เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1923 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • รายงานสรุปผลการวิเคราะห์และประเมินผลโครงการ (0)
    [23 วันที่ผ่านมา]
  • ร่าง คำประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติ (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ความต้องการด้านทรัพยากรที่จำเป็นในการบริหารความต่อเนื่อง (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • Glenn Murcutt-Sustainable Architecture (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • ระบบคืออะไร (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ถนนเด็กเดิน (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ทิศทางการพัฒนาตลาดเก่าในเชิงอนุรักษ์เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • โครงการออกแบบเสนอแนะปรับปรุงโรงเรียนสองภาษา (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเศษวัชพืชธูปฤาษี (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาลวดลายจิตกรรมฝาผนังอยุธยา (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตย์ (Universal Design) คืออะไร ทำไมเมืองไทยต้องมีอารยสถาปัตย์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • อารยสถาปัตยกรรม (Universal Design ) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดบางหลวง (SWOT Analysis)(พิชัย สดภิบาล.2557) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวตลาดบาง หลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิธีการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • TOWS Matrix (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวความคิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวโน้มการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การอนุรักศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ตลาดเก่า ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ตุลาคม 2557>
     
    40293012345
    416789101112
    4213141516171819
    4320212223242526
    44272829303112
    453456789
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 956327
    • เฉพาะวันนี้ 587
    • ความคิดเห็น 108
    • จำนวนเรื่อง 465
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    การวิเคราะห์หลักสูตรวิชาชีพ
    18 กรกฎาคม 2553 - 23:31:00

     

    บทที่ 4

                                                                                              การวิเคราะห์หลักสูตรวิชาชีพ

    (Professional Curriculum Analysis)

    4.   การวิเคราะห์หลักสูตรวิชาชีพ (Professional Curriculum Analysis)

                อะไร คือสิ่งที่จะบอกให้ครูช่างหรือครูวิชาชีพรู้ว่า ครูควรจะสอนอะไรและสอนให้ผู้เรียนทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่จะบอกให้ครูทราบ ก็คือ หลักสูตรหลักสตรวิชาชีพถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติชาติ แผนการพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งจะมีช่วงเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี หลักสตรวิชาชีพเป็นตัวกำหนดแนวทางการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาบุคคลให้มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ มีมาตรฐานในด้านวิชาชีพ หลักสูตรจะประมวลกิจกรรมทั้งหมดให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ภายใต้เงื่อนไข้และสภาพแวดล้อมที่กำหนดและมีการวัดและการประเมินผลซึ่งมีเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

    4.1  ความหมายของหลักสูตร(Curriculum Identification)

                ความหมายของหลักสูตรนั้น มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายและทัศนะไว้กันหลายท่าน ดังตัวอย่างเช่น

                 

    ชื่อ กลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ

    ความหมาย คำจำกัดความ

    เอกวิทย์(2511, 108)

    หลักสูตร หมายถึง ประมวลประสบการณ์ทั้งหมดที่จัดให้กับเด็กได้ เรียนเนื้อหาวิชา เจตคติแบบพฤติกรรม กิจวัตร สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อประมวลกันเข้าแล้วก็จะเป็นประสบการณ์ที่ผ่านเข้าไปในการรับรู้ของเด็ก หลักสูตร คือสิ่งใดก็ตามซึ่งมุ่งหวังจะเกิดการเรียนรู้แก่เด็ก

    เซเลอร์และอเลกซานเดอร์

    ( Saylor and Alexander, 1959: 4)

    หลักสูตร หมายถึง บรรดาความหมายพยายามทั้งหมดของโรงเรียนในการที่จะก่อให้เกิดผลการเรียนที่โรงเรียนพึงปรารถนา ทั้งในสถานการณ์ภายในและภายนอกโรงเรียน

    โบแชมพ์

    ( Beauchamp, 11968: 145)

    หลักสูตร หมายถึง เนื้อหาวิชาที่จะต้องเรียน ต้องสอน โดยมีการสร้างหลักสูตร รูปแบบของหลักสูตร ทฤษฎีหลักสูตร และแหล่งอ้างอิงพื้นฐาน

    นิสิตบัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของหลักสูตรจากกลุ่มบุคคล 6 กลุ่ม ในปี พ.ศ. 2513 พบว่า

    1.  กลุ่มครูอาจารย์ มีความเห็นว่า หลักสูตร คือ เครื่องกำหนดระดับและทิศทางให้ครูเป็นผู้ดำเนินการ

    2.  กลุ่มศึกษานิเทศก์ มีความเห็นว่า หลักสูตร คือ ประมวลกิจกรรมและประสบการณ์ทั้งหลายที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน ซึ่งทางโรงเรียนจัดขึ้น เพื่อให้เด็กเกิดการพัฒนาทุกด้าน

    3.  กลุ่มหัวหน้าสถานศึกษา มีความเห็นสอดคล้องกันกับกลุ่มศึกษานิเทศก์

    4.  กลุ่มผู้บริหารการศึกษา มีความเห็นว่า หลักสูตร คือ โอกาสในการเรียนรู้ที่ทางโรงเรียนจัดให้

    5.  กลุ่มนิสิตนักศึกษา มีความเห็นว่า หลักสูตร คือการจัดเตรียมระบบวิชา จำนวนวิชา ให้เหมาะสมกับกลุ่มของเด็ก

    6.  กลุ่มประชาชน มีความเห็นว่า หลักสูตร คือ การกำหนดวิชาให้แก่ผู้เรียนในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย

         จากทัศนะของกลุ่มบุคคลทั้ง 6 จะเห็นได้ว่า กลุ่มศึกษา นิเทศ และหัวหน้าสถานศึกษาเข้าใจความหมายของหลักสูตรในแนวที่กว้างที่สุด ส่วนกลุ่มที่เข้าใจความหมายของหลักสูตรในแนวที่แคบที่สุด คือ กลุ่มนิสิตนักศึกษา และกลุ่มประชาชน

    กูด ( Good, 1973: 7)

    ความหมายของหลักสูตร 3 ประการ คือ

                ประการแรก หลักสูตร คือ เนื้อหาวิชาที่จัดไว้เป็นระบบ ให้ผู้เรียนได้ศึกษา เช่น หลักสูตรสังคมศึกษา หลักสูตรศิลปศึกษา เป็นต้น ความหมายของหลักสูตรในข้อนี้ หมายถึง หลักสูตรเป็นวิชา ๆ

                ประการที่สอง หลักสูตร คือ เค้าโครงทั่วไปของเนื้อหาหรือสิ่งเฉพาะที่จะต้องสอน ซึ่งโรงเรียนจัดให้แก่เด็ก เพื่อให้มีความรู้จบชั้น หรือให้รับประกาศนียบัตร เพื่อให้สามารถเข้าเรียนต่อในทางอาชีพต่อไป ความหมายในข้อนี้ หมายถึง หลักสูตรทั้งฉบับรวมทุกวิชาเข้าด้วยกัน

                ประการสุดท้าย หลักสูตร คือ กลุ่มวิชาและการจัดประสบการณ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งนักเรียนได้เล่าเรียนภายใต้การแนะนำของโรงเรียนความหมายในข้อนี้ หมายถึง หลักสูตรทั้งฉบับซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาวิชาส่วนหนึ่งและประสบการณ์อีกส่วนหนึ่ง

    ภิญโญ ( 2516 : 270 )

    ความหมายในทัศนะของนักบริหารการศึกษาว่า หลักสูตร น่าจะหมายถึง โครงการศึกษาที่กำหนดให้นักเรียนเรียนรู้และพัฒนาตนเองตามแผนการศึกษาหรือโครงการศึกษาที่โรงเรียนปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุผลทางการศึกษาตามแผนการศึกษานั่นเอง.... หลักสูตร คือ โครงการเตรียมนักเรียนหรือเยาวชนของชาติ ให้เป็นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพของสังคม สังคมแต่ละสังคมไม่จำเป็นที่จะต้องการหรือมีความจำเป็นเหมือนกัน สังคมไทยย่อมแตกต่างจากสังคมอเมริกันและสังคมอื่น ๆ หลักสูตรไทยจึงต้องอาศัยกฏเกณฑ์ที่ได้ศึกษารวบรวมมาจากสภาพความต้องการและสภาพความจำเป็นของสังคมไทย การแปลวัสดุของหลักสูตรไทยไม่จำเป็นที่จะนำมาใช้ให้ดีในสภาพสังคมไทย

     

    กมล ( 2516 : 20 )

    หลักสูตร มิได้หมายความแต่เพียงหนังสือ หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ยังมีความหมายถึงกิจกรรมและประสบการณ์ทั้งหลายที่จัดให้กับเด็ก  ซึ่งรวมถึงการสอนของครูต่อนักเรียนด้วย

     

    วิชัย ( 2521 : 2 )

    ความหมายของหลักสูตร  4 ประการ คือ

                1.  รายการที่ทางโรงเรียนกำหนดสอน และรวมทั้งวัสดุหลักสูตรอื่น

                2.  รายวิชาที่สอนให้กับเด็ก

                3.  รายวิชาที่ทางโรงเรียนเปิดสอน

                4.  การวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งทางโรงเรียนจัดเสนอแนะขึ้นไว้

     

    (กรมวิชาการ 2521 : 10 )

    หลักสูตรโดยทั่วไปอาจมีความหมายอย่างน้อย 2 ลักษณะคือความหมายในวงแคบและความหมายในวงกว้าง ความหมายในวงแคบ หมายถึง  วิชาและเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เรียนในแต่ละชั้นมากน้อยเพียงใด จะต้องเรียนอะไรบ้าง

     

    (กรมวิชาการ 2521 : 10 )

    ในความหมายกว้าง ๆ หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์ทั้งมวลที่เรียน จัดให้กับนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้ มีทักษะ เกิดความคิดและเจตคติที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

     

    ชวาล ( 2518 : 16 )

    หลักสูตร เป็นผู้กำหนดขนาด ระดับ และทิศทางของการศึกษา ให้ครูเป็นผู้ดำเนินตามหลักสูตร จึงมีความสำคัญเหมือนคัมภีร์ของการสอน การปรับปรุงและทุกเรื่องของการศึกษา

     

    ก่อ ( 2514 : 13 )

    หลักสูตร หมายถึงสิ่งที่บัญญัติให้ครูสอนในโรงเรียน กิจกรรมที่ทำการสอนการเรียนกันจริง ๆ ซึ่งรวมถึงการวัดผลด้วย

     

    ชวาล ( 2518 : 16 )

    ก่อ ( 2514 : 13 )

                จะเห็นได้ว่า ทัศนะของชวาล และก่อ เน้นความหมายของหลักสูตรในแง่ที่เกี่ยวกับการวัดผลเป็นหลัก นอกจากนั้นยังเน้นที่กิจกรรมการเรียนการสอนควบคู่กันไปด้วย

     

    ( ไพฑูรย์ 2521 : 43 )

    ในทางปฏิบัติแล้วการให้คำนิยามและความหมายจะแตกต่างกันตามระดับของการศึกษา เพราะขอบเขตและภาระหน้าที่ของการศึกษาในแต่ละระดับนั้นแตกต่างกัน

    ประถมศึกษา การให้ความหมายของหลักสูตรมักจะครอบคลุมประสบการณ์ทั้งหมดและทุกอย่างที่โรงเรียนจัดขึ้น เพราะเด็กอยู่ในสายตาและการดำเนินการของครูอยู่ตลอดเวลา สูงขึ้นมาใน

    ระดับมัธยม การทำความเข้าใจในเรื่องหลักสูตรเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย โดยหลักสูตรจะหันมาเน้นเรื่องเนื้อหาและกิจกรรมในห้องเรียนมากขึ้น และมีการแยกกิจกรรมนอกห้องเรียนออกมาเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร

    ระดับอุดมศึกษา หลักสูตรจะเน้นพิเศษ ในเรื่องของเนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหารวมทั้งกิจกรรมที่ดำเนินไปเพื่อเนื้อหาดังกล่าวทั้งนี้เพราะชีวิตนอกห้องเรียน นอกเหนือจากเนื้อหาแล้ว ผู้สอนหรือครูจะมีบทบาทน้อย ผู้เรียนมีกิจกรรมที่จะรับและเลือกโดยเสรี

               

     

    สรุป หลักสูตร คือ มวลประสบการณ์ทั้งหลายที่สถาบันจัดให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในการให้ความหมายของหลักสูตรตามที่กล่าวมาแล้ว จำแนกได้เป็น 3 แนวทาง คือ

    1.    หลักสูตร คือ หลักสูตร ( Curriculum as a curricular) หลักสูตรในความหมายนี้มีความคิดที่หยุดนิ่ง

    คงที่ เพราะเป็นหลักการ (Principle) ยากต่อการที่จะแก้ไขหรือปรับปรุง เปลี่ยนแปลง อันเป็นลักษณะของหลักสูตรไทย ซึ่งไม่ค่อยจะมีการเปลี่ยนแปลง

    2.    หลักสูตร เป็นเนื้อหาวิชาที่จะต้องสอน ( Curriculum as a field of study) หลักสูตรในแง่นี้ หมาย

    ถึง ศาสตร์ วิชา หรือเนื้อหาวิชา ที่จะต้องมีการเรียนการสอน

    3.    หลักสูตร เป็นระบบ ( Curriculum as a system) หลักสูตรใน ความหมายนี้ จะเป็นระบบ ระเบียบ

    เป็นกระบวนการโดยการส่งวัตถุดิบเข้าไปสู่กระบวนการ แล้วจึงจะได้ผลผลิตที่สมบูรณ์

                แนวความคิดเรื่องระบบเกี่ยวกับหลักสูตร  ในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียนนั้น เซเลอร์และอเล็กซานเดอร์

    ( Saylor & Alexander, 1959: 22) ได้เขียนแผนภูมิ ไว้ดังนี้

     

     

     

    ภาพที่  4.1 ระบบหลักสูตรในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียนของเซเลอร์และอเล็กซานเดอร์

    ( Saylor & Alexander, 1959: 22)

     

    4.2  องค์ประกอบของหลักสูตร

                องค์ประกอบของหลักสูตร นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ความหายของหลักสูตรสมบูรณ์เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การประเมินผลและการปรับปรุงพัฒนา

     

    ทฤษฎี แนวคิด

    องค์ประกอบ

    ทาบา ( Taba, 1962: 4)

    หลักสูตรประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

                1.  วัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์เฉพาะวิชา

                2.  เนื้อหาและจำนวนชั่วโมงสอนแต่ละวิชา

                3.  กระบวนการเรียนการสอน

                4.  โครงการประเมินผลการสอนตามหลักสูตร

    โบแชมพ์

    ( Beauchamp, 1968: 108)

    องค์ประกอบของหลักสูตรในแง่ของระบบ คือ

                1.  ระบบเนื้อหา

                2.  ระบบการสอน

                3.  ระบบของการประเมินผล

    นักบริหารการศึกษา

    ( Ragan, 1953: 113)

     

    หลักสูตรในทัศนะของนักบริหารการศึกษาจะประกอบด้วย

                1.  วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

                2.  โครงสร้างของหลักสูตร

                3.  เนื้อหาของหลักสูตร

                4.  วัสดุประกอบหลักสูตร

                5.  กระบวนการเรียนการสอนให้เป็นไปตามหลักสูตร

    นักการศึกษา

    หลักสูตรเน้นที่กระบวนการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนที่วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม คือ

                1.  วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

                2.  กิจกรรมการเรียนการสอน

                3.  การประเมินผล

    กมล (2517 : 32 - 39 )

    หลักสูตรจะเน้นในแง่ของการสอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของหลักสูตรที่ครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ดำเนินการสามารถที่จะดัดแปลงแก้ไขได้ แต่ต้องให้สอดคล้องกับหลักสูตรแม่บทใหม่

                 

                ในการสร้างหลักสูตรหรือการพัฒนาหลักสูตรทุกชนิดทุกระดับ  นักการศึกษาหรือนักพัฒนาหลักสูตร จะยึดหลักในการสร้าง 5 แนวทางด้วยกัน คือ

                1.  ยึดเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ( Subject Matter Approach) ถือการเน้นเนื้อหาสาระของวิชาการมากเป็นพิเศษ

                2.  ยึดกิจกรรมร่วมหลักสูตรเป็นแนวทาง ( Co-Curriculum Approach)

                3.  ยึดตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง ( Child Center Approach) คือ กำหนดหลักสูตรให้ยืดหยุ่นได้ เปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก

                4.  ยึดสังคมเป็นหลักโดยให้ปรับตัวเข้ากับสังคมให้ได้ ( Child-Adjustment Approach) ถือเอาความต้องการของสังคมเป็นศูนย์กลางของหลักสูตรแบบนี้ ถ้าสังคมต้องการอย่างไรก็กำหนดลงไปในหลักสูตรอย่างนั้น และให้เด็กเรียนตามที่กำหนด

                5.  ยึดแนวผสม ( Synthesis of Approach) คือ เอาทุกแบบมาผสมผสานกันเพื่อความพอเหมาะพอดี

                หลักสูตรของประเทศไทย ได้พยายามยึดแนวผสมผสานตรมแนวทางที่ 5 แต่ ค่อนข้างจะยึดสังคมเป็นศูนย์กลางมากเป็นพิเศษ ตามแนวทางที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรประถมศึกษา และมัธยมศึกษา พ.ศ. 2521 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ( ภิญโญ 2521 : 142 - 143 )

     

    4.3  ชนิดหรือประเภทของหลักสูตร

                นักการศึกษาได้จัดแบ่งชนิดหรือประเภทของหลักสูตรไว้ต่าง ๆ กันหลายอย่าง การที่จะพิจารณาว่าหลักสูตรชนิดหรือประเภทใดดีที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะหลักสูตรแต่ละประเภทนั้นก็เนื่องมาจากการสร้างหลักสูตรแต่ละครั้งต่างยุคต่างสมัยกัน และต่างก็อาศัยพื้นฐานที่แตกต่างกันด้วย ผลที่ออกมาจึงไม่เหมือนกัน จึงทำให้หลักสูตรมีหลายชนิดดังตัวอย่างต่อไปนี้

    ผู้เชี่ยวชาญ

    ชนิดหรือประเภทหลักสูตร

    สมิธ สแตนเลย์ และชอร์ส ( Smith, Stanley and Shores, 1957: 425 - 450) ได้แบ่งชนิดหรือประเภทของหลักสูตร ไว้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

    1.  หลักสูตรแบบรายวิชา ( The Subject Matter Curriculum)

    1.1  หลักสูตรแบบหมวดวิชา

    ( The Broad field Curriculum)

    1.2  หลักสูตรแบบส้นสัมพันธ์

    ( Correlated Curriculum)

    2.  หลักสูตรแบบกิจกรรม ( Activity Curriculum)

    3.  หลักสูตรแบบแกนกลาง ( Core Curriculum)

    ทาบา ( Taba, 1962: 398) ได้แบ่งชนิดหรือประเภทของหลักสูตรไว้เป็น 5 อย่างดังนี้

    1.     หลักสูตรแบบรายวิชา

    ( The Subject Matter Curriculum)

    2.     หลักสูตรแบบหมวดวิชา

    ( Broad field Curriculum)

    3.  หลักสูตรยึดกระบวนการทางสังคมและการดำเนินชีวิต

    ( Curriculum Based on Social Processes and Life Function)

    3.     หลักสูตรที่ยึดกิจกรรมและประสบการณ์

    ( The Activities and Experience Curriculum)

    5.  หลักสูตรแบบแกนกลาง ( Core Curriculum)

     

    สุจริต ( 2522 : 3 ) ได้จัดแบ่งหลักสูตร ไว้เป็น 7 อย่าง ด้วยกัน คือ

     

    1.  หลักสูตรเนื้อหาวิชา

    2.  หลักสูตรหมวดวิชา

    3.  หลักสูตรสหสัมพันธ์

    4.  หลักสูตรบูรณาการ

    5.  หลักสูตรหมวดวิชากว้าง

    6.  หลักสูตรประสบการณ์

    7.  หลักสูตรแกนกลาง

    วิชัย ( 2521 : 7 )ได้จัดแบ่งหลักสูตรไว้เป็น 7 อย่างด้วยกัน คือ

    1.  หลักสูตรแบบรายวิชา

    2.  หลักสูตรแบบหมวดวิชา

    3.  หลักสูตรเน้นหลักวิชาการทางชีวิตและสังคม

    4.  หลักสูตรแบบกิจกรรมและประสบการณ์

    5.  หลักสูตรแบบแกนวิชา

    6.  หลักสูตรแบบเอกัตภาพ

    7.  หลักสูตรแบบส่วนบุคคล

     Ellich, (1970: 72)

    จากตัวอย่างข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่าหลักสูตรมีมากมายหลายประเภท นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีหลักสูตรแบบที่เลือกเอาส่วนดีของหลักสูตรแบบต่าง ๆ มาผสมผสานกัน และหลักสูตรแบบตาข่าย ( Network)

     

                ถ้าจะประมวลหลักสูตรดังกล่าวแล้ว จะมีชนิดหรือประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

                1.  หลักสูตรแบบรายวิชา ได้แก่ การจัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรแบบแยกออกเป็นรายวิชาต่าง ๆ และสอนแยกกันไปแต่ละวิชา

                2.  หลักสูตรแบบหมวดวิชา ได้แก่ การจัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรให้มีความสัมพันธ์กันในขอบข่ายความรู้อย่างกว้าง ๆ เป็นการจัดแบบผสมผสานความรู้ในเครือเดียวกัน

                3.  หลักสูตรแบบแกนกลางหรือแกนวิชา เป็นการจัดเนื้อหาสาระของหลักสูตร ให้มีความสัมพันธ์มากขึ้นกว่าแบบหมวดวิชา

                4.  หลักสูตรแบบยึดกระบวนการทางสังคม เป็นการจัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของคนในสังคมนั้นโดยตรง

                5.  หลักสูตรแบบยึดกิจกรรมและประสบการณ์ เป็นการจัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรโดยยึดกิจกรรมการเรียนการสอนและประสบการณ์เป็นหลัก

                6.  หลักสูตรแบบเอกัตภาพ ได้แก่ การจัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรให้เป็นไปตามความเหมาะสมและความต้องการของแต่ละคน

                หลักสูตรที่ประมวลได้นี้ จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณารูปแบบและโครงสร้างที่แตกต่างกันในเรื่องของ

                1.  ปรัชญาการศึกษา

                2.  จุดประสงค์

                3.  เกณฑ์การเลือกเนื้อหา

                4.  หลักการจัดเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้

                5.  วิธีการเรียนและการสอน

                6.  การประเมินผล

                หลักสูตรทุกชนิด ทุกประเภท และทุกรูปแบบ จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ

                1.  มีจุดประสงค์ของการศึกษาโดยทั่วไปและจุดประสงค์เฉพาะ ทั้งระดับชั้นและเฉพาะวิชา

                2.  มีเนื้อหาวิชาที่ได้คัดเลือกและจัดระเบียบ วางลำดับไว้อย่างเหมาะสมตามทฤษฎีการเรียนรู้

                3.  มีคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะในการประเมินผลการเรียนการสอน

                ( ภิญโญ 2521 : 240 - 241 )

                ในการจัดหลักสูตรว่าจะใช้หลักสูตรชนิดประเภทหรือแบบใดนั้น จะต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ที่กำหนดไว้จะใช้หลักสูตรชนิด ประเภท หรือแบบเดียวนั้น อาจจะไม่สนองตอบได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงควรจะได้มีการวิเคราะห์หลักสูตรที่จะนำมาใช้

    4.4  ความหมายของการวิเคราะห์หลักสูตร

                การวิเคราะห์หลักสูตร คือ การศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ ของหลักสูตรว่าควรนำไปใช้ได้เพียงใด อาจจะทำได้ทั้งก่อนและหลังการนำหลักสูตรไปใช้

    4.5  ประเภทของการวิเคราะห์หลักสูตร

                การวิเคราะห์หลักสูตรโดยทั่วไป มี 2 ประเภท ซึ่งแตกต่างกันตรงวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์

    1.     การวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อการอธิบายลักษณะส่วนประกอบของหลักสูตร

    2.     การวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อตัดสินความเหมาะสม

    4.6  การวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อการอธิบายลักษณะส่วนประกอบของหลักสูตร

    ผลการวิเคราะห์ประเภทนี้ มักจะใช้ในการอธิบายวัสดุการเรียนต่าง ๆ เปรียบเทียบกัน โดยที่ผู้วิเคราะห์ไม่ตัดสินคุณค่าของวัสดุการเรียนแต่ละเล่มแต่ละชุด หากแต่แสดงการเปรียบเทียบไว้ เพื่อให้ผู้ที่จะเลือกใช้วัสดุการเรียนได้พิจารณาเองว่า วัสดุอุปกรณ์การศึกษาเล่มใดเหมาะที่สุดสำหรับการนำมาใช้

                วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์หลักสูตรประเภทนี้ ก็คือ เพื่อพิจารณาดูว่าหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีอะไรที่ดีอยู่แล้วและน่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือมีข้อบกพร่องอะไร อย่างไรที่ควรจะปรับปรุงแก้ไข อะไรบ้างที่ล้าสมัย ไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ควรตัดออก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประกอบกับการพิจารณาผลการศึกษาวิจัยของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ทำการวิจัยไว้

    4.7  ตัวอย่างการวิเคราะห์เพื่ออธิบายลักษณะของส่วนประกอบของหลักสูตร ระบบการวิเคราะห

    หลักสูตรของสตีเวนส์และมอริสเซทท์     สตีเวนส์และมอริสเซทท์ ( Stevens & Morrissette, 1967) ได้สร้างระบบการวิเคราะห์หลักสูตรขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1966 เพื่อวิเคราะห์เอกสารหลักสูตร ( Curriculum materials)

    ในวิชาสังคมศาสตร์ ประกอบด้วยองค์ประกอบใหญ่ 3 องค์ประกอบ ด้วยกัน คือ

                1.  เหตุผล

                การศึกษาและบันทึกว่า ทำไมเอกสารหลักสูตรชุดนั้นจึงมุ่งสนองวัตถุประสงค์บางวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ

                2.  จุดประสงค์ทั่วไป

                การตั้งวัตถุประสงค์อย่างกว้าง ๆ ว่าหลักสูตรต้องการสร้างให้เกิดอะไรขึ้น

                3.  จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

                การบ่งชี้ผลโดยเฉพาะเจาะจง ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในรูปพฤติกรรมของผู้เรียน ที่สามารถสังเกตได้

                4.  โครงสร้างของเอกสารหลักสูตร

                    4.1  ด้านเนื้อหา : ศึกษาโครงสร้างของเนื้อหาหลักสูตร และการเรียงลำดับเนื้อหา

                    4.2  ด้านความรู้สึก : ศึกษาเจตคติและค่านิยมต่าง ๆ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างเจตคติและค่านิยม

    เหล่านั้นที่ปรากฏอยู่หรือแฝงอยู่ในเอกสาร

                5.  กลวิธีการสอนของครู ทฤษฎีการเรียนรู้

                ศึกษาเอกสารเพื่ออธิบายเหตุผลในสิ่งที่ครูและผู้เรียนปฏิบัติ (กระทำ)

                6.  การประเมินผล

                การรวบรวมข้อตัดสินว่า วัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ได้กำหนดไว้ถูกต้องบรรลุผล

    มากน้อยเพียงใดพร้อมทั้งคำอธิบายว่าเหตุใดจึงจะรู้ได้ว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว

                7.  ความสามารถของครูและการฝึกอบรมครู

                ความจำเป็นในการฝึกอบรมครู เพื่อให้สามารถใช้วัสดุหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                8.  การลงทุน

                พิจารณาการลงทุนในแง่ของเงินค่าวัสดุ อุปกรณ์ และการฝึกอบรมครู และในด้านจิตใจ คือ ความเคร่ง

    เครียดหรือเหนื่อยล้าของทั้งตัวบุคคลและหน่วยงาน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหาร

    ห้องเรียน โรงเรียน และระบบโรงเรียน

                ต่อมาสตีเวนส์และมอริสเซทท์ ได้ปรับปรุงระบบการวิเคราะห์หลักสูตรของเขาเสียใหม่ ในปี ค.ศ. 1967 โดยเพิ่มบางหัวข้อเข้าด้วยกัน และเรียกชื่อว่า ระบบวิเคราะห์เอกสารหลักสูตร(Curriculum Materials Analysis System) ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้

     

     

       

    ภาพที่ 4.2 ระบบวิเคราะห์เอกสารหลักสูตรของสตีเวนส์และมอิสเซทท์

    (Curriculum Material Analysis System : 1967)

     

    1.    ลักษณะเชิงบรรยาย ประกอบด้วยหัวข้อย่อย  7 หัวข้อ ได้แก่

                    1.1  ชนิดต่าง ๆ ของสื่อ : ระบุสื่อชนิดต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นเอกสารหลักสูตร เช่น

    มีหนังสือกี่เล่ม อะไรบ้าง มีคู่มือหรือไม่ มีอุปกรณ์ประกอบอะไรบ้าง เช่น ภาพยนตร์ แผ่นเสียง เป็นต้น

                    1.2  แหล่งผลิตสื่อ : ใครเป็นผู้ผลิตสื่อ ผู้เขียนเป็นใคร มีคุณวุฒิและประสบการณ์ในด้านวิชาที่ผลิตเพียงใด บริษัทใดเป็นผู้พิมพ์

                    1.3  เวลาที่ใช้ในการเรียนการสอนเอกสารหลักสูตรชุดนั้น : ระบุเวลาไว้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด จะสอนบางส่วนแยกเป็นหน่วยอิสระได้หรือไม่

                    1.4  รูปแบบของเอกสาร : ระบุว่าเอกสารนั้นมีรูปแบบการเขียนอย่างไร เช่น ขีดเส้นใต้คำศัพท์ใหม่ ๆ มีสรุปย่อตอนท้ายของบท เป็นต้น

                    1.5  ราคา : ราคาคิดเป็นเงินโดยเฉลี่ย ถ้าครูจะใช้เฉลี่ยแล้วจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด ถ้าผู้เรียนใช้จะเสียเฉลี่ยเท่าใด

                    1.6  ความสะดวกในการจัดหา : ระบบการจำหน่ายสื่อชนิดต่าง ๆ เป็นอย่างไร จะสามารถซื้อหาให้ด้วยวิธีใด

                    1.7  ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพ : สื่อเหล่านั้นมีการตรวจสอบคุณภาพบ้างหรือไม่ เพียงใดมีรายงานผลการศึกษาหรือไม่

    2.    หลักการและจุดประสงค์  เหตุใดผู้เขียนจึงสร้างเอกสารชุดนี้ขึ้นมา จุดประสงค์ที่คาดหวังไว้มีอะไร

    บ้าง

                    2.1  หลักการ : วิเคราะห์ดูว่าผู้เขียนมีสมมติฐานเกี่ยวกับจุดประสงค์ของการศึกษาที่เกี่ยวกับผู้เรียนและสังคมอย่างไรบ้าง มีข้อสมมติฐานเกี่ยวกับสังคมทั้งในทางตรงและทางอ้อมว่าอย่างไรบ้างรวมมทั้งข้อสมมติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคมด้วย วิเคราะห์ดูความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์และข้อสมมติฐาน และดูทัศนะของผู้เขียนว่าหลักสูตรช่วยให้จุดประสงค์ของบุคคลและสังคมบรรลุได้อย่างไร

                    2.2  จุดประสงค์ทั่วไป : จุดประสงค์ทั่วไปของสื่อต้องการให้ผู้เรียนบรรลุผลอะไรบ้างจากการใช้ ผู้เรียนควรจะมีความสามารถทางความรู้โดยทั่วไปอะไรบ้าง ทางเจตคติอะไรบ้าง

                    2.3  จุดประสงค์เฉพาะ : จุดประสงค์เฉพาะด้านความรู้และสติปัญญานั้นกำหนดให้ผู้เรียนทำอะไรได้บ้างในด้านความรู้ ความเข้าใจ การนำเอาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินผล ในด้านเจตคติและค่านิยมผู้เรียนควรจะเกิดในลักษณะใด มากน้อยเพียงใด เช่น ในด้านรู้สึกตระหนักต่อคูณค่าหรือสนองตอบด้วย หรือให้คุณค่า เป็นต้น

                    2.4  จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม : ถ้อยคำที่ใช้ในจุดประสงค์เฉพาะแสดงพฤติกรรมของผู้เรียนในลักษณะที่สังเกตเห็นได้ชัดหรือวัดได้หรือไม่ ได้จัดทำคู่มือแนวทางการสังเกตและการวัดให้ด้วยหรือไม่ มีแบบทดสอบหรือไม่

    3.    เงื่อนไขก่อนสอน  สื่อที่สร้างขึ้นมีเงื่อนไขเฉพาะอะไรบ้างที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้

                    3.1  คุณลักษณะของผู้เรียน : ประเภทของผู้เรียนที่จะ ใช้สื่ออย่างได้ผลเป็นพวกใด เด็กในเมืองหรือชนบท ชาวจีนหรือชาวไทย สมรรถภาพพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนมีอะไรบ้าง ระดับความรู้ความสามารถทางสังคมและทางทักษะขั้นต่ำที่จำเป็นมีแค่ไหน

                    3.2  ความสามารถของครู : ครูที่จะใช้สื่อจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ต้องมีประสบการณ์สอนนานเท่าใด ต้องมีทักษะพิเศษหรือไม่

                    3.3  ชุมชน : เนื้อหาในหลักสูตรเหมาะสมกับชุมชนเพียงใด

                    3.4  สถาบันการศึกษา : สื่อและวิธีการที่เขียนไว้ต้องใช้เครื่องช่วยอะไรบ้าง ต้องการห้องเล็กหรือห้องใหญ่ ต้องใช้เครื่องมือพิเศษไหม ต้องใช้ห้องสมุดเป็นพิเศษหรือไม่

                    3.5  ความต่อเนื่อง : สื่อเหมาะสมกับหลักสูตรที่อยู่ในชั้นต่ำหรือชั้นสูง หรือไม่เหมาะสมกับวิชาอื่นที่เรียนพร้อมกันหรือไม่

    4.    เนื้อหา  มีเนื้อหาสาระอะไรบ้างที่ต้องการให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงในด้านความรู้ ทักษะและเจตคติ

    4.1  โครงสร้างด้านความรู้ : มีเนื้อหาอะไรบ้างทัศนะโดยส่วนรวมของผู้เขียนเกี่ยวกับมโนภาพหรือแนว

    ความคิด กระบวนการ และเนื้อหาข้อเท็จจริง มีไว้ อย่างไร ส่วนใดที่เขาต้องการสอนผู้เรียน สื่อได้บรรจุเนื้อหาที่เป็นความคิดรวบยอด กระบวนการและข้อเท็จจริงไว้เพียงใด ผลที่อาจเกิดขึ้นทางด้านความรู้นั้นน่าจะมีอะไรบ้าง

    4.2  เนื้อหาด้านความรู้สึก : ผู้เขียนมีทัศนะ เกี่ยวกับเนื้อหาด้านความรู้สึกอย่างไรและเขา

    ต้องการจะสอนส่วนไหนแก่ผู้เรียน เขาพยายามสอนค่านิยมโดยตรง หรือสอนเกี่ยวกับค่านิยม ค่านิยมเป็นชนิดใด ผลที่เกิดขึ้นทางด้านความรู้สึกมีอะไรบ้าง

                5.  ทฤษฎีการสอนและยุทธวิธีการสอน ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้างโดยทางตรงหรือทางอ้อม มียุทธวิธีการสอนอะไรบ้าง สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการเรียนรู้อย่างไร

                    5.1  พื้นฐานของผู้เขียน : ผู้เขียนยึดทฤษฎีอะไรเป็นหลักในการเรียนรู้ การสอนและการสร้างหลักสูตร

                    5.2  สาระของทฤษฎีการสอนและการนำมาใช้ในยุทธวิธีการสอน : มีการสร้างความพร้อมอย่างไรบ้าง ความรู้มีโครงสร้างและรูปแบบอย่างไร และมีลำดับขั้นตอนสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้หรือไม่ การเสริมกำลังใจในการเรียนมีลำดับและรูปแบบอย่างไร

                    5.3  รูปแบบการสอนหรือวิธีสอน มีรูปแบบการสอนที่ยึดเป็นหลักหรือไม่ เช่น

                         5.3.1  จากครูไปสู่ผู้เรียน ใช้การอธิบาย หรือการสาธิต

                         5.3.2  จากแหล่งวิทยากรไปสู่ผู้เรียน ใช้หนังสือ หรือภาพยนตร์หรือวีดีโอเทป

                         5.3.3  ครูกับผู้เรียนโต้ตอบระหว่างกัน ใช้การอภิปราย การศึกษาเฉพาะกรณีหรือการสัมมนา

                         5.3.4  ผู้เรียนกับผู้เรียนโต้ตอบระหว่างกัน ใช้การเล่นบทบาท การโต้วาที การแสดงจำลองแบบจริง

                         5.3.5  ผู้เรียนกับแหล่งวิทยากรโต้ตอบระหว่างกันใช้ห้องทดลอง เอกสาร บทเรียนสำเร็จรูป

                    5.4  การใช้รูปแบบการสอน  การใช้รูปแบบการสอนนั้นมีลักษณะอย่างไรมีความสมดุลในระหว่างรูปแบบหรือไม่ เหมาะสมตามทฤษฎีการสอนหรือไม่

                6.  การพิจารณารวบยอด  จากการวิเคราะห์ดังกล่าว  ร่วมกับข้อมูลจากแหล่งภายนอกสามารถจะประเมินผลโดยส่วนรวมเกี่ยวกับสื่อ หลักสูตร ได้อย่างไรบ้าง

                    6.1  แหล่งข้อมูลประเมินผล นักวิเคราะห์สรุปว่าอย่างไร นักประเมินผล นักวิจัยว่าอย่างไร  จากการสังเกตการสอนในห้องโดยครูและผู้อื่นมีความเห็นว่าอย่างไร มีข้อมูลเกี่ยวกับผลที่เกิดนอกห้องเกี่ยวกับการใช้สื่อบ้างหรือไม่

                    6.2  ผลที่นักวิเคราะห์ทำนายและนักสังเกตรายงานไว้ ผลด้านความรู้ ด้านความรู้สึกและด้านสังคมที่มีต่อนักเรียนอย่างไรบ้าง ครูผู้ใช้มีประสบการณ์ในการใช้อย่างไร ต้องฝึกอบรมเฉพาะหรือไม่ ผลที่มีต่อชั้นอื่น ๆ และทั้งโรงเรียนเป็นอย่างไร ผลต่อชุมชนเป็นอย่างไร

                    6.3  การเปรียบเทียบ เมื่อเปรียบเทียบรายงานผลที่เกิดกับความตั้งใจของผู้เรียนและผลปรากฏว่าอย่างไร เมื่อเทียบกับผลของหลักสูตรอื่นกับเกณฑ์ในการวิเคราะห์อื่นแล้วเป็นอย่างไร

    6.4  การเสนอแนะการใช้ มีข้อเสนอแนะ อะไรบ้างที่เกี่ยวกับเงื่อนไข ของการใช้สื่อในสภาพอย่างไร ที่ควรใช้หรือไม่ควรใช้ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุด

     

    4.8  การวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อตัดสินความเหมาะสม

                การวิเคราะห์ อาจจะวิเคราะห์องค์ประกอบเพียงบางองค์ประกอบ เช่น สื่อการเรียน หรือวิเคราะห์ทั้งหลักสูตร คือวิเคราะห์ทุกองค์ประกอบก็ได้

                การวิเคราะห์ลักษณะนี้ จะต้องมีเกณฑ์ที่วางไว้อย่างชัดเจนว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ของหลักสูตรที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร  หลังจากนั้นจึงนำองค์ประกอบของหลักสูตรที่ต้องการวิเคราะห์ มาศึกษาดูว่ามีลักษณะดีตามที่ได้วางเกณฑ์ไว้หรือไม่

                ตัวอย่างการวิเคราะห์หลักสูตรที่ตัดสินความเหมาะสม

     

     

    ภาพที่ 4.3 ระบบวิเคราะห์หลักสูตรที่ตัดสินความเหมาะสมของกาว( Gow, 1976) แห่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเรียนรู้

    ( The Learning Research and Development Center - LRDC) มหาวิทยาลัยพิทสเบอร์ก

     

    4.9  ระบบการวิเคราะห์หลักสูตรของกาว        กาว ( Gow, 1976) แห่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (The Learning Research and Development Center - LRDC) มหาวิทยาลัยพิทสเบอร์ก ได้สร้างระบบการวิเคราะห์หลักสูตรขึ้นมา เรียกว่า “Intrinsic Analysis Model” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการวิเคราะห์เพื่อตัดสินคุณภาพของหลักสูตร การวิเคราะห์หลักสูตรระบบนี้มีลักษณะที่เด่น คือ

    4.9.1.    วิเคราะห์หลักสูตรโดยพิจารณาจากองค์ประกอบ 4 ประการ ซึ่งเป็นการมองในแง่ที่ต่างจา

    การวิเคราะห์หลักสูตรแบบอื่นที่เคยทำกันมา

    1      โอกาสในการเรียนรู้ ( Opportunity) โดยพิจารณาจาก

    1.1 โอกาสในการเรียนรู้เนื้อหาวิชา ( Opportunity for substantive learning) พิจารณาจาก

    1.1.1       มโนภาพหรือแนวความคิดที่สอน

    1.1.2       เนื้อหาที่สอน

    1.1.3       ทักษะที่สอน

    1.2 โอกาสในการเรียนรู้ที่เนื่องมาจากการใช้หลักสูตร ( Opportunity through curriculum

      Usage) พิจารณาจาก

    1.2.1       ความเข้มของวิธีการสอนที่ใช้

    1.2.2       การปรับปรุงได้ของหลักสูตร เพื่อให้สนองความต้องการที่ต่างกันของผู้เรียน

    2      สิ่งเร้า ( Motivators)

    2.1 การที่ผู้เรียนได้มีโอกาสนำทางตนเอง ( Self - direction) ประเมินผลด้วยตนเอง   

    (Self evaluation) และวางแผนการเรียน (Program planning)

    2.2 การที่ผู้เรียนได้รับการเสริมกำลัง ( Reinforcement) ทั้งจากภายนอกและที่เกิดขึ้นภายในตัว

      ผู้เรียนเอง

    2.3 ความหลากหลายของรูปแบบวิธีการสอนและยุทธิวิธีในการสอน

    3      โครงสร้างของหลักสูตร ( Structure)

    3.1 ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ของหลักสูตร กับลักษณะนิสัยและความต้องการของผู้เรียน

    3.2 ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับบทเรียน

    3.3 ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบ วัตถุประสงค์ และบทเรียน

    3.4 ความเหมาะสมในการกำหนดและจัดลำดับของวัตถุประสงค์ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย

     ( Terminal goals) ของหลักสูตร

    3.5 ความเหมาะสมในการให้แนวทางกับครู เพื่อวินิจฉัย และซ่อมเสริม ( Remedial) การเรียนของ

     ผู้เรียน

    4      สภาพการเรียนการสอน ( Instructional events)

    4.1 ความเหมาะสมของคู่มือครู ในการให้แนวทางการสอนและความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับครู

    4.2 ความเหมาะสมและความชัดเจนของเอกสารสำหรับผู้เรียน ในการให้แนวทางการเรียนรู้กับ

    ผู้เรียน

    4.3 ความสะดวกในการใช้ของแบบฟอร์มการบันทึกต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารการสอน

    4.4 ความเหมาะสมสอดคล้องระหว่าง กลวิธีในการสอน กับลักษณะของผู้เรียน

    4.9.2      การตัดสินคุณภาพของหลักสูตร  ได้วางเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน โดยใช้ทฤษฎีทางการศึกษา

    และจิตวิทยาทางการศึกษา เป็นพื้นฐานสำคัญ ในการกำหนดว่าหลักสูตรมีลักษณะอย่างไร ในขณะที่ทำการวิเคราะห์หลักสูตร โดยทั่วไปมักจะอาศัยความคิดเห็นของผู้วิเคราะห์แต่ละคนเป็นหลักใหญ่ การกำหนดกฎเกณฑ์โดยอาศัยทฤษฎีที่มีผู้ยอมรับ จะทำให้การตัดสินหลักสูตรมีเหตุผลมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

    4.9.3      ตารางวิเคราะห์หลักสูตร  ผู้สอนสามารถทำการวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อช่วยในการเตรียมแผน

    การสอนให้เหมาะสมได้ โดยการวิเคราะห์โครงสร้างของหลักสูตรจากรูปแบบการวิเคราะห์องค์ประกอบที่ 3 ของกาว

    ( Gow) โดยเน้นเรื่องความเหมาะสมสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหาและการประเมินผลการเรียนที่หลักสูตรกำหนดไว้

    ตารางวิเคราะห์หลักสูตร จะช่วยให้ผู้สอนทราบในเรื่องต่อไปนี้

                1.  จะเน้นพฤติกรรมด้านใดมากน้อยเพียงใด

                2.  จะให้เกิดพฤติกรรมใดในเนื้อหาส่วนใด เพียงใด

                3.  จะให้เวลากับเนื้อหาส่วนใด มากน้อยเพียงใด

                4.  จะจัดกิจกรรมอะไรจึงจะเกิดพฤติกรรมตามที่ต้องการ

                5.  จะประเมินผลอย่างไร

                ตารางวิเคราะห์จะกำหนดองค์ประกอบที่สำคัญของหลักสูตรไว้ 2 ด้าน คือ ด้านวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและด้านเนื้อหา

    1.    จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม  หลักสูตรที่ดีจะต้องมีจุดประสงค์ซึ่งวางไว้ให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือ

    ด้านความรู้ ( Cognitive Domain) ด้านความรูสึก (Affective Domain) และด้านทักษะ (Psychomotor Domain) ส่วนการจะเน้นด้านใดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับธรรมชาติของวิชา เช่น วิชาสังคมศึกษาจะเน้นในด้านความรู้กับด้านความรู้สึกมากกว่าด้านทักษะ ส่วนกลุ่มการงานและอาชีพจะเน้นทักษะมากกว่าด้านอื่น เป็นต้น

               

     

    ภาพที่ 4.4 แสดงหลักสูตรที่ดีจะต้องมีจุดประสงค์ซึ่งวางไว้ให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน

     

    1.1  ด้านความรู้( Cognitive Domain) อาจจำแนกได้หลายระดับ ได้แก่ ความรู้ความจำ

    (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การนำไปใช้ (Application) การวิเคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) และการประเมินผล (Evaluation)

    1.2  ด้านความรู้สึก( Affective Domain) ได้แก่ การตระหนัก ความนิยมชมชอบ เจตคติ และค่านิยม

    ของผู้เรียนที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือต่อวิชาที่เรียน

    1.3  ด้านทักษะ ( Psychomotor Domain) ได้แก่ การตัดสินใจปฏิบัติ และความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ

    ที่กำหนดไว้

    2      เนื้อหา ได้แก่ สาระหรือรายละเอียดที่หลักสูตรกำหนดไว้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือเกิดพฤติกรรมตามที่

    วัตถุประสงค์กำหนด เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องมืองานไม้ การอัดขยายภาพสี เป็นต้น  พฤติกรรมที่กำหนดไว้ในแต่ละเนื้อหาย่อมจะแตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหาและจุดประสงค์ ที่ต้องการ

                ในการวิเคราะห์หลักสูตรตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรนี้ ก่อนอื่นผู้วิเคราะห์จะต้องศึกษาวัตถุประสงค์ทั่วไปของกลุ่มวิชา และจุดประสงค์ของรายวิชาที่ต้องการสอนเสียก่อน แล้วจึงประมวลเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่เห็นว่าสอดคล้องกับจุดประสงค์ใหญ่ดังกล่าว  จากนั้นจึงพิจารณาถึงความสำคัญหรือน้ำหนักว่าควรจะเป็นจุดประสงค์ข้อใดในเนื้อหาใด ดังรายละเอียดต่อไปนี้

                1.  พิจารณาจุดประสงค์ของหมวดวิชาและจุดประสงค์รายวิชา เพื่อพิจารณาว่าการสอนเนื้อหาในแต่ละบทเรียนนั้นครูจะทำให้จุดประสงค์ย่อยสอดคล้องกับจุดประสงค์ใหญ่ในประการใดบ้าง

                2.  ประมวลจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่จะต้องสอนจากการพิจารณาในข้อ 1

                3.  พิจารณาเนื้อหาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรรายวิชาว่ามีหัวข้อใหญ่ ๆ และหัวข้อย่อยอะไรบ้าง

                4.  ให้ความสำคัญเป็นน้ำหนักหรือร้อยละของเนื้อหาที่เป็นหัวข้อใหญ่ก่อน แล้วจึงพิจารณาให้น้ำหนักหัวข้อย่อยในแต่ละหัวข้อ

                5.  ให้ความสำคัญเป็นน้ำหนักหรือร้อยละของพฤติกรรมในข้อ 2 ในด้านใหญ่ ๆ  เช่น  ในด้านความรู้ ด้านความรู้สึก ด้านทักษะ ว่าจะเน้นด้านใด ร้อยละเท่าใด

                6.  พิจารณารายละเอียดในตารางว่า เนื้อหาย่อยกับพฤติกรรมย่อยแต่ละชนิดควร มีน้ำหนักเป็นเท่าใด

                ตัวอย่างการวิเคราะห์หลักสูตรที่ตัดสินความเหมาะสมอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ

     

    2.1  การวิเคราะห์หลักสูตรเทคนิคปุยซอง ( The Puissance Analysis Techniques)

                เทคนิคปุยซอง เป็นวิธีการประเมินผลหลักสูตรแบบหนึ่งโดยการวิเคราะห์หลักสูตรในด้านองค์ประกอบ 3 ส่วน เพื่อตรวจสอบดูว่าหลักสูตรนั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะนำหลักสูตรไปใช่องค์ประกอบ 3-ส่วนที่สำคัญ คือ

                1.  จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ( Behavioral Objective)

                2.  กิจกรรมการเรียนการสอน ( Instructional Activity)    

                3.  การประเมินผล ( Assessment Task)

                องค์ประกอบทั้ง 3 ต้องมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน ( อาศัยแนวความคิดของTyler) โดยใช้ตารางปุยซอง วิเคราะห์ และคิดคำนวณโดยใช้สูตรของปุยซอง ผลที่ได้รับจะให้รู้ว่าคุณภาพของหลักสูตรอยู่ในระดับใด

                การวิเคราะห์หลักสูตร จะต้องรวบรวมวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม กิจกรรมการเรียน วัสดุประกอบการเรียนการสอน และเทคนิคการวัดผลต่าง ๆ ของหน่วยย่อยทั้งหมดลงในหลักสูตร เพื่อใส่ลงในตารางวิเคราะห์ปุยซอง ผลการวิเคราะห์จะเป็นตัวเลขชี้ให้เห็นว่าหลักสูตรมีคุณภาพอยู่ในระดับใด

                การวิเคราะห์หลักสูตรเทคนิคปุยซอง นี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยของนักการศึกษา 2 ท่านคือ กาเย่ ( Gagne) และวอลเบสเชอร์ ( Walbesser ) โดยอาศัยแนวความคิดของไทเลอร์และกาเย่        กาเย่ ได้กล่าวถึงองค์ประกอบการเรียนและพฤติกรรมการเรียนเป็น 2 มิติ คือ

                มิติที่ 1 สภาพการเรียนรู้ ( Condition of Learning ) มี 6 รูปแบบ ด้วยกันแต่ละรูปแบบจะให้ค่าการเรียนรู้แตกต่างกันตามลำดับ ดังนี้

                1.  การเรียนรู้แบบลูกโซ่ ( Chaining ) ครูมุ่งสอนให้ผู้เรียนได้รับความรู้ แบบนี้จะมุ่งสอนให้ผู้เรียนสามารถทำอะไรเป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่องไปได้ เช่น การท่อง การบรรยาย เห็นแล้วนึกออก มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน

                *  การวิเคราะห์หลักสูตรโดยใช้เทคนิคปุยซองนี้ ได้นำมาใช้ในเอเชียเมื่อปี ค.ศ. 1973 โดยที่องค์การมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( SEAMEO ) จัดการประชุมร่วมกันสร้างโปรแกรม “Introduction to System : A Prototype Unit” ซึ่ง ดร.แฮรอน ( Herron ) และดร.วอลเบสเชอร์

    ( Walbesser ) ได้ร่วมกันประเมินผลโปรแกรมนี้โดยใช้การวิเคราะห์เทคนิคปุยซอง

                2.  การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงโดยใช้คำพูด ( Verbal Association ) ครูที่มุ่งสอนให้ผู้เรียนได้รับความรู้แบบนี้จะมุ่งสอนให้รู้จักลำดับขั้นตอน และอธิบายเชื่อมโยงด้วยคำพูด เช่น การท่องกลอนใช้คำพูดเกี่ยวข้อง มีค่าเท่ากับ 2 คะแนน

                3.  การเรียนรู้แบบผสมผสาน ( Multiple Discrimination ) ครูมุ่งที่จะสอนให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานสิ่งที่เรียนมาได้ ต้องการให้จำแนกแยกแยะ เปรียบเทียบความแตกต่าง เช่น สามารถแยกภาพวาดกับภาพถ่ายได้ เป็นต้น มีค่าเท่ากับ 3 คะแนน

                4.  การเรียนรู้แบบแนวความคิดหรือมโนภาพ ( Concept ) ผู้เรียนที่ได้รับความรู้แบบนี้จะเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ถูกต้อง เช่น รู้ว่ายีราฟเป็นอย่างไร มีขา 4 ขา คอยาว เป็นต้น คือการรู้รายย่อย ๆ รู้ข้อมูล เกิดมโนภาพหรือแนวความคิด และสรุปได้ มีค่าเท่ากับ 4 คะแนน

                5.  การเรียนรู้แบบหลักการ ( Rule or Principle ) ความรู้ในขั้นนี้จะสามารถผสมผสานแนวคิดหลาย ๆ แนวเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดหลักการใหม่ รู้กฎเกณฑ์ เกิดความสนใจ สรุปหลักการได้ เช่น a - b = ( a - b ) ( a + b ) มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน

                6.  การเรียนรู้แบบแก้ปัญหา ( Problem Solving ) ขั้นนี้จะสามารถใช้ความรู้ที่ได้มาในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โลหะทุกชนิดเมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัว ดังนั้นรอยต่อของรางรถไฟจึงต้องเว้นระยะไว้เพื่อให้โลหะขยายตัว ป้องกันการโก่งตัวของเหล็ก เป็นความรู้ในระดับสูงสุด มีค่าเท่ากับ 6 คะแนน

                มิติที่ 2 มิติที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ ( Performance Verb ) มีผลมาจากความรู้ที่ได้รับทั้ง

    6 ขั้น ระดับของพฤติกรรมนี้แบ่งได้เป็น 3 ระดับ 9 ขั้นตอน คือ

                ระดับที่ 1 เป็นระดับพฤติกรรมที่ง่ายที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน ทั้ง 3 ขั้น คือ

                1.  การบอกชื่อ ( Name ) หรือชี้เพื่อแสดงถึงความสามารถจำในสิ่งที่เรียนได้ เช่น การเรียกชื่อสิ่งของได้ ครูชี้แล้วเด็กบอกชื่อได้

                2.  การเลือกหรือการบอกลักษณะ ( Identify ) ของสิ่งของ เช่น บอกลักษณะของม้าน้ำได้

                3.  การบอกกฎเกณฑ์ ( State a Rule ) บอกกฎเกณฑ์ที่ท่องไว้ได้ เช่นการท่องสูตรคูณโดยมากแล้วเป็นขั้นความรู้ขั้นข้อเท็จจริง ซึ่งเป็น Cognitive Domain เป็นส่วนใหญ่

                ระดับที่ 2 เป็นระดับพฤติกรรมการเรียนรู้มีค่าปานกลาง มี 2 ขั้น แต่ละขั้นมีค่าเท่ากับ 2 คะแนน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

                1.  การลำดับ ( Order ) หมายถึง การเรียงลำดับได้ถูกต้อง เช่น การเรียงลำดับตัวอักษรในบรรณานุกรมได้ เป็นต้น

                2.  การสาธิต ( Demonstrate ) แสดงให้ปฏิบัติ เช่น การสาธิตล้างฟิล์ม

                ระดับที่ 3 เป็นระดับพฤติกรรมทางการเรียนรู้ที่มีค่ามากที่สุด มี 4 ขั้นตอนด้วยกันแต่ละขั้นตอนมีค่าเท่ากับ 3 คะแนน คือ

                1.  การสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา ( Construct ) เช่น การสร้างรูปแบบจำลอง เป็นต้น

                2.  การบรรยาย ( Describe ) สามารถบรรยายได้ถูกต้องตามกำหนด เช่น บรรยายคุณลักษณะของครูที่ดี เป็นต้น

                3.  การแยกแยะ ( Distinguish ) ให้จำแนกแยกแยะประเภทของสิ่งของได้ เช่น ยางลบดินสอและยางลบหมึก

                4.  การใช้กฎเกณฑ์ ( Apply a rule ) คือ การเรียนรู้กฎเกณฑ์แล้วนำไปใช้ได้

    เช่น สีแดงผสมกับสีเหลืองเป็นสีส้ม เป็นต้น

                จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์หลักสูตรโดยใช้เทคนิคปุยซอง ในแต่ละองค์ประกอบ 3 อย่าง ที่สำคัญ

    (จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม กิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินผล )  ดังที่ได้กล่าวตอนต้นแล้ว ยังมีองค์ประกอบอีก 2 อย่าง คือ ชนิดหรือแบบของการเรียนรู้ ( Learning Type) และพฤติกรรมการเรียนรู้แตะละชนิดที่ปรากฏออกมาด้วย (ดูตารางวิเคราะห์เทคนิคปุยซอง)

                เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า เทคนิคปุยซองได้อาศัยแนวความคิดของไทเลอร์และกาเย่นั้น มีดังนี้คือในแต่ละส่วนของระบบการพัฒนาหลักสูตรจะต้องประกอบด้วยจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่า ระบบประเมินผลหลักสูตรและการสอนของไทเลอร์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า “Tyler Loop” และถ้าเรานำมาวิเคราะห์ในตาราง ซึ่งประกอบด้วยลำดับขั้นการเรียนรู้ และพฤติกรรมการเรียนรู้ ของกาเย่แล้ว ก็จะเป็นวิธีการวิเคราะห์หลักสูตรเทคนิคปุยซอง

                วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของหลักสูตรโดยใช้เทคนิคปุยซอง วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคปุยซอง มีขั้นตอนใหญ่ ๆ อยู่ 3 ขั้นตอน คือ

                1.  นำจุดประสงค์การเรียน กิจกรรมการเรียน และการประเมินผล ที่รวบรวมได้ทั้งหมดจากการพัฒนาหลักสูตรมาวิเคราะห์ดูว่าแต่ละหัวข้อของจุดประสงค์ กิจกรรมการเรียน และการประเมินผล ว่ามีชนิดหรือแบบของการเรียนรู้ และพฤติกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับใด แล้วจึงกรอกลงในตารางวิเคราะห์

    ( Puissance Analysis Matrix) ดูตารางที่ 4.1

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ตารางที่ 4.1 ตารางวิเคราะห์ปุยซอง ( Puissance Analysis Matrix)

     

              แบบความรู

     

    พฤติกรรม

    การเรียนรู้

     แบบลูกโซ่

       

    ( 1 )

    แบบเชื่อมโยงโดยใช้คำพูด

    ( 2 )

    แบบผสม

     

    ( 3 )

    แบบแนวคิด

     

    ( 4 )

    แบบหลักการ

     

    ( 5 )

    แบบแก้ปัญหา

     

    ( 6 )

    1.     การบอกชื่อ( Name )   

                                ( 1 )

    ก. 5

             = 1

    ก. 4

                 = 2

     

     

     

     

    2.     การเลือกหรือการบอกลักษณะ ( Identify )        

                               ( 1 )

    จ. 3

             = 1

     

     

    ก. 2

             = 4

     

     

    3.     บอกกฎเกณฑ์

    ( State a Rule )     ( 1 )

     

    จ. 1 จ. 2 จ. 8

    ก. 1 ก. 3 ก. 7

    ว. 1 ว. 2

                 = 16

     

     

     

    จ. 9

     

     

              = 6

    4.     การลำดับ ( Order )               

                               ( 2 )

     

     

    ว. 3

             =  6

    จ. 4 ว. 4

            =  16

     

     

    5.     การสาธิต

          ( Demonstrate )                 

                              ( 2 )

    ก. 6

     

     

     

     

    จ. 10 ว. 10

           =  24

    6.     การสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา ( Construct )             

                              ( 3 )

     

    ก. 8         ว. 5

                =  12

     

     

    จ. 5  

           =  15

     

    7.     การบรรยาย

     ( Describe )         ( 3 )

     

     

    ก. 9       ว. 6

               = 18

     

    จ. 6

            = 15

     

    8.     การแยกแยะ

    ( Distinguish )       ( 3 )

     

     

     

    ก. 10      ว. 9

              =  24

    จ. 7   ว. 7

           =  30

     

    9.     การใช้กฎเกณฑ์

    ( Apply a rule )      ( 3 )

     

     

     

     

    จ. 8    ว. 8

            =  30

     

     

    จากนี้ ก็หาค่าความถี่และน้ำหนักในแต่ละช่องของตารางวิเคราะห์

                2.  การคำนวณหาค่า P.M. ( Puissance Measure ) โดยการนำผลรวมของค่าน้ำหนักที่ได้จากการวิเคราะห์หารด้วยผลรวมของจำนวนข้อวัตถุประสงค์ที่นำมาวิเคราะห์

                3.  การแปลผลจากค่า P.M. ที่คำนวณได้ จากผลการศึกษาวิจัยของเทคนิคปุยซอง ได้กำหนดเกณฑ์ ดังนี้ ค่า P.M. จะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 18

                เกณฑ์การตัดสิน :   ค่า P.M. อยู่ระหว่าง 1 - 4     แสดงถึง คุณภาพต่ำควรแก้ไข

                                        ค่า P.M. อยู่ระหว่าง 4 - 10  แสดงถึง คุณภาพปานกลางหรือใช้ได้

                                        ค่า P.M. อยู่ระหว่าง 10 - 18             แสดงถึง คุณภาพสูงหรือดีมาก

                นำผลการวิเคราะห์ทั้ง 3 ส่วน ( ซึ่งเป็นองค์ประกอบการประเมินผลหลักสูตรแบบ Tyler Loop ) มาแปลผลขั้นสุดท้าย เพื่อหาคุณภาพของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมาว่ามีคุณค่าหรือคุณภาพอยู่ในระดับใด

                การนำวิธีการวิเคราะห์เพื่อประเมินหลักสูตรของปุยซองไปใช้นั้น จำเป็นจะต้องพิจารณาว่าเราประเมินส่วนใด การอภิปรายผลต้องระมัดระวัง และควรอยู่เฉพาะในส่วนที่ทำการวิเคราะห์ เพราะแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน

                ตัวอย่างการวิเคราะห์หลักสูตรที่ผสมทั้ง 2 ประเภท ( คือเพื่ออธิบายหรือบรรยายและเพื่อตัดสิน )  ในการวิเคราะห์หลักสูตรครั้งเดียวกัน คือการวิเคราะห์หลักสูตรของสเตค

     

    4.11       การวิเคราะห์หลักสูตรของสเตค

                สเตค ( Stake , 1967 : 523 - 540 ) เรียกแบบการวิเคราะห์ของตนว่า “The Stake Congruence Contingency Model” การวิเคราะห์หลักสูตรตามแนวคิดนี้เน้นแนวคิดที่เกี่ยวกับ

                1.  ชนิดของข้อมูลซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลเชิงอธิบายหรือบรรยาย และข้อมูลเชิงตัดสิน

                2.  กิจกรรมที่ปฏิบัติอยู่ในโครงการ

                เกณฑ์ของสเตค มีส่วนแตกต่างจากของนักการศึกษาท่านอื่น ตรงที่ว่าสเตคมิได้พิจารณาแค่เพียงผลที่เกิดขึ้นอย่างเดียว เขามีความเห็นว่าการวิเคราะห์ผลที่ได้รับเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะประเมินว่าหลักสูตรที่จัดขึ้นนั้นดีหรือไม่เพียงไร อาจจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอีกหลายด้าน เช่น องค์ประกอบด้านเวลา ซึ่งอาจจะให้เวลาผู้เรียนน้อยเกินไป หรือจัดเวลาไว้ไม่เหมาะสม เป็นต้น ดังนั้นสเตคจึงได้เสนอว่าควรได้มีการพิจารณาข้อมูลเพื่อประเมินหลักสูตร 3 ลักษณะ คือ

                1.  สภาพก่อนเริ่มโครงการ ( Antecedent )

                2.  กระบวนการเรียนการสอน ( Instructional Process of Transaction )

                3.  ผลที่ได้รับจากโครงการ ( Outcome )

                จากข้อมูลเชิงบรรยายทั้ง 3 ด้าน สามารถสร้างเป็นรูปแบบกระบวนการของข้อมูลเชิงบรรยายดังนี้

     

     

     

    ตารางที่ 4.2  ตารางวิเคราะห์หลักสูตรของสเตค

     

     

    ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินผลหลักสูตร

    เกณฑ์ในการวิเคราะห์หลักสูตร

    ผลที่คาดหวัง

    ผลที่เกิดขึ้น

    มาตรฐาน

    ที่มาของหลัก

    การตัดสินใจ

    ก.   สิ่งที่มีมาก่อน

         - ลักษณะนิสัยของนักเรียน

         - ลักษณะนิสัยของครู

         - เนื้อหาสาระของหลักสูตร

         - วัสดุอุปกรณ์การสอน

         - บริเวณโรงเรียน

         - รูประบบการจัดโรงเรียน

         - ชุมชน

     

     

     

     

    ข.   กระบวนการในการสอน

         - การสื่อสาร

         - เวลาที่จัดให้

         - ลำดับของเหตุการณ์

         - การให้กำลังใจ

         - บรรยากาศ

     

     

     

     

    ค.   ผลที่เกิดขึ้น

         - สัมฤทธิผลของนักเรียน

         - เจตคติของนักเรียน

         - ทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียน

         - ผลที่เกิดขึ้นกับครู

         - ผลที่เกิดขึ้นกับสถาบัน

     

     

     

     

               

    จากแบบตัวอย่างของสเตคข้างบนนี้ จะเห็นว่าขั้นตอนในการประเมินหลักสูตร จะเป็นไปดังนี้

    1.    การตั้งเกณฑ์ในการวิเคราะห์  สเตคได้เสนอหัวข้อของเกณฑ์ที่จะใช้ในการวิเคราะห์หลักสูตรไว้ 3

    ประการ คือ เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่มีมาก่อนกระบวนการในการสอนและผลที่เกิดขึ้นเกณฑ์ของสเตคนี้นับว่าแตกต่างกับผู้อื่น ตรงที่ว่าสเตค ไม่ได้พิจารณาเฉพาะผลที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวเขาให้ความเห็นว่า การประเมินจากผลที่ได้รับเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะประเมินว่าหลักสูตรที่จัดนั้นดีหรือไม่เพียงใด เพราะผลที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่าหากผู้เรียนไม่สามารถเรียนรู้หรือแสดงออกให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ก็มิได้หมายความว่าหลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่ไม่ดี การที่ผู้เรียนไม่สามารถเรียนได้ตามต้องการอาจจะมาจากองค์ประกอบทางด้านเวลา เช่น ให้เวลาผู้เรียนน้อยไป เวลาที่จัดให้ไม่เหมาะสม เป็นต้น

    ดังนั้น การที่จะดูแต่ผลที่ได้รับและนำมาประเมินค่าหลักสูตรนั้น เป็นการไม่เพียงพอและอาจจะไม่สามารถช่วยชี้ช่องทางของการปรับปรุงหลักสูตรนั้นแต่อย่างใด  ด้วยสาเหตุนี้สเตคจึงได้เสนอว่าควรจะมีการพิจารณาข้อมูลเพื่อประเมินหลักสูตรถึง 3 ด้าน ด้วยกัน คือ

    1.1      สภาพก่อนเริ่มโครงการ  ด้านนี้หมายถึงสิ่งใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผลที่ได้รับจากหลักสูตรที่มีอยู่

    ก่อนแล้ว ที่จะมีการเรียนการสอนเกิดขึ้น ในที่นี้ สเตคได้ จำแนกหัวข้อสำคัญ ๆ ออกเป็น 7 หัวข้อ คือ

    1.1.1       ลักษณะนิสัยของผู้เรียน

    1.1.2       ลักษณะนิสัยของครู

    1.1.3       เนื้อหาสาระของหลักสูตร

    1.1.4       วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน

    1.1.5       บริเวณโรงเรียน

    1.1.6       ระบบการจัดโรงเรียน

    1.1.7       ชุมชน

    1.2      ด้านกระบวนการในการสอน  ด้านนี้หมายถึงปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างครูกับผู้เรียน ครูกับผู้

    ปกครอง เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาตามหลักสูตรนั้น ๆ ในด้านนี้สเตคได้จำแนกหัวข้อย่อยออกเป็น 5 หัวข้อ คือ

    1.2.1       การสื่อสาร

    1.2.2       เวลาที่จัดให้

    1.2.3       ลำดับของเหตุการณ์

    1.2.4       การให้กำลังใจ

    1.2.5       บรรยากาศ

    1.3      ด้านผลที่เกิดขึ้น  ด้านนี้หมายถึงผลที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักสูตรนั้น เช่น

    1.3.1       สัมฤทธิผลของผู้เรียน

    1.3.2       เจตคติของผู้เรียน

    1.3.3       ทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียน

    1.3.4       ผลที่เกิดขึ้นกับครู

    1.3.5       ผลที่เกิดขึ้นกับสถาบัน

    2.    การหาข้อมูลมาประกอบ  หลังจากที่ได้ตั้งเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการประเมินผลหลักสูตรแล้ว ผู้ประเมินหลักสูตรจะต้องทำการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่มาประกอบการพิจารณาข้อมูลที่นำมาพิจารณา ตามแบบตัวอย่างของสเตคนี้ มีอยู่ด้วยกัน 4 อย่าง คือ

    2.1      ผลที่ต้องการหรือผลที่คาดหวัง ซึ่งได้แก่จุดประสงค์

    2.2      ผลที่เกิดขึ้นซึ่งได้มาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น จากการสังเกตการทดลอง การสัมภาษณ์จากแบบสอบถามจากรายงานและการติดตามผลวิธีต่าง ๆ

    2.3      มาตรฐานที่ใช้ ซึ่งได้แก่ เกณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่าง ๆ เช่น ครู ผู้บริหาร นักเรียน ผู้ปกครอง เป็นต้น เชื่อว่าควรจะใช้

    2.4      ที่มาของหลักการตัดสินใจ เช่น คำนิยามต่าง ๆ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อถือต่าง ๆ เป็นต้น

     

    4.11.1    วิธีใช้ตารางในการประเมินหลักสูตร  เริ่มต้นด้วยการพิจารณาข้อมูลทั้ง 4 อย่างตามเกณฑ์ที่

    ตั้งขึ้น เช่น จากตารางแบบตัวอย่างของสเตคที่ได้กล่าวมา ถ้าพิจารณาในแนวนอนจะเริ่มที่ข้อ 1.1 สภาพก่อนเริ่มโครงการ ข้อ 1.1.1 ลักษณะนิสัยของผู้เรียน เราก็จะพิจารณาว่าผลที่คาดหวังหรือวัตถุประสงค์ในด้านนี้คืออะไร และนำมาเปรียบเทียบกับผลที่ เกิดขึ้นว่าตรงหรือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงใด และผลที่เกิดขึ้นนั้นใช้มาตรฐานอะไรวัด และถืออะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน

    4.11.2    ขอบข่ายของการวิเคราะห์หลักสูตร ในการวิเคราะห์หลักสูตรรายวิชาโดยทั่วไป นิยมวิเคราะห์

    กัน 2 ด้าน คือ ด้านวัตถุประสงค์และด้านเนื้อหา

    1.     การวิเคราะห์จุดประสงค์  หลักในการวิเคราะห์โดยการพิจารณาทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ว่าจุดประสงค์แต่ละข้อนั้นแปลออกมาเป็นพฤติกรรมในรูปของสมรรถภาพสมองอย่างไร ซึ่งได้แก่

    1.     ความรู้ ( Knowledge )

    2.     ความเข้าใจ ( Comprehension )

    3.     ทักษะและการนำไปใช้ ( Skill and Application )

    4.     การวิเคราะห์ ( Analysis )

    5.     การสังเคราะห์ ( Synthesis )

    6.     เจตคติและการประเมินค่า ( Attitude and Evaluation)

                ตามหลักของบลูม ( Bloom) สิ่งเหล่านี้จะพบได้ก็ต่อเมื่อได้อ่านหลักสูตรในเรื่องของจุดประสงค์อย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วแปลความหมายทีละพฤติกรรม

                ตัวอย่างการวิเคราะห์จุดประสงค์ วิชาออกแบบสถาปัตยกรรม 5 ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีดังนี้

    1.     มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายคำจำกัดความชนิดและประเภทของอาคารพาณิชย์

    2.     มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

    3.     มีความรู้ความสามารถในการเลือกใช้วัสดุในการตกแต่งอาคารพาณิชย์

    4.     มีความสามารถในการเขียนแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    5.     มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในอาคารพาณิชย์

    6.     มีความสามารถในการนำเสนอผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

     

                เราต้องนำเอาจุดประสงค์เหล่านี้มาแปลออกเป็นพฤติกรรม ตอนนี้เองที่ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น ๆ และนักวัดผลจะช่วยเราได้มาก เมื่อแปลวัตถุประสงค์ออกมาเป็นพฤติกรรมหมดแล้ว อาจจะได้หรือเหมือนกันให้เข้าเป็นพฤติกรรมเดียวกัน เมื่อยุบรวมแล้วแต่ละวิชาคงจะเหลือประมาณ 6 - 10 พฤติกรรม คือ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและการนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ เจตคติและการประเมินค่า ตามที่กล่าวมาแล้วข้องต้น ในการกำหนดพฤติกรรมนั้นเราจะกระทำในขอบเขตที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้และครูสามารถวัดได้เป็นสำคัญ

               

                ในการวิเคราะห์ ต้องแยกแต่ละพฤติกรรมออกเป็น 3 ประเภท คือ

                1.  ความหมายของพฤติกรรมคืออะไร

                2.  ผู้เรียนแสดงออกได้อย่างไร

                3.  ครูจะวัดการแสดงออกได้โดยวิธีใด

                จากตัวอย่างจุดประสงค์วิชาออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน 5 ที่กล่าวมาแล้ว เราจะวิเคราะห์จุดประสงค์ออกเป็นพฤติกรรม ซึ่งมีอยู่ 6 ด้าน ด้วยกัน พฤติกรรมแต่ละด้านจะวิเคราะห์แยกเป็น 3 ประเภท ได้ดังนี้

     

    พฤติกรรม

    จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

    1.    ความรู้

    1.1  ความหมาย หมายถึง  ความสามารถคงไว้หรือระลึกได้ในเรื่องราวเกี่ยวกับอาคารพาณิชย์ได้

    1.2  การแสดงออก  บอกความหมาย บอกกฏเกณฑ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้

    1.3  วิธีวัด  การสังเกต การซักถาม การทำแบบฝึกหัดตามเงื่อนไขที่กำหนด หรือข้อทดสอบ

     

    2.     ความเข้าใจ

    2.1  ความหมาย  หมายถึง การรู้หลักและวิธีการทำงานในวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้

    2.2  การแสดงออก  อธิบายบอกวิธีการหรือหลักการทำงานในงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้

    2.3  วิธีวัด  การสังเกต การสัมภาษณ์ การทำแบบฝึกหัด

     

    3.     การนำไปใช้

    3.1  ความหมาย  หมายถึง  การนำความรู้ กฎเกณฑ์ เรื่องราวต่าง ๆ ในวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ไปประกอบการทำงานหรือแก้ปัญหาในทำนองเดียวกันได้

    3.2  การแสดงออก  สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานอาคารพาณิชย์ได้

    3.3  วิธีวัด  การสังเกตการปฏิบัติ การตรวจผลงาน

     

    4.     การวิเคราะห์ การสังเคราะห์

    4.1   ความหมาย  หมายถึง  ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานอาคารพาณิชย์ได้ว่าเรื่องราวหรือปัญหานั้นเป็นอย่างไร

    4.2   การแสดงออก  สามารถแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ในวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้

    4.3   วิธีวัด  การสังเกต การทดสอบด้วยข้อเขียน

     

    5.     การประเมินค่า

    5.1   ความหมาย  หมายถึง  ความสามารถในการวินิจฉัยตัดสินคุณค่าในกฏเกณฑ์และวิธีการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้อย่างมีเหตุผล

    5.2   การแสดงออก  สามารถตัดสินคุณค่าในกฏเกณฑ์และวิธีการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้ด้วยตนเองและรู้จักเลือกเอากฏเกณฑ์ต่าง ๆ มาทำงานได้อย่างเหมาะสม

    5.3   วิธีวัด  การสังเกต การสอบถาม การตรวจสอบ  การทดสอบด้วยข้อเขียน

     

    6.     ทักษะ

    6.1   ความหมาย  หมายถึง  ความสามารถในการคิดปฏิบัติและแก้ปัญหาในการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

    6.2   การแสดงออก  สามารถปฏิบัติงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

    6.3   วิธีวัด  สังเกตการทำงาน การสอบถาม การประเมินผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

     

     

    2.    การวิเคราะห์เนื้อหา

                หลักในการทำ คือ  การนำเอาเนื้อหาวิชาจากหลักสูตรมาแบ่งออกเป็นเรื่องย่อย ๆ หรือหน่วย

    ย่อย ๆ ตามสมควร การแบ่งเนื้อหานี้พยายามแบ่งให้แต่ละตอนใหญ่ไล่เลี่ยกันอาจจะสลับหัวข้อเสียใหม่บ้างก็ได้ เพื่อให้มีความต่อเนื่องกันหรือเห็นว่าเนื้อหาตอนใดควรต่อเติมก็ย่อมทำได้ เนื้อหาส่วนที่คล้ายกันหรือเหมือนกันอาจจะนำมารวมกันก็ย่อมทำได้ ข้อสำคัญคือไม่ควรมีการตัดทอนเนื้อหาของหลักสูตรให้น้อยลงไป

                ตัวอย่างเนื้อหาวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน 5

                คำอธิบายรายวิชาออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน: ศึกษาเกี่ยวกับออกแบบสถาปัตยกรรมภายในการจัดสภาพแวดลอมภายใน การเลื่อกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่ง อาคารอาคารพาณิชย์

                จากคำอธิบายรายวิชาจะจัดใหม่ให้เป็นเรื่อง ๆ ได้ 6 หัวข้อ คือ

    1.     ความหมายคำจำกัดความชนิดและประเภทของอาคารพาณิชย์

    2.     หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

    3.     หลักการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในอาคารพาณิชย์

    4.     เลือกใช้วัสดุในการตกแต่งอาคารพาณิชย์

    5.     เขียนแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    6.     นำเสนอผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    3.    การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร

                จุดสำคัญของการสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร ก็คือ  เพื่อหาสัดส่วนความสำคัญของแต่ละเนื้อหาวิชา ของแต่ละสมรรถภาพทางสมองที่สัมพันธ์กันตามหลักสูตรต้องการ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อการวัดผลการศึกษาอีกด้วย เพราะในการวัดผลนั้นเราสามารถที่จะสร้างข้อทดสอบได้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการวัด และทราบอีกว่าอย่างไรเท่าใด  ตารางนี้เรียกว่า ตารางวิเคราะห์จุดประสงค์และเนื้อหาของหลักสูตรสร้างได้โดย

    1.     หาน้ำหนักความสัมพันธ์ของพฤติกรรมและเนื้อหา

    1.1     โดยพิจารณาว่าแต่ละเนื้อหานั้น ๆ ต้องการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด/ปริมาณขนาดใด

    1.2     การให้น้ำหนักดังกล่าว  ผู้สอนควรใช้ความรอบรู้ในเนื้อหาและประสบการณ์ประกอบการพิจารณา

    ถ้าพฤติกรรมใดที่เนื้อหาแต่ละเรื่องเน้นมากที่สุดก็ให้ น้ำหนักมาก และถ้าเน้นพฤติกรรมใดน้อยก็ให้น้ำหนักน้อย ตัวอย่างตารางที่ 4.3

    2.     หาน้ำหนักรวม  และจัดอันดับความสำคัญ ของแต่ละพฤติกรรมและเนื้อหาตามตัวอย่างข้างบนจะเห็นว่า

    เมื่อหาน้ำหนักรวมแล้ว รายวิชานี้มุ่งจะปลูกฝังหรือเน้นดังนี้

    2.1      ด้านพฤติกรรม

    2.1.1   พฤติกรรมด้านการนำไปใช้มากที่สุด รองลงมาคือด้านความเข้าใจ

    2.1.2   พฤติกรรมที่รายวิชาเน้นน้อยที่สุด คือด้านการประเมินค่า

    2.2      ด้านเนื้อหา

    1.2.1   รายวิชานี้เน้นความสำคัญของเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ รองลง

    2.2.2   มา ได้แก่ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

    3.2.3   เนื้อหาที่เน้นน้อยที่สุด คือ  การใช้เครื่องมือเขียนแบบในการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

     

     

    ตารางที่ 4.3 : ตารางวิเคราะห์หลักสูตร ออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน 5

     

    เนื้อหาวิชา

    ความรู้

    ความเข้าใจ

    การนำไปใช้

    การวิเคราะห์ สังเคราะห์

    ประเมินค่า

    ทักษะ

    รวม

    อันดับความสำคัญ

    1.     ความหมายคำจำกัดความชนิดและประเภทของอาคารพาณิชย์

    8

    8

    6

    6

    6

    6

    40

    6

    2.     หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

    9

    9

    9

    9

    9

    9

    54

    1

    3.     หลักการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในอาคารพาณิชย์

    6

    8

    8

    9

    7

    8

    45

    5

    4.     เลือกใช้วัสดุในการตกแต่งอาคารพาณิชย์

    7

    8

    9

    9

    8

    9

    50

    2

    5.     เขียนแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    6

    8

    8

    8

    7

    9

    46

    4

    6.     นำเสนอผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    8

    8

    8

    8

    8

    9

    49

    3

    รวม

    44

    49

    48

    49

    45

    50

    279

     

    อันดับความสำคัญ

    6

    4

    3

    2

    5

    1

     

     

     

     

    การกำหนดหน่วยน้ำหนัก

                 เต็ม                   10                    หน่วย

                สำคัญมาก          8-10                   หน่วย

                ปานกลาง           5-7                     หน่วย

                สำคัญน้อย          1-4                     หน่วย

     

     

     

    1.     ปรับน้ำหนักรวมเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้

    2.     จากตัวอย่างตารางข้างต้น จะเห็นว่าน้ำหนักรวมทั้งหมด คือ 200 ซึ่งผลรวมนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามบุคคลที่ทำการวิเคราะห์ แต่ละคนให้ผลไม่เท่ากัน จึงยุ่งยากต่อการนำไปเปรียบเทียบ อีกทั้งไม่สะดวกต่อการนำไปใช้

    3.     นิยมปรับรวมดังกล่าวให้เป็น 100 หรือ 1000 ก็ได้

    4.     วิธีปรับใช้วิธีการเทียบส่วนกับผลรวมเดิม

                จากตารางข้างต้น ถ้าปรับน้ำหนักรวมให้เป็น 100 จะได้ดังนี้

     

    ตารางที่ 4.4  ตารางวิเคราะห์หลักสูตรออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน 5

     

    เนื้อหาวิชา

    ความรู้

    ความเข้าใจ

    การนำไปใช้

    การวิเคราะห์ สังเคราะห์

    ประเมินค่า

    ทักษะ

    รวม

    อันดับความสำคัญ

    1.     ความหมายคำจำกัดความชนิดและประเภทของอาคารพาณิชย์

    3

    3

    2

    2

    2

    2

    14

    6

    2.     หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

    3

    4

    4

    4

    3

    4

    22

    1

    3.     หลักการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในอาคารพาณิชย์

    1

    2

    2

    3

    2

    3

    13

    5

     

    4.     เลือกใช้วัสดุในการตกแต่งอาคารพาณิชย์

    3

    3

    3

    4

    3

    4

    20

    2

    5.     เขียนแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    2

    2

    3

    2

    2

    4

    15

    4

    6.     นำเสนอผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    2

    2

    4

    3

    2

    4

    18

    3

    รวม

    14

    16

    17

    18

    14

    21

    100

     

    อันดับความสำคัญ

    6

    4

    3

    2

    5

    1

     

     

     

                จากตารางวิเคราะห์หลักสูตรนี้ ทำให้สามารถจัดลำดับความสำคัญ ทั้งด้านพฤติกรรมและเนื้อหาได้ดังนี้

               

    5.     ด้านพฤติกรรม  จัดลำดับความสำคัญจากสำคัญมากที่สุดไปหาน้อย ได้ดังนี้ คือ

    1.1     ด้านทักษะ

    1.2     ด้านการวิเคราะห์-สังเคราะห์

    1.3     ด้านการนำไปใช้

    1.4     ด้านความเข้าใจ 

    1.5     ด้านการประเมินค่า

    1.6     ด้านความรู้

    6.     ด้านเนื้อหา  จัดลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

    2.1   หลักการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์

    2.2   เลือกใช้วัสดุในการตกแต่งอาคารพาณิชย์

    2.3   นำเสนอผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    2.4   เขียนแบบสถาปัตยกรรมภายในอาคารพาณิชย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

    2.5   หลักการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในอาคารพาณิชย์

    2.6   ความหมายคำจำกัดความชนิดและประเภทของอาคารพาณิชย์

    จากตัวอย่างตารางวิเคราะห์นี้จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะทำการสอนผู้สอนควรจะทำการวิเคราะห์หลักสูตรเสียก่อน ซึ่งเมื่อได้ตารางวิเคราะห์หลักสูตรแล้วจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดเตรียมงานการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นแนวทางในการออกข้อสอบเพื่อทำการวัดได้เที่ยงตรงยิ่งขึ้น  ในทางปฏิบัติ การวิเคราะห์หลักสูตรนั้น ควรกระทำดังนี้ คือ

    7.     ทำในรูปของคณะกรรมการที่มีความรู้ความชำนาญในวิชาเดียวกันโดยมีจำนวนกรรมการระหว่าง 6 9 คน ถ้าน้อยกว่า 6 คน อาจนำให้ผลคลาดเคลื่อน และถ้ามีเกิน 9 คน อาจทำให้ล่าช้า

    8.     ควรมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้น และผู้เชี่ยวชาญในสาขาวัดผลการศึกษาอีกสาขาละ 1 คน เพื่อให้ความช่วยเหลือคณะกรรมการ

                3.  การดำเนินงานควรใช้การอภิปรายแบบประชาธิปไตย มีประธาน เลขานุการ สมาชิก เป็นต้น สมาชิกทุกคนต้องใช้วิจารณญาณและความคิดเห็นอิสระเป็นอย่างมาก    และมีเครื่องมือเครื่องใช้อย่างพอเพียง

     

    4.12       สรุปขั้นตอนการวิเคราะห์หลักสูตร

    1.     จัดตั้งคณะกรรมการการดำเนินการวิเคราะห์หลักสูตร จัดเป็นกลุ่ม ๆ ละ 1 วิชา มีประธานและเลขานุการ และกรรมการอื่น ๆ ตามสมควร

    2.     อัดสำเนาตารางเปล่า ๆให้มีแต่โครงสร้าง แจกกรรมการแต่ละคน

    3.     อภิปรายถึงวัตถุประสงค์ของเนื้อหาวิชาและพฤติกรรมให้เป็นที่เข้าใจ

    4.     กรอกรายการเนื้อหาวิชา ลงตารางของคณะกรรมการทุกคนในกลุ่ม ( ตาราง 10 หน่วย )

     

    ตารางที่  4.5  ตารางวิเคราะห์หลักสูตรโดยทั่วไป

     

    ตารางวิเคราะห์หลักสูตร

    ชั้น.....................................................................วิชา...................................................................................

     

    เนื้อหา

    พฤติกรรม

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

              รวม

     

     

     

     

     

     

     

     

     

              อันดับความสำคัญ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    5.     สมาชิกทุกคนให้คะแนนน้ำหนักความสำคัญของแต่ละเนื้อหาวิชา ในแต่ละพฤติกรรม โดยกำหนดช่องละ 10 คะแนน น้ำหนักความสำคัญจะให้ได้ตั้งแต่ 0 10 คะแนน (เป็นจำนวนเต็ม) โดยสมาชิกทุกคนต้องพิจารณาให้รอบคอบตามความคิดเห็นที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ทั้งนี้ให้ใช้สติปัญญา ใช้ความคิดอันสุขุมเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ โดยถือหลักว่าถ้าจะให้เด็กเก่งแต่ละเนื้อหาวิชานั้น ๆ แล้ว ครูจะต้องปลูกฝังสมรรถภาพทางสมองอันใดมากน้อยเพียงใด โดยอาศัยประสบการณ์ของครูเป็นหลัก

    6.     เมื่อสมาชิกทุกคนทำเสร็จแล้ว ก็นำตารางของแต่ละคนมารวมกัน หารายเฉลี่ยในแต่ละรายการเนื้อหา แล้วรวมผลเฉลี่ยของแต่ละช่องทางขวามือ

    7.     จัดอันดับความสำคัญของเนื้อหาทางขวางมือ แล้วจัดกลุ่มความสำคัญเป็น 3 หรือ 5 กลุ่ม

    8.     อภิปรายถึงอันดับความสำคัญนั้นจนสมาชิกทุกคนพอใจ

    9.     รวมน้ำหนักลงด้านล่าง ( พฤติกรรม ) แล้วจัดลำดับความสำคัญเช่นเดียวกัน

    10.  อภิปรายถึงอันดับความสำคัญของพฤติกรรมว่าเหมาะสมแล้วหรือยัง ( ลำดับขั้น 4 และ )

    11.  ดัดแปลงตารางเฉลี่ยให้เป็นตาราง 100 หรือ 1000 หน่วย โดยใช้หลักบัญญัติไตรยางค์เพื่อประโยชน์ในการคิดคำนวณ โดยถือเอาจำนวนยอดใหญ่ ( ตัวเลขรวมทางขวามือ ) เท่ากับ 100 หรือ 1000 หน่วย แล้วเทียบตัวเลขต่าง ๆ ในตารางตามสัดส่วนดังกล่าว

    12.  รวมเลขในตาราง 100 หรือ 1000 หน่วยเพราะมักจะขาดหรือเกิน 100 หรือ 1000 หน่วยเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการลดและปัดเศษ ก็ให้แก้ไขเสียใหม่ให้ พอดี 100 หรือ 1000 หน่วยโดยใช้วิธีเพิ่มหรือลดจากปัดเศษ โดยถือว่าการลดหรือเพิ่มเพียงเล็กน้อยจะไม่ทำให้ผลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ระวังอย่าให้กระเทือนถึงอันดับความสำคัญ

     

    4.13       วิธีการจัดกลุ่มอันดับความสำคัญของเนื้อหา

                ในการวิเคราะห์หลักสูตรนั้น ถ้าเราแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ หลายหัวข้อ  ก็จะได้ลำดับความสำคัญของแต่ละหัวข้อเนื้อหาวิชามีมากลำดับ ทำให้ลำบากในการยึดถือเป็นหลักในการสอน จึงควรจะจัดกลุ่มลำดับความสำคัญของเนื้อหาเสียก่อน คือ

    9.     การจัดกลุ่มอันดับความสำคัญของเนื้อหา จะจัดกันเป็นเลขคี่ โดยจัดเป็น 3 , 5 หรือ 7 กลุ่ม วิธีการจัดจะจัดจากล่างขึ้นบนสมมติว่าจะจัดแบ่งกลุ่มความสำคัญ ของเนื้อหาออกเป็น 3 กลุ่ม จะจัดได้ดังนี้ คือ กลุ่มเนื้อหากลุ่มล่างสุดเป็นกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญน้อย ต่อมาจะเป็นกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญปานกลาง และบนสุดจะเป็นกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญมากตามลำดับ หรือถ้าจะจัด 5 กลุ่มก็จะได้ดังนี้ กลุ่มเนื้อหาล่างสุดเป็นกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญน้อยที่สุด ต่อมาเป็นกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญน้อย ต่อจากนั้นจะเป็นกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญปานกลาง กลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญมาก และกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญมากที่สุด

    10.  การจัดกลุ่มอันดับความสำคัญของเนื้อหานั้น นิยมจัดจากตารางเฉลี่ย ( แต่บางทีเราอาจจะจัดในตาราง 100 หรือ 1000 หน่วย ก็ได้ ) โดยเอาตัวเลขผลรวมทางขวามือที่มากที่สุดลบด้วยตัวเลขผลรวมทางขวามือที่น้อยที่สุด แล้วหารด้วยจำนวนกลุ่มที่จัด

                ตัวอย่าง เช่น ถ้าต้องการจัดกลุ่มอันดับความสำคัญเป็น 3 กลุ่ม จะทำได้ดังนี้

                ผลรวมของตัวเลขทางขวามือที่สูงสุด =  42

                ผลรวมของตัวเลขทางขวามือที่ต่ำสุด =  26

                ดังนั้น จะได้ว่า 42 26  = 5.33 ช่วง

                                        3

                ฉะนั้น 5.33 ช่วง = 5 ช่วง คือ ระยะความห่างของอันดับความสำคัญของเนื้อหา แล้วเอาผลรวมของคะแนนต่ำสุดบวกด้วยช่วงของความห่างของอันดับความสำคัญของเนื้อหา  จะได้เท่ากับ 26 + 5 = 31 ช่วง

                ดังนั้น จะกล่าวได้ว่ากลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญน้อยนั้น ตั้งแต่  26 31 ในทำนองเดียวกันก็จะทราบกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญปานกลาง ตั้งแต่ 31 + 5 = 36 คือ ระหว่าง 31 ถึง 36 ส่วนที่เหลือนั้นก็จะเป็นกลุ่มเนื้อหาที่มีความสำคัญมากตั้งแต่ 37 ถึง 42 (36 + # = 41 จะขาดไป 1 เพราะว่าขาดไปจากการปัดเศษนั่นเอง แต่ก็ถือว่าตั้งแต่ 37 42 คือเนื้อหาที่มีความสำคัญมาก)

                ถ้ามีเนื้อหาน้อย เพียงไม่กี่หัวข้อ ก็จะจัดอันดับความสำคัญได้เลย โดยไม่ต้องนำมาแบ่งกลุ่ม

     

    4.14       ประโยชน์ของตารางวิเคราะห์หลักสูตร

    11.  ตารางนี้จะบอกให้ทราบว่าจะสอนอะไร สอบอะไร อย่างละเท่าใด ซึ่งเป็นสาระสำคัญของงานสอนและสอบได้เป็นอย่างดี ยอดรวมในแต่ละบรรทัดทางขวามือจะบอกให้ทราบว่าวิชาใดมีเนื้อหาใดสำคัญและสำคัญเป็นอันดับที่เท่าใด

    12.  ยอดรวมบรรทัดล่างสุด  บอกให้ทราบว่าวิชาใดมีวัตถุประสงค์ที่จะอบรมปลูกฝังให้เกิดสมรรถภาพด้านใดบ้างและมีปริมาณมากน้อยเป็นสัดส่วนเท่าใด

    13.  ตารางนี้มีประโยชน์ในด้านการสอน สามารถแนะให้เลือกวิธีสอนให้ถูกต้องได้

    14.  ตารางนี้จะแนะให้ผู้สอนจัดสรรเวลาในการวางโครงการสอนแต่ละวิชา

    15.  ตารางนี้จะช่วยให้ครูสร้างข้อสอบสำหรับวัดผลการเรียนของผู้เรียน ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

    16.  ตารางนี้จะช่วยในการตรวจสอบมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษานั้น

    17.  ตารางนี้สามารถนำไปใช้ในด้านบริหารได้ คือ ทำให้ทุกฝ่ายทั้งผู้บริหารครู ผู้ปกครองนักเรียน ได้ทราบว่าสถานศึกษานั้นมีวิธีการเรียนการสอน และวัตถุประสงค์ดังกล่าว

     

    4.15       ผลที่ได้จากการวิเคราะห์หลักสูตร

    18.  ทำให้ทราบแนวทางในการจัดเตรียมการสอน การวิเคราะห์หลักสูตรจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการทำโครงการสอน

    19.  ทำให้ครูผู้สอนทราบว่า หลักสูตรต้องการให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมด้านใดมากน้อยเพียงใด

    20.  ทำให้ผู้สอนแบ่งเนื้อหาและเวลาสอนได้อย่างเหมาะสม

    21.  ช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหา

    22.  ช่วยในการวัดผลการเรียนการสอนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละรายวิชา

    4.16       ข้อสังเกตในการวิเคราะห์หลักสูตร

    23.  การวิเคราะห์หลักสูตรส่วนใหญ่ เป็นการพิจารณาของผู้สอนเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนย่อมวิเคราะห์ได้แตกต่างกันตามความคิดเห็นและประสบการณ์ ดังนั้นควรจะทำเป็นกลุ่มในรูปของคณะกรรมการวิเคราะห์หลักสูตร โดยช่วยกันทำการวิเคราะห์วัตถุประสงค์และเนื้อหาร่วมกัน ส่วนการกำหนดน้ำหนักเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับเนื้อหา ควรจะทำเป็นรายบุคคล แล้วจึงนำผลมารวมกัน หาค่าเฉลี่ย เพื่อใช้ค่า น้ำหนักเฉลี่ยนั้นเป็นผลการวิเคราะห์หลักสูตรของกลุ่มหรือของคณะกรรมการ

    24.  ผลการวิเคราะห์หลักสูตร เป็นเพียงแนวทางกำหนดพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนในรายวิชานั้นเท่านั้น ซึ่งยังไม่ละเอียดพอสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนในแต่ละเรื่อง ดังนั้นควรจะได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของแต่ละเรื่องตามแนวทางในผลการวิเคราะห์หลักสูตรด้วย

    สรุป

    1.     จะวัดอะไร ? วัดตามความมุ่งหวังของหลักสูตร

    2.     หลักสูตรมุ่งหวังอะไร ?

    2.1  ให้มีความรู้

    2.2  ให้เกิดสมรรถภาพ

    3.     ให้มีความรู้อะไรบ้าง ?   ดูได้จากหลักสูตรภาคเนื้อหาวิชา

    4.     ให้เกิดสมรรถภาพอะไรบ้าง ?    ดูได้จากหลักสูตรภาควัตถุประสงค์

    5.     จะวิเคราะห์เนื้อหาวิชาได้อย่างไร ?   โดยการแบ่งเนื้อหาออกเป็นเรื่องย่อย ๆ ไล่เลี่ยกัน

    6.     จะวิเคราะห์จุดประสงค์ได้อย่างไร ?   โดยการพิจารณาว่าในแต่ละพฤติกรรมนั้น

    6.1  คืออะไร

    6.2  ผู้เรียนแสดงออกอย่างไร

    6.3  ครูจะวัดได้โดยวิธีใด

    7.     จะวัดมากน้อยอย่างละเท่าใด    รู้ได้จากตารางวิเคราะห์หลักสูตร

    8.     ตารางวิเคราะห์หลักสูตรบอกอะไร ?    บอกสัดส่วนความสำคัญของแต่ละเนื้อหาวิชา และของแต่ละสมรรถภาพที่สัมพันธ์กันตามที่หลักสูตรต้องการ

    9.     ตารางนี้มีประโยชน์อะไร ?    ใช้ในการพัฒนาการสอน การวัดผลให้เป็นไปอย่างถูกต้องและมีระบบ

     

    4.17       ประโยชน์ของการวิเคราะห์หลักสูตร  การวิเคราะห์หลักสูตรมีประโยชน์ต่อผู้สอนเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาที่จะออกไปฝึกสอน นักศึกษาจะต้องใช้หลักสูตร ซึ่งพอสรุปคุณค่าหรือประโยชน์ไว้ให้นักศึกษาครุศาสตร์อตสาหกรรมและครูวิชาชีพดังนี้คือ

    4.17.1    เป็นแนวทางสำหรับครูวิชาชีพ ในการเตรียมตัวล่วงหน้า วางแผนการสอน เตรียมการสอน การตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม การออกแบบการสอน การเตรียมสื่อการสอน การประเมินผล และการจัดสภาพแวดล้อม

    4.17.2    ช่วยให้ครูวิชาชีพมั่นใจในการสอน มีแนวทางในการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการสอนจริง สอนได้ตามจุดประสงค์ตรงตามเปาหมายของหลักสูตรที่วางไว้

    4.17.3    ช่วยให้ครูวิชาชีพปรับทิศทาง เป้าหมายของสาระการเรียนรู้และเนื้อหาวิชา ให้ทันสมัยทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก

    4.17.4    ช่วยให้สามารถเตรียมเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียน รู้คุณค่ามีความพึงพอใจในวิชาชีพ เรียนได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีความมั่นใจที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการประกอบอาชีพได้

    สรุป  การวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อการอธิบายลักษณะส่วนประกอบของหลักสูตรผลการวิเคราะห์

    ประเภทนี้ มักจะใช้ในการอธิบายวัสดุการเรียนต่าง ๆ เปรียบเทียบกัน โดยที่ผู้วิเคราะห์ไม่ตัดสินคุณค่าของวัสดุการเรียนแต่ละเล่มแต่ละชุด หากแต่แสดงการเปรียบเทียบไว้ เพื่อให้ผู้ที่จะเลือกใช้วัสดุการเรียนได้พิจารณาเองว่า วัสดุใดเหมาะที่สุดสำหรับการนำมาใช้

                จุดประสงค์ของการวิเคราะห์หลักสูตรประเภทนี้ ก็คือ เพื่อพิจารณาดูว่าหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีอะไรที่ดีอยู่แล้วและน่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือมีข้อบกพร่องอะไร อย่างไรที่ควรจะปรับปรุงแก้ไข อะไรบ้างที่ล้าสมัย ไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ควรตัดออก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประกอบกับการพิจารณาผลการศึกษาวิจัยของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ทำการวิจัยไว้

     

    4.18       หลักสูตรวิชาชีพของประเทศไทย  หลักสูตรจะเกิดตามพระราชบัญญัติที่กำหนดไว้ ซึงในที่นี้จะ

    อธิบายเป็นกรอบของหลักสูตรไว้เป็นชั้นของหลักสูตรดังภาพที่ 4.6  หลักการการศึกษาไทย พ.ศ.2542 เป็นต้นมาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีหลักในการจัดการศึกษา 3 ประการ คือ

    4.18.1    เป็นการศึกษาสำหรับคนทั้งมวลตลอดชีวิต

    4.18.2    ให้สังคมทั้งมวลมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

    4.18.3    ให้มีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

    โดยให้สถานศึกษาจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ทางสติปัญญา ความรู้ คุณธรรม สุขภาพกาย สุขภาพจิต มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน การอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นตามวิถีทางประชาธิปไตย มีความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิตและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคมไทยและโลก สร้างสังคมการเรียนรู้ อยู่พอดี กินพอดี มีความสามารถที่จะร่วมมือกันทั้งในระบบเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจโลก มีความเจริญสมดุลระหว่างวัตถุและจิตใจ การอนุรักษ์และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม[1] จากหลักการจัดการศึกษา ได้จัดระบบการศึกษาไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้

     

    4.18.4    การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมายหลักส๖ร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน การศึกษาในระบบนี้มี 4 ระดับ

    1.     ระดับก่อนประถมศึกษา เป็นการวางรากฐานชีวิต

    2.     ระดับประถมศึกษา         พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์

    3.     ระดับมัธยมศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ

    3.1  มัธยมศึกษาตอนต้นพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านต่าง ๆต่อจากระดับประถม ความต้องการ ความถนัดของตนเอง มีความสามารถประกอบการงานและอาชีพได้ตามควรแก่วัย

    3.2  มัธยมศึกษาตอนปลาย มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้ศึกษาตามความถนัดและความสนใจ เป็นพื้นฐานการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ มัธยมศึกษาตอนปลายแบ่งออกเป็น 3 สาย คือ

    3.2.1       ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ

    3.2.2       ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพ

    3.2.3       ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแบบผสมผสานระหว่างสายสามัญและสายอชีพ

    4      ระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ในศิลปวิทยาการ

    4.1  ระดับตำกว่าปริญญาตรี เป็นการศึกษาเพื่อผลิตบุคคลากรสนองต้อบความต้องการของชุมชนและกำลังคนระดับกลางแขนงต่าง ๆ ที่หลากหลาย ระดับอุดมศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

    4.2  ระดับปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่มุงผลิตบัณฑิต และให้บริการทางวิชาการแก่สังคม

    4.3  ระดับสูงกว่าปริญญาตรี เป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาวิชาการและส่งเสริมการวิจัยชั้นสูง

    4.18.5    การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบและเนื้อหาที่เหมาะสมสอดคล้องกกับปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม แต่ต้องมีหลักสูตร กำหนดระยะเวลาของการศึกษาและมีการวัดและการประเมินผลซึ่งเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

    4.18.6    การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์สังคมสภาพแวดล้อม สื่อและแห่งความรู้อื่น ๆ

     

     

    ภาพที่ 4.5 การวิเคราะห์หลักสูตรจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

     

    เมื่อได้ศึกษาหลักการศึกษาไทย ระบบการศึกษา และระดับการศึกษาแล้ว นักศึกษาก็จะทราบว่าควรจะมีหลักสูตรอะไรบ้าง หลักสูตรนั้นก็จะแปรผันไปตามหลักการศึกษา นักศึกษาครุศาสตร์อุตสาหกรรมจะต้องทราบและศึกษาใหห้แจ่มชัดว่ามีหลักสูตรที่เกี่ยวกับการเรียนสอนวิชาชีพระดับใดบ้าง ซึ่งหลักสูตรอาชีพที่เปิดสอนในสถานศึกษานั้น เป็นไปตามกฏหหมายว่าด้วยกการออาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมอาชีพในสถานศึกษาของรัฐสถานศึกษาเอกชนหรือโดยร่วมมือระหว่างสถานบันการศึกษากกับสถานประกอบการการวิเคราะห์ว่ามีหลักสูตรวิชาชีพใดนั้นให้ดูจากภาพที่ 4.6

     

     

    ภาพที่ 4.6 การวิเคราะห์หลักสูตรวิชาชีพจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

     

    4.19       กลุ่มผู้เรียนวิชาชีพ ในแต่ละหลักสูตรจะมีผู้เรียน ที่นักศึกษาฝึกสอนจะต้องมีโอกาสในหลักสูตรต่าง ๆ ตามระดับการศึกษา ตามภาพที่ 4.7 และ 4.8 ผู้ที่ได้รับการเรียนการสอนในปัจจุบันมีการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ทำให้บุคคลเกิดความรู้ความสามารถระชั้นลดหลั่นกันไปดังนั้นการเรียนการสอนเพื่อไปประกอบอาชีพนั้นจะเริ่นต้นที่ระดับการศึกษาที่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ

    1.    กลุ่มที่เรียนต่ออุดมศึกษา

    2.    กลุ่มที่เรียนต่อสายอาชีพ

    3.    กลุ่มที่เข้าฝึกอาชีพ

     

     

     

     

    ภาพที่ 4.7 การวิเคราะห์ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักสูตรจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

    พ.ศ.2542 ทีเข้าสู่สายอาชีพ

     

    ภาพที่ 4.8 การวิเคราะห์ผู้เรียนวิชาชีพตามหลักสูตรจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

     

    4.20       สถานศึกษา จะมีหน้าที่จัดการศึกษาตามระบบการศึกษาและระดับของการศึกษาแยกออกอย่างชัดเจน นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจ สถานศึกษาจัดการศึกษาและฝึกอบรมโดยยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสมารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ การจัดการศึกษาเน้นความสำคัญทั้งความรู้ กระบวนการเรียนและบูรณาการในเรืองต่อไปนี้

    1.     ความรู้เรื่องในตนเอง รู้จักตนและเรื่องรอบตัว

    2.     ประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมชาติ

    3.     ความรู้ ทักษะ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    4.     ความรู้ ทักษะ ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ

    5.     คุณธรรมและค่านิยมที่ดีงามและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรม

    6.     กระบวนการคิดการแก้ปัญหาและการจัดการ

    7.     จิตสำนึกและการปฏิบัติที่ถูกต้องในเรื่องการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

     

     

    ภาพที่ 4.9 การจัดการศึกตามหลักสูตรจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

    ให้สถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาและครูดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้[2]

    1.     จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

    2.     เน้นฝึกทักษะ กระบวนการคิด กระบวนการเผชิญสถานการณ์ สามารถจับประเด็น ค้นหาคำตอบ แก้ปัญห้าได้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง

    3.     จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ได้จริง รวบรวมความรู้จากผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้านและเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้และทำเป็น เรียนรู้ทักษะชีวิต เกิดการไฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง

    4.     จัดการเรียนการสอนให้ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนและสมดุลกัน สอดแทรกคุณธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะทีพึงประสงค์ในทุกวิชา

    5.     ครูต้องเป็นผู้จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ส่งเสริมผู้เรียนให้คิดเป็น ทำเป็น ใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ครูเป็นผู้ประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมมือกันพัฒนาผู้เรียนให้สูงสุดตามศักญภาพ

    6.     จัดการเรียนรูให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ครูและศิษย์อาจเรียนไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอน และแห่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จริง รู้รอบ

     

     

    ภาพที่ 4.10 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ของสถานศึกษา ผู้บริหารและครู

     

    4.21       สถานที่จัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระดับต่าง ๆ จะมีสถานศึกษาเป็นผู้จัดการศึกษา คือ

    4.21.1    ในระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาให้จัดในสถานศึกษาดังต่อไปนี้

    4.21.1.1  สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ศุนย์เด็กเล็ก ศุนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล ฯ

    4.21.1.2 โรงเรียน ไดแก่ โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนในกำกับของรัฐและโรงเรียนเอกชน

    4.21.1.3 ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนในครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา โรงพยาบาล สถาบันการแพทย์ ฯ

    4.21.2    การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดในสถานศึกษาต่อไปนี้

    4.21.2.1 มหาวิทยาลัย

    4.21.2.2 วิทยาลัย

    4.21.2.3 สถาบันเฉพาะทางหรือสถาบันที่เรียกอย่างอื่น

     

    4.22       บทสรุป หลักสตรวิชาชีพเป็นตัวกำหนดแนวทางการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาบุคคลให้มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ มีมาตรฐานในด้านวิชาชีพ หลักสูตรจะประมวลกิจกรรมทั้งหมดให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ภายใต้เงื่อนไข้และสภาพแวดล้อมที่กำหนดและมีการวัดและการประเมินผลซึ่งมีเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน

                การวิเคราะห์หลักสูตร คือ การศึกษาองค์ประกอบต่าง ๆ ของหลักสูตรว่าควรนำไปใช้ได้เพียงใด อาจจะทำได้ทั้งก่อนและหลังการนำหลักสูตรไปใช้

                การวิเคราะห์หลักสูตรโดยทั่วไป มี 2 ประเภท ซึ่งแตกต่างกันตรงวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์

    การวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อการอธิบายลักษณะส่วนประกอบของหลักสูตรผลการวิเคราะห์

    ประเภทนี้ มักจะใช้ในการอธิบายวัสดุการเรียนต่าง ๆ เปรียบเทียบกัน การวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อตัดสินความเหมาะสม

     

    4.23       กิจกรรมท้ายบท ให้สรุปขั้นตอนการวิเคราะห์หลักสูตรของสถานศึกษาที่นักศึกษาจะไปทำการฝึกสอน

    1.     นักศึกษาจัดตั้งคณะกรรมการการดำเนินการวิเคราะห์หลักสูตร จัดเป็นกลุ่ม ๆ ละ 1 วิชา มีประธานและเลขานุการ และกรรมการอื่น ๆ ตามสมควร

    2.     อัดสำเนาตารางเปล่า ๆให้มีแต่โครงสร้าง แจกกรรมการแต่ละคน

    3.     อภิปรายถึงวัตถุประสงค์ของเนื้อหาวิชาและพฤติกรรมให้เป็นที่เข้าใจ

    4.     กรอกรายการเนื้อหาวิชา ลงตารางของคณะกรรมการทุกคนในกลุ่ม ( ตาราง 10 หน่วย )

     

     

     

     

     

     

    ตารางที่  4.5  ตารางวิเคราะห์หลักสูตรโดยทั่วไป

     

    ตารางวิเคราะห์หลักสูตร

    ชั้น.....................................................................วิชา...................................................................................

     

     

    พฤติกรรม

     

    เนื้อหา

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

              รวม

     

     

     

     

     

     

     

     

     

              อันดับความสำคัญ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    5.     นักศึกษา(กรรมการ)ทุกคนให้คะแนนน้ำหนักความสำคัญของแต่ละเนื้อหาวิชา ในแต่ละพฤติกรรม โดยกำหนดช่องละ 10 คะแนน น้ำหนักความสำคัญจะให้ได้ตั้งแต่ 0 - 10 คะแนน ( เป็นจำนวนเต็ม ) โดยนักศึกษา(กรรมการ)ทุกคนต้องพิจารณาให้รอบคอบตามความคิดเห็นที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ทั้งนี้ให้ใช้สติปัญญา ใช้ความคิดอันสุขุมเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ โดยถือหลักว่าถ้าจะให้เด็กเก่งแต่ละเนื้อหาวิชานั้น ๆ แล้ว นักศึกษา(กรรมการ)จะต้องปลูกฝังสมรรถภาพทางสมองอันใดมากน้อยเพียงใด โดยอาศัยประสบการณ์ของนักศึกษาเป็นหลัก

    6.     เมื่อนักศึกษา(กรรมการ)ทุกคนทำเสร็จแล้ว ก็นำตารางของแต่ละคนมารวมกัน หารายเฉลี่ยในแต่ละรายการเนื้อหา แล้วรวมผลเฉลี่ยของแต่ละช่องทางขวามือ

    7.     จัดอันดับความสำคัญของเนื้อหาทางขวางมือ แล้วจัดกลุ่มความสำคัญเป็น 3 หรือ 5 กลุ่ม

    8.     อภิปรายถึงอันดับความสำคัญนั้นจนนักศึกษาทุกคนพอใจ

    9.     รวมน้ำหนักลงด้านล่าง ( พฤติกรรม ) แล้วจัดลำดับความสำคัญเช่นเดียวกัน

    10.  อภิปรายถึงอันดับความสำคัญของพฤติกรรมว่าเหมาะสมแล้วหรือยัง ( ลำดับขั้น 4 และ )

    11.  ดัดแปลงตารางเฉลี่ยให้เป็นตาราง 100 หรือ 1000 หน่วย โดยใช้หลักบัญญัติไตรยางค์เพื่อประโยชน์ในการคิดคำนวณ โดยถือเอาจำนวนยอดใหญ่ ( ตัวเลขรวมทางขวามือ ) เท่ากับ 100 หรือ 1000 หน่วย แล้วเทียบตัวเลขต่าง ๆ ในตารางตามสัดส่วนดังกล่าว

    12.  รวมเลขในตาราง 100 หรือ 1000 หน่วยเพราะมักจะขาดหรือเกิน 100 หรือ 1000 หน่วยเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการลดและปัดเศษ ก็ให้แก้ไขเสียใหม่ให้ พอดี 100 หรือ 1000 หน่วยโดยใช้วิธีเพิ่มหรือลดจากปัดเศษ โดยถือว่าการลดหรือเพิ่มเพียงเล็กน้อยจะไม่ทำให้ผลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ระวังอย่าให้กระเทือนถึงอันดับความสำคัญ

     

     

     

     



    [1] พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..2542

    [2] พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

     



    อ่านทั้งหมด: 11444, ความเห็นทั้งหมด: 0

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2567)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    กฎหมายเรื่องการวิ่งเต้นล้มคดี(ดีโพลมา2566)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27(ดีโพลมา2565)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 27
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2564)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน
    ลูกครูญี่ปุ่น ถูกฆ่าหั่นศพ รุดพบตำรวจ (ดีโพลมา2563)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 26(ดีโพลมา2562)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
    ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2561)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    ขับรถอย่างไรจึงไม่ปวด
    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา “สมชาย ไพบูลย์” แนวร่วม นปช.และอดีต ส.ข.บางบอ
    รพ.จุฬาลงกรณ์ เชิญประชาชนร่วมบำเพ็ญกุศล (ดีโพลมา2559)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม -ตอนที่ 25(ดีโพลมา2558)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ไปเที่ยวเดอะกะตะรีสอร์ทที่ภูเก็ตมา(ดีโพลมา2557)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน).
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2560)
    กฎหมายค่าส่วนกลาง(ดีโพลมา2559)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 24 (ดีโพลมา2558)
    กินอย่างไร เมื่อไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
    กินอย่างไรห่างไกลเบาหวาน
    กินอย่างไร เมื่อเป็นโรคเบาหวาน
    หางาน part time งานผ่านเน็ต รับงานทำที่บ้านได้ คลิก
    โรคความดันโลหิตสูง รักษาได้ แค่หลีกให้ไกลจากโซเดียม
    อีเมล และสมอง อัศจรรย์แห่งการเชื่อมโยง
    Japanese Language Course
    แค่หลับสนิท ก็ผอมได้ไม่น่าเชื่อ!
    อลังการอะ ศิลปะบนผนังที่ห้างรูปเกือกม้าในเนเธอร์แลนด์
    วิธีลดน้ําหนัก 5 กิโล 1 อาทิตย์ สูตรเด็ดที่สาว ๆ ต้องคิดก่อนลอง !
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2556)
    สตช. เพิ่งตื่น สั่งเข้มปราบปรามแหล่งเงินกู้นอกระบบ(ดีโพลมา2555)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 23(ดีโพลมา2554)
    30 วิธีฉลาดสุดๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณ “ง่ายขึ้น” ไปดูว่ามีอะไรบ้าง!
    การปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเป็นคนที่มีความสุขทำอย่างสม่ำเสมอ
    งานพิเศษ งานรายได้เสริม ใช้เวลาว่างๆ 2-3 ชั่วโมง ทำงาน ที่นี่ค่ะ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2553)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่18ต.ค.2557(ดีโพลมา2552)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 22(ดีโพลมา2551)
    ตามหาญาติ (ดีโพลมา2550)
    หางานทำที่บ้าน งานทำทางเน็ต สร้างรายได้ที่บ้านค่ะ
    เลือกที่พัก รายวัน รายเดือน อย่างไรดี
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2549)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2548)
    แต่งตั้งนายตำรวจราชสำนัก (ดีโพลมา2547)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 21ขอขอบคุณที่มาของข่าว/ภาพจากผู้ที่มีชื่ออยู่ด้านล่างนี้ทุก
    หนังเรื่องผีชี่วะ ภาค4 (ดีโพลมา2545)
    หนี้เสียเกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ (ดีโพลมา2544)
    หางาน หางานทำที่บ้าน คีย์งานผ่านเน็ต ง่ายๆ คลิกเลย
    9 สุดยอดผัก แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
    ลดความเครียดและรอบเอวด้วยอาหาร 4 ชนิด ที่คิดไม่ถึง
    เช็กสิ 14 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเครียดมากเกินไป

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 499.2008ms