เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 3036 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ร่าง คำประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติ (0)
    [4 วันที่ผ่านมา]
  • ความต้องการด้านทรัพยากรที่จำเป็นในการบริหารความต่อเนื่อง (0)
    [4 วันที่ผ่านมา]
  • Glenn Murcutt-Sustainable Architecture (0)
    [24 วันที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • ระบบคืออะไร (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ถนนเด็กเดิน (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ทิศทางการพัฒนาตลาดเก่าในเชิงอนุรักษ์เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • โครงการออกแบบเสนอแนะปรับปรุงโรงเรียนสองภาษา (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเศษวัชพืชธูปฤาษี (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาลวดลายจิตกรรมฝาผนังอยุธยา (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตย์ (Universal Design) คืออะไร ทำไมเมืองไทยต้องมีอารยสถาปัตย์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • อารยสถาปัตยกรรม (Universal Design ) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดบางหลวง (SWOT Analysis)(พิชัย สดภิบาล.2557) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวตลาดบาง หลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิธีการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • TOWS Matrix (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวความคิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวโน้มการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การอนุรักศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ตลาดเก่า ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติโดยย่อตลาดบางหลวง ร.ศ.๑๒๒ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กันยายน 2557>
     
    3525262728293031
    361234567
    37891011121314
    3815161718192021
    3922232425262728
    40293012345
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 917308
    • เฉพาะวันนี้ 53
    • ความคิดเห็น 108
    • จำนวนเรื่อง 464
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ปืน เชื้อโรค และ เหล็กกล้า Gun, Germs and Steel: Jared Diamond
    3 กุมภาพันธ์ 2553 - 0:03:00

     

    ปืน เชื้อโรค และ เหล็กกล้า Gun,Germs,and Steel: Jared Diamond

    Jared Diamond นักภูมิศาสตร์และสรีรวิทยา (geographer and physiologist) ผู้แสดงให้เห็นในหนังสือเรื่อง Guns, Germs, and Steel

    Jared Diamond “ทำไมอารยธรรมของมนุษย์ จึงพัฒนาด้วยความเร็วที่แตกต่างกันมากระหว่างทวีปต่างๆ ในช่วง 13,000 ปีที่ผ่านมา? คำถามนี้ติดใจผมมานาน แต่เราเพิ่งจะสามารถสังเคราะห์ ปะติดปะต่อคำตอบได้เมื่อเร็วๆ นี้เอง ด้วยความก้าวหน้าในวิชาการแขนงต่างๆ ที่ดูเผินๆ เหมือนจะห่างไกลจากประวัติศาสตร์มาก เช่น ชีวโมเลกุล (molecular biology), ชีวภูมิศาสตร์ (biogeography) และพันธุศาสตร์ ของพืชและสัตว์, โบราณคดี, และภาษาศาสตร์”

    ภาคหนึ่ง จากอีเดนสู่คาฮามาร์คา

    อารัมภบท

    คำถามของยาลี

    เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๗๒ Jared Diamond ใช้ประเทศปาปัวนิวกินีเป็นที่ศึกษาพัฒนาการของนกในฐานะนักชีววิทยา นิวกินีเป็นดินแดนในอาณัติของสหประชาชาติภายใต้การกำกับดูแลของออสเตรเลีย ได้พบกับยาลี ผู้มีบทบบาทในการเตรียมชาวพื้นเมืองให้พร้อมสำหรับการปกครองตนเอง การพูดคุยเริ่มที่คำถามเรื่องนกแล้วจึงต้องมีการอธิบายเรื่องที่เชื่อมโยงกันกับเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ ความแตกต่างของคนผิวดำกับผิวขาว อาทิเช่น ความไม่เสมอภาคกัน อัตราการพัฒนาวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน การพัฒนาสินค้า / เทคโนโลยี เป็นต้น คำถามเหล่านี้ได้มาเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาคำตอบ และยังได้สะท้อนขยายไปยังประเด็นต่างๆ ทั้งด้าน ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ภาษาเขียนพูดและภาษาเขียน โดยเฉพาะภาษาในโลกที่มีใช้กว่า ๖,๐๐๐ ภาษา ซึ่งจะค่อยๆสูญหายไปเหลือไม่กี่ภาษา ทำให้ชาวยุโรปสามารถคร่าชีวิต/มีชัยเหนือผู้คนกลุ่มอื่นๆได้ อาวุธ ปืน โรคติดต่อ และเครื่องมือที่ทำด้วยโลหะรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นคำอธิบายขั้นแรก ที่ชี้ให้เห็นสาเหตุเฉพาะหน้า ซึ่งต้องค้นหาสาเหตุเบื้องหลังที่แท้จริง ว่าเหตุใด ถึงเป็นชาวยุโรป ไม่ใช่ชาวแอฟริกัน หรือชนพื้นเมืองในทวีปอิมริกา ที่เป็นผู้ครอบครองปืน เชื้อโรคร้าย และเหล็กกล้า อันนำไปสู่ชัยชนะ

    Jared Diamond “นักประวัติศาสตร์มักจะหลีกเลี่ยงที่จะศึกษาคำถามนี้ราวกับมันเป็นโรคร้าย เพราะนัยยะแห่งการเหยียดผิวที่ซ่อนอยู่ คนส่วนใหญ่มักนึกเอาเองว่า คำตอบนั้นต้องประกอบด้วยความแตกต่างทางชีววิทยา ของระดับ IQ เฉลี่ยระหว่างบรรดาชนชาติต่างๆ แม้ว่าปัจจุบันเราไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่บ่งบอกว่าความแตกต่างด้าน IQ นี้มีอยู่จริง”

    ภาคหนึ่ง

    จากอีเดนสู่คาฮามาร์คา

    ๑.ก่อนจะถึงจุดตั้งต้น

    จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับเปรียบเทียบพัฒนาการทางประวัติศาสตร์น่าจุใจอยู่ในราว ๑๑,๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ปัจจุบันมีวิธีการและหลักฐานให้สืบค้นมากมาย หลักฐานที่สำคัญคือซากจากฟอสซิล วิวัฒนาการของมนุษย์ เมื่อหลายล้านปีที่ผ่านมา ลิงคือสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้มนุษย์ที่สุด อยู่ ๓ ชนิด ได้แก่ ลิงกอริลล่า ลิงชิมแปนซี และลิงแปนซีแคระปิ๊กมี่ชิมแปนซี โดยประมาณ ๕-๙ ล้านปีก่อนลิงไม่มีหางได้แยกออกเป็นหลายกลุ่ม มีกลุ่มหนึ่งวิวัฒนาการมาเป็นลิงกอริลล่า อีกกลุ่มเป็นลิงชิมแปนซีสมัยใหม่ ๒ ชนิด และกลุ่มที่สามวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ และจากหลักฐานฟอสซิลจำนวนมากแสดงให้เห็นว่ายุคแรกเริ่มเกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาเมื่อประมาณ ๗ ล้าน มนุษย์ชวา ก็ประมาณ ๑-๑.๘ ล้านปี

    ในปัจจุบันประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่แท้จริงเริ่มเมื่อราว ๕๐,๐๐๐ ปีก่อน เป็นยุคของการเติบโตแบบก้าวกระโดดไปข้างหน้า(Great Leap Forward) สัญลักษณ์ของการก้าวกระโดดเห็นได้จากแหล่งโบราณคดีในแอฟริกาตะวันออก โดยมีการพบเครื่องมือเครื่องใช้ และต่อมาที่แถบตะวันออกใกล้ และทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป ถัดมาราว ๔๐,๐๐๐ ปีก่อน ก็พบที่ยุโรปทางตะวันตกเฉียงใต้ เป็นกระดูกมนุษย์โครมันยอง มีการค้นพบเครื่องมือทำจากหิน เครื่องประดับ เครื่องประดับที่ทำจากกระดูก และสิ่งที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดคือ ผลงานทางศิลปะ เช่น ภาพตามผนังถ้ำ รูปปั้น เครื่องดนตรี จากการวัดอายุโครงกระดูกมนุษย์ด้วยเรดิโอ คาร์บอนในพื้นที่หลายแห่งยืนยันว่า มนษย์ได้เดินทางไปอาศัยอยู่ในออสเตรเบียและนิวกีนี โดยทางน้ำ ราว ๓,๐๐๐- ๕,๐๐๐ ปีก่อนโดยประมาณ มนุษย์โครมันยองมีเทคโนโลยี มีทักษะทางภาษามีสติปัญญา สามารถแพร่เชื้อโรคและไปแทนที่ชนกลุ่มอื่น ๆมีการผสมผสานสายพันธุ์กับพวกนีแอนเดอธัล

    สมมติฐานการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดสอดคล้องกับการขยายตัวไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในการค้นพบข้อมูลใหม่อยู่เสมอ มักจะมีความก้าวหน้าขึ้นทุกๆปี ดูน่าเชื่อถือ แต่แล้วมักจะเกิดปัญหาการตีความตามมา เช่น เครื่องมือหินที่พบเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเป็นเพียงก้อนหินตามธรรมชาติ สัตว์ขนาดใหญ่สูญพันธุ์ได้อย่างไร การกำหนดช่วงอายุด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอนถูกต้องจริงหรือมนุษย์กระจายตัวไปยังที่ต่างๆได้อย่างไรภายในช่วงไม่นานมากนักมนุษย์ก็กระจ่ายไปทั่วภูมิภาคของโลก สามารถปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศได้

    ๒. การทดลองโดยธรรมชาติของประวัติศาสตร์

    การบุกรุกของชาวเมารีต่อชาวโมริโอริ มองให้เห็นถึงการแยกตัวมาอยู่อย่างโดดเดี่ยวของชาวโมริเป็นเผ่าเล็ก ๆ หาของป่าอาวุธเทคโนโลยีเรียบง่าย เหตุการณ์บุกโจมตีมีโศกนาฏกรรมไปทั่วและกินพวกเดียวกันชนเผ่าโพลีนีเชียน เมื่อ ๑,๐๐๐ ปีมานี้เอง

    ประวัติศาสตร์ของชาวโพลินีเซียน ทุกกลุ่มถือกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ซึ่งมีวัฒนธรรม ภาษา เทคโนโลยี รวมทั้งพืชและสัตว์ที่นำมาเพาะเลี้ยงก็อย่างเดียวกันทังสิ้น แต่ก็มีพัฒนาการในวิถีทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่าง เช่นสังคมชาวโมริโอริกับ สังคมเมารี ความแตกต่างภายในสังคมโพลีนีเซียตามเกาะต่างๆ เกิดจาก ตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันอย่างน้อย ๖ ประเภท ได้แก่ สภาพภูมิอากาศ ลักษณะทางธรณีวิทยา ทรัพยากรทางทะเล ขนาดพื้นที่ สภาพภูมิประเทศที่แยกพื้นที่เกาะออกเป็นส่วนๆ และการแยกตัวโดดเดี่ยวของเกาะแต่ละแห่งเป็นการทดสอบผลกระทบสภาพแวดล้อมที่มีต่อพื้นที่ขนาดเล็กอย่างย่นย่อ หลายๆครั้ง

    สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนั้น มีอิทธิต่อสังคมโพลีนีเซียด้านการดำรงชีพให้มีลักษณะที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งด้าน ทรัพยากรอาหาร ประเภทของสัตว์เลี้ยงและพืช การชลประทาน รูปแบบทางสถาปัตยกรรมมีแนวทางในแนวเดียวกับพีระมิด พวกเมโสโปเตเมีย แค่มีขนาดไม่ใหญ่แต่บางแห่งก็มีขนาดใหญ่น้ำหนักมากถึง ๓๐ ตัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ความแตกต่างกันในแต่ละเกาะเพราะบางเกาะไกลกันถึง ๕๐๐ ไมล์ ความหนาแน่นของประชากรต่างกัน ลักษณะสังคมแตกต่างกันหลายรูปแบบดังนั้น สังคมที่มีระบบเศรษฐกิจเรียบง่าย สังคมบนเกาะที่มีประชากรไม่หนาแน่นนัก จะผลิตเฉพาะอาหารและสิ่งของที่จำเป็น กล่าวโดยสรุปสังคมโพลีนีเซียมีอายุเพียง ๓,๒๐๐ ปี เมื่อเทียบกับสังคมบนทวีปอย่างทวีปอเมริกาซึ่งพัฒนาการไม่ต่ำกว่า ๑๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าลักษณะของสังคมมนุษย์มีความแตกต่างหลากหลายผันแปรตามสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่

    ๓. การปะทะที่คาฮามาร์คา

    Jared Diamond “ยังมีปัจจัยใกล้เคียงอีกประเภทหนึ่งที่เราต้องพิจารณา นั่นคือ Pizarro และ Cortés สามารถยกพลไปโลกใหม่ ก่อนที่ชาว Aztec และ Inca จะบุกไปยุโรปได้อย่างไร? คำตอบส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยี: ชาวยุโรปสร้างเรือเดินทะเลได้ ในขณะที่ ชาว Aztec และ Inca ทำไม่ได้ การเดินทะเลของเรือเหล่านี้ได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ (centralized political organization) ที่ทำให้สเปนและประเทศยุโรปอื่นๆ สามารถสร้างเรือ และหาคนมาเป็นลูกเรือได้ ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ บทบาทของตัวหนังสือ (writing) ที่ส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียดไปยังนักสำรวจ เช่น แผนที่ คู่มือการเดินเรือ และประสบการณ์การเดินทางของนักสำรวจรุ่นก่อนๆ”

    การเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างของประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงยุคสมัยใหม่ก็คือ กรณีชาวยุโรปเข้าครอบครองและทำให้โลกใหม่กลายเป็นนิคมของตน ผลที่เกิดคือ ชนพื้นเมืองทวีปอเมริกาหรือชาวอเมริกันอินเดียนส่วนใหญ่หลายกลุ่มต้องลดจำนวนลงมากและสาบสูญไป หลักฐานการติดต่อระหว่ามนุษย์ในโลกพบได้จากการเดินทางจากทวีปเอเชียมายังอเมริกาแล้ว โดยผ่านช่องแคบแบริ่ง และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยนำมันเทศจากทวีปอเมริกามายังบริเวณโพลีนีเชีย การติดต่อของทวีปยุโรปกับโลกใหม่ ในยุคแรก ค.ศ.๙๘๖-๑๕๐๐ มีการติดต่อเฉพาะพวก Norse จำนวนไม่มาก โดยอาศัยบรเวณกรีนแลนด์ แต่ก็มาชั่วคราวไม่ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันพื้นเมือง มาเริ่มขึ้นใน ค.ศ.๑๔๙๒ เมื่อโคลัมบัส ค้นพบหมู่เกาะแถบแคริเบียน ซึ่งมีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่หนาแน่นแล้ว การเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างจักรวรรดิ Atahuallpa แห่งอาณาจักอินคากับฟรานซิสโก ปิซาร์โร เหตุการณ์เผชิญหน้าที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ การจับกุมจักรพรรดิอะตาอวลปา จักรพรรดิองค์สุดท้ายของอินคาโดยฝีมือของฟรานซิสโก ปิซาร์โร (ผู้ว่าการของสเปน) กล่าวโดยสรุป ชัยชนะของปิซาร์โรประกอบด้วยหลายปัจจัยได้แก่ ข้อมูลฝ่ายตรงข้าม (รู้เขา- รู้เรา) มีแผนงานเตรียมพร้อมของกำลังพล อาวุธ ดาบ ปืน ม้า อาวุธที่ทำจากเหล็กกล้า และกลวิธีรบที่เหนือกว่า ที่สำคัญคือการจับตัวผู้นำได้ ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพลเรือน และความมั่นคงของอินคาเป็นอย่างยิ่ง

    ปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้ชาวยุโรปเป็นฝ่ายยึดครองโลกใหม่ได้ คือ เทคโนโลยีทางทหาร มีปืน อาวุธที่ทำจากเหล็กกล้า และใช้ม้า ที่ทวีปอเมริกาไม่มี โรคติดต่อที่ระบาดจากชาวยูเรเซีย เทคโนโลยีเกี่ยวกับการเดินทะเล การมีองค์กรทางการเมืองในลักษณะศูนย์รวมแบบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นตัวแทนของผู้เป็นเจ้า เป็นผู้เจริญนำคำสอนมาสู่คนป่าเถื่อน และการมีภาษาเขียนสามารถส่งข่าวสาร ลัทธิการแพร่ขยายศาสนามีส่วนสำคัญ ล้วนเป็นเหตุผลที่สำคัญเบื้องต้น แต่ปัจจัยที่น่าจะพูดถึงมากคือการปล้นสะดมของโลกเก่าต่อโลกใหม่เพื่อแสวงหาทรัพยากร มาพัฒนาเมืองแม่ ดังเรื่องการถ่ายตัวด้วยทองของ Atahuallpa ซึ่งปัจจัย ชุดเดียวกันนี้ก็นำไปสู่การขยายอาณาเขตของชนกลุ่มอื่นๆที่ไม่ใช่คนยุโรปได้เช่นเดียวกัน ข่าวการได้พิชิตจักรวรรดิอินคาถูกตีพิมพ์ด้วยลัทธิทุนนิยมการพิมพ์การอพยพไปสู่โลกใหม่จึงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแผ่ออกไปยังดินแดนโลกใหม่ในแอฟริกา เอเชียตะวันออก

    ภาคสอง

    จุดเริ่มต้นและการขยายตัวของการผลิตอาหาร

    Jared Diamond “โลกนี้มีสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงไม่กี่ชนิด ที่คนนำมาเลี้ยงให้เชื่องได้ ทั้งนี้เพราะการเลี้ยงสัตว์ให้เชื่องมีเงื่อนไขมากมาย: สัตว์ชนิดนั้นต้องกินอาหารประเภทที่มนุษย์สามารถหาให้ได้, มีอัตราการเติบโตสูง, ยอมผสมพันธุ์ในที่กักขัง, มีนิสัยว่านอนสอนง่าย, มีโครงสร้างสังคมที่ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของสัตว์อื่นที่มีอำนาจเหนือกว่า, และมีแนวโน้มต่ำที่จะแตกตื่นเมื่อถูกล้อมกรอบ หลายพันปีมาแล้ว สัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดที่เลี้ยงได้ ที่มีคุณสมบัติตรงกับเงื่อนไขที่ผมบอก ได้ถูกมนุษย์ทำให้เชื่องเป็นสัตว์เลี้ยงไปหมด ผลก็คือไม่มีสัตว์ป่าพันธุ์อื่นอีกแล้วที่มนุษย์นำมาเลี้ยงหลังจากนั้น แม้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะพยายามเพียงใดก็ตาม”

    ๔.อำนาจของเกษตรกร

    มนุษย์ทุกส่วนของโลกต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ เก็บพืชผักในป่า มาเป็นอาหาร จากนั้นก็มีการปลูกให้เกิดจำนวนพอเลี้ยงสังคมของตนเอง เมื่อมีคนมากก็ต้องการอาหารมากเพื่อให้พอกินหรือเหลือเก็บไว้กินภายหน้าเมื่อมีความต้องการมากเข้า คนไม่สามารถทำงานด้วยกล้ามเนื้อตนเองให้ได้ปริมาณมาก จึงเริ่มจับสัตว์ที่มีคุณสมบัติในการฝึกและมีร่างกายแข็งแรงที่ทำงานแทนแรงคนได้ จึงทำให้ผลิตอาหารได้มากเกินพอ จึงอยู่สบายไม่ไปหาอาหารเหมือนเก่า ซึ่งต้องใช้เวลาใช้มวลชนเพื่อไล่ล่า ทำให้มีเวลาคิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ มีงานจิตรกรรมประติมากรรม วรรณกรรม ก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มั่นคงแข็งแรง มีการจับสัตว์มาเลี้ยงขยายพันธุ์ได้แม้จะถูกกักขัง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เลี้ยงเพื่อกินเนื้อและเพื่อใช้งาน เมื่อสัตว์อยู่กับคนก็เกิดการแพร่เชื้อโรคจากสัตว์สู่คน ไข้ทรพิษจากวัวควาย โรคหัด หวัดใหญ่ จากหมู ไข้รากสาด กาฬโรคจาหนู เมื่อมีอาหาร เวลา ประชากรมาก ก็ต้องออกไปแสวงหาแหล่งที่ตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติมเกิดการเดินทาง ขยายอิทธิพลครอบครองดินแดน จึงเป็นปัจจัยเบื้องต้น(proximate factors)เช่น ปืน ม้า และเชื้อโรค ที่ช่วยให้คนบางกลุ่มได้รับชัยชนะเหนือคนกลุ่มอื่นๆ โดยมีพื้นฐานจากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยแท้จริง (ultimate factor) เช่น ลักษณะการวางตัวของทวีปในแนวเส้นรุ้งเส้นแวง เหนือ ใต้ หรือแนวตะวันออก ตะวันตก ตัวอย่างเช่น การวางตัวของทวีปในแนวตะวันออก ตะวันตก มนุษย์เกิดการเรียนรู้และสามารถเลือกสรรพืชพรรณ และสัตว์ที่นำมาปลูกและเลี้ยงที่ลักษณะเหมือนกันขึ้นได้ในที่ ที่มีอากาศแตกต่างกันเล็กน้อย และแพร่กระกระจายไปในแนวเหนือใต้ได้เหมือน ๆ กับ เพื่อเป็นอาหารได้ และสัตว์ที่เลี้ยงก็ยังประโยชน์ต่อการยังชีพของมนุษย์มี ๔ ประการ คือ ให้เนื้อ ให้นม เป็นปุ๋ยและเป็นแรงงาน จากการที่มีอาหารมากขึ้น ส่งผลให้ประชากรเกิดการแผ่ขยายเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็ว อยู่กันอย่างหนาแน่น และมีวิถีชีวิตแบบอยู่กับที่มากขึ้น การมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งทำให้คนมีบุตรมากขึ้นการมีอาหารที่ให้ปริมาณแคลอรี่มากขึ้น มีปริมาณอาหารมากขึ้น หมายถึงการมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น อยู่หนาแน่นขึ้น ซึ่งชนเผ่าใดที่สามารถผลิตอาหารได้เอง ก็จะเหนือกว่าชนเผ่าที่เป็นพวกที่ยัง หาของ ป่า ออกล่าสัตว์ เปรียบเทียบกับสังคมที่มีวิถีชีวิตแบบหาของป่า ล่าสัตว์ ต้องย้ายพักแรมไปเรื่อย ๆ การมีบุตรเล็กมาก ๆ จะทำให้เคลื่อนตัวลำบาก เฉลี่ยมักมีบุตรห่างกัน ๔ ปีและคนที่มีหลักแหล่งมีบุตรเฉลี่ย ๒ ปี เมื่อเกิดการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง ทำให้สามารถสำรองอาหารส่วนเกินได้ และเป็นประโยชน์มากสำหรับใช้เลี้ยงดูผู้ที่มีความชำนาญพิเศษ อย่างกษัตริย์ ผู้นำเผ่า กับ พวกขุนนาง อาหารส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีนอกจากจะจุนเจือผู้ที่มีความชำนาญพิเศษแล้ว ยังใช้เสบียงอาหาร แก่บรรดาทหาร เมื่อมีเสบียงอาหารพร้อม อาวุธที่ทันสมัยสมบูรณ์แบบ ก็สามารถใช้ต่อสู้เพื่อชัยชนะที่แน่นอนได้ทั้งตั้งรับและการขยายอาณาจักร (นี่เป็นปัจจัยชี้ขาด ที่ทำให้อังกฤษรบชนะชนพื้นเมืองเผ่าเมารีที่มีอาวุธเพียบพร้อม เนื่องจากในขณะที่เผ่าเมารีรบชนะอังกฤษหลายครั้ง แต่เป็นชัยชนะไม่ถาวร เพราะไม่สามารถจัดหาเสบียงให้คนในกองทัพในช่วงระยะเวลานานๆได้) และเสบียงยังใช้สำหรับ หล่อเลี้ยงบรรดาพระ ผู้สอนศาสนา ซึ่งป็นผู้สร้างความชอบธรรมและความสมเหตุสมผลในการทำสงครามขยายอาณาเขต

    สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ก็มีส่วนปฎิวัติสังคมมนุษย์ครั้งใหญ่ เมื่อมนุษย์นำมาใช้เป็นพาหนะ ช่วยให้มนุษย์สามารถเดินทางได้เร็ว และ ไกลมากขึ้น ประโยชน์ทางตรงที่สำคัญที่สุดจากสัตว์เลี้ยงในแง่การทำสงคราม คือ ม้า ดังในกรณีของ การปะทะที่ คาฮามาร์คา แม้ในเวลาต่อมาเมื่อมีการประดิษฐ์อานและเหล็กโกลนสำหรับม้าเล้ว ม้าก็เป็นพาหนะที่ช่วยให้ชาวฮั่นและคนกลุ่มอื่นๆ จากแถบทุ่งหญ้าสเต็ปป์ในเอเชีย เข้ารุกรานอาณาจักรโรมันและรัฐอื่นๆที่เกิดขึ้นภายหลังอีกหลายครั้ง และช่วยให้ชาวมองโกลเข้ายึดครองพท้นที่หลายแห่งในเอเชียกับรัสเซียในช่วง คศ. ๑๓- ๑๔ ได้ในที่สุด จนกระทั่งมีการนำรถไฟ เรือกลไฟ เครื่องยนต์ และรถถังเข้ามาใช้แทนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑

    อูฐก็เป็นสัตว์พาหนะอีกอย่างที่มีบทบาทใกล้เคียงกับม้า เพียงแต่นำมาใช้ในสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันตัวอย่างดังกล่าว ล้วนแสดงให้เห็นว่า กลุ่มชนที่นำสัตว์มาเป็นพาหนะ เช่น ม้า อูฐ มาเลี้ยงและมีการพัฒนาวิธีการใช้ประโยช์นจากมัน ก็ย่อมมีความได้เปรียบทางการรบเหนือกว่ากลุ่มชนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ประเภทนี้

    เชื้อโรค ซึ่งวิวัฒนาการขึ้นในสังคมมนุษย์ที่มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น ไข้ทรพิษ หัด และไข้หวัดใหญ่ ล้วนเป็นเชื้อโรคที่เกิดกับมนุษย์ แต่ในที่สุดมนุษย์กลุ่มนี้ก็เริ่มมีภูมิต้านทางโรคดังกล่าว แต่ถ้าเชื้อโรคนี้ไปติดกับคนกลุ่มอื่นที่ไม่เคยมีหรือเป็นโรคนี้มาก่อน ก็ไม่สามารถต้านทานโรคนั้นๆได้ ดังในทวีปอเมริกา เชื้อโรคจึงแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว สามารถคร่าชีวิตกลุ่มนี้ได้ถึง ๙๕ เปอร์เซนต์ เชื้อโรคจึงนับได้ว่ามีบทบาทอย่างยิ่งที่ทำให้ ชาวยุโรปกำชัยชนะเหนือคนกลุ่มอื่นๆได้

    การนำพืชและสัตว์มาเพาะเลี้ยง ทำให้มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม มีการเก็บอาหารสำรองส่วนเกิน ก่อให้เกิดประชากรเพิ่มขึ้นมาก และอยู่รวมกันหนาแน่นขึ้น พัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่มีการตั้งหลักแหล่งถาวร มีการรวมศูนย์อำนาจทางการเมือง มีการแบ่งชั้นทางสังคม มีระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อน และมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้น ดังนั้น การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ จึงช่วยอธิบายได้อย่างแท้จริงว่า เหตุใดการถือกำเนิดของจักรวรรดิ การรู้หนังสือและอาวุธที่ทำด้วยเหล็กกล้า จึงพัฒนาขึ้นก่อนในแถบยูเรเชีย และขยายไปในภูมิภาคอื่น(แต่ไม่ทุกแห่ง) การใช้ประโยชน์จากสัตว์พาหนะในทางการรบ และอำนาจการคร่าชีวิตของเชื้อโรคที่มาจากสัตว์เลี้ยง จึงนับเป็นปัจจัยหลักที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง “การผลิตอาหาร กับ ชัยชนะในสงคราม”

    วิถีชีวิตแบบ หลักแหล่งแน่นอน

    ๑. อัตราประชากรหนาแน่น (เทียบขนาดพื้นที่เท่ากัน) การเกิดเฉลี่ย 2 ปี/คน

    ๒. มีพัฒนาการ การเก็บอาหารสำรอง

    ๓. พัฒนาการจาการผลิตอาหาร เป็นผลโดยอ้อมให้เกิดการพัฒนาอาวุธ

    ๔. มีพัฒนาการใช้ สัตว์เป็นพาหนะ

    ๕. ประชากร เริ่มก่อตัวเป็น สังคมผู้ปกครอง

    ๖. สังคมเกษตรขนาดกลาง จัดตั้ง สังคมผู้ปกครอง สังคมเกษตรขนาดใหญ่ รวมตัวกันเป็นอาณาจักร

    วิถีชีวิตแบบ หาของป่า - ล่าสัตว์

    ๑. อัตราการเกิดเฉลี่ย 4 ปี/คน

    ๒. หามาบริโภคสำหรับ 2 – 3 วัน

    ๓. ใช้เครื่องมือที่พอหาได้ในธรรมชาติ เช่น ไม้ ความแข็งแกร่งของคน

    ๔. ยังไม่สามารถนำ สัตว์มาเป็นพาหนะได้

    ๕. ประชากร มีความเสมอภาคกัน

    ๖. มักไม่มีผู้นำสืบทอดอำนาจตามสายโลหิต ไม่มีรูปแบบการบริหารจัดการ

    Jared Diamond “แบบแผน (หรือมุมมอง) ที่กว้างที่สุดของประวัติศาสตร์ – นั่นคือ ความแตกต่างของสังคมมนุษย์ในระดับทวีป – เป็นผลจากความแตกต่างของปัจจัยทางสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ความแตกต่างทางชีววิทยา หรือสรีรวิทยาของคนเชื้อชาติต่างๆ นั่นคือ จำนวนพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่คนนำมาเลี้ยงได้ และความง่ายของการแพร่พันธุ์พืชและสัตว์ดังกล่าว โดยไม่ต้องเจอกับภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ไม่คุ้นเคย เป็นสาเหตุแน่นอนของอัตราการเติบโตของการประกอบเกษตรกรรม และปศุสัตว์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้จำนวนประชากรเติบโตได้มาก และสามารถผลิตอาหารส่วนเกินได้ ซึ่งเอื้อต่อวิวัฒนาการของเชื้อโรค และการพัฒนาตัวหนังสือ เทคโนโลยี และโครงสร้างทางการเมือง (โปรดดูแผนผังด้านบนประกอบ และคลิ้กรูปเพื่อขยาย) นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ของแทสมาเนีย (Tasmania – เกาะทางตอนใต้ของทวีปออสเตรเลีย) และออสเตรเลีย เตือนเราว่า ขนาดพื้นที่และระดับความโดดเดี่ยว (level of isolation) ของทวีปต่างๆ อาจเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์ เพราะมีผลกระทบต่อจำนวนสังคมมนุษย์ที่แข่งขันกัน”

    ๕.ผู้มีอำนาจและผู้ไร้อำนาจในประวัติศาสตร์

    Jared Diamond “เหตุผลอีกข้อที่อธิบายได้ว่า ทำไมพันธุ์พืชและสัตว์ที่เลี้ยงได้ในทวีป Eurasia จึงมีจำนวนมากกว่าในทวีปอเมริกาคือ แกนหลักของ Eurasia พาดทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ในขณะที่แกนหลักของทวีปอเมริกา พาดทางทิศเหนือ-ใต้ (โปรดดูรูปด้านล่างประกอบ คลิ้กเพื่อขยายรูป) แกนตะวันออก-ตะวันตกของ Eurasia ช่วยให้พันธุ์พืชและสัตว์ที่มนุษย์นำมาเลี้ยงในบริเวณหนึ่ง สามารถขยายพันธุ์เป็นพันๆ ไมล์ได้อย่างง่ายดายไปยังบริเวณอื่นๆ เพราะมีสภาพอากาศ และช่วงเวลากลางวัน ที่เหมือนกันกับบริเวณที่พันธุ์เหล่านั้นได้ปรับตัวมาแล้ว ดังนั้น ไก่และส้มที่คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำมาเลี้ยง จึงแพร่ไปทางตะวันตกถึงยุโรปอย่างรวดเร็ว ม้าที่ชาว Ukraine นำมาเลี้ยง แพร่ไปทางตะวันออกถึงเมืองจีน และแกะ แพะ วัว ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์จากแถบ Fertile Crescent ก็แพร่ไปอย่างรวดเร็วทั้งทางตะวันตกและตะวันออก”

    ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่เสมอภาคระหว่างกลุ่มคน พวกที่มีและพวกที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ (ความแตกต่างทางสภาพภูมิศาสตร์ในยุคเริ่มต้นการผลิตอาหาร) สิ่งที่ต้องการคำอธิบายก็คือ เหตุใดพื้นที่ซึ่งมีสภาพทางนิเวศที่เหมาะสม ที่กลายเป็นศูนย์กลางเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบันหลายแห่ง จึงไม่ได้เป็นแหล่งผลิตอาหารในช่วงอดีต ในพื้นที่ใหญ่ๆหลายส่วนของโลกไม่เคยมีการผลิตอาหารใดๆทั้งสิ้น ซึ่งสืบเนื่องมาจากสภาพทางนิเวศวิทยา ที่ทำให้การผลิตอาหารในพื้นที่เหล่านั้นเป็นไปได้ยาก หรือกระทั่งเป็นไปไม่ได้เลยตราบถึงปัจจุบัน เช่น ในทวีปอเมริกาเหนือ บริเวณอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือในช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีการทำฟาร์ม ปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่การผลิตอาหารอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในแถบขั้วโลกเหนือของยูเรเชียก็คือ การเลี้ยงกวางเรนเดียร์ เป็นต้น

    แม้ว่านักโบราณคดีจะสามารถคิดคำนวณอายุของซากพืช ซากสัตว์โบราณได้ แต่เราจะตัดสินใจและรู้ได้อย่างไรว่าซากพืช ซากสัตว์นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์นำมาเพาะพันธุ์และเลี้ยงไว้ในแหล่งโบราณคดีนั้นๆ หรือว่าถูกนำมาจากบริเวณอื่นแล้วมาแพร่กระจายตามแหล่งภูมิศาสตร์ของพืชและสัตว์นั้นๆ โดยสรุป มีอาณาบริเวณไม่กี่แห่งในโลก ที่พัฒนาการผลิตอาหารของตนเองอย่างอิสระหรือเป็นเอกเทศจากที่อื่นๆ และการผลิตอาหารแต่ละแห่งก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกันมาก ชนกลุ่มต่างๆที่อาศัยในพื้นที่ซึ่งมีสภาพนิเวศเหมาะสมแก่การผลิตอาหาร แต่ยังใช้วิถีชีวิติแบบหาของป่า-ล่าสัตว์ โดยไม่มีวิวัฒนาการผลิตอาหาร ก็ต้องถูกโลกสมัยใหม่กลืนหายไปในที่สุด ในทางตรงข้าม ประชากรหลายๆ กลุ่มในหลายๆพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้นำและผู้เริ่มต้นการผลิตอาหารก่อน ก็ได้เป็นผู้นำการเริ่มต้นอีกครั้งในการพัฒนาสู่การใช้ ปืน โรคร้าย และอาวุธเหล็กกล้า ก่อให้เกิดการปะทะกันของพวกที่มีและพวกที่ไม่มี หลายต่อหลายครั้งอย่างต่อเนื่องยาวนานในประวัติศาสตร์นั่นเอง

    ๖.ทำการเกษตร หรือไม่ทำการเกษตร (สาเหตุที่ทำให้การผลิตอาหารขยายตัว) To Farm or Not to Farm ( Causes of the spread of food production )

    แต่กอนแต่ไรมาทุกคนในโลกนี้หาของป่า ล่าสัตว์ สิ่งที่คาดว่ามีความแตกต่างกัน แต่ในความจริงกลับมองเห็นความแตกต่างได้ไม่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ ความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตอาหารที่จัดการที่ดินตนเองอย่างจริงจัง กับพวกหาของป่า-ล่าสัตว์ที่เป็นเพียงคนเก็บรวบรวมผลิตผลจากป่าซึ่งมีอยู่แล้วในที่ดินเท่านั้น แต่ก็มีพวกเก็บของป่า บางกลุ่มที่มีการจัดการที่ดินของตนอย่างจริงจังด้วย ซึ่งสิ่งที่พวกหาของป่าฯ ทำ ยังไม่สามารถใช้คำว่า “เกษตรกร” ได้ เพราะว่า ไม่ได้มีการปลูกพืชในบริเวณที่พักของพวกเขานั่นเอง แสดงให้เห็นว่า ได้มีการเรียนรู้และรับรูปแบบการดำเนินชีวิตของกลุ่มอื่นๆ มาผสมผสานกับตนเองด้วย

    คำถามที่เป็นที่ถกเถียงกันในบรรดานักโบราณคดีและมนุษยวิทยาจนกระทั่งปัจจุบันก็คือ อะไรที่เป็นปัจจัยทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันมีแนวโน้มไปทางการผลิตอาหารมากกว่าการเก็บของป่า-ล่าสัตว์ อาจจำแนกปัจจัยที่มีข้อขัดแย้งได้ ๕ ข้อหลักๆ ได้แก่ ปัจจัยประการที่หนึ่งคือ การที่ปริมาณอาหารจากป่าเริ่มลดลง วิถีชิวีตแบบหาของป่า จึงเริ่มประสบปัญหา ประการที่สอง เมื่อสัตว์ป่าที่ล่าเป็นอาหารเริ่มลดน้อยลง ทำให้การเห็นประโยชน์การปลูกพืชมากขึ้น ประการที่สามคือ พัฒนาการของเทคโนโลยีการผลิตอาหาร ประการที่สี่คือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการที่ประชากรมีความหนาแน่นมากขึ้น กับการกำเนิดของการผลิตอาหารในทุกภูมิภาคของโลก ประการที่ห้าคือ เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการหาของป่า เป็นการผลิตอาหารได้ ได้แก่ การมีเขตแดนที่ติดต่อกันระหว่างผู้ที่มีวิถีชีวิตทั้งสองแบบ การที่สังคมที่มีการผลิตอาหารมีประชากรหนาแน่นกว่า ทำให้กลุ่มนี้ยืดครองเข่นฆ่าคนในสังคมหาของป่าล่าสัตว์ได้ง่าย เพราะมีจำนวนมากกว่า มีเทคโนโลยี เชื้อโลกและนักรบอาชีพ หรือไม่ก็พวกเก็บของป่า ล่าสัตว์ปรับเปลี่ยนอาชีพ ไปผลิตอาหาร ก็ขยายวงศ์วานว่านเครือครอบงำ

    ๗.วิธึการผลิตเมล็ดอัลมอนด์ ( พัฒนาการของพืชเกษตรสมัยโบราณ )

    How to Make an Almond ( The unconscious developer of ancient crops )

    Jared Diamond “พืชและสัตว์ที่มนุษย์นำมาปลูกและเลี้ยงใน Eurasia ยังมีความสำคัญในแง่อื่น นอกเหนือจากเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคระบาดให้ชาวยุโรปด้วย กล่าวคือ พืชและสัตว์เลี้ยงที่คนนำมากินเหล่านี้ ให้แคลอรี่ต่อไร่ในปริมาณที่มากกว่าพันธุ์ที่อยู่ในป่า (ซึ่งส่วนใหญ่คนกินไม่ได้) ค่อนข้างมาก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ชุมชนของชาวนาชาวไร่และคนเลี้ยงสัตว์ มีความหนาแน่นกว่าชุมชนของคนล่าสัตว์และคนเก็บของป่า เป็นสิบหรือร้อยเท่า ข้อเท็จจริงข้อนี้ข้อเดียวสามารถอธิบายว่า ทำไมชาวนาชาวไร่และคนเลี้ยงสัตว์ทุกหนทุกแห่งในโลก จึงสามารถกดดันหรือขับไล่คนล่าสัตว์และคนเก็บของป่า ให้ออกไปจากบริเวณที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้เสมอ”

    พืชทุกชนิดก็เกิดมาจากป่าทั้งสิ้น แล้วพืชบ้างชนิดกลายมาเป็นพืชการเกษตร วิวัฒนาการจากพืชป่า จนกลายเป็นพืชเกษตรที่มนุษย์นำมาเพราะปลูกกันโดยทั่วไปแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติบางอย่างของพืช ซึ่งเกษตรรุ่นแรกๆสังเกตเห็น และคัดสรรตลอดช่วงเวลายาวนาน อัลมอนด์เป็นตัวอย่างพืชที่มีรสขม แต่สุดท้ายเมื่อมนุษย์นำมาเพาะปลูกก็ปรับปรุงจนเมล็ดมีรสชาติเปลี่ยนไปจากเดิมได้ หรืออัลมอนด์บางต้นเกิดผ่าเหล่าขึ้นในยีนส์หรือทางพันธุกรรมบางตัว ทำให้เมล็ดไม่มีรสขม และเมล็ดอัลมอนด์ที่ไม่มีรสขมอาจถูกเกษตรกรยุคโบราณปลูกทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจ แต่ต่อมาเมื่อพบว่ามีรสชาติอร่อยจึงนำมาปลูกไว้ในสวนของตนภายหลังก็เป็นไปได้

    การเลือกสรรพืชกินได้มาเพาะปลูกของเกษตรกรยุคโบราณ จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามวิวัฒนาการกลายสภาพจากพืชป่ามาสู่พืชที่มนุษย์นำมาปลูกกันในยุคปัจจุบัน นับเป็นกระบวนการซึ่งเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างไม่ได้ตั้งใจอย่างแน่นอน เพราะเริ่มจากที่เราเลือกต้นพืชมาปลูก และการเกิดการต่อสู้แย่งชิงความอยู่รอดระหว่างต้นไม้แต่ละต้นในเรือกสวนไร่นาของเราจนได้ต้นไม้ที่เราพอใจ หลักการเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์พืชด้วยการคัดสรรจากน้ำมือมนุษย์นี้เอง ถือเป็นตัวแบบที่ช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเกิดจากการคัดสรรโดยธรรมชาติได้ดีที่สุด

    ๘. แอปเปิ้ลหรืออินเดียน (เหตุใดคนในบางภูมิภาคจึงไม่สามารถเพาะพันธ์พืชเกษตรได้)

    Apples of Indians ( Why did peoples of some regions fail to domesticate plants?)

    ทำไมจึงมีการปลูกพืชหนึ่งๆ ได้ในพื้นที่หนึ่ง แต่กลับไม่มีการปลูกพืชชนิดนั้นในพื้นที่อื่นๆด้วยมีสองนัย คือเกี่ยวกับคนท้องถิ่นด้านวิถีชีวิต หรือไม่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับพืชป่านั้นไม่เหมาะกับท้องถิ่น แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ชาวอินเดียนในอเมริกาเหนือ ไม่สามารถปลูกแอปเปิ้ลพันธุ์อเมริกาเหนือเองได้ ในประวัติศาสตร์แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ปลูกยากที่สุดชนิดหนึ่ง และเป็นพืชหลักที่ปลูกเป็นกลุ่มสุดท้ายในยูเรเชีย ดังนั้น ความล้มเหลวที่ชนชั้นพื้นเมืองอเมริกันไม่สามารถเพาะพันธุ์แอปเปิ้ลพื้นเมืองเองได้ทันการณ์ ก่อนที่ชาวยุโรปเข้ามายึดครองทวีป เป็นการเพาะปลูกแอปเปิ้ลต้องขึ้นกับลักษณะทางชีวะวิทยาของแอปเปิ้ลเอง จะเห็นว่าพืชและสัตว์ป่าพื้นเมืองเท่าที่ชนชั้นเมืองอเมริกันหาได้ มีศักยภาพต่ำมากสำหรับการเพาะปลูก นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การผลิตอาหารอเมริกันเหนือเริ่มต้นช้ากว่าภูมิภาคอื่นๆ

    ความล้มเหลวที่ชนพื้นเมืองอเมริกาไม่สามารถเพาะพันธุ์แอปเปิ้ลพื้นเมืองขึ้นเองได้ทันการณ์ก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามายึดครองทวีปอเมริกา ไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่มาจากคนหรือแอปเปิ้ล เพราะการปลูกแอปเปิ้ลต้องขึ้นอยู่กับลักษณะทางชีววิทยาของแอปเปิ้ลเองด้วยดังนั้นเกษตรกรชาวอินเดียนในอเมริกาเหนือจึงไม่ต่างไปจากเกษตรกรชาวยูเรเซีย และแอปเปิ้ลป่าในอเมริกาเหนือก็ไม่ต่างไปจากแอปเปิ้ลป่าแถบ ยูเรเซียแต่อย่างใดแอปเปิ้ลพันธุ์ลูกผสมระหว่างพันธุ์ ยูเรเซียกับพันธุ์อเมริกา ยังมีขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เกต

    ๙.ม้าลายคู่สมรสที่ไร้ความสุขและหลักการ แอนนา คาเรนนิน่า Zebras,Unhappy Marriages, and the Anna Karenina Principle (why were most big wild mammal species never domesticated?)

    สัตว์ที่นำมาเลี้ยงได้นั้น ทุกชนิดล้วนเป็นเช่นเดียวกัน แต่สัตว์ที่ไม่อาจนำมาเลี้ยง เป็นสัตว์ที่เลี้ยงไม่ได้ในแบบฉบับของมันเอง ประโยคที่มีชื่อเสียงของ “ตอลสตอย” สำนวนที่ว่า “ครอบครัวที่มีความสุขทุกครอบครัวล้วนเป็นเช่นเดียวกัน ส่วนครอบครัวที่ไม่มีความสุขนั้น ไม่มีความสุขในแบบของตนเอง” เป็นบางถ้อยคำใน นวนิยายยิ่งใหญ่เรื่องแอนนา คาเรนนิน่า ประโยคนี้มีความหมายว่า การสมรสที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขนั้น ต้องมีองค์ประกอบหลายๆอย่าง และเรื่องสำคัญอื่นๆอีกหลายเรื่อง ซึ่งหากองค์ประกอบอันใดอันหนึ่งล้มเหลว ก็อาจทำให้ชีวิตสมรสต้องพังทลายได้แม้ว่าองค์ประกอบอื่นๆ อาจสมบูรณ์ครบถ้วนดีแล้วก็ตาม

    หลักการแอนนา คาเรนน่า อธิบายให้เห็นลักษณะประการหนึ่งของการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์มนุษย์อย่างยิ่ง นั่นคือ สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ที่ดูว่าน่าจะเหมาะสมนำมาเพาะเลี้ยงได้ แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถนำมาเพาะเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จได้ เช่น ม้าลายแอฟริกา มีความพยายามเพาะเลี้ยง แต่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ เพราะม้าลายเป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าวและไม่สามารถคาดเดาได้ นับว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ก็ถือได้ว่าสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมมีความสัมพันธ์ขั้นแรกกับมนุษย์อยู่ก่อนแล้ว แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดที่พัฒนาความสัมพันธ์จนครบกระบวนการ จนกลายเป็นสัตว์ที่มนุษย์เพาะเลี้ยงไว้ใช้ประโยชน์ได้ มนุษย์และสัตว์ส่วนใหญ่เป็นคู่สมรสที่ไม่มีความสุข ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ แอนนา คาเรนนิน่า ที่ว่ามนุษย์จะนำสัตว์เหล่านี้ไปเพาะเลี้ยง มันต้องมีคุณสมบัติหลายๆ อย่างซึ่งแตกต่างกันไป หากขาดคุณสมบัติแม้เพียงอย่างเดียว ก็จะทำให้ไม่สามารถนำไปเพาะเลี้ยงได้ แต่อย่างไรเสียโบราณก็มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่นำมาเพาะเลี้ยงหลักมี ๕ ชนิด ได้แก่ แกะ แพะ วัว หมูหรือสุกร ม้า ส่วนสัตว์เลี้ยงที่มีความสำคัญรองลงมา ๙ ชนิด ได้แก่ อูฐอาหรับหรืออูฐหนอกเดียว อูฐเอเชียหรืออูฐสองหนอก ยามาหรืออัลพาคา ลา กวางเรนเดียร์ ควาย จามรี ควายบาหลี และวัวไมธัน

    ชาวยูเรเชียหลายกลุ่มทำการเพาะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ของชาวยูเรเซีย มากกว่าคนในทวีปอื่นๆ เนื่องจากความได้เปรียบของคนใน ภูมิภาคนี้โดยมีปัจจัยพื้นฐานคือ สภาพภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์และชีววิทยาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมืองของยูโรเซีย เองประการแรกยูเรเซีย มีพื้นที่กว้างมีระบบนิเวศน์ที่หลากหลายทำให้มีโอกาสเลือกสายพันธุ์สัตว์นำมาเพาะพันธุ์ได้มาก ประการที่สอง ทวีปออสเตเลียและอเมริกา ได้สูญเสียสัตว์ที่จะนำมาเพาะพันธุ์ได้ไปเกือบหมดแล้ว ตั้งแต่สัตว์ที่นำมาเพาะพันธุ์ได้เกือบและพากันสูญพันธุ์จำนวนมากปลายยุค ไพลสโตซิน โชคร้ายที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทวีปทั้งสองพบกับมนุษย์ในช่วงเวลา ประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์พัฒนาทักษะ การล่าสัตว์ สูงมากแล้ว และประการสุดท้าย สัดส่วนของสัตว์ที่รอดชีวิตและเป็นตัวเลือกให้นำมาเพาะพันธุ์ใน ยูเรเซีย ต้องผ่านการพิสูจน์ตามเกณฑ์หลายอย่าง ซึ่งในที่สุดก็มีความเหมาะสมที่จะนำมาเพาะเลี้ยงมากกว่าสัตว์ในทวีปอื่น

    ๑๐.ผืนฟ้ากว้างกับแนวการวางตัวของทวีป (เหตุใดการผลิตอาหารจึงขยายตัวในอันตราที่ต่างกันในแต่ละทวีป) Spacious Skies and Tilted Axes (Why did food production spread at different rates on different continents?)

    จากแผนที่โลกเปรียบเทียบให้เห็นรูปทรงและลักษณะการวางตัวของทวีปในแนวเหนือ ใต้ และ แนวตะวันออก ตะวันตก มีผลกระทบต่ออันตราการขยายตัวของพืชและสัตว์ และอาจเกี่ยวพันถึงภาษาเขียน ยานพาหนะที่ใช้ล้อ รวมทั้งประดิษฐกรรมอื่นๆ ยกตัวอย่างจากดินแดนพระจันทร์เสี้ยว (เอเชียตะวันตกเฉียงใต้) ที่มีการกระจายตัวของพืชเกษตรไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของยูเรเชียเป็นทวีปที่ทอดตัวในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก (ในเส้นรุ้งเดียวกัน) ซึ่งมีกลางวันกลางคืนยาวเท่ากันและมีสภาพการเปลี่ยนแปลงฤดูใกล้เคียงกัน ทำให้พืชไม่ต้องปรับตัวมาก อยู่ตัวจึงสามารถแพร่กระจายได้เร็ว เมื่อเทียบกับการวางตัวของทวีปแนวเหนือ-ใต้ มีสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก มีช่วงเวลากลางวัน-กลางคืนที่ต่างกัน จึงมีพืช

    การขยายตัวของการเกษตรแบบยูเรเซียนั้น รวดเร็วกว่าการขยายตัวของการเกษตรชาวอเมริกันพื้นเมืองและชาวแอฟริกันแถบซะฮาร่ามาก และมีบทบาทสำคัญมาก ในแง่ที่มีอิทธิพลต่อการเผยแพร่วัฒนธรรมการเขียนหนังสือ วิธีการหลอมโลหะ เทคโนโลยี และจักวรรดิ์ การปกครองจากยูเรเซียไปสู่ดินแดนอื่นๆอย่างรวดเร็ว สิ่งต่างๆที่กล่าวมามันสะท้อนให้เห็นความสำคัญของแกนหรือแนวการวางตัวของทวีปยูเรเซีย โดยเปรียบเทียบกับทวีปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทวีปอเมริกาหรือแอฟริกา และสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆแกนของแต่ละทวีป คือสิ่งที่ชี้ชะตาประวัติศาสตร์

    ภาคสาม

    จากอาหาร สู่ ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า

    PART THREE from Food to Guns, Germs, and Steel

    “โรคระบาดที่ชาวยุโรปเป็นพาหะ เช่น โรคฝีดาษและหัด แพร่กระจายจากอินเดียนแดงเผ่าหนึ่งไปยังอีกเผ่าหนึ่ง อย่างรวดเร็วกว่าม้าของทหารผู้รุกราน เชื้อโรคเหล่านี้คร่าชีวิตชาวอินเดียนแดงกว่า 95% ของประชากรทั้งหมด โรคเหล่านี้เป็นโรคที่เกิดเฉพาะถิ่นในยุโรปมาช้านาน มีเวลาเพียงพอให้ยีนและระบบภูมิคุ้มกันของชาวยุโรป วิวัฒนาการขึ้นมาสร้างภูมิต้านทาน ซึ่งชาวอินเดียนแดงไม่มี บทบาทของเชื้อโรคในการพิชิตชนชาติดั้งเดิม มีให้เห็นในส่วนอื่นๆ ของโลกหลายทวีป เช่น ออสเตรเลีย อัฟริกาใต้ และเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้หลายเกาะ”

    ในภาค ๓ จากอาหารนำไปสู่ปืน เชื้อโรคและเหล็กกล้า จากการที่มนุษย์มีความใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยง จึงทำให้เชื้อโรคโจมตีเราได้ตลอดเวลา วิวัฒนาการของเชื้อโรคเริ่มจากการแพร่เชื้อโรคจากสัตว์เลี้ยงสู่คนได้หลากหลายวิธี (เช่น วัณโรคมาจาก วัว ควาย ไข้หวัดใหญ่มาจากสุกรและเป็ดเป็นต้น) จากนั้นคนก็แพร่ไปสู่คน โดยจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ซึ่งสามารถคร่าชีวิตคนได้มากกว่าจากอาวุธปืน/เหล็กเสียอีก(กรณีแถบยูโรเชีย) แต่เชื้อโรคก็พอมีประโยชน์ต่อเราอยู่บ้าง คือการที่มีชีวิตอยู่รอดจากเชื้อโรคนั้นได้ ร่างกายเราก็จะสร้างแอนติบอดีขึ้นและสามารถคุ้มกันโรคได้ตลอดชีวิต

    ๑๑. ของขวัญมรณะจากสัตว์เลี้ยง (วิวัฒนาการของเชื้อโรค) Lethal Gift of Livestock (The evolution of germs)

    เชื้อโรคร้ายไม่เป็นประโยชน์แก่ชาวยุโรป เพราะในขณะที่โลกใหม่และออสเตรเลียไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้นในท้องถิ่น ในอาณาเขตอื่นไม่ว่าจะเป็นเอเชียในเขตร้อน อินโดนีเซีย และนิวกินี ต่างก็มีโรคระบาดของตนเองซึ่งพร้อมจะแพร่เชื้อโรคไปยังแถบยุโรป อย่างเช่นเชื้อโรคมาลาเลียที่เกิดขึ้นในเขตร้อนในโลกเก่าทั่วโลก อหิวาตกโรคในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไข้เหลืองในเขตร้อน ของอาฟริกาซึ่งต่างก็เชื่อว่า เป็นโรคมรณะจากเขตร้อนเช่นกัน โรคเหล่านี้นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด สำหรับอาณานิคมของยุโรปในเขตร้อน ต่อมาโรคมาลาเลียเริ่มระบาดไปยังทวีปอเมริกา โดยเรือของชาวยุโรป กลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการ ล่าอาณานิคมในพื้นที่เขตร้อนของโลกใหม่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ชาวฝรั่งเศสต้องยุติโครงการสร้างคลองปานามา ผู้อพยพชาวยุโรปกลุ่มเล็กๆสามารถเข้ายึดครองพื้นที่และเข้าแทนที่ประชากรพื้นเมืองของทวีปอเมริกา และภูมิภาคอื่นๆบางแห่งในโลกได้สำเร็จการเข้าแทนที่ดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นหากปราศจาก ของขวัญมรณะที่ชาวยุโรปนำมาให้แก่คนทวีปอื่นๆซึ่งก็คือ เชื้อโรคร้ายที่มีวิวัฒนาการจากความใกล้ชิดของชาว ยูเรเซียกับสัตว์ที่ตนนำมาเพาะเลี้ยงไว้

    ๑๒.การคัดลอก และการขอยืมภาษาเขียน (วิวัฒนาการของภาษาเขียน)

    Blueprints and Borrowed Letters ( The evolution of writing)

    สังคมไม่มีภาษาเขียนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสังคมที่แยกตัวอย่างโดดเดี่ยว จากสังคมอื่นอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าภายหลังแอฟริกาตะวันตกนำสัตว์เลี้ยงจากดินแดนอื่นๆ ข้ามทะเลทรายสะฮาร่ามาได้และได้อิทธิพลจากศาสนาอิสราม รวมทั้งภาษาอาหรับอย่างเต็มที่ และมีการกระจายพืชพันธุ์ข้าวโพด ข้ามมาจากแม็กซิโกมายังบริเวณเทือกเขา แอนดิส และจากแม็กซิโกไปสู่หุบเขาลุ่มน้ำมิสซิปซิปปี้ได้อย่างช้าๆ

    ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ภายในทวีปแอฟริกาและอเมริกา ส่งผลให้กระจายพันธุ์พืชและสัตว์เลี้ยงไปอย่างเชื่องช้ามาก ประวัติความเป็นมาของภาษาเขียนจึงยืนยันในทำนองเดียวกันว่า สภาพภูมิประเทศและสภาพนิเวศมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการแพร่ขยายตัวของสิ่งที่มนุษย์ยังมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลกัน ระหว่างการผลิตอาหารกับการมีภาษาเขียน ซึ่งภาษาเขียนก่อตัวขึ้นครั้งแรกๆในบริเวณที่เริ่มมีการผลิตอาหารขึ้นเป็นแห่งแรกๆ ส่วนสังคมอื่นๆที่มีภาษาเขียน มักเกิดจากการแพร่ของภาษาเขียนที่มีอยู่เดิม หรือ เกิดการเผยแพร่แนวคิดเรื่องตัวอักษรจากพื้นที่ศูนย์กลางเขียนเดิมๆ โดยภาษาเขียนยุคแรกๆ เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและความจำเป็นขององค์กร (เช่น ใช้บันทึกสถิติต่างๆ ใช้เผยแพร่คุณความดีของสถาบันกษัตริย์) แต่ในบางกลุ่มเช่นชาวอินคาก็ไม่สามารถพัฒนาภาษาเขียนขึ้นเองหรือนำเอาภาษาเขียนจากที่อื่นมาใช้ได้ อาจกล่าวได้ว่าสังคมที่แยกตัวอย่างโดดเดี่ยวจากสังคมอื่นๆอย่างสิ้นเชิงจะเป็นสังคมที่ไม่มีภาษาเขียน ดังนั้นสำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์โลกแล้ว ปรากฏการณ์ของภาษาเขียนจึงมีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับใช้ศึกษากลุ่มปัจจัยที่เป็นสาเหตุสำคัญอื่นๆ

    ๑๓. ความจำเป็นคือต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์ (วิวัฒนาการของเทคโนโลยี)

    Necessity’s Mother ( The evolution of technology)

    ความแตกต่างของปัจจัยต่าง ๆ จำนวนประชากร ปริมาณพื้นที่ ความคล่องตัวการเผยแพร่เทคโนโลยี และช่วงเวลาเริ่มต้นของการผลิตอาหารของแต่ละทวีป ล้วนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเร่งปฎิกิริยาในตัวเองสูงขึ้นเรื่อยๆ ทวีปยูเรเซียซึ่งเป็นทวีปที่มีปัจจัยต่างๆได้เปรียบกว่าทวีปอื่นๆจึงกลายเป็นผู้นำและตั้งต้นการพัฒนาเทคโนโลยีก่อนทวีปอื่นๆ เนื่องจากได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์หลายๆอย่างมากกว่าจะเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ในทวีปที่มีสติปัญญาชาญฉลาดเหนือกว่าคนในทวีปอื่นๆ ชาวนิวกินี ที่เรารู้จักก็มีคนแบบเดียวกับเอดิสัน จำนวนมาก หากแต่คนเหล่านี้ ใช้สติปัญญาไปแก้ปัญหาเทคโนโลยีอื่นๆ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาของกลุ่มคนเหล่านี้ นั่นคือปัญหาในการเอาตัวรอดในสภาพป่าทึบของนิวกีนี โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกมากกว่าจะใช้เวลาไปกับเวลากับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการประดิษฐ์เครื่องเล่นแผ่นเสียงประดิษฐ์คิดค้นขึ้น

    นั่นคือปัจจัยด้านผลกระทบของสภาพภูมิศาสตร์ที่มีต่อความยากง่ายในการกระจายตัวของแนวความคิดหรือสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์เทคโนโลยีเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเราจะสะท้อนออกมาจากคำกล่าวที่ว่า “ความจำเป็นคือต้นกำเนิดของการประดิษฐ์คิดค้น” Necessity’s Mother ( The evolution of technology) หมายถึง สิ่งประดิษฐ์ในสังคมใดๆน่าจะเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความจำเป็นของสังคมนั้นๆ ซึ่งเมื่อเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดไม่สามารถตอบสนองความพอใจได้ ก็มีนักประดิษฐ์คนใหม่ๆพยายามตอบสนองความจำเป็นนั้นๆอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้วสิ่งประดิษฐ์ส่วนใหญ่ถูกพัฒนามาจากบุคคลที่มีความอยากรู้อยากเห็นหรือรักที่จะคิดค้นเรื่องต่างๆไปเรื่อยๆมากกว่า ดังนั้น เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นได้พัฒนาการสะสมสืบเนื่องต่อกันมา(ไม่ได้เป็นของวีรบุรุษคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ) และเราก็พบวิธีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีภายหลังที่มีผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาแล้ว(ไม่ใช้การตอบสนองความจำเป็น/ ความต้องการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต) โดยมีการจูงใจให้คนอื่นๆในสังคมยอมรับและนำมันไปใช้ประโยชน์จริงๆ พอจะสรุปได้ว่าสิ่งประดิษฐ์/เทคโนโลยี ถูกแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วจากการที่คนในพื้นที่อื่นๆหยิบยืมไปใช้ ซึ่งง่ายกว่าประดิษฐ์ขึ้นเองเฉกเช่นเดียวกับภาษาเขียน

    ๑๔. จากสังคมสหภาพนิยมสู่สังคมโจราธิปไตย (วิวัฒนาการของรัฐและศาสนา)

    From Egalitarianism to Kleptocracy (The evolution of government and religion)

    นอกจากอาลักษณ์จารึกหนังสือและนักประดิษฐ์แล้ว นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมพยายามอรรถาธิบายความหลากหลายของสังคมมนุษย์ ด้วยการจำแนกสังคมออกเป็นประเภทต่างๆมากมาย หลายรูปแบบ เพื่อค้นหาวิวัฒนาการของสังคม โดยจำแนกประเภทสังคมอย่างคร่าวๆ ๔ ประเภท ได้แก่ สังคมหมู่ชน สังคมเผ่า สังคมผู้ปกครองและรัฐซึ่งในแต่ละสังคมก็จะมีรูปแบบการจัดตั้งองค์กรและการปกครองที่ต่างกัน เช่น สังคมหมู่ชนเป็นสังคมที่ถือความเสมอภาค(Egalitarian) แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนจะมีเกียรติหรือบารมีเท่ากัน แต่หมายถึง “ภาวะผู้นำ” ของหมู่ชนซึ่งไม่ได้เป็นทางการ โดยจะได้มาหากมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง ส่วนในสังคมผู้ปกครอง ก่อให้เกิดปัญหาพื้นฐานกับทุกสังคมที่ปกครองแบบศูนย์รวมและไม่มีความเสมอภาคในสังคม สังคมเช่นนี้ทำหน้าที่เหมือนสังคม โจราธิปไตย (Kleptocracy) ที่มีการโยกย้ายถ่ายโอน/เบียดเบียนทรัพย์จากสามัญชนไปยังกลุ่มชนชั้นสูง แน่นอนต้องไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ดังนั้นหนทางรอดในสังคมแบบนี้เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนคือ การสร้างอุดมการณ์ศาสนาหรือทำตัวเป็นเทพเจ้าเสียเอง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตน สำหรับสังคมรัฐ ยุคเริ่มแรกมักมีผู้ปกครองสืบทอดตำแหน่งอำนาจต่อๆกัน โดยระบบการปกครองส่วนใหญ่ คือ ระบบทาส เพราะสังคมรัฐจะมีการแบ่งแยกอำนาจ หน้าที่ อาชีพทางเศรษฐกิจแยกย่อยมากมาย มีศาสนาประจำรัฐและมีวัดหรือศาสนสถานที่ประจำรัฐ ทำให้ประชากรมีความรู้สึกรักชาติและศาสนาอย่างยอมพลีกายถวายชีวิตได้

    ภาคสี่

    สำรวจโลกใน 5 บท

    PART FOUR around the World in Five Chapters

    ๑๕.คนของยาลี Yali’s People (The histories of Australia and New Guinea)

    เป็นการตรวจสอบประวัติศาสตร์ของทวีปออสเตรเลียและของนิวกินีซึ่งเคยรวมเป็นทวีปเดียวกัน เหตุการณ์ และพัฒนาการต่างๆที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียและนิวกินีเป็นกรณีศึกษาเพื่อพิจารณาในแง่มุมของทั้งภูมิภาค ที่รวมถึงส่วนที่เป็นผืนแผ่นดินใหญ่แถบเอเชียตะวันออกทั้งหมด และหมู่เกาะแปซิฟิกไว้ด้วย ในกรณีออสเตรเลียเป็นถิ่นที่อยู่ของสังคมมนุษย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก และเทคโนโลยีที่ใช้ก็มีลักษณะพื้นฐานเรียบง่ายที่สุด และเป็นทวีปเดียวที่การผลิตอาหารไม่ได้พัฒนาขึ้นด้วยตัวเอง เหตุใดชาวออสเตรเลียที่เป็นอะบอริจิ้นพื้นเมืองจึงยังคงวิถิชีวิตแบบหาของป่า-ล่าสัตว์ทั้งที่ผู้คนส่วนใหญ่ในเกาะนิกินีใกล้เคียงได้แปรเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตไปเป็นผู้ผลิตอาหารกันเกือบหมดแล้ว ดังนั้น กรณีนี้จึงเป็นที่ซึ่งช่วยให้เราสามารถทดสอบทฤษฎีสำคัญๆหลายอย่างเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างทวีปภายในสังคมมนุษย์เป็นอย่างดี

    การรวมตัวระหว่างสังคมต่างๆ การผลิตอาหารการแข่งขันและการรวมตัว เป็นสาเหตุพื้นฐานหรือสาเหตุเบื้องหลัง โดยผ่าตัวแปรที่เป็นสาเหตุเป็นผลต่อกันได้แก่ จำนวนประชากรที่หนาแน่น และชีวิตแบบตั้งถิ่นฐานเป็นที่ถาวรที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้นแห่งชัยชนะ ได้แก่ เชื้อโรค ภาษาเขียน เทคโนโลยี และโครงสร้างทางการเมืองการปกครองแบบรวมศูนย์ สาเหตุพื้นฐานดังกล่าวพัฒนาขึ้นในลักษณะแต่ละพื้นที่ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละทวีป ส่งผลให้ตัวกระทำอันนำไปสู่ชัยชนะ ตัวกระทำดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆกันแต่ก็ไม่ตายตัวเสมอไป เช่น จักวรรดิ์อินคาก่อตัวขึ้นจากการไม่มีภาษาเขียน ในขณะที่เผ่าแอซเทก ซึ่งมีภาษาเขียน แต่ก็ยังเกิดโรคระบาดในบางโอกาส สังคมชาวซูลู ภายใต้การปกครองของ ดินจิสวาโย แสดงให้เห็นว่าตัวกระทำแต่ละตัวมีทบบาทเป็นอิสระจากกันในประวัติศาสตร์ ในบรรดาสังคมผู้ปกครองซูลู สังคม เม็ตวา ไม่มีความได้เปรียบทั้งในด้านเทคโนโลยี ภาษาเขียน หรือเชื้อโรคเหนือสังคมอื่นๆเลย ก็สามารถมีชัยชนะเหนือสังคมอื่นๆได้เนื่องจากมีความได้เปรียบเพียงอย่างเดียวก็คือ ความสามารถในการบริหารการปกครองและอุดมการณ์ผลก็คือรัฐซูลูสามารถปกครองสังคมอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงไว้ได้เป็นเวลานาน

    ๑๖. แผ่นดินจีนกลายเป็นจีนได้อย่างไร How China Became Chinese (The histories of East Asia)

    ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่สำคัญครั้งหนึ่งเกิดในจีน คือ การสร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและการเมืองแบบจีน และการที่เกษตรกรชาวจีนทางตอนใต้ได้เข้าไปแทนที่ชนพื้นเมืองที่มีวิถีชีวิตแบบหาของป่า-ล่าสัตว์ จีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และนับตั้งแต่ที่มีภาษาเขียนเป็นครั้งแรก จีนก็มีระบบภาษาเขียนแบบเดียวมาโดยตลอด แล้วจีนมาเป็นจีนได้อย่างไร ทั้งที่แผ่นดินจีนไม่ใช่ที่หลอมรวมชาติพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรม แต่แผ่นดินจีนเคยเป็นและยังคงเป็นของคนจีนเกือบจะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้เลยทีเดียว นอกจากนี้อาจเป็นจุดตั้งต้นการผลิตอาหารแห่งแรกๆของโลกที่ผลิตอาหารขึ้นเองโดยเอกเทศก็เป็นได้ การผลิตอาหารในจีนค่อยๆ นำไปสู่พัฒนาการอื่นๆ อันเป็นเครื่องหมายของ อารยธรรม เทคโนโลยีการหลอมโลหะสัมฤทธิ์ จีนสามารถพัฒนาผลิตเหล็กหล่อได้สำเร็จเป็นชาติแรกของโลก และยังมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ต่อเนื่อง เช่น กระดาษ เข็มทิศ ดินปืน เป็นต้น ระบบการปกครองมีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน เช่น ชนชั้นปกครองสามารถเกณฑ์แรงงานจำนวนมากมาใช้ในงานก่อสร้างกำแพงเมืองจีนได้ สำหรับเชื้อโรค เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ เกิดจากสุกร เป็นไปได้มากว่ามาจากเมืองจีน เนื่องจากมีการเลี้ยงสุกรเป็นครั้งแรกในแถบบริเวณประเทศจีนมานานแล้ว การแพร่กระจายในพันธุ์พืชและสัตว์ในแนวเหนือ-ใต้ของจีน เป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าในแนว ตะวันออก-ตะวันตก แต่ก็ไม่ประสบปัญหามากเหมือนภูมิภาคอื่น เนื่องจากแนวเหนือ-ใต้ของจีนมีระยะทางไม่ไกลมากนักและไม่มีอุปสรรคทางธรรมชาติเช่น ทะเลทรายมาขวางกั้น เหมือนในทวีปแอฟริกา นับได้ว่าจีนเป็นประเทศทีที่เอกานุภาพมีลักษณะ(Monolithic) หรือมีความเป็นหนึ่งเดียวทั้ง การเมือง ภาษา และวัฒนธรรม

    ๑๗.เรือเร็วสู่โพลีนีเชีย Speedboat to Polynesia (the histories of Austronesia expansion)

    การขยายตัวของพวกออสโตรนีเชียน ถือเป็นการย้ายประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในช่วง ๖๐๐๐ ปีที่ผ่านมา พวกออสโตรนีเชียนมาจากแผ่นดินจีน ได้เข้ามาแทนที่ชนชั้นพื้นเมืองที่หาของป่า-ล่าสัตว์ในฟิลิปปินส์และยึดครองเกาะชวาและส่วนอื่นๆ ของอินโดนีเซีย รวมไปถึงหมู่เกาะโดลีนีเชียที่ไกลที่สุด แต่ก็ไม่สามารถครอบรองออสเตรเลียและส่วนใหญ่ของนิวกินิได้ เนื่องจากชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่สามารถต้านทานไม่ให้ผู้บุกรุกเข้ามาได้ ด้านภาษา ก่อนการขยายตัวของชาวยุโรปที่พูดภาษาตระกูลอินโด-ยุโรป ภาษาตระกูลออสโตรนีเชียนั้น ดำรงอยู่อย่างหลากหลายภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลายกันไป และแล้วในที่สุด เมื่อชาวยุโรปเดินเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีและความได้เปรียบด้านอื่นๆ จนสามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกได้เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ดี เชื้อโรคและผู้ผลิตอาหารพื้นเมืองก็สามารถต้านทานประชากรชาวยุโรปไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคดังกล่าวเป็นจำนวนมากๆได้

    ๑๘.การปะทะกันระหว่างโลกเก่า-โลกใหม่ Hemispheres colliding (the histories of Eurasia and the Americas compared)

    จากกรณีการปะทะกันระหว่างชาวยุโรปและชาวอเมริกันพื้นเมือง (ในบทที่3) บทสรุปของประวัติศาสตร์โลกใหม่ และประวัติศาสตร์ยูเรเชียตะวันตกในช่วง ๑๓๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมยุโรปสามาพิชิตทวีปอเมริกาได้ เนื่องจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์ ปริมาณอาหารและการผลิตอาหาร นำไปสู่อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ความรุนแรงของเชื้อโรค เทคโนโลยีด้านโลหะและทหาร ภาษาเขียน ความซับซ้อนของสังคม และโครงสร้างการเมืองการปกครอง

    ดังนั้นในการปะทะกันของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกมีความสำคัญ เนื่องจากทำให้ก่อเกิดเป็นประเทศ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร ๑ ใน ๓ ของโลกสมัยใหม่ และเป็นอาณาบริเวณที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจกำลังมีพลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นตัวแบบที่ชัดเจนในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมนุษย์กลุ่มต่างๆในพื้นที่ส่วนอื่นๆของโลกได้เป็นอย่างดี

    ชาวยุโรปเดินทางเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีและความได้เปรียบทางด้านอื่นๆชาวยุโรปก็สามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกได้เกือบทั้งหมดอย่างไรก็ดีเชื้อโรคและผูผลิตอาหารพื้นเมืองก็สามารถต้านทานประชากรชาวยุโรปไม่ให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคดังกล่าวเป็นจำนวนมากๆ ได้ส่งผลให้ภายในอาณาบริเวณดังกล่าวจึงมีเพียงนิวซีแลนด์ นิวคาลิโดเนีย และฮาวาย ซึ่งล้วนเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ห่างไกลที่สุดตั้งอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรและตั้งใกล้กับเขตอบอุ่นมากที่สุดเท่านั้น ที่ชาวยุโรปสามารถตั้งถิ่นฐานได้เป็นจำนวนมากที่สุดดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเอเซียตะวันออกและหมู่เกาะแถบแปซิฟิกส่วนใหญ่จึงยังคงอยู่ภายใต้การครอบครองของชาวเอเซียตะวันออก และประชากรแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเอง ซึ่งนับว่าแตกต่างจากทวีปออสเตเลียและทวีปอเมริกาอย่างสิ้นเชิง

    สังคมชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเป็นจำนวนมากถูกกำจัดทิ้งไปจากพื้นที่อบอุ่นซึ่งเหมาะสมสำหรับการผลิตอาหารและสภาพทางสรีระ ของชาวยุโรปมากที่สุดในอเมริกาเหนือผู้ที่อยู่รอดในสังคมที่มีขนาดใหญ่พอสมควรโดยไม่ถูกแตะต้องมากนัก คือพวกที่ต้องอาศัยในเขตสงวน ในพื้นที่หลายส่วนของอเมริกากลางและแถบแอนดีส ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาแต่เดิมนั้นมีจำนวนมาก อย่างไรก็ตามในพื้นที่ซึ่งชนพื้นเมืองยังรอดชีวิตอยู่ ก็มักถูกแทนที่ทั้งทางภาษาและและวัฒนธรรมจากประชากรจากโลกเก่าอยู่ตลอดเวลา

    ๑๙.แอฟริกากลายเป็นแผ่นดินของคนผิวดำได้อย่างไร How Africa became Black (The histories of Africa)

    ช่วงก่อนที่นักล่าอาณานิคมผิวขาวจะเข้ามายังทวีปแอฟริกา แอฟริกาไม่ได้เป็นทวีปที่มีแต่คนผิวดำเท่านั้น นับเป็นทวีปที่มีผู้คนอยู่อย่างหลากหลาย เป็นผลจากความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศ จากการจำแนกมนุษยชาติออกเป็น 6 กลุ่มหลักๆ มี 5 กลุ่มที่พบในแอฟริกา(คนผิวดำ คนผิวขาว พวกปิ๊กมี่ พวกคอยซาน และคนอินโดนีเซีย) และในจำนวนนี้ 3 กลุ่มเป็นชนพื้นเมืองที่พบเฉพาะในทวีปนี้เท่านั้น โดยคนผิวดำครอบครองดินแดนผืนใหญ่สุดในทวีปแอฟริกา คือ บริเวณภาคใต้ของทะเลทรายสะฮาร่า การที่ชาวยุโรปเข้ามายังทวีปแอฟริกาก็มีความได้เปรียบชนพื้นเมือง ๓ ประการ ได้แก่ ปืน และเทคโนโลยีอื่นๆ การรู้หนังสือ และโครงสร้างการเมืองการปกครองที่จำเป็นในการอุดหนุนการสำรวจและการทำสงครามยึดครองดินแดนอื่นๆ โดยความได้เปรียบทั้งสามเกิดขึ้นเนื่องจากพัฒนาการของการผลิตอาหาร

    โดยสรุป การที่ยุโรปสามารถยึดครองทวีปแอฟริกาได้ เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ และชีวภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างสองทวีป ทั้งด้านขนาดพื้นที่ แนวการทอดตัวของทวีปและการมีพันธุ์พืชและสัตว์ที่เหมาะสมจะนำมาเพาะเลี้ยง แต่ชาวยุโรปก็ไม่ได้มาตั้งถิ่นฐานในแถบซับสะฮาร่ายาวนานกระทั่งปัจจุบันเหมือนในทวีปอเมริกา สิ่งที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงลักษณะกลุ่มประชากรอย่างกว้างขวางในทวีปแอฟริกาเอง นั่นคือ การขยายตัวของชนเผ่าบันตู ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายอย่างเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นที่คาฮามาร์คา เอเชียตะวันออก หมู่เกาะแปซิฟิกและในออสเตรเลียและนิวกินี

    บทส่งท้าย อนาคตของ “ประวัติศาสตร์ของมนุษย์” ในฐานะที่เป็นศาสตร์

    Epilogue the Future of Human History as a Science

    จากลักษณะสภาพแวดล้อมของแต่ละทวีปที่มีความแตกต่างหลากหลาย ส่งผลต่อวิถีความเป็นไปของสังคมมนุษย์อย่างสูง ผู้เขียนจึงได้จำแนกปัจจัยความแตกต่างที่สำคัญๆไว้ 4 กลุ่ม ดังนี้

    ปัจจัยกลุ่มแรก ได้แก่ ความแตกต่างในด้านชนิดพืชพันธุ์และสัตว์ป่า เป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับเริ่มต้นพัฒนาการการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ของแต่ละทวีป ซึ่งสังคมที่ขาดการพัฒนาจะต้องแสวงหาจากสังคมอื่นที่ก้าวหน้ากว่า ไม่เช่นนั้นก็จะถูกสังคมอื่นๆที่เหนือกว่าเข้ามายึดครองและแทนที่ได้ในที่สุด

    ปัจจัยกลุ่มที่สอง ได้แก่ อัตราการแพร่กระจายและการอพยพย้ายถิ่น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาการต่างๆของกลุ่ม ตัวอย่างเช่น การวางตัวของทวีปในแนวตะวันออก-ตะวันตก จะมีอุปสรรคด้านนิเวศวิทยาและสภาพภูมิศาสตร์น้อยกว่าทวีปอื่น ทำให้พืชและสัตว์ที่อยู่ในเขตรุ้งเดียวกันและมีสภาพอากาศเดียวกันสามารถแพร่กระจาย(ภายใน)ได้ง่ายกว่า

    ปัจจัยกลุ่มที่สาม ได้แก่ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายความก้าวหน้าระหว่างทวีป ซึ่งช่วยเสริมสร้างเครือข่ายพืชและสัตว์เลี้ยงและเทคโนโลยีของแต่ละทวีป โดยแต่ละทวีปมีอัตราความก้าวหน้ามีความยากง่ายไม่เหมือนกัน เนื่องจากบางทวีปมีลักษณะแยกตัวโดดเดี่ยวกว่าทวีปอื่นๆ อาจมีอุปสรรคด้านภูมิศาสตร์ เช่น มหาสมุทรขวางกั้น และด้านสภาพอากาศ เป็นผลให้ไม่มีความแพร่กระจายความก้าวหน้าระหว่างกัน

    ปัจจัยกลุ่มที่สี่ ได้แก่ ความแตกต่างด้านขนาดของทวีปและประชากร ทวีปที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรมากกว่า ย่อมได้เปรียบกว่าในแง่ที่มีจำนวนนักประดิษฐ์ มีสังคมที่ต่อสู้แข่งขัน มีนวัตกรรมใหม่ๆที่ดีขึ้นอยู่เสมอ สำหรับในทวีปอเมริกาเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็แยกย่อยเป็นส่วนๆ เนื่องจากข้อจำกัดทางสภาพภูมิประเทศและสภาพทางนิเวศ จึงไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆเกี่ยวข้องกันมากนัก

    นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่ส่งผลให้วิถีทางประวัติศาสตร์มีความแตกต่างกัน เช่น ปัจจัยด้านวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลจูงใจในการคนทั้งสังคมไว้ คุณลักษณะพิเศษเฉพาะบางคนที่สามารถคิดค้นสร้างนวัตกรรมซึ่งมีอิทธิพลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคม

    สรุป การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการทำความเข้าใจปัญหาของศาสตร์บางสาขาที่มีตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยกว่า แต่วิธีการศึกษาเชิงปรัชญาแบบอันตรวินิจ (Introspection หรือการพินิจ พิจารณา ทบทวนอย่างรอบด้าน) ก่อเกิดประโยชน์ให้กับสังคมของเราในปัจจุบัน ด้วยการสอนบทเรียนให้ได้รับรู้ว่าอะไรเป็นตัวกำหนดโฉมหน้าโลกสมัยใหม่ และอะไรคือสิ่งกำหนดโฉมหน้าของโลกเราในอนาคต

    Jared Diamond : เหตุใดประวัติศาสตร์โลกจึงเปรียบเสมือนหอมหัวใหญ่?

    หนังสือเล่มนี้พยายามจะสรุปประวัติศาสตร์ที่เป็นของทุกคนในช่วง ๑๒,๐๐๐ ปีที่ผ่านมาอย่างสั้นๆ คำถามอันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับผู้เขียนก็คือคำถามที่ว่า เหตุใดประวัติศาสตร์ของแต่ละทวีปซึ่งมีความแตกต่างกันจึงเผยตัวออกมาในลักษณะการที่แตกต่างกัน หากคำถามที่ทำให้ท่านรู้สึกตระหนัก เมื่อคิดว่ากำลังจะได้อ่านหนังสือตำราทำนองเหยียดผิวแล้วละก็โปรดอย่าได้วิตกไปเลย เนื่องจากจากจะพบคำตอบซึ่งไม่เกี่ยวกับความแตกต่างทางชาติพันธุ์ของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย หนังสือเล่มนี้เน้นความสำคัญของการค้นหาคำอธิบายที่สามารถให้ความกระจ่างชัดเจนถึงที่สุด และการสืบสาวย้อนความสัมพันธ์อันเป็นเหตุและผลต่อเนื่องซึ่งกันและกันที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ให้ยาวไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

    หนังสือส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์โลก มักมุ่งเน้นที่สังคมยุโรปเอเชีย ซึ่งเรียกรวมกันว่า ยูเรเชีย กับ สังคมแอฟริกาเหนือ ช่วงที่มีลายลักษณ์อักษรแล้วเป็นหลัก ส่วนสังคมชนพื้นเมืองในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นสังคมแถบซับสะฮาร่าในแอฟริกา ทวีปอเมริกา เกาะต่างๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกฯ เหล่านี้จะกล่าวถึงโดยสรุปเพียงสั้นๆ โดยส่วนใหญ่จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในช่วงหลังๆ หลังจากที่มีการค้นพบและปกครองโดยชาวยุโรปตะวันตกแล้วเท่านั้นแม้แต่ส่วนที่เกี่ยวกับยูเรเชีย ก็จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของยูเรเชียทางแถบตะวันตก มากกว่าประวัติศาสตร์ของสังคมจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสังคมยูเรเชียทางตะวันออกส่วนอื่นๆ ประวัติศาสตร์ก่อนการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วง ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสกาล ก็มักสรุปไว้อย่างย่นย่อ ทั้งๆ ที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ ๙๙.๙ ของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติอันยาวนานกว่า ๕ ล้านปี

    การกล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกโดยเน้นจุดสนใจในแวดวงแคบๆ ดังกล่าว มีข้อด้อย ๓ ประการ ประการแรก ทุกวันนี้ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าผู้คนให้ความสนใจในสังคมอื่นๆ นอกเหนือจากสังคมยูเรเชียตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้น สังคม “อื่นๆ” ที่ว่านี้ รวมแล้วเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรมและภาษา ปัจจุบันบางสังคมก้าวหน้าทัดเทียมกับกลุ่มประเทศที่ทรงพลังอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมากที่สุดในโลกแล้ว ในขณะที่อีกหลายสังคมก็กำลังจะก้าวไปในทิศทางเดียวกัน

    ประการที่สอง แม้สำหรับผู้สนใจประเด็นการก่อตัวของโลกสมัยใหม่เป็นพิเศษ แต่ประวัติศาสตร์ที่จำกัดวงแคบอยู่เพียงพัฒนาการหลังจากมีภาษาเขียนแล้ว ย่อมไม่อาจให้คำอธิบายและความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอเป็นการไม่ถูกต้องที่กล่าวว่า ในสมัยโบราณสังคมต่างๆ ในแต่ละทวีปก็เหมือนๆกัน จนกระทั่งเมื่อถึงช่วงเวลา ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล สังคมยูเรเชียตะวันตกก็พลันพัฒนาภาษาเขียนขึ้น แล้วก็เริ่มก้าวล้ำนำหน้าสังคมอื่น ทั้งด้านภาษาเขียนและด้านอื่นๆ เป็นครั้งแรก ทว่าในความเป็นจริง เมื่อราว ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาลนั้น สังคมยูเรเชียกับสังคมแอฟริกาเหนือบางแห่ง ไม่เพียงแต่เริ่มใช้ภาษาเขียนยุคแรกๆ แล้วเท่านั้น หากแต่ยังเป็นรัฐที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ มีเมืองมีการใช้เครื่องมือและอาวุธโลหะกันอย่างแพร่หลาย มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งานเป็นพาหนะ ใช้ลากสิ่งของและเป็นแรงงานใช้กับเครื่องกลไกกันแล้ว ทั้งยังทำการเกษตร และเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารอีกด้วย ในขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทวีปหรือเกือบทั้งทวีปไม่มีพัฒนาการของสิ่งเหล่านี้เลย ต่อมาเมื่อมีพัฒนาการบางอย่างปรากฏขึ้นบ้างในบางส่วนของทวีบอเมริกาและแถบซับสะฮาร่า บริเวณที่มีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่ แต่ก็เกิดขึ้นในช่วง ๕,๐๐๐ ปีให้หลัง และไม่ปรากฏว่ามีพัฒนาการดังกล่าวใดๆเลยในสังคมอะบอริจิ้นในทวีปออสเตรเลีย สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่ารากเหง้าของการครอบงำโลกสมัยใหม่โดยสังคมยูเรเชียทางตะวันตกนั้น เกิดขึ้นก่อนช่วงเวลา ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ตั้งแต่ครั้งก่อนจะมีตัวหนังสือแล้ว (เมื่อถึงการมีอิทธิพลครอบงำโดยสังคมยูเรเชียตะวันตก ผมหมายถึงทั้งที่เป็นการครอบงำโดยตรงจากสังคมยูเรเชียตะวันตกเอง และจากการครอบงำโดยสังคมอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมยูเรเชียด้วย)

    ประการที่สาม ประวัติศาสตร์ซึ่งให้ความสนใจสังคมยูเรเชียตะวันตกเป็นพิเศษ มองข้ามปัญหาที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง นั่นคือ เหตุสังคมต่างๆ เหล่านั้น จึงเป็นสังคมที่มีอำนาจความเข้มแข็งและการคิดค้นสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันมากมาย คำตอบที่เรามักได้ยินได้ฟังกันก็คือการหยิบยกตัวแปรใกล้ตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องการกำเนิดระบบทุนนิยม พาณิชยนิยม วิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแม้กระทั่งโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนในทวีปอื่นๆ ซึ่งติดต่อสัมพันธ์กับชาวยุโรปตะวันตกมาอธิบาย แต่เหตุใดเล่าปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้จึงเกิดจำเพาะกับอาณาบริเวณยูเรเชียตะวันตกและไม่ปรากฏขึ้นในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก หรือจะเกิดขึ้นก็น้อยมาก

    องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่ใช่คำอธิบายเบื้องหลังที่แท้จริงว่า เหตุใดระบบทุนนิยมจึงไม่เจริญรุ่งเรืองในกลุ่มชนพื้นเมืองในแม็กซิโก พาณิชยนิยมจึงไม่รุ่งเรืองในแถบซับสะฮาราในแอฟริกาการแสวงหาคำตอบแบบวิทยาศาสตร์จึงไม่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในจีน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงไม่ปรากฏแพร่หลายในกลุ่มชนพื้นเมืองของปวีปอเมริกาเหนือ และเชื้อโรคจึงไม่เกิดขึ้นในหมู่ชาวอะบอริจิ้นในออสเตรเลีย และหากหยิบยกข้ออ้างเรื่องปัจจัยด้านวัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละแห่งมาอธิบาย เช่น การที่วิทยาศาสตร์ไม่เจริญในจีนเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อเรื่องลัทธิขงจื๊อ แต่ที่เจริญในแถบยูเรชียตะวันตก เพราะประชาชนมีประเพณีความเชื่อและวิธีคิดแบบกรีก หรือ ยิว-คริสเตียน เช่นนี้ ก็เท่ากับละเลย และไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบายเบื้องหลังซึ่งจะให้ความกระจ่างถึงที่สุด คำอธิบายที่ว่า เหตุใดลัทธิขงจื๊อจึงไม่พัฒนาขึ้นในยูเรเชียตะวันตก ในขณะที่ศาสนายิว-คริสเตียนจึงไม่พัฒนาขึ้นในจีนแทน เป็นต้น นอกจากนั้นก็เท่ากับเราละเลยข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งไปด้วยว่า จีนซึ่งมีความเชื่อลัทธิขงจื๊อนั้นมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่ายูเรเชียตะวันตกเสียอีก จนถึงประมาณค.ศ.๑๔๐๐ พัฒนาการดังกล่าวจึงชะลอตัวลง

    ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจสังคมยูเรเชียตะวันตกอย่างแท้จริง หากเน้นศึกษาเฉพาะที่สังคมแห่งนี้เพียงแห่งเดียว คำถามที่สำคัญยิ่งจึงอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสังคมต่างๆ แถบยูเรเชียเอง กับสังคมภายนอกอื่นๆ ด้วย การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจสังคมอื่นๆ เหล่านั้น เพื่อจะทำให้สังคมยูเรเชียตะวันตกสอดรับกับบริบทที่กว้างขึ้นได้

    ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกว่า ผมกำลังจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามแบบสุดขั้วกับประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ด้วยการกล่าวถึงสังคมยูเรเชียตะวันตกเพียงเล็กน้อย แล้วหันไปพูดถึงสังคมส่วนอื่นๆ ในโลกแทน ผมอยากบอกให้ทราบว่าสังคมในส่วนอื่นๆ ของโลกนั้น มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมาก เพราะสังคมต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย แม้จะเป็นสังคมที่จำกัดอยู่ภายในอาณาบริเวณเล็กๆ ก็ตาม ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกเห็นพ้องกับผู้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ท่านหนึ่ง ซึ่งกล่าววิจารณ์ว่า ผมมองโลกใบนี้เสมือนเป็นหอมหัวใหญ่ ที่มีโลกสมัยใหม่หุ้มห่ออยู่เฉพาะผิวนอก และผมกำลังลอกกลีบหัวหอมออกเป็นชั้นๆ เพื่อค้นหาความรู้ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ภายใน ใช่แล้ว อันที่จริงประวัติศาสตร์โลกก็คือหอมหัวใหญ่! ทว่า การลอกกลีบหัวหอมออกแต่ละชั้นนั้นก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย มีเสน่ห์น่าสนใจ และมีความสำคัญต่อพวกเราในปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะการรู้ซึ้งถึงบทเรียนในอดีต ก็เพื่ออนาคตของเรานั่นเอง



    อ่านทั้งหมด: 4740, ความเห็นทั้งหมด: 0

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2394)
    ตำรวจชลบุรี คุมตัวผู้ต้อหางัดเบาะรถ(ดีโพลมา2393)
    เอเลี่ยนเหล็ก 1/2(ดีโพลมา2392)
    เรียนเชิญ สื่อมวลชน ร่วมทำข่าวครอบครัวตึ๋งหนืด ตืดขั้นเทพ(ดีโพลมา2391)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2390)
    แม่ร่ำไห้ร้องสื่อคดีฆ่าโหด “น้องเพลง” ไม่คืบ(ดีโพลมา2389)
    หนังเรื่อง คนนรก(สนุกมาก)(ดีโพลมา2388)
    แฟลชม็อบ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง (ดีโพลมา2387)
    คําพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ 7109/2555 (ดีโพลมา2386)
    โน๊ต อุดม แต้พานิช - เดี่ยวไมโครโฟน 7(ดีโพลมา2385)
    แกะปูอย่างถูกวิธี ได้เนื้อเน้นๆ
    ฃีรี่ส์ฝรั่ง
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง (ดีโพลมา2383)
    กปปส.ตั้งมูลนิธิหนุนคสช.-สปช.เดินหน้าปฏิรูป(ดีโพลมา2382)
    ผู้หญิงตัดเซียน [โจวซิงฉือ/เจิ้งอวี้หลิง] (ดีโพลมา2381)
    ต้องการงานพาสทาม คีย์ข้อมูล งานมาทำที่บ้าน สนใจงานคลิกที่นี่ค่ะ
    ร่าง คำประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
    ความต้องการด้านทรัพยากรที่จำเป็นในการบริหารความต่อเนื่อง
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2380)
    กฎหมาย ผู้ต้องขังตายในคุก(ดีโพลมา2379)
    หนังเจาะรหัสอัจฉริยะ(ดีโพลมา2378)
    เขียน SQL คำนวณอายุ จากวันเกิด
    SQL Server Date Functions
    Function Date in mysql
    การแปลงไฟล์.chmไปเป็นpdf
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2377)
    ข่มเหงรังแกจิตใจเมีย เมียยิงตายอ้างบันดาลโทสะได้(ดีโพลมา2376)
    คนตัดคน ภาค 3 (ดีโพลมา2375)
    mysql postgress 2in1 on REDHat
    mysql dump and compress file
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2374)
    กฎหมายโทษอนาจาร(ดีโพลมา2373)
    หนัง[2/2]วันสิ้นโลก ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย(ดีโพลมา2372)
    หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ รับสมัครงานเป็นทหารมหาดเล็ก
    งานที่บ้าน คีย์ข้อมูลทางเน็ต สนใจงานคลิกที่นี่ค่ะ
    งานทำที่บ้าน คีย์ข้อมูลทางเน็ต ต้องการงานคลิกที่นี่ค่ะ
    งานอิสระ คีย์ข้อมูล ทำที่บ้าน เปิดรับจำนวนมากค่ะ
    6 นิสัยของคน(อายุ)เกิน 100 ปี
    วิเคราะห์ทิศทางการเปิดประตู
    สัญญาณเตือนดวงตาเสื่อม
    แบบนี้ก็ เกือบเสียแฟนล่ะ 5555
    จาก ไอซ์ บัคเก็ต มาสู่ ไรซ์ บัคเก็ต,... ดีกว่ามั้ย??
    กรมอุตุฯ ชี้ฝนฟ้าคะนองทั่วกรุงฯ 80%
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2371)
    กฎหมายขับไล่ออกจากที่ดิน(ดีโพลมา2370)
    (ประชันเงาเสียง - "ใบเตย อาร์ สยาม") (ดีโพลมา2369)
    พิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคอน ประจำปี ๒๕๕๗(ดีโพลมา2368)
    5 เคสไอโฟน สุดแปลก สุดพิศดารในปี 2014
    วิธีการเล่นเป่ายิ้งฉุบให้ชนะได้ทุกครั้ง

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 483.6008ms