เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 5780 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • อารยสถาปัตย์ (Universal Design) คืออะไร ทำไมเมืองไทยต้องมีอารยสถาปัตย์ (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตยกรรม (Universal Design ) (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดบางหลวง (SWOT Analysis)(พิชัย สดภิบาล.2557) (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวตลาดบาง หลวง ร.ศ.122 (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • วิธีการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • TOWS Matrix (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • แนวความคิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • แนวโน้มการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • การอนุรักศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ตลาดเก่า ร.ศ.122 (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ประวัติโดยย่อตลาดบางหลวง ร.ศ.๑๒๒ (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • การอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีอายุมากกว่า 100 ปี (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • ประวัติความเป็นมาของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • อัตลักษณ์ของนักศึกษาการออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • อัตลักษณ์ส่วนพระองค์ของสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • ผลการศึกษาสภาพแวดล้อมภายในของชุมชนตลาดบางหลวง ร.ศ. 122 (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • อาคารพลังงานศูนย์ที่สิงค์โปร์ ๑ (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • เลือกวัสดุก่อสร้างเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • อาคารพลังงานศูนย์ที่สิงคโปร์ (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • 200 ปี อับราฮัม ลินคอล์น (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • ทิศทางการพัฒนาตลาดเก่าในเชิงอนุรักษ์ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน 5 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <เมษายน 2557>
     
    1431123456
    1578910111213
    1614151617181920
    1721222324252627
    182829301234
    19567891011
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 813961
    • เฉพาะวันนี้ 646
    • ความคิดเห็น 108
    • จำนวนเรื่อง 453
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    แนวคิด ทฤษฎี และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
    22 มกราคม 2554 - 16:43:00

       

    แนวคิด ทฤษฎี และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

     



    ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลในการยอมรับพลังงานทางเลือกก๊าซปิโตรเลียมเหลว
    (แอลพีจี) ของผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน
    7 ที่นั่งในเขตจตุจักร ในครั้งนี้ โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้า
    แนวคิดทฤษฎีโดยรวบรวมจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
    ในการศึกษา ดังนี้



     



    แนวคิดและทฤษฎี



     



    1.    
    ข้อมูลเกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี)



    2.    
    ทฤษฏีปัจจัยส่วนบุคคล



    3.    
    แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับทัศนคติ



    4.    
    ทฤษฎีส่วนประสมการตลาดบริการ



    5.    
    แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับด้านความพึงพอใจ



    6.    
    งานวิจัยที่เกี่ยวของ



     



    1. ข้อมูลเกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี)



    พงษ์พันธุ์ เพชรชมภู (2549: 37-38) ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว
    (แอลพีจี)ไว้ในคู่มือ การติดตั้งก๊าซรถยนต์ ฉบับสมบูรณ์ไว้ดังนี้



    ก๊าซ(แอลพีจี) หรือก๊าซหุงต้ม มีชื่อเป็นทางการว่า
     ก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LiquidPetroleum Gas)”  เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันหรือการแยกก๊าซธรรมชาติในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลวประกอบด้วยส่วนผสมไฮโดรคาร์บอน 2
    ชนิด
    คือโพรเพน (Propane) และบิวเทน (Butane) โดยในประเทศไทยก๊าซปิโตรเลียมเหลวส่วนใหญ่ได้มาจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติก๊าซ
    (แอลพีจี)
    ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติ แต่เนื่องจากเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศจึงมีการสะสมและลุกไหม้ได้ง่าย ดังนั้นจึงมีการเติมกลิ่นเพื่อเป็นการเตือนภัยหากเกิดการรั่วไหล ก๊าซ(แอลพีจี)ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนและกิจการอุตสาหกรรม โดยบรรจุเป็นของเหลวใส่ถังที่ทนความดันเพื่อให้ขนส่งง่าย นอกจากนี้ยังนิยมใช้แทนน้ำมันเบนซินในรถยนต์ เนื่องจากราคาถูกกว่า และมีค่าออกเทนสูงถึง 105 RON
    การใช้ก๊าซชนิดนี้ในรถยนต์เริ่มในราวปี
    .. 2513 และเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในปี .. 2523 เนื่องจากราคาก๊าซ(แอลพีจี)มีราคาถูกกว่าราคาน้ำมัน ส่วนใหญ่จะใช้ในรถยนต์สาธารณะ เช่น รถแท๊กซี่และรถสามล้อโดยมีการนำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับก๊าซรถยนต์ที่ใช้แล้วจากต่างประเทศมาดัดแปลงทำให้มีราคาประหยัด



           รูปแบบของการใช้ก๊าซ(แอลพีจี)กับรถยนต์มี 3 รูปแบบ ดังนี้ (พงษ์พันธุ์ เพชรชมภู, 2549: 39)



    1. เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ(แอลพีจี)เป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียว เรียกว่า  “Dedicated Engine” คือเป็นเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาจากโรงงานโดยเฉพาะเพื่อใช้ก๊าซ(แอลพีจี)เพียงอย่างเดียว เครื่องยนต์ประเภทนี้ไม่มีการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเลย



    2. เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ(แอลพีจี)หรือน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เรียกว่า “Bi-Fuel Engine” ซึ่งเป็นรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซิน โดยในระหว่างการขับเคลื่อนรถยนต์สามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เครื่องยนต์ชนิดนี้หากน้ำมันหมดสามารถใช้ไปได้จนกว่าก๊าซจะหมดและหากก๊าซหมดก็สามารถใช้น้ำมันได้จนกว่าน้ำมันจะหมดเช่นกัน แต่มีข้อแม้ว่าตอนสตาร์ทเครื่องต้องใช้น้ำมันในการสตาร์ททุกครั้ง หลังจากนั้นระบบจึงจะเปลี่ยนมาใช้ก๊าซเพียงอย่างเดียว



    3. เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ(แอลพีจี)กับน้ำมันดีเซล  เป็นเชื้อเพลิงร่วมกัน เรียกว่า “Dual



    Fuel Engine” ซึ่งเป็นรูปแบบของเครื่องยนต์ดีเซลโดยเป็นการใช้เชื้อเพลิงผสมในสัดส่วนของ
    ก๊าซ



    แอลพีจี ประมาณร้อยละ 70 และน้ำมันดีเซลประมาณร้อยละ 30 โดยเครื่องยนต์ในกลุ่มนี้จะต้องใช้น้ำมันดีเซลและก๊าซควบคู่กันไป หากก๊าซหมดสามารถใช้น้ำมันดีเซลอย่างเดียวได้ แต่หากน้ำมัน



    ดีเซลหมดไม่สามารถใช้ก๊าซขับเคลื่อนแทนได้



      ระบบการติดตั้งก๊าซแอลพีจี 4 แบบ



    1. ระบบดูดแบบคงที่ (Fix Mixer) เป็นระบบที่ใช้กลไกของหม้อต้มก๊าซเป็นตัวเปิดปิด ก๊าซโดยอาศัยแรงดูดของเครื่องยนต์ ก๊าซจะถูกดูดออกมาผสมที่ปากผสม(Mixer)ก่อนที่จะเข้าห้องเผาไหม้ ปากผสมจะทำการลดมวลอากาศเพื่อให้เกิดแรงดูดที่มากขึ้น ส่วนปริมาณก๊าซจะถูกควบคุมโดยสปริงเร่งของหม้อต้มก๊าซปากผสมโดยส่วนใหญ่ที่ใช้กันจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายในเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของปีกผีเสื้อ และมีการควบคุมแรงดูดของเครื่องยนต์โดยผ่านวาวล์ลด (ในประเทศไทยเรียกวาวล์กลางสาย หรือ Power Valve) วาวล์ตัวนี้ จะเป็นตัวกำหนดแรงดูดของเครื่องให้สัมพันธ์กับหม้อต้ม และมีส่วนอย่างยิ่งว่าเครื่องยนต์จะสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ขณะเครื่องยนต์มีภาระ ระบบนี้แทบจะเรียกได้ว่ามีมานานพอๆกับที่คนรู้จัก
    (แอลพีจี)
    มีการใช้งานมามากกว่า 50 ปี ปัจจุบันระบบ Fix Mixer ยังมีการพัฒนาเพื่อไม่ให้ตกมาตราฐาน EURO 1



    2. ระบบดูดแบบแปรผันค่าตามอ็อกซิเจนเซนเซอร์ ( Mixer & Lamda Control
    )
    ระบบจะซับซ้อนขึ้นจากระบบแรก กล่าวคืออุปกรณ์โดยรวมเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือวาวล์กลางสาย หรือ Power Valve ระบบแบบนี้จะไม่มี Power Valve แต่จะใช้ชุดควบคุมการจ่ายก๊าซแบบสัญญาณสนองกลับ หรือเรียกว่า Actuator Control แทน การทำงานจะใช้สัญญาณจากอ็อกซิเจนเซนเซอร์เป็นตัวบอกปริมาณของก๊าซที่จะต้องจ่ายเข้าไป แบ่งการทำงานง่ายๆออกเป็น 3 ส่วน คือ



    ส่วนผสมหนา ส่วนผสมกลาง และส่วนผสมบาง Actuator จะถูกสั่งงานตามจังหวะของสัญญาณอ็อกซิเจน ถ้าส่วนผสมหนาระบบจะลดก๊าซจนสุด ถ้าส่วนผสมกลางระบบจะคงที่ ถ้าส่วนผสมบางระบบจะเปิดก๊าซจนสุด จะสังเกตได้จากค่า Lamda ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดระบบนี้ถูกออกแบบมาใช้กับรถที่มี อ็อกซิเจนเซนเซอร์โดยเฉพาะหรือเป็นระบบที่ใช้เสริมคุณสมบัติให้ดียิ่งขึ้นกล่าวโดย
    รวมคือมีส่วนผสมที่ดีขึ้นและเหมาะสมตามรอบเครื่องยนต์
    ตัว
    Actuator ทำงานโดยอาศัยแรงดูดในท่อร่วมไอดีเพื่อดูดลิ้นควบคุมการจ่าย โดยลดแรงดูดด้วย  Vaccum Regulator
     แต่ลิ้นควบคุมไม่สามารถตอบสนองการทำงานอย่างเฉียบพลันโดยการควบคุมของ
    Solinoide
    ที่ควบคุมด้วยไฟฟ้าจากชุดควบคุม (Feedback Control) และยังบังคับลิ้นควบคุมลดก๊าซได้อย่างรวดเร็ว Actuator ถูกพัฒนามากจนถึงขีดสุดที่มีลิ้นควบคุม 2 ลิ้น จำแนกการทำงานอย่างละเอียดได้ 6 Step แต่ระบบยังคงต้องพึ่งปากผสมที่ดีอยู่ และระบบถูกแทนที่ด้วย Step Motor เมื่อActuator ไม่ผ่านมาตราฐาน EURO 2



    3. ระบบการจ่ายก๊าซควบคุมด้วยสเตปมอเตอร์ (Lamda Feedback Control หรือFumigation ) เป็นระบบที่สูงสุดของระบบที่ใช้ปากผสม การทำงานจะถูกควบคุมโดยการใช้สัญญาณแยกย่อยออกหลายๆแบบ ในแต่ละรุ่นอาจมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย สัญญาณส่วนใหญ่ที่ใช้จะมีหน้าที่แตกต่างกัน อาจแบ่งย่อยออกได้ตามลักษณะ ดังนี้



    3.1 สัญญาณวัดรอบ (Rpm) ใช้เป็นตัวกระตุ้นระบบให้ทำงานหรือเป็นระบบตัดการทำงานขณะเครื่องยนต์หยุดหมุน และเป็นตัวสั่งให้ระบบสวิทช์จากน้ำมันไปใช้ก๊าซ ในบางรุ่นอาจใช้ในการทำตาราง MAP เพื่อให้เหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ทุกๆย่านความเร็ว



    3.2 สัญญาณตำแหน่งลิ้นปีกผีเสื้อ (TPS) เป็นตัวบอกตำแหน่งของลิ้นปีกผีเสื้อเพื่อบอกถึงอัตราคันเร่งของเครื่อง โดยทั่วไปมีแรงดันแปรผันที่ 1 – 5 V.



    3.3 สัญญาณอ็อกซิเจนเซนเซอร์ (Lamda) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงส่วนผสมหลังการสันดาปของเครื่องยนต์ว่าส่วนผสม หนา หรือ บาง จะเป็นส่วนสำคัญในการประเมินค่าการจ่ายก๊าซการทำงาน ระบบจะประมวลผลโดยใช้ ECU ค่าสัญญาณที่วัดได้จะถูกประมวลผลเพื่อทำการจ่ายก๊าซ โดยการควบคุมของสเตปมอเตอร์ ระบบจะมีการควบคุมตั้งแต่ปิดสุดถึงเปิดสุดในบางรุ่นขั้นตอนนี้สามารถทำได้ถึง 300 Step แต่ขณะใช้งานจริงการควบคุมที่แปรผันมากที่สุดอยู่ในช่วงเครื่องยนต์เดินเบา อาจจะเดินอยู่ระดับ 20 – 100 Step เพราะมีการปรับค่าส่วนผสม หนาบาง ตลอดเวลาที่เดินเบาอยู่ ต่อเมื่อกดคันเร่งจะมีการจ่ายก๊าซเพิ่มขึ้นในช่วงแรกและจะเริ่มคงที่เมื่อใช้รอบเครื่องยนต์คงที่ ขั้นตอนนี้อาจสเตปจะอยู่ในช่วงแคบๆ ซึ่งจากการสังเกตเตปของมอเตอร์ จะเป็นตัวบ่งบอกว่าขนาดของปากผสมเหมาะสมหรือไม่ ค่าเหล่านี้จะเป็นมาตรฐานของแต่ละยี่ห้ออยู่ที่ผู้ออกแบบเป็นตัวกำหนด ซึ่งไม่เท่ากันและเป็นเทคนิคของผู้ผลิต



    4. ระบบฉีดก๊าซแบบฉีดร่วม (Full Group หรือ Multipoint Port) จะมีการใช้ สเตปมอเตอร์ในการควบคุมการฉีดก๊าซควบคุมโดยการ เพิ่มลด ก๊าซที่ฉีดเข้าพอร์ทไอดี ปกติจะมีการควบคุมโดยการใช้ Map Sensor ที่ใช้เฉพาะระบบ เพื่อสร้างตาราง Map พื้นฐานขึ้นมาเพื่อมีการประเมินผลร่วมสัญญาณต่างๆ เช่น TPS , Rpm , Lamda และ สัญญาณที่ได้มาจาก MapSensor ที่เพิ่มขึ้นมา ระบบนี้จะไม่ใช้ค่าการฉีดน้ำมันมาเกี่ยวข้องกับระบบ แต่จะประมวลสัญญาณขึ้นมาใหม่ ก๊าซที่จ่ายเข้าพอร์ทไอดีจะมีการจ่ายที่พร้อมกันโดยอาศัยให้เครื่องยนต์ดูดก๊าซเข้าไปสันดาปเอง เป็นระบบที่ไม่ค่อยแม่นยำมากนัก และมีปัญหาในการปรับจูน จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก



    4.1 ระบบฉีดก๊าซแปรผันตามค่าการฉีดเชื้อเพลิงหลัก (Sequential Injection



    System)
    เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับเครื่องยนต์สมัยใหม่เมื่อทำงานโดยการฉีดก๊าซตาม



    จังหวะของเครื่องยนต์แทนการฉีดน้ำมัน ระบบโดยทั่วไป ต้องการสัญญาณการฉีดน้ำมันของเครื่อง



    เอามาเพื่อกำหนดการฉีดของก๊าซ การฉีดของก๊าซจะต้องทำการจำลองการฉีดน้ำมันและให้ข้อมูล



    ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการฉีดก๊าซ อาจมีการใช้สัญญาณต่างๆเพื่อเอามาตรวจสอบการทำงานของ



    ระบบว่าแม่นยำขนาดไหน



    หลักการติดตั้งก๊าซ (แอลพีจี) มาตรฐานตามกฎกระทรวง มีข้อกำหนดต่างๆ ดังนี้



    1. ถังที่จะนำมาติดตั้งต้องมี มอก. มีอายุไม่เกิน 10 ปี ถ้าเกินต้องตรวจสอบใหม่และถังต้องติดลิ้นควบคุมการบรรจุเกินหรือเรียกว่า OPD วาล์ว และถังต้องมีผาครอบและผาครอบต้องมีท่อพลาสติด (แบบท่อโปโล) หุ้มต่อออกไปที่พื้นรถและเจาะออกนอกรถพร้อมกับท่อจ่ายและต่อเติมก๊าซ (เพื่อระบายก๊าซที่ระบายออกนอกรถ)



    2. การติดตั้งถัง ถังต้องอยู่ห่างจากท้ายสุดของตัวถังรถไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตร



    3. การยึดถังก๊าซ ต้องมีขาถังเป็นโครงเหล็ก เพื่อยึดโครงเหล็กติดกับพื้นรถ แล้วจึงยึดถังก๊าซติดกับโครงเหล็กด้วยน๊อตให้แน่น อย่างเชื่อมถังก๊าซ นอกจากเชื่อมจากโรงงานมาแล้ว (ถ้ายึดถังแล้วไม่แน่นต้องมีแถบโลหะรัดให้ ทำตามข้อ 4)



    4. ถังก๊าซถ้าใช้แถบโลหะรัดถังต้องมีวัสดุยืดหยุ่นได้เช่น สักหลาด, หนังงู,ยางพลาสติก เป็นต้นหุ้มหรือคั่นกลางสำหรับป้องกันมิให้โลหะเสียดสีกันและเมื่อสั่นสะเทือนของถังต้องไม่ขยับเขยื้อน



    5. อุปกรณ์ที่ยึดถัง ต้องทนทานต่อแรงกระแทกและแรงกระชากที่เกิดจากความเร่งหรือความหน่วงของรถ



    6. ห้ามเชื่อมหรือต่อเติมถังกับสิ่งอื่นใด เว้นแต่เป็นการเชื่อมมาจากโรงงานผู้ผลิต



    7. การติดตั้งถังก๊าซบนรถตู้ คือ การติดตั้งถังก๊าซอยู่ในห้องโดยสาร ถ้าถังเป็นแบบไม่มีฝาครอบ ถังต้องยึดติดแน่นในกล่องบรรจุถัง หรือมีฝาครอบและต้องต่อท่อระบายก๊าซรั่วออกนอกรถ โดยใช้ท่อโปโล



    8. รถเก๋ง คือ ห้องโดยสารกับห้องเก็บของ จะแยกเป็นสัดส่วนกัน ควรติดตั้งถังก๊าซที่ห้องเก็บของ



     9. ท่อก๊าซที่เป็นท่อทองแดง ต้องเป็นเส้นเดียวกันตลอด โดยไม่มีการเชื่อมหรือต่อจากถังจ่ายก๊าซ รอดใต้ท้องรถแล้วไปเข้าห้องเครื่อง ที่โซลินอยก๊าซและท่อทองแดงนี้จะต้องหุ้มด้วยท่อ



    พลาสติก หรืออย่างอื่นที่มีคุณภาพทัดเทียม และควรติดตั้งท่อก๊าซให้ส่วนล่างสุดของท่อทองแดงอยู่สูงกว่าระยะต่ำสุดของรถไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร



    10. ท่อก๊าซต้องอยู่ห่างจากท่อไอเสียไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร ถ้าท่อก๊าซห่างน้อยกว่า10 เซนติเมตร ก็ได้เว้นแต่จะมีการป้องกันความร้อนจากท่อไอเสียอย่างมีประสิทธิภาพ



    11. ท่อก๊าซต้องยึดแน่นกับโครงคัสซี หรือส่วนของตัวถังรถด้วยตัวยึดโดยมีระยะห่างกันไม่เกินช่วงละ 50 เซนติเมตร หรือไม่ก็ให้เดินท่อก๊าซคู่ไปกับท่อน้ำมันเบนซินหรือท่อน้ำมันเบรก และมีสายรัดห่างช่วงละไม่เกิน 50 เซนติเมตร



    12. ลิ้นควบคุมการปิดเปิดก๊าซ (โซลินอยก๊าซ) ต้องอยู่ห่างจากท่อไอเสียไม่น้อยกว่า
    10 เซนติเมตร



    13. การติดตั้งท่อก๊าซ ให้ส่วนล่างสุดของท่ออยู่สูงกว่าระยะต่ำสุดของรถ ไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร



    14. เครื่องอุปกรณ์ เช่น มิเตอร์ก๊าซ, วาล์วปิดเปิด, วาล์ว OPD ที่ติดตั้งบนถังต้องมีฝาครอบ และที่ฝาครอบต้องมีท่อโปโล ที่มีลักษณะและขนาดเหมาะสม สำหรับระบายก๊าซที่รั่วซึมจากเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวออกนอกตัวรถได้ดี โดยให้ปลายท่ออยู่ห่างจากท่อไอเสียไม่น้อยกว่า 25เซนติเมตร (ที่ปลายท่อระบายให้ใส่กรวยปากฉลาม และมีเหล็กรัด พร้อมอุดด้วยซิลิโคน)



    15. ท่อไอก๊าซ, ท่อสุญญากาศ ต้องมีมาตรฐาน ทนความดันได้ดี



    16. ท่อก๊าซที่เป็นท่อยางของระบบก๊าซที่ห้องเครื่อง ต้องหุ้มด้วยท่อพลาสติกแบบท่อโปโลอีกชั้น เพื่อป้องกันความร้อน และท่อน้ำที่ไปอุ่นหม้อต้ม ถ้าหุ้มด้วยท่อโปโลด้วยก็จะดี



    17. ท่อระบายที่เป็นท่อโปโลที่ต่อจากถังก๊าซ ต้องรัดด้วยสายรัดเหล็กให้เรียบร้อย



    18. สายไฟของระบบก๊าซ ต้องหุ้มด้วยท่อกระดูกงู (การต่อสายไฟของระบบก๊าซต้องใช้บัคกรี)



    19. ถ้าติดถังภายในรถ ท่อเติมต้องเป็นท่ออ่อน (นอกจากเป็นระบบมัลติวาล์ว จึงใช้ท่อทองแดงได้)



    20. การติดตั้งก๊าซ (แอลพีจี) ต้องมีอุปกรณ์ส่วนประกอบอยู่อย่างน้อยดังนี้



    20.1 ถังก๊าซ



    20.2 กรองก๊าซ



    20.3 โซดินอยก๊าซ (ปั้มติ๊ก)



    20.4 หม้อต้ม



    20.5 ท่อมิกเซอร์



    20.6 ท่อก๊าซที่เป็นท่อยางและท่อทองแดง



    20.7 เก็จวัดปริมาณก๊าซ



    20.8 สวิชปิดเปิดก๊าซกับน้ำมันเบนซิน



    หมายเหตุ



            * ก๊าซ (แอลพีจี) มีความดันประมาณ 120 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว (PSI)



            * ก๊าซ (เอ็นจีวี) หรือ (ซีเอ็นจี) มีความดันประมาณ 3,000 ปอนด์ ต่อตาราวนิ้ว (PSI)



     



    ข้อดีข้อเสียของก๊าซแอลพีจี (พงษ์พันธุ์ เพชรชมภู, 2549: 14)



    ข้อดีของก๊าซแอลพีจี



              1. อุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งมีราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับก๊าซเอ็นจีวี เพราะมีการพัฒนา การใช้งานมานานกว่าและได้รับความนิยมมากกว่า



      2. เป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้สมบูรณ์ ปราศจากมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



      3. มีราคาถูกกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป



      4. ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ



      5. มีจุดติดไฟสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งปลอดภัยกว่า



      6. ความหนาของถังบรรจุก๊าซมีความหนากว่าถังน้ำมันเชื้อเพลิง จึงยากต่อการระเบิดเมื่อถูกกระแทกหรือชน



    ข้อเสียของก๊าซ(แอลพีจี)



    1. มีความปลอดภัยน้อยเมื่อเกิดการรั่วไหล เพราะก๊าซ(แอลพีจี)หนักกว่าอากาศจึงเกิด การกระจายตามพื้นราบ



    2. เสียพื้นที่ใช้สอยในการบรรทุกของเพื่อติดตั้งถังบรรจุก๊าซ



    3. รัฐบาลยังไม่มีมาตรการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใช้ก๊าซ(แอลพีจี)ในรถยนต์



    4. รัฐบาลมีแผนจะลอยตัวราคาก๊าซ(แอลพีจี)ในปี .. 2550



     



    2.  ทฤษฎีปัจจัยส่วนบุคคล



              ศิริวรรณ  เสรีรัตน์ 
    (2539)  กล่าวถึงปัจจัยส่วนบุคคลว่า
    ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อ  พฤติกรรมผู้บริโภค
    (Personal  Factors  Influencing 
    Consumer  Behavior)
    การตัดสินใจของ
    ผู้ซื้อได้รับอิทธิพลจากลักษณะส่วนบุคคลของคนทางด้านต่างๆ ได้แก่ อายุ วงจรชีวิต ครอบครัว  อาชีพ โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา
    ค่านิยมหรือคุณค่า และรูปแบบของการดำรงชีวิตซึ่งสามารถจำแนกได้  ดังนี้



              1. 
    อายุ
    (Age) บุคคลที่มีอายุแตกต่างกันจะมีความต้องการในสินค้าและบริการที่แตกต่างกัน  การแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามอายุประกอบด้วย ต่ำกว่า
    6
    ปี, 6-11ปี,12-19 ปี, 20-34 ปี,35-49 ปี,
    50-64 ปีและ 65
    ปี ขึ้นไป



              2. 
    วงจรชีวิตครอบครัว 
    (Family  Life  Cycie) 
    เป็นขั้นตอนการดำรงชีวิตของบุคคล ซึ่งการดำรงชีวิตในแต่ละขั้นตอนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความต้องการ
    ทัศนคติ และค่านิยมของบุคคล 
    ทำให้เกิดความต้องการในผลิตภัณฑ์และพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกัน โดยมีความสัมพันธ์กับสถานภาพทางการเงินและความสนใจของแต่ละบุคคล 
    นักการตลาดจะเลือกกลุ่มเป้าหมายจากวงจรชีวิตครอบครัว  ซึ่งวงจรชีวิตครอบครัวมี  9  ขั้น  ดังต่อไปนี้



               ขั้นที่ 1 เป็นโสด (Bachelor  Stage) : อยู่ในวัยหนุ่มสาว (Young,  Single  People 
    Not  Living  At 
    Home)

    กลุ่มนี้จะมีภาระทางการเงินน้อย มักจะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนตัว
    สนใจด้านการพักผ่อนหย่อนใจและสินค้าตามความนิยม เช่น  เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เป็นต้น



              ขั้นที่  2 สมรสใหม่ 
    (Newly Married Couples) :
    อยู่ในวัยหนุ่มสาวและยังไม่มีบุตร
    (Young
    and No Children)

    กลุ่มนี้จะมีอัตราการซื้อและช่วงระยะเวลาการซื้อสินค้าสูงที่สุด มักจะซื้อสินค้าถาวร
    เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็น



              ขั้นที่  3 ครอบครัวที่มีบุตรขั้นที่ 1(Full  Nest 
    I)
    :
    บุตรคนเล็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ
    (Youngest  Child 
    Under  Six)
      กลุ่มนี้มักจะซื้อสินค้าถาวรที่ใช้ในบ้านมากที่สุด  เช่น 
    เฟอร์นิเจอร์ เครื่องซักผ้า 
    เครื่องดูดฝุ่น 
    และผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นพิเศษ 
    แต่มีสภาพคล่องทางการเงินต่ำ



              ขั้นที่  4 ครอบครัวที่มีบุตรขั้นที่ 2 (Full  Nest 
    II)
    :
    บุตรคนเล็กอายุหกขวบหรือมากกว่าหกขวบ
    (Youngest
    Child Six or Over)
    กลุ่มนี้จะมีฐานะการเงินดีขึ้น ภรรยาอาจจะทำงานด้วยเพราะบุตรเข้าโรงเรียนแล้ว
    สินค้าที่บริโภค เช่น อาหาร เสื้อผ้า เครื่องเขียน แบบเรียน
    และรายการพักผ่อนหย่อนใจสำหรับบุตร



              ขั้นที่  5 ครอบครัวที่บุตรขั้นที่ 3 (Full  Nest  III) :
    บิดามารดาอายุมากและมีบุตรโตแล้ว  แต่บุตรยังไม่แต่งงาน(Older Married Couples With Dependent Children) กลุ่มนี้จะมีฐานะการเงินดีขึ้น
    สามารถซื้อสินค้าถาวรและเฟอร์นิเจอร์มาแทนของเก่า ผลิตภัณฑ์ที่บริโภคอาจจะเป็นรถยนต์บริการของทันตแพทย์
    การพักผ่อนและการท่องเที่ยวที่หรูหรา บ้านขนาดใหญ่กว่าเดิม



              ขั้นที่  6 ครอบครัวที่มีบุตรแยกครอบครัวขั้นที่ 1 (Empty  Nest  I)  : บิดามารดาอายุมาก  (Older  Married 
    Couples)
      มีบุตรแยกครอบครัวและหัวหน้าครอบครัวยังทำงานอยู่
    (No Children 
    Living with Them, Head of Household in Labor Force)
    กลุ่มนี้จะมีรายได้ลดลง
    อาศัยอยู่ในบ้าน  จะซื้อยารักษาโรค  และผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ



              ขั้นที่  7 ครอบครัวที่มีบุตรแยกครอบครัวขั้นที่2 (Empty  Nest  II) :
    บิดามารดาอายุมาก  (Older  Married)  บุตรแยกครอบครัวและหัวหน้าครอบครัวเกษียณแล้ว (NO Children Living at 
    Home, Head of Household Retired)
    กลุ่มนี้จะมีรายได้ลดลง อาศัยอยู่ในบ้าน
    จะซื้อยารักษาโรคและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ



              ขั้นที่  8
    คนที่อยู่คนเดียวเนื่องจากฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตหรือหย่าขาดจากกันและยังทำงานอยู่ 
    (Solitary Survivors, in Labor Force)
    กลุ่มนี้ยังคงมีรายได้อยู่ พอใจการท่องเที่ยวแต่ต้องการขายบ้าน



              ขั้นที่  9 คนที่อยู่คนเดียวเนื่องจากฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตหรือหย่าขาดจากกันและออกจากงานแล้ว (Solitary Survivors, Retired) กลุ่มนี้จะมีรายได้น้อยและมีค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนใหญ่เป็นการรักษาพยาบาล  ต้องการความเอาใจใส่  และการดูแลเป็นพิเศษ



              3. 
    อาชีพ
    (Cocupation)
    อาชีพของแต่ละบุคคลจะนำไปสู่ความจำเป็นและความต้องการซื้อสินค้าและบริการที่แตกต่างกัน  เช่น 
    ข้าราชการจะซื้อชุดทำงานและสินค้าที่จำเป็นส่วนประธานกรรมการบริษัทและภรรยาจะซื้อเสื้อผ้าราคาสูง  หรือตั๋วเครื่องบิน 
    นักการตลาดจะต้องศึกษาว่าสินค้าและบริการของบริษัทเป็นที่ต้องการของกลุ่มอาชีพประเภทใด 
    เพื่อที่จะจัดเตรียมสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มได้อย่างเหมาะสม



              4.  โอกาสทางเศรษฐกิจ  (Economic  Circumstances) หรือ รายได้ (Income)
    โอกาสทางเศรษฐกิจของบุคคลจะกระทบต่อสินค้าและบริการที่เขาตัดสินใจซื้อ โอกาสเหล่านี้ประกอบด้วยรายได้  การออมทรัพย์ 
    อำนาจการซื้อและทัศนคติเกี่ยวกับการจ่ายเงิน  นักการตลาดต้องสนใจในแนวโน้มของรายได้ส่วนบุคคล  การออมและอัตราดอกเบี้ย  ถ้าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำคนมีรายได้ต่ำ  กิจการต้องปรับปรุงด้านผลิตภัณฑ์  การจัดจำหน่าย การตั้งราคาลดการผลิตและสินค้าคงคลัง
    และวิธีการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน



              5. 
    การศึกษา 
    (Education)
    การศึกษาสูงมีแนวโน้มจะบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ำ



              6. ค่านิยมหรือคุณค่า (Value) และรูปแบบการดำรงชีวิต (Lifestyle) ค่านิยมหรือคุณค่า  (Value) หมายถึง
    ความนิยมในสิ่งของหรือบุคคลหรือความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหมายถึง  อัตราส่วนของผลประโยชน์ที่รับรู้ต่อราคาสินค้า



              7. 
    แบบการดำรงชีวิต 
    (Lifestyle) 
    หมายถึง รูปแบบของการดำรงชีวิตในโลกมนุษย์โดยแสดงออกในรูปของ  (1) กิจกรรม
    (Activities)  (2) ความสนใจ (Interest) (3)  ความคิด(Opinions)  ในรูปแบบการดำรงชีวิตเป็นตัวแปรด้านโครงสร้างจิตวิทยา  หรือ จิตวิเคราะห์  (Psychographic  Variables)  ซึ่งมุ่งความสำคัญที่กิจกรรม (Activities) ความสนใจ (Interest)  และความคิดเห็นของผู้บริโภค
    รูปแบบการดำรงชีวิตขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม 
    ชั้นของสังคม หรือกลุ่มอาชีพของแต่ละบุคคล 
    ซึ่งจะแตกต่างกัน 
    นักการตลาดเชื่อว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ของบุคคลขึ้นอยู่กับค่านิยมและรูปแบบการดำรงชีวิต
    ซึ่งรูปแบบการดำรงชีวิต สามารถจำแนกได้เป็น 7 ประเภท คือ



               
        7.1 ผู้ที่ชอบเข้าสังคม
    (Actualizers) เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในชีวิต กระตือรือร้น  โก้หรู มีตำแหน่งหน้าที่สูง ต้องการยกย่อง
    และมีฐานะทางการเงินดี กลุ่มนี้จะสนใจในการดูแลและสำรวจการแสดงออกของตนเองด้วยวิธีการต่างๆ
    ต้องการการเปลี่ยนแปลงต้องการภาพพจน์โดยการแสดงออกในรูปของรสนิยม ความเป็นอิสระและลักษณะต่างๆ
    กลุ่มนี้มักจะเป็นผู้นำในหน่วยธุรกิจและรัฐบาล 
    มีความสนใจปัญหาด้านสังคม 
    และเปิดรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ ๆ ตลอดจนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี



                
       7.2  ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต
    (Fulfilleds) เป็นกลุ่มที่มีอายุปานกลางขึ้นไปพอใจความสะดวกสบาย
    เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มีการศึกษาสูง และเป็นระดับมืออาชีพ เข้าใจโลกและเหตุการณ์สำคัญเป็นอย่างดี
    ความตื่นตัวที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆสนใจกิจกรรมพักผ่อน สนใจกับอาชีพ ครอบครัว
    การดำรงชีวิต การใช้เวลาว่าง มีความต้องการสถานภาพทางสังคม  ตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับและเปิดรับความคิดใหม่
    ๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ของสังคม 
    มีการตัดสินใจโดยใช้เหตุผลมีความสุขและเชื่อมั่นในตนเอง มีรายได้จากหลายทาง
    ซึ่งจะประกอบด้วย กลุ่มอนุรักษ์นิยม กลุ่มที่มีความชำนาญเฉพาะอย่าง
    สนใจผลิตภัณฑ์ซึ่งมีคุณค่าคงทนถาวร  และทำหน้าที่ที่มีประโยชน์



                  
    7.3 ผู้ที่ยึดถือในหลักการ
    (Believers)
    เป็นพวกอนุรักษ์นิยมยึดถือตามธรรมเนียมซึ่งเคยปฏิบัติกันมา เช่น การปฏิบัติต่อครอบครัวการไปวัด
    การปฏิบัติต่อชุมชน การเป็นคนดีของประเทศ ผู้ที่ยึดถือจะแสดงลักษณะด้านศีลธรรมตามกฎเกณฑ์  สิ่งที่เคยปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การต่าง
    ๆ ครอบครัว สังคม ศาสนา ที่เกี่ยวข้องอยู่ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม
    ชอบใช้ตราสินค้าของประเทศของตน การศึกษาและรายได้ปานกลางแต่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของตน



                   7.4  ผู้ที่มีความทะเยอทะยาน  (Achievers)
    เป็นกลุ่มที่ยึดถือสถานะในสังคม
    (Status  Oriented) เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในสาขาวิชาชีพ  และเป็นบุคคลที่มุ่งความสำคัญที่การงานที่ตนชอบ
    โดยทั่วไปจะใช้เวลาและพฤติกรรมในการควบคุมชีวิตค่านิยม จะมีความสอดคล้องกันทางด้านความสามารถในการคาดคะเนเหตุการณ์  ความมั่นคง 
    มุ่งความสำคัญที่ความเป็นส่วนตัว งานและครอบครัว ซึ่งมีความรู้สึกตระหนักในหน้าที่
    ต้องการรางวัลในลักษณะความภาคภูมิใจ ชีวิตด้านสังคมจะสะท้อนถึงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว
    วัด และการทำงาน  กลุ่มนี้ดำเนินชีวิตตามธรรมเนียมที่คนส่วนใหญ่ปฏิบัติ
    มีความอนุรักษ์นิยมด้านการเมือง และเชื่อถืออำนาจและเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    มีความพอใจผลิตภัณฑ์ที่มีภาพลักษณ์สูง ซึ่งชี้ถึงการยอมรับ และการยกย่อง



                   7.5  ผู้ที่มีความพยายาม (Strivers) ต้องการค้นหาการจูงใจในการยอมรับจากโลกภายนอกจะดิ้นรนเพื่อที่จะค้นหาความปลอดภัยในชีวิต
    สังคม และมีฐานะทางด้านรายได้เศรษฐกิจ และสังคมค่อนข้างต่ำ มีความยึดถือความคิด
    และต้องการยอมรับจากบุคคลอื่น รายได้หรือตัวเงินเป็นตัวชี้ถึงความสำเร็จของกลุ่มนี้  อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้จะต้องอาศัยแรงกระตุ้น
    ต้องการความทันสมัย  ความเป็นเจ้าของ  สิ่งที่เขาต้องการมักจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้



                   7.6  ผู้ที่ต่อสู้ดิ้นรน  (Strugglers)
    ชีวิตของกลุ่มนี้จะต้องต่อสู้ดิ้นรนโดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของครอบครัว
    เพราะมีรายได้ต่ำ การศึกษาน้อย 
    ใช้แรงงานในการทำงาน 
    มักจะคำนึงถึงความสามารถใสการดำรงชีพ 
    มีความจำเป็นและความต้องการ แต่รายได้จำกัด  จึงไม่สามารถแสดงความต้องการส่วนตัวที่เด่นชัด
    กลุ่มนี้จึงเป็นผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อด้วยความระมัดระวังมีการตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลและเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ



                   7.7 
    ผู้ที่มีประสบการณ์  
    (Experiencers) 
    กลุ่มนี้มีอายุน้อย มีแรงกระตุ้น ต้องการความตื่นเต้น  ความแปลกใหม่ ความเสี่ยง
    เริ่มกระบวนการการกำหนดค่านิยมลูปแบบของพฤติกรรมในชีวิต  เป็นคนกระตือรือร้นต่อสิ่งใหม่ ๆ ในขั้นนี้ยังไม่สนใจด้านการเมือง
    กลุ่มนี้ต้องการอำนาจความภาคภูมิใจและความมั่งคั่ง  ต้องการการออกกำลังกาย กีฬาการพักผ่อน
    และกิจกรรมด้านสังคม 
    ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้า อาหาร ภาพยนตร์
    ดนตรี เป็นต้น



               
    ปัจจัยด้านจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค
    (Internal Factors Psychological)  Influencing Consumer Behavior)
    ปัจจัยด้านจิตวิทยา
    (Psychological  Factor)
    เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดของผู้บริโภค
    ในการเลือกซื้อสินค้าของบุคคลจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านจิตวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยภายในตัวผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อและการใช้สินค้า
     ปัจจัยภายในประกอบด้วย  (1) การจูงใจ 
    (2) การรับรู้  (3)
    การเรียนรู้  (4) ความเชื่อถือ  (5) ทัศนคติ 
    (6) บุคลิกภาพ  (7) แนวคิดของตนเองโดยมีรายละเอียดดังนี้



               1. การจูงใจ 
    (Motivation)  เป็นสภาพจิตใจภายในของบุคคล  ซึ่งผลักดันให้เกิดพฤติกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 
    การจูงใจเกิดขึ้นภายในตัวบุคคลแต่อาจจะถูกกระทบจาก ปัจจัยภายนอก  เช่น 
    วัฒนธรรม  ชั้นทางสังคม 
    หรือสิ่งกระตุ้นที่นักการตลาดใช้เครื่องมือทางการตลาดเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการ 
    พฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นต้องมีแรงจูงใจ 
    (Motive)  ซึ่งหมายถึง 
    ความต้องการที่ได้รับการกระตุ้นจากภายในตัวบุคคลที่ต้องการแสวงหาความพอใจ  ด้วยพฤติกรรมที่มีเป้าหมาย นักการตลาดต้องศึกษา
    ถึงแรงจูงใจที่เกิดขึ้นภายในตัวมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นความต้องการของมนุษย์อันประกอบด้วยความต้องการทางร่างกาย  และความต้องการด้านจิตวิทยาด้านต่างๆ 
    ความต้องการเหล่านี้ทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะหาสินค้ามาตอบสนองความต้องการของตนและ 
    นักจิตวิทยาได้เสนอทฤษฎีการจูงใจซึ่งเป็นทฤษฎีที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  คือทฤษฎีการจูงใจของ 
    Maslow  และทฤษฎีการจูงใจของ  Herzberg



                ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์  (Maslow’s  theory 
    of  motivation)
      ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์มีข้อสมมติฐานดังนี้
    (1) มนุษย์มีความต้องการหลายประการและเป็นความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด  (2) ความต้องการมีความสำคัญแตกต่างกันกับมนุษย์ยังสามารถจัดลำดับความสำคัญของวามต้องการได้
    (Hierachy 
    of  Needs)
    (3) บุคคลจะแสวงหาความต้องการที่สำคัญที่สุดหรือสำคัญมากกว่าก่อน  (4) 
    เมื่อบุคคลได้สิ่งที่ต้องการมาตอบสนองความต้องการของตนแล้วความจำเป็นในสิ่งนั้นจะหมดไป  (5) 
    บุคคลจะเริ่มสนใจในความต้องการสำคัญอย่างอื่นต่อไปตามทฤษฎีของมาสโลว์ได้จัดประเภทความต้องการตามความสำคัญออกเป็น
    5 ระดับจากต่ำไปสูงดังต่อไปนี้



                    
    1.1 ความต้องการทางร่างกาย
    (Physiological  Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานเพื่อความอยู่รอด
    เช่น อาหาร อากาศ น้ำดื่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค
    และความต้องการทางเพศ



                    
      1.2  ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง
    (Safety  Needs)
    เป็นความต้องการที่เหนือกว่าความต้องการเพื่อความอยู่รอด
    ซึ่งมนุษย์ต้องการเพิ่มความต้องการในระดับที่สูงขึ้น เช่น
    ต้องการความมั่นคงในการทำงาน ความต้องการได้รับการปกป้องคุ้มครอง
    ความต้องการความปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ



                      1.3  ความต้องการด้านสังคม (Social  Needs) หรือความต้องการความรักและการยอมรับ  (Love
    and Belongingness Need)
    เป็นความต้องการทั้งในแง่ของการให้และการได้รับซึ่งความรัก  ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ
    ความต้องการให้ได้รับการยอมรับ เป็นต้น



                      1.4  ความต้องการการยกย่อง (Esteem  Needs)
    เป็นความต้องการการยกย่องส่วนตัว
    (Self-esteem) ความนับถือ
    (Recognition)  และสถานะ (Status)
    จากสังคม ตลอดจนเป็นความพยายามที่จะให้มีความสัมพันธ์ระดับสูงกับบุคคลอื่น เช่น
    ความต้องการให้ได้รับการเคารพนับถือความสำเร็จ 
    ความรู้  ศักดิ์ศรี  ความสามารถ สถานะที่ดีในสังคม และมีชื่อเสียงในสังคม  สินค้าที่สนองความต้องการในด้านนี้  ได้แก่ 
    บ้านที่หรูหรา  รถยนต์ราคาแพง
    แหวนเพชร  เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง  เป็นต้น



                      1.5  ความต้องการความสำเร็จในชีวิต  (Self-actualization  Needs) 
    เป็นความต้องการขั้นสูงสุดของแต่ละบุคคล 
    ซึ่งถ้าบุคคลใดสามารถบรรลุความต้องการในขั้นนี้จะได้รับการยกย่องเป็นบุคคลพิเศษ  เช่น 
    ความต้องการที่เกิดจากความสามารถตอบสนองความต้องการในขั้นนี้  ได้แก่ ล็อตเตอรี่ ศัลยกรรมตกแต่ง เครื่องสำอาง
    ปริญญาบัตร เป็นต้น



               ทฤษฎีการจูงใจของ Herzberg (Herzber’s Theory of Motivation) Frederick Herzberg  ได้พัฒนาทฤษฎี 2 ปัจจัยประกอบด้วย  (1) ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความพอใจ  (Satisfaction)  (2) 
    ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความไม่พอใจ
    (Dissatisfaction)  ทฤษฎีนี้ไปใช้ 
    2  กรณี  คือ 
    (1) 
    ผู้ผลิตหรือผู้ขายจะต้องหลีกเลี่ยงความไม่พึงพอใจของลูกค้า  (2) 
    ผู้ผลิตหรือผู้ขายจะต้องคำนึงถึงความพึงพอใจหรือตัวกระตุ้นที่สำคัญ  และจัดเตรียมลงไปในผลิตภัณฑ์  เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า



               
    2.การรับรู้ 
    (Perception) เป็นขั้นตอนที่บุคคลมีการรับรู้ (Reccive) จัดระเบียบ(Organize)  หรือการกำหนด (Assign)
    ความหมายของสิ่งกระตุ้นโดยอาศัย ประสาทสัมผัสทั้งห้าหรือเป็นกระบวนการที่แต่ละบุคคลเลือกสรร
    (Select) จัดระเบียบ (Organize) และตีความ (Interpret) 
    เกี่ยวกับสิ่งกระตุ้น
    (Stimulus)
    เพื่อให้เกิดความหมายที่สอดคล้องกัน 
    หรือหมายถึงกระบวนการความเข้าใจของบุคคลที่มีต่อโลกที่เขาอาศัยอยู่
    โดยขั้นตอนของการรับรู้มี  4  ขั้นตอน 
    ดังนี้



                    
     2.1  การเปิดรับข้อมูลที่ได้เลือกสรร
    (Selective  Explosure) 
    เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคเปิดโอกาสให้ข้อมูลเข้ามาสู่ตัวเอง



                    
     2.2  การตั้งใจรับข้อมูลที่ได้เลือกสรร 
     (Selective 
    Attention)
      เกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคเลือกที่จะตั้งใจรับสิ่งกระตุ้นอย่างหนึ่ง
    เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความตั้งใจรับข้อมูล นักการตลาดจะต้องใช้ความพยายามที่จะสร้างงานทางด้านการตลาดให้มีลักษณะเด่นและน่าสนใจ
    เพื่อให้บริโภคเกิดความตั้งใจรับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง



                      2.3 
    ความเข้าใจในข้อมูลที่ได้เลือกสรร
    (Selective  Comprehension) หรือการบิดเบือนข้อมูลที่ได้เลือกสรร(Selective  Distortion)ความเข้าใจในข้อมูลที่ได้ผ่านการเลือกสรร (Selective  Comprehension)  แม้ผู้บริโภคจะตั้งใจรับข่าวสารทางการตลาด  แต่ไม่ได้หมายความว่าข่าวสารนั้นถูกตีความไปในทางที่ถูกต้อง
    ในขั้นนี้เป็นการตีความหมายของข้อมูลที่รับเข้ามาว่า  มีความเข้าใจตามที่นักการตลาดกำหนดไว้หรือไม่
    ถ้าเข้าใจก็จะนำไปสู่ขั้นต่อไป การตีความขึ้นอยู่กับทัศนคติ  ความเชื่อถือ 
    และประสบการณ์การบิดเบือนข้อมูลที่ได้เลือกสรร
    (Selective Distortion) บุคคลมีแนวโน้มที่จะความหมายของข่าวสารโดยมีความสัมพันธ์กับความเชื่อที่ตนมีอยู่
    ซึ่งอาจทำให้ข่าวสารบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งนักการตลาดต้องเข้าใจจิตใจของผู้บริโภค
    เพราะมีผลกระทบต่อการแปลความหมายของข้อมูลข่าวสารและพฤติกรรมของผู้บริโภค



                    
     2.4  การเก็บรักษาข้อมูลที่ได้เลือกสรร
    (Selective Retention) หมายถึง การที่บริโภคจดจำข้อมูลบางส่วนที่เขาได้เห็น
    ได้อ่าน หรือได้ยิน หลังจากเกิดการเปิดรับและเกิดความเข้าใจแล้ว 
    นักการตลาดต้องพยายามสร้างข้อมูลเดียวกับผลิตภัณฑ์ของตนให้อยู่ในความทรงจำของผู้บริโภคโดยการส่งข้อมูลซ้ำ
    ๆ ไปยังกลุ่มเป้าหมายทำให้ผู้บริโภคเกิดความทรงจำ 
    และตัดสินใจซื้อ



               3. 
    การเรียนรู้ 
    (Learning) หมายถึง
    การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค 
    ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้และประสบการณ์ หรือขั้นตอนซึ่งบุคคลได้นำความรู้ และประสบการณ์ไปใช้ตัดสินใจซื้อสินค้า
    และพฤติกรรมการบริโภค หรือการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม หรือความโน้มเอียงพฤติกรรมจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
    การเรียนรู้ของบุคคลเกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้รับสิ่งกระตุ้น
    (Stimulus) และจะเกิดการตอบสนอง (Response) โดยใช้ทฤษฎีสิ่งกระตุ้น-การตอบสนอง (Stimulus-Response (SR) Theory) นักการตลาดได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ด้วยการโฆษณาซ้ำ
    หรือจัดการส่งเสริมการขาย
    เพื่อทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อและใช้สินค้าเป็นประจำการเรียนรู้เกิดจากอิทธิพลหลายอย่างตามสิ่งกระตุ้นที่มีอิทธิพลและทำให้เกิดการเรียนรู้ได้นั้นจะต้องมีคุณค่าในสายตาของลูกค้า
    นักทฤษฎีการเรียนรู้เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นผลมาจากสิ่งต่อไปนี้  1. 
    แรงกระตุ้น 
    (Drive)  หมายถึง  ตัวกระตุ้นภายในที่ทำให้เกิดการกระทำ  ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของสิ่งจูงใจ  (Motive)  ซึ่งเป็นความต้องการที่อยู่ภายในตัวมนุษย์
    ประกอบด้วย (1) ความต้องการทางด้านร่างกาย 
    เช่น  ความหิว  ความกระหาย ความต้องการทางเพศ (2) ความต้องการความปลอดภัย
    (3) ความต้องการด้านสังคม  (4)  ความต้องการการยกย่อง (5) ความต้องการความสำเร็จในชีวิต
    2. สัญญาณ
    (Cue) เป็นสิ่งที่กระตุ้นภายนอกที่มีอำนาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง  โดยจะพิจารณาว่าเมื่อไร  ที่ไหน 
    และอย่างไร 
    ที่บุคคลจะมีการตอบสนอง 
    หรือเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอกที่มีอำนาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่ง
    3. การลงความเห็นจากสิ่งกระตุ้น
    (Stimulus  Generalization) 
    หมายถึงกระบวนการซึ่งการตอบสนองอย่างเดียวกันถูกสร้างขึ้นจากสัญญาณ 
    (Cue)  ร่วมกับสิ่งกระตุ้นที่ผ่านมา (Previous  Stimulus)
    หรือสิ่งกระตุ้นที่คล้ายคลึงกัน
    (Similar  Stimulus) 4.  การจำแนกความแตกต่างระหว่างจากสิ่งกระตุ้น (Stimulus  Discrimination)
    หมายถึง การที่บุคคลได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างของสัญญาณ
    (Cue) จากสิ่งอื่น และทำให้เกิดการตอบสนองที่แตกต่างกัน(Different  Response)
    ต่อสิ่งกระตุ้นคล้ายกัน ผู้บริโภคจะเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างตราสินค้าต่าง ๆ
    โดยเฉพาะความแตกต่างในด้านหน้าที่ 
    หรือคุณสมบัติที่เป็นจุดเด่นต่าง ๆ ของสินค้า  และ  5.
    การเสริมแรง
    (Reinforcement) หมายถึง รางวัล (Reward) ซึ่งต่อเนื่องจากการตอบสนองที่ได้รับรางวัลหรือความพอใจ  ถ้าการตอบสนองได้รับความพอใจ 
    ความผูกพันระหว่างสัญญาณและการตอบสนองจะเกิดขึ้นแสดงว่าแบบแผนของพฤติกรรมได้รับการเรียนรู้แล้ว  ดังนั้นการเรียนรู้จึงเกิด ขึ้นจากการเสริมแรงที่ต่อเนื่องซึ่งจะทำให้เกิดเป็นนิสัย 
    (Habit)  หรือความภักดีต่อตราสินค้า



               4. 
    ความเชื่อถือ
    (Beliefs) หมายถึง 
    ความคิดที่บุคคลยึดถือเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 
    หรือเป็นความคิดที่บุคคลยึดถือในใจเกี่ยวกับสิงใดสิ่งหนึ่ง
    ซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ในอดีต และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค



               5. 
    ทัศนคติ
    (Attitudes) หมายถึง
    การประเมินความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจของบุคคล 
    ความรู้สึกด้านอารมณ์ 
    และแนวโน้มการปฏิบัติที่มีผลต่อความคิดหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ปรือหมายถึงแนวโน้มของการเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  หรือความคิดที่มีลักษณะแสดงความพอใจหรือไม่พอใจ
    ทัศนคติเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อ ในขณะเดียวกันความเชื่อก็มีอิทธิพลต่อทัศนคติ
    จากการศึกษาพบว่าทัศนคติของผู้บริโภคกับการตัดสินใจซื้อสินค้าจะมีความสัมพันธ์ 
    กับนักการตลาดจึงต้องศึกษาว่าทัศนคตินั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเปลี่ยนแปลงอย่างไร
    การเกิดของทัศนคตินั้นเกิดจากข้อมูลที่แต่ละคนได้รับ  กล่าวคือ 
    เกิดจากประสบการณ์ที่เรียนรู้ในอดีตเกี่ยวกับสินค้า  หรือความนึกคิดของบุคคล  และเกิดจากความสัมพันธ์ที่มีต่อกลุ่มอ้างอิง
    เช่นพ่อ แม่ เพื่อน 
    บุคคลชั้นนำในสังคม  เป็นต้น  ถ้านักการตลาดต้องการให้ผู้ปริโภคซื้อสินค้าของเขา
    นักการตลาดมีทางเลือกคือ (1) สร้างทัศนคติของผู้บริโภคให้สอดคล้องกับสินค้าของธุรกิจ
    (2) พิจารณาว่าทัศนคติของผู้บริโภคเป็นอย่างไร 
    แล้วจึงพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับทัศนคติทำได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภคให้เกิดความต้องการในสินค้า
    เพราะต้องใช้เวลานานและใช้เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของบุคคลได้



               6. 
    บุคลิกภาพ
    (Personality) และ ทฤษฎีการจูงใจของ ฟรอยด์
    (Freud’s Theory of  Motivation) บุคลิกภาพ (Personality) หมายถึง ลักษณะด้านจิตวิทยาที่แตกต่างกันของบุคคลซึ่งนำไปสู่การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่มีแนวโน้มคงที่
    และสอดคล้องกัน บุคลิกภาพ 
    สามารถใช้เป็นตัวแปรในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกตราสินค้าได้
    นักการตลาดต้องจะต้องพยายามสร้างบุคลิกของตราสินค้า
    (Brand  Personality)
    ให้ตรงกับบุคลิกของผู้บริโภคที่เป็นผู้ใช้กลุ่มเป้าหมายส่วนบุคลิกของตราสินค้า
    (Brand  Personality)
    คือ ส่วนประสมที่เฉพาะเจาะจงซึ่งมีความสัมพันธ์กับลักษณะนิสัยของผู้บริโภค  ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าต้องพัฒนาการของสินค้าให้มีคุณลักษณะตามนั้น
    บุคลิกของตราสินค้าอาจแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม คือ (1) ความจริงใจ
    (Sincerity)  มีลักษณะเรียบง่าย  ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ และน่ารื่นรมย์ (2) ความน่าตื่นเต้น
    (Excitement) มีลักษณะกล้าหาญ มีน้ำใจ
    มีจินตนาการและมีความทันสมัย (3) ความสามารถ
    (Competence)  มีลักษณะเชื่อถือ ฉลาด และประสบความสำเร็จ (4)
    ความทันสมัย
    (Sophistication) มีลักษณะหรูหรา
    และมีเสน่ห์และ  (5)  ความแข็งแรงทนทาน
    (Ruggedness) มีลักษณะแข็งแกร่ง



               ทฤษฎีการจูงใจของฟรอยด์ (Freud’s Theory of Motivation) มีข้อสมมุติฐานว่าอิทธิพลด้านจิตวิทยาซึ่งกำหนดพฤติกรรมมนุษย์
    (แรงจูงใจ
    (Motives) และบุคลิกภาพ(Personality)  ส่วนใหญ่เป็นจิตใต้สำนึก (Unconcious) ซึ่งเป็นส่วนกำหนดบุคลิกภาพของคน และพฤติกรรมของมนุษย์ประกอบด้วย
    อิด
    (Id)
    อีโก้
    (Ego) ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) ทฤษฎีนี้ได้นำไปใช้ในการกำหนด
    บุคลิกภาพของผู้บริโภคด้วย ฟรอยด์พบว่า บุคลิกภาพและพฤติกรรมของมนุษย์ถูกควบคุมโดยความนึกคิดพื้นฐาน  3 
    ระดับ  คือ



                    
    ระดับที่ 1 อิด
    (Id)
    เป็นส่วนประกอบของสิ่งที่จะทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ 
    โดยมิได้มีการขัดเกลาให้พฤติกรรมนั้นเหมาะกับค่านิยมของสังคมพฤติกรรมที่เกิดจากอิดอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้
    เช่น พฤติกรรมการก้าวร้าว 
    ความต้องการทางเพศ ความต้องการแสวงหาความพอใจ  เป็นต้น



                   ระดับที่ 2 อีโก้ (Ego) เป็นความต้องการด้านการยกย่อง ความภาคภูมิใจ ความเคารพ
    และสถานะของบุคคล อีโก้เป็นตัวควบคุมภายในที่ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการขั้นพื้นฐานที่เกิดจากอิด
    (Id)
    กับข้องกำหนดทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของซุปเปอร์อีโก้ 
    (Superego) ดังนั้นอีโก้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงพฤติกรรมออกมาให้เหมาะสมกับกาลเทศะ
    เหตุผล  หรือเหตุการณ์ที่เป็นจริงในสังคม



                   
    ระดับที่ 3 ซุปเปอร์อีโก้
    (Superego)
    เป็นส่วนที่สะท้อนถึงศีลธรรมและจริยธรรมของสังคม
    หรืเป็นระบบซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งช่วยป้องกันการแสดงออกของพฤติกรรมที่เกิดจากอิด
    (Id) ไม่ให้มีความเห็นแก่ตัวจนเกินไป 
    ถ้าสังคมถือว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีงามควรยึดถือและประพฤติปฏิบัติ  ส่วนของซุปเปอร์อีโก้ก็จะรับไว้และปฏิบัติตาม  บทบาทที่สำคัญของซุปเปอร์อีโก้  คือทำหน้าที่ยับยั้งการกระทำ  การแสวงหาความพอใจของบุคคลให้ปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับของสังคม 
    ส่วนอีโก้เป็นสื่อกลางระหว่างอิดและซุปเปอร์อีโก้ 
    โดยพยามยามพัฒนาสิ่งกระตุ้นจากอิดออกมาเป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องกับซุปเปอร์อีโก้
    นักการตลาดจะศึกษาทฤษฎีการจูงใจของ ฟรอยด์ 
    เพื่อสร้างบุคลิกภาพของสินค้าหรือบุคลิกภาพของผู้ใช้สินค้า
    โดยมีแนวโน้มที่สอดคล้องกับซุปเปอร์อีโก้



               
    7. แนวคิดของตนเอง
    (Self 
    Concept)

    เป็นความรู้สึกของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เป็นสิ่งประทับใจของบุคคล  ซึ่งจะกำหนดลักษณะของบุคคลนั้น
    แต่ละบุคคลจะมีบุคลิกส่วนตัวหรือแนวคิดของตนเองซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ  



     



    3.  แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับทัศนคติ



    ความหมายของทัศนคติ



    ราชบัณฑิตยสถาน(2538:238:395) ได้ให้ความหมายว่า
    ทัศนคติ หมายถึง แนวความคิด ส่วนคำว่า เจตคติ หมายถึง
    ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง



                 โสภา ชูพิกุลชัย และอรทัย ชื่นมนุษย์ (2518:26:
    อ้างอิงจาก มณเฑียร อนุกูลกิจพานิช 2550:22) ได้อธิบายไว้ว่า
    ทัศนคติเป็นระบบที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งรวมถึงส่วนของการรับความรู้สึก และของแนวโน้ม
    ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำพฤติกรรม ส่วนของการรับรู้นี้ จะประกอบไปด้วย ความเชื่อ
    ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งของหรือความคิดเห็นต่างๆและความรู้สึกอาจเกี่ยวกับอารมณ์ความสัมพันธ์กับความเชื่อและแนวโน้มด้วย 



    ทัศนคติมาจากภาษาลาตินว่า“Aptus”แปลว่าแรงโน้มเอียงและเหมาะสมนำมาใช้ในความหมายของคำว่า “Attitude”
    หมายถึง ท่าทีแสดงออกมาของคนเรา ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพจิตใจ อันได้แก่ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง(Gardon:1976:อ้างอิงจากวันทนาสุรวิน.2541:39)



                 ชีฟฟ์แมน และคานุก(Shiffman
    & Hanuk. 2000:20) ให้คำจำกัดความของคำว่า ทัศนคติไว้ว่า
    ทัศนคติ หมายถึง ความโน้มเอียงอันเกิดจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยความโน้มเอียงนี้
    ทำให้เกิดพฤติกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางที่พึงพอใจ
    หรือไม่พึงพอใจที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ลักษณะของทัศนคติและโมเดลองค์ประกอบทัศนคติ
    3 ประการ



                 เสรี วงษ์มณฑา (2542:106)
    ได้ให้ความหมายว่า หมายถึง ความโน้มเอียงที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่สอดคล้องกับลักษณะที่พึงพอใจที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง(Chiffman:&
    Kanuk:2000:657 หรืออาจ หมายถึง
    การแสดงความรู้สึกภายในที่สะท้อนว่าบุคคลมีความโน้มเอียง พอใจหรือไม่พอใจต่อบางสิ่ง
    เช่น ตราสินค้าบริการ ร้านค้าปลีก เนื่องจากเป็นผลของกระทรวงจิตวิทยา
    ทัศนคติไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรง แต่ต้องแสดงว่าบุคลากรกล่าวถึงอะไร
    หรือทำอะไร



                 คำว่า Attitude ภาษาไทยมีหลายคำ เช่น ทัศนคติ เจตคติ
    ท่าทีและความรู้สึก ในแต่ละความหมายของศัพท์ คือ ความพร้อมที่จะปฎิบัติ
    (
    Readiness to act) ถ้าเรามีท่าทีความรู้สึก หรือทัศนคติในเชิงบวก
    เราย่อมปฎิบัติออกมาในทางบวก แต่ถ้าเรามีท่าทีความรู้สึกในเชิงลบ
    เราก็ปฎิบัติออกมาในทางลบ ทัศนคติจึงมีลักษณะ
    1). ทัศนคติเชิงบวก
    (Positive attitude) ทำให้เกิดการปฎิบัติออกมาในทางบวก (Act
    Positive) 2). ทัศนคติเชิงลบ (Negative attitude) ทำให้เกิดการปฎิบัติออกมาในทางลบ (Act Negative)



                 สรุปทัศนคติ หมายถึง
    การประเมินหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบในวัตถุ
    คนหรือเหตุการณ์ซึ่งจะสะท้อนให้ถึงความรู้สึกของคน ๆ หนึ่ง กับบางสิ่งบางอย่าง
    หรือเป็นท่าที หรือแนวโน้มของบุคคลที่แสดงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
    อาจเป็นบุคคลกลุ่มคนความคิดหรือสิ่งของก็ได้ โดยมีความรู้สึก
    หรือความเชื่อเป็นพื้นฐาน ทัศนคติไม่ใช่สิ่งเดียวกับค่านิยม
    เพราะค่านิยมเป็นสิ่งที่เราเห็นคุณค่า แต่ทัศนคติเป็นความรู้สึกทางด้านอารมณ์
    (พอใจหรือไม่พอใจ) แต่ทั้งสองอย่างมีความสัมพันธ์กัน
    ทัศนคติเป็นพลังอย่างหนึ่งที่มองไม่เห็นเช่นเดียวกัน สัญชาตญาณ
    หรือแรงจูงใจแต่เป็นพลังงานซึ่งสามารถผลักดันการกระทำบางอย่างที่สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิด
    หรือทัศนคติของบุคคล



     



     องค์ประกอบของทัศนคติ



                    องค์ประกอบของทัศนคติของ
    ไดรแอนดิส
    (เพิ่มพูน ลิ่มทอง :2549:25: อ้างอิงจาก Traindis
    1971:112) ระบุไว้ว่ามี 3 ประการ ดังนี้



                 1. องค์ประกอบด้านสติปัญญา
    ส่วนของความเข้าใจ หมายถึง ความรู้ การรับรู้ และความเชื่อ
    ซึ่งมีต่อความเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง



                 2. องค์ประกอบด้านอารมณ์หรือความรู้สึก
    หมายถึง ความสามารถแสดงความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ รัก เกลียด ฯลฯ
    ซึ่งเป็นตัวเร้าให้บุคคลแสดงออกมาในลักษณะที่แตกต่างกัน



                 3. องค์ประกอบด้านพฤติกรรมที่แสดงออก
    หมายถึง ความโน้มเอียงของพฤติกรรม ที่กระทำ หรือไม่กระทำต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น
    เลือก หรือไม่เลือกใช้บริการ
                                                                   
                       



    แหล่งอิทธิพลซึ่งมีผลต่อการกำหนดทัศนคติ



                   การกำหนดทัศนคติต่อบุคคล
    สิ่งของ หรือความคิดใดความคิดหนึ่งนั้น ได้รับอิทธิพลจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้



                 1.
    ประสบการณ์ตรงและประสบการณ์ในอดีต (Direct and past
    experience) ทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์
    จะได้รับอิทธิพลโดยตรงจากประสบการณ์ในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น
    ตัวอย่างการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ถือว่าเป็นประสบการณ์ตรงของผู้บริโภค
    ดังนั้นแม้ว่านักการตลาดจะใช้เครื่องมือในการสื่อสาร การตลาดชี้ว่าผลิตภัณฑ์เยี่ยมยอดเท่าใดก็ตาม
    แต่เมื่อผู้บริโภคได้ทดลองใช้กับตัวเองแล้วพบว่าผลิตภัณฑ์มีปัญหา
    ผู้บริโภคก็จะไม่ซื้อสินค้านั้นอีก



                 2.
    อิทธิพลจากครอบครัวและเพื่อน (Influence of family and
    friends) ครอบครัวและเพื่อนเป็นแหล่งที่สำคัญต่อการสร้างค่านิยม และความเชื่อถือของบุคคล
    ซึ่งจะส่งผลต่ออิทธิพลพฤติกรรมการซื้อ และการใช้สินค้า
    โดยเฉพาะในวัยเด็กและวัยรุ่น



                 3. การตลาดเจาะตรง (Direct
    Marketing) เป็นวิธีการซึ่งนักการตลาดใช้เครื่องมือสื่อสารการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายส่วนลึก
    เพื่อให้เกิดการตอบสนองที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ เช่น การใช้จดหมายตรง
    โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น
    เครื่องมือนี้จะช่วยให้นักการตลาดสามารถกำหนดกลยุทธ์ได้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคล
    และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเกิดผลกระทบ
    (Impact) ได้ดีกว่าการตลาดมวลชน



                 4. การเปิดรับต่อสื่อมวลชน
    (Experience to mass media) สื่อมวลชลต่าง ๆ เช่น การโฆษณา
    การประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
    สื่อเหล่านี้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทัศนคติ



      แหล่งข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับทัศคติของผู้บริโภค
    (Formation
    of consumer attitudes) มีดังนี้



                 1. ความรู้ (Knowledge)
    ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการอ่าน การได้ยินได้ฟังข้อมูลข่าวสาร
    การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ



               2. ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้บริโภค
    (Personal experience) สิ่งที่เป็นปัจจัยที่สำคัญทีสุด
    ในแง่ของการใช้หลักประสบการณ์ส่วนตัวของผู้บริโภคนั้น คือ
    นักการตลาดสามารถใช้การโฆษณา
    (Advertising) การส่งเสริมการขาย
    (Sales Promotion) จูงใจให้คนซื้อสินค้าอย่างไรก็ได้
    แต่ในแง่ของประสบการณ์ขั้นสุดท้ายแล้วนั้น
    ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่ามีความพึงพอใจในสินค้าที่ซื้อหรือไม่
    ถ้าผู้บริโภคไม่เกิดความพึงพอใจในสินค้าก็จะทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีกับสินค้า



     การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ



                    สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติได้ดีนั้น
    ขึ้นอยู่กับข้อมูลต่าง ๆ ที่เขาได้รับทราบ ทำให้บุคคลเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
    (Insight) จะเกิด Insight ได้ดีหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับแหล่งที่ให้ข้อมูลต่าง
    ๆ และตัวข้อมูลเหล่านั้นด้วย รวมทั้งลักษณะของบุคคลคนนั้น เช่น
    คนที่มีความเชื่อมั่นสูง คิดว่าตนนั้นรู้ดีในทุกเรื่อง
    ไม่สนใจข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งอื่น
    สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริงไม่ได้
    ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ



                 ขบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
    (มณเฑียร อนุกูลกิจพานิช .2550:25:อ้างอิงจาMcGuire
    1969) ได้อธิบายไว้ว่าประกอบด้วยขั้นต่าง ๆ 5 ขั้น
    คือ



                 1.
    การใส่ใจ (Attention) เป็นความสนใจความใส่ใจในการรับฟัง
    ถ้าบุคคลไม่ให้ความสนใจที่จะฟังแล้ว ขบวนการขั้นตอนต่อไปก็จะไม่เกิดขึ้น
    และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ สาเหตุที่ทำให้คนสนใจฟัง ได้แก่
    ผู้สื่อความและเนื้อหาของสารนั้น ๆ



                 2. ความเข้าใจ (Comprehension)
    เป็นความเข้าใจในความหมายของสารนั้น
    ความยากหรือง่ายเกินไปจะทำให้ผู้ฟังไม่สนใจ และไม่เข้าใจ ดังนั้นเราจะสังเกตเห็นได้จากการโฆษณา
    เขาใช้เวลาน้อยที่สุดแต่ทำให้ผู้ฟังรับฟังได้มากที่สุด
    เช่นเดียวกับการสอนก็เป็นการทำให้ผู้ฟังเชื่อ ซึ่งเป็นขบวนการเดียวกัน



                 3.
    การยอมรับ (Acceptance) เป็นผลมาจากข้อ 1
    และ 2 หากบุคคลตั้งใจฟังเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งก็จะทำให้เกิดการยอมรับ
    แต่ที่ไม่สนใจฟัง ไม่มีความเข้าใจก็จะยกเลิก ไม่เกิดการยอมรับขึ้น



                 4. การเก็บเอาไว้ (Retention)
    เป็นความคงทนหรือเป็นการจำ อาจจะเก็บไว้ระยะหนึ่ง
    เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะเปลี่ยนไป หรืออาจจะยังคงอยู่
    ถ้าตัวผู้สื่อมีความน่าเชื่อถือมาก การเก็บไว้ก็จะคงทนอยู่ได้นาน



                 5. การกระทำ (Action)
    บุคคลเมื่อเปลี่ยนทัศนคติก็จะเปลี่ยนด้านการกระทำด้วย
    ซึ่งมีผลต่อส่วนรวมและสังคม ถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อแล้ว
    แต่ไม่ได้ลงมือกระทำก็จะไม่มีผลกระทบกระเทือนกับใคร



                 ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติและพฤติกรรม



                 ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติและพฤติกรรม
    ซึ่งกุณฑลี เวชสาร
    (2540:96-97 อ้างอิงจาก เพิ่มพูน ลิ่มทอง .2549:25)
    กล่าวไว้ว่า
    องค์ประกอบทั้งสามของทัศนคติเป็นองค์ประกอบที่ไม่ได้อยู่ลอย ๆ
    แต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ซี่งนำไปสู่พฤติกรรมในที่สุด



                 อย่างไรก็ตามการสรุปว่าทัศนคตินำไปสู่พฤติกรรมนั้น ทุกครั้งไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป
    ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติและพฤติกรรมนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมา
    การตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการดังนี้
    (วิภาพร จิรภาสกรกุล.2546:16-17; อ้างอิงจาก เพิ่มพูน
    ลิ่มทอง
    .2549:25)



                1.ข้อจำกัดต่าง ๆ
    ของผู้บริโภค หมายความว่า ในขณะที่วัดทัศนคติของลูกค้าอยู่นั้น
    ลูกค้าจะตอบสนองโดยมิได้คำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ
    ว่าตนเองจะสามารถแสดงพฤติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่



                2. การกระทำที่ต้องการวัดต้องมีความชัดเจน
    และแน่นอนว่าต้องการจะดูการกระทำใด ๆ ของลูกค้า เช่น ความถี่ในการเข้ามาใช้บริการระยะเวลาที่เข้าพักหรือการกลับมาใช้บริการซ้ำหรือไม่
    เป็นต้น



                3.
    เป้าหมาย ก็คือ ทัศนคติที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
    หรือการบริการที่ได้รับ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมที่มีรูปแบบที่แตกต่างกัน
    โดยอาจสอดคล้องกับทัศนคติหรือไม่ก็ได้



               4. เวลา
    เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป พฤติกรรมและทัศนคติอานเปลี่ยนแปลงไปด้วย



               5. สภาพการณ์และสิ่งแวดล้อม
    มีผลทำให้พฤติกรรมเบี่ยงเบนไป เช่น อิทธิพลคนรอบข้าง
    หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น
    ทำให้ต้องแสดงพฤติกรรมที่อาจไม่สอดคล้องกับทัศนคติขึ้นได้



               การแสวงหาข้อมูล ( Search of Information )



             ความสำคัญของการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภค
    (
    Importance of Consumer Search )



    การแสวงหาข้อมูลของผู้บริโภคจะเกิดขึ้นเมื่อต้องการให้ได้มาซึ่งสินค้าและบริการ  เมื่อการแสวงหากระทำอย่างมีประสิทธิภาพ
    ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าที่สอดคล้องตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
    และสินค้าเหล่านี้จะได้มาโดยเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องเวลา   ความพยายามในการให้ได้มา 
    และเงินในจำนานนี้น้อยลงโดยผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการค้นหาข้อมูลของผู้บริโภคจะเป็นได้ทั้งตัวผู้บริโภคเป็นหลักและนักการตลาด  และผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากความรู้ของการแสวงหาหลายประการกล่าวคือ
    ประการที่หนึ่ง
    ความรู้จากความพยายามของธุรกิจที่ได้รับจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รู้จักตลาดที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้
    ประการที่สอง ความรู้ที่ได้จากกระบวนการแสวงหาข้อมูลทำให้ผู้บริโภคเป็นนักจ่ายตลาด
    (
    Shopper ) ที่ฉลาดกว่าได้ และประการที่สาม
    การแสวงหาข้อมูลและการเข้าสู่ตลาดของผู้บริโภคที่มีการวางแผนไว้ก่อนสามารถช่วยให้ผู้บริโภคได้รู้มากยิ่งขึ้นถึงปัญหาทางเลือกต่างๆและวิธีการที่จะต้านการขายที่พยายามกระทำโดยนักธุรกิจได้



              รูปแบบการแสวงหาข้อมูลของผู้บริโภค
    มีดังต่อไปนี้



    1. ความรู้ด้านกลวิธีหรือความรู้ระดับการกระทำ
    (
    Tactical 
    Knowledge
    )
    จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเลือกตลาดเป้าหมายของธุรกิจได้ 
    ข้อมูลที่ได้สามารถช่วยให้นักการตลาดได้รับประโยชน์
    เมื่อนักการตลาดต้องการกระทำการดึงดูดใจ (
    Appealing
    )
    ไปยังกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มที่หนึ่ง



    2. ความรู้จากรูปแบบการแสวงหาข้อมูลของผู้บริโภคจะเป็นการบอกให้รู้ถึงประเภทของสิ่งดึงดูดใจที่นักการตลาดสามารถจะใช้ได้กับผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ



    3. ความรู้จากการแสวงหาข้อมูลของผู้บริโภคจะมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ตลาดได้แหล่งข้อมูลสำหรับผู้บริโภค  สามารถจำแนกได้ 3
    แหล่ง  กล่าวคือ



    3.1
    ประสบการณ์ส่วนบุคคล
    (
    Personal 
    Experience
    ) ประสบการณ์ในส่วนของบุคคล  คือ 
    ประวัติความเป็นมาของผู้บริโภคที่บุคคลเข้าไปเกี่ยวข้อง 
    ในเรื่องการมีปัญหาเกี่ยวกับสินค้านั้นมาก่อนความสำเร็จในการได้มา  ซึ่งมีข้อมูลกระทำการเปรียบเทียบ ทางเลือกได้ค้นพบทางออกของปัญหาและการได้รับความสำเร็จหรือล้มเหลวจากการตัดสินใจ  ประสบการณ์ทั้งหมดที่ผู้บริโภคได้ รับจากตลาดไม่ว่าจะได้มาในสภาพที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
    (
    Conscious 
    or  Unconscious
    ) จะถูกเก็บไว้ในความคิด (Mind) และจะนำออกมาใช้เมื่อผู้บริโภคต้องการ 
    เรียกประสบการณ์ส่วนบุคคลว่าเป็นแหล่งข้อมูลภายใน (
    Internal  Source  of 
    Information
    ) และแหล่งข้อมูลภายนอก
    (
    External 
    Source  of Information
    )



    3.2
    แหล่งข้อมูลที่เป็นกลุ่มอ้างอิง
    (
    Reference 
    Group  Sources
    ) แหล่งข้อมูลที่เป็นกลุ่มอ้างอิงจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ได้มาจากการติดต่อในสังคม
    (
    Social 
    Contacts
    ) ของผู้บริโภคที่มีต่อคนอื่น 
    ซึ่งการติดต่อนี้อยู่ในรูปของความสัมพันธ์ภายในครอบครัว  ในที่ทำงาน 
    ในการทำโครงการของชุมชนหน่วยงานของรัฐ 
    และกลุ่มบันเทิงต่างๆเป็นต้น  ความคิดเห็นของคนเหล่านี้จะบทบาทสำคัญต่อกิจกรรมการแสวงหาข้อมูลของผู้บรโภคสามารถแบ่งอิทธิพลของกลุ่มอ้างอิงได้ดังนี้คือ
    1. อิทธิพลของครอบครัว  และ 2. อิทธิพลของผู้นำทางความคิด
    (
    Opinion 
    Leaders
    ) อิทธิพลของครอบครัวจะเกิดขึ้นบ่อย  และมีความสำคัญ “
    มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าประมาณร้อยละ
    50 ของผู้ซื้อสินค้าคงทนทั้งหมดจะได้รับคำแนะนำการซื้อจากเพื่อนฝูงและญาติพี่น้อง”



    3.3
    แหล่งข้อมูลที่เป็นธุรกิจ
    (
    Business 
    Sources
    ) แหล่งข้อมูลที่เป็นแหล่งธุรกิจที่ผู้บริโภคสามารถได้รับประโยชน์สามารถแบ่งเป็น
    3 ประเภทคือ 1.
    สื่อวงกว้าง
    (
    Mass 
    Media
    ) 2. พนักงานขาย
    (
    Personal 
    Salespeople
    ) และ
    3. การไปเยือนร้านค้าปลีก (Visits  Retail  Stores)



    ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกแหล่งข้อมูล
    (
    Determinants 
    of  Source  Selection
    ) มี
    6 ประการ 
    กล่าวคือ  ประการที่หนึ่ง  ประเภทของผลิตภัณฑ์  ประการที่สองประเภทของข้อมูลที่ต้องการ  ประการที่สามอายุของผลิตภัณฑ์ 
    ประการที่สี่ความมั่นใจที่มีต่อแหล่งข้อมูล   ประการที่ห้าการเป็นประโยชน์ของข้อมูล  และประการที่หกประสบการณ์ที่มีมาก่อน  โดยมีรายละเอียดดังนี้



    1. ประเภทของผลิตภัณฑ์
    (
    Type 
    of  Product
    ) สินค้าชนิดหนึ่งอาจยอมรับแหล่งข้อมูลแหล่งหนึ่งมากกว่าอีกแหล่งหนึ่งได้  การซื้อสินค้าสะดวกซื้อ  ผู้บริโภคอาจมีการแสวงหาข้อมูลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีการหาข้อมูลเลยได้



    2.  
    ประเภทของข้อมูลที่ต้องการ (Type  of  Information 
    Desired
    ) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของข้อมูลที่ต้องการ  โดยผู้บริโภคจะมีแนวโน้มที่จะหาข้อมูลหลายอย่างจากสื่อกว้าง 
    ขณะเดียวกันตรวจสอบความน่าเชื่อจากแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคล (
    Personal  Sources) หรือผู้บริโภคจะมีแนวโน้มหาข้อมูลที่มีลักษณะทั่วไปมากกว่าจากสื่อวงกว้างและข้อมูลที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงจากพนักงานขายของบริษัท  หรือแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคล 
    ถ้าข้อมูลนั้นมีความสำคัญมากต่อการตัดสินใจ 
    ผู้บริโภคอาจแสวงหาจากแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ



    3.  
    อายุของผลิตภัณฑ์ (Product  Life) ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุอยู่ในตลาดนาน 
    จะมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะใช้ประโยชน์ของข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มอ้างอิงมากยิ่งขึ้น  สำหรับการพิจารณาผลิตภัณฑ์ใหม่ 
    ผู้บริโภคจะอาศัยข้อมูลจากสื่อวงกว้างและผู้นำทางความคิดเป็นอย่างมาก  ดังนั้นผู้นำทางความคิดมักเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นล่าสุดที่ออกมาใหม่



    4.  
    ความมั่นใจที่มีต่อแหล่งข้อมูล (Confidence in The Source)
    ผู้บริโภคจะความมั่นใจแหล่งข้อมูลเมื่อผู้บริโภคเชื่อว่าจะได้รับข้อมูลจากแหล่งนั้น 
    ถ้าผู้บริโภคได้รับผลดีจากการใช้สินค้าที่ถูกแนะนำโดยแหล่งข้อมูลในอดีต 
    จะทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มจะใช้แหล่งข้อมูลนั้นอีกนอกจากนั้นผู้บริโภคยังมีการพัฒนาความมั่นใจที่มีต่อธุรกิจ
    หากสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับตรงกันกับสิ่งที่ธุรกิจโฆษณา



    5.  
    การเป็นประโยชน์ของข้อมูล (Usefuiness  of The
    Information
    ) ผู้บริโภคจะใช้ความรู้แหล่งข้อมูล
    ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของผู้บริโภคมากที่สุด



    6.  
    ประสบการณ์ที่มีมาก่อน (Previous  Experience) คือ ข้อมูลที่ได้จากการที่ผู้บริโภคเกี่ยวข้องกับสินค้า 
    หรือเหตุการณ์นั้นมาก่อนไม่ว่าผลของการเข้าไปเกี่ยวข้องในอดีตจะเป็นที่พอใจหรือไม่พอใจซึ่งจะถูกนำมาเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อในปัจจุบันและอนาคต



       ขนาดของการแสวงหาข้อมูล (Degree  of  Information 
    Search
    ) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความพยายาม 
    หรือความจำเป็นที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลสำหรับช่วยในการตัดสินใจจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ
    5ประการ  กล่าวคือ



    1. 
    ประสบการณ์และข้อมูลเดิมที่มี  คือ 
    ปัญหานั้นเคยตัดสินใจมาก่อนหรือไม่หากเป็นเรื่องที่เคยตัดสินใจมาก่อน  การค้าข้อมูลเพิ่มเติมอาจจะไม่มีความจำเป็น



    2. 
    ลักษณะของการตัดสินใจเป็นการตัดสินใจจะต้องทำเป็นกิจวัตร  หรือนานๆครั้ง 
    ซึ่งถ้าการตัดสินใจนั้นกระทำสม่ำเสมอ 
    การค้นหาข้อมูลที่ใช้สำหรับช่วยตัดสินใจจะน้อย  แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบบ่อย  จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลมาก่อนนอกจากนั้น 
    ลักษณะของการตัดสินใจมีความซับซ้อนมากน้อยเพียงใด 
    ถ้าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนก็จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มมากขึ้น



    3. 
    ลักษณะความสำคัญของปัญหาที่ตัดสินใจ  ถ้าปัญหาใดยิ่งมีความสำคัญมาก 
    ยิ่งจำเป็นมากที่จะต้องค้นหาข้อมูลมากตามไปด้วย  แต่บางครั้งถ้าเป็นเรื่องสำคัญมากผู้บริโภคอาจหันไปให้ความสนใจกับตราสินค้า  หรือร้านค้า 
    หรือปัจจัยอื่นๆที่ช่วยให้มั่นใจสำหรับการตัดสินใจปัญหาแทน



    4. 
    ประเภทของสินค้าที่ทำการตัดสินใจ  ถ้าเป็นสินค้าที่มีความคงทน (Durable  Goods) หรือราคาแพง  จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลมากกว่าสินค้า  สะดวกซื้อ 
    หรือสินค้าที่มีราคาถูก



    5.  ลักษณะของผู้ตัดสินใจ 
    ลักษณะส่วนตัวของบุคคลเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อขนาดของการค้นหาข้อมูล  การค้นหาข้อมูลมากเพื่อช่วยในการตัดสินใจ  และการค้นหาข้อมูลมากยังพบในหมู่ผู้บริโภคที่มีการศึกษาสูง  ผู้ที่มีรายได้สูง  ผู้ที่อยู่ในชั้นทางสังคมที่ค่อนข้างสูง 
    ผู้บริโภคที่เป็นหนุ่มสาวและครอบครัวที่ยังไม่มีบุตร 
    และในกรณีที่เป็นการตัดสินใจซื้อร่วมกันระหว่างสามีและภรรยาจะว่าพบมีมากขึ้นด้วย



                 3. การประเมินทางเลือก  หรือการกำหนดความชอบสำหรับทางเลือกของปัญหา /
    ความต้องการ (
    Establish Consumer Preferences)



              เป็นการกำหนดความชอบสำหรับทางเลือกของปัญหาเป็นชั้นของการวิเคราะห์เพื่อประเมินทางเลือกต่างๆ 
    ที่จะทำให้สามารถกำหนดความชอบที่มีต่อทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งโดยเฉพาะได้ขั้นตอนนี้ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด  เพราะเป็นขั้นตอนที่มีผลกระทบต่อสิ่งที่จะได้รับกระบวนการการซื้อ 
    ผู้บริโภคอาจเข้าสู่ตลาดโดยไม่ได้มีความต้องการเฉพาะมาก่อน 
    หรือการที่ผู้บริโภคไม่ได้สนใจที่จะแสวงหาข้อมูลให้เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ  การกำหนดความชอบสำหรับทางเลือก (สินค้า)
    ใดทางเลือกหนึ่งการกำหนดความชอบสำหรับทางเลือกใดๆ
    จะเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคคาดว่าจะซื้อ  ประเภทของร้านค้า  และวิธีการที่ใช้สำหรับการซื้อ



                  4. การตัดสินใจ (Purchase  Decision)



              เป็นการตัดสินใจซื้อเป็นขั้นตอนที่ผู้บริโภคพร้อมจะกระทำการตัดสินใจสำหรับทางเลือกที่ได้กำหนดไว้แล้วจากทางเลือกต่างๆ
    ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหานั้น  สิ่งที่เกิดขึ้นในขั้นนี้คือ  ความตั้งใจที่จะกระทำการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง  หรือตราใดตราหนึ่ง ความตั้งใจซื้อนี้ไม่จำเป็น  ต้องก่อให้เกิดการซื้อเสมอไป  เพราะยังมีปัจจัยอื่น  ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจว่าจะซื้อดีหรือไม่ 
    รวมทั้งสภาพความพร้อมที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ  ดังนั้น 
    การตัดสินใจซื้อจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับ
     1. ความตั้งใจซื้อ  2. สถานการณ์ในขณะตัดสินใจ  และ 3. ระยะเวลาที่ใช้สำหรับตัดสินใจ



    4.1                 
    ความตั้งใจซื้อ (Purchase  Intention) เป็นช่วงที่ผู้บริโภคพร้อมที่จะเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดจะสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา 
    ความตั้งใจซื้อเป็นเพียงโอกาสที่จะเกิดการซื้อจริงเท่านั้นการซื้อสินค้าของผู้บริโภคไม่ได้ซื้อสินค้าอย่างเดียวแต่เป็นการซื้อผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการซื้อสินค้านั้นด้วย  ความตั้งใจซื้อจึงเป็นสิ่งจำเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การซื้อจริงโดยจะพิจารณาข้อดีของตราสินค้า  คุณภาพ 
    และผลประโยชน์ทั้งหมดของสินค้า 
    เพื่อเปรียบเทียบกัน 
    และสรุปเป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้น



    4.2   
    สถานการณ์ในขณะตัดสินใจ (Situational  Influences) สถานการณ์คือ  ปัจจัยทั้งหลาย 
    โดยเฉพาะในแง่เวลาและสถานที่ที่เกิดจากการสังเกตไม่ได้เกิดจากความรู้ของบุคคล  แต่เกิดจากตัวกระตุ้นที่เป็นทางเลือกที่มีผลต่อพฤติกรรมในปัจจุบัน  การเลือกสินค้า  ตราสินค้า 
    เป็นช่วงของการพิจารณาสถานการณ์ในการตัดสินใจซื้อ  สถานการณ์ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ  สถานการณ์ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อมีอยู่  
    5 ประการ  คือ 
    ประการแรก 
    สภาพแวดล้อมทางกายภาพ  เช่น  ทำเลที่ตั้ง 
    การตกแต่งภายใน  กลิ่น
    เสียงและการจัดร้าน  ประการที่สอง
    ลักษณะของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสภาพการณ์การซื้อประกอบกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม  ประการที่สาม 
    เงื่อนไขการซื้อต่างๆ 
    ที่เกี่ยวข้องกับเวลา  เช่น 
    ซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อไรซื้อในช่วงเวลาอะไร  เวลาเลิกงาน 
    หรือสุดสัปดาห์  ประการที่สี่ 
    การจงใจไปเดินซื้อเป็นความตั้งใจและต้องการจะซื้อ  และประการสุดท้าย  ขึ้นอยู่กับสภาพของอารมณ์เงินสดที่มี  สภาพความพร้อมทางร่างกาย  เช่น 
    สบายดี  หรือเจ็บป่วย   เป็นต้น



    4.3
    ระยะเวลาที่ใช้สำหรับตัดสินใจ (
    Decision  Time)
    ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ  คือ 
    เรื่องของเวลาที่จะใช้ไปสำหรับการตัดสินใจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจ  การเลือกซื้อสินค้าอาจใช้เวลาเป็นปี  หรือตัดสินใจเลือกซื้อฉับพลัน



    5.
    การประเมินผลหลังการซื้อ
    (
    Post Purchase  Assessment)



      
         เป็นขั้นตอนที่ผู้บริโภคจะประเมินผลการตัดสินใจที่ได้รับว่า 
    การตัดสินใจนั้นมีประสิทธิภาพเป็นที่พอใจหรือไม่  และนำไปสู่การตัดสินใจครั้งต่อไปในอนาคต  กระบวนการการตัดสินใจของผู้บริโภค  ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อมีการกระทำการซื้อ  สิ่งสำคัญของขั้นตอนนี้คือ  ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคที่นักการตลาดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์การตลาด  คือ 
    สภาวะความกังวลหลังการซื้อ (
    Post
    Cognitive Dissonance
    ) ซึ่งมีทฤษฎีนี้มีความคิดเห็นว่า 
    ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความจำเป็นในการรวบรวมข้อมูลและประมวลข้อมูลที่เกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ
    อันนำไปสู่การยอมรับทางเลือกใด 
    ทางเลือกหนึ่ง  ความกังวล 
    เป็นความรู้สึกไม่สบายทางจิตใจที่ผู้บริโภคพยายามจะบรรเทา  ถ้าประสบการณ์ของผู้บริโภคที่มีเกี่ยวกับสินค้าเป็นที่พอใจ 
    การลดความกังวลหลังการซื้อของผู้บริโภคก็จะนำไปสู่ความชอบพอในตราสินค้า 
    และนำไปสู่การเพิ่มความเป็นไปได้ในการกลับมาซื้อซ้ำ



     



    4. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับด้านความพึงพอใจ
           



                        ความหมายของความพึงพอใจ



                 ความพึงพอใจเป็นภาวะทางอารมณ์ของบุคคล
    ซึ่งจะแสดงออกมาต่อเมื่อได้รับสิ่งเร้าจากภายนอกมากระทบ ทำให้แสดงเป็นกิริยาหรือปฏิกิริยาโต้ตอบออกมา
    อาจจะเกี่ยวกับความชอบพอใจ ยินดี หรือไม่พอใจ ความโกรธ ความลังเล ความนิ่งเฉย
    ทั้งที่สามารถสังเกตได้ และไม่สามารถสังเกตได้ หรือปฏิกิริยานั้นอาจไม่เด่นชัด
    แต่โดยทั่วไปแล้วปฏิกิริยา เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการตอบสนอง
    ฉะนั้นองค์การที่ดำเนินการให้บริการจึงต้องยึดเอาความพึงพอใจของลูกค้าให้มากที่สุด
    การที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้
    ต้องทำการศึกษาทฤษฎีความพึงพอใจจากนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวไว้ดังนี้



                 พจนานุกรมทางด้านจิตวิทยา
    (สมพร ตั้งสะสม. 2537 : 18 ; อ้างอิงจาก
    Chaplin.1968) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจ
    เป็นความรู้สึกของผู้ที่มารับบริการต่อสถานบริการ
    ตามประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าไปติดต่อขอรับบริการจากสถานบริการ



                 เชลลี่ (ปทุมวดี แสงสุข. 2548 : 10 ; อ้างอิงจาก Shelly.
    1975) กล่าวว่า ความพึงพอใจคือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ
    ความรู้สึกทางบวกเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดความสุข
    ความสุขนี้เป็นความสุขที่แตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอื่น ๆ กล่าวคือ
    เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับ ความสุขสามารถทำให้เกิดความสุขหรือความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก
    ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อน
    และความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวกอื่น ๆ



                 1. ความรู้สึกทางลบ
    ความรู้สึกทางบวก และความสุข มีความสัมพันธ์อย่างสลับซับซ้อน
    และระบบความสัมพันธ์ของความรู้สึกทั้งสามนี้เรียกว่า ระบบความพึงพอใจ
    โดยความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อระบบความพึงพอใจมีความรู้สึกทางบวกมากกว่าความรู้สึกทางลบ



                 2. สิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจของมนุษย์มักได้แก่
    ทรัพยากร
    (Resource) หรือสิ่งเร้า
    การวิเคราะห์ระบบความพึงพอใจคือ การศึกษาว่าทรัพยากรหรือสิ่งเร้าแบบใดเป็นสิ่งที่ต้องการที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจ
    และความสุขแก่มนุษย์ ความพึงพอใจจะเกิดได้มากที่สุด
    เมื่อมีทรัพยากรที่เป็นที่ต้องการครบถ้วน



                 โมส (ปทุม แสงสุข. 2548 : 10 ; อ้างอิงจาก Morse. 1958) อธิบายว่า ความพึงพอใจ
    หมายถึง สภาวะที่จิตปราศจากความเครียด ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความต้องการ
    ถ้าความต้องการนั้นได้รับการตอบสนองทั้งหมดหรือบางส่วน ความเครียดจะน้อยลง
    ความพึงพอใจก็จะเกิดขึ้น และในทางกลับกัน ถ้าความต้องการนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง
    ความเครียดและความพึงพอใจก็จะเกิดขึ้น



                 พิณ คงพูล (2529
    ; อ้างอิงจาก ปทุมวดี แสงสุข. 2548 : 10) ความพึงพอใจ
    หมายถึง ความรู้สึกรัก ชอบ ยินดี เต็มใจ
    ที่เกิดจากการได้รับการตอบสนองความต้องการด้านวัตถุและด้านจิตใจ



                 กิติมา ปรีดีดิลก (2524
    ; อ้างอิงจาก ปทุมวดี แสงสุข. 2548 : 10) ได้กล่าวว่า
    ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อองค์ประกอบหรือสิ่งจูงใจในด้านต่าง
    ๆ ของงานและเขาได้รับการตอบสนองความต้องการเขาได้



                 คอร์มิก (ปทุมวดี แสงสุข. 2548 : 10 ; อ้างอิงจาก Cormick.
    1974) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพความต้องการต่าง ๆ
    ที่ได้รับการตอบสนอง



                 วอร์แมน (ปทุมวดี แสงสุข. 2548 : 10 ; อ้างอิงจาก  Wolman. 1973) ได้อธิบ่ายว่า
    ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่มีความสุข
    เมื่อได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมายความต้องการ หรือแรงจูงใจ



                  ดังนั้น
    จากความหมายความพึงพอใจข้างต้น อาจสรุปได้ว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความคาดหวัง
    ความต้องการต่อสิงใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมา ซึ่งได้รับการกระตุ้นเร้าจากสิ่งภายนอก
    ทำให้เกิดผลบวก หรือตอบสนองต่อความต้องการได้ จึงทำให้สมความปรารถนาหรือความพึงพอใจ
    เป็นผลรวมของความรู้สึกต่อเหตุการณ์ หรือการปฏิบัตินั้นจนทำให้เกิดความพึงพอใจต่อสิ่งนั้น
    ๆ ที่มากระทบสัมผัสทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมีทิศทาง และปรารถนาให้เกิดขึ้นอีก



               คอทเลอร์(Kotler 2000 :
    33–36 ) ได้กล่าวไว้ว่า
    ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นความรู้สึกของลูกค้าที่มีผลจากการเปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์จากคุณสมบัติ  หรือจากการทำงานของผลิตภัณฑ์ตามที่เห็น  หรือเข้าใจกับความคาดหวังของลูกค้า  ซึ่งเกิดจากประสบการณ์และความรู้ในอดีตของผู้ซื้อส่วนผลประโยชน์จากคุณสมบัติหรือจากการทำงานของผลิตภัณฑ์  เกิดจากนักการตลาดและฝ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องจะต้องพยายามสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
    โดยพยายามสร้างคุณค่าเพิ่ม
    (value added) โดยการทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ
    ซึ่งยึดการสร้างคุณภาพรวม
    (total quality) คุณค่าเกิดจากความแตกต่างทางการแข่งขัน
    (competitive differentiation)คุณค่าที่มอบให้กับลูกค้าจะต้องมากกว่าต้นทุนของลูกค้า
    (cost) ต้นทุนของลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือตราสินค้า (price)
    นั่นเอง โดยคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า คือ
    ความแตกต่างระหว่างคุณค่าลูกค้ารวม
    (total costomer cost)และคุณค่าลูกค้ารวม
    คือ กลุ่มผลประโยชน์
    ที่ลูกค้าคาดหวังว่าจะได้รับจากผลิตภัณฑ์หรือบริการหนึ่งๆส่วนต้นทุนลูกค้ารวมได้แก่กลุ่มของต้นทุนที่ลูกค้าคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการประเมินการได้รับและการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ



                 อดุลย์ จาตุรงคกุล (2543)
    ได้อธิบายความพึงพอใจของผู้บริโภคว่า
    ผู้บริโภคจะมีปฎิกิริยาในระหว่างที่มีการประเมินหลังการซื้อมากกว่าในระหว่างการประเมินก่อนการซื้อ
    ไม่ว่าผู้บริโภคจะใช้วิธีใดเพื่อบูรณะความสมดุลก็ตาม ผลที่ออกมาจะเป็น พอใจ
    ไม่พอใจ เลิกใช้สินค้า โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้



                 1.
    พฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อเกิดความพึงพอใจ
    ความพอใจของผู้บริโภคเป็นผลที่คาดว่าจะได้รับจากการซื้อ
    ถ้ามีการซื้อสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการชนิด
    ครั้งเดียวจบ  จะไม่มีการใช้สินค้าอีก เช่นเดียวกันไม่มีปฎิกิริยาใด
    ๆ เกิดขึ้นในอนาคตในกรณีนี้ สถานการณ์ที่สินค้าจะใช้ซ้ำอีกแบ่งออกเป็น 2
    สถานการณ์แต่จะมีการประเมินซ้ำอีกเมื่อมีการซื้อแต่ละครั้ง สถานการณ์แรก
    เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนสไตล์ครั้งใหญ่ 
    หรือเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ในกรณีนี้ผู้บริโภคต้องการความแน่ใจว่าสินค้ายังคงดีกว่าแต่ละครั้งที่เคยซื้อมา
    สถานการณ์ที่สอง สินค้าไม่เปลี่ยนแปลงมาก แต่มีการซื้อจนเป็นนิสัย
    กรณีนี้ไม่ต้องมีการประเมินซ้ำอีก
    เพราะมีความพอใจติดต่อกันจนผู้บริโภคแน่ใจว่าสินค้าที่เคยซื้อยังคงทำความพอใจให้ตนได้ดีเหมือนเดิม
    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้าเหล่านี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค
    แต่ก็จะทำการประเมินการตัดสินใจอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเป็นระยะเวลายาวนาน



                 2.
    พฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อเลิกใช้สินค้า
    พฤติกรรมผู้บริโภคแตกต่างกันไปเมื่อผู้บริโภคเลิกใช้สินค้า
    ผู้บริโภคไม่ได้มีความพอใจหรือไม่พอใจ ปฏิกิริยา 3 ประการ ประการแรก
    ผู้บริโภคจะหยุดการใช้สินค้าเนื่องจากมีความต้องการชนิด
    ครั้งเดียวจบ   ประการที่สอง
    ผู้บริโภคอาจใช้สินค้าเป็นประจำอยู่ถ้าสินค้านั้นดีที่สุดเท่าที่หาได้
    และประการสุดท้าย 
    ผู้บริโภคขาดแรงจูงใจที่จะแสวงหาตัวแก้ปัญหาหรือสินค้าที่ดีกว่า  บางครั้งอาจเป็นได้ว่าบุคคล
    ไม่มีปัญหา  ซื้อหาสินค้าที่ดีกว่า
    หรือสินค้าที่ใช้อยู่ไม่มีลักษณะที่ต้องการ
    หรือผู้บริโภคต้องการตราที่ตนชอบแต่ไม่มีขาย
    ผู้บริโภคทำสถานการณ์ให้ดีที่สุดเนื่องจากสินค้าที่ดีที่สุด
    การขาดแรงจูงใจหมายความว่าผู้บริโภคมีความพอใจไม่มากพอที่จะซื้อสินค้าได้
    ผู้บริโภคอาจจะใช้สินค้าต่อไปแต่ต้องพิจารณาใหม่ในตอนซื้อครั้งต่อไป การเลิกใช้สินค้าครั้งนี้มิได้มีผลไปถึงการซื้อในอนาคต



                 3. พฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อไม่พอใจ
    เมื่อบุคคลไม่พอใจกับการซื้ออาจก่อพฤติกรรมได้หลายอย่าง
    ประการแรกผู้บริโภคอาจหยุดการใช้สินค้าหลังจากการใช้ครั้งนี้แล้วถ้าความต้องการไม่เกิดขึ้นอีก
    หรืออาจจะเก็บความไม่พอใจนั้นไว้  อาจมีสาเหตุมาจากสินค้ามีราคาแพงเกินไปหรือไม่มีขายในขณะนี้
    หรือการซื้ออาจใช้เวลามาก หากความไม่พอใจไม่รุนแรงก็จะไม่ส่งผลแต่อย่างใด
    เมื่อมีการหยุดใช้สินค้าที่ไม่พอใจผู้บริโภคอาจก่อปฏิกิริยา 3 ประการ คือ
    ประการแรก ผู้บริโภคอาจปรับปัญหาใหม่และแสวงหาสินค้าที่ดีกว่าเดิม ประการที่สอง
    ผู้บริโภคสามารถแสวงหาการแก้ไขจากคนขาย และประการสุดท้าย
    อาจปรับตัวแก้ปัญหาและหาสินค้าที่ดีขึ้น



                 ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2539) กล่าวว่า
    พฤติกรรมภายหลังการซื้อ (
    Postpurchase Behavior) ที่นักการตลาดจะต้องติดตามและให้ความสนใจมีดังนี้



                 1. ความพึงพอใจภายหลังการซื้อ (Postpurchase Satisfaction)
    เป็นระดับความพึงพอใจของผู้บริโภคภายหลังจากที่ได้ซื้อสินค้าไปแล้ว  ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นหลายระดับ เช่น
    พึงพอใจอย่างมาก รู้สึกเฉย ๆ หรือรู้สึกไม่พอใจ
    ความพึงพอใจของผู้บริโภคจะมีความสัมพันธ์กับความคาดหวังของผู้บริโภค และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่รับรู้
    กล่าวคือ ถ้าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ผู้บริโภคได้คาดหวังไว้
    ผู้บริโภคจะรู้สึกไม่พึงพอใจ
    (Dissatisfied)
    แต่ถ้าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพเท่ากับที่คาดหวังไว้ ผู้บริโภคจะรู้สึกพึงพอใจ (
    Satisfied) และถ้าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพสูงกว่าความคาดหวัง
    ผู้บริโภคจะรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง (
    Delighted)
    ซึ่งมีผลทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์นั้นอีกครั้ง
    หรือบอกต่อผู้อื่นเกี่ยวกับความพอใจและไม่พอใจของตนที่มีต่อผลิตภัณฑ์นั้น
    ลูกค้าจะกำหนดความคาดหวังโดยมีพื้นฐานจาก (1)
    ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ขายสินค้า
    (2) เพื่อนหรือคนใกล้ชิด (3) แหล่งข้อมูลอื่นๆ
    ยิ่งมีความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังและประสิทธิภาพมากเท่าใด
    ก็จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเท่านั้น
    จะเห็นได้ว่าการที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจภายหลังการซื้อสินค้าได้นั้น
    ผู้ขายควรจะกล่าวอ้างอิงถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของสินค้านั้น
    โดยไม่ควรกล่าวอ้างเกินความเป็นจริง



                 2. การกระทำภายหลังการซื้อ
    (
    Postpurchase Actions) ความพึงพอใจหรือไม่พอใจในผลิตภัณฑ์จะมีผลต่อพฤติกรรมต่อเนื่องของผู้บริโภค ถ้าผู้บริโภครู้สึกพึงพอใจ
    จะมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์นั้นอีกครั้ง
    ในทางตรงกันข้ามถ้าบริโภครู้สึกไม่พึงพอใจ ผู้บริโภคอาจเลิกใช้หรือคืนผลิตภัณฑ์
    อาจบอกต่อหรือมีการร้องเรียนผ่านทางสื่อมวลชน
    หรืออาจถึงขั้นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทก็เป็นได้



    ศิริวรรณ  เสรีรัตน์ และคณะ  (2541: 45)
    กล่าวไว้ว่าระดับความพอใจของลูกค้าจะเกิดจากความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์ จากผลิตภัณฑ์และความคาดหวังของบุคคล
    การคาดหวังของบุคคล
    (Expectation) เกิดจากประสบการณ์และความรู้ในอดีตของผู้ซื้อ
    ส่วนผลประโยชน์ จากคุณสมบัติผลิตภัณฑ์
    หรือการทำงานของผลิตภัณฑ์ เกิดจากนักการตลาดและฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
    จะต้องพยายามสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า โดยพยายามสร้างคุณค่าเพิ่ม
    (Value Added) การสร้างคุณค่าเพิ่มเกิดจากการผลิต (Manufacturing) และจากการตลาด (Marketing) รวมทั้งมีการทำงานร่วมกันกับฝ่ายต่าง ๆ
    โดยยึดหลักการสร้างคุณภาพรวม
    (Total Quality) คุณค่าเกิดจากความแตกต่างทางการแข่งขัน
    (Competitive Differentiation) ดังนั้น
    จะต้องสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มที่มอบให้กับลูกค้าให้สูงกว่าต้นทุนของลูกค้า
    (Cost) หรือราคาสินค้า (Price) ทั้งนี้ยึดหลักว่า
    คุณค่า
    (Value) ที่ส่งมอบแก่ลูกค้าต้องมากกว่า
    ราคาสินค้า



    เพลินพร ผิวงาม (2533,หน้า 14) ได้มีการสรุปว่า การพึงพอใจเป็นพฤติกรรมของบุคคลในการที่จะรับเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตนเห็นว่าสิ่งที่ดีกว่าทั้งรูปธรรมและนามธรรมไปปฏิบัติด้วยความพึงพอใจและการยอมรับจะเกิดขึ้นได้
    โดยผ่านขั้นตอนการเรียนรู้และได้ทดลองปฏิบัติมาขั้นหนึ่งแล้วโดยระยะเวลาในการตัดสินใจเกี่ยวกับนวกรรมอาจกินเวลานานหลายๆ
    ปีก็ได้



    ความสำคัญของความพึงพอใจที่มีต่อการบริการ



                 เป้าหมายสูงสุดของความสำเร็จในการให้บริการนั้น
    ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ การสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า
    เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ดี และประทับใจในการบริการ
    เป็นการศึกษาความพึงพอใจของลูกค้า ตลอดจนผู้ปฎิบัติงานบริการ จึงเป็นเรื่องสำคัญ
    เพราะความรู้ความเข้าใจในความพึงพอใจ ของผู้บริโภคด้านบริการนั้น เป็นเรื่องสำคัญ
    เพราะความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้
    จะนำมาซึ่งความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันทางการตลาด
    เพื่อความก้าวหน้าและเติบโตของธุรกิจ และส่งผลให้ผู้บริโภคนั้น
    มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงกล่าวได้ว่า ความพึงพอใจของผู้บริโภคด้านบริการนั้น
    มีความสำคัญต่อผู้ให้บริการ และผู้รับบริการดังนี้



                 1. ความสำคัญต่อผู้ให้บริการ
    จำเป็นต้องคำนึงถึงความพึงพอใจต่อการให้บริการดังนี้



                   
    1.1 ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะของการบริการ



                 ผู้ให้บริการจำเป็นต้องสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
    เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บริการ และการนำเสนอบริการที่ลูกค้าชอบ
    เพราะข้อมูลดังกล่าวจะบ่งบอกถึงการประเมินความรู้สึก และความคิดเห็นของลูกค้าต่อคุณสมบัติของบริการที่ลูกค้าต้องการ
    และวิธีการตอบสนองความต้องการแต่ละอย่าง ในลักษณะที่ลูกค้าปรารถนา
    ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ให้บริการอันที่จะตระหนักถึงความคาดหวัง ของผู้รับบริการ
    และสามารถตอบสนองบริการที่ตรงกับลักษณะและรูปแบบที่ผู้รับบริการคาดหวังไว้ได้จริง



                    
    1.2 ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นตัวแปรสำคัญในการประเมิน



                 คุณภาพของการบริการ
    หากกิจการใดนำเสนอบริการที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการความคาดหวังของลูกค้า
    ก็ย่อมส่งผลให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจต่อบริการนั้น และมีแนวโน้มจะใช้บริการซ้ำ ๆ
    ต่อไปอีก คุณภาพของการบริการที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจขึ้นอยู่กับลักษณะให้บริการที่ปรากฏให้เห็น
    ได้แก่ สถานที่ อุปกรณ์เครื่องใช้ และบุคลิกลักษณะของพนักงานบริการ
    ตลอดจนความสามารถในการให้บริการด้วยความเชื่อมั่นเข้าใจต่อผู้อื่น



                    
    1.3 ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานเป็นตัวชี้วัดคุณภาพและความสำเร็จ



                 ผู้ปฎิบัติเป็นเรื่องที่จำเป็น
    ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการให้ความสำคัญกับลูกค้า การแสดง ความสามารถในงานให้กับผู้ปฎิบัติการบริการ
    ย่อมทำให้พนักงานมีความรู้สึกที่ดี ต่องานที่ได้รับมอบหมาย และตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ
    อันจะนำมาซึ่งคุณภาพของการบริการ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
    และส่งผลให้กิจการประสบความสำเร็จ



                 2. ความสำคัญต่อผู้บริการ



                 เมื่อผู้ให้บริการตระหนึกถึงความพึงพอใจของลูกค้า
    ก็จะพยายามค้นหาปัจจัยที่กำหนดความพึงพอใจของลูกค้า
    สำหรับการนำเสนอบริการที่เหมาะสม เพื่อแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจ
    ผู้รับบริการย่อมได้รับการบริการที่มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการที่ตนคาดไว้
    การดำเนินชีวิตที่ดี ต้องพึ่งพาการบริการในหลาย ๆ สถานการณ์
    ทุกวันนี้ย่อมนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีตามไปด้วย เพราะการบริการในหลายด้าน
    ช่วยอำนวยความสะดวกและแบ่งเบาภาระการตอบสนองความต้องการของบุคคลด้วยต้นเอง



                 สรุปได้ว่า
    ความพึงพอใจในการบริการเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการบริการ
    และความพึงพอใจในงานของผู้ปฏิบัติงานบริการ ซึ่งนับว่าความพึงพอใจทั้ง
    2 ลักษณะ มีความสำคัญต้องการพัฒนาคุณภาพของการบริการ และการดำเนินงานบริการให้ประสบความสำเร็จ
    เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีต่อบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการบริการ



                 นอกจากนี้การศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อการให้บริการนั้น
    ยังต้องเน้นถึงการประเมินค่าความพึงพอใจของลูกค้า
    ซึ่งเป้าหมายของการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการให้บริการ
    ดังนั้น ประเด็นสำคัญในการศึกษานี้ สรุปเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา
    โดยกำหนดทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการเป็นตัวแปรอิสระ
    และความพึงพอใจโดยรวมของผู้ใช้บริการเป็นตัวแปรตาม



     



                    ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ



                 ปัจจุบันองค์การธุรกิจมีจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน
    คือ การทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์
    ตลอดจนกระทั่งการให้บริการที่เป็นการปฏิบัติโดยตรงกับลูกค้า
    หากลูกค้าเกิดความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ และการให้บริการโดยตรงกับลูกค้าได้
    ก็จะสามารถรักษาความซื่อสัตย์ของลูกค้าไว้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีการเสนอขายของคู่แข่งขันที่มีมากมายก็ตาม



              
    จากคำจำกัดความต่างๆดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยสามารถที่จะทำการสรุปได้ว่า  ความพึงพอใจในการรับนวกรรมหมายถึง
    การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างหนึ่งของบุคคล โดยจะเป็นในลักษณะของการยินยอมพร้อมใจที่จะรับเอาบุคคล
    สิ่งของ หรือแนวคิดต่างๆ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่ตนเองเห็นว่าดีไปปฏิบัติหรือเชื่อถือด้วยความพึงพอใจ
    ซึ่งในงานวิจัยครั้งนี้สามารถระบุได้ว่า การยอมรับนวกรรมในที่นี้หมายถึง
    การที่บุคคลได้ยินยอมที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมาเลือกใช้เชื้อเพลิงเหลวก๊าซ
    (แอลพีจี) เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเต็มใจ



                       จากความหมายของนักวิชาการดังกล่าวข้างต้น
    สามารถสรุปได้ว่าความพึงพอใจ เป็นสภาพความรู้สึกในทางบวกหรือช่องทางลบต่อสิ่งเร้าต่าง
    ๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ บริการ หรือกิจกรรมเป็นต้น
    ซึ่งจะส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลนั้น



     



    5. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาดบริการ



                ความหมายส่วนประสมทางการตลาด



                ได้มีนักวิชาการหลายท่าน
    ได้ให้ความหมายส่วนประสมทางการตลาดดังนี้



                เสรี วงษ์มณฑา (2542:11) ให้ความหมายของส่วนประสมทางการตลาดว่า
    เป็นการที่มีสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้
    ขายในราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ และผู้บริโภคยินดีจะเพราะมองเห็นว่าคุ้ม
    รวมไปถึงการจัดจำหน่ายกระจายสินค้า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อหา
    เพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้า ด้วยความพยายามจูงใจให้เกิดความชอบในสินค้า
    และเกิดพฤติกรรมอย่างถูกต้อง



                  พิบูล ทีปะปาล (2543) ให้ความหมายของส่วนประสมทางการตลาด ว่ามีบทบาทสำคัญมากทางการตลาด
    เพราะเป็นการรวบรวมการตัดสินใจทางการตลาดทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน
    แม้ว่าเราจะได้ทำการวิเคราะห์เลือกตลาดเป้าหมาย
    (Target market) อย่างดีที่สุดแล้ว แต่การที่จะพัฒนาส่วนประสมทางการตลาดเพื่อให้สอดคล้องตามความต้องการของลูกค้าในตลาดเป้าหมายไม่ใช่ของง่าย
    ทั้งนี้เนื่องจากว่า เรามีวิธีการที่จะเลือกกระทำได้หลายทาง
    ที่จะตอบสนองความต้องการของเขา เมื่อวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว
    ซึ่งนักการตลาดจะต้องทำการตัดสินใจเพื่อดำเนินงาน



                 ฟิลิปส์ คอร์ตเลอร์ (Philip
    Kotler.2003:98) ให้ความหมายของส่วนประสมทางการตลาดว่า
    เป็นกลุ่มของเครื่องมือทางการตลาดที่องค์กรใช้ในการปฎิบัติตามวัตถุประสงค์ทางการตลาดกลุ่มเป้าหมาย



                
    จากการให้ความหมายส่วนประสมทางการตลาดที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่าส่วนประสมทางการตลาด
    (Market mix) หมายถึง
    เครื่องมือทางการตลาดที่สามารถควบคุมได้
    ซึ่งกิจการผสมผสานเครื่องมือเหล่านี้ให้สามารถตอบสนองความต้องการ
    และสร้างความพึงพอใจให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ส่วนประสมทางการตลาด
    ประกอบด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่กิจการใช้ เพื่อให้มีอิทธิพลโน้มน้าวความต้องการผลิตภัณฑ์ของกิจการ



                 องค์ประกอบของส่วนประสมทางการตลาด



                 ส่วนประสมทางการตลาดแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
    ดังที่รู้จักกันว่าคือ “
    4  Ps” อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (product) ราคา (price) การจัดจำหน่าย (place) และการส่งเสริมการตลาด (promition)
    สำหรับธุรกิจบริการรูปแบบใหม่นี้พัฒนาขึ้นจะประกอบด้วยปัจจัย 7
    ประการ ส่วนประสมการตลาดที่ปรับปรุงใหม่เพิ่มปัจจัยขึ้นอีก 3
    ประการ คือ ทรัพยากรบุคคล ลักษณะทางกายภาพและกระบวนการ ปัจจัยทั้ง 7
    ประการนี้ จะเป็นปัจจัยที่สามารถใช้เป็นหลักของธุรกิจบริการต่าง ๆ
    และหากธุรกิจดังกล่าวขาดปัจจัยหนึ่งใดไป
    ก็อาจส่งผลถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของธุรกิจได้
    (Jerrome Mc
    Carthy.1990:233-235; อ้างอิงจาก สมยศ ฤดีสุขสกุล.2547:30-31)
    ดังภาพประกอบที่ 2-4



     



     



     



     











     
     


      
       
      
     

       

       

           
       
    1.
    ผลิตภัณฑ์                            (Product)


       

       

     


     



     








     








     
     


      
       
      
     

       

       

    4.การส่งเสริมการตลาด


       

              (Promotion)


       

       

     
















     
     

      
       
      
     

       

       

              2. ราคา
       
                 (Price)


       

       

     




     
     
      
       
      
     

       

       

        
       
    3.
    การจัดจำหน่าย (Place)


       

       

     




     
     
      
       
      
     

       

       

      6. การสร้างและนำเสนอ             ลักษณะทางภายภาพ


       

    (Physical
        evidence and          presentation)


       

       

     




     
     
      
       
      
     

       

       

     
       
    7.
    กระบวนการ (Process)


       

       

     
















     
     
      
       
      
     

       

       

    การบริการคุณภาพรวม (TQM) โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer's)


       

       

     






     
     
      
       
      
     

       

       

      5. คนหรือพนักงาน


       

    (People/Employees)


       

       

     

     



     



     



     



     



     



     



     



     



     



     



     



     






                            ภาพประกอบที่
    2-4

    แสดงการใช้เครื่องมือทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ



                       ที่มา :
    ศิริวรรณ เสรีรัตน์. (2546). การบริการการตลาดยุคใหม่.หน้า 436.



                 
    ส่วนประสมการตลาดที่เฉพาะเจาะจง เมื่อนำไปใช้กับองค์กรธุรกิจหนึ่งๆก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
    อาทิเช่น ตามปริมาณของอุปสงค์ ระยะเวลาที่ทำการเสนอบริการหนึ่งๆออกไป
    ดังนั้นกระบวนการสร้างส่วนประสมการตลาดก็จะเป็นการปรับเปลี่ยนปัจจัยหรือองค์ประกอบให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความจำเป็นของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงและเป็นที่แน่นอนว่าองค์ประกอบของส่วนประสมการตลาดแต่ละตัว
    อาจมีการซ้ำซ้อนกันอยู่บ้าง เราจึงไม่สามารถที่จะทำการตัดสินใจใดๆโดยอาศัยองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น
    นอกจากนั้นองค์ประกอบหนึ่งๆก็จะคงความสำคัญเพียงช่วงเวลาหนึ่งๆเท่านั้น
    ดังนั้นกรอบรู้แบบที่กำลังอธิบายต่อไปช่วยผู้บริหารด้านการตลาด
    ให้สามารถกำหนดส่วนประสมการตลาดที่เหมาะสมกับธุรกิจบริการของตนเองได้
    (ศิริวรรณ เสรีรัตน์  2546 :
    212-213)



    ศิริวรรณ
    เสรีรัตน์ และคณะ
    (2546 :53-55) ได้อ้างถึงแนวคิดของ
    Kotler, Philip ว่าส่วนประสมการตลาดบริการ (Services
    Marketing Mix, 7,S) คือองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินงานการตลาดเป็นปัจจัยที่กิจการสามารถควบคุมได้
    กิจการจะต้องสร้างส่วนประสมการตลาดที่เหมาะสมในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งประกอบด้วย



    2.1
    ผลิตภัณฑ์ (Product)
    หมายถึง
    สิ่งที่เสนอขายโดยธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลให้เกิดความพึงพอใจหรือจูงใจให้เกิดความต้องการแสวงหา
    รวมทั้งมีการซื้อหาผลิตภัณฑ์นั้น ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายจึงอาจมีหรือไม่มีตัวตนก็ได้
    นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังหมายรวมถึงการให้บริการและแนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น
    ๆด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์สามารถแบ่งออกได้เป็น
    3
    ระดับ ได้แก่



    2.11
    ผลิตภัณฑ์หลัก (Core Product) หมายถึง อรรถประโยชน์หรือผลประโยชน์สำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคโดยตรง



    2.12
    ผลิตภัณฑ์ที่แท้จริงหรือรูปร่างของผลิตภัณฑ์ (Actual Product
    or Formal Product) คือส่วนที่เป็นรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย
    คุณภาพ คุณสมบัติหรือลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงรูปแบบ ยี่ห้อ และบรรจุภัณฑ์ด้วย
    ซึ่งเป็นคุณลักษณะลูกค้าสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้



    2.13
    ผลิตภัณฑ์เสริม (Augmented Product) หมายถึงประโยชน์ที่ผู้ซื้อจะได้รับพิ่มเติมอันเนื่องมาจากการซื้อผลิตภัณฑ์หลักนั้น



    2.2
     ราคา (Price)
    มูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปตัวเงิน ซึ่งจะต้องกำหนดให้ถูกต้องและเหมาะสม
    ซึ่งราคาเป็นหัวใจของส่วนประสมการตลาดทั้งหมด และเป็นกลไกที่สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้เกิดขึ้นมาได้
    ฉะนั้นการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ละอย่างนั้นจึงขึ้นอยู่กับจุดยืนของกิจการ
    ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น ๆ เป็นสำคัญ



    2.3
     การจัดจำหน่าย
    (Place)
    โครงสร้างของช่องทางที่ประกอบด้วยสถาบันต่างและ



    กิจกรรมที่ถูกนำมาใช้เพื่อเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์และบริการจากองค์กรไปสู่ตลาด
    สำหรับสถาบันที่นำ



    ผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ตลาดเป้าหมาย
    ก็คือ สถาบันการตลาด ส่วนกิจกรรมนั้น เป็นสิ่งที่ช่วยในการ



    กระจายสินค้า ได้แก่
    การมีร้านค้าหรือมีสาขาหลาย ๆ สาขา มีศูนย์บริการ รวมถึงการขนส่ง และการเก็บรักษาสินค้าด้วย
    เป็นต้น



    2.4  ช่องทางการจัดจำหน่าย (Channel of
    Distribution) คือเส้นทางที่สินค้าหรือ



    ผลิตภัณฑ์ และ/หรือ กรรมสิทธิ์ผลิตภัณฑ์ถูกเปลี่ยนมือไปยังตลาด ซึ่งเป็นกลไกในการทำให้สินค้าผ่านมือจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค
    ในระบบช่องทางการจัดจำหน่ายจึงประกอบด้วย ผู้ผลิต คนกลางหรือตัวแทนจำหน่าย และผู้บริโภค



             2.5 การกระจายสินค้า
    (Physical Distribution)คือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย



    ผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค
    ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่สำคัญได้แก่ การขนส่ง การเก็บรักษา



    สินค้า การบริหารสินค้าคงลัง
    เป็นต้น



     2.6  การส่งเสริมการตลาด (Promotion) เป็นการติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ขาย



    กับผู้ซื้อ เป็นการบอกกล่าว
    เป็นการขยายความคิด ความเข้าใจไปยังผู้บริโภคได้รับรู้ การส่งเสริม



    การตลาดจึงเกี่ยวข้องกับวิธีการต่าง
    ๆ ที่ใช้สื่อความ
    (Communicate) ให้ถึงตลาดเป้าหมายได้ทราบ



    ถึงผลิตภัณฑ์ที่ต้องการว่ามีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
    ณ ที่ใด ณ ระดับราคาเท่าใด ทั้งนี้เพื่อสร้างการยอมรับและพฤติกรรมการซื้อให้กับผู้บริโภค
    สำหรับการติดต่อสื่อสารนั้นประกอบด้วยการโฆษณา การส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์
    การตลาดทางตรง และการขายโดยพนักงานขาย



    2.7
    บุคคล (People) หรือพนักงานผู้ให้บริการ
    ลักษณะที่แตกต่างของบริการอันหนึ่งคือการผลิตและการบริโภคจะเกิดขึ้นในขณะเดียวกันไม่สามารถแยกผู้รับและผู้ให้บริการออกจากกันได้คน”จึงหมายถึง ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในการนำเสนองานบริการซึ่งมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของลูกค้าได้แก่พนักงานผู้ให้บริการ
    ลูกค้าและลูกค้าอื่นในระบบการตลาดบริการนอกจากนี้บุคลิกการแต่งกาย การยอมรับและพฤติกรรมของพนักงานย่อมมีอิทธิพลต่อการรับรู้ในการบริการของลูกค้ารวมถึงการปฏิบัติต่อลูกค้าคนอื่น
    ๆหรือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างลูกค้ากับลูกค้าด้วยกัน



    2.8
    กระบวนการ (Process)
    คือ
    ระเบียบวิธี
    (Procedures) กลไก
    (Mechanisms) และการเคลื่อนย้าย (Flow) ของกิจกรรมซึ่งเกิดขึ้นทั้งในระบบการนำเสนอ
    และปฏิบัติงานบริการ



    เนื่องจากกระบวนการของการบริการมีความสลับซับซ้อน จึงมีความจำเป็นที่ต้องผนวกกระบวนการ



    เหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อให้การทำงานของกระบวนการเป็นไปโดยราบรื่น สามารถตอบสนองต่อความ



    ต้องการตามคุณภาพที่ลูกค้าคาดหวังได้



    2.9
    การสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence)
    เนื่องจากการบริการเป็นข้อเสนอที่เป็นนามธรรมไม่สามารถจับต้องได้
    จึงต้องทำให้ข้อเสนอของการบริการเป็นรูปธรรมที่ลูกค้าเห็นได้ชัดเจน สิ่งนำเสนอทางกายภาพนี้เป็นสภาพแวดล้อมทั้งหมดในการนำเสนองานบริการและสถานที่
    ซึ่งกิจกรรมกับลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันถึงส่วนประกอบใดก็ตามที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานหรือในการสื่อสารงานบริการ



    ในทำนองเดียวกันLovelock and
    wright (2002 : 13 อ้างอิงจาก ปณิศา สัญชานนท์.2548
    :164-167) ได้กล่าวไว้ว่า ในการบริหารธุรกิจบริการแบบประสมประสานในปัจจุบัน
    หมายถึง การวางแผนและการบริหารกิจกรรมการตลาด การปฏิบัติการ และทรัพยากรมนุษย์
    โดยให้มีการประสานงานกันอย่างดีเพื่อให้บรรลุความสำเร็จของธุระกิจ
    ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ
    8ประการ ดังนี้



                
    1. ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ (Product elements) หมายถึง ทุกส่วนประกอบของการให้การบริการที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า
    ได้แก่ ลักษณะที่เป็นผลิตภัณฑ์หลัก
    (core product)และบริการเสริม
    (Supplementary service) ซึ่งแสดงถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการ
    และเป็นการสร้างข้อได้เปรียบ ทางการแข่งขันที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า
    ในเรื่องของบริการนั้นจะต้องเน้นที่ประโยชน์หลักที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์หลัก และยังต้องพิจารณาถึงประโยชน์เพิ่มเติมที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์เสริมด้วย



                
    2. กระบวนการ (Process) เป็นวิธีการดำเนินการหรือปฏิบัติ
    (Operations) ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอนที่จำเป็นของการให้บริการ
    กล่าวคือ การสร้างและการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าจะต้องอาศัยการออกแบบ
    และปฏิบัติตามกระบวนการที่มีประสิทธิผล
    ในกระบวนการจะอธิบายถึงลักษณะและขั้นตอนในระบบการปฎิบัติงานทางด้านบริการซึ่งการออกแบบที่ไม่ดีอาจจะทำให้ลูกค้าได้รับบริการล่าช้าได้
    โดยกระบวนการในการบริการ ประกอบด้วย



                     
    2.1กระบวนการให้บริการโดยบุคคล  (People processing services) เป็นบริการที่เกี่ยวกับเวลา และการเคลื่อนไหวของพนักงาน เช่น
    ขั้นตอนการเสิร์ฟอาหาร และเครื่องดื่มบนเครื่องบิน



                      2.2 กระบวนการให้บริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการ
    (Possession processing services) เป็นขั้นตอนการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของบริการนั้น
    ๆ เช่น ระบบการจองตั๋ว ระบบการจัดคิดต่าง ๆ



                     
    2.3 กระบวนการจัดสิ่งกระตุ้นทางด้านความคิด (Mental
    stimulus processing services) เป็นการปฏิบัติการโดยมุ่งทำให้เกิดทัศนคติที่ดีๆในจิตใจของลูกค้า
    เช่น การอธิบายถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้จากการใช้บัตรเครดิต



                    
    2.4 กระบวนการให้บริการข้อมูลสารสนเทศ (Information
    processing services) เป็นการให้บริการทางด้านข้อมูลกับลูกค้า เช่น
    การให้คำแนะนำหรือการให้ข้อมูลโดยการสาธิตในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินแก่ผู้โดยสารขณะอยู่บนเครื่องบิน



                  3. การจัดจำหน่าย (Place) พื้นที่ในเว็บไซด์ (Cyberspace) และเวลาที่ให้บริการ
    (Time) เป็นการตัดสินว่าจะส่งมอบบริการให้กับลูกค้าเมื่อใด (ควรใช้เวลาเท่าใดในการส่งมอบบริการ)ที่ไหน (การตัดสินใจด้านช่องทางการจัดจำหน่าย) และอย่างไร (การตัดสินใจว่าจะใช้ช่องทางการจัดหน่าย (Distribution) ทางด้านกายภาพ และ (หรือ) ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์)
    ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้น 
    อยู่กับลักษณะของธุรกิจบริการ



                 การให้บริการข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ต
    จะใช้ฐานข้อมูลที่ส่งมอบผ่านพื้นที่ในเว็บไซด์ ในคอมพิวเตอร์
    หรือโทรศัพท์ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าโดยไม่คำนึงถึงสถานที่ และเวลา
    ธุรกิจสามารถมอบบริการไปยังลูกค้าโดยตรงในการให้บริการ
    และการติดต่อกับลูกค้าจะต้องนึกถึงความคาดหวังของลูกค้า
    (Customer expectationx)
    ในด้านความรวดเร็ว และความสะดวก
    ซึ่งเป็นตัวกำหนดที่สำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การส่งมอบบริการให้กับผู้บริโภค



                 4. การเพิ่มผลผลิต (Productivity)
    และคุณภาพ (Quality) ดังนี้



                      4.1 การเพิ่มผลผลิต (Productivity)
    เป็นวิธีการใช้ปัจจัยนำเข้า (Inputs) ให้บริการเพื่อแปรสภาพเป็นผลผลิต(Outputs)และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าดังนั้นผลผลิต  (Outputs) ก็คือ
    ประสิทธิภาพ
    (Effectiveness) ของผู้ใช้บริการ กล่าวคือ
    เป็นผลประโยชน์ที่ส่งมอบให้กับลูกค้า ส่วนปัจจัยนำเข้า
    (Inputs) ก็คือ ปัจจัยการผลิตที่ผู้ให้บริการใช้ ซึ่งเป็นต้นทุนของผู้ให้บริการ โดยนำมาเป็นแนวทางในการตั้งราคา
    ซึ่งถือเป็นต้นทุนของลูกค้า
    โดยจะต้องให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าได้รับความประหยัดหรือประสิทธิภาพ
    (Efficiency)



                    
    4.2 คุณภาพ (Quality) เป็นระดับบริการที่สามารถตอบสนองความจำเป็น
    (Needs) ความต้องการ (Want) และความคาดหวังของลูกค้า
    (Expectations) ได้ ซึ่งคุณภาพการให้บริการจะต้องพิจารณาด้านต่าง
    ๆ ดังนี้



                             4.2.1 ความเชื่อถือได้
    (Reliability) เป็นความสามารถในการให้บริการตามที่สัญญาไว้อย่างมีคุณภาพ
    และถูกต้องแม่นยำ



                             4.2.2 การตอบสนองอย่างรวดเร็ว
    (Responsiveness) เป็นความเต็มใจที่จะช่วยเหลือ
    และให้บริการแก่ลูกค้าอย่างกระตือรือร้น



                             4.2.3 ความมั่นใจ (Assurance)
    เป็นการแสดงถึงความรู้ และมนุษย์สัมพันธ์ของผู้ให้บริการที่ทำให้ผู้ใช้บริการมีความเชื่อมั่นในบริการที่ได้รับ



                             4.2.4 ความเห็นใจ (การเข้าถึงจิตใจ) (Empathy) เป็นการดูแลเอาใจใส่
    และให้ความสนใจที่ผู้ให้บริการมีต่อผู้ใช้บริการ



                             4.2.5 ลักษณะทางกายภาพ
    (Tangibles) เป็นลักษณะที่ปรากฏให้เห็นหรือสิ่งที่สามารถจับต้องได้
    เช่น วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ อาคารสถานที่ บุคคล



                 5. การส่งเสริมการตลาด
    และการให้ความรู้กับลูกค้า
    (Promotion and education) เป็นกิจกรรมการสื่อสาร
    และการออกแบบสิ่งจูงใจเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า สำหรับให้บริการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง



                 6. พนักงาน (People) พนักงานผู้ให้บริการเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจบริการ
    พนักงานสามารถสร้างการรับรู้
    (Perception) เกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการให้กับลูกค้า
    กล่าวคือ
    ลูกค้ามักจะพิจารณาถึงคุณภาพการให้บริการจากการประเมินสิ่งที่เขารับรู้ในบริการ ที่ได้รับจากพนักงาน  ดังนั้นธุรกิจให้บริการที่ประสบความสำเร็จจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายในการวางแผนด้านกำลังคน
    การสรรหา การคัดเลือก การฝึกอบรม และพัฒนา และการจูงใจพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
    ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง  หรือพนักงานในสำนักงานที่ทำหน้าที่ด้านบริหาร
    และด้านอื่น ๆ ด้วย



                 7. ราคา
    และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของผู้ใช้บริการ
    (Price and other user outlays) เป็นค่าใช้จ่ายในรูปของเงิน เวลา และความพยายามที่เกิดขึ้นในการซื้อ
    และใช้บริการของลูกค้า



                 8. การสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ
    (Physical evidence) เป็นสิ่งจูงใจที่สามารถมองเห็นได้
    ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพในการให้บริการ



                 จากแนวคิดด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ได้นำเสนอไปนั้น
    ผู้วิจัยได้นำมาใช้ในการสร้างเครื่องมือ เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัย
    เรื่องทัศนคติด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ และความ
    พึงพอใจโดยรวมในการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว
    (แอลพีจี)
         



         



     



    6. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบริการ



                  ความหมายของการบริการได้มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของการบริการไว้ดังนี้



                 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน
    .. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของ คำว่า
    การบริการ หมายถึง การปฎิบัติรับใช้การให้ความสะดวกต่าง ๆ เช่น ให้บริการหรือใช้บริการ
    เป็นต้น



                  ฟิลิปส์ คอร์ตเลอร์ (Philip
    Kotler. 2000 : 428) ได้ให้ความหมายของการบริการไว้ว่า กิจกรรม
    หรือประโยชน์เชิงนามธรรมซึ่งฝ่ายหนึ่งได้เสนอเพื่อขายให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยผู้รับบริการไม่ได้ครอบครองการบริการนั้น
    ๆ อย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการให้บริการอาจจะให้ควบคู่ไปกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือไม่ก็ได้



                  จิตตินันท์ เดชะคุปต์ (2539
    : 8) ได้ให้ความหมายของการบริการว่า
    เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งของบุคคลหรือองค์กร
    เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลอื่น และก่อให้เกิดความพอใจในผลกระทำนั้น



                  สมิต สัชฌุกร (2546 : 13) ได้กล่าวไว้ว่า การบริการ หมายถึง การกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความช่วยเหลือ
    หรือการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น



                  สุมนา อยู่โพธิ์ (2544 :
    3) กล่าวถึง สมาคมการตลาดอเมริกัน ได้ให้ความหมายว่า การบริการ
    หมายถึง กิจกรรมประโยชน์หรือความพอใจ ซึ่งได้เสนอเพื่อขาย
    หรือกิจกรรมอื่นที่จัดขึ้นรวมกับการขายสินค้า



                 ศิริวรรณ เสรีรัตน์,
    ปริญลักษิตานนท์, ศุภร เสรีรัตน์ และองอาจ
    ปทะวานิช
    (2546 : 431) การบริการ หมายถึง
    ผลประโยชน์หรือความพึงพอใจ ที่สามารถตอบสนองความต้องการให้แก่ลูกค้าได้



                 จากความหมายของการบริการข้างต้น พอสรุปความได้ว่า การบริการ คือ
    กิจกรรมทั้งหลาย หรือประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งที่เอื้อประโยชน์
    หรือสนองความต้องการต่อกลุ่มเป้าหมายของตน เพื่อให้เกิดความพึงพอใจ



                 คำว่า
    การบริการในภาษาอังกฤษมักมีคำที่ใช้กันอยู่
    2 คำคือ “Service
    และ Hospitality”



                 คำว่า “Service”
    ถ้าแยกออกมาตามตัวอักษรแล้วให้ได้ความหมายของการบริการที่ดี
    สามารถแยกได้ดังนี้



            S = service mind   คือ การมีใจใฝบริการ ปรารถนาให้ผู้อื่นพึงพอใจและสุขใจ



           
    E = enthusiasm     คือ การมีความกระตือรือรนที่จะใหบริการ



           
    R = readiness   คือ การมีความพรอมทั้งบุคลากร และวัสดุอุปกรณที่จะใหบริการ



            V = value  คือ 
    การตระหนักถึงคุณคาในงานบริการที่ทําวาเปนงานที่มีประโยชน



    มีคุณคาและสามารถสรางความภาคภูมิใจใหกับชีวิตได



            I = interested     คือ มีความสนใจ ใสใจ
    ในงานบริการที่ทําดวยความเต็มใจ



            C = cleanliness  คือ ความสะอาด การบริการที่ดี
    อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ หรือพนักงานบริการตองมีความสะอาด



          
    E = endurance  คือ
    ความอดทนอดกลั้น งานบริการจะตองพบเจอกับบุคคลหลายประเภท ทั้งประเภทเฉย ๆ รอนรน
    จุกจิกจูจี้ขี้บน ผูใหบริการตองมีความอดทน 



           
    S = smile  คือ
    การยิ้มแยมแจมใสมีมิตรภาพตอผูมารับบริการทุกคนโดยทั่วหนาไมมีการแบ่งชั้นวรรณะใด
    ๆ ทั้งสิ้น



                   
    ประเภทของงานบริกา



                    สุมนา
    อยู่โพธิ์
    (2544 : 15 – 18) ได้กล่าวถึงการจำแนกประเภทการบริการตามระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่
    โดยแบ่งออกเป็น
    3 กลุ่มดังนี้



                 กลุ่มที่ 1 บริการที่มีกฎข้อบังคับมากที่สุด ได้แก่
    บริการเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ หรือสาธารณะ เช่น สาธารณูปโภค
    การเงิน การขนส่ง และการคมนาคม และในกลุ่มของการบริการเหล่านี้ กฎข้อบังคับต่าง ๆ
    ยังมีแตกต่างกันออกไป เมื่อเทียบกับ โทรศัพท์ โทรทัศน์ ไฟฟ้า แก๊ส ธนาคารพาณิช
    และบรรษัทเงินทุน



                 กลุ่มที่ 2 บริการที่มีกฎข้อบังคับรองลงมา ได้แก่
    บริการคนกลางเกี่ยวกับการบริการขายสินค้า และบริการทั่วไป โรงแรม โรงภาพยนตร์



                  กลุ่มที่ 3 บริการที่ไม่เกี่ยวข้องสาธารณชน กฎหมายไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ได้แก่
    บริการส่วนตัว บริการทางธุรกิจหรือบริการวิชาชีพ บริการซ่อมแซมทุกชนิด
    บริการกฎหมาย บริการแพทย์ บริการกีฬาอาชีพ



                   อย่างไรก็ตาม การเข้ามายุ่งเกี่ยวของรัฐเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับตลาดบริการ
    เมื่อเทียบกับการขายสินค้าโดยทั่วไป แต่
    SIC (Standard Industrial
    Classificaton) ได้จำแนกประเภทบริการต่าง ๆ ไว้ดังนี้



                1.
    การสื่อสาร (Communications) ได้แก่ โทรศัพท์
    โทรเลข วิทยุ โทรทัศน์ การแปลข่าว หรือส่งข่าวผ่านดาวเทียม                     



                2. ที่ปรึกษาและบริการทางธุรกิจ
    (Consulting and business facilitation) ได้แก่ ตัวแทนโฆษณา
    การเขียนโปสเตอร์ การเขียนโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ การโฆษณาตรงทางไปรษณีย์
    สำนักงานจัดหางาน ที่ปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ การวิจัยและแล็บ แสตมป์การค้า
    บริการเกี่ยวกับธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่จัดอยู่ในประเภทหนึ่งประเภทใดดังกล่าวนี้แล้ว



                 3. บริการการศึกษา (Educational)
    ได้แก่ โรงเรียน อนุบาล ประถม มัธยม อาชีวะวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
    บรรษัทเงินทุน สินเชื่อเพื่อการเกษตร สินเชื่อเพื่อการบริโภค



                 4. บริการการเงิน (Financial)
    ได้แก่ ธนาคารกลาง ธนาคารพาณิชย์ ตลาดหุ้น ธนาคารออมสิน
    บรรษัทเงินทุน สินเชื่อเพื่อการเกษตร สินเชื่อการบริโภค



                 5. บริการเพื่อสุขภาพ (Health)
    ได้แก่ คลินิก โปลีคลินิก คลินิกหมอฟัน โรงพยาบาล แล็บตรวจเลือด
    พยาธิ ปัสสวะ สถานบริการกายภาพบำบัด สถานบริการลดน้ำหนึกเพื่อสุขภาพ



                 6. บริการเกี่ยวกับครัวเรือน
    (Household operations) ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประภา บริการซักรีด
    ซ่อมแซมเครื่องไฟฟ้า ซ่อมเฟอร์นิเจอร์



                 7. บริการที่อยู่อาศัย
    (Housing) ได้แก่ อพาร์ตเม้นท์ ตัวแทนจัดหาบ้านเช่า โรงแรม
    บ้านจัดสรร บ้านพักตากอากาศ



                 8.
    บริการประกันภัย
    (Insurance)
    ได้แก่ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ประกันไฟฟ้า
    ประกันการเดินทาง



                 9. บริการส่วน ได้แก่
    ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม งานศพ



                 10. บริการกีฬาบันเทิง
    (Recreation) ได้แก่ ภาพยนตร์ ทั้งผู้สร้างและผู้จำหน่าย
    และโรงฉายละคร ผู้สร้างละครหรือจัดโชว์ต่าง ๆ สนามม้า สนามกีฬา พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก
    สวนสัตว์



                 11. บริการขนส่ง (Transportation)
    ได้แก่ รถไฟ รถเมล์ รถบรรทุก คลังสินค้า



    การขนส่งทางน้ำ
    การให้เช่ารถยนต์ บริการสถานที่จอดรถ สมาคมการกุศล



                 12. บริการอื่น ๆ (Miscellaneous)
    ได้แก่ สมาคมทางธุรกิจ สหบาลกรรมการ พรรคการเมือง องค์การศาสนา
    สมาคมการกุศล



                 วีระพงษ์  เฉลิมจิระรัตน์ (2542
    : 8) ได้แบ่งงานบริการออกเป็น 
    2  ประเภท
    ได้แก่                                           



                 1. การบริการโดยตรง
    เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือดำเนินการที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับบริการเฉพาะหน้า
    เช่น ขายของให้ หีบห่อให้ เป็นต้น



                 2.
    การบริการโดยทางอ้อม
    เป็นการดำเนินการที่เป็นประโยชน์โดยไม่สัมผัสเกี่ยวข้องกับผู้บริการโดยตรง
    แต่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์ โดยอาจไม่เคยพบเห็นผู้ให้บริการเลย เช่น
    คนออกแบบตกแต่งห้อง ให้บริการความสวยความงาม ประโยชน์ใช้สอยของห้อง
    แต่เราไม่รู้ว่าผู้ให้บริการเป็นใคร ผู้ให้บริการก็ไม่รู้ว่าผู้รับบริการเป็นใคร
    แต่มีการให้และการรับบริการระหว่างกัน



                  



                   ความสำคัญของธุรกิจการบริการ



                 การบริการเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่งในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน
    ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ถ้าหากไม่มีงานด้านบริการ
    หรือการให้ความช่วยเหลือความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า
    หรือผู้ใช้บริการก็จะทำให้ลูกค้า หรือผู้ใช้บริการไม่สนใจและไม่มาใช้บริการอีก
    หรือเปลี่ยนใจไปใช้บริการสินค้าหรือบริการของคู่แข่งขันได้



                 การบริการที่ดี  จะส่งผลให้ผู้รับบริการทีทัศนคติอันได้แก่
    ความคิดและความรู้สึกทั้งต่อตัวผู้ให้บริการและหน่วยงานที่ให้บริการเป็นไปในทางบวก
    คือความชื่นชอบ ความพึงพอใจมีดังนี้



                 1. มีความชื่นชมในตัวผู้ให้บริการ



                 2. มีความนิยมในหน่วยงานที่ให้บริการ



                 3. มีความระลึกถึงและยินดี
    มาขอรับบริการอีก



                 4. มีความประทับใจที่ดีไปอีกนานแสนนาน



                 5. มีการบอกกล่าวไปยังผู้อื่นแนะนำให้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น



                 6. มีความภักดีต่อหน่วยงานที่ให้บริการ



                 7. มีการพูดถึงผู้ให้บริการและหน่วยงานในทางที่ดี



                 การบริการที่ไม่ดี  จะส่งผลให้ผู้รับบริการมีทัศนคติทั้งต่อตัวผู้ให้บริการ
    และหน่วยงานที่ให้บริการเป็นไปในทางลบ มีความไม่ชอบ และความไม่พึงพอใจดังนี้



                 1. มีความรังเกียจตัวผู้ให้บริการ



                 2. มีความเสื่อมศรัทธาในหน่วยงานที่ให้บริการ



                 3. มีความผิดหวัง
    และไม่ยินดีมาใช้บริการอีก



                 4. มีความไม่ประทับใจ



                 5. มีการบอกกล่าวไปยังผู้อื่นไม่แนะนำให้มาใช้บริการอีก



                 6. มีการพูดถึงผู้ให้บริการและหน่วยงานในทางไม่ดี



     



                    ลักษณะของงานบริการ



                    การบริการเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมของบุคคลและสิ่งที่บุคคลได้กระทำขึ้น
    การบริการเป็นความรับผิดชอบของคน และสามารถแบ่งความรับผิดชอบกันไปในแต่ละด้าน
    ศิริวรรณ เสรีรัตน์
    ,
    ปริญลักษิตานนท์, ศุภร เสรีรัตน์ และองอาจ
    ปทะวานิช
    (2546, หน้า 432-434) ได้กล่าวถึงลักษณะของงานบริการของบุคลากรศูนย์บริการที่มีต่อลูกค้า
    จำแนกเป็นข้อได้ดังนี้



                 1. จับต้องไม่ได้ (Intangibility)
    เป็นลักษณะที่สำคัญของบริการซึ่งไม่สามารถมองเห็น รับรู้ รสชาติ
    รู้สึก ได้ยิน หรือได้กลิ่นก่อนที่จะซื้อสินค้า
    Armstrong and Kotler (อ้างถึงใน ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคนอื่น ๆ, 2546, หน้า
    432) ตัวอย่าง
    คนไข้ที่ไปหาจิตแพทย์ไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าตนจะรับบริการในรูปแบบใด
    ดังนั้นผู้ซื้อต้อง พยายามวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับคุณภาพ และประโยชน์จากการบริการที่เขาจะได้รับเพื่อลดความเสี่ยง
    และสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อ ในแง่ของสถานที่ตัวบุคคล
    เครื่องมือวัสดุที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร สัญลักษณ์ และราคา
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ขายบริการจะต้องจัดหาเพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น



                   1.1 สถานที่ (Place)
    ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่น และความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อ
    เช่น ธนาคารต้องมีสถานที่กว้างขวาง ออกแบบให้เกิดความคล่องตัวแก่ผู้มาติดต่อ
    มีที่นั่งเพียงพอ มีบรรยากาศที่จะสร้างความรู้สึกที่ดี รวมทั้งเสียงดนตรีเบา ๆ ประกอบ



                  
    1.2 บุคคล (People) พนักงานที่ให้บริการต้องมีการแต่งตัวที่เหมาะสม
    บุคลิกดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ
    และเกิดความเชื่อมั่นว่าบริการที่ซื้อจะดีด้วย



                  
    1.3  เครื่องมืออุปกรณ์
    (Equipment) อุปกรณ์ภายในสำนักงานจะต้องทันสมัย
    มีประสิทธิภาพ มีการให้บริการที่รวดเร็ว เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ



                   1.4 สัญลักษณ์ (Symbols)
    คือ ชื่อตราสินค้า หรือเครื่องหมายตราสินค้าที่ใช้ในการให้บริการ
    เพื่อให้ผู้บริโภคเรียกชื่อได้ถูก
    ควรสื่อถึงความหมายที่ดีเกี่ยวกับบริการที่เสนอขาย เช่น สถาบันเสริมความงาม



                  
    1.5 ราคา (Price) การกำหนดราคาการสให้บริการ
    ควรมีความเหมาะสมกับระดับการให้บริการชัดเจน
    และง่ายต่อการจำแนกระดับบริการที่แตกต่างกัน



                 2. แบ่งแยกไม่ได้ (Inseparability)
    เป็นลักษณะที่สำคัญของการบริการซึ่งมีการผลิต
    และบริโภคในเวลาเดียวกัน และไม่สามารถแบ่งแยกบริการจากผู้ให้บริการได้
    ไม่ว่าผู้ให้บริการจะเป็นบุคคลหรือเครื่องจักรก็ตาม กล่าวคือ
    ผู้ขายหนึ่งรายสามารถให้บริการลูกค้าในขณะนั้นได้หนึ่งรายเนื่องจากผู้ขายแต่ละรายมีลักษณะเฉพาะตัว
    ไม่สามารถให้คนอื่นให้บริการแทนได้ เพราะต้องผลิตและบริโภคในเวลาเดียวกัน
    ทำให้การบริการมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา



                 กลยุทธ์การให้บริการเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเวลา
    โดยกำหนดมาตรฐานด้านเวลาการให้บริการที่รวดเร็วเพื่อที่จะให้บริการได้มากขึ้น  หรือจัดลูกค้าในรูปของกลุ่มเล็กแทนการให้บริการรายบุคคล
    หรือให้เครื่องมือต่าง ๆ เข้าช่วย



                 3. ความผันแปรหรือไม่แน่นอน
    (Variability หรือ Service variability) เป็นลักษณะที่สำคัญของบริการ ซึ่งคุณภาพจะผันแปรโดยขึ้นกับผู้ที่ให้บริการ
    และขึ้นกับว่าเป็นการให้บริการเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร
    ผู้ซื้อจะต้องรู้ถึงความไม่แน่นอนในการบริการ และสอบถามผู้อื่นก่อนที่จะเลือกรับบริการ



                 การควบคุมคุณภาพในการให้บริการของผู้ขายบริการ
    สามารถทำได้
    2 ขั้นตอนคือ



                   3.1 ตรวจสอบ คัดเลือก
    และฝึกอบรมพนักงานที่ให้บริการ รวมทั้งมนุษย์สัมพันธ์ของพนักงานที่ให้บริการ



                  
    3.2 ต้องสร้างความพอใจให้ลูกค้า
    โดยการรับฟังคำแนะนำและข้อเสนอแนะของลูกค้า การสำรวจข้อมูลลูกค้า
    และการเปรียบเทียบ เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ในการแก้ไขปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น



                 4. ไม่สามารถเก็บไว้ได้
    (Perish ability) เป็นลักษณะของบริการซึ่งจะมีอยู่ในช่วงสั้นและไม่สามารถเก็บไว้ได้
    หรือเป็นลักษณะที่สำคัญของการบริการ ซึ่งไม่สามารถผลิตเก็บไว้เพื่อขายหรือใช้ในภายหลังได้
    บริการไม่สามารถเก็บไว้เหมือนสินค้าอื่น ถ้าความต้องการมีสม่ำเสมอ
    การให้บริการก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าลักษณะความต้องการไม่แน่นอนจะทำให้เกิดปัญหาคือ
    ให้บริการไม่ทันหรือไม่มีลูกค้า



                 กลยุทธ์การตลาดที่นำมาใช้เพื่อปรับความต้องการให้สม่ำเสมอ
    และปรับการให้บริการไม่ให้เกิดปัญหามากหรือน้อยเกินไป มีดังนี้



                 4.1 กลยุทธ์เพื่อปรับความต้องการซื้อ
    (Demand) ดังนี้



                  การตั้งราคาให้แตกต่างกัน
    (Differential pricing) เพื่อปรับความต้องการซื้อให้สม่ำเสมอ
    กล่าวคือ การตั้งราคาสูงในช่วงความต้องการซื้อมาก
    และตั้งราคาต่ำในช่วงความต้องการซื้อน้อย



                  กระตุ้นความต้องการซื้อในช่วงทีมีความต้องการซื้อน้อย
    (Non-Peak demand can be cultivated) โดยจัดกิจกรรมลดราคา
    และส่งเสริมการขาย



                  การให้บริการเสริม (Complementary
    services) ใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติ ระบบบัตรคิว
    หรือเครื่องมืออำนวยความสะดวกเบื้องต้น



                   
    4.2 กลยุทธ์เพื่อปรับการให้บริการเสนอขาย (Supply) ดังนี้



                  
        4.2.1 เพิ่มพนักงานชั่วคราว
    (Part-time employees) ในช่วงที่ลูกค้ามาก  



                       4.2.2 การกำหนดวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพในช่วงที่ลูกค้ามาก
    (Peak-time efficiency routines)



                      4.2.3
    ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการให้บริการ (Increased consumer
    participation)



                  
       4.2.4 การให้บริการร่วมกันระหว่างผู้ขาย
    (Shared services)



                  
       4.2.5 การขายสิ่งอำนวยความสะดวกในอนาคต
    (Facilites for future expansion)



    การขยายพื้นที่การให้บริการ
    หรือการเพิ่มสาขาให้มากขึ้น



                 การบริหารงานบริการมีผู้บริหารสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดทุกด้านตามแนวคิดของสมิต  สัชณุกร (2543, หน้า 17-21)
        ได้กล่าวถึงการพิจารณาลักษณะของการบริการออกได้ดังนี้



                 1. เป็นพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกต่อผู้อื่น
    พฤติกรรมโดยทั่วไปจะเห็นได้จากการกระทำ การบริการจะมีการแสดงออกในลักษณะของสีหน้า
    แววตา กิริยาท่าทาง คำพูดและน้ำเสียง การแสดงพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็นจะเกิดผลได้ทันที
    เกิดผลขึ้นได้ตลอดเวลา และแปรผลได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นลักษณะเฉพาะของการบริการ



                 2. เป็นการกระทำที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิด
    และจิตใจ
    การบริการเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับความคิดของผู้ให้บริการซึ่งจะแสดงถึงอารมณ์
    ความรู้สึก ความเชื่อ ความปรารถนา และค่านิยม
    ถ้าสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิด และจิตใจที่ดีก็ย่อมจะมีผลต่อการบริการที่ดีตามไปด้วย



                 3.
    เป็นสิ่งที่บุคคลได้กระทำขึ้นอันเชื่อมโยงถึงผลประโยชน์ของผู้รับบริการ
    การบริการเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนเป็นผู้ให้บริการ และต้องการคนเป็นส่วนสำคัญ
    ในการสร้างบริการที่ดี เพราะกิจกรรมใด ๆ เกี่ยวกับการบริการคนจะต้องมีงบมีส่วนสัมพันธ์ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับบริการ
    เป็นผู้ดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ



                 งานสำนักงาน
    โดยลักษณะของงานก็เป็นงานบริการ ให้การสนับสนุน การปฏิบัติการ
    (Operation
    support) ทั้งในด้านงานภายนอก
    และด้านภายในเพื่อสนับสนุนให้งานของฝ่ายต่าง ๆ บรรลุผล
    งานสำนักงานเป็นส่วนสำคัญที่จะให้บริการติดต่อสื่อสาร งานเอกสาร โต้ตอบ
    การรับเรื่อง และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน



                 งานต้อนรับ
    เป็นงานที่สร้างความรู้สึกประทับใจ
    เมื่อมีผู้มาติดต่อเกี่ยวข้องด้วยให้เกิดความอบอุ่น และชุ่มฉ่ำ
    การต้อนรับเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการโดยตรง
    เพราะจะต้องให้การช่วยเหลือด้วยความจริงใจนับตั้งแต่การทักทาย
    การกล่าวคำต้อนรับและการให้คำแนะนำชี้แจง ตอบข้อซักถามแก่ผู้มาติดต่อหรือลูกค้า
    ซึ่งจะต้องแสดงออกด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม



     



                 งานขาย จะต้องมีการให้บริการ
    3 ระยะ ได้แก่



                 ระยะที่ 1 บริการก่อนการขาย
    เป็นงานที่จะทำให้การขายเกิดขึ้นได้จะต้องสนองความต้องการของลูกค้า
    โดยการแจ้งให้รู้ว่ามีสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการแล้ว นั่นคือ
    การให้บริการข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่งอาจเป็นผลิตภัณฑ์
    (Product)
    หรือบริการ (Service) ที่จะเสนอขายให้แก่ลูกค้า
    เช่น การโฆษณาให้ลูกค้ารู้ว่าจะมีสินค้าใดนำเข้าสู่ตลาด จะวางตลาดเมื่อใด
    จะซื้อหรือจองต้องติดต่ออย่างไร วันเวลา และสถานที่ใด
    เป็นการให้ลูกค้ารู้แหล่งซื้อเพื่อความสะดวก
    นอกจากนั้นอาจเป็นการโฆษณาสรรพคุณของสินค้า หรือประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ
    เพื่อลูกค้าได้มีโอกาสเลือกและตัดสินใจซื้อสินค้า การนำสินค้าออกขายตรง
    หรือวางตลาดก็เป็นการบริการที่ให้ความสะดวก นำสินค้าไปเสนอให้ลูกค้ามีโอกาสได้เห็น
    ได้สัมผัสหรือทดลองใช้เพื่อตัดสินใจ เป็นต้น



                 ระยะที่ 2 บริการระหว่างการขายเป็นงานที่จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ
    ทั้งนี้อาจเป็นการให้บริการในการตอบข้อซักถามหรืออธิบายตามที่ลูกค้าต้องการ
    การสาธิตการใช้สินค้า การให้คำแนะนำ รายละเอียดที่สำคัญ และจำเป็นแก่ลูกค้า
    ซึ่งเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นการให้ประโยชน์แก่ลูกค้า และบริษัทก็ได้รับประโยชน์ คือ
    การขายสินค้าได้ เพราะเป็นการกระตุ้นเร้าให้การขายเกิดขึ้น



                 ระยะที่ 3 บริการภายหลังการขาย เป็นงานที่ช่วยให้เกิดการขายซ้ำ (Repeated
    sale) มีคำกล่าวเกี่ยวกับการบริการภายหลังการขายว่า “ การขายที่แท้จริงได้เกิดขึ้นแล้วภายหลังให้บริการหลังการขาย
    ” ซึ่งหมายถึงหากว่าการให้บริการหลังการขายทำได้ดีเป็นที่พอใจของลูกค้า
    ก็จำทำให้ลูกค้ากลายเป็นลูกค้าประจำ
    (Client) และอาจเป็นลูกค้าที่ภักดี
    (Ioyalth customer) ตลอดไปตราบเท่าที่งานบริการของบริษัทคงรักษาคุณภาภาพ
    เช่น เดิมยังมีคนอีกจำนวนมากไม่เข้าใจว่าให้บริการหลังการขายได้แก่ การหีบห่อ
    การขนส่ง การกองเก็บ การติดตั้ง การติดตาม และการตรวจสอบการใช้งาน การตรวจเยี่ยม
    การช่วยแก้ปัญหา และการซ่อมบำรุง
    แต่ที่จริงแล้วการบริการภายหลังการขายสามารถทำได้หลายประการ
    เพียงแต่ให้มีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ทำให้ลูกค้าพอใจ
    หรือสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในรูปที่เหมาะสม



                 จากการสำรวจการให้บริการหลังการขายพบว่า
    มีวิธีบริการหลายวิธีที่ช่วยรักษาลูกค้าเดิม และเพิ่มลูกค้าใหม่ด้วยการปฏิบัติในลักษณะและรูปแบบที่น่ายึดถือเป็นแนวทาง
    หรือเลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทธุรกิจ ดังต่อไปนี้



                 1. ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในด้านการจัดการ



                 2. ช่วยตรวจแก้ข้อขัดข้องให้แก่ลูกค้า



                 3. ให้ข้อคิดเห็นวิเคราะห์ต้นทุน
    และผลตอบแทนของธุรกิจ



                 4. ให้คำปรึกษาและข้อควรระวังในการใช้



                 5. ให้คำแนะนำในขณะติดตั้งสินค้า



                 6. เข้าพบลูกค้าทันทีที่ได้รับแจ้งว่าสินค้ามีปัญหา



                 7. ให้ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานจริง



                 8. ติดตามตรวจสอบการใช้วงเงินสินเชื่อ



                 9. ติดตามผลการบริการของพนักงานขาย



                 10.ติดตามผลการใช้สินค้าหรือการซ่อมบำรุง



                 11.ติดตามงานการขนส่งสินค้า



                 12.สร้างความสัมพันธ์
    และไมตรีจิตด้วยการส่ง ส
    ..
    หรือของขวัญเล็กๆน้อยๆในเทศกาลต่าง ๆ



                 13.ติดตามเอกสารให้ลูกค้า
    เช่น ป้ายทะเบียน ใบรับประกัน



                 14.ช่วยเช็คสินค้าไม่ให้ขาด



                 15.ให้บริการด้านวิชาการตามที่ลูกค้าขอร้อง



                 16.พูดเยี่ยมเยียนทางโทรศัพท์ตามความเหมาะสม



                 17.เยี่ยมตามโอกาสหรือในวันเทศกาล



                 18.ตอบข้อซักถามเมื่อพนักงานขายไม่อยู่



                 19.แนะนำผลการวิจัยตลาดให้ลูกค้า



                 20.ให้ข้อมูลที่ดีแก่แผนกต่าง
    ๆ ด้วยความเต็มใจ



                 สรุป ประเภทของงานบริการที่แบ่งตามลักษณะของงานบริการ
    และตามประเภทของสินค้าขององค์การที่จัดการบริการไว้สำหรับลูกค้า
    กล่าวตามลักษณะใหญ่ ๆ ได้
    2 แบบ คือ ลักษณะที่หนึ่ง
    การให้บริการที่มีกฎระเบียบข้อบังคับ สำหรับคนกลุ่มใหญ่ เช่น บริการส่วนสาธารณะ
    แบบที่สองการให้บริการแบบธุรกิจบริการซื้อและขายสินค้า ทั้งที่เป็นแบบจับต้องได้
    และจับต้องไม่ได้ ซึ่งการบริการทั้งสอบแบบจะต้องมีการให้และรับบริการ
    โดยมีเป้าหมายอันเดียวกัน



     



             



    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง



    ระพิณพงษ์
    ชัยสุข
    (2542) ได้ศึกษาเรื่องพฤติกรรมการเลือกบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ในอำเภอเมือง
    จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้แบบสอบถามจำนวน

    410 ชุด ใช้สมการถดถอย



    (Regression
    Analysis) เทคนิคการถดถอยกำลังสองที่น้อยที่สุด (Ordinary Least Square
    : OLS) และค่าเฉลี่ยร้อยละ ในการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว
    ส่วนใหญ่ใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน ปตท
    . หากราคาน้ำมันยี่ห้ออื่นปรับลดลงอย่างน้อย
    25 สตางค์ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 43 จะเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้อที่ราคาถูกกว่าทันที
    แบบสอบถามที่นิยมใช้บริการสถานีบริการที่อยู่ติดถนนใหญ่ เข้า
    -ออกสะดวก โดยไม่เจาะจงสถานี ส่วนใหญ่จะเติมน้ำมัน 4-6 ครั้งต่อเดือน เติมน้ำมันครั้งละ 201- 400 บาท ส่วนใหญ่ชำระด้วยเงินสด สิ่งที่กระตุ้นทางการตลาดหรือส่วนประสมการตลาด
    ด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าน้ำมันมีความแตกต่างตามยี่ห้อ โดยส่วนใหญ่มีความเชื่อถือผลิตภัณฑ์น้ำมันของปตท
    .
    มากที่สุด ด้านราคาผู้ตอบแบบสอบถาม ให้ความสำคัญกับราคาที่ต่ำกว่าของน้ำมันแต่ละยี่ห้อเป็นอันดับแรก
    ในด้านการจัดจำหน่าย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับทำเลที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมันคือควรอยู่ติดถนนใหญ่
    เข้าออกได้สะดวก โดยควรห่างจากบ้านหรือที่ทำงานไม่ต่ำกว่า
    5 กิโลเมตร และเป็นสถานีที่มีพนักงานบริการสุภาพและรวดเร็ว ด้านการส่งเสริมการตลาดพบว่า
    ไม่มีผลต่อการเลือกใช้สถานีบริการน้ำมัน



    นริศา
    ธรรมอุปกรณ์
    (2544) ได้ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการใช้น้ำมันเบนซินออกเทน 95และออกเทน 91 : กรณีศึกษาของผู้ใช้รถยนต์ของกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานครพบว่า
    ผู้ใช้รถยนต์ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนเหมาะสมตรงตามค่าออกเทนที่เป็นความต้องการของรถยนต์
    อันเนื่องมาจากการรณรงค์ให้ประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
    รถยนต์ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ประจำมากที่สุดเป็นรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน

    91 รองลงมาเป็นน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน 95 ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับรถยนต์
    กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ทราบว่ารถยนต์ของตนเองสามารถใช้น้ำมันเบนซินค่าออกเทน

    95 หรือออกเทน 91 และเลือกใช้น้ำมันเบนซินยี่ห้อ
    ปตท
    . มากที่สุด



    ธง
    จงสกุลศิริ
    (2545) ได้ศึกษาเรื่องทัศนคติของผู้ใช้รถยนต์ในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ต่อการประหยัดพลังงานในการเดินทางโดยรถยนต์ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะมีความถี่ในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง 4 ครั้งต่อเดือน โดยจะเติมครั้งละประมาณ 1,500 บาท และจะเติมน้ำมันเบนซิน 91 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
    และเข้าใจว่าเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวมากที่สุดและช่วยชาติลดการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิง
    ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม



    ธีระชัย
    วาสนาสมสกุล
    (2545) ได้ศึกษาเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคน้ำมันไบโอดีเซลในจังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเป็นเพศชาย
    อายุระหว่าง
    34–41 ปี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่
    3,001 – 6,000 บาท มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและอาศัยอยู่ในเขตกิ่งอำเภอ ดอยหล่อ
    ในส่วนของความรู้ความเข้าใจ ผู้ตอบแบบสอบถามได้รับความรู้เรื่องน้ำมันไบโอดีเซลว่า
    มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป และจะช่วยให้มีต้นทุนด้านการขนส่ง ที่ลดลงได้จากสถานีบริการน้ำมันเป็นส่วนใหญ่
    แต่ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดไม่ทราบว่ามีสถานีบริการน้ำมันไบโอดีเซลจำนวนกี่แห่งในจังหวัดเชียงใหม่และตั้งอยู่ที่ใดบ้าง
    ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัจจัยทางด้านคุณภาพ และราคาของน้ำมันไบโอดีเซลมากที่สุดในการเลือกใช้
    ในด้านการจัดจำหน่าย ให้ความสำคัญมากในเรื่องการมีอู่ซ่อมรถ ปะยาง ล้างรถซึ่งตั้งภายในสถานีบริการ
    ในด้านการส่งเสริมการตลาด ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากในเรื่องการให้บริการอื่น
    ๆ เช่น ล้างรถ เติมลมยางหรือน้ำ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการใช้พบว่าเครื่องยนต์จะเกิดการขัดข้อง
    เดินสะดุด อีกทั้งราคาขายก็ไม่ต่างจากน้ำมันดีเซลธรรมดามากนักและมีสถานีบริการน้ำมันไบโอดีเซลน้อย
    ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในด้านพฤติกรรมผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความถี่ในการเติมน้ำมัน

    3 – 4 ครั้งต่อเดือน เติมครั้งละ 201 – 600 บาทสถานีบริการที่ผู้ตอบแบบสอบถามไปใช้มากที่สุดคือ
    สถานีบริการน้ำมันไบโอดีเซลอาเขต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่าคุณภาพของน้ำมันดีเซลทั่วไปดีกว่าน้ำมันไบโอดีเซล
    และผู้ที่เคยใช้น้ำมันไบโอดีเซลแล้วส่วนใหญ่จะไม่ใช้อีกต่อไป



    พิษณุ นุธรรมโชติ (2545) ได้ศึกษาเรื่องทัศนคติของผู้ใช้รถยนต์ในอำเภอเมือง
    จังหวัด



    เชียงใหม่ที่มีต่อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเครื่องยนต์ดีเซล
    ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วน



    ใหญ่มีอายุระหว่าง 31-40 ปี มีอาชีพเป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจมากที่สุด
    มีรายได้เฉลี่ยต่อ



    เดือนอยู่ในช่วงระหว่าง 5,001 – 15,000 บาท มากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็น



    ระดับเห็นด้วยมากเกี่ยวกับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่
    ที่มีเสียงเงียบลงและมีควันดำน้อย มีความทนทาน มีความนุ่มนวลในการขับขี่ อัตราเร่งในการออกตัวดีขึ้น
    ใช้ความเร็วได้สูง ประหยัดรายจ่ายด้านค่าน้ำมัน มีหลายระดับราคาให้เลือก ราคาคุ้มค่าและส่วนใหญ่ราคาขายต่อไม่ตก
    อนาคตอาจมีราคาสูงขึ้น หาซื้อไดง่าย มีศูนย์บริการอยู่ทั่วไป ในด้านความชอบนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่
    มีความชอบรถยนต์ดีเซลโดยรวมในระดับ
    ปานกลางและในด้านแนวโน้มการก่อพฤติกรรมพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนน้อยเท่านั้นที่จะซื้อรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล
    แน่นอน



    พรเพ็ญ
    เลิศทัศนวงศ์
    (2546) ได้ศึกษาเรื่องทัศนคติที่มีต่อพลังงานทดแทน (เอทานอล) ซึ่ง



    เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ของผู้บริโภคในจังหวัดสมุทรสาคร
    โดยใช้แบบสอบถามจำนวน
    372 ชุดวิเคราะห์โดยใช้ค่าวามถี่
    ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบความสัมพันธ์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม



    ส่วนใหญ่เป็นชาย
    อายุเฉลี่ยระหว่าง
    26-35 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ
    10,001-15,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท
    ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานทดแทน
    (เอทานอล) ทราบเพียงว่าใช้แทนน้ำมันเบนซินได้และมีจำหน่ายเฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร
    ผู้ตอบแบบสอบถามมีความรู้สึกต่อพลังงานทดแทน
    (เอทานอล)
    ต่อเรื่องต่าง ๆ ในระดับปานกลาง ยกเว้นเรื่องราคามีความเห็นด้วยมากที่ราคาควรต่ำกว่าน้ำมันเบนซินออกเทน
    91 ด้านพฤติกรรม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังไม่แน่ใจในการใช้พลังงานทดแทน
    (เอทานอล) โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการเติมพลังงานทดแทน(เอทานอล) จากสถานีบริการของปตท. และส่วนใหญ่ไม่แน่ใจในการแนะนำพลังงานทดแทน(เอทานอล)
    เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ไปยังบุคคลอื่นที่รู้จัก จากผลการศึกษาความสัมพันธ์ของทัศนคติกับปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า
    ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งชายและหญิงทราบว่ามีการรณรงค์ให้ใช้พลังงานทดแทน
    (เอทานอล) โดยผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปและผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจพนักงานบริษัท
    ที่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อพลังงานทดแทน
    (เอทานอล)
    ว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้แทนน้ำมันเบนซินได้ โดยพนักงานบริษัทมีแนวโน้มที่จะใช้พลังงานทดแทน
    (เอทานอล) หากมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซิน



    ศิริพร
    เสรีภาพงศ์
    (2548) ได้ศึกษาเรื่อง กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ก๊าซธรรมชาติในโครงการแท็กซี่ใช้ก๊าซธรรมชาติ
    พบว่า จากการศึกษาคนขับแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการแท็กซี่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ของ บริษัท
    ปตท
    . จำกัด (มหาชน) ส่วนใหญ่ขับรถในระยะทางประมาณ200-400 กิโลเมตรต่อวัน ทำให้ต้องเติมก๊าซธรรมชาติ 2-3 ครั้ง
    เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่บรรจุเต็มถังวิ่งได้ระยะทางประมาณ
    160-180 กิโลเมตรเท่านั้น และสถานีบริการมีน้อยทำให้ต้องรอใช้บริการเป็นเวลานานและยุ่งยากในการเดินทาง
    กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงยอมรับระดับราคาของก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ในระดับราคาที่สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีระดับศึกษาต่ำกว่าอาจจะเกิดจากผู้ที่มีการศึกษาสูงจะให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นของก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์นอกจากระดับราคามากกว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า
    จุดเด่นของของก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์คือ ประหยัด รองลงมาคือสะอาด ปลอดภัย และเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงได้สองชนิด
    จุดด้อยที่สำคัญคือถังบรรจุก๊าซ รองลงมาเป็นสถานีบริการ และสมรรถนะของเครื่องยนต์



    ภูมิเผ่า
    สำราญคง
    (2550) ได้ศึกษา ทัศนคติของผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีต่อการใช้ก๊าซแอลพีจีผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีอายุ
    42–49 ปี สถานภาพสมรส มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ มีรายได้เฉลี่ย 10,001-20,000 บาทต่อเดือนด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ก๊าซแอลพีจี
    ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับก๊าซแอลพีจีจากเพื่อน ญาติ คนรู้จัก และมีความรู้ความเข้าใจระดับ

    มากที่สุดในประเด็น เมื่อติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจีแล้ว
    ต้องแจ้งจดทะเบียนใช้ก๊าซแอลพีจีกับกรมการขนส่งจังหวัดด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ก๊าซแอลพีจีตามลักษณะของส่วนประสมการตลาดพบว่าด้านผลิตภัณฑ์
    ปัจจัยย่อยที่เห็นด้วยมีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุดคือ การใช้ก๊าซแอลพีจีประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น
    ด้านราคา ปัจจัยย่อยที่เห็นด้วยมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ การใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเติมเชื้อเพลิง
    ด้านการจัดจำหน่าย ปัจจัยย่อยที่เห็นด้วยมี



    ค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ
    สถานีบริการก๊าซไปมาสะดวก ด้านการส่งเสริมการตลาด ปัจจัยย่อยที่เห็นด้วยมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ
    สถานีบริการก๊าซควรจัดให้มีบริการเสริม เช่น ร้านสะดวกซื้อ เติมลม ล้างรถ



    เมื่อทำการเปรียบเทียบก่อนและหลังติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจี
    ในด้านสมรรถนะของครื่องยนต์ และประสิทธิภาพของการเผาไหม้เชื้อเพลิง ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นว่า
    ไม่แตกต่างกันในด้านความรู้สึกปลอดภัยผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นว่าก่อนติดตั้ง
    ปลอดภัยมากกว่าส่วนในด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง
    มีความคิดเห็นว่าหลังติดตั้ง
    ประหยัดมากกว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ทราบว่ารถยนต์ของตนติดตั้งก๊าซในระบบใด โดยนิยมติดตั้งระบบดูดแบบคงที่
    (Fix Mixer) มีขนาดถังบรรจุก๊าซ 58 ลิตร มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง 10,001-20,000 บาท โดยในแต่ละเดือนเติมก๊าซแอลพีจี
    3-4 ครั้ง โดยนิยมเติมเวลา 17.01-20.00 .
    ในวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์)
    มีค่าใช้จ่ายในการเติมก๊าซแอลพีจี 1,001-1,500 บาทต่อเดือน อีกเหตุผลหลักในการเลือกใช้บริการในสถานีบริการก๊าซแอลพีจี คือ
    เป็นทางผ่านไป
    -กลับที่ทำงาน หรือที่บ้านพักส่วนสถานที่ที่ต้องการให้มีการตั้งสถานีบริการก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้น
    คือ ถนนสายเชียงใหม่
    -หางดง โดยจะใช้ก๊าซแอลพีจีต่อไปแน่นอนและจะแนะนำให้ผู้อื่นติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจี



    ด้านปัญหาที่พบในการใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์
    พบปัญหาในระดับน้อยในด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และด้านการจัดจำหน่าย ส่วนด้านการส่งเสริมการตลาด
    พบปัญหามากที่สุดคือ การส่งเสริมการขายด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การแจกของแถม การแจกคูปองเมื่อเติมก๊าซ
    มีน้อย



              1. ธีระศักดิ์
    กอบนวรักษ์ (2543
    :
    บทคัทย่อ) ศึกษาเรื่องความคิดเห็น คนกรุงเทพมหานครในการเปลี่ยนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการใช้ก๊าซธรรมชาติ
    เอ็น.จี.วี ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเขตกรุงเทพมหานคร
    โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจและความสนใจของผู้ใช้รถยนต์นั้งส่วนบุคคลในเขตกรุงเทพมหานคร
    ที่จะเปลี่ยนจากน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ก๊าซ เอ็น.จี.วี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษามีจำนวน
    150 คนซึ่งผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถาม ในการเก็บข้อมูล ซึ่งครอบคลุมในด้าน ความคิด
    ปัญหาและอุปสรรค์ ความคาดหวังและผลประโยชน์ ผลจากการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ
    เกี่ยวกับการเปลี่ยนจากน้ำมันเชื้อเพลิงมาเป็น ก๊าซ เอ็น.จี.วี
    แต่หลังจากทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วผู้ตอบแบบสอบถามเห็นความสำคัญในการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซ
    เอ็น.จี.วี แต่ผู้ตอบเห็นว่าปัญหาและอุปสรรค์ที่สำคัญที่ส่งผลต่อความพอใจในการเปลี่ยนมาใช้
    ก๊าซ เอ็น.จี.วี คือสถานีเติมก๊าซ เอ็น.จี.วี ของในกลุ่มตัวอย่างคือการประหยัดค่าใช้จ่ายการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและการรักษาสิ่งแวดล้อม
    ข้อเสนอแนะของกลุ่มตัวอย่างคือ การเพิ่มสถานีบริการเติมก๊าซ ให้มากขึ้นการลดราคาอุปกรณ์ติดตั้ง
    ก๊าซ เอ็น.จี.วี สำหรับกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั่วไป
    และการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน   



         
    2. พรพรรณ ศรีสุทธาวิทย์ (2544
    : บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมการใชน้ำมันเบนซินออกเทน
    91 ของผู้ใช้รถนั้งส่วนบุคคลในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาทัศนคติและ
    การใช้น้ำมันออกเทน 91 ของผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเขตกรุงเทพมหานครโดยใช้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน
    200 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้น้ำมันออกเทน 91
    ให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีผลด้านราคาของน้ำมันมากที่สุด และส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาที่เกิดจาการใช้ออกเทน
    91 แต่กลุ่มที่มีปัญหาที่เกิดจากการน้ำมันออกเทน 91 นั้น
    ระบุว่าส่งผลกระทบต่ออัตราเร่งซึ่งทำให้ความแรงของรถยนต์ลดลงกลุ่มที่ไม่ใช้น้ำมันออกเทน
    91 มีความเชื่อว่าจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์และในการทบสอบสมมติฐานพบว่า
    ยอมรับว่าเพศ อายุ สถานภาพการศึดา อาชีพ รายได้
    ไม่มีความสัมพันธ์กันพฤติกรรมการใช้น้ำมันออกเทน 91 และเพศ อายุ สถานะภาพ การศึกษา
    อาชีพ ไม่มีคำว่าสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้น้ำมันออกเทน 91
    โดยข้อเสนอแนะของผู้ใช้รถยนต์นั้งสว่นบุคคลในเขตกรุงเทพมหานครคือ ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    มีการพัฒนาการตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันออกเทน 91 ให้มีระดับเทียบเท่ากับมาตรฐานสากล
    เน้นการรณรงค์
    เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องทางสือหลากหลายประเภทให้มากทีสุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและเป็นการประหยัดพลังงาน
    รวมถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า



      
       3. บรรจง ฉัตรเงินงาม (2548
    : บทคัดย่อ) ศึกษาเรื่องปัจจัยของความพึงพอใจที่มีผลต่อการใช้แก๊สโซโฮล์ของผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเขตกรุงเทพมหานครโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีต่อการเลือกใช้น้ำมันก๊าซโซฮอล์ของผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประชากรศาสตร์
    ที่มีผลต่อปัจจัยที่ทำให้ความพึงพอใจในการใช้น้ำมันก๊าซโซฮอล์ ความรู้ที่มีต่อ
    ปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในการใช้ก๊าซโซฮอล์และมีปัจจัยอะไรบางที่ทำให้เกิดความพึงพอใจที่มีผลต่อการเลือกใช้น้ำมันก๊าซโซฮอล์
    โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้มี จำนวน 215 ตัวอย่าง
    จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป พบว่าในกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย
    ร้อยละ 60.47 โดยอายุส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ที่ 31-40 ปี ร้อยละ 47.44 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ
    พนักงานเอกชน ร้อยละ 67.91 ระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี ร้อยละ
    61.92 โดยรายได้โดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 10,001
    20,000
    บาท ร้อยละ 49.29 ประสบการในการขับขี่รถยนต์ มากกว่า 5 ปี มีจำนวนถึงประมาณ ร้อยละ
    68 และรถยนต์ที่ใช้งาน มีอายุระหว่าง 5
    10
    ปีมากที่สุดร้อยละ 48.84 ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับก๊าซโซฮอล์ในด้านต่างๆ ปรากฏว่า
    คะแนนส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 - 5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน  ซึ่งคิดเป็นร้อยละประมาณ 50
    ซึ่งถือว่าค่อนข้างมีความรู้ ในเรื่องก๊าซโซฮอล์ค่อนข้างต่ำ ในส่วนของความพึงพอใจในการใช้ก๊าซโซฮอล์ในด้านต่างๆ
    พบว่าหัวข้อที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในการใช้ก๊าซโซฮอล์ในเรื่องของ การช่วยประเทศประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นอันดับแรก
    ด้วยความพึงพอใจเฉลี่ยอยู่ที่ 3.76
    ในส่วนของปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจเฉลี่ยอยู่ที่ 2.73
    และพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามจะใช้ ก๊าซโซฮอล์ร้อยละ 29.66 และใช้ ก๊าซโซฮอล์ สลับกับน้ำมันเบนซินออกเทน
    95 ร้อยละ 40.34
    นอกจากนี้จากผลการวิจัยพบว่าลักษณะทางประชากรไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของก๊าซโซฮอล์ในด้านต่างๆ
    รวมถึงความพึงพอใจในการใช้ก๊าซโซฮอล์ในด้านต่างๆ
    ไม่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มในการใช้โซฮอล์ของผู้ตอบแบบสอบถาม



      ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับพลังงานทดแทน



             การศึกษาของ
    มิลและชลิช
    (F.Mills and
    Schleich, 2009)
    เรื่อง
    การประเมินการยอมรับเทคโนโลยีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ในที่พักอาศัย
    มิลและชลิช ได้ทำการศึกษาถึงเหตุผลที่ว่าทำไมในยุโรปมีอัตราการนำความร้อนจากพลังงานทดแทนไปใช้ในระดับต่ำจากการประเมินผลกระทบด้านภูมิศาสตร์
    ที่อยู่อาศัย และลักษณะของครัวเรือน ที่แตกต่างกันในประเทศเยอรมัน พบว่า
    สาเหตุที่มีการยอมรับพลังงานทดแทนในระดับต่ำเนื่องมาจากการประหยัดจากการใช้พลังงานทดแทนลดลงไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    จึงไม่เกิดการกระจายของเทคโนโลยีออกไป แม้ว่าจะมีปัจจัยเรื่องประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ
    คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (
    CO2)



    การศึกษาเรื่อง
    ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (
    Leaders
    in Change)



    จากบทความเรื่อง
    Solar
    Energy Owners and the Implications for Future Adoption Rates
    (Sawyer,
    1982)
    ซอว์เยอร์ทำการสำรวจกลุ่มผู้รับระบบพลังงานแสงอาทิตย์พบว่า
    ระดับการศึกษาและระดับรายได้อาชีพเศรษฐกิจการประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงาน และความสนใจ
    ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นฐานของแรงจูงใจและระดับความพอใจในการซื้อ การศึกษาของ
    ซอว์เยอร์มีวัตถุประสงค์เพื่อหารูปแบบในการเจาะตลาดระบบพลังงานแสงอาทิตย์
    โดยซอว์เยอร์ได้พบว่าหากราคาเริ่มต้นในการลงทุนลดลงได้จะช่วยลดอุปสรรค์ในการตัดสินใจยอมรับ
    และจะทำให้เกิดการใช้งาน



    ซอว์เยอร์ ได้ศึกษาถึงแรงจูงใจ (Motivation
    for Adoption)
    กลุ่มประชากรในเมือง
    นิวอิงแลนด์-เซาท์เวสต์ และ แมรี่แลนด์ โดยผลการสำรวจถึงปัจจัยสำคัญที่มีผล
    ต่อการซื้อ โดย 5 ปัจจัยได้แก่



    1.
    ต้องการลดค่าเชื้อเพลิง (ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
    Economics)



    2. ต้องการลดการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
    และ/หรือเชื้อเพลิงที่ขาดแคลน



    (ปัจจัยความเป็นห่วงด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
    Energy/environment
    concern)



    3. เพื่อพัฒนาประสบการณ์ในด้านวิชาชีพ
    (ปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ



    Professional
    expertise)



    4.
    เพื่อความสนุกงานอดิเรกและทำสิ่งใหม่ ๆ (ปัจจัยการแสวงหา ความรู้ / ความริเริ่ม



    Novelty/recreation)



    5.
    เพื่อพึ่งพาตนเองและความเป็นอิสระ (ปัจจัยด้านการพึ่งพาตนเอง
    Self-sufficiency)



    ผลการสำรวจพบว่า
    ปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ และ ปัจจัยการแสวงหาความรู้/ความริเริ่ม
    เป็นปัจจัยที่มีผลน้อยต่อการตัดสินใจ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
    (Economics) มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด และรองลงมาได้แก่
    ปัจจัยความเป็นห่วงด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน
    (Energy/environment concern)



    งานวิจัยอื่น

    ได้ศึกษาถึงการนำพลังงานทดแทนมาใช้แทนพลังงานซอฟซิลเพื่อลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวอย่างการศึกษาเรื่องผลกระทบของนโยบายต่อการยอมรับเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
    (Soest, 2005) หรือ
    การศึกษาเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
    จากการผลิตกระแสไฟฟ้าในอินเดีย
    (Khanna and
    Zilberman, 2001)
    จะเห็นได้ว่าปัจจัยด้านการยอมรับพลังงานทดแทนจะเกี่ยวข้องควบคู่ไปกับเรื่องแวดล้อมอย่างใกล้ชิด



     ปัจจัยที่มีผลต่อการรับและการแพร่กระจายของเทคโนโลยี
    เบอร์เจลแมน ได้เสนอว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยี โดยทั่วไปได้แก่



       1. 
    คุณสมบัติการใช้งาน



     2.  ต้นทุนการได้มาซึ่งเทคโนโลยี



      
    3.  ความซับซ้อนในการใช้งาน



      
    4.  ต้นทุนการใช้งาน



       5.  ความสามารถในการทำงานของเทคโนโลยี
    และอายุการใช้งาน



      
    6. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา



                 7. การเข้ากันได้ดีกับสิ่งที่มีอยู่เดิมและความสอดคล้องกับองค์กร
    (
    Burgelman, 2004)งานวิจัยด้านการยอมรับ



     



      



     





    อ่านทั้งหมด: 20338, ความเห็นทั้งหมด: 0

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๓๐(ดีโพลมา1964)
    เปิ้ล ไอริณ" ไม่ยอม "แมน-ใบเตย"(ดีโพลมา1963)
    งานรายได้เสริม ทำเป็นงานอดิเรก ยามว่าง สนใจคลิก
    รีวิวพิเศษ ทงคัตสึ ไมเซน Tonkatsu MAiSEN พาไป Root Trip ถึงไมเซน ประเทศญี่ปุ่น
    ดีโพลมา1960)ไปเที่ยวpattaya dolphin worldและซีมูนรีสอร์ท
    สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 15 04 57(ดีโพลมา1962)
    Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๙ (ดีโพลมา1961)
    https://www.youtube.com/watch?v=oifxuZZ9F7A
    รับนักเรียนนักศึกษาหางานพิเศษช่วงปิดเทอม รับจำนวนมาก คลิกเลยที่นี่ค่ะ
    ร้อยข่าวสุดสัปดาห์ 13 04 57(ดีโพลมา1959)
    รับคนคีย์ข้อมูลผ่านเน็ต จำนวนมาก สามารถทำที่บ้านได้
    Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๘(ดีโพลมา1958)
    เวทีสวนลุมพินี 12 04 57(ดีโพลมา1957)
    พระมหาสมปอง บรรยายธรรม(ดีโพลมา1956)
    งานพิเศษหลังเลิกเรียน-เลิกงาน ทำช่วงเย็น สนใจคลิกเลย
    สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 12 04 57(ดีโพลมา1955)
    Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๗(ดีโพลมา1954)
    ประยุทธ์" ยันไม่ปล่อยให้เกิดความรุนแรง (ดีโพลมา1953)
    งาน part time งานยอดนิยมของวัยรุ่น
    Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๖(ดีโพลมา1952)
    ติดตั้ง DHCP ubuntu server 10.04
    การติดตั้งODBC Driver3.51บนwin64bit
    สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 10 04 57 (ดีโพลมา1951)
    งานพิมพ์ข้อมูลผ่าน word สามารถทำเป็นงานนอกเวลาได้ค่ะ
    ตุ๊ก ญาณี เปิดใจโดนปลด! จากพิธีกร! (ดีโพลมา1950)
    ชวนนท์ บี้ รัฐบาล ให้เร่งรัดจับตัวนายโกตี๋(ดีโพลมา1949)
    Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๕(ดีโพลมา1948)
    การติดตั้ง dhcp 3-server บน Ubuntu
    การติดตั้ง DHCP บน Ubuntu 12.04.4 TLS
    รับด่วน งานคีย์ข้อมูล งานนอกเวลา ทำหยุดเสาร์-อาทิตย์
    สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 09 04 57(ดีโพลมา1947)
    Sv พระศิวะ แผ่นที่ ๒๔(ดีโพลมา1946)
    'งานแถลงข่าว"เริงลีลาศเพลงลาติน(ดีโพลมา1945)
    ยังรับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ ปี 93 หรือไม่?
    มหาสงกรานต์ ดินแดนเสน่ห์ ทะเลวัง
    ตรวจดูเลขพัสดุ สินค้า
    หางานเสริม คีย์ข้อมูล รับงานมาทำที่บ้าน คลิกที่นี่ด่วนค่ะ
    สุเทพ เวทีสวนลุมพินี 08 04 57 (ดีโพลมา1944)
    สภาทนายฯ ออกแถลงการณ์(ดีโพลมา1943)
    Sv พระศิวะ แผ่น ๒๓(ดีโพลมา1942)
    บทสวดสรรเสริญ शिव พระศิวะ สงบ เพราะ (ดีโพลมา1941)
    win7 เข้า samba ไม่ได้ แก้ regedit
    การติดตั้งSamba ServerบนCentOS6
    วันนี้จะพารู้จักกับประเทศบรูไนกันค่ะ
    หางานทำที่บ้าน เลือกเวลาทำงานได้ รับด่วนค่ะ
    เวทีสวนลุมพินี 07 04 57 (ดีโพลมา1940)
    ไม่ผิดหวัง Thirty Seconds To Mars(ดีโพลมา1939)
    ร้อยข่าวบลูสกาย 07 04 57 เบรค 1(ดีโพลมา1938)
    Sv พระศิวะ แผ่น ๒๒(ดีโพลมา1937)
    เวทีสวนลุมพินี 06 04 57(ดีโพลมา1936)

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 421.2008ms