เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1744 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ร่าง คำประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติ (0)
    [2 ชั่วโมงที่ผ่านมา]
  • ความต้องการด้านทรัพยากรที่จำเป็นในการบริหารความต่อเนื่อง (0)
    [3 ชั่วโมงที่ผ่านมา]
  • Glenn Murcutt-Sustainable Architecture (0)
    [20 วันที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • ระบบคืออะไร (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ถนนเด็กเดิน (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ทิศทางการพัฒนาตลาดเก่าในเชิงอนุรักษ์เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • โครงการออกแบบเสนอแนะปรับปรุงโรงเรียนสองภาษา (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเศษวัชพืชธูปฤาษี (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาลวดลายจิตกรรมฝาผนังอยุธยา (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตย์ (Universal Design) คืออะไร ทำไมเมืองไทยต้องมีอารยสถาปัตย์ (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตยกรรม (Universal Design ) (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดบางหลวง (SWOT Analysis)(พิชัย สดภิบาล.2557) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวตลาดบาง หลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิธีการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • TOWS Matrix (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวความคิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวโน้มการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การอนุรักศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ตลาดเก่า ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติโดยย่อตลาดบางหลวง ร.ศ.๑๒๒ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <สิงหาคม 2557>
     
    3128293031123
    3245678910
    3311121314151617
    3418192021222324
    3525262728293031
    361234567
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 913947
    • เฉพาะวันนี้ 83
    • ความคิดเห็น 108
    • จำนวนเรื่อง 464
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    Sustainable Enterprise Management
    1 มกราคม 2554 - 12:22:00

     

    Sustainable Enterprise Management

    Act.Lt.Pichai Sodbhiban Chandrakasem Rajabhat University, TH

     

    บทสรุปผู้บริหาร

    การจัดการธุรกิจอย่างยั่งยืนในยุคโลกาภิวัฒน์นั้นต้องยึด แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม ถือเป็นกระแสที่กำลังได้รับความนิยมจากสังคมในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวงการวิชาการสาขาต่างๆ ทั้งในประเด็นแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility : CSR เป็นความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการประกอบธุรกิจหรือการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ การป้องกัน รักษา ปรับปรุง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ เป็นแนวปฏิบัติที่เริ่มต้นจากภายในองค์กรออกไปสู่สังคมในวงกว้างโดยมีพื้นฐานขั้นต้นให้ปฏิบัติตามกฎหมาย มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และมีจริยธรรมทางสังคม และเป็นไปตามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรหลังจากยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเน้นการผลิตเป็นจำนวนมาก ถึงจะมีผลดีในด้านก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมากทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหามลพิษ ปัญหาโลกร้อน ปัญหาด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประชาคมโลกเริ่มมีความตระหนักว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเริ่มมีแนวคิดที่นำมิติด้านสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาควบคู่กับการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ     

    การแสดงความรับผิดต่อสังคม(Political Social Responsibility) ของนักการเมืองเองการปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้อย่างมีระบบ โดยมีปัจจัยนำเข้าทางด้านการเงิน เพื่อให้ระบบธุรกิจเดินหน้า องค์กรของธุรกิจทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือ SLEs และ SMEs  ทั้งของคนไทยเองและธุรกิจข้ามชาติ [1] การดำเนินธุกิจนั้นถ้ามีการบริหารความเสี่ยง(Risk Management)[2] ได้ผลประโยชน์สู่บริษัทอย่างต่อเนื่อง สามารถขยายธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป(Incremental change) ก้าวกระโดด (Radical change)[3] ธุรกิจได้ก็ตามถ้าสามารถสร้างกำไรได้มากในแต่ละปีและเป็นธุรกิจที่เป็นสีเขียว (Green Business) มีผลตอบแทนให้กับผู้ร่วมลงทุนร่วมหุ้น (Shareholder)  ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเป็นบุคคลที่มีผลประโยชน์ สิทธิ หรือส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภายในและภายนอกองค์การ (Stakeholder)[4]   ทำให้นักลงทุนสถาบัน[5] (Sustainable Responsibility Investment) มีความสนใจที่จะลงทุน ในธุรกิจลักษณะนี้และในประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging market)[6] การผสมผสานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(Sufficiency Economy) มีเครื่องมือที่จะพัฒนาบรรษัทธรรมาภิบาล(CG Toolkit and CG SME Practical Guide to Corporate Governance) มีคุณธรรมจริธรรม (Corporate Ethic) คาดว่าแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม จะเป็นตัวกำหนดทิศทางใหม่ของการดำเนินธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์

    1.        บทนำ

                วิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบรุนแรงทำให้การผลิต การส่งออก และการใช้จ่ายของภาคเอกชนหดตัวมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์เช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเริ่มที่จะมีสัญญาณของการมีเสถียรภาพและการฟื้นตัว ไม่อ่อนแอแต่ยังไม่แข็งแรง ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลมีมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง เพราะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น รัฐบาลในฐานะที่เป็นเครื่องยนต์เดียวที่จะขับเคลื่อนในขณะนี้ จึงจัดทำแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ซึ่งจะเป็นโครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนของรัฐควบคู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว[7]

    การแสดงความรับผิดต่อสังคม(Political Social Responsibility) ของนักการเมืองเองการปกครองที่ทำหน้าที่ดูแลขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้อย่างมีระบบ โดยมีปัจจัยนำเข้าทางด้านการเงิน เพื่อให้ระบบธุรกิจเดินหน้า องค์กรของธุรกิจทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือ SLEs และ SMEs  ทั้งของคนไทยเองและธุรกิจข้ามชาติ [8] การดำเนินธุกิจนั้นถ้ามีการบริหารความเสี่ยง(Risk Management)[9] ได้ผลประโยชน์สู่บริษัทอย่างต่อเนื่อง สามารถขยายธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป(Incremental change) ก้าวกระโดด (Radical change)[10] ธุรกิจได้ก็ตามถ้าสามารถสร้างกำไรได้มากในแต่ละปีและเป็นธุรกิจที่เป็นสีเขียว (Green Business) มีผลตอบแทนให้กับผู้ร่วมลงทุนร่วมหุ้น (Shareholder)  ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะเป็นบุคคลที่มีผลประโยชน์ สิทธิ หรือส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภายในและภายนอกองค์การ (Stakeholder)[11]   ทำให้นักลงทุนสถาบัน[12] (Sustainable Responsibility Investment) มีความสนใจที่จะลงทุน ในธุรกิจลักษณะนี้และในประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging market)[13]

    ในปี ค.ศ.1880 สถานประกอบการในยุโรปมีความตะหนักที่จะต้องรับผิดชอบสังคม รักษ์โลกดูแลให้ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)[14]

              ดังกล่าวข้างต้นนั้นคือการทำธุรกิจในปัจจุบันที่จะต้องดำเนินกลยุทธ์ในรูปแบบร่วมสมัย(Contemporary)ของการรับผิดชอบสังคมแบบ(Corporate Social Responsibility’s) โดยมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ด้านสังคม (Social) ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ด้านเศรษฐกิจ (Economy) และในยุคโลกาภิวัฒน์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะดำเนินธุรกิจอย่างที่ประชาคมโลก กำหนดร่วมกัน ยูเอ็น (United Nation Global Compact :UN Global Impact) ได้จัดให้มีข้อปฏิบัติเกี่ยวกับ Corporate Social Responsibility        โดยองค์การสหประชาชาติให้วิสาหกิจดำเนินตามหลักการ ๑๐ประการที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการไม่ยอมรับการโกงกิน-ติดสินบน และ ทฤษฎีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการ (Stakeholders Theory) ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้าง ผู้ถือหุ้นและเจ้าของ ลูกค้า ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ คู่แข่งขัน เจ้าหนี้ ชุมชนท้องถิ่น และรัฐบาล  

              สัญญาณบ่งชี้ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สูงกว่าปีที่แล้ว รวมถึงการคาดการณ์ตัวเลข GDP ของไทยจากหลายสำนักก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีใช้ได้ จะยกเว้นก็แต่เรื่องของการเมืองเท่านั้น ที่ยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวน แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะมีสัญญาณฟื้นตัวก็ตาม และจากภาวะตลาดหุ้นไทยที่ยังดูไม่สดใส ทำให้นักลงทุนเริ่มหันเหความสนใจไปยังหุ้นในต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายกิจการ ร่วมทุนหรือการควบรวมกิจการ (M&A: Merger and Acquisition)[15] ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และยังเป็นโอกาสที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้อีกด้วย[16]

    ประเทศไทยถือได้ว่าจัดอยู่ในประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging market)[17]ที่มีสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางเกิดขึ้นมากมาย ทั้งดำเนินการอยู่ได้และอยู่ไม่ได้ จากภาวะทางเศรษฐกิจทำให้สถานประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ให้อยู่รอด โดยเฉพาะแหล่งทุนที่มาจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติ มีการซื้อหุ้น รวมกิจการและควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions) การเข้าตลาดหลักทรัพย์ การดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบรรษัทภิบาล (CG:Corporate Governance)  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(SE:Sufficiency Economy) และการรับผิดชอบสังคม (CSR: Corporate Social Responsibility) ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อที่จัดการกับธุรกิจให้มีความยั่งยืน(Sustainable Business)

    2.       Sustainable Enterprise Management

     

         แนวความคิดและทฤษฎี หลักการการประกอบธุรกิจแบบยั่งยืน (SEM: Sustainable Enterprise Management) มีการพัฒนาธุรกิจแบบยั่งยืน (Sustainable development)  ลอดจนการร่วมมือกันทั้งภายในและภายนอกองค์กร(Corporate sustainability) ในปัจจุบันนี้เป็นต้นไปผู้บริหารต้องหันมาใส่ใจเกี่ยวกับการใช้หลักการของ CSR:Corporate Social Responsibility[18] ที่ประกอบด้วยกัน 3 ด้าน คือ ด้านสังคม(Social) ด้านสิ่งแวดล้อม(Environment)  และด้านเศรษฐกิจ(Economy)  และใช้ของ United Nation Global Compact โดยองค์การสหประชาชาติให้วิสาหกิจดำเนินตามหลักการ ๑๐ประการที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิมนุษยชน(Human Rights)   มาตรฐานแรงงาน(Labor Standard)   สิ่งแวดล้อม(Environment)   และการไม่ยอมรับการโกงกิน-ติดสินบน (Anti Corruption)  และ ทฤษฎีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกิจการ (Stakeholders Theory) ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้าง ผู้ถือหุ้นและเจ้าของ ลูกค้า ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ คู่แข่งขัน เจ้าหนี้ ชุมชนท้องถิ่น และรัฐบาล   เพื่อเปรียบเทียบกับหลักสากล จากนั้นใช้กรอบปรัชญาและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง(SE:Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจานั้นจะต้องดำเนินธุรกิจแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักการของของบริษัทธรรมาภิบาล (CG) มีคุณธรรมจริยธรรม (Ethics and Code of conduct) ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสามารถบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental management) ทั้งภายนอกและและภายใน จะต้องมีแบบแผนข้อกำหนดทางด้านการเงินที่สามารถตรวจสอบได้ (Application in Finance) บริหารจัดการด้านการตลาดที่มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า(Marketing,SCM, Management)มีมาตรฐานที่ยอมรับได้ ซึ่งถ้าบริษัทสามารถดำเนินการตามหลักการและทฤษฎีของการจัดการธุรกิจแบบยั่งยืนนี้แล้วผู้นำองค์กรจะสามารถนำพาองค์กรของตนเองไปสู่การประกอบธุรกิจที่ยั่งยืน[19]

     

    3.       จุดกำเนิด CSR จาก 4 ทิศทาง

    การทำ CSR ในยุคแรกๆ นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนารมย์ที่ดีขององค์กรเอง (มักรอให้เกิดปัญหา แล้วค่อยมาแก้ไขด้วยการทำ CSR ทีหลัง) แต่นั่นก็เป็นการจุดประกายการทำ CSR ขึ้นในสังคม เพราะหลายบริษัทจะพบว่า การรอให้เกิดปัญหา การประท้วงเรื่องแรงงานสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก่อน แล้วจึงค่อยหันมาใส่ใจประเด็นเหล่านี้ ไม่เป็นผลดีอีกต่อไป ทำไมไม่เป็นฝ่ายรุก หันมาดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม  แสดงตนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และมีความปรารถนาที่ดีที่จะทำสิ่งดีดีตอบแทนสังคมที่ตนอยู่ (Corporate Citizenship)แต่จะอย่างไร ธุรกิจก็คือธุรกิจ การรักษาผลประโยชน์ (กำไร) เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสายตาของผู้ถือหุ้น ซึ่งการนำส่วนหนึ่งของผลกำไรที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้รับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปลงทุนในการทำ CSR

    การทำ CSR จึงจำเป็นจะต้องผสานประโยชน์ทั้งภายนอกและภายในองค์กร เพราะถึงแม้ว่าองค์กรจะต้องใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยในการทำ CSR แต่ในขณะเดียวกัน องค์กรที่ทำ CSR จะทำให้ประชาชน รู้สึกดีต่อองค์กร และเลือกที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์และ/หรือ บริการขององค์กรนั้นๆ แทนที่จะไปใช้ของคู่แข่ง ที่ไม่ได้ทำ CSR หรือเกิดความจงรักภักดีในตราสินค้า (Brand Royalty) ซึ่งทำให้รายได้ขององค์กรเพิ่มขึ้นมาก และยั่งยืนอีกด้วย และนั่นก็เปรียบเสมือน "License to Operate" ในเชิงสัญลักษณ์ เมื่อประชาชนสนับสนุนองค์กร ก็เปรียบเสมือนการอนุญาตให้องค์กรนั้นๆ ดำเนินธุรกิจอยู่ในสังคมของพวกเขา ในทางกลับกัน หากองค์กรที่ไร้จรรยาบรรณ ถึงจะเปิดกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากประชาชนไม่สนับสนุน หรือคว่ำบาตรสินค้าขององค์กรนั้นๆ ธุรกิจก็คงดำเนินต่อไปไม่ได้

    3.1 CSR จากกระแสการเรียกร้องของประชาชน

    อันที่จริงการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) มีมานานกว่า 200 ปีแล้ว (ประมาณ พ.ศ. 2333) แต่ยังไม่มีการนิยามคำว่า CSR ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ[20]  

    การทำ CSR จากอดีต พัฒนามาสู่ แนวคิดที่ว่า "ทุกองค์กร ควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคมโดยเฉพาะภาคธุรกิจ ที่เป็นที่มาของความกินดีอยู่ดีในสังคม เพราะมีทั้งกำลังทรัพย์และความสามารถในการจัดการบริหารต่างๆ เดิม CSR เป็นหน้าที่นี้เป็นของภาครัฐบาลและ NGO[21]           เป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกองค์กร ที่จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" [22]

    3.2 CSR จากกลุ่มนักลงทุน[23]

    ประมาณปี พ.ศ. 2471 เริ่มมีแนวทางการลงทุนทางธุรกิจเพื่อสังคมแนวใหม่ขึ้น หรือที่เรียกว่า "Social Responsibility Investment" ในปัจจุบัน คือการจัดตั้งกองทุนเพื่อไปลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งถือว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำ CSR ซึ่งมีนัยยะที่สำคัญเพราะนักลงทุนนั้นมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการผลักดันให้ธุรกิจที่ตนเองถือหุ้นหรือลงทุนอยู่นั้นมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยมีพัฒนาการตามลำดับดังนี้

    1.  Pioneer Fund        จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักลงทุนผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเทสแทนท์ โดยใช้หลักคำสอนของศาสนาเข้ามาวัดความชอบธรรมในการดำเนินธุรกิจ โดยจะนำทุนไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอบายมุขทั้งหลาย[24]

    2. Green Fund กองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม[25]

    3. Social Responsible Investment หรือ Social Responsible Funds   เป็นกองทุนที่ลงทุนในองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมในหลายๆ ด้านในขอบเขตที่ไกลออกไป ตั้งแต่เรื่องสิทธิมนุษยชน แรงงาน สวัสดิการของคนและสัตว์ ห่วงใยชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราเติบโตสูงมากในช่วงปี 2542-2544[26]

     

    3.3 CSR จากมุมของนักวิชาการ

    ในวงการ วิชาการต่างประเทศ ก็มีการพัฒนางานเขียนที่มีแนวคิดเรื่อง CSR ขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนี้ ปี พ.ศ.2483 (ค.ศ.1940) ศาสตราจารย์ ธีโอดอร์ เครปส์ Professor Theodor Kreps จากสแตนด์ฟอร์ด บิสสิเนส สคูล ใช้คำว่า Social Audit” เป็นครั้งแรก ซึ่งกล่าวว่าองค์กรธุรกิจควรมีการทำรายงานการกระทำที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม   แต่ทว่ากระแสเรื่อง CSR ก็ยังไม่เป็นที่สนใจอยู่ดี[27]

    3.4 CSR กับสถาบันและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ

    หลังจากกระแสด้านสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองจากเรื่อง DDT ในช่วงปี พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960) ก็เกิดการประชุมที่มุ่งช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาได้กำหนดเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน”มีจุดเน้นเป็นลำดับมา โดยมีการเน้นด้านการจัดการ ด้านสิทธิและสวัสดิการแรงงาน และธุรกิจใดไม่ทำซีเอสอาร์ก็จะส่งสินค้าไปขายให้บรรษัทข้ามชาติไม่ได้
                สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะมีการนำซีเอสอาร์เข้ามาในช่วง 10 ปีมานี้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับคนไทย องค์กรที่ทำส่วนใหญ่มักเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และธุรกิจส่งออก

     

    พ.ศ.และ ค.ศ.

    การเกิดเหตุการณ์

    2515 (1972)

    มีการประชุม UN Conference on the Human Environment ที่ Stockholm Sweden ที่นำมาสู่ Stockholm Declaration on the Human Environment” ซึ่งเป็นที่มาของการก่อตั้ง UNEP: United Nation Environment Program ขึ้น โดยเป็นหน่วยงานที่ดูแลสิ่งแวดล้อม ในภาคต่างๆ รวมถึงภาคธุรกิจ

    2519 (1976)

    กลุ่มประเทศพัฒนา OECD ตั้ง Guideline for Multinational Enterprises เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระหว่างประเทศ ให้ดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการตอบรับจากบริษัทต่างๆ ดีมาก แต่ก็ยังจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การปรับปรุง Guideline อีกครั้ง

    2530 (1987)

    UN Brundtland Commission ผลิตเอกสารสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนิยามคำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน” คือ การพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนยุคปัจจุบันได้ โดยไม่ทำให้ความต้องการของคนยุคต่อมาเกิดปัญหา โดยตั้งชื่อให้กับเอกสารนี้ว่า Our Common Future”

     

     

     

     

     

     

    พ.ศ.และ ค.ศ.

    การเกิดเหตุการณ์

    2532 (1989)

    หลังจากเหตุการณ์ เรือบรรทุกน้ำมันดิบของ Exxon Waldez[28] ล่มบริเวณทะเลอลาสก้า ซึ่งก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และสัตว์น้ำแถบทะเลอลาสก้าเป็นวงกว้าง กลุ่มธุรกิจ SRI (social Responsible Investment) ซึ่ง Exxon เป็นหนึ่งในนั้นจึงร่วมกันบัญญัติกฎ 10 ประการที่เรียกว่า Waldez Principle” ซึ่งกำหนดความประพฤติ ขององค์กรให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม  ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบัญญัติ เป็น CERES Principle 

    2535 (1992)

    มีการประชุม UN Earth Summit ที่ ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เกิด RIO Declaration ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น

    หลังการประชุมระดับโลก (Earth Summit) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็เริ่มตื่นตัวกับแนวคิด การพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นทิศทางใหม่ของการพัฒนาที่ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีกระแสกดดันองค์กรธุรกิจให้คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน

    ผลจาก Rio Summit  นำมาสู่การเกิดมาตรฐาน ISO 14000  ซึ่งเน้นด้านการจัดการ

    2538 (1995)

    มีการประชุม UN World Summit for Social Development ที่ โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งสาระสำคัญของการประชุมเน้น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแรงงาน ที่ควรได้รับการจ้างงานเต็มอัตรา มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงาน ตามกฎขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ILO)

     

     

     

    พ.ศ.และ ค.ศ.

    การเกิดเหตุการณ์

    2539 (1996)

    สิ่งแวดล้อม ซึ่งทั่วโลกนำไปใช้ เพื่อให้เกิดมาตรฐานของธุรกิจร่วมกัน  ณ ปัจจุบัน มีองค์กรธุรกิจ กว่า 50,000 องค์กร ทั่วโลกที่ได้รับมาตรฐาน ISO 14000  แล้ว และกว่า 500,000 รายที่ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งเน้นด้านสิทธิและสวัสดิการแรงงาน

    2524-2534

    เกิด GRI: Global Reporting Initiative ซึ่งมุ่งหามาตรฐานการรายงานผลการดำเนินงานของธุรกิจ ทั้ง 3 มิติ คือ การวัดผลทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อที่จะให้แต่ละองค์กรธุรกิจรายงานผล ที่เป็นจริงในทุกมิติ ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนลอยๆ โดยไม่ได้ทำจริง  ซึ่งขณะนี้มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 400 บริษัทที่นำหลักการนี้ไปใช้

    2542 (1999)

    ผู้คนเริ่มให้ความประเด็นเรื่อง CSR เป็นที่สนใจอย่างมาก  มีการประชุม World Economic Forum นำโดยนายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN)  ร่วมกับ 5 หน่วยงานของ UN (ILO, UNDP,UNEP, UNCHR, UNIDO) และภาคธุรกิจ ได้ออก UN Global Compact” หรือหลัก 9 ประการที่บริษัทในโลก โดยเฉพาะธุรกิจข้ามชาติ ให้ทำ CSR ในหลักการทั้ง 9 นี้ ได้รวมเอาแนวคิดเรื่อง Corporate Citizenship, สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน  การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่กระจัดกระจายจากหลายๆ แนวคิดเข้าด้วยกัน เป็นบรรทัดฐานการทำ CSR ขององค์กรธุรกิจที่ชัดเจนที่สุด ต่อมา OEDC จึงได้ปรับแผลการดำเนินงานในกลุ่มประเทศสมาชิกของตนให้สอบคล้องกับ UN Global Compact”

     

    ภาพที่ 1 การจัดการ CSR อย่างมีคุณภาพ

     

     

     

    พ.ศ.และ ค.ศ.

    การเกิดเหตุการณ์

    2543(2000)

    กระแสของโลกในเรื่องซีเอสอาร์เริ่มจริงจังและรุนแรงยิ่งขึ้น โดยองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD – Organization for Economic Cooperation and Development ซึ่ง เป็นองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศพัฒนา แล้วที่ยอมรับระบบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจการค้าเสรี มีประเทศสมาชิก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และประเทศในสหภาพยุโรป ได้ออกแนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติ หรือที่เรียกว่า OECD-Consensus ซึ่งแนวปฏิบัตินี้มีการปรับปรุงโดยเน้นในเรื่องซีเอสอาร์อย่างเข้มข้น มีการเสนอแนะให้บรรษัทข้ามชาติทำธุรกิจกับคู่ค้าทั่วโลกเฉพาะที่มีซีเอสอาร์เท่านั้น ธุรกิจใดไม่ทำซีเอสอาร์ก็จะส่งสินค้าไปขายให้บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้

     สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะมีการนำซีเอสอาร์เข้ามาในช่วงนี้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับคนไทย องค์กรที่ทำส่วนใหญ่มักเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และธุรกิจส่งออก

    2545 (2002)

    UN World Summit on Sustainable Development ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กนั้นก็เป็นจุดที่เกิดความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนของความรับผิดชอบของภาคธุรกิจต่อสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีหลักการที่ว่าการตอบสนองความต้องการของคนยุคนี้ต้องไม่ไปทำลายโอกาสของคนรุ่นหลังในการตอบสนองความต้องการของตน

     

    4.ความรับผิดชอบต่อสังคม CSR (Corporate Social Responsibility) คืออะไร[29]

              การที่จะเป็นอาสาสมัครอย่างเต็มตัวของสถานประการต่าง ๆนั้นในด้านที่จะกระโดดเข้ามารับผิดชอบต่อสังคม นั้นน้อยมาก กระแสของ CSR ยังดำเนินอยู่ในองค์กร ของตนเองที่ดูแลงานบริการจัดการด้านคน ด้านการตลาด ด้านผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ความเป็นธรรมความเสมอภาค ในสังคมองค์กร การมีธรรมาภิบาล การรับผิดชอบต่อลูกค้า การให้สวัสดิการลูกน้อง การบริจาคเงินสิ่งของให้กับองค์กรทางการศึกษา ต่อชุมชน ศาสนา  อย่างนี้เป็นต้นที่ผู้บริหารคิดว่าได้รับผิดชอบสังคมแล้วนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนเริ่มต้นแล้วและในประเทศไทย ซึ้งส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ได้กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ได้ความมีเมตตา กรุณา ช่วยเหลือกันมาช้านาน ยิ่งยักธุรกิจถ้าเชื่อในโชคชตาแล้วยิ่งต้องเสริมบารมีในการทำบุญ ทำทาน หรือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน ในสมัยอดีตไทยเรามีเจ้าขุนมูลนายที่เห็นเด่นชัด ก็มีข้าทาสบริวาร มากมายต้อดูแลรับเลี้ยง อุปการะ ก็หวังซึ่งได้ใช้แรงกาย กำลังสติปัญญาในการช่วยงาน เจ้านายก็ชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี[30] เมือพิจาณาดูแล้วไทยเราได้ดำเนินแนวทางด้านสังคมมาโดยตลอดแต่หารูปแบบที่เป็นหลักวิชาการนั้นยังไม่มี หรือการมองเห็นความจำเป็นที่จะจัดการองค์ความรู้ทางด้านนี้ ถ้ามีการจัดการองค์ความรู้ในด้านนี้มาตั้งแต่อดีประเทศเราคงเที่ยมบ่าเที่ยมไหล่กับนานาชาติที่เจริญรุ่งเรื่อง การยอมรับในระดับนานาชาติคงอยู่ในระดับต้น ๆในทางบวก เหตุดังกล่าวเช่นนี้ ดังนั้นการจัดการด้านองค์ความรู้ในบริบทของ CRS ที่แท้[31] นั้นควรจะต้องดำเนินการอย่างยั่งยืนได้แล้วในองค์กร ทุกภาคส่วน ว่า CSR (Corporate Social Responsibility) คืออะไร 

              และถามว่า CSR (Corporate Social Responsibility) ในไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างไร และสถานะการพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้วและจะสามารถยกระดับการพัฒนาให้เข็มข้นขึ้นได้อย่างไร

    ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ แห่งสถาบันไทยพัฒน์ได้ประมวลภาพรวมความเคลื่อนไหวของการทำกิจกรรม เพื่อสังคมตามหลักการ CSR ไว้น่าสนใจ ดังนี้

    ในแวดวงการศึกษา สถาบันอุดมศึกษากำลังยกเครื่องวิชาจริยธรรมทางธุรกิจที่มีมาช้านาน เพื่อให้ครอบคลุมเรื่อง CSRในยุคสมัยปัจจุบัน หลายแห่งได้มีการบรรจุวิชา CSR เข้าไว้ในหลักสูตรบริหารธุรกิจ ขณะที่บางแห่งถึงกับเตรียมเปิดเป็นหลักสูตรCSR ทั้งในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท พร้อมทำการเรียนการสอนได้ในปีการศึกษา 2552 นี้เลยทีเดียว

    ในแวดวงราชการ หน่วยงานรัฐหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง CSR ก็ได้ขยับบทบาทตนเองในการเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนภาคธุรกิจในเรื่อง CSR นี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเป็นที่คาดหมายได้ว่าจะมีความต่อเนื่องเข้มข้นยิ่งขึ้นในปีนี้

           ขณะที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้มีการบรรจุเรื่องCSRไว้เป็นวาระการดำเนินงานหลักขององค์กรควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ บางแห่งได้มีการปรับเปลี่ยนทั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ คุณค่า และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อให้สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างชัดแจ้งอีกด้วย

           หากย้อนมองพัฒนาการของซีเอสอาร์ในปีที่ผ่านมา จะพบว่า นอกจากที่องค์กรธุรกิจได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว น่าสังเกตว่าได้มี การพัฒนาซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic CSR ซึ่งมี 2 องค์ประกอบ คือ 1.การให้ความสำคัญกับความต้องการของสังคม (ฝั่งอุปสงค์) และคำนึงถึงความเชี่ยวชาญขององค์กรในการตอบสนองต่อประเด็นทางสังคม (ฝั่งอุปทาน) ด้วย

           โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์ประกอบแรกที่เป็นการสำรวจความต้องการของสังคมหรือชุมชนในพื้นที่ที่องค์กรต้องการเข้าไปดำเนินงานนั้น เป็นลักษณะของการวิเคราะห์จากปัจจัยภายนอก (Outside-In) ซึ่งคล้ายกับการวางแผนธุรกิจ ที่จำเป็นต้องสำรวจความต้องการของตลาดหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ก่อนที่จะพัฒนาหรือลงมือผลิตสินค้า และบริการสู่ตลาดนั้นๆ

           การดำเนินงาน CSR ที่มีการพิจารณาถึงปัญหาของชุมชนหรือประเด็นที่น่าสนใจทางสังคมที่แท้จริง จะทำให้เกิดประสิทธิผล (Effectiveness) ที่สูงกว่าการที่องค์กรนึกอยากจะช่วยเหลือสังคมแล้วนำอะไรต่อมิอะไรไปมอบให้ เพราะคิดว่า เอาชุมชนหรือสังคมจะได้รับประโยชน์จากเจตนารมณ์ที่ดี และการลงมือทำดีของตนเอง โดยไม่ยอมให้ใครมาทักท้วงกิจกรรมนั้นได้อีก

           2.มีการสำรวจขีดความสามารถหรือทรัพยากรที่องค์กรมีอยู่ ว่าสามารถเข้าไปดำเนินงานCSRนั้น ได้ดีเพียงใด เรียกว่า เป็นการพิจารณาปัจจัยจากภายใน(Inside-Out) ซึ่งคล้ายกับการวิเคราะห์ SWOT ในทางธุรกิจ เพื่อประเมินศักยภาพ และความเชี่ยวชาญขององค์กรในการตอบสนองต่อประเด็นที่น่าสนใจทางสังคมนี้ จะทำให้การดำเนินงานด้าน CSR มีประสิทธิภาพ (Efficiency) หากสำรวจแล้วพบว่า กิจการยังขาดทรัพยากรหรือความเชี่ยวชาญ ก็จำต้องแสวงหาพันธมิตรภายนอกมาร่วมโครงการ หรือมอบหมายให้หน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ หรือในพื้นที่นั้นๆ ดำเนินงานให้ โดยลำพัง

            ดังนั้น การดำเนินงาน CSR เชิงกลยุทธ์ด้วยการคำนึงถึง 2 องค์ประกอบข้างต้นสังคมก็จะได้ทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผลจากกิจกรรมซีเอสอาร์ ขณะที่กิจการยังสามารถแสดงจุดยืนองค์กร และสร้างความได้เปรียบในทางธุรกิจที่เหนือกว่าองค์กรอื่นจากการมอบผลลัพธ์ และอรรถประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างเหนือชั้นนั่นเอง

           สำหรับแนวโน้มของ CSR ในองค์กรธุรกิจที่พัฒนาซีเอสอาร์เชิงกลยุทธ์ได้ดีในระดับหนึ่ง จะเริ่มสร้างความแตกต่างทางกลยุทธ์ด้วยการคิดค้นนวัตกรรม (Innovation) และแนวทางของการทำงานร่วมกัน (Collaboration Platform) ในการสร้างสรรค์กิจกรรมCSR และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสังคม (Social-Friendly Products) ภายใต้แนวทางที่เรียกว่า Creative CSR เพื่อสร้างก่อให้เกิดผลที่เป็นคุณค่าเพิ่ม (Value-Added Impact) ต่อสังคมอย่างยั่งยืน

    สถาบันไทยพัฒน์ได้เคยทำการสำรวจระดับของพัฒนาการ CSR [32]โดยแยกเป็นภาคธุรกิจในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล กับในส่วนภูมิภาค เมื่อต้นปี 2552 ผลการสำรวจ พบว่า ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ร้อยละ 27 เพิ่งเรียนรู้และทำความเข้าใจ ร้อยละ 53 ปฏิบัติได้ดีระดับหนึ่ง และร้อยละ 16 มีความก้าวหน้าดีมาก ขณะที่ในส่วนภูมิภาค ร้อยละ 45 เพิ่งเรียนรู้และทำความเข้าใจ ร้อยละ 40 ปฏิบัติได้ดีระดับหนึ่ง และร้อยละ 12 มีความก้าวหน้าดีมาก ที่เหลือตอบว่าไม่แน่ใจ

    สถาบันไทยพัฒน์ได้ประมวลข้อแนะนำ 4 ประการ สำหรับการขับเคลื่อน CSR ในประเทศไทย ไว้ในรายงานการศึกษาวิจัยเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบในประเทศไทย” (Responsible Business Conduct in Thailand) ที่เสนอต่อองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ใน 4 ด้านหลัก

    1.     ด้านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ CSR ที่ถูกต้องและทั่วถึง

    2.     ด้านการบูรณาการเรื่อง CSR ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร

    3.     ด้านการสื่อสารเรื่อง CSR ที่สอดคล้องตรงตามความเป็นจริงและทันเวลา และ

    4.     ด้านการส่งเสริมความริเริ่มรายสาขา (sect oral initiatives) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ

    โดยมีรายละเอียดของสิ่งที่ควรดำเนินการ ทั้งที่เป็นบทบาทของภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคการศึกษา และสื่อมวลชน

    เราไม่ได้ขอให้กิจการทำสิ่งที่ต่างไปจากการทำธุรกิจปกติ แต่เรากำลังขอให้กิจการทำธุรกิจเช่นปกตินั้นด้วยวิธีการที่แตกต่างจากเดิม” (We are not asking corporations to do something different from their normal business; we are asking them to do this normal business differently)[33]

     “CSR ไม่ใช่เรื่องของการให้เงินหรือลงแรงแล้วแฮปปี้เอ็นดิ้ง ท้ายที่สุดต้องสามารถปรับมุมคิด และเปลี่ยนคนกลายเป็น "ผู้ให้" แบบเต็มอกเต็มใจ” "ส่วนตัวแล้ว CSR คือ Commitment เป็นความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมที่เราอยู่  Vision ของเซ็นทรัลรีเทลฯ ก็คือบริษัทคนไทยที่มุ่งตอบแทนสังคมไทยและคนไทยให้มีความกินดีอยู่ดี ซึ่งมีหลายแนวทางให้เลือกทำ สำหรับเซ็นทรัลรีเทลฯ เชื่อว่าต้องสร้างจากข้างในเสียก่อนหมายถึงสร้างคนของเราเองก่อนเพราะคนคือเครื่องมือสำคัญ เมื่อเขารู้ ตระหนัก และเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้  แผนงานในทุกแนวทางย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น"[34]

    “การทำความดี ไม่ควรมีกฎเกณฑ์มากั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือขนาดธุรกิจ แต่ควรมีความบริสุทธิ์ใจที่ได้ทำ โดยวัดผลจากความภูมิใจของพนักงาน อนาคตขององค์กรจะขึ้นอยู่กับคนรุ่นเจน Y อายุต่ำกว่า 30 ปีลงมามากขึ้น (เกิดระหว่างพ.ศ. 2520-2537) จากที่ปัจจุบันนี้บริษัทมีคนกลุ่มนี้อยู่ในองค์กรไม่น้อยกว่า 40-50% เป็นจุดที่ทำให้บริษัทต้องมองเลยออกไปว่า เมื่อคนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต บริษัทต้องมอง CSR (Corporate Social Responsibility ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร) เป็นโฟกัสหลัก และเป็นปัจจัยเกื้อหนุนทำให้องค์กรเติบโต เป็นไปตาม 1 ใน 5 กลยุทธ์สู่ความยั่งยืนCSR เป็นเหมือนปุ๋ย ขณะที่เจน Y เหมือนเมล็ดพันธุ์ CSR ของพีแอนด์จีอาจจะดูเหมือนการปิดทองหลังพระ เพราะขณะที่กิจกรรมการตลาดของแบรนด์ในเครือพีแอนด์จี วัดผลสำเร็จจากการลงทุน การวัดผลของ CSR เป็นการวัดจากดัชนีมวลความสุขในใจพนักงาน และเรื่องราวที่มีประโยชน์ต่อสังคม การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในเชิงการค้า (Commercial Social Responsibility)”[35]

    'ทริพเพิลไอ ทริพเพิล แคร์มีรหัสลับคือ 3 I ประกอบด้วย Integration, Innovation และ Intimacy[36]  เป็นกรอบเป็นแนวทางสำหรับกิจกรรมซีเอสอาร์และวัฒนธรรมองค์กร[37]

    ที่ผ่านมาวิถีชีวิตชาวบ้านกับวิถีธุรกิจของเครือ CP กลมกลืนกันมาก เราได้ขายอาหารสัตว์เชิงธุรกิจก็จริง แต่ผลต่อเนื่องที่ตามมาคือ เกษตรกรมีรายได้เข้าหมู่บ้าน ลูกค้า CP หลายรายจากที่ไม่มีอะไรเลย กลับมาฟื้นตัวมีรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท การทำธุรกิจต้องมีเงินถึงจะไปทำ CSR ได้ และบทบาทหน้าที่นี้ CP เราเด่นชัดว่า ต้องอยู่ในธุรกิจที่ทำประโยชน์ให้สังคม[38]

    การปลูกปะการังไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับกิจกรรม CSR แต่การหยิบประเด็น CSR มาบริหารจุดยืนทางธุรกิจ ภายใต้ผลึกความคิดของจัสเทล ทำให้การงอกเงยของปะการังแต่ละต้นจากนี้ไป มีเรื่องราวที่เป็นระบบความคิดเชิงกลยุทธ์อย่างน่าสนใจเหตุผลที่เราเลือกที่จะอนุรักษ์ทะเล เพราะเราอยู่ในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ที่ประกอบด้วย เนื้อหาที่เป็นคอนเทนท์ อินเทอร์เน็ต และธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมากกว่า 80% ต้องผ่านเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ[39]เขาเรียกโมเดลในการสร้างความแข็งแกร่งครั้งนี้ว่า ยุทธศาสตร์การตลาด 5 ขั้นตอน

    บันไดขั้นแรกเรียกว่า To be customer หรือการหาเลี้ยงตัวเองให้ได้ก่อน คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้บริษัทมีลูกค้า วิธีการคือ สร้างยุทธศาสตร์ปาล้อมเมือง ด้วยการทำตลาดกับต่างประเทศ หลีกเลี่ยงการแข่งขันในประเทศ

    สร้างการยอมรับในระดับสากล จากนั้นค่อยย้อนกลับมาทำองค์กรให้เป็นที่รู้จักในสายตาคนในประเทศ ที่ผ่านมา 3 ปี ไม่มีใครรู้จักจัสเทล แต่จากนี้ไปชื่อนี้จะเริ่มเป็นที่คุ้นหูมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราก็หนีการแข่งขันโดยตรงกับ CAT และ TOT  โดยไม่แข่งขันกับรายเดิมที่ให้บริการอยู่ก่อนแล้ว ทำให้คู่แข่งไม่หาวิธีมาเตะเราออก เราเลือกทำในสิ่งตรงกันข้ามคือ ออกไปควานหาลูกค้าต่างประเทศ เพื่อมาใช้บริการของ CAT กับ TOT เป็นอีกตัวช่วยในการสร้างแขนขาธุรกิจให้กับเจ้าเดิมที่ทำอยู่ก่อนแล้วสมชายขยายความ

    บันไดขั้นที่สอง To be friendship คือ เปลี่ยนจากความเป็นเพื่อน มาเป็นคู่ค้าทางธุรกิจ ช่วยกันขาย ช่วยกันทำตลาด

    บันไดขั้นที่สาม To be partnership เปลี่ยนจากลูกค้าธรรมดามาเป็นพาร์ทเนอร์ ร่วมกันลงทุนลงขัน ซึ่งสมชายบอกว่า เป็นขั้นตอนที่ยากมาก เป็นช่วงเวลาของการผูกสัมพันธ์จากคนรู้จัก มาคุ้นเคยกันในธุรกิจ แล้วสานต่อเรื่องราวจนเสมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน

    บันไดขั้นที่สี่ To be union คือ การขยับองค์กรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมธุรกิจทางด้านการสื่อสาร โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่อยู่โดยรอบ อย่างเช่น กระทรวงไอซีที สมาคมทางด้านสื่อสาร ซึ่งไม่ได้ทำธุรกิจโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญและมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ ต่อการกำหนดราคา ต่อการกำหนดโครงสร้าง เรียกว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ เพื่อให้ธุรกิจยืนอยู่ได้ระยะยาว (long life business)

    สุดท้ายคือ บันไดขั้นที่ห้า To be social หรือการเคลื่อนตัวเข้าสู่สาธารณะ เข้าสู่สังคมอย่างมีคุณค่าไม่รู้จบ ยุทธศาสตร์นี้แบ่งย่อยออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ 1. การสร้างแบรนด์ 2. กลยุทธ์ CSR และ 3. การเข้าถือหุ้นสาธารณะ หรือการเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

              "การให้" ไว้ไกลเกินกว่าแค่กิจกรรมซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility) 

    เพราะนอกจากจะเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือชั้นดีทางการการตลาดแล้ว ยังเป็นอีกวิธีบริหารจัดการที่จะนำพาองค์กรแห่งนี้สู่วัฒนธรรมที่ต่างไปจากเดิม "ยิ่งให้...ยิ่งได้" หลักคิดที่ เกรียงศักดิ์ รู้ซึ้งจากการปฏิบัติสืบทอดตั้งแต่รุ่นคุณยาย ถึงคุณพ่อคุณแม่ เกี่ยวกับการเป็นคนใจบุญ และมักเป็นผู้ให้เป็นกิจวัตร ที่แม้ในวัยเด็กจะไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่ทำไปเพื่ออะไร แต่เมื่อเติบโต ต้องนั่งบริหาร เป็นผู้นำองค์กร เขา บอกว่า เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วถึงความหมายในเรื่องนี้

    "ก่อนหน้านี้เราทำซีเอสอาร์มานานแล้ว แต่ทำไม่เป็นระบบ"[40]

    ซีเอสอาร์ที่ได้มาจากการระดมสมอง กำลัง เงินทุน ฯลฯ ของพนักงาน ปตท.ทุกคน

    ซึ่งมีข้อสรุปที่เห็นพ้องกันแล้วว่าจากนี้ทุกกิจกรรมซีเอสอาร์ของกลุ่ม ปตท.ต้องโฟกัสใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.จะต้องทำให้คนจังหวัดระยอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในชุมชนมาบตาพุด 'กินดีอยู่ดี มีสุข' และ 2.จะทำให้เยาวชนในจังหวัดระยอง 'ทั้งเก่งทั้งดี'[41]

              แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เริ่มมาก่อน ปี ค.ศ.1824 (พ.ศ.2367) เมื่อ Cadbury Schweppes มีความเข้าใจถึง CSR ที่มีความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียนั้นเขาทั้งหลายจะต้องมีจริยธรรมที่ดี ดำเนินธุรกิจที่ดีของชาติ Andrew Carnegie ได้อธิบายถึงแนวคิดนี้มุ่งไปที่ความรับผิดชอบนั้นคือการทำบุญ (Responsibility of philanthropy in The Gospel of Wealth.)[42]

    5.ความหมายของ CSR (Corporate Social Responsibility)

    องค์การเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)[43] ให้ความหมายของ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ ว่าเป็นแนวคิดการจัดการ ที่มุ่งให้วิสาหกิจผสานการดำเนินธุรกิจกับความห่วงใยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย

     

    วิกิพีเดีย[44] สารานุกรมเสรี ให้คำจำกัดความว่า CSR เป็นแนวคิดที่องค์กรแสดงความรับผิดชอบผลกระทบจากการประกอบ กิจการของตนต่อผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และผู้ที่มีส่วนได้เสียอื่น ๆ รวมทั้งสิ่งแวดล้อม และพันธกิจต่อผู้มีส่วนได้เสียนี้ อาจเกินเลยกว่าที่กฎหมายกำหนดคือหมายรวมถึงการทำดีตามสมัครใจด้วยก็ได้ (แต่ต้องไม่
    ละเลยการปฏิบัติตามกฎหมาย)



     

    ภาพที่ 2 Corporate Social Responsibilities: Standard and Objectives Driving Corporate Initiatives[45]

     

    อัจฉรา จันทร์ฉาย[46]ได้กล่าวถึง CSR (Corporate Social Responsibility) หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข[47]

     

     

    ภาพที่ 3 CSR (Corporate Social Responsibility)[48]

    — สังคมใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัวของพนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ เป็นต้น

    สังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป เป็นต้น

    กิจกรรม หมายรวมถึง การคิด การพูด และการกระทำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวางแผนการตัดสินใจ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ และการดำเนินงานขององค์กร

     

     

    ภาพที่ 4 การทำกิจกรรมด้วยวงจร DIMING (W.Edwards Deming.1950) [49]

     

     

    ภาพที่ 5 ภาพที่ 1 การจัดการ CSR อย่างมีคุณภาพ

    [50]

    6.CSR มีกี่ประเภท อะไรบ้าง [51]

             

    ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ มิได้จำกัดว่ากิจการที่กล่าวถึงจะต้องเป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่อยู่ในภาคธุรกิจเท่านั้น ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐเองก็ได้เคยตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งทำให้ส่วนราชการต่างๆ ต้องพัฒนาการปฏิบัติราชการโดยใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน  เมื่อพิจารณาซีเอสอาร์ตามบทบาทและความเกี่ยวข้องของหน่วยงาน จะสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 จำพวก (division) คือ

        6.1 CSR-after-process ที่มักใช้คำในภาษาไทยว่า "กิจกรรมเพื่อสังคม" คือ การดำเนินกิจกรรม (activities) ของหน่วยงาน ซึ่งโดยมากเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์แก่สังคมในด้านต่างๆ โดยกิจกรรมที่ดำเนินการนั้นมักแยกต่างหากจากการดำเนินธุรกิจที่เป็นกระบวนการ (process) หลักของกิจการและเกิดขึ้นภายหลัง เช่น การแก้ไขเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบทางมลพิษจากการประกอบการ การแจกจ่ายสิ่งของช่วยบรรเทาสาธารณภัย การเป็นอาสาสมัครช่วยบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านี้มักเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือเวลาทำงานตามปกติ

         6.2 CSR-in-process ซึ่งปัจจุบันมักเรียกกันว่า "ธุรกิจเพื่อสังคม" คือ การดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ในกระบวนการทำงานหลักของกิจการ หรือเป็นการทำธุรกิจที่หากำไรอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น การป้องกันหรือกำจัดมลพิษในกระบวนการผลิตเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชน การผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดในฉลากผลิตภัณฑ์ การเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องครบถ้วนต่อผู้บริโภค การชดเชยความเสียหายให้แก่ลูกค้าที่เกิดจากความผิดพลาดและความบกพร่องของพนักงาน ซึ่งการดำเนินความรับผิดชอบเหล่านี้ถือเป็นกิจกรรมที่อยู่ในเวลาทำงานปกติของกิจการ

         6.3 CSR-as-process ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น "กิจการเพื่อสังคม" เพื่อให้แตกต่างจากสองจำพวกข้างต้นที่เป็นบทบาทขององค์กรธุรกิจโดยตรง กิจการในจำพวกที่สามนี้ มักเป็นองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงหากำไรให้แก่ตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อยังประโยชน์ให้แก่สังคมในทุกกระบวนการของกิจการ ตัวอย่างของกิจการที่อาจจัดอยู่ในข่ายนี้ ได้แก่ มูลนิธิ องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรประชาชน และส่วนราชการต่างๆ

     

     

    ภาพที่ 6 การประยุกต์ใช้ CSR (Social Business Enterprise) ในภาคธุรกิจเอกชน

     

    7.ส่วนประกอบ CSR (Corporate Social Responsibility) 3 ด้านคือ

    7.1 CSR ด้านสังคมจะต้องประกอบด้วย

    1.     พร้อมที่จะให้สาธารณชนตรวจสอบ

    2.      ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

    3.      คุณภาพชีวิต

    4.      จรรยาบรรณทางธุรกิจ

     

    7.2 CSR ด้านสภาพแวดล้อมจะต้องประกอบด้วย

    1.     การควบคุมมลภาวะ

    2.      การลดการใช้ทรัพยากร

    3.      ผลกระทบธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม

    4.      การลดของเสีย

    5.      สุขอนามัยและความปลอดภัย

     

                7.3 CSR ด้านเศรษฐกิจจะต้องประกอบด้วย

    1.     หน้าที่ ความ ไว้ วางใจ (Fiduciary Duty)

    1.      ระมัดระวัง

    2.       ความซื่อสัตย์

    3.       กฎข้อบังคับ

    4.       การเปิดเผยข้อมูล

    2.      ผลการดำเนินงานที่สร้างคุณค่าให้ผู้ถือหุ้น

     

      8.  CSR ประกอบด้วย 4 ระดับ

     

    ขั้นที่ 1 - Mandatory level: ข้อกำหนดตามกฎหมาย

    ขั้นที่ 2 - Elementary level: ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

    ขั้นที่ 3 - Preemptive level: จรรยาบรรณทางธุรกิจ

    ขั้นที่ 4 - Voluntary level: ความสมัครใจ

     

    9.CSR ที่แท้

    ย่อมหมายถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจดังต่อไปนี้

    1. ความรับผิดชอบ (Responsibility) ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ทำย่อมหมายถึงการละเมิดกฎหมาย

    2. ความรับผิดชอบนี้ต้องดำเนินการต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ลูกจ้าง คู่ค้า ลูกค้า ชุมชนที่วิสาหกิจนั้นตั้งอยู่ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยรวมทั้งหมด

    3. ประเด็นหลักเกี่ยวกับ CSR ได้แก่ ธรรมาภิบาล การจัดการสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาตรฐานด้านแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ ชุมชนสัมพันธ์ ความเท่าเทียมทางสังคม สิทธิมนุษยชน การต่อต้าน และไม่ร่วมกับการติดสินบนหรือทุจริต เป็นต้น

    4. ส่วนที่วิสาหกิจใดจะทำบุญ ทำดีเกินหน้าที่รับผิดชอบ ถือเป็นอาสาสมัคร การบำเพ็ญประโยชน์ เป็นกิจที่สมควรดำเนินการเพื่อแสดงความใจกว้างและทำให้สังคมชื่นชม ส่งผลดีต่อธุรกิจ ถือเป็นการตลาดอย่างอ่อน ๆ

    5. แต่หากมุ่งเน้นการทำดี (เอาหน้า) แต่ขาดความรับผิดชอบละเมิดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย ไม่พึงถือเป็น CSR แต่ถือเป็นการหลอกลวง และตบตาประชาชน

    6. วิสาหกิจจำเป็นต้องมี CSR ทำให้การค้าดีขึ้น เพราะ CSR นำมาซึ่งความสามารถในการแข่งขัน และลดความเสี่ยงทางธุรกิจ เพื่อให้วิสาหกิจยั่งยืน ดังนั้น CSR จึงไม่ใช่เน้นที่การให้หรือการบริจาค แต่เป็นการลงทุนที่วิสาหกิจนั้น ๆ พึงกระทำนั่นเองวิสาหกิจใดจะเริ่มทำ CSR ก็ควรทำให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่ใช่ทำเพียงตามกระแส หรือทำในลักษณะที่หลอกลวง[52]

     

    10.CSR เปรียบเทียบกับแนวพุทธ

    CSR ความรับผิดชอบต่อสังคม...เป็นแนวคิดเพื่อให้เกิดการดำเนินธุรกิจแบบเป็นธรรม รับผิดชอบ และยั่งยืน เมือเปรียบเทียบกับแนวคิดเชิงพุทธในสัคหวัตถุ 4

     

    สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

    1. ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือ "การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน"ของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว(นั่นคือ การมองว่าหุ้นส่วน พนักงาน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คือ ผู้ร่วมงานที่ต้องเอื้อเฟื้อตามสมควร มิใช่เพียงปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น แต่หากทำได้ก็ต้องปฏิบัติให้ดีกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิการ ค่าจ้าง มาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ รวมถึงการไม่พยายามทุ่มตลาด หรือผูกขาดตลาด เพราะเป็นการไม่เอื้อเฟื้อประการหนึ่ง)

    2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ เว้นจากการพูดเท็จ (ต้องโปร่งใส สุจริต ตรวจสอบข้อมูลได้ตามหลักธรรมาภิบาล) แถมเว้นจากการพูดส่อเสียด(ให้ร้ายโจมตีคู่แข่งธุรกิจ) เว้นจากการพูดคำหยาบ(...) เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ(โฆษณาเกินจริง

    3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น(นั่นคือ การช่วยเหลือสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ผลตอบแทนคือ เป็นการโฆษณาอ่อนๆ)

    4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย(ทำ1-3 แบบคงเส้นคงวา จริงจังต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กร...ไม่ใช่การสร้างภาพตามกระแส)สุดท้ายนี้ “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน...นโยบายการค้าที่ยั่งยืนขององค์กรธุรกิจทั้งหลาย[53]

     

    11.CSR สำคัญอย่างไรต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน CSR Important to Sustainable business ?[54]

                 ผู้บริหารธุรกิจจำนวนมากยังมองไม่เห็นประโยชน์ของ CSR โดยมองงาน CSR จากกรอบความคิดเรื่องต้นทุน-ผลประโยชน์ระยะสั้น นั่นคือ สนใจเพียงแค่ว่า CSR จะทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างไรในแง่ของการเพิ่มผลกำไรหรือยอดขาย ผู้บริหารอีกจำนวนหนึ่งยังต่อต้านการงาน CSR เพราะเห็นว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นได้

     

                 แต่อันที่จริงแล้ว CSR สามารถสร้างคุณประโยชน์ในหลายด้านให้เกิดแก่ธุรกิจได้ โดยประโยชน์ประการแรกคือ การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า ความน่าเชื่อถือและความสามารถในการประกอบการของบริษัทมีความเชื่อมโยงกัน โดยพบว่าการที่บริษัทสามารถจัดการความสัมพันธ์ และความคาดหวังของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นองค์รวมได้จะส่งผลต่อยอดขายมากถึง 4 เท่าและมีการเจริญเติบโตของการจ้างงานถึง 8 เท่าเมื่อเทียบกับบริษัทที่ตอบสนองความต้องการของผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากการทำ CSR ช่วยสร้างภาพลักษณ์ในด้านที่ดีต่อสังคม จึงเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีของบริษัทเมื่อถึงคราววิกฤติเกิดกับบริษัท บริษัทที่มีบทบาทแสดงความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสจะได้รับการสนับสนุนจากลูกค้ามากกว่าบริษัทที่ไม่ทำอะไรเพื่อสังคมเลย

                  นอกจากนี้แล้ว CSR ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักลงทุนและช่วยบริษัทในการเข้าถึงแหล่งทุน ยกตัวอย่างตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ที่ได้ผลักดันให้มีตลาดหุ้นที่ซื้อขายสำหรับบริษัทที่ดำเนินการด้าน CSR โดยเฉพาะ รวมถึงการสร้างมาตรฐานและนวัตกรรมในการลงทุนที่โยงกับแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investment – SRI) ทำให้นักลงทุนทั่วไปตื่นตัวและเห็นประโยชน์ของการลงทุนในบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม ทั้งประโยชน์ทางสังคมที่จะเกิดขึ้นและประโยชน์ทางการเงิน เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ตัวอย่างกรณี Dow Jones Group Sustainability Index (DJGSI) ซึ่งเป็นการรวมดัชนีการลงทุนของบริษัทที่มีมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา พบว่ากลุ่มบริษัทใน DJGSI มีผลประกอบการสูงกว่าบริษัทอื่น ๆ ถึง 36.1% ซึ่งหากมองแค่กลุ่มบริษัทด้านพลังงานที่อยู่ในกลุ่มดัชนี DJGSI เปรียบเทียบกับกลุ่มพลังงานที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ กลุ่มที่อยู่ใน DJGSI มีผลประกอบการสูงกว่า 45.3% ดังนั้น SRI จึงมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นที่สนใจในหมู่นักลงทุน ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนที่มีการลงทุนในธุรกิจที่มี CSR ที่เรียกว่า SRI มีมูลค่าเกินกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

     

                 ประการต่อมาCSR ช่วยสร้างการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ตัวอย่างบริษัทที่สามารถใช้ CSR ในการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ เช่น ฮิวเลตต์แพคการ์ด ที่เคยให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีในชุมชนห่างไกลในอินเดียที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ได้คิดค้นเครื่องพรินเตอร์ที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องไฟฟ้า ในที่สุดนวัตกรรมนี้ถูกนำมาใช้เป็นสินค้าตัวหนึ่งของบริษัท หรืออีกตัวอย่างของ Toyota ที่เริ่มผลิตรถ Hybrid ที่ใช้ได้ทั้งเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยที่การขับเคลื่อนรถ Hybrid นี้ ปล่อยมลพิษเพียง10% เมื่อเทียบกับรถปกติ และใช้น้ำมันเพียงครึ่งหนึ่งของปกติ สิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ทำให้รถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และกลายเป็นสินค้าตัวใหม่ของบริษัท

     

                 ประการสุดท้าย CSR ช่วยสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน กล่าวคือ ขณะที่คนมองว่า CSR เพิ่มภาระต้นทุนของธุรกิจแต่ในระยะยาว แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฎว่า การจัดกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับแนวคิด CSR จะส่งผลช่วยในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น มีโครงการลดการใช้ไฟฟ้าโดยการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ของบริษัทเมื่อปี 2547 ทำการเปลี่ยนหลอดไฟ 30 สาขาเป็นหลอดประหยัดพลังงานใช้บัลลาสต์ อิเล็กทรอนิกส์ และบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ เพียง 8 เดือน มีการเก็บตัวเลขพบว่าประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 90 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าการดำเนินงาน CSR ได้ช่วยให้บริษัทลดของเสียในการกระบวนการผลิตได้อย่างมาก

     

                 เราคงจะเห็นแล้วว่า CSR มีความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ถ้าหากธุรกิจที่ประกอบการอยู่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้และให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายด้าน CSR สิ่งนี้จะสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น

     

    12.CSR คือ การลงทุนเพื่ออนาคต

    สาเหตุหนึ่งที่ทำให้องค์กรธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยยังมองการดำเนินการที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (corporate social responsibility – CSR) ในกระบวนทัศน์เก่า ทำให้มองเพียงส่วนของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น จึงสนใจเพียงแค่ว่า การทำ CSR จะทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ยิ่งกว่านั้น ผู้บริหารจำนวนมาก ยังเห็นว่าการทำ CSR เป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นได้ ซึ่งขัดแย้งกับจุดประสงค์ในการทำธุรกิจที่ต้องการสร้างผลตอบแทนสูงสุด เมื่อผู้บริหารไม่เห็นประโยชน์ตรงนี้ การจัดทรัพยากรที่สนับสนุนงาน CSR ก็ไม่เพียงพอ อาทิ งบประมาณ ทรัพยากรบุคคล รวมถึงการเอางานด้าน CSR ไปรวมไว้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานประชาสัมพันธ์หรือการตลาด ทำให้การดำเนินการ CSR ถูกกลืนไปกับงานด้านการตลาดหรือประชาสัมพันธ์องค์กร

     

                  หากธุรกิจจะทำให้องค์กรยั่งยืนอยู่ได้ ผู้บริหารและพนักงานของธุรกิจเหล่านั้นต้องออกจากกรอบกระบวนทัศน์เก่า ที่มองเพียง single bottom line คือสนใจเพียงเรื่องของกำไร มูลค่า และความมั่งคั่งของธุรกิจและผู้ถือหุ้น แต่ต้องมอง CSR ด้วยกรอบความคิดใหม่ นั่นคือ การดำเนินการด้าน CSR มีนัยของสิ่งที่บริษัทต้องยินดีจ่ายออกไปเพื่อซื้ออนาคตหรืออีกนัยหนึ่งก็คือการลงทุนอย่างหนึ่งของบริษัทนั่นเอง

     

                   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่จะดำเนินการ CSR อย่างมีกลยุทธ์ ต้องมองเรื่อง CSR เป็นเรื่องของ การลงทุนมิใช่เรื่องของ ค่าใช้จ่ายเหมือนกับที่สมัยหนึ่ง ธุรกิจจะมองเรื่องของการศึกษาและการฝึกอบรมบุคลากร เป็นเรื่องของ ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น ผลตอบแทนในระยะสั้นชัดเจน แต่ในยุคปัจจุบัน เป็นการยอมรับว่าไม่สามารถมองอย่างนั้นได้แล้ว เพราะการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรคือ การลงทุนที่เก็บเกี่ยวผลในระยะยาว

                    บริษัท General Eclectic[55] ในสหรัฐอเมริกาได้จัดโครงการ รับอุปการะโรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ใกล้เคียงกับสำนักงานในแต่ละภูมิภาคทั้งอเมริกา โดยเลือกโรงเรียนที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่ามาตรฐาน บริษัทให้ทุนสนับสนุนโรงเรียนละ 250,000-1,000,000 เหรียญ เป็นระยะเวลา 5 ปี ทั้งที่เป็นตัวเงิน และเป็นการบริจาค (in-kind donation) ที่สำคัญคือ ผู้จัดการของ GE ในสำนักงานแต่ละแห่ง รวมทั้งพนักงานของบริษัท ได้เข้าไปทำงานร่วมกับโรงเรียน ไปช่วยทำการประเมินความต้องการของเด็กและผู้ปกครอง มีการอาสาเข้าไปเป็น tutor และ mentor ให้กับนักเรียน เมื่อมีการประเมินผลโรงเรียนที่ร่วมโครงการนี้จำนวน 10 แห่ง ระหว่างปี 1989-1999 พบว่าโรงเรียนเหล่านี้มีผลการดำเนินดีขึ้นอย่างชัดเจนในทุกตัวชี้วัด อัตราการสำเร็จการศึกษาของนักเรียนเพิ่มขึ้นถึง 60% ผลที่ตามมาก็คือ GE ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมในท้องถิ่นเหล่านั้น เป็นหน่วยงานสำคัญที่ประชาชนเห็นว่าได้สร้างประโยชน์อย่างมากให้กับชุมชน บริษัทเองก็ได้สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับรัฐบาลท้องถิ่น และสถาบันต่าง ๆ ในท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ปกครอง พนักงานของ GE เองก็เกิดความภาคภูมิใจที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคม และภูมิใจในบริษัทของตนเอง สิ่งที่ GE ทำไปคือการลงทุนทำงานร่วมกับชุมชน ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนในกิจการต่าง ๆ จากชุมชน ตัวชุมชนเองก็ปกป้อง GE จากการถูกคู่แข่งโจมตีใส่ความ เพราะเห็นความสำคัญของ GE ที่มีต่อชุมชน สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามปี แต่ใช้เวลาอย่างต่อเนื่อง

     

                   ผู้บริหารของ GE มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองเห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องสร้างบางอย่างเพื่ออนาคตขององค์กร เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเริ่ม ณ ปัจจุบัน เป็นการทำให้ตัวองค์กรเองกลายเป็นแกนหลักแกนหนึ่งของการพัฒนา สังคมเป็นแกนหนึ่งที่ทำให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาที่มีในชุมชน จนคนรู้สึกว่าถ้าขาดหายไปจะสร้างผลเสียอย่างมหาศาลกับสังคม เหมือนอย่าง GE ที่ยกระดับโรงเรียนทั่วประเทศสหรัฐ การที่จะทำเช่นนั้นได้ ผู้บริหารองค์กรต้องก้าวให้พ้นจากกรอบกระบวนทัศน์เดิมที่สนใจเพียงกำไรแต่อย่างเดียว แล้วนำองค์กรสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่เน้นความอยู่รอดทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม[56]

     

    13.กลยุทธ์สิ่งแวดล้อม(Corporate Environmental Strategy)[57]

     

    การแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาขีดความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อการแข่งขันในโลกการค้ายุคใหม่ และก็เช่นเดียวกับการพัฒนาองค์กรด้านอื่น ๆ คือ จะต้องดำเนินอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อเป็นหลักประกันความสำเร็จสูงสุดจากกิจกรรมที่องค์กรริเริ่มขึ้น กลยุทธ์สิ่งแวดล้อม (Corporate Environmental Strategy) ที่นักบริหารธุรกิจและนักบริหารสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรควรทำความเข้าใจ ซึ่งเนื้อหาหลักประกอบด้วย เหตุผลที่องค์กรทางธุรกิจจะต้องมีกลยุทธ์สิ่งแวดล้อม รูปแบบกลยุทธ์สิ่งแวดล้อม ความท้าทายและปัจจัยเอื้ออำนวยต่อการดำเนินกลยุทธ์สิ่งแวดล้อมให้ประสบความสำเร็จ

     

     

    ภาพที่ 7 สิ่งแวดล้อม (Corporate Environmental Strategy)[58]

    13.1 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) คืออะไร

    ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม  (EMS) คือ กระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ทั้งระบบการผลิต การจัดส่ง การจำหน่าย และ การจัดการกับซากเศษเหลือทิ้ง โดย จะต้องทำการตรวจหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Measurement) ที่เกิดขึ้นจริงกับ กระบวนการผลิต ซึ่งแต่เดิมนั้น โรงงานผู้ผลิต จะเน้นเฉพาะแค่ ราคา และมาตรฐานด้านคุณภาพของสินค้า เท่านั้น แต่ในปัจจุบันนอกจากจะคำนึงถึงคุณภาพของตัวสินค้าแล้ว ยังจะต้องรวมไปถึง มาตรฐานด้านสุขภาพพลานามัย ความปลอดภัย และ สภาพแวดล้อม ที่การผลิตจะมีผลโดยตรงทั้งก่อนหรือหลังการผลิต โดยจะดูรวมไปถึง การทำงาน ทั้งระบบ ในหน่วยงาน และจะต้องสามารถทำการเชื่อมโยง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือ เทียบมูลค่าเป็นจำนวนเงิน ที่จะเรียกว่า บัญชีต้นทุนสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Account – EMA) ที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล  คำนวณ  และทำรายงาน       ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์ (Economical) สังคม (Social) และ ระบบนิเวศน์ (Ecological) ทั้ง 3 ส่วนเข้ามาพิจารณาในการคิดต้นทุน สินค้าและบริการ ทั้งกระบวนการ เครื่องมือ (Management Tools) ที่ใช้สำหรับ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS)

     



    ภาพที่ 8 Environmental Management Systems[59]

    13.2 ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

              ปัจจุบันมีการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีการปิดฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อมในเชิงอนุรักษ์จึงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น แต่ผู้บริโภคก็ยังสับสนว่าข้อความหรือสัญลักษณ์ต่างๆนั้นมีความเชื่อถือได้เพียงใด

              สำหรับประเทศไทย ฉลากเขียวอาจจัดอยู่ในฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ริเริ่มโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยการสนับสนุนของคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ฉลากเขียวเป็นฉลากที่ออกให้สำหรับผลิตภัณฑ์ ซึ่งผ่านการประเมินและตรวจสอบว่าได้มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการ ที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการกระตุ้นให้กลุ่มผู้ผลิตหันมาใช้เทคโนโลยีที่สะอาดเพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ให้รัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันฟื้นฟูรักษาสิ่งแวดล้อม ลดปัญหา มลภาวะด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค และกระตุ้นให้มีการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

    ฉลากเขียวเป็นเครื่องหมายที่สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อม และโลก ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับเครื่องหมายฉลากเขียว สำหรับผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่อยู่ในโครงการฉลากเขียว มี 10 ประเภท ได้แก่ กระดาษรีไซเคิล (กระดาษพิมพ์ เขียน และกระดาษอนามัย) ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ทำจากพลาสติกที่ใช้แล้วแปรรูปกลับมาใช้ใหม่ หลอดฟลูออเรสเซนซ์ประหยัดพลังงาน สีอิมัลชันไม่ผสมสารตะกั่วและสารปรอท ตู้เย็นประหยัดพลังงานไฟฟ้า เครื่องสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานไฟฟ้า ถ่านไฟฉายสูตรไม่ผสมปรอท สเปรย์ไม่มีสารซีเอฟซี และสารซักฟอกที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเมื่อรู้จักผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวแล้ว เริ่มพฤติกรรมที่เหมาะ

    13.3 ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว(Green Product)[60]

    1.     คือผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

    2.     ลดการปล่อยสารเคมี หรือกากสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม

    3.     ประหยัดพลังงานและทรัพยากร ทั้งในระหว่างการผลิต การขนส่ง และการใช้งาน

    4.     ไม่เป็นภาระในการกำจัดหลังหมดอายุใช้งานแล้ว

    5.     ไม่ก่อให้เกิดขยะมากนัก

    13.4 การออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

    1.     ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า

    2.     ออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน

    3.     ออกแบบที่ทนทาน

    4.     ใช้การผลิตที่สะอาด ลดมลภาวะ

    5.     พยายามใช้วัสดุที่มีการนำมาใช้ใหม่ได้

    6.     หลีกเลี่ยงการใช้สารพิษ  

    7.     ออกแบบที่ใช้พลังงานที่ประหยัด

    13.5 การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ(Eco-Design:Economic & Ecological Design) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ส่งผลกระทบต่อพลังงานและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยหลักๆ จะมีการ

    1.     ออกแบบเพื่อประหยัดการใช้ทรัพยากร

    2.     ออกแบบเพื่อประหยัดพลังงาน

    3.     ออกแบบเพื่อการรีไซเคิล การนำมาใช้ใหม่

    4.     ออกแบบเพื่อการถอดออกที่ง่าย

    5.     ออกแบบเพื่อการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

     

    การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ[61] หรือ EcoDesign  จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการผลิตสินค้า โดยเป็นกระบวนการที่ผนวกแนวคิดด้านเศรษฐกิจและด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในขั้นตอนการออกแบบ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์สมรรถนะทางด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ การจัดการซากที่หมดอายุ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกช่วงของวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น ต้นทุน กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการตลาด เป็นต้น

    หลักการพื้นฐานของการทำ EcoDesign คือ การนำหลัก 4R ได้แก่ การลด (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair) มาประยุกต์ใช้ในทุกช่วงของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ คือตั้งแต่การวางแผนผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการทำลายหลังการใช้เสร็จ

    ความสำคัญของ EcoDesign มิใช่เป็นเพียงแค่แนวทางในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังมีความสำคัญต่อการค้าและการส่งออกอีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบันประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ต่างให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่ามีการออกข้อกำหนดและกฎระเบียบทางการค้าที่สัมพันธ์กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ระเบียบว่าด้วยการจัดการเศษเหลือทิ้งจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste Electrical and Electronic Equipment; WEEE) ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (The Restriction of the use of certain Hazardous Substance in electrical and electronic equipment; RoHS) ของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือระเบียบเกี่ยวกับการจัดการซากของยานยนต์ (End of Life Vehicles; ELV) ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเศษซากวัสดุจากผลิตภัณฑ์ของตน ผู้ประกอบการจึงต้องปรับปรุงและพัฒนาสินค้าของตนเพื่อที่จะสามารถส่งออกสินค้าได้

    EcoDesign เป็นแนวทางหนึ่งในการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากแนวทางอื่นๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology; CT) หรือวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment; LCA) ซึ่งในประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ และสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่มีโครงการศึกษาและการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้าน EcoDesign มากขึ้น ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำ EcoDesign มาผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (EcoProduct)

    อย่าง ไรก็ตามประเทศไทยได้จัดทำโครงการ ฉลากเขียว” (Green label หรือ Eco-label) มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมในเมืองไทย โดยฉลากดังกล่าวเป็นฉลากที่ให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ซึ่งการออกฉลากเขียวนี้ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีข้อกำหนดฉลากเขียวสำหรับผลิตภัณฑ์แล้ว 39 ประเภท

    แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีมาตรการหรือข้อกฎหมายบังคับในการผลิตสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน แต่จากสภาวะโลกร้อนที่ทุกคนสัมผัสได้บวกกับมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ประกอบการได้หันมาใส่ใจกับแนวทาง Ecodesign กันมากขึ้น ... เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนบนโลกใบนี้

     

    ภาพที่ 9 การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ(Eco-Design)[62]

     

    14.ทำไมต้องรับผิดชอบสังคม

    1.     ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

    2.     ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ

    3.     มลพิษ ทางน้ำ อากาศ เสียง กลิ่น ของเสีย ฯลฯ

     

    15.สาเหตุที่ต้องรับผิดชอบสังคม

    1.     การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

    2.     การเปลี่ยนจากระบบเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม

    3.     นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต

    4.     ความจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและความสามารถในการรองรับและบำบัดของเสียจากกระบวนการผลิต

    5.     การขาดความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ

     

    16.CSR คือ Commitment[63]

    เป็นความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมที่เราอยู่ Vision ก็คือบริษัทคนไทยที่มุ่งตอบแทนสังคมไทยและคนไทยให้มีความกินดีอยู่ดี ซึ่งมีหลายแนวทางให้เลือกทำ เชื่อว่าต้องสร้างจากข้างในเสียก่อนหมายถึงสร้างคนของเราเองก่อนเพราะคนคือเครื่องมือสำคัญ เมื่อเขารู้ ตระหนัก และเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้ แผนงานในทุกแนวทางย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น"กำหนดแนวทางความรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่ 5 เรื่อง ได้แก่ 

    1.ด้านบูรณะโบราณสถานและรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย

    2.ด้านการศึกษา

    3.ด้านกีฬา

    4.ด้านสังคม และ

    5.ด้านสิ่งแวดล้อม

     

    17.วิสัยทัศน์ 10 ปี CSR

    1.     การแสดงความรับผิดชอบต่อการเปลียนแปลงของสิ่งแวดล้อมและปรากฏการโลกร้อน

    2.     สิทธิในการใช้แรงงานและสิทธิมนุษยชน

    3.     ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของการทำธุรกิจ

    4.     การยกฐานะของการทำ CSR เป็นมารฐานที่ต้องยอมรับปฏิบัติ

    5.     การให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบในการดูแลบุคคลและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในวงจรธุรกิจ

     

     

    ภาพที่ 10 องค์ประกอบของความสำเร็จของ CSR[64]

     

    18.ภาพรวมของเงินสมทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน[65]

     

    เบื้องต้น(Preamble)

    มีการดำเนินธุรกิจทั้งท้องถิ่นและต่างประเทสเป็นไปตามกฎข้อบังคับของกฎหมาย เป็นธุรกิจที่ดี มีคุณธรรม จริธรรม

    ลูกค้า (Customers)

    นโยบายกับลูกค้าต้องมาที่หนึ่ง จัดหานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีความปลอดภัย สิงค้ามีคุณภาพสูง ดูแลคุมครองมีบริการหลังการขายที่ดีสำหรับลูกค้า

     

     

    พนักงาน ลูกจ้าง

    (Employees)

    เคารพเกียรติและสิทธิมนุษยชน เปิดโอกาสการจ้างงานและการสนับสนุนเท่ากับความหลากหลายของชนชัน ไม่เลือกปฏิบัติไม่ได้ใช้หรือยอมให้รูปแบบของการบังคับใช้แรงงานเด็ก ยุติธรรมรักษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและมีส่งเสริมด้านสุขภาพให้มีความแข็งแรง เพิ่มการสื่อสารและสนทนากับพนักงานสร้าง ความสัมพันธ์มอบความไว้วางใจซึ่งกันและกันและความรับผิดชอบ

    พันธมิตรธุรกิจ (Business partners)

     

    ดำเนินการร่วมกันตระหนักถึงการเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจ มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นโยบายเปิดประตูและยุติธรรมและการแข่งขันที่เป็นธรรม

    ผู้ถือหุ้น(Shareholders)

     

    เพิ่มคุณค่าองค์กรในขณะที่บรรลุการเจริญเติบโตและมั่นคงในระยะยาว

     

     

     

    Global Society/

    Local Communities

     

    Environment

    องค์กรธุรกิจบรรลุการเจริญเติบโตที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมทั่วทุกพื้นที่ของธุรกิจ ดำเนินกิจกรรมการพัฒนา, สร้างและส่งเสริมเทคโนโลยีที่ทำให้สภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

    Community

    ร่วมแรงร่วมใจในงานของสังคมบนพื้นฐานของการเคารพคน เคารพวัฒนธรรม, ลูกค้า, ประวัติและไม่ละเมิดกฎหมายของแต่ละประเทศไม่ยอมติดสินบน หรือโดยพันธมิตรทางธุรกิจใด ๆ ของรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐขับเคลื่อนการรับผิดชองสังคมที่อย่างยั่งยืน

    Philanthropy

    ส่งเสริมและดึงดูดทั้งรายบุคคลและกับคู่ค้าในกิจกรรมการกุศลที่ช่วยเสริมสร้างชุมชนและนำไปสู่การเพิ่มคุณค่าของสังคม

     

    19.ระดับของการจัดการที่ยั่งยืน[66]

    ขั้นที่ 1

    ไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย

    .        ดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย

    .        ละเลยกฎเกณฑ์ข้อบังคับ

    ขั้นที่ 2

    ปฎิบัติตามกฎหมาย

    .        ปฎิบัติตามกฎข้อบังคับ

    .        ดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมขั้นต่ำ

    .        การทำ CSR เพียงแต่พูด

    .        ดูแลสิ่งแวดล้อมที่ปลายเหตุ

    ขั้นที่ 3

    ปฎิบัติดีกว่าที่กฎหมาย

    กำหนด

    .        จากการแก้ไขเป็นการป้องกัน

    .        ดำเนินการด้าน ECO-Efficiency , 

    .        กระบวนการผลิตที่สะอาด

    .        ตระหนักถึงการลงทุนเพื่อชุมชน และทำ

    .        การตลาดเพื่อสังคม  เพื่อเสริมสร้าง

    .        ภาพลักษณ์

    ขั้นที่ 4

    กลยุทธ์แบบบูรณาการ

    ·         บริษัทมีความตั้งใจจะดำเนินการบูรณาการ  การจัดการที่ยั่งยืนในกลยุทธ์ธุรกิจ

    ·         เสาะแสวงหาโอกาสและลงทุนที่คำนึงถึงความเสี่ยง

    ·         มีข้อได้เปรียบการแข่งขันจากการมีการดำเนินการที่ยั่งยืน

    ขั้นที่ 5 

    มีเป้าหมาย

    ·         พลังผลักดันที่มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ·         เห็นว่าการจัดการที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ถูกต้องควรทำ

     

    หลักการของความรับผิดชอบสังคม (Principles for CSR)[67]

    1.     ความรับผิดชอบและความโปร่งใส (Accountability and transparency)

    2.     มีข้อตกลงกับชุมชน (Community engagement)

    3.     จรรยาบรรณ (Ethics)

    4.     ธรรมาภิบาล (Governance)

    5.     การจ้างงาน (Employment practices)

    6.     ความสัมพันธ์ของผู้บริโภค (Consumer relations)

    7.     การป้องกันสิ่งแวดล้อม (Environmental protection)

    8.     ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social responsibility)

    9.     การจัดการทางการเงิน (Financial management)

    10.  มุ่งมั่นปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Commitment to continuous improvement)

     

     

    ภาพที่ 11 Corporate Social Responsibility Level[68]

    ภาพที่ 12 ระดับของการจัดการที่ยั่งยืน[69]

    20.องค์ประกอบของ Corporate Governance (CG)

    1.     ปฏิบัติกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม

    2.     การเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศต่างๆ และความโปร่งใส

    3.     ลดความเสี่ยง

    4.     ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

    5.     การรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติตรงตามหน้าที่

    6.     คณะกรรมการเป็นอิสระและเข้มแข็ง

     

    21.บรรษัทภิบาล(Corporate Governance )

    บรรษัทภิบาลที่ทางตลาดหลักทรัพย์ใช้คำว่า   การกำกับดูแลกิจการ นั้น ความหมายคือ หลักการบริหารจัดการธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยการสร้างกลไกควบคุมการดำเนินงาน ขององค์กรให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า และลูกค้า ตลอดจนรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

    22.การกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance)

    หลักสำหรับการกำกับดูแลกิจการ ได้เป็น 7 ประการ คือ

         1. มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีผลประโยชน์ร่วมอื่น  ซึ่งรวมทั้งลูกค้าและชุมชนที่บริษัทหรือที่กิจการนั้นๆ ตั้งอยู่

         2. มีความโปร่งใสในการบริหารจัดการ  รวมทั้งความโปร่งใสในการตัดสินใจและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

         3. มีความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ

    4. เน้นการสร้างมูลค่าและผลตอบแทนระยะยาว

         5. คำนึงถึงความซื่อสัตย์สุจริตรวมทั้งต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ

         6. คำนึงถึงหลักคุณธรรมและจริยธรรมและควรมีการจัดทำประมวลจริยธรรมทางธุรกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

         7. ปรับปรุงกลไกการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบบัญชีต้องเป็นมาตรฐานสากล

     

    23.ลักษณะการบริหารจัดการที่ดี หรือธรรมาภิบาล

    1.     ความโปร่งใส (transparency)  ซึ่งหมายถึง การตัดสินใจและการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ต้องสามารถเปิดเผยให้สาธารณชนทราบได้  ไม่มีลักษณะลับลมคมใน  งานบางอย่างของหน่วยงานของรัฐต้องทำเป็นความลับ  แต่งานส่วนใหญ่ต้องเปิดเผยพร้อมที่จะให้ประชาชนได้รับทราบและตรวจสอบ

    2.     ความซื่อสัตย์สุจริต (honesty)  เรื่องนี้คงเป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว หมายความรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับและตามขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรม

    3.     ความรับผิดชอบ (responsibility)  อันหมายถึง  ความตระหนักในหน้าที่ที่จะต้องปฎิบัติว่ามีขอบเขตมากน้อยเพียงใดและต้องรับผิดถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น

    4.     ความสามารถที่จะอธิบายได้ (accountability)  ต่อผู้ที่ตนต้องอยู่ในความดูแลหรือควบคุมหรือต่อสาธารณชน  จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส  ความซื่อสัตย์  สุจริต และความรับผิดชอบ  เมื่อมีเรื่องราวๆ เกิดขึ้นหรือเมื่อหน่วยงานของรัฐตัดสินใจในนโยบายใดนโยบายหนึ่งจะต้องสามารถตอบข้อซักถามหรืออธิบายต่อผู้ควบคุมหรือประชาชนทั่วไปถ้าการทำงานไม่โปร่งใสไม่ซื่อสัตย์และไม่ยอมรับผิดชอบคงจะอธิบายต่อผู้อื่นได้ยาก

    5.     การมีหลักนิติธรรม (rule of law)  การตัดสินใจและการดำเนินงาน  ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายจะทำตามอำเภอใจของผู้บริหารหรือของผู้ปกครองไม่ได้

    6.     หลักคุณธรรม (morality)  อาจมีบางเรื่องที่กฎหมายครอบคลุมไม่ถึงจึงต้องอาศัยหลักของคุณธรรม คือ  การดำเนินงานไม่ควรคำนึงถึงความถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น  แต่ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามหลักคุณธรรมด้วย

    ภาพที่ 13 แนวทางการกำกับกิจการที่ดี[70]

    24.แนวทางการกำกับกิจการที่ดี

    1.     มีความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบ

    2.     สร้างระบบความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ

    3.     ไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์

    4.     BOD มีความรับผิดชอบสูงสุด

    5.     สร้างวัฒนธรรมด้าน CG & CSR

    6.     วางระบบงานให้สามารถตรวจสอบได้

    7.     มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี

    8.     มีภาวะผู้นำทุกระดับ

    9.     เชื่อมโยง CG กับการบริหารจัดการทุกระดับ

     

    ภาพที่ 14 CG ของ Drew et. al. (2006)

     

     

    25.จริยธรรมทางธุรกิจ

        "หลักแห่งความประพฤติที่ดีงามเพื่อประโยชน์สูงสุดแห่งตนเองและสังคม" [71]

    จริยธรรมทางธุรกิจ หมายถึง มาตรฐานสินค้าหรือบริการ เพื่อผลตอบแทนตามคุณค่าของการลงทุน โดยเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม ธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR - Corporate Social Responsibility) เป็นเครื่องมือที่โลกตะวันตกคิดขึ้นสำหรับใช้ควบคุมหรือถ่วงดุลลัทธิทุนนิยมสุดขั้ว มุ่งกำไรสูงสุด จนหย่อนด้านคุณธรรม จริยธรรม[72] และความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นกลไกควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจข้ามชาติ ให้ต้องประพฤติปฏิบัติในลักษณะที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในหลากหลายมิติ หลักการของธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม จึงอยู่บนฐานความเชื่อว่า ธุรกิจ กับสังคม จะต้องอยู่ร่วมกัน อย่างช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ช่วยกันลดจุดอ่อนต่อกัน[73] 

    26.จรรยาบรรณ

        “มาตรฐานของพฤติกรรมและการตัดสินใจเชิงจริยธรรมแตกต่างได้จากผิดจริยธรรม และจรรยาบรรณทางธุรกิจ หรือ มาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ที่ดีควรประกอบไปด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์ สุจริต และเปิดเผย เคารพต่อสิทธิของมนุษยชน ผลประโยชน์ของพนักงาน และเคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง 

     

     

    26.1 จรรยาบรรณของผู้ประกอบธุรกิจ

    ในปัจจุบันมักจะรู้จักหรือเรียกกันในชื่อของ ธรรมาภิบาล” (Good Governance) หรือธรรมรัฐ มาจากคำว่า ธรรม เป็นคำนำ แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของการบริหารจัดการตามแนวที่ยึด ธรรมเป็นที่ตั้งหลักใหญ่ของ Good Governance ก็คือ การแบบซื่อสัตย์ สุจริต มีกาตรวจสอบได้ มุ่งสร้างประโยชน์แก่องค์กร อันได้แก่ประโยชน์ของพนักงาน ของผู้ถือหุ้น และสังคม โดยเรียกง่าย ๆ เป็นที่เข้าใจว่าเป็นการบริหารงานที่ โปร่งใส”Good Governance เป็นแนวคิดในการบริหารจัดการของฝรั่งที่เป็นเหมือนคัมภึร์ที่เอาไว้อ้างกับคนอื่น ๆ ที่ไม่แตกต่างจากมาตรฐาน ISO หรือเหมือนกับ มงคล 38 ประการ ข้อ 18 ( การประกอบการงานไม่มีโทษ คือการประกอบงานโดยชอบ ไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ ) 

    26.2 จรรยาบรรณต่อลูกค้า

    ต้องให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด
    จัดหาหรือผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีมาให้บริการได้ตรงความความต้องการของลูกค้า
    ราคาสินค้าหรือการบริการต้องมีความยุติธรรม
    ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกค้า โดยมุ่งแต่กำไรเพียงอย่างเดียว ฯลฯ

    26.3 จรรยาบรรณต่อรัฐ (ปฏิบัติตามกฎหมาย)
    ไม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับของต้องห้ามหรือผิดกฎหมาย
    จัดทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด
    ยื่นแบบประเมินและชำระภาษีตามเวลากำหนด ฯลฯ

    26.4 จรรยาบรรณต่อเจ้าของเงินทุน
    ผู้บริหารจะต้องบริหารอย่างสุดความสามารถ
    มีความซื่อสัตย์สุจริตมุ่งหวังให้บริษัทมีกำไรสูงสุดภายใต้ขอบเขตของจรรยาบรรณของนักธุรกิจ ฯลฯ

    25.5 จรรยาบรรณต่อลูกจ้างหรือพนักงาน
    ปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ใดผู้หนึ่งเนื่องจากความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ เพศ อายุ พื้นฐานการศึกษา หรือความชอบพอส่วนตัว 
    พึงรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของพนักงาน และพิจารณานำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท
    ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลทั้งทางตรงและทางอ้อม
    จ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม
    มีการจัดสวัสดิการให้ลูกจ้างหรือพนักงานอย่างทั่วถึง
    มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ ฯลฯ

    26.6 จรรยาบรรณต่อสังคม
    สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อส่วนรวม
    ไม่สร้างปัญหาให้สังคม
    ไม่สร้างมลพิษให้แกสิ่งแวดล้อม
    ไม่เอารัดเอาเปรียบสังคม ฯลฯ

    จริยธรรม และจรรยาบรรณทางธุรกิจ หรือ มาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ที่ดีควรประกอบไปด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์ สุจริต และเปิดเผย เคารพต่อสิทธิของมนุษยชน ผลประโยชน์ของพนักงาน และเคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง[74] 

    27.จริยธรรมการจัดการของนักบริหารธุรกิจ

        มาตรฐานการดำเนินการและตัดสินใจเชิงจริยธรรม managers ใช้ในธุรกิจของตน[75] เศรษฐกิจระบบเสรีนิยม หรือทุนนิยมย่อมดำเนินไปตามกลไกการตลาด ราคา ระบบเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนเป็นแกนนำในการพัฒนาเศรษฐกิจ อาศัยนักธุรกิจในการผลิตสินค้าบริการ และการพาณิชย์

    ดังนั้น นักธุรกิจจึงเป็นอาชีพหนึ่งที่มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจจึงจำเป็นต้องจรรโลงศรัทธาต่ออาชีพ ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้ร่วมอาชีพ สร้างให้เกิดการยอมรับในบทบาทของตนในสังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีตามหลักจริยธรรมทั้งคิดดี ปฏิบัติดี คือ

    1. การคิดดี คิดชอบ เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่มีอยู่ในจิตใจ การคิดที่จะทำดีเป็นการเริ่มต้นที่ดี การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แม้จะยังไม่ได้ปฏิบัติการ ก็นับว่าเป็นคนมีจริยธรรมในขั้นการคิด เช่น คิดเอื้อเฟื้อ ไม่โลภ

    2. การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นการแสดงคุณธรรม ที่คิดในใจออกมาภายนอกให้สังคม

    ประจักษ์ คุณงามความดี เกิดเป็นจริยธรรมขั้นปฏิบัติการ ที่บริสุทธิ์และจริงใจ

     

    28.ประโยชน์ของจริยธรรม

    จริยธรรม มีประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเป็นแนวทางความประพฤติและการ

    ปฏิบัติของบุคคล เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม ศีลธรรม คุณธรรม และบรรทัดฐาน ดังนี้

    1. เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ปฏิบัติเอง ผู้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทำให้ตนเองรู้สึกภูมิใจ อิ่มใจ สบายใจ ไม่มีศัตรู เป็นที่ชอบพอรักใคร่ไว้วางใจของผู้อื่น หลักธรรมที่ประพฤติจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงาน เช่น ความอดทน ความเพียร

    2. เป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม เพียงแต่ประพฤติตนดีก็ถือว่าเป็นคนดีของสังคม

    อย่างน้อยสังคมก็ไม่ต้องแก้ปัญหา ไม่เป็นภาระแก่สังคม การกระทำความดีเป็นการช่วยเหลือสังคม

    3. เป็นการรักษาจริยธรรม จริยธรรมเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่าควรแก่การรักษาไว้ หากไม่มีใคร

    ปฏิบัติ ก็จะเหลือแต่ตัวอักษร หรือเหลือแต่คำพูด เป็นเพียงอุดมคติ เป็นเพียงจินตนาการ แต่ไม่มีผู้ปฏิบัติ

    4. จริยธรรมช่วยควบคุมมาตรฐาน รับประกันความถูกต้อง ปริมาณและคุณภาพที่ถูกต้องในการประกอบธุรกิจ และอาชีพในการผลิต จำหน่าย และบริการ ไม่ปลอมปนสิ่งใดในสินค้า แจ้งสินค้าตามสภาพที่เป็นจริง

    5. พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง บ้านเมืองจะพัฒนาได้ก็ต้องอาศัยคนดีมีจริยธรรมช่วยกันจึงจำเป็นต้องพัฒนาจิตใจของคนเสียก่อนควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การพัฒนาที่ไม่มีจริยธรรมเป็นแกนนำ จะสูญเปล่าและเกิดผลเสียเป็นอันมาก ถ้าคนในสังคมละเลยจริยธรรมทำให้ประชากรทุกข์ยาก เศรษฐกิจเสื่อม คนลุ่มหลงอบายมุข กอบโกย แล้งน้ำใจ ขาดความเมตตาปราณี

    6. จริยธรรมช่วยทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิ์ตามกฏหมาย สำหรับผู้ประกอบอาชีพ และช่วย

    ส่งเสริมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพและผู้ผลิต เช่นให้มีความสามัคคี ให้มีเมตตา กรุณา

    7. จริยธรรมช่วยเน้นให้เห็นภาพพจน์ที่ดีของผู้มีจริยธรรม ผู้ที่รับผิดชอบต่อหน้าที่การงานและอาชีพอย่างแท้จริง เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัว และจริยธรรมยังช่วยลดปัญหาอาชญากรรม ลดปัญหาการคดโกง ฉ้อฉล การเห็นแก่ตัว ความมักได้ การเอาเปรียบ ใจแคบ[76]

    29.ปัญหาอันเนื่องมาจากการขาดจริยธรรมในธุรกิจ

    การดำเนินธุรกิจ หวังกำไรสูงสุดมีการแข่งขันกันรุนแรงอย่างขาดกติกาและวินัยแห่งตน

    (Rules of game and self – discipline) มีการแข่งขัยกันจนรุนแรง ทำให้ ละเลยหรือขาดจริยธรรมเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเลวร้ายแก่สังคม หรือประเทศชาติ คือปัญหาอาชญากรรม ในธุรกิจคือเกมการเมืองในองค์การและนอกองค์การ เพื่อลดคู่ต่อสู้โดยใส่ความให้โทษ กำจัดคู่ต่อสู้โดยอาศัยอิทธิพลก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโดยผลงานผู้อื่น อาศัยอิทธิพลนักการเมือง ขโมย โจรกรรม ลอกเลียนแบบอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ขโมยความคิด โกหก หลอกลวง ต้มตุ๋นทางการค้า พูดไม่จริง ทำสัญญากลฉ้อฉล คดโกง หลีกเลี่ยงกฎหมาย ปลอมปนสินค้า ใช้อำนาจหน้าที่ช่วยพวกพ้อง เอาเปรียบสตรี เด็กขูดรีดแรงงาน ใช้จิตวิทยาจูงใจ กีดกันสิทธิมนุษยชน เอาเปรียบผู้บริโภคด้วยระบบราคา ทั้งคุณภาพและปริมาณ ขาดจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ละเลยจรรยาบรรณ จริยธรรม ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาจริยธรรมธุรกิจ ในความเป็นจริงยังมีกลอุบาย อีกมากมายในโลกธุรกิจประโยชน์ของการยกตัวอย่างกลโกงมาให้ทราบก็เพื่อเป็นแนวคิดว่า ในวงการธุรกิจมีแนวทางของอธรรมหลากหลาย การทำธุรกิจพึงควรระวังนักธุรกิจที่ขาดจริยธรรม และอย่าเอาเยี่ยงอย่าง บุคคลประเภทนี้ไม่สามารถนำองค์การธุรกิจไปสู่อุดมการณ์ได้เลย

    ธุรกิจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในสังคมที่ล้มเหลว (Business cannot succeed in a society that fails) [77]

    หลักการ แนวปฏิบัติ และมาตรฐานทาง CSR

    1.     UN Global Compact

    2.     OECD Guidelines

    3.     ISO 26000

    4.     GRI (Global Reporting Initiative)

    5.     ก.ล.ต.

    ภาพที่ 15 เปรียบเทียมแนวปฏิบัติทาง CSR[78]

    30.ISO 26000 Effects

    มาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม ISO 26000 Social Responsibility เป็นมาตรฐานการแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบของสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการตัดสินใจ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) ได้เริ่มมีการพิจารณาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา และคาดว่าน่าจะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2552

    วัตถุประสงค์ของ ISO 26000 เพื่อให้บริษัท องค์กร หน่วยงาน และสถาบันทั่วโลก รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรได้เพิ่มความตระหนัก และสร้างความเข้าใจในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวจะเป็นข้อแนะนำ หลักการ และวิธีการของความรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรพึงปฏิบัติโดยความสมัครใจ ทุกองค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้โดยไม่ต้องมีการตรวจรับรอง

     

     

     

    30.1 หลัก 7 ประการของ ISO 26000

    1.     หลักการปฏิบัติตามกฎหมาย (Principle of Legal Compliance) องค์กรจะต้องมีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระดับชาติและระดับสากล ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ

    2.     หลักการเคารพต่อแนวปฏิบัติระดับชาติหรือระดับสากล (Principle of Respect for Authoritative Inter-government Agreement or Internationally Recognized Instruments) รวมถึงสนธิสัญญาสากล คำสั่ง ประกาศ ข้อตกลง มติ และข้อชี้นำต่างๆ ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์กรสากลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นๆ

    3.     หลักการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Principle of Recognition of Stakeholders and Concerns) องค์กรควรตระหนักถึงสิทธิและผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมขององค์กร เช่น นโยบาย ข้อเสนอ หรือการตัดสินใจต่างๆ ก็ตามที่จะส่งผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

    4.     หลักการแสดงความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้ (Principle of Accountability) ในการดำเนินงานใดๆ ก็ตามขององค์กรต้องสามารถตรวจสอบได้จากภายนอก

    5.     หลักการความโปร่งใส (Principle of Transparency) องค์กรควรเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบอย่างชัดแจ้ง

    6.     หลักการความเคารพในสิทธิมนุษยชน (Principle of Respect of Fundamental Human Right) องค์กรควรดำเนินนโยบายและกิจกรรมที่สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

    7.     หลักการความเคารพในความหลากหลาย (Principle of Respect for Diversity) องค์กรควรจ้างพนักงาน โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ อายุ เพศ

     

    30.2 ISO 2600 ได้กำหนดองค์ประกอบหลักของความรับผิดชอบไว้ 7 ประการ

    1.     มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Organization Governance) คือ องค์การควรกำหนดหน้าที่ให้คณะกรรมการฝ่ายจัดการ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถสอดส่องดูแลผลงานและการปฏิบัติงานองค์กรได้ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใส พร้อมรับการตรวจสอบ และสามารถชี้แจงให้ผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบถึงผลการปฏิบัติงานได้

    2.     คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน (Human Right) ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยสิทธิดังกล่าวครอบคลุมถึงสิทธิความเป็นพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

    3.     ข้อปฏิบัติด้านแรงงาน (Labor Practices) องค์กรต้องตระหนักว่าแรงงานไม่ใช่สินค้า ดังนั้น แรงงานจึงไม่ควรถูกปฏิบัติเสมือนเป็นปัจจัยการผลิต

    4.     การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environment) องค์กรจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงหลักการป้องกันปัญหามลพิษการบริโภคอย่างยั่งยืน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินการผลิตและบริการ

    5.     การดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม (Fair Operating Practices) องค์กรต่างๆ ควรแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการลดต้นทุนสินค้าและบริการ นวัตกรรมการพัฒนาสินค้าหรือกระบวนการใหม่ๆ รวมถึงจะช่วยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพในระยะยาว

    6.     ใส่ใจต่อผู้บริโภค (Consumer Issues) องค์กรจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลในการใช้สินค้าและบริการอย่างเหมาะสม ทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานและสุขภาพของผู้บริโภค นอกจากนี้ เมื่อพบว่าสินค้าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด องค์กรก็จะต้องมีกลไกในการเรียกคืนสินค้า พร้อมทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอีกด้วย

    7.     การแบ่งปันสู่สังคมและชุมชน (Contribution to the Community and Society)

    ในเบื้องต้นจะเห็นว่า เรื่อง CSR คงจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ISO 26000 ที่อาจจะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อต้องนำมาปรับใช้ในองค์กรและมีผลในเชิงปฏิบัติจริงแล้ว คงต้องศึกษากันอย่างลึกซึ้ง และทำความเข้าใจกันในรายละเอียดยิ่งขึ้น

     

    31.เศรษฐกิจพอเพียง

    เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

    เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

    เศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า Sufficiency Economy

    ….คำว่า Sufficiency Economy นี้ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ.

    จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่

    ......Sufficiency Economy นั้น ไม่มีในตำรา

    เพราะหมายความว่าเรามีความคิดใหม่.....

    และโดยที่ท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า

    เราก็สามารถที่จะไปปรับปรุง หรือไปใช้หลักการ

    เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น.”

    พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 23 ธันวาคม 2542

     

    31.1 หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

    การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และ ความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ

     

     

     

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้

    1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและ ความยั่งยืนของการพัฒนา หน้า 92

    2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติตน ทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

    3. คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อมๆกัน ดังนี้

    ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นๆ เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

    ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

    การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

    4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

    เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

    เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

     

    5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ

    จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

     

    31.2 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

     

     

    ภาพที่ 16 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

     

    คุณลักษณะของคน / กิจกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

    ความพอประมาณ

    พอเหมาะกับสภาพของตน

    พอควรกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ / สังคม

    (ไม่โลภจนเบียดเบียนตัวเอง/ผู้อื่น /ทำลายสิ่งแวดล้อม)

    ความมีเหตุมีผล

    ไม่ประมาท (รอบรู้ / มีสติ)

    รู้สาเหตุทำไม

    รู้ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

    รู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ

    มีภูมิคุ้มกันที่ดี

    สุขภาพดี

    พร้อมรับความเสี่ยงต่างๆ (วางแผน / เงินออม /ประกัน)

    ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น/สังคม

    เรียนรู้ / พัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง

    สามารถพึ่งตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ในที่สุด

     

     

    31.3 การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การประยุกต์แนวคิดไปใช้ควรคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้

    โดยพื้นฐานก็คือ การพึ่งตนเอง เป็นหลัก การทำอะไรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รอบคอบ ระมัดระวัง

    พิจารณาถึงความพอดี พอเหมาะ พอควร ความสมเหตุสมผล และการพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ

    การสร้างสามัคคีให้เกิดขึ้น บนพื้นฐานของความสมดุลในแต่ละสัดส่วน แต่ละระดับ

    ครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงจิตใจ และวัฒนธรรม

     

    การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่างๆ

    ด้านจิตใจ

    มีจิตใจเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ / มีจิตสำนึกที่ดี / เอื้ออาทรประนีประนอม / นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

    ด้านสังคม

    ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน / รู้รักสามัคคี /สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน

    ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ / เลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด

    ด้านเทคโนโลยี

    รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อม (ภูมิสังคม) / พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านเองก่อน / ก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก[79]

    . การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว ตัวอย่างการใช้จ่ายอย่างพอเพียงพอประมาณ : รายจ่ายสมดุลกับรายรับ

    มีเหตุมีผล : ใช้จ่ายอย่างมีเหตุ / มีความจำเป็น / ไม่ใช้สิ่งของเกินฐานะ / ใช้ของอย่างคุ้มค่า

    ประหยัด

    มีภูมิคุ้มกัน : มีเงินออม / แบ่งปันผู้อื่น / ทำบุญ

    ความรู้คู่คุณธรรม : ประกอบอาชีพที่สุจริต ด้วยความขยันหมั่นเพียรใช้สติปัญญาในการตัด

    สินใจต่างๆ เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    . การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน ลักษณะชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจพอเพียง

    มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความเอื้ออาทร

    มีผู้นำที่ดี มีคุณธรรม มีเมตตาธรรม

    รู้จักวิเคราะห์ข้อมูลของตนเอง

    มีกระบวนการเรียนรู้

    พัฒนากิจกรรมบนพื้นฐานของศักยภาพของชุมชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างสมดุล

    มีกระบวนการติดตามและพัฒนาอย่างเป็นพลวัตร

    พอเพียง (พอประมาณ / มีเหตุมีผล / มีภูมิคุ้มกันที่ดี)

    เงื่อนไข ความรู้(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) คุณธรรม(ซื่อสัตย์สุจริต สติปัญญา ขยัน อดทน แบ่งปัน)

    . การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ

    ภาคธุรกิจเป็นปัจจัยที่จะกำหนดค่าเงิน ค่าจ้าง การเจริญเติบโตของระบบ

    หลายคนคิดว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของชุมชนและชนบทเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้กับภาคธุรกิจเช่นเดียวกัน

    หัวใจ คือ การตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจที่พอประมาณ มีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง บนพื้นฐานของความรู้และคุณธรรม

     

    32.บรรยายพิเศษ

    ในการศึกษาเรื่อง GHMS7203 Sustainable Enterprise Management ได้จัดให้มีวิทยากรมาบรรยายให้ฟัง 4 ท่าน 1.) เศรษฐกิจพอเพียงและการจัดการที่ยั่งยืน บรรยายองค์ความรู้โดย คุณลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา 2.) CSR ที่แท้ บรรยายองค์ความรู้โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย[80] 16 มกราคม 2553. 3.) ดร.เกียรติคุณ วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ บรรยายองค์ความรู้ การนำเศรษฐกิจพอเพียงและ CSR ไปใช้ในภาคธุรกิจBathroom Design องค์กรนวัตกรรม + ธรรมาภิบาล[81] 16 มกราคม 2553. 4.) COSO บรรยายองค์ความรู้โดย รศ.ดร.พรรณนิภา รอดวรรณะ[82] 20 กุมภาพันธ์ 2553 แต่ละท่านได้ให้แนวคิดในการจัดการธุรกิจแบบยังยืนได้อย่างไร และท่านเหลานั้นได้ใช่แนวทางที่แตกต่างกันแต่ก็มีการบูรณาการทฤษฎีหลักการเข้าด้วยกัน

     

    32.1 เศรษฐกิจพอเพียงและการจัดการที่ยั่งยืน บรรยายองค์ความรู้โดย คุณลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ท่านได้อธิบายหลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

    การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และ ความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ

    ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้

    1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและ ความยั่งยืนของการพัฒนา

    2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติตน ทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

    3. คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อมๆกัน ดังนี้

    ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไมเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นๆ เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

    ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

    การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

    4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

    เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

    เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

     

    5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ

    จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

     

    32.2 CSR ที่แท้ บรรยายองค์ความรู้โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย

    CSR หรือ Corporate Social Responsibility ซึ่งแปลไทยว่าความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ ได้รับการกล่าวถึงมานานพอสมควร แต่ได้ถูกตีความไปต่าง ๆ นานา จนเข้าขั้นบิดเบือนไปเลยก็มี ผมจึงตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า CSR คืออะไรกันแน่ และมีแนวทางปฏิบัติให้ถูกต้องได้อย่างไร โดยเขียนจากประสบการณ์จริงในฐานะผู้บริหารวิสาหกิจที่ปฏิบัติ CSR จริง ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของนักวิชาการ CSRในสังคมอารยะยุคใหม่เช่นทุกวันนี้ น่าจะถือว่าหมดยุคของการทำธุรกิจแบบด้านได้-อายอดแล้ว การเอาเปรียบคนอื่นจนร่ำรวยแล้วยังมีหน้ามาชูคอในสังคม ไม่สมควรได้รับการยกย่อง แต่เราก็คงไม่ไปประณามใคร เพราะคงไม่ใช่แนวทางการสร้างสรรค์เราควรทำธุรกิจแบบตระหนักรู้ถึงคติที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วคนทำชั่ว ทำธุรกิจเอาเปรียบคนอื่น ฉกชิงผลประโยชน์ของคนอื่นโดยมิชอบย่อมเป็นการกระทำผิดกฎหมาย อย่าลืมว่าซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นานการคดโกงนั้นย่อมเท่ากับการละเมิดต่อลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ และจะถูกลงโทษจนทำให้เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียง จนอยู่ในธุรกิจนั้น ๆ ไม่ได้อีกต่อไปเราต้องเคารพและรู้จักให้เกียรติพลังประชาชนผู้บริโภค และเชื่อมั่นในหลักการศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าความดีย่อมชนะความชั่วและคนดีผีคุ้มเมื่อเราซื่อ เราก็ย่อมต้องมีกินโดยไม่หมด เมื่อเราทำดี เราก็จะได้รับผลดี ๆ เป็นสิ่งตอบแทนอย่างแน่นอนในทางการตลาดและการขายสมัยใหม่ เราเรียกว่าการสร้างตรายี่ห้อสินค้า หรือ Brand นั่นเอง และการทำธุรกิจให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง จึงต้องสร้างด้วย Brand จากการสั่งสมความดี มีคุณภาพ และที่สำคัญมีหลักประกันจนได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ทำให้สินค้าและบริการของเราสามารถขายได้กำไรมากกว่าเมื่อเทียบกับวิสาหกิจอื่นที่ขาด CSRที่ว่ามานี้ไม่ใช่เรื่องคุณธรรมหรือมรรยาทที่มักอยู่ที่การสมควรทำตามใจสมัครแต่เป็นเรื่องของความจำเป็นทางข้อกฎหมายที่เราควรอยู่ในทำนองคลองธรรมโดยไม่ละเมิดผู้อื่น ดังนั้นเราจึงไม่ควรอธิบาย CSR ด้วยหลักศาสนา แต่ว่ากันตามความเป็นจริงของโลกที่เราต้องทำตามหน้าที่โดยละเลยไม่ได้บางคนไขว้เขวว่าการมีหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่รับผิดชอบต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการนั้น อาจกลายเป็นการทำตามหน้าที่อย่างแกรน ๆ ไม่ได้ทำด้วยใจจริง จึงเสนอแนวคิดว่าควรให้คนทำดีโดยสมัครใจจะดีกว่า ในการ

    อาสาทำดีนั้น ใคร ๆ ก็ควรทำเพื่อการมีมงคลต่อชีวิต แต่จะต้องทำหน้าที่ของตนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อน หาไม่จะกลายเป็นการทำดีเอาหน้า’ ‘ลูบหน้าปะจมูก’ ‘ผักชีโรยหน้าหรือกลายเป็นการทำดีเพื่อปกปิดความผิดไปเราพึงตระหนักในเบื้องต้นว่า การทำ CSR อยู่ที่การเปลี่ยนแนวคิด(Mind Set) ของเรา เปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบตีหัวเข้าบ้านหรือแบบโจร (ด้านได้ อายอด) เป็นการทำธุรกิจแบบวิญญูชน (ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน) ต่อมาจึงวางแผน ปฏิบัติการ และจัดทำรายงาน CSR เพื่อประกาศให้โลกรู้ และช่วยรณรงค์ให้เกิด CSR ในสังคมธุรกิจอย่างแท้จริงและเมื่อเราได้ทำดีตามหน้าที่พลเมืองดีแล้ว ใครจะอาสาทำดีเพิ่มเติมก็เป็นสิ่งที่พึงชื่นชม อย่าลืมนะครับยิ่งให้ ยิ่งได้คนเราเกิดมาต้องสร้างสรรค์ ไม่ก่ออาชญากรรม ไม่เอาเปรียบใคร จะได้มีเกียรติเก็บไว้ให้ลูกหลานภูมิใจ[83]

     

    32.3 การนำเศรษฐกิจพอเพียงและ CSR ไปใช้ในภาคธุรกิจBathroom Design องค์กรนวัตกรรม + ธรรมาภิบาล ดร.เกียรติคุณ วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ [84]

     

     

     

    ภาพที่ 17 ดร.เกียรติคุณ วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์

     

    ผลิตภัณฑ์แบรนด์กลับสร้างชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ด้วยการนำ เทคโนโลยีหลายอย่างมาผสมผสานจนได้ นวัตกรรมของสุขภัณฑ์อย่างที่ไม่เคยมีในโลกกว่า “Bathroom Design” จะมีสินค้าที่มีนวัตกรรมคงไม่ใช่เรื่องๆ ง่ายแต่เป็นเพราะผู้บริหารอย่าง วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ที่ มองการณ์ไกลคิดสร้าง กติกาใหม่ในตลาดโลกที่ไม่ต้องติดอยู่ กับกติกาเดิมๆ ที่ไม่มีความถนัดถ้ากระต่ายกับเต่า ถามว่าใคร จะชนะ ขึ้นอยู่กับกติกา ถ้าวิ่งแข่งกระต่ายชนะ แต่ถ้าว่ายน้ำ เต่า ชนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเข้าไปในตลาด เราจะเอาชนะคู่แข่ง เราต้องพยายามสร้างกติกาตลาดที่เราถนัด ถึงเราไม่ถนัดเรา ต้องพยายามขวนขวายหาสิ่งเหล่านั้น เพื่อกำหนดกติกาขึ้นมาใหม่วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร ประธานกรรมการ Bathroom Design กล่าว กติกาใหม่นี้จึงเป็นการแข่งขันที่ ไร้กรอบ แต่การจะกำหนดกติกาใหม่ได้นั้น ต้องเริ่มจากธุรกิจที่มีความถนัดที่สุด (Core Competency)

    อย่างแรกทำในสิ่งที่องค์กรถนัด Bathroom Design จะกำหนดผลิตภัณฑ์อยู่ที่ห้องน้ำ เราก็จะไม่พยายามฉีกหนีไปในแนวอื่นๆ ศึกษาสินค้าห้องน้ำในตลาดโลกว่าทั่วไป เขาทำอะไรกันอยู่ ท็อปเทนของตลาดโลกทำอะไร พอศึกษาตลาด 3-5 ปีจะรู้แล้วว่าทิศทางตลาดเป็นอย่างไร ทำอย่างไรเราจะไปถึงจุดนั้นและอยู่เหนือเขาได้วัชรมงคล กล่าว

    ตัวอย่างของสินค้าที่ชื่อว่า “Together I-Spa” ที่มีความโดดเด่นจนได้รับรางวัลระดับโลก “IS Product Design Awards 2007” จากเมืองแฮนโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี ถือเป็นบริษัทแรกในเอเชียในรอบ 52 ปีที่ได้รับรางวัลนี้

    อ่างน้ำวน “Together I-Spa” มีนวัตกรรมของเทคโนโลยีจากหลายส่วนๆ มาผสมผสานกันไม่ว่าจะเป็นการเปิดฟัง MP3 กับ iPod ได้ในอ่างน้ำวน โทรศัพท์สั่งงานอ่างน้ำวนตามอุณหภูมิที่ต้องการในขณะที่ยังไม่ถึงบ้าน ระบบนี้จะจดจำอุณหภูมิน้ำของผู้ใช้งานได้ 5 คน คือ พ่อ แม่ ลูก 5 คน เมื่อลงไปแล้วต้องการน้ำเย็นแค่ไหน ชอบฟังเพลงแบบไหน ระยะเวลาเท่าไร ทุกอย่างนำมากดรวมกันได้หมดที่สำคัญสามารถวัดปริมาณแคลอรีที่เผาผลาญในร่างกายได้ เพราะการจ๊อกกิ้งเวลา 15 นาที กับการใช้อ่างน้ำวนที่ใช้อุณหภูมิ 38 องศาจะมีปริมาณการเผาผลาญแคลอรีเท่าๆ กัน และไฟในอ่างสามารถกะพริบตามจังหวะเพลงได้เหมือน Equalizer ที่เลือกโทนสีเขียว สีฟ้า สีเหลือง สีส้ม สีน้ำเงิน ได้ในอารมณ์ที่ต้องการพักผ่อน

    ฟังก์ชันต่างๆ นี้เรียกว่า I-Spa (ย่อมาจาก Intelligent Spa) หรือ อ่างน้ำวนอัจฉริยะ รางวัลที่ได้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการคนไทย ให้เห็นว่าคนไทยทำได้ เราไม่ได้มองว่าคนไทยเป็นคู่แข่งกัน ยิ่งเป็นแบรนด์ไทยต้องคิดสร้างสรรค์ กำหนดกติกาของตลาดโลก ถ้าเราไปเดินตามกติกาที่ราคาถูกอย่างเดียวประเทศไทยจะเสร็จ เพราะเราก็จะได้รับแต่ OEM” วัชรมงคล กล่าวการได้รับรางวัลอินเตอร์เนชั่นแนลนี้ทำให้ Bathroom Design เคลื่อนเข้าไปขยายตลาดยุโรป อเมริกา ได้มากขึ้น

     

    ส่วนใหญ่จะไม่รู้จักแบรนด์เรา แต่รางวัลนี้รู้จักมาหลายสิบปี รางวัลนี้เหมือนเป็นรางวัลออสการ์ของการทำหนัง พอได้รางวัลไปประเทศไหนหนังได้รางวัลก็อยากดู เหมือนกัน พอเราได้รางวัลนี้มันก็เป็นการันตีที่ออกมาดูไม่เหมือนสินค้าคนไทยเขากล่าวการได้รับรางวัลนี้ยิ่งเป็นกำลังใจให้พนักงานในองค์กรด้วย

    เราได้รับรางวัลระดับโลกแล้ว เรายิ่งต้องปลุกให้พนักงานฮึกเหิมขึ้น คุณคิดว่าอะไรที่ดีกว่าท็อปเทนโลกที่เขาทำกัน คุณกล้าทำมั้ย ผมกล้าที่จะทดลองผลิตสินค้าที่แตกต่างให้ตลาดโลกได้ ถึงแม้มันจะไม่ได้เงิน แต่ได้รางวัล ได้กล่อง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ถึงจะมีลูกค้าแค่กลุ่มๆ เดียวที่ใช้ แต่กลุ่มๆ นั้นจะดึงให้กลุ่มสินค้าที่เป็นแมสขายได้ด้วยเขากล่าว

    วัชรมงคลเชื่อว่า 3 ส่วนที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างได้

    อย่างแรก ดีไซน์สอง ฟังก์ชัน และสามเรื่องเทคโนโลยี

    เรื่องดีไซน์ คนไทยไม่แพ้ใคร เรื่องฟังก์ชันมีการผสานฟังก์ชันอื่นๆ เข้ามา ตัวอย่าง อ่างน้ำวนที่มีเครื่องวัดแคลอรีมีที่มาจากฟังก์ชันเครื่องจ๊อกกิ้ง หรือ เทคโนโลยี Personal Memory จากเบาะรถยนต์จะให้เอียงกี่องศา เราก็ประยุกต์มาใช้ ส่วนเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ กำลังบูมเรื่อง MP3 เราก็จับเรื่องนี้มาใช้วัชรมงคล กล่าว

    แต่ถ้าทุกส่วนประสานกันได้อย่างลงตัวจะเป็นการสร้างกติกาใหม่ให้ยืนในตลาดโลกได้อย่างดีถ้าดีไซน์ดีอย่างเดียวก็ได้ แต่คู่แข่งจะตามได้ง่าย ถ้าดีไซน์ ฟังก์ชัน และเทคโนโลยีดีด้วย คู่แข่งจะตามได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่เราทำแบบนี้ เราต้องการแข่งขันกับท็อปเทนของตลาดโลก เราไม่ได้มองคู่แข่งในประเทศวัชรมงคล อธิบายถ้าองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างสามารถไปพร้อมๆ กันได้จะเป็นวิธีการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งถ้าเราไม่เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันนี้ เหมือนกับซัมซุง แอลจี เมื่อหลายสิบปีก่อน อาจจะเป็นแบรนด์โนเนม แต่เดี๋ยวนี้แซงโซนี่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นแบรนด์ของคนไทยด้วย เราภูมิใจและต้องช่วยกันในจุดนี้ล่าสุด Bathroom Design ยังได้รับรางวัลธรรมาภิบาลที่การันตีถึงวิสัยทัศน์ผู้บริหารได้ว่าใช้แนวคิดการบริหารแบบพุทธมาจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับองค์กรผมว่ารางวัลธรรมาภิบาล จุดประกายให้นักธุรกิจ เพราะปกตินักธุรกิจจะมองแต่ Maximize Profit หวังผลกำไรให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์กับผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน แต่ว่ารางวัลธรรมาภิบาลจะเป็นรางวัลที่มีมิติมากกว่านั้น คือว่า มองถึงสิ่งที่เราคืนให้ลูกค้า พนักงาน และสังคมวัชรมงคล กล่าวแนวคิดในการมองลูกค้าคือ ความซื่อสัตย์การให้สินค้าคุณภาพที่ดีในขณะที่ส่วนของพนักงาน คือ เมื่อทำธุรกิจแล้ว คนที่ร่วมก่อตั้งขึ้นมาสามารถที่จะเจริญเติบโตไปพร้อมกับบริษัทหรือเปล่าและได้รับผลประโยชน์ที่ดีหรือไม่

    สุดท้าย เรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อทำธุรกิจแล้ว เราเอากำไรไปชดเชยให้สังคมและสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหนเรายึดหลักง่ายๆ ในการบริหารคน เรายึดหัวใจหลักของทุกศาสนา คือ ความรักผู้อื่น ทุกศาสนาสอนไม่ให้เห็นแก่ตัว มองเห็นทุกคนเหมือนคนในครอบครัวและเป็นพี่น้องกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเราปฏิบัติกับคนในครอบครัว เราก็ไม่สามารถเอาเปรียบเขาได้ เราต้องให้ความรักเขา มีอะไรเราให้อภัยเขาได้วัชรมงคล กล่าวหลักของการใช้ความรักจึงออกมาเป็นนโยบายที่เข้าใจได้ง่ายๆ ว่านโยบายที่จะส่งเสริมช่วยเหลือพนักงานและบุตรพนักงาน อาทิเช่น การให้การศึกษากับพนักงานทุกคน เรื่องการแต่งงาน เรื่องเบี้ยการยืมเงินฉุกเฉิน หรือ แม้แต่การเรียนต่อที่พนักงานที่ทำงาน 2 ปี ขึ้นไปมีทุนการศึกษาให้ตั้งแต่ระดับ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ปริญญาโท โดยที่ไม่มีข้อผูกมัดเรามองว่าบริษัทเราโตได้เพราะพนักงาน ถ้าพนักงานมีความรู้ ประสิทธิภาพ องค์กรก็เติบโต เราปฏิบัติต่อเขาก็เหมือนคนในครอบครัว เขาจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา มากกว่าแค่เงินเดือน เขาจะดูแลสินค้า ดูแลกิจการ จะช่วยเหลือเรามากกว่าที่พนักงานทั่วไปทำกับลูกจ้าง เหมือนกับเราเป็นพี่ใหญ่วัชรมงคล กล่าว

    ในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทจะใช้งบประมาณ 5-10% ของผลกำไรในการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น สร้างโรงเรียนให้นักเรียนชาวเขา การสร้างห้องสมุดและโรงอาหารในถิ่นธุรกันดาร ขณะเดียวกันมีนโยบายที่จะช่วยเผยแพร่ในหลักธรรมะที่เป็นแก่นแท้จริงๆ ไม่ใช่เป็นวัตถุนิยม หรือ เปลือกนอกของวัตถุสู่สังคม

    วัชรมงคล ได้ยึดหลักการบริหารแบบพุทธ ซึ่งเดิมทีได้บวชอยู่ที่วัดชลประทานและมีโอกาสไปศึกษาธรรมะกับอาจารย์พุทธทาส          การบริหารแบบพุทธให้ใช้หลัก 3 อย่าง

    หนึ่งผลิตมาก

    สองใช้แต่พอดี

    สามเหลือช่วยผู้อื่น

    ผมจบปริญญาตรีและโทการตลาด ได้ใช้หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ ทั้งด้านการขาย การตลาด การผลิต มาประยุกต์กับเรื่องการผลิตมากให้มีประสิทธิผลสูงสุด มียอดขาย และส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด จุดนี้เอามาเสริมด้านการผลิตให้มาก พอผลิตมากแล้ว เราได้เงินมาจะทำอย่างไรกับมัน ซึ่ง เป็นการใช้หลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาวัชรมงคล กล่าวฉันทะ คือ ความรักในงานเรื่องฉันทะทำให้เราคิดว่า ถ้าเราจะโตในตลาดโลก เราต้องกำหนดกติกาตลาดใหม่ ถ้าเราทำตามกติกาตลาดปัจจุบัน คือ การแข่งขันเรื่องราคา สินค้าที่ราคาถูกที่สุดจะได้เปรียบที่สุด สุดท้ายเราก็จะแพ้ประเทศจีน เพราะฉะนั้นเราต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ ในการกำหนดกติกาตลาดเขากล่าววิริยะ คือ เกิดความพยายาม ความกระตือรือร้นที่อยากจะทำงานนั้นออกมาเอง

    จิตตะ คือ การใช้ใจจดจ่อทำงานกับสิ่งๆ นั้นผมทำงานเกี่ยวกับสินค้าในห้องน้ำ ผมชอบมาก เป็นงานที่สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกแบบให้ออกมาอย่างแตกต่างได้ เราก็จะรักงานนี้ ศึกษาหนังสือในวงการห้องน้ำมาตลอด ว่าท็อปเทนของโลกเขาทำอะไร เราจะทำอย่างไรถึงให้กับเขา มันก็เลยออกมาเป็นสินค้าตัวนี้เขากล่าววิมังสา คือ การย้อนกลับมาทบทวนว่าสิ่งที่ได้กระทำเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของ Balance Scorecard และ KPI พวกนี้จะเชื่อมโยงกับการวัดผลสมัยใหม่นอกจากนี้ยังใช้หลักของความพอเพียงเข้ามาเป็นแนวทางในการลดอัตราความเสี่ยงทางธุรกิจ ซึ่งมีกรณีตัวอย่างในปี 2540 ที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าเงินบาทตกเราไม่ขายสินค้าให้งานโครงการ เพราะมีอัตราเสี่ยงสูง เราไม่ขายงานที่ไม่ชัวร์เรื่องเครดิตเราขายแต่เอเย่นต์รายใหญ่ ถึงแม้เราจะได้รายได้น้อย แต่เราคิดว่ามันเสี่ยงน้อยเพราะเราพึ่งเริ่มตั้งบริษัท และถ้าแนะนำในเรื่องนี้ เรื่องสันโดษ ยิ่งจำเป็น ปรากฏว่าหลังจากปี 2540 เรากระทบน้อยมาก เพราะเราไม่มีหนี้สูญเลยแม้แต่บาทเดียวในการทำธุรกิจที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดแต่จะขายแล้วปล่อยเครดิต เราอาจจะเป็นเหยื่อในปี 2540” เขากล่าว

     

    32.4) COSO การควบคุมภายใน (internal control) การบริหารความเสี่ยง (enterprise risk management - ERM) บรรยายองค์ความรู้โดย รศ.ดร.พรรณนิภา รอดวรรณะ[85] 20 กุมภาพันธ์ 2553

     

    ภาพที่ 18 องค์ประกอบหลักทั้ง 5 ของ COSO

    ความเป็นมา

    สืบเนื่องจากวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในช่วงปีค.ศ.1970 จนในปีค.ศ.1977 สหรัฐฯได้ประกาศกฎหมายแนวปฏิบัติเกี่ยวกับความไม่สุจริตในการให้สินบนต่างชาติ (the1977 Foreign Corrupt Practices Act – FCPA)ซึ่งส่วนสำคัญส่วนหนึ่งกำหนดให้มีการควบคุมภาย ต่อมาเดือนตุลาคม ค.ศ.1985 มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการเพื่อการรายงานการทุจริตแห่งชาติ (National Commission on Fraudulent Financial Reporting หรือเรียกย่อ Tread way Commission เพื่อให้เกียรติ Mr. Stephen R Tread way ผู้ก่อตั้งซึ่งตีพิมพ์รายงานครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการวิชาชีพอิสระอื่นๆที่ต่อมาเรียกว่า The Committee of Sponsoring Organization of the Tread way Commission (COSO)

    หลังจากการค้นคว้าและวิจัยถึง 3 ปี COSO ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า การควบคุมภายในดังนี้

    การควบคุมภายใน คือ กระบวนการที่เป็นผลมาจากการกระทำของคณะกรรมการบริหาร ฝ่ายจัดการและบุคคลในองค์กร ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

    1.)   ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน

    2.)   ความเชื่อถือได้ของการรายงานทางการเงิน

    3.)   การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับ

     

     

     

    ภาพที่ 19 กรอบการควบคุมภายในของ COSO

     

    ภาพที่ 20 COSO-ERM

     

              ทุกหน่วยงานจะต้องจัดการบริหารความเสี่ยงในการทำงานทุกด้าน โดยหัวหน้าหน่วยงานจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการ โดยพิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หาความน่าจะเป็นและหาวิธีการดำเนินการ Control เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงนั้นลง หน่วยตรวจสอบภายในมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบและประเมินผลตามที่หน่วยงานได้จัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงไว้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะ การบริหารความเสี่ยงนั้นทำให้งานสำเร็จตามเป้าหมายหรืออาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ถูกมองข้ามไป จะต้องจัดทำการควบคุมให้เหมาะสม

    ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยง การควบคุมและการตรวจสอบภายใน

    1.     วัตถุประสงค์ใดที่ไม่มีการควบคุมจะไม่สำเร็จ

    2.     การควบคุมในจุดที่ไม่มีความเสี่ยงทำให้เกิดการสูญเปล่าในการใช้ทรัพยากร

    3.     ถ้ามีความเสี่ยงต่ำสามารถลดการควบคุมลงได้ แต่ผู้บริหารต้องยอมรับ

    4.     การตรวจสอบภายในที่ไม่พิจารณาที่ความเสี่ยงและการควบคุมเป็นการตรวจที่เสียเปล่า จึงต้องดูว่าจุดที่มีความเสี่ยง มีการควบคุมหรือไม่  ถ้ามีเพียงพอหรือไม่

    5.     ต้องรู้นโยบายกว้าง ๆ ในอนาคต เพื่อให้การควบคุมไปถูกทาง สอดคล้องกับนโยบายขององค์กร

    บทบาทของผู้บริหาร

    1.     กำหนดทิศทางการบริหาร

    2.     บริการความเสี่ยง  โดยจัดให้มีการควบคุมของตนเอง จะอ้างว่าไม่มีใครสั่งให้ทำไม่ได้

    3.     ให้ความพร้อม/สนับสนุนให้มีการควบคุม

    4.     ให้มีเครื่องมือวัดผลการทำงาน เช่น ในอีก 1 ปี ข้างหน้าจะทำอะไร อย่างไร เสร็จภายในเมื่อไร

    5.     ให้มีระบบการติดตามผล ซึ่งต้องปรับแก้เรื่อยๆ เนื่องจากเมื่อปัจจัยต่าง ๆ เปลี่ยนจะทำให้ความเสี่ยงเกิดขึ้น

    6.     ผู้บริหารต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

     

    ระบบการบริหาร ความเสี่ยงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารและบุคลากรทุกคนที่จะร่วมมือกันเพื่อลด/ควบคุมความเสี่ยง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร นอกจากนี้สามารถสรุปประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริหารความเสี่ยง คือ

    1.     เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน/การให้บริการ

    2.     รักษาทรัพยากรทั้งที่เป็นทรัพยากรบุคคลและทรัพย์สินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    3.     ให้มีการปฏิบัติตาม กฎ  ระเบียบ  ข้อบังคับ

    4.     ให้เกิดความปลอดภัยต่อบุคลากร  ลูกค้า และสาธารณะ

    5.     จัดหาแหล่งทรัพยากรได้ดียิ่งขึ้น

    กระบวนการบริหารความเสี่ยง

    1.     จัดวางระบบการบริหารความเสี่ยง เช่น  จัดทำเรื่องอะไร ให้ใครทำ

    2.     ระบุปัจจัยเสี่ยงว่ามีอะไรบ้าง

    3.     วิเคราะห์ความเสี่ยง ดูความรุนแรงของผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง โดย

    การให้น้ำหนัก  ระดับ 1 – 5  ซึ่งเรียงลำดับจากน้อยไปมาก

    4.     ประเมินความเสี่ยง โดยพิจารณาว่าความเสี่ยงใดในระดับใดที่สามารถยอมรับได้

    5.     จัดการ/ควบคุมความเสี่ยงโดยอาจทำได้ดังนี้

    -        Avoid the Risk  หลีกเลียงความเสี่ยงนั้น เช่น ผลักภาระความเสี่ยงโดยการจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการแทน

    -        Reduce the Risk ลดความเสี่ยง โดยการหากิจกรรมควบคุมมาลดความเสี่ยง

    -        Sharing the Risk/Transfer the Risk   แชร์/โอน ความเสี่ยงให้หน่วยงานอื่นจัดการแทน

    -        Accept the Risk   ยอมรับความเสี่ยง ถ้าความเสี่ยงนั้นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งอาจไม่ต้องทำอะไรเพื่อจัดการความเสี่ยงก็ได้ แต่ต้องมีเหตุผลที่ดีเพียงพอ

    6.     การติดตามและสอบทาน  อาจใช้ระบบการติดตามสอบทานโดยอาศัยเครื่องมือของ

    หน่วยงานที่มีอยู่คือผู้ตรวจสอบภายใน หรืออาจจะใช้ผู้ตรวจสอบภายนอก เป็นต้น

    7.     การติดต่อขอความเห็นและคำปรึกษาจากผู้ถือหุ้นหรือผู้เกี่ยวข้อง

    การบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กร    Enterprise Risk Management (ERM)

    เป็นแนวคิดปรับปรุงเพิ่มเติมจาก COSO โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก COSO มาวางระบบการควบคุม และต่อมาได้ปรับเป็นเน้นเรื่องการบริหารความเสี่ยง จึงเป็นที่มาของ ERM และคาดว่าในเวลาอีกไม่นานจะมี framework ของ ERM ออกมาเป็นมาตรฐาน

    องค์ประกอบของ ERM 8 ประการ

    1.     Internal Environment (สภาพแวดล้อมภายใน)  สำคัญที่สุดโดยเฉพาะบุคลากรถ้าบุคลากรดีมีคุณภาพจะเป็นพื้นฐานให้ทุกอย่างดีไปด้วย

    2.     Objective Setting  (การกำหนดวัตถุประสงค์)  ต้องกำหนดวัตถุที่ชัดเจนเพื่อให้มีการบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ

    3.     Event identification  (การชี้บ่งสาเหตุ)  การระบุเหตุการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดความเสี่ยง ซึ่งประกอบต้องให้ครอบคุมความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ

    4.     Risk  Assessment (การประเมินความเสี่ยง)  การประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

    5.     Risk  Response (การตอบสนองต่อความเสี่ยง)  ผลกระทบจากความเสี่ยงอยู่ในระดับใด

    6.     Control Activities  (การควบคุม)  กิจกรรมควบคุมความเสี่ยงต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ต่ำสุดหรือยอมรับได้

    7.     Information and Communication  (การสื่อสารและสารสนเทศ)  ข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องมีอย่างถูกต้องและเพียงพอ

    8.     Monitoring (การติดตามผล)  การบริหารความเสี่ยงที่ดีต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่องเพราะปัจจัยประกอบหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจะทำให้เกิดความเสี่ยงหรือเปลี่ยนแปลงความเสี่ยงได้

    ข้อสังเกต  ERM จะขยายขอบเขตหรือเพิ่มประเด็นการพิจารณามากขึ้นกว่า COSO และจะเน้นที่ความเสี่ยงเป็นสำคัญ เมื่อ ERM สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจะพบว่า COSO ก็จะครบตามองค์ประกอบทั้ง 5 ประการไปด้วยเช่นกัน ซึ่งองค์ประกอบนี้เพิ่มขึ้นจาก COSO คือ objective Setting, Event Identification และ Risk Response แต่การจะระบุว่าองค์ประกอบใดเพิ่มนี้ไม่ใช้สาระสำคัญ เนื่องจากโดยรวมแล้วหลักการจะคล้ายกับ COSO

                        ในปัจจุบัน มีการนำ ERM มาใช้กันมากแต่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายองค์กร ดังนั้น การนำ ERM มาใช้ในหน่วยงานจึงไม่ถือว่าเป็นการช้าเกินไปแต่อย่างใด

    วัตถุประสงค์การควบคุม   (Control objectives) มีขึ้นเพื่อทำให้องค์กรสามารถ

    1.     ปกป้องรักษาทรัพย์สิน/ทรัพยากร

    2.     เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามกฎ ระเบียบ นโยบายหรือเป็นไปตามแผนที่วางไว้

    3.     เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

    4.     เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อมูลทางการเงิน

    5.     เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ

    ประเภทของการควบคุม  (Types of controls)

              1.  Preventive ป้องกันไว้ก่อน

              2.  Detective   ป้องกันในสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

              3.  Corrective  แก้ไขในสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

              4.  Directive    ชี้แนะแนวทางในสิ่งที่ควรเกิด

    ความรับผิดชอบในการควบคุม  (Responsibility for Control)

    1.     ผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงาน มีหน้าที่ต้องจัดทำระบบการควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในหน่วยงาน

    2.     ผู้ตรวจสอบภายใน มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบประเมินผลตามแผนที่หน่วยงานได้ทำไว้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะถ้าเห็นว่ากระบวนการควบคุมยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน

    ทัศนคติด้านบวก  10 ประการที่ควรมีต่อการควบคุม

    1.     ความรับผิดชอบด้าน การควบคุมต้องแน่ชัดว่าเป็นของใคร อย่างไร

    2.     มีจรรยาบรรณและให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

    3.     ลดความขัดแย้งเรื่องประโยชน์ แม้จะมีระบบพรรคพวกแต่ให้อยู่ระดับที่รับได้เท่านั้น ควรใช้ความสามารถเป็นหลัก

    4.     การมอบอำนาจต้องชัดเจน (เช่น ใครมีสิทธิอนุมัติได้เท่าใดเป็นต้น)

    5.     การลงโทษต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเด็ดขาด

    6.     การทำดีควรได้รับการตอบแทนอย่างเป็นธรรมหรือประกาศให้ทราบทั่วไป (เช่น  Bonus)

    7.     มีการบังคับให้ลาหยุดพักผ่อน เพื่อให้คนอื่นได้เข้าไปสอบทานงานที่ทำไว้ (เช่นการเงิน)

    8.     มีการหมุนเวียน/เปลี่ยนหน้าที่การทำงาน

    9.     การค้ำประกันการทำงาน เพื่อชดเชยความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงาน

    10.  มีมาตรฐานในการเก็บรักษาเอกสารสำคัญ (เช่น การที่ทำลายเอกสาร การอ้างว่าเอกสารสูญหาย อาจส่อไปในทางทุจริตได้)

     

    องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการควบคุม คือ สภาพแวดล้อมควบคุมโดยเฉพา

    ความซื่อสัตย์ของบุคคล ซึ่งคนเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ถ้าคนดีมีความสามารถมีคุณสมบัติที่ดีด้านต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมให้การควบคุมประสบความสำเร็จมากขึ้น

    ระบบการควบคุมที่สำคัญ 3 ระบบ

    1.     Audit  Committee of the board

    2.     Management planning budgeting and reporting

    3.     Internal Audit function หรือ QA

    หลัก 2 ประการของการควบคุม

    1.     ไม่มีการควบคุมใดที่สมบูรณ์แบบ

    2.     ไม่มีการควบคุมใดที่ได้เปล่า

    วัตถุประสงค์หลักของการควบคุม

    1.     Effectiveness and Efficiency of operations  (O)

    2.     Reliability of   financial  reporting  (F)

    3.     Compliance with applicable laws and regulations  (C)

    องค์ประกอบของการควบคุมภายใน

    1.     สภาพแวดล้อมของการควบคุม (สำคัญที่สุด)                             

    2.     การประเมินความเสี่ยง                                                                    

    3.     กิจกรรมการควบคุม                                                                         

    4.     การสื่อสารและสารสนเทศ                                                           

    5.     การติดตามผล                                                                                    

    4 กับ 5 อาจจะไม่ต่างกันมาก แต่ 5 ต้องมองให้ทั่วถึงลงมาตั้งแต่ 4,3,2,1

     

    หลักการประเมินตามแนวทาง  COSO 2 ประการ

    1.     บ่งชี้/ประเมิน ประสิทธิผลของกิจกรรมการควบคุมทั้งในส่วนของ Soft  Controls และ Hard Controls

    2.     สามารถประเมินได้ครอบคลุมทั้ง 15 องค์กรประกอบตาม  COSO Control models คือ

    Components/Objectives

    Operations

    Reporting

    Compliance

    Control Environment

    1

    2

    3

    Risk  Assessment

    4

    5

    6

    Control  Activities

    7

    8

    9

    Information and Communication

    10

    11

    12

    Monitoring

    13

    14

    15

     

     

    การทำ Workshop

    1.     Identify  risk  โดยมีวิธีการคือ  ดู Cycle  ของงานว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง แล้วบ่งชี้/

    ระบุปัจจัยเสี่ยงออกมาว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะได้ปัจจัยเสี่ยงที่ครอบคลุมเพียงพอ

    2.     Control Activities  เป็นการกำหนดกิจกรรมการควบคุมของ Risk ที่ได้ระบุไว้ว่าจะ

    ควบคุมได้อย่างไรบ้าง

    3.     Risk Evaluation  การประเมินความเสี่ยง ระบุระดับความเสี่ยงสูง-ต่ำเพียงใด โดยดู

    จากผลกระทบจากความเสี่ยงโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงทั้งก่อนและหลังการควบคุม ซึ่งเมื่อมีการควบคุมแล้วความเสี่ยงต้องลดลง แต่ถ้าความเสี่ยงยังไม่ลดต้องหากิจกรรมการควบคุมเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ต้องไม่ลืมพิจารณาว่าสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ จะเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งต้องตามให้ทันและปรับปรุงกิจกรรมควบคุมตามความเสี่ยงไปด้วย[86]

    1. คำนิยามและประเภทของความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ[87]

    1.1 คำนิยามของความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ

    ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความ

    เสียหาย โดยอาจเกิดขึ้นจาก ความล้มเหลว ความไม่เพียงพอ หรือความไม่เหมาะสมของกระบวนการปฏิบัติงานภายใน บุคลากร ระบบงาน หรือเหตุปัจจัยภายนอก ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน และ/หรือ ฐานะทางการเงินของบริษัทประกันภัยทั้งนี้ ไม่นับรวมความเสี่ยงด้านกลยุทธ์[88] ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านประกันภัย

     

    1.2 ประเภทของความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ

    1.2.1. ความเสี่ยงจากบุคลากร (People Risk) เป็นความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เกิดจากความล้มเหลว ความไม่เพียงพอ หรือความไม่เหมาะสมของของบุคลากรของบริษัท รวมถึงความสามารถและจริยธรรมของบุคลากร ซึ่งส่งผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินงาน และ/หรือฐานะทางการเงินของบริษัทด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ ดังนี้

    (1) บุคลากรผู้ปฏิบัติงานอาจมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะทำงาน หรือมีความสามารถแต่ไม่ตรงกับลักษณะของงาน (Incompetency)

    (2) บุคลากรภายในบริษัททุจริต (Fraud) เช่น การปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น

    (3) จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน (Inadequacy)

    1.2.2. ความเสี่ยงจากกระบวนการปฏิบัติงาน (Process Risk) เป็นความเสี่ยงด้าน

    ปฏิบัติการที่เกิดจากความล้มเหลว ความไม่เพียงพอ หรือความไม่เหมาะสมของกระบวนการ แม้บุคลากรของบริษัทจะเป็นผู้มีความสามารถดี ตรงลักษณะงาน ตั้งใจทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร และซื่อสัตย์สุจริตโดยอาจมีสาเหตุ ดังนี้

    (1) ตัวแบบที่ใช้อ้างอิงในการปฏิบัติงาน (Model Risk) ล้มเหลว ไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสมเช่น ตัวแบบการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ระบบการบริหารจัดการ ระบบการควบคุมการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น

    (2) ระบบการควบคุมภายในไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสม (Internal Control Risk) เช่น มีการแบ่งแยกหน้าที่การทำงานไว้อย่างไม่เหมาะสม มีการกำหนดขอบเขตอำนาจอนุมัติไว้อย่างไม่ชัดเจน เป็นต้น

    1.2.3. ความเสี่ยงจากเทคโนโลยี (Technology Risk) เป็นความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ และ/หรือ เครือข่ายการติดต่อสื่อสารของบริษัทเกิดความล้มเหลว ไม่เหมาะสมล้าสมัย และไม่มีประสิทธิภาพทำให้การดำเนินงานของบริษัทต้องหยุดชะงัก หรือไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้เช่น ข้อมูลไม่ถูกต้อง ข้อมูลไม่มีความปลอดภัยจากการโจรกรรม การไม่สามารถกู้ระบบได้อย่างทันท่วงที เป็นต้น

    1.2.4 ความเสี่ยงจากเหตุปัจจัยภายนอก (External) เป็นความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่

    เกิดจากสาเหตุภายนอกบริษัท และส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน และ/หรือฐานะทางการเงินของบริษัท

    เช่น การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนด้วยเหตุอันเท็จ การทุจริตจากบุคคลภายนอก การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย การจ้างเหมาผู้บริการภายนอก และภัยธรรมชาติต่างๆ เป็นต้น

     

     

     

    ภาพที่ 21 ภาพรวมการศึกษาการจัดการความเสี่ยง[89]

     

     

    33.กรณีศึกษา CSR จากบทความต่างประเทศ

    โลกในยุคโลกาภิวัฒน์กำลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อน การล้มสลายของธุรกิจทุน เกิดภาวะเศษฐกิจถดถอย เงิน-หุ้นทั่วโลกปั่นปวนจากวิกฤติ ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ และจนถึงวิกฤติที่น่าตกใจในยุโรป คือวิกฤติหนี้สาธารณะกรีช เป็นเพราะสาเหตุใดยังต้องมาวิเคราะห์กันต่อไปเพื่อเป็นแนวทาวในการแก้ปัญหา สหภาพยุโรป(อียู) และผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ประเทศ (จี 7)จัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือเกี่ยวกับการบรรเทาวิกฤติหนี้สินของกรีซ[90] บทบาทของการเป็นบรรษัทภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบรรษัท และกิจการธุรกิจ (Good Corporate and Corporate Social Responsibility) มีความสำคัญมากขึ้นทั้งในแง่ของการเป็นแนวคิด กลไก และเครื่องมือที่สำคัญของการพัฒนาองค์กรธุรกิจและการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างยั่งยืน เช่น การใช้หลักธรรมาภิบาล การผลิตสินค้าและบริการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างคุณค่าให้กับองค์กรธุรกิจนอกจากมูลค่าทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจแล้วแนวคิดดังกล่าว ยังสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาทางสังคมที่เต็มไปด้วยความเก่งและความดีความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัทและกิจการธุรกิจ (Corporate Social Responsibility (CSR)) มุ่งเน้นให้องค์กรธุรกิจดำเนินกิจการทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรและสังคมโดยส่วนรวมเพื่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ เช่น การส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับชุมชน เป็นต้น โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจที่องค์กรดำเนินการและเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรในองค์กร เป็นการดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอก ในอันที่จะส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุข

     

    33.1 คู่มือการพัฒนาบรรษัทภิบาล (Developing Corporate Governance Codes of Best Practice)[91]

    การเป็นบรรษัทภิบาลทั้งในประเทศโลกที่กำลังพัฒนา ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในกาารประกอบธุรกิจ ที่มีการแข่งขันของผู้ลงทุนสูง ธนาคารโลกได้ตะหนักในความสำคัญ ในการที่จะบริหารจัดการธุรกิจให้มีตวามโปร่งใส จึงได้จัดทำคู่มือในการยริหารจัดการบัทษัทภิบาลขึ้น ประเทศใดมีหลักประกันที่ดีของการบริหารจัดการที่ดี ปฏิบัติอย่างเข้มแข็งจะสามารถดึงดูดนักลงทุนและเป็นสิ่งคำประกันทางด้านธุรกิจได้เป็นอย่างดี

              จากปัญหาทางด้านการเงินที่เกิดขึ้นกับบริษัทต่าง ๆ การมีบรรษัทภิบาลจึงเป็นเคื่องมือในการเข้าใจถึงการปฏิบัติเพื่อให้เป็นบรรษัทภิบาล เห็นถึงผลประโยชน์ของการพัฒนาบรรษัทภิบาล การพัฒนาที่เป็นขั้นเป็นตอนจากแบบร่าง การปรับปรุงแผนการดำเนินการ การที่จะลงมือปฏิบัติ การติดตามผล และการทบทวนเพื่อจะให้ได้ผลการปฏิบัติที่ดี

              Global Corporate Governance Forum[92] ได้ระลึกเสมอว่ามีหลากหลายแนวทางในการพัฒนาบรรษัทภิบาล การที่จะมีบรรษัทภิบาลได้นั้นต้องเริ่มที่ภาครัฐบาลที่เป็นผู้ดูแลกฏข้อบังคับต่าง ๆ  มีกลไกในการกำหนดควบคุมการตลาด เป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการองค์กร หรือสำเนียกในกฏเกณฑ์ หรือบ้างที่กฏข้อบังคับต่าง ๆ ก็ถูกเรียกร้องจากมาตรฐานสากลที่ถูกนำลงสูประเทศคู่ค้า

              เครื่องมือในการปฏิบัติการ ชีจี CG นี้มีด้วยกัน สองเรื่องสำคัญ  มี สามสิ่งที่จะต้องยอมรับ และมีห้าโมดูล

    1.     อัตราการพัฒนา CG ที่ดี

    a.     ความสำคัญของ CG

    b.     คุณลักษณะในการปฏิบัติการ CG  ที่ดี

    c.      ทำไมจะต้องเปี่ยมด้วยจรรยาบรรณ

    2.     กระบวนการที่จะนำลงสู่ปกิบัติ

    ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจะเป็นผู้ที่มีอิทพลมากในความร่วมมือในการทำ CG

    เป็นประสงค์เบื้องต้นของูคู่มือ CG

    1.     กรรมการ CG หรือ

    2.     การบริหารจัดการองค์กรอย่างมืออาชีพ  การมีผูช่วยทางด้านธุรกิจและการยึดมั่นในกฏเกณฑ์จะเป็นผู้นำในการพัฒนา CG ที่ดี

    3.     รัฐจะต้องเฝ้ามองที่จะตรวจสอบดูแลมาตรฐานในการปฏิบัติการ CG

    4.     กรรมการ CG และส่วนงานที่รับผิดชอบจะต้องปรับปรุงมาตรฐานจริยธรรมของ CG อยู่ตลอดเวลา

     

    ภาพที่ 22 Process Developing Corporate Governance Codes

     

    ความสำคัญของธรรมาภิบาล [93]

    ธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความ

    สงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ

    1.     หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้

    ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน

    2.     หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุน

    ให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย

    3.     หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนใน

    ชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

    4.     หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และ

    แสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

    5.     หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความ

    รับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง

    6.     หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

    เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

     

    กลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี

    เป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้

    1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น

    2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น

    3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี

     

    แนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี[94]

    1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

    2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น

    3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

    4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน

    จะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน

      บรรษัทภิบาลทำไม และเพื่อใคร[95]

              คำว่าบรรษัทภิบาลหรือ Corporate Governance และ ธรรมาภิบาลหรือ Good Governance เป็นคำฮิตติดปาก ตั้งแต่ผู้บริหารระดับประเทศ ยันแมงเม่าในตลาดหุ้น!  บริษัทหรือองค์กรไหนไม่มีสิ่งนี้ ดูจะขาดคุณค่า ไร้ราคา ผู้บริหารก็ดูไม่น่านับถือ ไม่น่ายำเกรง ถึงขนาดที่มีนักลงทุนแนวคุณค่าระดับเซียนประกาศว่าจะไม่ลงทุนในกิจการใดที่ผู้บริหารไม่มีบรรษัทภิบาล

              แล้วเจ้าบรรษัทภิบาลที่ว่านี่คืออะไร ทำอย่างไรองค์กรของเราจึงจะได้มาครอบครอง และถ้าถามให้ตรงใจยิ่งขึ้นไปอีก คือ ถ้าบริษัททำตามหลัก บรรษัทภิบาลที่ว่านั่นแล้วจะดีจริงหรือ

              บรรษัทภิบาลและธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของกระบวนการในการที่จะควบคุม กำกับดูแล และขับเคลื่อนบริษัทไปในทิศทางที่เชื่อว่าดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกคนอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ขออนุญาตย้ำว่า ต้องทั้งถูกต้องและเป็นธรรม ถูกต้องหรือถูกกฎหมายแต่ไม่เป็นธรรมก็ใช้ไม่ได้ ในขณะเดียวกัน จะคำนึงถึงแต่ความเป็นธรรมโดยไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่เหมาะ

              เรื่องของบรรษัทภิบาลไม่ใช่นโยบายที่พิมพ์ลงในรายงานประจำปีหรือแถลงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่เป็นหลักการและแนวคิดที่ทั้งผู้บริหารต้องนำมาปฏิบัติ ภายใต้การกำกับและตรวจสอบของคณะกรรมการในฐานะที่เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้น

              ในอดีต เรื่องบรรษัทภิบาลอาจไม่ได้รับการเน้นย้ำ หรือให้ความสำคัญมากนักเพราะธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังเป็นลักษณะครอบครัว แต่เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาไปถึงระดับหนึ่ง ตลาดทุนมีความสำคัญและมีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น กิจการมากมายเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และดำเนินการระดมทุนจากประชาชน แนวคิดเรื่องบรรษัทภิบาลจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นและเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาตลาดทุน

              โดยธรรมชาติ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของกิจการกับนักลงทุนรายย่อยมีผลประโยชน์ที่ขัดกัน ข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่อาจไม่มีการเสนอให้แก่นักลงทุนรายย่อย  นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่มักจะเป็นกรรมการบริหารด้วย ทำให้มีข้อมูลอินไซด์ของธุรกิจที่นักลงทุนรายย่อยไม่มี ในขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยก็พร้อมที่จะขายหุ้นทันทีที่ได้กำไร หรือขาดทุน จนอาจมองได้ว่านักลงทุนรายย่อยไม่ใช่ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นผู้ประกอบการเวลามีเรื่องต้องตัดสินใจในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ไม่ว่าเรื่องไหน รายย่อยก็แพ้ทุกที เพราะมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยทั่วไปแล้วใช้คะแนนเสียงแค่เกินครึ่งของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมก็พอ ถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีกฎเกณฑ์ กติกาที่เข้ามาช่วยคานอำนาจผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพื่อให้ความเป็นธรรมตามสมควรแก่ผู้ถือหุ้นรายย่อย  แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีคนพยายามเลี่ยงบาลี หาช่องว่าง รูโหว่ของกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อหาประโยชน์ที่อาจจะเป็นไปตามกฎหมายแต่ไม่เป็นธรรม

              นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นและฝ่ายจัดการก็มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ กิจการกำไรมากหรือน้อย ฝ่ายจัดการก็อยากได้โบนัสก้อนโตเสมอ ในขณะที่ผู้ถือหุ้นอาจไม่อยากจ่าย เพราะรายจ่ายเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทซึ่งก็คือส่วนที่ผู้ถือหุ้นจะพึงได้รับจากบริษัทที่ลงทุนไปนั่นเอง แม้ว่าในทางกฎหมายและในทางทฤษฎี ผู้ถือหุ้นเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการ และกรรมการไปแต่งตั้งฝ่ายจัดการ แต่ผู้ถือหุ้นคนหรือกลุ่มที่ตั้งกรรมการจริงๆแล้ว ก็คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั่นเอง สิทธิขาดในการบริหารกิจการจะอยู่ในมือของกรรมการเป็นส่วนใหญ่

              ในต่างประเทศ เขาเรียกว่าเป็นการแยกกันของความเป็นเจ้าของ”(Ownership) และอำนาจในการควบคุมกิจการ”(Control)ยิ่งบริษัทมีขนาดใหญ่มาก มีกิจการในเครือมากมาย มีผู้ถือหุ้นนับพัน นับหมื่นราย  ผู้ถือหุ้นยิ่งมีความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทน้อยมาก เพราะกรรมการ โดยเฉพาะกรรมการบริหารและฝ่ายจัดการจะเป็นคนตัดสินใจกำหนดทิศทาง นโยบายและการดำเนินการเรื่องต่างๆ ในแต่ละปี จะพบกับผู้ถือหุ้นก็แค่ครั้งเดียวในวันประชุมสามัญประจำปี นอกนั้น อย่างดีก็รายงานความคืบหน้ารายไตรมาสตามข้อกำหนดของตลาด ซึ่งหลายครั้งข้อมูลที่แจ้งผู้ถือหุ้นทราบเป็นข้อมูลที่ไม่ได้ช่วยไปต่อยอดการวิเคราะห์อะไรได้เลย

              อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจถึงบทสรุปว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์น่าจะเป็นทางเลือกที่เสี่ยงเหลือเกิน ในฐานะนักลงทุนรายย่อย เราจะไว้ใจใครได้ ท่านคิดไม่ผิดเลยค่ะ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของบรรษัทภิบาลเพราะถ้าแนวคิดและหลักการเรื่องนี้ ไม่เป็นที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว โอกาสในการพัฒนาตลาดทุนของไทยจะลดลง

    หลักการในเรื่องบรรษัทภิบาลประกอบด้วย

                ข้อที่หนึ่ง การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องและเท่าเทียม ทั้งคณะกรรมการและฝ่ายจัดการต้องให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นและควรอำนวยความสะดวกต่างๆเพื่อให้ผู้ถือหุ้นสามารถใช้สิทธิของตนได้ตามกฎหมาย

                ข้อที่สอง ในการดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียหรือ Stakeholder ที่เกี่ยวข้องทุกราย ผู้ถือหุ้นอาจเปลี่ยนใจขายหุ้นวันใดวันหนึ่ง แต่พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่ชุมชนที่เราประกอบธุรกิจอยู่ก็มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเรา การที่บริษัทมุ่งแต่จะกอบโกยเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นโดยไม่ให้ความสำคัญต่อ Stakeholders ก็มักจะเป็นความเจริญเติบโตที่ไม่ยั่งยืน

                ข้อที่สาม บทบาทของคณะกรรมการในฐานะที่เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท จึงต้องสอดส่องการดำเนินงานของฝ่ายจัดการ(ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือตัวแทนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่) และต้องพร้อมที่จะท้วงติง ตรวจสอบและคัดค้านการดำเนินงานใดๆของฝ่ายจัดการที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม โดยคณะกรรมการต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัท ผู้ถือหุ้นและบรรดาผู้มีส่วนได้เสีย

                ข้อที่สี่ องค์กรควรดำเนินการให้มี Code of Conduct หรือคู่มือในการบริหารงานและดำเนินการเพื่อให้กรรมการ ฝ่ายจัดการลพนักงานนำไปยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

                ข้อที่ห้า การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส การตัดสินใจทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และบ่อยครั้งที่ไม่สามารถชี้ได้ชัดว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือไม่ เพราะถ้าคณะกรรมการหรือฝ่ายจัดการตัดสินใจเรื่องไหนแล้ว ได้ผลดีตามที่คาดไว้ คงไม่มีบริษัทใดที่ต้องล้มละลาย หรือขาดทุน

              ผู้เขียนเห็นว่าวิธีการที่จะพิสูจน์เจตนาที่ดีและจริงใจของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการว่า ตั้งใจบริหารงานโดยความสุจริต และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกรายและผู้มีส่วนได้เสียทุกราย คือการเปิดเผยและรายงานข้อมูลทั้งในด้านการเงินและด้านอื่นๆ อย่างชัดเจน ถูกต้อง ครบถ้วน

              ถ้ามองแนวทางปฏิบัติที่ดีข้างต้นแล้วย้อนกลับมามองชีวิตจริงที่เห็นและเป็นอยู่  คงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อกรรมการอิสระเองก็มาจากการแต่งตั้งของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แม้จะมีการวางกฎเกณฑ์ว่า กรรมการอิสระ หรือกรรมการตรวจสอบสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องไม่มีความเกี่ยวพันกับฝ่ายจัดการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่  แต่คงไม่มีการเสนอตั้งกรรมการอิสระที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือฝ่ายจัดการไม่รู้จัก จริงๆ แล้ว สังคมไทยทั้งสังคมราชการและสังคมธุรกิจ ก็ไม่ใช่สังคมที่กว้างใหญ่มากมาย ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่รู้จัก คุ้นเคยกันทั้งทางตรงและทางอ้อมเกือบทั้งนั้น แม้ในระยะหลัง เราจะได้เห็น การหักดิบระหว่างฝ่ายจัดการ กับกรรมการตรวจสอบ แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของข้อยกเว้นมากกว่าที่จะเป็นหลัก

              ดังนั้น การที่หลักการในเรื่องบรรษัทภิบาลจะนำมาใช้ได้ผล คนกลุ่มแรกที่ต้องเล็งเห็นประโยชน์ คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั่นเอง ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่และฝ่ายจัดการไม่เชื่อหรือไม่เห็นประโยชน์ในหลักการนี้ แม้จะมีกฎหมายบังคับ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เพราะประเด็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายแต่ไม่เป็นธรรมก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ

              ทางออกของนักลงทุนรายย่อยในกรณีที่ผู้บริหารไม่ได้ยึดหลักบรรษัทภิบาลก็คือการขายหุ้นทิ้ง หรือไม่ลงทุนในกิจการนั้นๆ ซึ่งกองทุนซึ่งเป็นผู้เล่นขาใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์หลายๆแห่ง อย่างในบ้านเรา กองทุนที่ใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น กบข. ก็มีนโยบายการลงทุนว่าจะไม่ลงทุนในกิจการที่ผู้บริหารไม่มี บรรษัทภิบาล

              ไม่ได้เห็นว่าเมืองไทยเรามีการทำการศึกษาเชิงสถิติหรือไม่อย่างไร  แต่ในต่างประเทศได้มีการศึกษาและเผยแพร่ผลการศึกษาออกมา นิตยสาร Forbes เคยทำการสำรวจแล้วพบว่า กิจการที่ได้รับการยกย่องว่ามี บรรษัทภิบาล