28/6/2550 9:21:00
การสังเคราะห์แสง คือ กระบวนการซึ่งพืชสังเคราะห์สารอินทรีย์จากสารประกอบ อนินทรีย์ โดยมีแสงปรากฏอยู่ด้วย สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและรักษาสภาพเดิมให้คงอยู่ สาหร่าย พืชชั้นสูง และแบคทีเรียบางชนิดสามารถรับพลังงานโดยตรงจากแสงอาทิตย์ และใช้พลังงานนี้ในการสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ แต่สัตว์ไม่สามารถรับพลังงานโดยตรงจากแสงอาทิตย์ ต้องรับพลังงานโดยการบริโภคพืชและสัตว์อื่น ดังนั้นแหล่งของ พลังงานทางเมตาบอลิสม์ในโลกคือ ดวงอาทิตย์ และกระบวนการสังเคราะห์แสง จึงจำเป็นสำหรับชีวิตบนโลก
ประโยชน์ของการสังเคราะห์แสง
1. เป็นกระบวนการสร้างอาหารเพื่อการดำรงชีวิตของพืช
2. เป็นกระบวนการซึ่งสร้างสารประกอบชนิดอื่น ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการเจริญ
เติบโตของพืช
3. เป็นกระบวนการซึ่งให้ก๊าซออกซิเจนแก่บรรยากาศ
4. ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในสภาวะสมดุล


|
มีคนตอบทั้งหมด: 8 |
อ่าน: 3157 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/student.blog?PostID=3295
Last edit on 28/6/2550 9:03:00
บทที่ 4
การสังเคราะห์แสง
บทนำ
การสังเคราะห์แสง คือ กระบวนการซึ่งพืชสังเคราะห์สารอินทรีย์จากสารประกอบ อนินทรีย์ โดยมีแสงปรากฏอยู่ด้วย สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและรักษาสภาพเดิมให้คงอยู่ สาหร่าย พืชชั้นสูง และแบคทีเรียบางชนิดสามารถรับพลังงานโดยตรงจากแสงอาทิตย์ และใช้พลังงานนี้ในการสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ แต่สัตว์ไม่สามารถรับพลังงานโดยตรงจากแสงอาทิตย์ ต้องรับพลังงานโดยการบริโภคพืชและสัตว์อื่น ดังนั้นแหล่งของ พลังงานทางเมตาบอลิสม์ในโลกคือ ดวงอาทิตย์ และกระบวนการสังเคราะห์แสง จึงจำเป็นสำหรับชีวิตบนโลก
ประโยชน์ของการสังเคราะห์แสง
1. เป็นกระบวนการสร้างอาหารเพื่อการดำรงชีวิตของพืช
2. เป็นกระบวนการซึ่งสร้างสารประกอบชนิดอื่น ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการเจริญ
เติบโตของพืช
3. เป็นกระบวนการซึ่งให้ก๊าซออกซิเจนแก่บรรยากาศ
4. ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในสภาวะสมดุล
การที่พืชรับพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรงนี้ พืชต้องมีกลไกพิเศษ คือ มีรงควัตถุ (Pigment) สีเขียว ซึ่งเรียกว่า คลอโรฟิลล์ (Chlorophylls) ซึ่งมีโครงสร้างประกอบด้วยวงแหวน Pyrrole 4 วง เรียงติดกัน มี Mg อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นส่วนที่ดูดแสงเรียกว่า Head ส่วน Tail คือ Phytol ซึ่งคลอโรฟิลล์เป็นรงควัตถุที่ปรากฏอยู่ในคลอโรพลาสต์ ทำหน้าที่ในการจับพลังงานจากแสง ซึ่งโครงสร้างของคลอโรพลาสต์นี้ได้กล่าวถึงแล้วในบทที่ 1 นอกจากคลอโรฟิลล์แล้ว รงควัตถุที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสงยังมีคาโรทีนอยด์ (Carotenoids) และไฟโคบิลินส์(Phycobilins) สิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์แสงได้จะมีรงควัตถุหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งชนิด รงควัตถุเหล่านี้แสดงอยู่ในตารางที่ 4.1
คลอโรฟิลล์ เอ นั้นจัดว่าเป็น primary pigment ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงโดยตรง ส่วนรงควัตถุชนิดอื่น ๆ ต้องรับแสงแล้วจึงส่งต่อให้คลอโรฟิลล์ เอ เรียกว่าเป็น Accessory pigment ในพืชชั้นสูงทั่ว ๆ ไปจะมีคลอโรฟิลล์ เอ มากกว่าคลอโรฟิลล์ บี ประมาณ 2-3 เท่า ส่วนแบคทีเรียบางชนิด เช่น Green bacteria และ Purple bacteria จะมีรงควัตถุซึ่งเรียกว่า Bacteriochlorophyll
ซึ่งปรากฏอยู่ในไธลาคอยด์ การสังเคราะห์แสงของแบคทีเรียจะต่างจากการสังเคราะห์แสงของพืชชั้นสูง เพราะไม่ได้ใช้น้ำเป็นตัวให้อีเลคตรอนและโปรตอน แต่ใช้ H2S แทน และเมื่อสิ้นสุดการสังเคราะห์แสงจะไม่ได้ก๊าซออกซิเจนออกมา แต่จะได้สารอื่น เช่น กำมะถันแทน
ตารางที่ 4.1 รงควัตถุที่ปรากฏอยู่ในพืชชนิดต่าง ๆ
|
ชนิดของรงควัตถุ |
ช่วงแสงที่ดูดกลืนแสง
(nm) |
ชนิดของพืช |
|
คลอโรฟิลล์ |
|
|
|
|
คลอโรฟิลล์ เอ |
420, 660 |
พืชชั้นสูงทุกชนิดและสาหร่าย |
|
|
คลอโรฟิลล์ บี |
435, 643 |
พืชชั้นสูงทุกชนิดและสาหร่ายสีเขียว |
|
|
คลอโรฟิลล์ ซี |
445, 625 |
ไดอะตอมและสาหร่ายสีน้ำตาล |
|
|
คลอโรฟิลล์ ดี |
450, 690 |
สาหร่ายสีแดง |
|
คาร์โรทีนอยด์ |
|
|
|
|
เบตา คาร์โรทีน |
425, 450, 480 |
พืชชั้นสูงและสาหร่ายส่วนใหญ่ |
|
|
แอลฟา คาร์โรทีน |
420, 440, 470 |
พืชส่วนใหญ่และสาหร่ายบางชนิด |
|
|
ลูตีออล (Luteol) |
425, 445, 475 |
สาหร่ายสีเขียว สีแดงและพืชชั้นสูง |
|
|
ไวโอลาแซนธอล |
425, 450, 475 |
พืชชั้นสูง |
|
|
(Violaxanthol) |
|
|
|
|
แกมมา คาร์โรทีน |
- |
แบคทีเรีย |
|
|
ฟูโคแซนธอล
(Fucoxanthol) |
425, 450, 475 |
ไดอะตอมและสาหร่ายสีน้ำตาล |
|
ไฟโคบิลินส์ |
|
|
|
|
ไฟโคอีรีธรินส์ |
490, 546, 576 |
สาหร่ายสีแดง และสาหร่ายสีน้ำเงิน |
|
|
(Phycoerythrins) |
|
|
|
|
ไฟโคไซยานินส์ |
618 |
สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว และ |
|
|
(Phycocyanins) |
|
สาหร่ายสีแดงบางชนิด |
รงควัตถุ จะกระจายอยู่ในส่วนของลาเมลลาของคลอโรพลาสต์ นอกจากนั้นใน คลอโรพลาสต์ยังมีโปรตีน ไขมัน และควิโนน อีกหลายชนิดกระจายตัวอยู่ เช่น ไซโตโครม บี 6 (Cytochrome b6) และไซโตโครม เอฟ (Cytochrome f) พลาสโตไซยานิน (Plastocyanin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีทองแดงประกอบอยู่ด้วยเฟอร์ริดอกซิน (Ferredoxin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีเหล็กประกอบอยู่ด้วยและเป็น non heme โลหะ พบในลาเมลลา คือ สังกะสี เหล็ก และแมกนีเซียม
การสังเคราะห์แสงเป็นกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการสองกระบวนการใหญ่ๆ คือ
1. การไหลของอีเลคตรอน หรือ Light Reaction ซึ่งแบ่งเป็น
1.1 Hill Reaction ซึ่งคือ การแตกตัวของน้ำ โดยพลังงานแสง พบโดย Robert Hill เมื่อน้ำแตกตัวแล้ว จะให้อีเลคตรอนออกมา ซึ่งตามธรรมชาติของการสังเคราะห์แสงตัวรับ อีเลคตรอนคือ NADP ทำให้กลายเป็น NADPH ซึ่งเป็นสารที่มีศักยภาพในการรีดิวซ์สารอื่นสูงมาก และจะนำไปใช้รีดิวซ์ CO2 ในกระบวนการต่อไป
การที่น้ำแตกตัวเป็นออกซิเจนได้นี้ เกิดโดยพลังงานแสงที่คลอโรฟิลล์ดูดแล้วส่งไปช่วยเอนไซม์ที่ทำหน้าที่แยกโมเลกุลของน้ำ (Water Splitting enzyme) ให้เกิดปฏิกิริยาได้อีเลคตรอนและก๊าซออกซิเจน
นำผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแตกตัวของน้ำคือโปรตอน ซึ่งจะใช้เป็นตัวพาอีเลคตรอนและนำไปสร้างสารให้พลังงานสูง NADPH นอกจากนั้นอีเลคตรอนยังถูกส่งเข้าไปทดแทนอีเลคตรอนของคลอโรฟิลล์ซึ่งสูญเสียไปในการถ่ายทอดอีเลคตรอน ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป
1.2 Photophosphorylation คือ การสังเคราะห์สารเคมีที่ให้พลังงานสูง ATP จากการไหลของอีเลคตรอน จากน้ำไปสู่ NADP ซึ่ง NADP ไม่สามารถรับอีเลคตรอนได้โดยตรง ต้องไหลผ่านสารอื่น ๆ หลายชนิด ในระหว่างการไหลนี้ทำให้เกิด ATP ขึ้นมา
2. Enzymatic Reaction หรือ Dark Reaction เกิดในสโตรมาเป็นกระบวนการที่เปลี่ยน CO2 ให้เป็นน้ำตาลสามารถเกิดได้ในที่มืดและที่มีแสง
เนื่องจากแสงมีลักษณะเป็นคลื่นและมีพลังงาน แสงจะมาในลักษณะเป็นควอนตา (Quanta) หรือโฟตอน (Photon) ซึ่งเป็นพลังงาน พลังงานแต่ละโฟตอนจะเป็นสัดส่วนผกผันกับความยาวคลื่นแสง ดังนั้นแสงสีม่วงและน้ำเงิน จะมีพลังงานมากกว่าแสงสีแดงและสีส้ม
กลุ่มที่ 1
ด.ช.ภากร บุษบา ม. 1/4 เลขที่14
ด.ช.อนุรักษ์ นิลทุ้ย ม.1/4 เลขที่ 8
ด.ช.ไพฑูรย์ จันเนียม ม. 1/4 เลขที่ 9
ด.ญ.นราภรณ์ หรุ่นเกิด ม. 1/4 เลขที่ 20
ด.ช อนุวัฒน์ ศรีแก้ว ม.1/4 เลขที่ 6
ด.ญ. ปวีณ์สุดา สนองคุณ ม.1/4 เลขที่ 38
ด.ญ. กมลชนก ผลพันธิน ม.1/4 เลขที่ 32
ด.ญ . กนิษฐา หริรักษ์ ม.1/4 เลขที่ 46
ด.ช.ชัยรัตน์ เภาเพิ่ม ม.1/4 เลขที่ 4
ค้นหามาจากเวป
http://web.agri.cmu.ac.th/hort/course/359311/PPHY4_photosyn.htm
|
มีคนตอบทั้งหมด: 4 |
อ่าน: 1896 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/student.blog?PostID=3294
Last edit on 8/6/2550 16:58:00
ถึงแม้เซลล์จะมีรูปร่าง ขนาด และหน้าที่ต่างๆ กันออกไปก็ตาม แต่ต้องมีส่วนประกอบพื้นฐาน บางอย่างเหมือนๆ กัน ได้แก่
1. เยื่อหุ้มเซลล์ (plasma membrane หรือ cell membrane) เป็นส่วนที่ห่อหุ้ม ของเหลวที่อยู่ภายใน โดยทั่วไปเยื่อหุ้มเซลล์ มีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) ซึ่งยอมให้สารบางชนิด แพร่ผ่านเข้าออกได้
2. ของเหลวภายในเซลล์ ได้แก่ ส่วนที่เรียกว่า โปรโตปลาสซึม ของเหลวนี้ มีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนของนิวเคลียส และส่วนที่อยู่รอบนิวเคลียส เรียกว่า ไซโตรพลาสซึม ซึ่งแบ่งเป็น ส่วนที่มีชีวิต (organell) ส่วนที่ไม่มีชีวิต (inclusion)

กลุ่มที่ 1
ด.ช.ภากร บุษบา ม. 1/4 เลขที่14
ด.ช.อนุรักษ์ นิลทุ้ย ม.1/4 เลขที่ 8
ด.ช.ไพฑูรย์ จันเนียม ม. 1/4 เลขที่ 9
ด.ญ.นราภรณ์ หรุ่นเกิด ม. 1/4 เลขที่ 20
ด.ช อนุวัฒน์ ศรีแก้ว ม.1/4 เลขที่ 6
ด.ญ. ปวีณ์สุดา สนองคุณ ม.1/4 เลขที่ 38
ด.ญ. กมลชนก ผลพันธิน ม.1/4 เลขที่ 32
ด.ญ . กนิษฐา หริรักษ์ ม.1/4 เลขที่ 46
ด.ช.ชัยรัตน์ เภาเพิ่ม ม.1/4 เลขที่ 4
ค้นหามาจากเวป
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=yanin&topic=51&page=5
|
มีคนตอบทั้งหมด: 17 |
อ่าน: 3630 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/student.blog?PostID=3233
1/6/2550 18:29:00
เซลล์ (CELL) หมายถึง หน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต โดยเซลล์จะมีอยู่ในทุก ๆส่วนของพืช เพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ แตกต่างกันไป เซลล์ของพืชจะมีรูปร่างแตกต่างกัน ตามแต่หน้าที่และชนิดของพืชนั้น ๆ
เซลล์และโครงสร้างของเซลล์
ทฤษฎีเซลล์ (CELL THEORY ) ของชวานน์ และชไลเดน กล่าวว่า "สิ่งมีชีวิตประกอบด้วยเซลล์และผลิตภัณฑ์ของเซลล์"
- เซลล์มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันมากมาย โดยทั่วๆ ไป เซลล์มีขนาด 10-100 ไมโครเมตร
- สิ่งมีชีวิตบางชนิดประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว บางชนิด เช่น พืชกับสัตว์ ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมาก
ส่วนประกอบของเซลล์พืช เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีขนาดเล็กมาก ภายในมีโครงสร้างมากมายดังนี้
1. ผนังเซลล์ (Cell Wall ) เซลล์ทั่วไปประกอบด้วยสารพวกเซลลูโลสเป็นหลัก ทำหน้าที่ห่อหุ้มป้องกัน
อันตรายให้แก่เซลล์พืช ให้เซลล์คงรูปเพิ่มความแข็งแรง เซลล์ของสัตว์ไม่มีผนังเซลล์ แต่เซลล์สัตว์บางชนิดอาจมีสาร
เคลือบเยื่อหุ้มเซลล์ได้ มีลักษณะแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้น ๆ เช่น เปลือกกุ้ง กระดองปู มีสารเคลือบพวก
ไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) เซลล์พวกไดอะตอม มีสารเคลือบเป็นพวก ซิลิกา สารเคลือบเหล่านี้มีประโยชน์ทำให้
เซลล์คงรูปร่างได้
2. เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) เป็นเยื่อบาง ๆ ประกอบด้วยโปรตีน และไขมัน ทำหน้าที่ควบคุม
ปริมาณ และชนิดของสารที่ผ่านเข้าออกจากเซลล์ และมีรูเล็ก ๆ เพื่อให้สารบางอย่างผ่านเข้าออกได้ และไม่ให้สารบาง
อย่างผ่านเข้าออกจากเซลล์ จึงมีสมบัติเป็นเยื่อบางๆ (Semipermeable Membrane)
3. ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) เป็นส่วนประกอบที่เป็นของเหลวอยู่ภายในเซลล์ มีสารที่ละลายน้ำได้
เช่น โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ ฯลฯ ประกอบด้วยหน่วยเล็ก ๆ ที่สำคัญหลายชนิด ดังนี้
3.1 ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) เป็นโครงสร้างที่มีลักษณะยาวรีเป็นแหล่งผลิตสาร
ที่มีพลังงานสูงให้แก่เซลล์
3.2 คลอโรพลาส (Chloroplast) เป็นโครงสร้างพบเฉพาะในเซลล์พืชมองเห็นเป็นสีเขียวเพราะมีสารพวกคลอโรฟิลล์ซึ่งไม่ดูดกลืนแสงสีเขียวคลอโรฟิลล์เป็นสาระสำคัญที่ใช้ในกระบวนสังเคราะห์ด้วยแสง
3.3 ไรโบโซม (Ribosome) เป็นโครงสร้างที่มีขนาดเล็ก เป็นแหล่งที่มีการสังเคราะห์
โปรตีนเพื่อส่งออกไปใช้นอกเซลล์
3.4 กอลจิคอมเพลกซ์ (Golgi Complex) เป็นโครงสร้างที่เป็นถุงแบน ๆ คล้ายจานซ้อน
กันเป็นชั้น ๆ หลายชั้น ทำหน้าที่สร้างสารคาร์โบไฮเดรตที่รวมกับโปรตีน แล้วส่งออกไปใช้ภายในเซลล์
3.5 เซนตริโอล (Centriole) พบเฉพาะในเซลล์สัตว์ และโพรติสต์บางชนิด มีหน้าที่เกี่ยวกับ
การแบ่งเซลล์
3.6 แวคิวโอล (Vacuole) เป็นโครงส้างที่มีช่องว่างขนาดใหญ่มากในเซลล์พืช ภายในมีสารพวกน้ำมัน ยาง และแก๊สต่าง ๆ
4. นิวเคลียส (Nucleus) อยู่ตรงการเซลล์ เซลล์ส่วนใหญ่มีนิวเคลียส ยกเว้นเซลล์บางชนิด เช่น เซลล์เม็ด
เลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และเซลล์ลำเลียงอาหารของพืช เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียส
นิวเคลียสทำหน้าที่ ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ควบคุมการสังเคราะห์สารประกอบของเซลล์ ส่วนประกอบ
ของนิวเคลียสมีดังนี้
4.1 นิวคลีโอพลาซึม (Nucleoplasm) เป็นของเหลวภายในนิวเคลียส เป็นส่วนที่ใส ไม่มีสี
ประกอบด้วยเม็ดสารเล็ก ๆ ที่มีรูปร่างไม่แน่นอน
4.2 ร่างแหนิวเคลียส มีโครงสร้างเป็นเส้นที่สานกันเป็นร่างแห เมื่อเซลล์มีการแบ่งตัว ร่างแหนิวเคลียส
จะเปลี่ยนเป็นร่างแหโครโมโซม ซึ่งประกอบด้วย DNA หรือยีน (gene) ซึ่งมีสารพันธุกรรมประกอบอยู่ และเป็นตัวควบคุม
การแสดงออกถึงลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต
4.3 นิวคลีโอลัส (Nucleolus) เป็นตำแหน่งที่ติดสีเคมีบนไครโมโซม ประกอบด้วยสารประเภท DNA
TNA ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกลไกการสร้างโปรตีน

เซลล์พืช
ส่วนประกอบของเซลล์สัตว์
1. เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane )
มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆประกอบด้วยโปรตีนและไขมัน ทำหน้าที่ควบคุมเซลล์ให้คงรูปอยู่ได้และทำหน้าที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารบางอย่าง เช่น น้ำ อากาศ และสารละลายต่างๆ
2. ไซโตรพลาสซึม ( Cytoplasm)
มีลักษณะเป็นของเหลวที่มีสิ่งต่างๆปนอยู่ เช่น ส่วนประกอบอื่นๆเซลล์ อาหารซึ่งได้แก่ น้ำตาล ไขมัน โปรตีน และของเสีย
3. นิวเคลียส ( Nucleus )
มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ
- นิวคลีโอลัส ( Nucleolus ) ประกอบไปด้วยสารพันธุกรรม DNA และ RNA มีการสร้างโปรตีนให้แก่เซลล์และส่งออกไปใช้นอกเซลล์
- โครมาติน (Chromatin) คือ ร่างแหของโครโมโซม โครโมโซมประกอบด้วย DNA หรือยีน ( Gene) โปรตีนหลายชนิดทำหน้าที่ควบคุมการสร้างโปรตีน DNA เป็นตัวควบคุมการแสดงออกของลักษณะต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โดยการควบคุมโครงสร้างของโปรตีนให้ได้ คุณภาพและปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม

เซลล์สัตว์
กลุ่มที่ 1
ด.ญ. ปิยะวรรณ แสงอรุณไพศาล ม.1/3
ด.ญ.วริศรา ลิขิตลือชา ม.1/3
ด.ญ.สุวิชญา ช้างพา ม. 1/3
ด.ญ. ชุติมา จำปา ม. 1/3
ด.ญ.ชนาภา มีศิลป์ ม. 1/3
ด.ญ.นัฐยา ชนะภัย ม. 1/3
ด.ญ. วรินทร นิลพิทักษ์ ม. 1/3
ด.ช. พุฒิพงศ์ ยอดวัน ม.1/3
ด.ช.ชลกานต์ ขันดี ม.1/3
ด.ช. อนุชิต ไวว่อง ม.1/3
|
มีคนตอบทั้งหมด: 74 |
อ่าน: 20120 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/student.blog?PostID=3218
1/6/2550 14:18:00
โพรโทพลาสซึม (protoplasm) เป็นส่วนที่ถูกล้อมรอบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด เช่น โปรตีน ลิปิด กรดนิวคลีอิก และน้ำ รวมกันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม จึงแสดงคุณสมบัติความมีชีวิตขึ้นมาได้ แต่ละหน่วยย่อยของโพรโทพลาซึมจะแสดงหน้าที่บทบาทเฉพาะอย่าง และจะผันแปรได้ตามสภาพของเซลล์ตลอดทั้งสภาพแวดล้อม โพรโทพลาซึมประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ไซโทพลาซึม นิวเคลียสและในเซลล์พืชจะมีคลอโรพลาสต์อยู่ด้วย
1. ไซโทพลาซึม(cytoplasm) เป็นส่วนของโพรโทพลาซึมที่อยู่รอบนอกนิวเคลียสล้อมรอบ ด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วย ออร์แกเนลล์ (organells) และไซโทพลาซึมพื้นฐาน (ground cytoplasm) ซึ่งเป็นสารกึ่งเหลว ยืดหยุ่นได้ โปร่งแสง ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหล่อเลี้ยงออร์แกเนลล์ ต่าง ๆ และนอกกจากนี้ยังมีผลิตผลที่ได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ซึ่งถือว่าเป็นส่วนไม่มีชีวิตของเซลล์รวมอยู่ด้วย อาจเรียกส่วนนี้ว่า สารเออร์แกสติก หรืออินคลูชัน
2. คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีเฉพาะในเซลล์ที่มีสีเขียวของพืชและเซลล์ของโปรตีส์บางชนิด คลอโรพลาสต์ประกอบด้วยเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ชั้นนอกมีหน้าที่ควบคุมโมเลกุลต่าง ๆ ที่ผ่านเข้าและออกจากคลอโรพลาสต์ ชั้นในมีลักษณะยื่นเข้าไปภายใน และติดต่อกันเป็นชั้นอย่างมีระเบียบ จะมีโมเลกุลของคลอโรฟิลล์และเอนไซม์ ซึ่งใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
3. นิวเคลียส (nucleus) เป็นออร์แกเนลล์ที่สำคัญในพืช มีรูปทรงกลมหรือรูปไข่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-25 ไมครอน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ภายในเซลล์ ได้แก่ การแบ่งเซลล์ การสังเคราะห์โปรตีน และกรดนิวคลีอิก การสังเคราะห์เอนไซม์ต่าง ๆ ควบคุมกิจกรรมทางชีวเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ ตลอดทั้งควบคุมการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมของเซลล์
กลุ่ม 4
ด.ช.บุรภัทร เจริญฉิม ม.1/3 เลขที่12
ด.ช.รัฐพงศ์ ทองรักษ์ ม.1/3 เลขที่7
ด.ช.ถนัฐ พานจำปี ม.1/3 เลขที่9
|
มีคนตอบทั้งหมด: 8 |
อ่าน: 3127 |
Permarlink: http://www.thaiblogonline.com/student.blog?PostID=3217
เรื่องราวล่าสุดจากบลอกเพื่อนบ้าน