กาลครั้งหนึ่ง... มีเกาะแห่งหนึ่งรวบรวมความรู้สึกต่างๆของมนุษย์เราไว้ด้วยกัน วันหนึ่ง ได้มีประกาศว่า อีกไม่นานเกาะแห่งนี้ จะล่มสลาย น้ำจะท่วมเกาะ ขอให้ทุกความรู้สึกจงเตรียมตัว... เมื่อทุกความรู้สึกได้ทราบข่าวแล้ว ต่างก็หาวิธีการเพื่อที่จะเอาตัวรอด มีเพียงความรักเท่านั้นที่ไม่ได้เตรียมหาวิธีการเพื่อให้ตัวเองรอด จนเมื่อน้ำท่วมมากขึ้นๆ ความรักจึงร้องขอความช่วยเหลือ พอดีกับที่ความเห็นแก่ตัวพายเรือผ่านมา ความรักก็บอกว่า "ความเห็นแก่ตัว ขอเราไปด้วยคนได้ไหม?" ความเห็นแก่ตัวก็ตอบว่า "ไม่ได้หรอก ความรัก ตัวเจ้าเปียก ถ้าเจ้าขึ้นมาเรือข้าก็เปียกและเลอะเทอะน่ะสิ" เมื่อพูดจบ ความเห็นแก่ตัวก็พายเรือจากไป... ความรักก็ยังคงร้องขอความช่วยเหลือต่อไป แล้วความโลภก็ผ่านมา ความรักก็ตะโกนขอความช่วยเหลือโดยบอกว่า "ความโลภ ช่วยเราด้วยเถอะ ขอเราอาศัยไปด้วยนะ" ความโลภรีบตอบว่า "ไม่ได้หรอก ถ้าเจ้าขึ้นมา ข้าก็เอาของไปไม่หมดน่ะสิ" พูดจบความโลภก็จากไป ความรักยังคงไม่ยอมแพ้ ยังคงรอคอยที่จะมีสักความรู้สึกรับตนไปด้วย แล้วความเกลียดก็ผ่านมา ความรักจึงร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง "ความเกลียด ช่วยเราด้วย" ความรักร้องขอด้วยความอ่อนล้า ความเกลียดมองหน้าความรักด้วยสีหน้าชิงชังโดยที่ไม่พูดอะไร แล้วก็จากไป ความรักเริ่มหมดหวัง ทันใดนั้นก็มีเสียงแก่ๆ เสียงหนึ่งตะโกนดังขึ้นมาว่า "ไม่เป็นไรความรัก เราจะช่วยเจ้าเอง" ความรักได้ยินดังนั้นก็ดีใจ รีบขึ้นเรือ และด้วยความอ่อนเพลียจากการเอาชีวิตรอด ความรักได้หลับไปตลอดการเดินทาง จนถึงที่หมายที่ๆ แห่งใหม่ คุณยายได้ปลุกให้ความรักตื่น แล้วบอกว่า "ถึงที่ๆ ปลอดภัยแล้วล่ะ ความรัก" เมื่อความรักได้ยินก็ตื่นแล้วลงจากเรือ แล้วคุณยายก็พายเรือจากไป เมื่อนึกขึ้นได้ความรักก็คิดขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ขอบคุณคุณยายเลย จึงตะโกนร้องเรียก เรียกเท่าไหร่ คุณยายก็ไม่หันกลับมา มีแต่จะเดินต่อไปข้างหน้า ความรู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็บอกว่า "อย่าตะโกนเรียกไปเลย เขาไม่มีวันเดินย้อนกลับมาหรอก" ความรักหันมามองหน้าความรู้ แล้วถามด้วยความสงสัยว่า "เขาเป็นใครเหรอ?"... "เขาคือเวลา" ความรักก็ถามความรู้ต่อว่า "แล้วทำไมเวลาเขาถึงช่วยเราล่ะความรู้"...ความรักยังคงถามต่อไปด้วยความสงสัย "ก็เพราะมีแต่เวลาเท่านั้น ที่รู้จักและเห็นคุณค่าของความรัก"..... แล้วตัวคุณล่ะ เห็นคุณค่าของความรัก มากน้อยแค่ไหนกัน....
ในสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งอุดมไปด้วยดอกไม้ต้นไม้และแมลงนานาชนิด เขียวแก้ว หนอนผีเสื้อหนุ่มตัวหนึ่งเฝ้ามองเพื่อน ๆ ของมันกัดกินใบไม้ใบหญ้าด้วยความสงสัย พวกมันต้องกินเยอะ ๆ เพื่อที่จะได้ปั่นใยเป็นดักแด้ รอฟักตัวกลายไปเป็นผีเสื้อในต้นฤดูหนาวเดือนข้างหน้า แต่ถึงอย่างไรเขียวแก้วก็ไม่เคยเข้าใจเลย....
"ทำไมนะ หนอนอย่างพวกเราถึงต้องเสียเวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการพยายามเป็นผีเสื้อด้วย"
ถึงแม้ผีเสื้อจะมีปีกสีสวยงามสะดุดตา แต่เมื่อเป็นผีเสื้อแล้วเราก็อยู่ได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง สู้เป็นหนอนสบาย ๆ ตลอดไปไม่ดีกว่าหรือ" เขียวแก้วรำพึงเสียงดังขณะเดินปลีกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อน คำกล่าวนั้นลอยไปเข้าหู เทาซาง หอยทากเฒ่าที่อาศัยอยู่มานานกว่าแมลงอื่น ๆ ทั้งหมดในสวน "จุ๊ ๆ ๆ เจ้าเขียวแก้ว ที่เจ้าพูดเช่นนั้นคงเป็นเพราะไม่เคยฟังตำนานผีเสื้อ เรื่องเล่าเก่าแก่ของบรรพบุรุษเจ้าสินะ มา.....ข้าจะเล่าให้ฟัง"
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อตอนที่ท้องฟ้ายังเป็นเพื่อนกับสายลม ดวงอาทิตย์ยังครองคู่กับดวงจันทร์อยู่นั้น ในสวนแห่งนี้ก็มีแมลงหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัาน รวมทั้งหนอน
บรรพบุรุษของพวกเจ้าที่เมื่อก่อนยังไม่ฟักตัวเป็นดักแด้หรือผีเสื้อใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จะเกิดและเติบโตเป็นหนอนตัวสีเขียวตลอดชั่วอายุขัย ด้วยความที่มันมีตัวสีเขียวอ้วนดูน่าเกลียด และกระดืบไปมาอย่างเชื่องช้าอุ้ยอ้าย ทำให้แมลงตัวอื่น ๆ มองว่าหนอนเป็นแมลงชั้นต่ำ ที่ไม่น่าคบหาสมาคมด ้วย หนอนน้อยจึงต้องใช้ชีวิตอยุ่อย่างโดดเดี่ยว และต้องคอยหลบหนีจากฝูงแมลงอันธพาล ได้แก่ แมลงปอ ผึ้ง และเต่าทอง ซึ่งถือทิฐิว่าตัวเองมีปีกสามารถบินไปไหนมาไหนได้ จึงชอบข่มเหงรังแกเจ้าหนอนเป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม ในสวนยังมีดอกไม้แสนสวยดอกหนึ่งซึ่งมีเสียงอันไพเราะและความงามเป็นที่ชื่นชอบของแมลงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผึ้งแมลงปอ เต่าทอง ตัวต่อ และมด ต่างเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ คอยชื่นชมดอกไม้มิได้ขาด แต่แมลงเหล่านี้ก็ไม่เคยรู้ว่า แท้จริงแล้วดอกไม้ร้องเพลงด้วยความทุกข์ที่มีอยู่ในใจ...ความโศกเศร้า ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลีบใบอันสวยงามซึ่งไม่มีแมลงตัวใดสังเกตเห็น เพราะดอกไม้จำเป็นต้องคงอยู่บนก้าน บนราก และบนดิน ทำให้มันไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนได้ ได้แต่เฝ้ามองแมลงทั้งหลายโบยบินไปในที่ต่าง ๆ และมองเกสรของมันที่ลอยล่องไปตามลมอย่างเสรี ดอกไม้ได้แต่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันมันจะได้ออกไปมองเห็นโลกที่แปลกใหม่บ้าง
และแล้ว....เมื่อดวงอาทิตย์ผลัดเวรกับดวงจันทร์ ท้องฟ้าคว้าผ้าห่มดาวมาห่มนอน กลางคืนจึงเดินทางมาอีกครั้ง แมลงทั้งหลายต่างหลับไหลอย่างสบายอยู่ไม่ไกลจากดอกไม้ เจ้าหนอนได้ทีค่อย ๆ คลานออกมาจากพุ่มไม้เพื่อมาอาศัยนอนใต้ร่มเงาของดอกไม้ แต่ขณะที่หนอนน้อยกำลังจะพริ้มตาลง ก็มีหยดน้ำใส ๆ ตกลงมาบนหัว เมื่อหนอนเงยหน้าขึ้นมอง จึงรู้ว่านั่นเป็นน้ำตาของดอกไม้
"เธอร้องไห้ทำไมเหรอ" หนอนถาม ดอกไม้ก้มลงมองและตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเพื่อนสีเขียวตัวใหม่
"เพราะฉันไม่อยากเป็นอย่างนี้..." ดอกไม้ตอบ "เธอเป็นดอกไม้ที่สวยออก แมลงทุกตัวต่างชื่นชมเธอ ฉันยังอยากเป็นเหมือนเธอเลย" หนอนตอบกลับดอกไม้
"ฉันอยากแลกความสวยงามกับขาของเธอ ที่สามารถเดินทางไปไหนก็ได้ หรือปีกของพวกแมลงที่โบยบินไปบนท้องฟ้าได้ เพราะว่าฉันไปไหนไม่ได้เลย....ฉันอยากรู้บ้างว่า ที่ท้องฟ้าไกล ๆ นั่นมันมีอะไรอยู่" ดอกไม้เอ่ยพลางมองทอดสายตาไปยังดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างเศร้า ๆ
เมื่อหนอนเห็นดังนั้น จึงพยายามหาทางปลอบโยนดอกไม้ด้วยความที่มันไม่เคยมีเพื่อนจึงท่องเที่ยวตามลำพังไปในสถานที่ต่าง ๆ มากมาย และเพราะว่ามันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า หนอนน้อยจึงเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์ของสถานที่ ๆ เคยผ่านมาเล่าให้ดอกไม้ฟัง ดอกไม้รู้สึกดีใจที่อย่างน้อยก็มีหนอนตัวหนึ่งที่เข้าใจมัน และเมื่อได้ฟังเรื่องราวของหนอนก็ทำให้ดอกไม้รู้สึกเพลิดเพลินเหมือนได้เดินทางไปยังที่แห่งนั้นเช่นกัน ในคืนนั้น เสียงหัวเราะของหนอนกับดอกไม้ก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้าจนกระทั่งดาวยังอดอมยิ้มและกะพริบตาให้ไม่ได้ ดอกไม้ไม่เคยหัวเราะอย่างเต็มที่เช่นนี้มานานแล้ว ส่วนหนอนเองก็มีความสุขมากที่ได้ เป็นเพื่อนกับดอกไม้...เพื่อนตัวแรกในชีวิตของมัน
แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแมลงปอ ผึ้ง และเต่าทองตื่นมาพบหนอนกับดอกไม้นอนหลับอยู่เคียงกัน ต่างก็ไม่ยอมรับในมิตรภาพของหนอนกับดอกไม้ เพราะถือว่าดอกไม้เป็นสิ่งสวยงามซึ่งหนอนที่ตัวอ้วน เชื่องช้า และน่ารังเกียจไม่สมควรมาเทียบชั้นคลุกคลีด้วย แมลงอันธพาลจึงพยายามขับไล่หนอนออกไปจากดอกไม้ จนกระทั่งหนอนตกลงมาจากกิ่งไม้ที่สูงชัน กระแทกพื้นดินและถึงแก่ความตาย
ดอกไม้โศกเศร้ามากมันร้องไห้อย่างหนักจนกลีบดอกร่วงโรยลงมาทีละใบ ๆ บนร่างไร้ชีวิตของหนอน เมื่อกลีบของดอกไม้ร่วงโรยไปจนหมด ดอกไม้จึงไม่หลงเหลือความงามอะไรอีก มันเอนก้านลงมาซบบนร่างของหนอนและตายตามไปด้วย
หลังจากความตายของหนอนกับดอกไม้ สิ่งมหัศจรรย์จึงเกิดขึ้น เมื่อความรักและความฝันของหนอนและดอกไม้มารวมกัน ทำให้กลีบใบของดอกไม้กลายมาเป็นปีกอันสวยงามบนร่างของหนอน แล้วทั้งคู่จึงก่อนเกิดขึ้นมาใหม่เป็นผีเสื้อ ที่สวยงามและอิสระสามารถโบยบินไปได้ไกลแสนไกลตามที่ใจปรารถนานับแต่นั้นต่อมา เมื่อหนอนยังเป็นเด็ก ๆ จึงกัดกินใบไม้ และฟูมฟักตัวเองเป็นดักแด้เพื่อที่จะลอกคราบเป็นผีเสื้อ ตัวแทนแห่งจิตวิญญาณและความปรารถนาของหนอนกับดอกไม้ตราบจนทุกวันนี้
เขียวแก้ว นิ่งฟังเรื่องเล่าของ เทาซาง ตั้งแต่ต้นจนจบ หนอนผีเสื้อหนุ่มมีความรู้สีกหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งโศกเศร้าและประทับใจ ระหว่างนั้นเทาซางมองเห็นบรรดาเพื่อนของเขียวแก้วส่วนหนึ่งที่ฟักตัวเป็นดักแด้นานแล้ว ค่อย ๆ แทงปีกสวยงามออกมาจากรังและบินอย่างร่าเริงจนลับตาไปในท้องฟ้า หอยทากเฒ่ายิ้มพลางถอนหายใจ
"เฮ้อ...แล้วพวกเขาก็ไปใช้ชีวิตอยู่อีกเพียงไม่กี่วันล่ะนะ เจ้าเขียวแก้ว หากแต่เวลาอันสั้นนั้นจะเป็นเวลาที่มีความสุขของพวกเขา"
เขียวแก้วหันมาสบตาแมลงชรานิดหนึ่ง แล้วมันจึงหันหน้าเดินกลับไปอย่างมั่นคง
"แล้วนั่นเจ้าจะไปไหนล่ะ หนอนหนุ่มเอ๋ย" เทาซางตะโกนถาม
"ผมก็กำลังจะไปกัดกินใบไม้ใบหญ้าให้อ้วน ฟักตัวเป็นดักแด้คอยเวลาที่จะได้กลายเป็นผีเสื้ออันสวยงามและโบยบินอย่างอิสระเพียงไม่กี่วันนะสิครับ ถามได้" หนอนหนุ่มตอบ
ครั้งหนึ่ง ในป่าที่หนาทึบแห่งหนึ่ง ได้มีนกฮูกและช้างซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากอาศัยอยู่
สัตว์ทั้งสองได้แบ่งปันความทุกข์ความสุขให้แก่กันและกัน ในยามที่มีเรื่องเดือดร้อน สัตว์ทั้งสอง
มักจะพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
วันหนึ่ง ช้างออกไปหาอาหารในป่าลึก และตกเข้าไปอยู่ในวงล้อมของเหล่าปีศาจร้าย
ราชาแห่งปีศาจเพิ่งฝันไปว่าพระองค์ได้เสวยช้างเข้าไปหนึ่งเชือก ด้วยเหตุนี้เองบรรดาปีศาจร้าย
ทั้งหลายจึงพออกพอใจมากที่ได้พบเห็นช้างจริงๆยืนอยู่ตรงหน้าพวกตน และยืนยันว่าความฝันของ
พระราชาของพวกตนควรจะต้องทำให้เป็นจริงให้ได้ ครั้นแล้วพวกปีศาจร้าย
จึงได้จับช้างนั้นไว้และเตรียมพร้อมที่จะฆ่า
ในที่สุดช้างได้พูดขึ้นว่า "ขอให้ผมได้ไปพบกับเพื่อนรักเก่าแก่ของผมเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเถิด"

พวกปีศาจยอมตกลง ถ้าช้างสัญญาว่าจะกลับมาให้ราชาของเหล่าปีศาจกิน
และช้างก็ยอมตกลงช้างจึงออกเดินทางไปพบนกฮูกเพื่อนเก่าของตน ระหว่างทาง
ช้างได้ถามทุกคนที่เขาพบว่า
"จริงหรือที่ว่าหากคุณฝันว่าได้กินสิ่งใด คุณจะต้องกินสิ่งนั้นในชีวิตจริงด้วย?"
ทุกคนตอบเขาไปว่าเรื่องนี้เป็นความจริง ช้างพอได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเป็นทุกข์ใจยิ่งนัก
ในที่สุด ช้างก็ได้พบนกฮูกและเล่าเรื่องทั้งหมดให้นกฮูกฟัง และแล้วก็พูดว่า
"ฉันต้องลาก่อนนะเพื่อนรัก ฉันต้องไปให้ราชาปีศาจกินในตอนนี้แล้ว"
"ไม่ ไม่ คุณต้องไม่ผิดหวังอย่างนั้น ขอให้ฉันได้ไปเป็นเพื่อน แล้วฉันจะคิดหาทางช่วยคุณเอง"
ดังนั้น สหายทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางไปด้วยกัน การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยได้ช่วยทำให้
ช้างรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เมื่อทั้งสองเข้าสู่ถิ่นที่อยู่ของปีศาจ นกฮูกแสร้งทำเป็นว่าเขาเพิ่งตื่นจากหลับ
เขาทำเป็นกระพือปีกบิดขี้เกียจแล้วมองดูรอบๆด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง แล้วหยุดอยู่ที่กลุ่มปีศาจร้าย
ที่ชุมนุมกันอยู่ จากนั้นนกฮูกได้เอ่ยขึ้นว่า
"ฉันได้ฝันแปลกมากจริงๆ ฉันฝันว่าได้แต่งงานกับราชินีแห่งปีศาจ ดังนั้นฉันคงจะได้แต่งงาน
กับนางจริงๆ ไหนราชินีแห่งปีศาจอยู่ที่ไหน?"
พวกปีศาจคัดค้านเสียงดังลั่น และพูดขึ้นว่า
"แกไม่สามารถจะแต่งงานกับราชินีของเราได้เพียงเพราะความฝันอย่างโง่ๆ ว่าแกได้แต่งงานกับพระนาง"
นกฮูกจึงรีบตอบอย่างรวดเร็วทันทีทันใดว่า
"ถ้าฉันไม่สามารถทำให้ความฝันของฉันเป็นจริงขึ้นมาได้ ก็แล้วราชาของพวกแกจะสามารถยืนกราน
ที่จะกินช้างได้อย่างไร เพราะราชาของพวกแกก็เพียงแค่ฝันว่าได้กินช้างเท่านั้นเอง? ถ้าราชาของพวกแก
ยังยืนยันว่าจะกินเพื่อนของฉันให้ได้ ฉันก็จำเป็นต้องยืนยันที่จะแต่งงานกับราชินีของพวกแกให้ได้เช่นกัน"
ปีศาจร้ายรู้สึกงงงันจนกระทั่งไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ดังนั้น พวกปีศาจร้ายจึงได้ปล่อยให้นกฮูกและช้าง
กลับไปบ้านของพวกตนได้ และนี่คือวิธีที่นกฮูกได้ช่วยชีวิตช้างเพื่อนเกลอของเขา

ครั้งหนึ่ง ในป่าที่หนาทึบแห่งหนึ่ง ได้มีนกฮูกและช้างซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากอาศัยอยู่
สัตว์ทั้งสองได้แบ่งปันความทุกข์ความสุขให้แก่กันและกัน ในยามที่มีเรื่องเดือดร้อน สัตว์ทั้งสอง
มักจะพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
วันหนึ่ง ช้างออกไปหาอาหารในป่าลึก และตกเข้าไปอยู่ในวงล้อมของเหล่าปีศาจร้าย
ราชาแห่งปีศาจเพิ่งฝันไปว่าพระองค์ได้เสวยช้างเข้าไปหนึ่งเชือก ด้วยเหตุนี้เองบรรดาปีศาจร้าย
ทั้งหลายจึงพออกพอใจมากที่ได้พบเห็นช้างจริงๆยืนอยู่ตรงหน้าพวกตน และยืนยันว่าความฝันของ
พระราชาของพวกตนควรจะต้องทำให้เป็นจริงให้ได้ ครั้นแล้วพวกปีศาจร้าย
จึงได้จับช้างนั้นไว้และเตรียมพร้อมที่จะฆ่า
ในที่สุดช้างได้พูดขึ้นว่า "ขอให้ผมได้ไปพบกับเพื่อนรักเก่าแก่ของผมเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเถิด"
พวกปีศาจยอมตกลง ถ้าช้างสัญญาว่าจะกลับมาให้ราชาของเหล่าปีศาจกิน
และช้างก็ยอมตกลงช้างจึงออกเดินทางไปพบนกฮูกเพื่อนเก่าของตน ระหว่างทาง
ช้างได้ถามทุกคนที่เขาพบว่า
"จริงหรือที่ว่าหากคุณฝันว่าได้กินสิ่งใด คุณจะต้องกินสิ่งนั้นในชีวิตจริงด้วย?"
ทุกคนตอบเขาไปว่าเรื่องนี้เป็นความจริง ช้างพอได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเป็นทุกข์ใจยิ่งนัก
ในที่สุด ช้างก็ได้พบนกฮูกและเล่าเรื่องทั้งหมดให้นกฮูกฟัง และแล้วก็พูดว่า
"ฉันต้องลาก่อนนะเพื่อนรัก ฉันต้องไปให้ราชาปีศาจกินในตอนนี้แล้ว"
"ไม่ ไม่ คุณต้องไม่ผิดหวังอย่างนั้น ขอให้ฉันได้ไปเป็นเพื่อน แล้วฉันจะคิดหาทางช่วยคุณเอง"
ดังนั้น สหายทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางไปด้วยกัน การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยได้ช่วยทำให้
ช้างรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง เมื่อทั้งสองเข้าสู่ถิ่นที่อยู่ของปีศาจ นกฮูกแสร้งทำเป็นว่าเขาเพิ่งตื่นจากหลับ
เขาทำเป็นกระพือปีกบิดขี้เกียจแล้วมองดูรอบๆด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง แล้วหยุดอยู่ที่กลุ่มปีศาจร้าย
ที่ชุมนุมกันอยู่ จากนั้นนกฮูกได้เอ่ยขึ้นว่า
"ฉันได้ฝันแปลกมากจริงๆ ฉันฝันว่าได้แต่งงานกับราชินีแห่งปีศาจ ดังนั้นฉันคงจะได้แต่งงาน
กับนางจริงๆ ไหนราชินีแห่งปีศาจอยู่ที่ไหน?"
พวกปีศาจคัดค้านเสียงดังลั่น และพูดขึ้นว่า
"แกไม่สามารถจะแต่งงานกับราชินีของเราได้เพียงเพราะความฝันอย่างโง่ๆ ว่าแกได้แต่งงานกับพระนาง"
นกฮูกจึงรีบตอบอย่างรวดเร็วทันทีทันใดว่า
"ถ้าฉันไม่สามารถทำให้ความฝันของฉันเป็นจริงขึ้นมาได้ ก็แล้วราชาของพวกแกจะสามารถยืนกราน
ที่จะกินช้างได้อย่างไร เพราะราชาของพวกแกก็เพียงแค่ฝันว่าได้กินช้างเท่านั้นเอง? ถ้าราชาของพวกแก
ยังยืนยันว่าจะกินเพื่อนของฉันให้ได้ ฉันก็จำเป็นต้องยืนยันที่จะแต่งงานกับราชินีของพวกแกให้ได้เช่นกัน"
ปีศาจร้ายรู้สึกงงงันจนกระทั่งไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ดังนั้น พวกปีศาจร้ายจึงได้ปล่อยให้นกฮูกและช้าง
กลับไปบ้านของพวกตนได้ และนี่คือวิธีที่นกฮูกได้ช่วยชีวิตช้างเพื่อนเกลอของ