้ในข้อตกลงเปิดเสรี ไม่ได้ห้ามไว้

                    และในเรื่องของกฎหมายมาตรา 190 ยังคงถูกมองเป็นปัญหาโดยตรงต่อไทยกับอาเซียน เนื่องจากว่ากฎหมายมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันที่ระบุว่าการทำสนธิสัญญา ระหว่างประเทศต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และ ต้องชี้แจงต่อรัฐสภานั้น เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับประเทศไทยเพราะนับตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การดำเนินการต่างๆ ของไทยกับอาเซียนนั้นเดินหน้าไปได้ช้ามากเพราะฉะนั้นกฎหมายตัวนี้ ก็ต้องมีการปรับเพื่อให้สอดคล้องกับการก้าวสู่การเปิดเสรีอาเซียน ดังนั้นกฎหมายต้องมี ขอบเขตระบุให้ชัดเจนกว่านี้ว่าข้อตกลงใดบ้างที่จำเป็นต้องผ่านมาตรา 190 หรือต้องมีการตีความ อย่างไรจึงจะถือว่าไม่ขัดกับมาตราดังกล่าว

    ไม่เพียงเท่านี้ระบบการศึกษายังผลิตนักกฎหมายระหว่างประเทศไม่เพียงพอในการผลิต บุคลากรผ่านระบบการศึกษาในปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถตอบสนองต่อการแข่งขันได้ ที่สำคัญ ภาษาอังกฤษนั้นเป็นภารกิจสำคัญของโรงเรียน และ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่ต้องมีการปรับ เพื่อรองรับการเข้าสู่ตลาดอาเซียน เและ ไม่ให้ถูกเอาเปรียบได้ ในการเรียนกฎหมายนั้น ไม่ได้เรียนเพียงเพื่อแค่ไปสอบเนติบัณฑิตเท่านั้นหากแต่ต้องขยายวงไปยังด้านอื่นด้วย เพราะ นักกฎหมายระหว่างประเทศ กับนักกฎหมายภายในประเทศนั้นมีความเข้าใจในเรื่องกฎหมาย ต่างกันอีกทั้งนักกฎหมายระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบันนั้นยังมีไม่เพียงพอ จึงต้องมีการเรียนรู้ กฎหมายระหว่างกันและ ปรับเข้าหากันเพื่อการเดินไปข้างหน้าต่อที่สำคัญต้องหาบุคลากร ที่มีความสนใจในเรื่องกฎหมายระหว่างเทศอย่างแท้จริง และ ต้องมีพื้นฐานในการทำความเข้าใจ อาเซียนได้พอสมควร เพื่อผลิตนักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับกับอาเซียน

                    ที่สำคัญกฎหมายไทยต้องรองรับช่องโหว่ที่มากับการแข่งขันเสรี การเปิดเสรีอาเซียน ที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในปี .. 2558 นั้น จะส่งผลให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจมากขึ้น และไม่สามารถเลี่ยงได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมตัวเพื่อให้สอดคล้อง กับข้อตกลงการเปิดเสรี อาเซียนที่จะเกิดขึ้นทั้งนี้การเปิดเสรีจะทำให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามา ช่วงชิงผลประโยชน์จากสมาชิกอาเซียนมากกว่าบรรษัทจากอาเซียนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบต่อภาคธุรกิจในระดับกลางและ ระดับย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) นอกจากนี้การข้าม ประเทศอย่างเสรีก็อาจเกิดปัญหาในเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ และ การค้ามนุษย์ รวมถึงแรงงานข้ามชาติ เพราะฉะนั้นนักกฎหมายก็ต้องมีการทำการศึกษาโดยคำนึงถึงช่วงโหว่ และข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยด้วย

     และแม้วา่ปัจจุบันอาเซียนจะมีการประกาศใช้กฎบัตรแล้วกฎบัตรอาเซียนก็ต้องมีการพัฒนาด้วย เช่นกัน เพราะการบังคับใช้นั้นก็ยังไม่มีกรอบการดำเนินการที่ชัดเจน กล่าวคือ กฎบัตรอาเซียนประกอบด้วย ประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน การเคารพอธิปไตย การระงับข้อพิพาท เป็นต้น แต่ทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังไม่ได้มีกรอบการดำเนินการ ตามข้อตกลงของอาเซียนที่ชัดเจน เช่น เรื่องปัญหาเขตแดน การส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น ดังนั้นรายละเอียดของกระบวนการระงับ ข้อพิพาท และ รายละเอียดของการดำเนินการต่างๆ ในกฎบัตรอาเซียนนั้นต้องมีการกำหนด ให้ชัดเจนกว่านี้           

                    และแม้ว่าในปี .. 2558 (.. 2015) ประชาคมอาเซียนจะก้าวเดินไปสู่ความร่วมมือ ตามกฎบัตรอาเซียน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพึงทำความรู้ความเข้าใจให้มากขึ้น ก็คือ การสร้างหลักการ แห่งสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศสมาชิกและประเทศสังคมโลก ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถ ของผู้นำประเทศประชาคมอาเซียนต่อไป และจะเป็นที่จับตาของประเทศมหาอำนาจต่าง ในสังคมโลกเช่นกัน เพราะฉะนั้น การปรับตัวของสถาบันการศึกษาต้องเปิดใจเรียนรู้สังคม และ วัฒนธรรมของประเทศต่าง ด้วยและในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในความตระหนักรู้และเข้าใจของคนไทยนั้น ไม่ว่าระดับประชาชนคนธรรมดา หรือเยาวชนรุ่นใหม่ จะต้องให้ความสนใจเป้าหมายที่เรียกว่า 3 เสาหลักให้ถ่องแท้ ซึ่งหมายความว่า การศึกษาเรียนรู้ ข้อมูลข่าวสารต่าง ในประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศและความเคลื่อนไหวของประเทศ คู่เจรจาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก รวมถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยแนวใหม่ที่มุ่ง ความสำคัญและพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนระหว่างกัน และ สิ่งที่เป็นเครื่องมือให้คนไทย สามารถเข้าใจ และเข้าถึง และสามารถพัฒนาให้ตนเองอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และเป็นสุข ก็คือ การใช้ภาษาอังกฤษที่ดี เพื่อช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางสื่อสาร ทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลตลอดไป
    จากwww.law.cmu.ac.th/law2011/177404/files/1325755582.doc

     




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 103 ครั้ง

    เลือกดูบลอก Search:

    คอนโด คอนโดให้เช่า ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 78.125ms