เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 2575 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • รายงานสรุปผลการวิเคราะห์และประเมินผลโครงการ (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • ร่าง คำประกาศสดุดีเฉลิมพระเกียรติ (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ความต้องการด้านทรัพยากรที่จำเป็นในการบริหารความต่อเนื่อง (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • Glenn Murcutt-Sustainable Architecture (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • ระบบคืออะไร (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • ถนนเด็กเดิน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ทิศทางการพัฒนาตลาดเก่าในเชิงอนุรักษ์เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • โครงการออกแบบเสนอแนะปรับปรุงโรงเรียนสองภาษา (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเศษวัชพืชธูปฤาษี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ศึกษาลวดลายจิตกรรมฝาผนังอยุธยา (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • อารยสถาปัตย์ (Universal Design) คืออะไร ทำไมเมืองไทยต้องมีอารยสถาปัตย์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • อารยสถาปัตยกรรม (Universal Design ) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดบางหลวง (SWOT Analysis)(พิชัย สดภิบาล.2557) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวตลาดบาง หลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิธีการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • TOWS Matrix (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวความคิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวโน้มการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การอนุรักศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ตลาดเก่า ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ธันวาคม 2557>
     
    4824252627282930
    491234567
    50891011121314
    5115161718192021
    5222232425262728
    532930311234
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 996016
    • เฉพาะวันนี้ 424
    • ความคิดเห็น 108
    • จำนวนเรื่อง 465
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน
    2 กรกฎาคม 2554 - 8:59:00

       

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร 

    Asst. Professor Atch Sreshthaputra, Ph.D.

    Faculty of Architecture, Chulalongkorn University

    Chairman of Green Building Program. The Association of Siamese Architects.

    Leave a comment »

    10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 3/3

    ประเด็นที่ 7 รัฐบาลให้ความสำคัญต่อ “ขนาด” มากกว่า “ความสามารถ” รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ใหญ่ ซีซีมาก จะถูกเรียกเก็บภาษีรายปีมากกว่ารถยนต์ที่มีเครื่องเล็กกว่า ซีซีต่ำกว่า โดยไม่พยายามเปรียบเทียบประสิทธิภาพการสิ้นเปลืองน้ำมันที่แท้จริง “ใหญ่” อาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่า “เล็ก” สำหรับในส่วนของอาคาร สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 ประเด็นที่ว่าอาคารคอนโด 40 -50 ชั้น ไม่เข้าข่ายอาคารควบคุม จึงตีความว่าอาคารเหล่านั้นไม่ต้องออกแบบคำนวณ OTTV เพราะเรื่องของเลขที่บ้านแยกต่างหาก ขนาดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดเล็กแยกแต่ละยูนิต รวมทั้งเครื่องแอร์แยกส่วนตัวเล็ก ๆ วางบนระเบียง ซึ่งทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลมองเห็นอาคารคอนโดขนาดใหญ่นั้นเป็นเสมือนบ้านหลังเล็ก ๆ หลายร้อยหลังมาแปะติดกาวอยู่ด้วยกันมากกว่า บ้านหลังเล็ก ๆ เหล่านี้ยังใช้แอร์ขนาดเล็ก กินไฟน้อย ไม่เหมือนแอร์เครื่องใหญ่ ๆ  แต่อย่าลืมว่าแอร์ตัวเล็กเป็นแอร์ที่มีประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำมาก ๆ อีกเหตุผลหนึ่งนอกจากเรื่องขนาดแล้ว ผมเข้าใจว่าการที่เอาเรื่องเลขที่บ้านและขนาดหม้อแปลงไฟมาเกี่ยวข้อง เพราะมองเห็นความยุ่งยากในการปรับปรุงอาคาร หากภายหลังเปิดใช้แล้วอาคารเข้าข่ายต้องทำการตรวจการใช้พลังงานและในที่สุดต้องทำการปรับปรุงให้ประหยัดพลังงานภายหลัง การที่อาคารประเภทคอนโดมิเนียมต้องทำการปรับปรุง จะหมายความถึงเจ้าของร่วมส่วนใหญ่ต้องยินยอมให้มีการปรับปรุงอาคาร แต่หากเป็นเรื่องของพื้นที่ห้องชุดที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เจ้าของยูนิตคงจะไม่ยินยอมเสียเงินปรับปรุงห้องของตนเองภายหลังแน่นอน การให้นิติบุคคลอาคารชุดเข้ามาดูแลเรื่องนี้จะเป็นไปได้ยากมาก แค่นิติบุคคลอาคารชุดจะเรียกเก็บค่าส่วนกลางให้ครบ ยังยากเย็นเหลือเกิน ประเด็นเรื่องนี้อยู่ที่ว่าทำไมต้องมองล่วงหน้าถึงความยุ่งยากในการปรับปรุงอาคารด้วยถ้าหากจุดมุ่งหมายคือต้องการให้ออกแบบเพื่อประหยัดพลังงานเสียตั้งแต่ต้น ไม่ว่าอาคารที่จะก่อสร้างจะถูกใช้เป็นอาคารชุดภายหลังหรือไม่อย่างไร อาคารนั้น ๆ ก็ควรจะต้องมีการออกแบบให้ผ่าน OTTV เพื่อเป็นมาตรฐานการประหยัดพลังงานในขั้นหนึ่งเท่า ๆ ที่ประเทศไทยมีอยู่ ดูเหมือนว่ากฎหมายอนุรักษ์พลังงานนี้ได้ถูกเขียนขึ้นมาโดยคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มนักวิชาการที่ออกกฎเกณฑ์วิธีการคำนวณ OTTV ที่ทำให้ซับซ้อน จนยากแก่การปฏิบัติ และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มช่างอาคารที่มองเห็นประเด็นการดูแลรักษา ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารเป็นเรื่องหลัก กลุ่มช่างอาคารคงจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับ OTTV เพราะเป็นเรื่องการออกแบบเปลือกอาคารที่เป็นหน้าที่ของสถาปนิกวิศวกรที่ออกแบบไปแล้วก็บินหายไป แต่กลุ่มช่างอาคารนี้คงเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบอาคารหลังเปิดใช้จึงมีเสียงดังกว่า ทำให้ดูเหมือนว่าภาพรวมกฎหมายฉบับนี้ถูกออกมาเพื่อประโยชน์ของกลุ่มที่สองนี้มากกว่า

    ประเด็นที่ 8 กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ค่า OTTV สูงสุดที่ยอมรับได้เท่ากับ 45 วัตต์ต่อตรม. โดยไม่สนใจว่าจะเป็นอาคารประเภทอะไร แต่ตามทฤษฎีแล้ว อาคารแต่ละประเภทมีลักษณะการถ่ายเทความร้อนผ่านเปลือกอาคารไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องมีค่า OTTV แตกต่างกัน ค่า OTTV จะสูงหรือต่ำ จะขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่กระจกเป็นสำคัญ ซึ่งอาคารประเภทสำนักงานมักจะมีการออกแบบให้มีพื้นที่กระจกมาก เพราะต้องการแสงสว่างธรรมชาติมาก (…แต่หลายครั้งมีมากจนแสงจ้าเกินไปจึงต้องปิดมูลี่…) ในขณะที่อาคารประเภทห้างสรรพสินค้าจะไม่มีหน้าต่างกระจกมากนัก เพราะพื้นที่ใช้สอยด้านที่ติดผนังภายนอกมักเป็นพื้นที่เก็บของของห้างร้านที่เข้ามาเช่าหรือเป็นครัวของร้านอาหารที่มาเช่า ทำให้อาคารประเภทนี้จำเป็นต้องใช้แสงประดิษฐ์มากกว่าอาคารสำนักงาน ส่งผลให้ภาระการทำความเย็นของอาคารจะมาจากภายใน (Internal heat gain) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นกฎหมายใหม่ที่กำลังจะออกมาจึงพยายามแยกประเภทอาคารออกเป็นกลุ่มประเภทต่าง ๆ ดังนี้

    •อาคารสำนักงาน สถานศึกษา OTTV ไม่เกิน 50 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 15 วัตต์ต่อตรม.
    •ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าย่อย OTTV ไม่เกิน 45 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 12 วัตต์ต่อตรม.
    •โรงแรม โรงพยาบาล สถานพักพื้น OTTV ไม่เกิน 30 วัตต์ต่อตรม. RTTV ไม่เกิน 10 วัตต์ต่อตรม.

    ดูเหมือนว่ากฎหมายใหม่น่าจะเปิดทางเลือกให้สถาปนิกมากกว่า แต่ปัญหาที่จะตามมาอีกก็คือ การแบ่งประเภทของอาคารตามความคิดของนักวิชาการในกระทรวงพลังงาน มักจะไม่สอดคล้องกับการแบ่งประเภทหรือแม้แต่การเรียกชื่อชนิดอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ยังมีอาคารบางประเภทเช่นโรงงาน หรืออาคารแบบ Mixed Use ขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งห้างสรรพสินค้า สำนักงาน หรือโรงแรมอยู่ด้วยกันในตัวอาคารเดียวกัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกจัดให้อยู่ในประเภทอาคารอะไร แล้ววิธีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยเพื่อนำมาแยกคำนวณค่า OTTV ของแต่ละส่วนจะทำอย่างไร นอกจากนี้ จากประเด็นที่ 7 อาคารชุดพักอาศัยประเภทคอนโด 40 ชั้น ควรจะอยู่ในกลุ่มอาคารประเภทใด ค่า OTTV จะเป็นเท่าไหร่ เหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่ยากที่จะหาคำตอบ หากไม่ชัดเจน ก็จะกลายเป็นปาหี่ทางวิชาชีพอีกเช่นเคย และปัญหาพลังงานของชาติก็คงจะไม่ได้รับการแก้ไข

    ประเด็นที่ 9 สืบเนื่องจากประเด็นที่ 8 จะเห็นว่าอาคารแต่ละประเภทมีรูปแบบการใช้พลังงานไม่เหมือนกัน อาคารบางชนิดมีการใช้พลังงานเนื่องจากเปลือกอาคารมาก ในขณะที่อาคารบางชนิดมีการใช้พลังงานเนื่องจากระบบไฟฟ้าแสงสว่างมาก แต่เดิมกฎหมายที่ออกมา นอกจากจะกำหนดเกณฑ์ OTTV ที่ 45 วัตต์ต่อตารางเมตรแล้ว ยังกำหนดเกณฑ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างที่ 16 วัตต์ต่อตารางเมตร และค่าประสิทธิภาพขั้นต่ำของระบบการปรับอากาศด้วย ซึ่งอาคารที่เข้าข่ายควบคุมจะต้องออกแบบให้ผ่านค่าขั้นต่ำพร้อมกันทั้งสามค่า โดยค่า OTTV/RTTV จะเป็นส่วนที่รับผิดชอบโดยสถาปนิก ค่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างต่อพื้นที่จะรับผิดชอบโดยวิศวกรไฟฟ้า และค่าประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศจะเป็นหน้าที่ของวิศวกรเครื่องกล โดยวิศวกรโครงสร้างไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ ในเรื่องการประหยัดพลังงานในอาคาร (…ถึงแม้ว่ากรมโยธาธิการจะเคยพยายามร่างกฎกระทรวงใหม่ที่กำหนดให้วิศวกรโยธาเป็นผู้เซ็นต์รับรองแบบขออนุญาติเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานก็ตาม !!!!…เหวอ…) ข้อบกพร่องของกฎหมายปัจจุบันก็คือ ผู้ออกแบบไม่มีทางเลือกว่าจะผ่านเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งจากทั้งสามเกณฑ์ข้างต้นได้ ต้องผ่านทั้งหมดยกชุด เช่นสถาปนิกอาจจะออกแบบให้เปลือกอาคารมีค่าการกันความร้อนดีมาก ๆ และเลือกที่จะไม่ใช้เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง ก็จะทำไม่ได้ หรือสถาปนิกอาจจะออกแบบอาคารโดยใช้แสงสว่างธรรมชาติอย่างดีเยี่ยม ค่า OTTV อาจจะสูงขึ้น แต่ทำให้วิศวกรไฟฟ้าออกแบบโดยใช้ปริมาณดวงโคมน้อยลงมาก ๆ ก็จะเป็นไปไม่ได้อีก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดความพยายามที่จะแก้ไขกฎกระทรวงให้เพิ่มการประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งอาคาร โดยการคำนวณการใช้พลังงานทั้งอาคารในหนึ่งปี หรือเรียกว่า Whole-Building Performance ซึ่งจะเปิดทางเลือกในการออกแบบและเลือกใช้อุปกรณ์อาคารได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี มีจุดที่น่าคิดอยู่ตรงที่ว่าหากอาคารมีการออกแบบให้ประหยัดพลังงานโดยการติดตั้งวัสดุเปลือกอาคารคุณภาพสูง ใช้ฉนวนหนา ใช้กระจกดี ทำให้ค่าก่อสร้างในส่วนงานสถาปัตยกรรมสูงขึ้น ในขณะเดียวกันอาคารที่ได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ดีตั้งแต่ต้นนั้น ส่งผลให้ใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กลง หรือใช้ระบบไฟฟ้าแสงสว่างลดลง และทำให้มูลค่าก่อสร้างในส่วนงานวิศวกรรมลดลงอย่างมาก หากการทำงานของวิศวกรมีการคิดค่าออกแบบตามมูลค่าการก่อสร้างอาคาร จะหมายถึงว่าส่วนแบ่งค่าแบบของเขาจะลดน้อยลงด้วยหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่วิศวกรที่ช่วยเราออกแบบให้อาคารมีประสิทธิภาพสูง ทำให้ลดขนาดเครื่องปรับอากาศ หรือลดอุปกรณ์ไฟฟ้าน่าจะได้รางวัลจากเจ้าของอาคารมากกว่า เพราะออกแบบอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าปกติ นอกจากนี้ นักวิชาชีพมักจะภาคภูมิใจในประสบการณ์ที่ได้ออกแบบอาคารมูลค่าสูง เพราะดูเหมือนเครื่องแสดงความสามารถในการรับงานชิ้นต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานราชการที่มักจะใช้เกณฑ์คุณสมบัติที่วัดกันที่มูลค่าก่อสร้างอาคารที่เคยทำมา หรือขนาดเครื่องทำความเย็นที่เคยออกแบบมานั่นเอง

    ประเด็นที่ 10 การออกแบบป้ายทะเบียนรถยนต์ ให้มีสีสัน รูปร่าง ขนาด และรูปแบบตัวหนังสือรวมทั้งตำแหน่งติดตั้ง ก็เพื่อให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (…ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับวินัยในการขับขี่ของผู้ขับรถโดยตรง…) ได้ผ่านการศึกษาวิจัยกันมาแล้ว จึงกำหนดเป็นมาตรฐานอย่างง่าย ๆ ดังที่เห็นกัน การออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงานด้วยการกำหนดค่า OTTV ก็เช่นเดียวกัน ได้ผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้วว่าอาคารที่มีค่า OTTV ต่ำจะช่วยลดปริมาณความร้อนผ่านเข้าสู่อาคารทางเปลือกอาคาร ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานในการทำความเย็น อย่างไรก็ดี การได้มาซึ่งอาคารประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องทำการคำนวณ OTTV น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการออกแบบร่างขั้นต้นที่สถาปนิกทั่วไปต้องการ ทั้งนี้เพราะหากปล่อยให้การออกแบบ Design Development ดำเนินไปโดยไม่เคยทำการคำนวณ OTTV ผลที่ได้ก็คือการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ฉนวนกันความร้อนและกระจกชนิดพิเศษราคาแพงเท่านั่นเอง แนวทางการออกกฎหมายอีกวิธีหนึ่งก็คือการกำหนดวิธีมาให้ออกแบบตามแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นวิธีที่นักวิจัยคิดมาให้แล้ว ให้ผู้ออกแบบทำตามโดยไม่ต้องคิดมาก  ซึ่งสถาปนิกไทยบางส่วนอาจจะไม่ชอบ เพราะเป็นเสมือนการจำกัดความคิดสร้างสรรค์ รูปแบบการออกกฎหมายแบบนี้ เรียกว่า Prescriptive Method ได้เคยมีงานวิจัยให้กระทรวงพลังงาน เพื่อออกกฎหมายแบบ Prescriptive ดังตารางประกอบที่แนบมาด้วยกันนี้ ซึ่งหน้าที่ของผู้ออกแบบก็คือประมาณการว่าอาคารที่กำลังออกแบบอยู่นั้น มีสัดส่วนพื้นที่ช่องเปิดต่อพื้นที่ผนังทั้งหมด (WWR-Window-to-wall-area ratio) เป็นกี่เปอร์เซนต์ (20-80%) แล้วจึงเลือกใช้ชนิดวัสดุเปลือกอาคารในส่วนผนังทึบและกระจก ตามค่าในตารางนั้น ๆ ซึ่งค่าที่กำหนดให้จะเป็นตัวเลขค่าการป้องกันความร้อนซึ่งผู้ออกแบบสามารถเปิดแคทตาล็อคผลิตภัณฑ์และเลือกใช้ได้ทันที แต่ถ้าหากว่าผู้ออกแบบไม่ต้องการดำเนินการตามนั้น ก็สามารถเลือกใช้การคำนวณ OTTV หรือวิธี Whole-Building Performance ตามที่ได้กล่าวไปแล้วก็ได้

    บทสรุป การออกกฎหมายใด ๆ มาใช้จะต้องคำนึงถึงประโยชน์มหาชนที่จะเกิดขึ้นจากการตรากฎหมายนั้น กฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคารเป็นกฎหมายที่หากมีผลบังคับใช้จริง ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งในแง่การลดใช้พลังงาน และสร้างอาชีพใหม่ ๆ ที่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ แต่หากการตรากฎหมายนี้ออกมาด้วยความเป็นห่วงผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่าง ๆ มากเกินไป จะทำให้การใช้กฎหมายมีข้อยกเว้น หรือมีข้อผ่อนผันมากจนเกิดความกำกวมในการบังคับใช้ ที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ได้อาศัยต้นแบบการพัฒนาจากกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานของสากล แต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศ กลับประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่นความไม่พร้อมของบุคลากร หรือการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบหรือการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างวิชาชีพหลายวิชาชีพ (…หรือก็คือเรื่องการเมืองนั่นเอง…) แน่นอนว่ากลุ่มผู้ออกกฎหมายมักจะมีความเอนเอียงให้กฎหมายออกไปในแนวทางวิชาชีพของตน จนอาจจะไปกีดกันวิชาชีพอื่นที่จะเข้ามามีบทบาทในการร่วมด้วยช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ประเทศชาติ ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณากองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ได้มองเห็นว่าเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน เป็นเสมือนเค้กชิ้นโต ที่หลายฝ่ายกำลังจ้องเข้ามามีส่วนร่วม การพยายามมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนา แต่หากการพยายามมีส่วนร่วมเพียงเพื่อผูกขาดและกีดกันการมีส่วนร่วมของฝ่ายอื่น ๆ ด้วยการออกกฎหมายที่ยุ่งยากต่อการเข้าใจหรือกีดกัน ”ความพยายามทำดี” ของกลุ่มอื่น ๆ กฎหมายที่ออกมาก็จะไม่มีผลสำเร็จในเชิงปฎิบัติ กฎหมายที่ดีต้องหวังผลสำเร็จการบังคับใช้ในเชิงปฏิบัติด้วย โดยมุ่งที่ประโยชน์ของประเทศชาติที่จะตามมามากกว่าการตีความตามตัวหนังสือแบบ “ศรีธนญชัย” ที่เคยทำให้บ้านเมืองเกือบพินาศย่อยยับมาแล้ว บัดนี้สถานการณ์ภายนอกกำลังบังคับ และความพร้อมภายในประเทศมีเพียงพอ จึงถึงเวลาแล้วที่การอนุรักษ์พลังงานในอาคารจะเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะเอาจริงเอาจัง มาตรการรณรงค์หรือการส่งเสริมให้ประหยัดพลังงานได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผลกับคนไทย เพราะเราเป็นชนชาติที่จะต้องถูกบังคับให้ทำตาม เราจึงมีกฎหมายหยุมหยิมมากมาย และเราจึงมีศรีธนญชัยเข้ามาหาช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว และในที่สุด ทุก ๆ 5-10 ปี เราก็จะมีเผด็จการทหารเข้ามาปราบปรามเหล่าศรีธนญชัยเหล่านี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ………
     
    รายการอ้างอิง

    •กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (2550). ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 กองฝึกอบรม กระทรวงพลังงาน

    •พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535

    •จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2549). รายงานฉบับสุดท้าย เล่ม 1หลักเกณฑ์การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร โครงการจัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร เรื่องข้อกำหนดและแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคารขนาดต่ำกว่าอาคารควบคุมขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ อาคารที่พักอาศัย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน

    •อรรจน์ เศรษฐบุตร  (2551). การพัฒนาเกณฑ์ขั้นต่ำของคุณสมบัติการป้องกันความร้อนของเปลือกอาคารในอาคารทาวน์เฮ้าส์ วารสาร JARS 5(1).2007 หน้า 29-51 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    •อรรจน์ เศรษฐบุตร และ ธนิต จินดาวณิค (2550). การพัฒนาเกณฑ์ขั้นต่ำของคุณสมบัติการป้องกันความร้อนของเปลือกอาคารในอาคารบ้านเดี่ยว เอกสารประกอบการประชุมเชิงวิชาการเครือข่ายพลังงานแห่งประเทศไทยครั้งที่ 3 23-25 พฤษภาคม 2550  โรงแรมใบหยกสกาย  จังหวัดกรุงเทพฯ

     

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร
    Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
    Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
    Chairman of Green Building Program,
    The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

    Comments (1) »

    10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 2

    ประเด็นที่ 2 หากการไม่ดัดแปลงป้ายทะเบียนให้เป็นทะเบียนยาวสวยงามตามสมัยนิยม หมายถึงการมีวินัยจราจรที่ผู้ขับรถ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่เจ้าของรถหรือเจ้าของทะเบียนรถ) พึงกระทำในการใช้รถใช้ถนน การที่อาคารมีค่า OTTV ตามเกณฑ์ที่กฎหมายระบุก็คือการออกแบบให้อาคารประหยัดพลังงาน แต่ทำไมกฎหมายจึงระบุให้อาคารต้องทำการปรับปรุงอาคารอีกครั้งเมื่ออาคารเปิดใช้งาน แล้วมีการใช้พลังงานเกินเกณฑ์ 5.5 ล้าน kWh ต่อปี ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าของอาคารก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกแบบให้ผ่าน OTTV เสียตั้งแต่แรก แล้วค่อยปรับปรุงอาคารครั้งเดียว ภายหลังจากที่อาคารเปิดใช้ จะไม่ดีกว่าหรือ ? เพราะการออกแบบอาคารให้ผ่าน OTTV ในครั้งแรกก็ต้องใช้เงินลงทุน การปรับปรุงอาคารภายหลังก็ต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนมาก ถ้าเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าค่า OTTV ที่ต่ำตามเกณฑ์ ไม่ได้มีผลต่อการประหยัดพลังงาน เช่นเดียวกับการขับขี่รถที่มีป้ายทะเบียนถูกต้อง ก็ไม่ได้หมายถึงคนขับรถเป็นผู้มีวินัยจราจร

    ประเด็นที่ 3 ถ้าความผิดวินัยจราจรที่เกิดขึ้นด้วยการขับขี่รถที่ทำการดัดแปลงป้ายทะเบียนรถ เป็นของเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่แล้ว ผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนซึ่งถือเป็นเอกสารราชการ (โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม) ควรจะต้องมีความผิดอาญาด้วยเช่นกัน แต่ทำไมจึงปล่อยให้มีร้านรับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนเกิดขึ้นอย่างดาษดื่นโดยไม่ผิดกฎหมาย ถ้าผมจะพยายามโยงให้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย OTTV (จนสีข้างแดง) ก็คงต้องบอกว่าผู้รับจ้างออกแบบอาคารให้ผิดกฎหมายก็คงไม่ต่างอะไรกับผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนนี่เอง สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเป็นผู้รับผิดชอบการเลือกใช้วัสดุเปลือกอาคาร ซึ่งหากออกแบบอาคารมาแล้วไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ควรจะต้องตกเป็นจำเลยร่วมกับเจ้าของอาคารด้วย ใช่หรือไม่ ? แต่ถ้าเจ้าของอาคารได้ให้ความไว้วางใจในตัวสถาปนิก ในการออกแบบอาคารให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายทุกประการ แต่สถาปนิกกลับละเลยไม่สนใจทำให้ถูกต้อง ส่งผลให้เจ้าของอาคารต้องได้รับความเสียหายโดยการถูกปรับหรือถูกบังคับให้ปรับปรุงอาคารภายหลังเปิดใช้งาน เจ้าของอาคารก็ควรจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากสถาปนิก หรืออาจจะนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อสภาสถาปนิกได้ เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น เช่นแพทย์ นักบัญชี ทนายความ วิศวกร แต่หากเจ้าของอาคารเป็นผู้ว่าจ้างให้สถาปนิก (หรือผู้ดัดแปลงป้ายทะเบียน) ออกแบบอาคารให้ผิดกฎหมาย OTTV ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ และตัวสถาปนิกก็ทำตามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ตัวสถาปนิกเองก็คงเป็นเพียงนักวิชาชีพขายตัวที่ไม่มีจรรยาบรรณ !!! ซึ่งดูจะเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงสำหรับวิชาชีพอันทรงเกียรตินี้ แต่ผมขอเรียนว่าเกียรติและศักดิ์ศรีของวิชาชีพมันคงไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรมชาติเพื่อคุ้มครองทุกคนที่ประกอบวิชาชีพนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยบทบาทของสถาปนิกทุกคนที่ช่วยกันทำให้สังคมน่าอยู่ ขอโปรดได้ดูกรณีศึกษาของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง

    ประเด็นที่ 4 เป็นที่น่าตลกที่ต้องมีคำว่า “เขตกวดขันวินัยจราจร” ทำให้รู้สึกว่าวินัยจราจร เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพิจารณาว่าจะกวดขันกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ไม่แน่ใจว่าการอยู่นอกเขตกวดขันวินัยจราจรจะหมายถึง การไม่ต้องมีวินัยจราจรหากไม่จำเป็นจริง ๆ หรือไม่ การออกกฎหมายแล้วไม่มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพคงจะหมายถึงการอยู่นอกเขตกวดขันวินัยจราจร ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะถือโอกาสในการเลือกปฏิบัติได้ แต่อย่างไรก็ดี การออกแบบปลูกสร้างอาคารคงจะไม่เหมือนการติดตั้งป้ายทะเบียนรถ ที่หากผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปลี่ยนไป แล้วบอกให้รถทุกคันต้องปรับแก้ให้ถูกต้อง เราก็คงจะกระทำกันได้โดยง่าย ในกรณีของอาคารที่เปิดใช้งานไปแล้ว การปรับปรุงอาคารให้มีค่า OTTV ถูกต้องเพื่อการประหยัดพลังงานดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะหากมองด้วยความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผมอยากจะขอเตือนผู้ร่วมวิช่าชีพว่า ด้วยสถานการณ์น้ำมันแพง และภาวะโลกร้อน รัฐบาลกำลังปัดฝุ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงานมาใช้อย่างเคร่งครัดมากกว่าเดิม ทั้งนี้มิใช่เพื่อตอบคำถามชาวไร่ชาวนาว่าทำไมเอาเงินภาษีรัฐไปอุดหนุนให้พลังงานมีราคาต่ำเพื่อช่วยเหลือคนมีรถขับ หรือออกเงินซื้อฉนวนกันความร้อนแจกอาคารเอกชนที่ไม่รับผิดชอบให้ประหยัดพลังงาน แต่รัฐต้องตอบคำถามให้แก่ประชาคมโลกว่าทำไมประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อการประหยัดพลังงานแล้ว ทำไม่ถึงไม่มีการบังคับใช้ ซึ่งรัฐก็บอกว่ายังไม่มีความพร้อมทางด้าน Know How ซึ่งโกหกทั้งเพ เพราะทำให้ต่างชาติคิดว่าสถาปนิกไทยโง่ และพยายามส่งผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็ไม่ได้รู้เรื่องสถาปัตยกรรมเมืองร้อนชื้นมากไปกว่าบรรพบุรุษไทยสักเท่าไหร่เลย มาช่วยหาวิธีออกแบบประหยัดพลังงานในอาคารให้แก่ประเทศไทย ซึ่งถ้าหากเรื่องแค่นี้สถาปนิกไทยยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างชาติ เราก็อย่าหวังที่จะเปิดเสรีวิชาชีพเพื่อไปออกรับงานต่างชาติกันเลย เพราะในต่างประเทศล้วนมีกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคารอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสิงคโปร์ก็เรียกว่า OTTV เหมือนกับบ้านเรา แถมยังกำหนดค่าที่ 45 วัตต์ต่อตารางเมตรเท่ากันเสียอีกด้วย

    ประเด็นที่ 5 การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่แน่ใจในตัวบทกฎหมายที่ตนเองใช้อยู่ และปล่อยผู้ขับขี่ไปโดยพยายามให้คิดว่าเป็นการอนุโลมให้นั้น ในส่วนของกฎหมาย OTTV ก็พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้ซึ่งบังคับใช้กฎหมาย กลับไม่มีบุคลากรที่มีความรู้เพียงพอที่จะตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตามกฎหมายเพียงใด วิธีการคำนวณค่า OTTV ถ้าจะว่ากันตามจริง ก็เป็นวิธีการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ที่ง่ายมาก ซึ่งผู้ออกแบบนอกจากจะต้องนับหนึ่งถึงสิบได้ บวกลบเลขคณิตเก่งเท่าเด็ก ป.4 คำนวณพื้นที่ผนังอาคารได้ จะต้องมีพื้นฐานทางด้านฟิสิกส์การถ่ายเทความร้อนบ้างพอสมควร จึงจะเข้าใจได้ดี ซึ่งจริง ๆ แล้วเด็กปีหนึ่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จะทำได้ดีกว่าสถาปนิกระดับวุฒิด้วยซ้ำไป แต่การที่วิชาชีพสถาปัตยกรรมในปัจจุบันไม่ได้สนับสนุนให้มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุมีผล เพราะสถาปนิกมักจะโยนให้เป็นหน้าที่ของวิศวกร จึงทำให้สถาปนิกเป็นวิชาชีพที่เด็กสายศิลป์น่าจะเรียนได้ดีกว่าเด็กสายวิทย์ และสถาปนิกส่วนใหญ่ที่จบออกไป (…รวมทั้งอาจารย์สถาปัตย์ส่วนใหญ่…) ไม่สามารถคำนวณ OTTV ได้ และจะยิ่งไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าหากเจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่ อบต. จะไม่สามารถตรวจรับรองผลการคำนวณดังกล่าวได้ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กฎหมายที่สำคัญต่อประเทศชาติฉบับนี้ต้องกลายเป็นเพียง “ปาหี่ทางวิชาชีพ” ตลอดมา คำถามต่อมาก็คือว่าแล้วกรุงเทพมหานคร กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ได้มัวไปทำอะไรอยู่ จึงปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ผล คำตอบก็คือผู้ออกกฎหมายคือกระทรวงพลังงาน แต่กลับไม่มีอำนาจบังคับใช้ ไม่มีอำนาจไปจับหรือปรับเจ้าของอาคาร หรือไปยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากผู้ออกแบบ ในขณะที่การดัดแปลงป้ายทะเบียนรถนั้นผิดกฎหมายกระทรวงคมนาคม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับสามารถแย่งใช้อำนาจไปทำการตรวจจับได้ตลอดเวลา ทางออกของกรมโยธาธิการก็คือต้องแก้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ในมาตราที่ 7 ให้เพิ่มเติมขอบเขตของกฎหมายควบคุมอาคารให้เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานในอาคารด้วย ทั้งที่ ๆ ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวได้ครอบคลุมเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว (ที่ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องยื่นขอ EIA กัน) แต่ผมไม่ทราบว่าผู้ทรงคุณวุฒิท่านใดจึงมองไม่เห็นว่าปัญหาพลังงานกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าท่านยังไม่รู้ ผมก็ขอเชิญให้ท่านไปหาดูภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth กันสักคนละรอบ หากการแก้พระราชบัญญัติเป็นไปได้ยาก จะมีทางเป็นไปได้ไหมว่าให้ตีความเรื่องพลังงานเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะว่าขณะนี้ทั้งโลกเขาเห็นพ้องกันว่าเรื่องพลังงานและเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันหมดแล้ว ทำไมกรรมการ EIA จึงไม่ถามหาค่า OTTV จากอาคารไปเลย แต่กลับไปบังคับให้เขาหาที่ปลูกต้นไม้ใหญ่ตามจำนวนตันของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งลำบากมาก ๆ และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ บางทีกรรมการ EIA อาจจะไม่รู้จัก OTTV เลยก็ได้ ซึ่งก็เป็นความผิดของรัฐเองที่คนของรัฐกลับไม่รู้เรื่องกฎหมายที่รัฐออกมาบังคับเอกชน
     
    ประเด็นที่ 6 มีผู้รู้จำนวนหนึ่งเห็นพ้องกันว่า เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้หยุดไม่ว่าจะทำผิดกฎจราจร หรือไม่มีวินัยจราจร ให้พยายามขอร้องโดยอ้างตัวว่าเป็นข้าราชการด้วยกัน น่าจะผ่อนปรนให้กันได้ ถ้าให้ดีก็ควรจะโชว์บัตรข้าราชการในตำแหน่งอาจารย์ ซี สูง ๆ ด้วย เพราะเป็นบุคลากรผู้หลักผู้ใหญ่ในสถาบันการศึกษา น่าจะเป็นผู้ที่น่าเคารพนับถือเป็นพิเศษ (…ซึ่งไม่จริงเสมอไป…) หากท่านได้ทำผิดลงไป น่าจะเป็นเพราะสุดวิสัย ไม่ได้เจตนา หรือมีเหตุผลจำเป็นจริง ๆ ถ้ากลับมาดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร (…สีข้างแดงอีกแล้ว…) จะพบว่าเป็นเรื่องเลวร้ายแบบปรกติที่มักจะเห็นอาคารราชการไม่ต้องเคารพกับกฎหมายควบคุมอาคารและในที่สุดก็สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในละแวกใกล้เคียง (…เช่นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ไม่มีการเตรียมที่จอดรถไว้อย่างเพียงพอ ทำให้นิสิตนักศึกษาต้องจอดรถเกะกะบนถนนสาธารณะ ทำให้การจราจรติดขัด…) มูลเหตุที่สำคัญที่ทำให้อาคารราชการหยิ่งผยองไม่เคารพกฎหมาย ก็เนื่องมาจากการที่หน่วยงานราชการไม่ต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง เพียงทำหนังสือ “แจ้งให้ทราบ” ว่าจะปลูกสร้างอาคารบนที่ดินนี้แล้วแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผลก็คืออาคารราชการจำนวนมากออกแบบปลูกสร้างกันโดยไม่สนใจแม้แต่จะลองคำนวณค่า OTTV ดูเพื่อที่จะรู้ว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ผ่าน หากหน่วยงานของรัฐเป็นอย่างนี้เสียเอง แล้วจะมาบังคับควบคุมเอกชนให้ประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร การที่หน่วยงานรัฐไม่ต้องขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร มิใช่หมายความว่าหน่วยงานนั้นจะสามารถปลูกสร้างอาคารได้อย่างผิดกฎหมาย ขอให้ลองพิจารณาอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดูอีกที ผู้รับผิดชอบยังไม่อาจแยกแยะเรื่องความแตกต่างระหว่างการไม่ทำตามกฎหมาย และการไม่ต้องขออนุญาตปลูกสร้างได้เลย ทำให้เกิดเป็นข้อครหาไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้อาคาร ยังไม่ต้องพูดถึงว่าค่า OTTV ของอาคารนั้นว่าเป็นเท่าไหร่ด้วยซ้ำ ที่เลวร้ายขึ้นไปอีกก็คือว่าปัจจุบันราชการดูเหมือนว่าจะรู้ตัวว่าชอบทำผิดกฎหมายมาตลอด จึงมีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานฉบับนี้ไม่ให้ครอบคลุมอาคารราชการทั้งหมดอีกด้วย อ้าว…หากเป็นเช่นนี้แล้วก็อย่ามารณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อชาติกันอีกต่อไปเลย…เฮ้อ !!!  ล่าสุดทางกฤษฎีกาตีความมาว่าจะต้องเขียนให้ควบคุมอาคารของรัฐด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ !!!

     

    ต่อตอนต่อไป ….

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร
    Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
    Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
    Chairman of Green Building Program,
    The Association of Siamese Architects under Royal Patronage

    Leave a comment »

    10 ประเด็นบ่นกฎหมายอนุรักษ์พลังงาน (..และเขตกวดขันวินัยจราจร..) # 1

    …. เมื่อหลายคืนก่อนหลังจากที่ผมเสร็จภารกิจประชุมกรรมการบริหาร สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญอันหนึ่งนั่นคือการพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ประจำสมาคม ฯ (…ซึ่งรวมตั้งแต่คนขับรถ คนส่งของ จนถึงผู้อำนวยการสถาบันสถาปนิกสยาม…) ผมขับรถกลับบ้านในเวลาเกือบเที่ยงคืน ผ่านบริเวณถนนตัดใหม่ เส้นที่จะไปทะลุถนนรัชดาภิเษก ผ่านทางศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ ระหว่างขับไป โดยไม่รู้ตัวก็เข้าไปอยู่ท่ามกลางมหกรรมประลองความเร็วของกลุ่มวัยรุ่นแก๊งค์มอเตอร์ไซค์ ที่ดูเหมือนว่าความภาคภูมิใจอย่างเดียวในชีวิตน้อย ๆ ของพวกเขาคือรถจักรยานยนต์ กว่าที่ผมจะรอดออกไปจากสนามแข่งรถแห่งนี้อย่างปลอดภัยได้ โดยไม่บังเอิญไปคร่าชีวิตน้อย ๆ ที่ไร้ค่าเหล่านั้น ผมก็ต้องประหลาดใจต่อมาว่ามีป้ายจราจรเขียนชัดเจนว่า “ท่านกำลังเข้าสู่เขตกวดขันวินัยจราจร โปรดเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด” วางตั้งอยู่ห่างจากสนามแข่งรถสักไม่เกินหนึ่งกิโลเมตร พร้อมกับมีด่านตรวจอยู่ถัดออกไปไม่เกิน 50 เมตร ผมถูกเรียกตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ นึกว่าคงจะตรวจแอลกอฮอล์ แต่กลับโดนใบสั่งเพราะรถที่ผมขับมาได้ “ดัดแปลงป้ายทะเบียนรถ” จากป้ายทะเบียนของกรมขนส่งทางบก ให้เป็นป้ายทะเบียนยาว ซึ่งวินัยจราจรที่เขากำลังกวดขันกันนี้คงคล้ายเรื่องการแต่งกายผิดระเบียบ หรือการไว้ผมยาวมากกว่า 3 เซนติเมตรในโรงเรียนชายล้วนบางแห่ง ในขณะที่ห่างออกไปไม่ไกล กลับปล่อยให้มีการใช้ถนนหลวงเป็นสนามประลองความเร็ว ในระหว่างที่ทำการต่อรองขอผ่อนผันการบังคับใช้วินัยดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะขอยึดใบอนุญาตขับขี่ เนื่องจากผมได้ขับขี่พาหนะที่มีผู้รับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนให้ และผู้รับจ้างก็เปิดร้านรับจ้างดัดแปลงป้ายทะเบียนได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย รวมทั้งยังลงโฆษณาร้านทางหน้าหนังสือพิมพ์อีกด้วย ครั้นผมแย้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีสิทธิ์ยึดใบขับขี่ของประชาชน โดยอ้างคำพูดที่เคยได้ยินจากนักกฎหมายท่านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้นั้นก็เกิดอาการไม่มั่นใจในระเบียบที่ตนเองเป็นผู้บังคับใช้อยู่ทุกวัน และปล่อยผมไป โดยไม่แจ้งข้อหาความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น …..

    จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ผมได้ฉุกคิดถึงการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ก้ำกึ่งกำกวม หรือไม่น่าเป็นที่เข้าใจในหมู่ผู้ปฏิบัติวิชาชีพอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และออกเป็นพระราช กฤษฏีกาอาคารควบคุมในปี พ.ศ. 2538 รวมกับกฎกระทรวงอีก 3 ฉบับในปีเดียวกัน เนื้อหาหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพสถาปนิกคือการกำหนดค่าการถ่ายเทความร้อนรวมผ่านเปลือกอาคาร หรือ OTTV (Overall Thermal Transfer Value) และ RTTV (Roof Thermal Transfer Value) ซึ่งกำหนดวิธีการคำนวณค่าดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยให้อาคารใหม่มีค่า OTTV ไม่เกิน 45 วัตต์ต่อตารางเมตร และอาคารเก่ามีค่า OTTV ไม่เกิน 55 วัตต์ต่อตารางเมตร ค่า RTTV ทั้งอาคารเก่าและใหม่ไม่เกิน 25 วัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งอาคารที่จะอยู่ในข่ายควบคุมก็คืออาคารที่มีขนาดใหญ่พอสมควร โดยจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับอาคารควบคุมดังนี้

     •“อาคารที่มิใช่พระราชวัง สถานทูต องค์การระหว่างประเทศ โบราณสถาน วัดวาอาราม อาคารทางศาสนา” (…หมายความว่าอาคารราชการทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ด้วย !!!)

     •“อาคารหลังเดียวหรือหลายหลังภายใต้เลขที่บ้านเดียวกัน ที่ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1,000 kW ขึ้นไป หรือมีหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ตัวเดียวหรือหลายตัวรวมกัน ขนาด 1,175 kVA” (…หมายความว่าคอนโด 40 ชั้นที่แต่ละยูนิตมีเลขที่บ้านของตัวเอง และมีมิเตอร์ตัวน้อยของตัวเอง ไม่ต้องออกแบบให้ประหยัดพลังงานตามกฎหมาย OTTV/RTTV !!!)

    •“อาคารมีการใช้พลังงานสิ้นเปลืองทั้งหมดมากกว่า 20 ล้าน MJ (5.5 ล้าน kWh) ในหนึ่งปี (1 ม.ค.- 31 ธ.ค.)” (…ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าจะออกแบบเปลือกอาคารให้ผ่าน OTTV/RTTV หรือไม่ก็ตาม แต่หากมีการใช้พลังงานเกินเกณฑ์ดังกล่าว เมื่อเปิดใช้งานจริงก็จะตกเป็นอาคารควบคุมซึ่งต้องทำการตรวจสอบการใช้พลังงาน และทำการปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงานภายหลังกันอีก !!!! นอกจากนี้ หากอาคารเป็นอาคารใหญ่มากมาก แต่ใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ มิใช่พวกเล็กแต่ด้อยประสิทธิภาพ จะใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่าเพียงใด ก็ไม่อาจลดลงต่ำกว่า 5.5 ล้าน kWh ต่อปีได้เลย อาคารเหล่านั้นก็ไม่ควรที่จะต้องโดนบังคับให้ปรับปรุงอะไรอีกแล้วมิใช่หรือ ? ทำไมกฎหมายจึงไม่กำหนดที่ปริมาณการใช้พลังงานต่อตารางเมตร ???)

    ประเด็นแรกที่จะขอเขียนถึงก็คือถ้าหากการดัดแปลงป้ายทะเบียนรถถือเป็นการละเมิดวินัยการจราจรรุนแรง (มากกว่าการปิดถนนแข่งรถ) การออกแบบอาคารโดยมีค่า OTTV/RTTV เกินเกณฑ์ก็คือการกระทำผิดกฎหมายรุนแรงเช่นกัน (…เพราะทำให้เกิดภาวะโลกร้อน…) ดังนั้นจะต้องให้เจ้าของรถ หรือเจ้าของอาคารทำการปรับปรุงให้ถูกต้อง แต่สิ่งที่พบเห็นอยู่ก็คือยังมีผู้ใช้รถจำนวนมากยังคงใช้ป้ายทะเบียนยาว (…หรือแม้แต่ใส่กรอบป้ายทะเบียน…) โดยไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย หรือรู้ว่าผิดแต่ยังทำเพราะเห็นว่าใคร ๆ ก็ทำ หรือไม่สนใจว่าผิดเพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีบทลงโทษ ไม่ได้เข้มงวดให้เจ้าของรถ หรือเจ้าของอาคารทำการปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง จากผลการสำรวจอาคารโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ซึ่งพบว่าอาคารส่วนใหญ่ยังมีค่า OTTV เกินเกณฑ์ที่ 45 วัตต์ต่อตรม. อยู่อีกเป็นจำนวนมาก
    ต่อตอนต่อไป ….

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรจน์ เศรษฐบุตร
    Asst. Prof. Atch Sreshthaputra, Ph.D.
    Faculty of Architecture, Chulalongkorn University
    Chairman of Green Building Program,
    The Association of Siamese Architects under Royal Patronage



    อ่านทั้งหมด: 1539, ความเห็นทั้งหมด: 1
        End Tables
        http://endtables.howbuysale.com/
        Glass End Tables
        http://glassendtables.howbuysale.com/
        Wood End Tables
        http://woodendtables.howbuysale.com/
    โดย - Tee - วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เวลา 9:19

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    ข่าวฟ้ายามเย็น
    รายการ ขยายข่าว : สึ-นา-มิ
    นาทีฉุกเฉิน นาทีเตือนภัย โจรขโมย
    สุดยอดยุวศิลปินเลือดใหม่ 2557
    อินไซด์ตำรวจ (ดีโพลมา291257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    ผบ.ตร.เห็นพ้องไล่ "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" พร้อมพวกรวม 6 คน ออกจากราชการ(ดีโพลมา281257ร่วมกับส
    หนังจีนพากษ์ไทย KhonbinTewada(ดีโพลมา271257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    คลุกวงข่าว 26 ธันวาคม 2557(ดีโพลมา261257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    รถบรรทุกงัดกฏหมายฉะตำรวจ มองข้ามมาตรา 34(ดีโพลมา251257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    10ข่าวเด็ดแมเนเจอร์ 26 ธ.ค.57(ดีโพลมา261257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่26ธ.ค.2557(ดีโพลมา261257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    หนังเรื่องเฮโล 4 หน่วยฝึกรบมหากาฬ(ดีโพลมา261257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    หางาน part time หางานคีย์ข้อมูล ทำงานผ่าน word ง่ายๆ
    คลุกวงข่าว 24 ธันวาคม 2557
    เสียงประชาชนเปลี่ยนแปลงประเทศไทย(ดีโพลมา241257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    ศาลฎีกายืนจำคุกเสื้อแดงเผาเอ็นบีทีขอนแก่น(ดีโพลมา241257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่24ธ.ค.2557(ดีโพลมา241257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    หนังเรื่องคัมภีร์หยุดกระสุน(ดีโพลมา241257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    number_format และ money_format PHP
    แค่ไหนกัน … ความรู้ระดับดอกเตอร์ ?
    คุยโขมงบ่าย3อังคาร 23 ธ.ค.2557
    ข่าวข้นรับอรุณ 23 ธันวาคม 2557
    พระราม 9 ข่าวเช้า Tue อังคาร 23 ธันวาคม 2557
    กมธ.ยกร่าง รธน.ยันเห็นควรคงรูปแบบ(ดีโพลมา231257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    ก.ตร.เลื่อนวาระแต่งตั้งตร.ระดับสว.-รองผบก. ไป15 ม.ค.58(ดีโพลมา231257ร่วมกับสื่อสยามข่าวม
    โจวซิงฉือ หนังจีน 007(ดีโพลมา231257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    php function wordwrapตัดข้อความ
    สวนดุสิตโพล ระบุ ประชาชนพอใจผลงาน คสช.(ดีโพลมา231257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    ลักษณะของนักกีฬา
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่23ธ.ค.2557(ดีโพลมา231257ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(ถ่ายทอด)
    Xavi Hernandez
    การเล่นบาส
    ชนาธิป สรงกระสินธ์
    มิวสิค
    ชาริล ชัปปุยส์
    แมวน่ารัก
    ชนาธิป สรงกระสินธ์
    Love Golden
    นักกีฬา
    Cristiano Ronaldo
    ท่องเที่ยวผาแต้ม
    ท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบาง ล่องเรือแม่น้ำโขง, กรุงเทพ - น่าน - หลวงพระบาง - น่าน -
    ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น
    แนะนำที่ท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษ
    Safety journy
    กีฬา
    Neymar11
    ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น
    ท่องเที่ยวผาแต้ม
    Ronaldinho

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 499.2008ms