เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 7986 คน
วิชาการภาษีอากร/Taxation 1
ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ตอนที่ 2) (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนที่ 1 (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 2 หลักการและวิธีการประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • แผนการเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 (0)
    [12 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 9 ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 8 ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 7 ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 6 ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 3 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 2 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 1 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 4 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 3 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 2 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <สิงหาคม 2558>
     
    31272829303112
    323456789
    3310111213141516
    3417181920212223
    3524252627282930
    3631123456
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 412981
    • เฉพาะวันนี้ 40
    • ความคิดเห็น 0
    • จำนวนเรื่อง 15
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    23/7/2558 14:42:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2558 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

    ----------------------

     

    บทที่ 3  ตอนที่ 2

     ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(ต่อ)

    เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

     

                    ประมวลรัษฎากร มาตรา  ๔๒  บัญญัติให้เงินได้พึงประเมินรวม  ๒๒  ชนิด ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  โดยไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้  และมาตรา  ๔๒ ( ๑๗ ) บัญญัติให้เงินได้ตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงได้รับยกเว้นภาษีด้วย  ซึ่งกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรานี้คือ กฎกระทรวง  ฉบับที่  ๑๒๖ ( พ.ศ.  ๒๕๐๙ )  โดยระบุชนิดของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ในข้อ  ๒ ของกฎกระทรวงดังกล่าว  ซึ่งต่อมาได้มีการออกกฎกระทรวงอีกหลายฉบับ เพิ่มเติมชนิดของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษี ในข้อ  ๒  ของกฎกระทรวงดังกล่าว  ซึ่งปัจจุบันมีถึง  ๗๖ ชนิด  นอกจากนี้  ยังมีพระราชกฤษฎีกาอีกหลายฉบับ  ซึ่งออกตามความในมาตรา  ๓  แห่งประมวลรัษฎากร ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่เงินได้พึงประเมินที่ได้รับอีกหลายประการ ทั้งยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎหมายอื่นอีกด้วย

                    เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว  จัดแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการยกเว้นได้  ๙  ประการ คือ

                    ๑.  ยกเว้นเนื่องจากมีลักษณะเป็นรายจ่าย หรือค่าทดแทน หรือสวัสดิการ

                    ๒.  ยกเว้นเพื่อส่งเสริมอาชีพ หรือธุรกิจบางอย่าง

                    ๓.  ยกเว้นเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์  ตลาดทุน  และตลาดเงิน

                    ๔.  ยกเว้นเพื่อส่งเสริมการศึกษา

                    ๕.  ยกเว้นเพื่อตอบแทนการทำคุณประโยชน์

                    ๖.  ยกเว้นเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

                    ๗.  ยกเว้นเพื่อมิให้มีการเก็บภาษีซ้ำซ้อน

                    ๘.  ยกเว้นเนื่องจากเป็นมรดก

                    ๙.  ยกเว้นเนื่องจากเป็นการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา  หรือในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

     

     

                       ได้แก่เงินได้ดังต่อไปนี้ที่ได้รับยกเว้นภาษี

     

        1. ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือ ค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงาน ให้ได้จ่ายไปโดยสุจริต ตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมด ในการนั้น

         2. ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตรา ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

         3. เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมดโดยจำเป็น เพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการจ้างสิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการย้ายกลับถิ่นเดิม และในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายใน 365 วัน นับแต่วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง

         4. ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดแล้ว แม้เงินเต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้ บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส  ส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงาน อันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

         5. เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ

         6. เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์หรือแสตมป์ไปรษณียากรของรัฐบาล

         7. เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือค่าสอน ค่าสอบที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้

        8. ดอกเบี้ย  ดอกเบี้ยที่ได้รับยกเว้นภาษี ได้แก่ ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

              (1) ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภท ฝากเผื่อเรียก

              (2) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์

              (3) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภท ออมทรัพย์เฉพาะ กรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดี ประกาศ(มาตรา 42(8))       

               (4) ดอกเบี้ยเงินฝากที่เกิดจากการฝากเงินกับธนาคารในประเทศไทยและจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ในประเทศ เป็นรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับแต่วันที่ฝาก โดยมียอดเงินฝากแต่ละคราวเท่ากันแต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือนและรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 600,000 บาท

        9. การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่ 6 ตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไปหรือแพ

      10. เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

      11. รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสิน ของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้ในการประกวดหรือแข่งขัน ซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพในการประกวดหรือแข่งขัน หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามการกระทำความผิด

      12. บำนาญพิเศษ บำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอด หรือบำเหน็จตกทอด

      13. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัยหรือการฌาปนกิจสงเคราะห์

      14. เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งต้องเสียภาษี ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม

      15. เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าว อันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือครอบครัว ได้ทำเอง

      16. เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดกซึ่งได้เสียภาษีเงินได้ไว้ในนามของกองมรดกแล้ว

      17. รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขายหรือส่วนลดจากการซื้อสลากบำรุง กาชาดไทย

      18. ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการคืนเงินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

      19. เงินได้ที่เป็นเงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืนที่สหกรณ์จ่ายให้แก่สมาชิก

      20. เงินปันผลที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบการขนส่งทางทะเลและ ถือกรรมสิทธ์เรือไทย หรือที่ประกอบกิจการอู่เรือที่ได้รับสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ.2521 ซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ก็ต่อเมื่อได้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลรัษฎากรแล้ว

      21. เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม

      22. เงินได้ของกองทุนรวม

      23. เงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตน ได้รับจากกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่าด้วย การประกันสังคม

      24. เงินได้จากกิจการโรงเรียนราษฎร์ (โรงเรียนเอกชน) แต่ไม่รวมถึงเงินได้จากการขายของ การรับจ้างทำของหรือการให้บริการอื่นใดที่โรงเรียนราษฎร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาได้รับจากผู้ซึ่งมิใช่นักเรียน

     

      25. เงินได้จากการจำหน่ายหรือส่วนลดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งของรัฐบาล

      26. เงินได้ส่วนที่เป็นค่าจ้างการทำงานในระหว่างเวลาปิดภาคการศึกษาของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือนิสิตที่เข้ามาศึกษา ณ สถานศึกษาในประเทศไทย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน

      27. เงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างเป็นค่ารักษาพยาบาล สำหรับ

          (1) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับการรักษาพยาบาลที่กระทำในประเทศไทย

          (2) ลูกจ้างในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว

           ทั้งนี้ เงินจำนวนดังกล่าวได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

      28. เงินได้ที่ทางราชการจ่ายให้เป็นเงินค่าเช่าบ้าน หรือเงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้ อยู่บ้านที่ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินช่วยการศึกษาบุตร เงินช่วยเหลือบุตร เงินค่าเบี้ยกันดาร เงินยังชีพหรือ เงินค่าอาหารทำการนอกเวลา

      29. เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเท่าที่ผู้มี เงินได้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความเป็นจริง หรือเงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่รัฐวิสาหกิจดังกล่าวให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าและรัฐวิสาหกิจผู้จ่ายเงินมิได้ออกค่าภาษีเงินได้สำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าวให้

      30. เงินช่วยการศึกษาบุตร เงินช่วยเหลือบุตร เงินค่าเบี้ยกันดารหรือเงินยังชีพที่ได้รับจาก รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในอัตราเดียวกับที่ทางราชการให้แก่ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจผู้จ่ายเงินมิได้ออกค่าภาษีเงินได้จำนวนดังกล่าวให้

      31. รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับภาษีอากร

      32. ดอกเบี้ยเงินสะสมที่ได้รับจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในอัตราเดียวกับที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจผู้จ่ายเงินมิได้ออกค่าภาษีเงินได้จำนวนดังกล่าวให้

      33. เงินได้ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยได้รับจากรัฐบาลของตน ทั้งนี้ โดยให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน

     

      34. เงินได้ส่วนที่เป็นเงินเดือนและเงินใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ที่คนต่างด้าวซึ่งเป็นผู้แทนของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยได้รับจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ

      35. ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์เฉพาะเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ ซึ่งใช้สมุดคู่ฝากในการฝากถอน

      36. เงินได้ที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและกระทรวงการคลังได้อนุญาตให้เบิกจ่ายได้

      37. เงินได้ส่วนที่เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างและเงินใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ที่คนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยได้รับจาก

            (1) คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานในการปฏิบัติงาน ในประเทศไทย

            (2) รัฐบาลแห่งประเทศของตนในการปฏบัติงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อพยพจาก อินโดจีนในประเทศไทย

      38. เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการ ให้โดยเสน่หาที่ตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาล สุขาภิบาล หรือเมืองพัทยาหรือการปกครองท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้จากการขายในส่วนที่ไม่เกิน 200,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น

      39. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนโดยไม่มีค่าตอบแทน บุตรชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมด้วย

      40. เงินได้จากการขายสินค้ายาสูบที่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังได้เสียภาษีเงินได้แทน ผู้ขายสินค้าดังกล่าวทุกทอดตามมาตรา 48 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

      41. ดอกเบี้ยพันธบัตรหรือดอกเบี้ยหุ้นกู้ หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายพันธบัตร หรือหุ้นกู้ที่ออกจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ทั้งนี้ เฉพาะพันธบัตรหรือหุ้นกู้ของรัฐบาล องค์การของรัฐบาล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม และผู้มีเงินได้นั้นมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

      42. ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

      43. เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงเงินได้ จากการขายหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตร

      44. เงินได้จากการขายโลหะดีบุกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2531 สำหรับโลหะดีบุกที่ซื้อมาระหว่างวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ทั้งนี้ เฉพาะที่ไม่นำรายจ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการซื้อและขายโลหะดีบุกดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณเงินได้สุทธิ

      45. เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร แล้วแต่กรณีจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ที่มิใช่นิติบุคคลหรือจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ทั้งนี้เฉพาะส่วนที่เป็นการคำนวณจากเงินได้จากการขายโลหะดีบุกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2531 สำหรับโลหะดีบุกที่ซื้อระหว่างวันที่ กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และรายจ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการซื้อและขายโลหะดีบุกดังกล่าว

      46. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มี ค่าตอบแทนให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา

      47. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มี ค่าตอบแทนให้แก่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมนาชินีนาถ

      48. เงินค่าทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ เฉพาะที่ดินที่ต้องเวนคืน และอสังหาริมทรัพย์อื่นบนที่ดินที่ต้องเวนคืน

      49. เงินได้พึงประเมินดังต่อไปนี้

            (1) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาซื้อตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใดๆ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและมีการจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคา ไถ่ถอน แต่ไม่รวมถึงกรณีที่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นผู้ทรงคนแรก

            (2) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใดๆ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ไม่มี ดอกเบี้ย

            (3) ดอกเบี้ยที่ได้จากตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใดๆ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก เฉพาะส่วนที่เกิดขึ้นก่อนการเป็นผู้ทรงตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ต้องมีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร จากดอกเบี้ย ดังกล่าว ทั้งจำนวนไว้แล้ว

      50. เงินได้ที่ผู้เชี่ยวชาญของประชาคมยุโรปที่เป็นคนต่างด้าวและไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยได้รับเนื่องจากการเข้ามาทำงานในประเทศไทย ภายใต้โครงการความช่วยเหลือที่ประเทศไทยได้รับจากประชาคม ยุโรป

      51. เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ แต่ไม่รวมถึงเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาวตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

      52. เงินได้ที่คณะกรรมการอำนวยการปรับปรุงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทได้รับเพื่อประโยชน์ในการสร้างพระที่นั่งองค์ใหม่และปรับปรุงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

      53. เงินได้ที่คำนวณได้จากมูลค่าของเครื่องแบบซึ่งลูกจ้างได้รับจากนายจ้างในจำนวนคนละ ไม่เกินสองชุดต่อปีและเสื้อนอกในจำนวนคนละไม่เกินหนึ่งตัวต่อปี

      54. เงินได้เท่าที่ลูกจ้างจ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

      55. เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังต่อไปนี้

    (ก) เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับ เนื่องจากลูกจ้างออกจากงานเพราะตาย ทุพพลภาพ หรือเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น

      (ข) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่มีสิทธิได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เนื่องจากลูกจ้างออกจากงานในกรณีอื่นนอกจาก (ก) แต่เมื่อออกจากงานแล้วได้คงเงินหรือผลประโยชน์นั้นไว้ทั้งจำนวนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และต่อมาได้รับเงินหรือผลประโยชน์หลังจากลูกจ้างผู้นั้นตาย ทุพพลภาพ หรือครบกำหนด เวลาเกษียณอายุตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น

    ประกาศนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 188))

      56. เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จากกิจการโรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวจะต้องมิได้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

      57. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 20,000 บาทตลอดปีภาษีนั้น

      58. เงินได้ส่วนที่เป็นเงินเดือนหรือค่าจ้างที่คนประจำเรือได้รับเนื่องจากการปฏิบัติงาน บนเรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการพาณิชยนาวีที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

      59. เงินได้ที่คณะกรรมการบริหาร "ทุนการกุศลสมเด็จพระเทพฯ" ได้รับเพื่อประโยชน์ ของการกุศลสมเด็จพระเทพฯ

      60. เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้

            (1) บ้าน โรงเรียน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ซึ่งโดยปกติใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย

            (2) อสังหาริมทรัพย์ตาม (1) พร้อมที่ดิน

            (3) ห้องชุดสำหรับการอยู่อาศัยในอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

     

     

     

    ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้อสังหาริมทรัพย์ตาม (1) (2) หรือ (3) โดยจดทะเบียนการได้มาใน พ.ศ. 2540 และขายอสังหาริมทรัพย์นั้นภายหลังจากการจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550

      61. ผลประโยชน์ที่ได้จากการควบเข้ากันของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และหรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

      62. เงินได้เท่าที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

      63. เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังต่อไปนี้

    (ก) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับ เนื่องจากสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการออกจากราชการเพราะตาย เหตุทุพพลภาพ เหตุทดแทน หรือเหตุสูงอายุ

      (ข) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่มีสิทธิได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เนื่องจากสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการออกจากราชการในกรณีอื่นนอกจาก (ก) แต่เมื่อออกจากราชการแล้วได้คงเงินหรือผลประโยชน์นั้นไว้ทั้งจำนวนในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และต่อมาได้รับเงินหรือผลประโยชน์หลังจากสมาชิกผู้นั้นตาย ทุพพลภาพ หรืออายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

      ประกาศนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 189))

      64. เงินได้ที่คณะกรรมการกองทุนลานกีฬาต้านยาเสพติด สำนักนายกรัฐมนตรีได้รับ เพื่อประโยชน์ของกองทุนลานกีฬาต้านยาเสพติดดังกล่าว

      65. ดอกเบี้ยพันธบัตรออมสิน รุ่นพันธบัตรเงินฝากช่วยชาติ

     66. เงินได้ที่เป็นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยวนเกษตรนานาชาติ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวและไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ได้รับจากศูนย์วิจัยวนเกษตรนานาชาติ เนื่องจากการเข้ามาทำงาน ในประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและศูนย์วิจัยวนเกษตรนานาชาติ

      67. รางวัลบัตรออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

      68. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่ วัด วัดบาดหลวงโรมันคาทอลิค หรือมัสยิด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้เฉพาะการโอนที่ดินส่วนที่ทำให้วัด วัดบาดหลวงโรมันคาทอลิค หรือมัสยิดมีที่ดินไม่เกินห้าสิบไร่

      69. ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัดควบเข้ากัน หรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

      70. ค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและค่าชดเชยที่พนักงานได้รับตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ แต่ไม่รวมถึงค่าชดเชยที่ลูกจ้างหรือพนักงานได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 300,000 บาท

      71. เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัยโดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวน ที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด ทั้งนี้เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป ซึ่งจ่ายให้แก่

           (1) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

           (2) กองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

           (3) นิติบุคคลเฉพาะกิจซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจ เพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่นิติบุคคลเฉพาะกิจ ดังกล่าว เข้ารับช่วงสิทธิเป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทนกองทุนรวมตาม (1) หรือ (2) ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้าง

      72. เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ หรือนายจ้างสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อเช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัยโดยจำนองอาคาร ที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ซึ่งรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท และเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด

               อาคารตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย

      73. เงินได้เท่าที่ผู้อำนวยการ ผู้บริหาร ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนจ่ายเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

      74. เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็น ค่าซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ให้ยกเว้น เท่าที่ได้จ่ายเป็น ค่าซื้อหน่วยลงทุน ในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น โดยผู้มีเงินได้ ต้องถือหน่วยลงทุน ดังกล่าว มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่ วันซื้อหน่วยลงทุน ครั้งแรก และไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น เมื่อผู้มีเงินได้ มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด

                    ในกรณี ที่ผู้มีเงินได้ จ่ายเงินสะสม เข้ากองทุน สำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุน สำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงิน สะสมเข้ากองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมาย ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุน สงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วย โรงเรียนเอกชนด้วย เงินได้ที่ได้รับยกเว้น ตามวรรคหนึ่ง เมื่อรวมกับเงินสะสม ที่จ่ายเข้า กองทุน สำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

                    ในกรณี ที่ผู้มีเงินได้ ถือหน่วยลงทุน ไม่ครบ 5 ปี นับตั้งแต่ วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก หรือ ไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อน ที่ผู้มีเงินได้มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ให้ผู้มีเงินได้นั้น หมดสิทธิได้รับยกเว้น ตามวรรคหนึ่ง และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ ที่ได้รับยกเว้นภาษี ตามวรรคหนึ่งมาแล้วด้วย (ดูประกาศ อธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 171))

                       ในปีภาษี 2551 หากผู้มีเงินได้ มีการซื้อหน่วยลงทุน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ให้เงินได้ ตามวรรคหนึ่ง เท่ากับส่วนที่ไม่เกิน 700,000 บาท แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน และในกรณี ที่ผู้มีเงินได้ดังกล่าว ได้จ่ายเงินสะสม ตามวรรคสองด้วย เมื่อรวมเงินได้ กับเงินสะสมแล้ว ต้องไม่เกิน 700,000 บาท ทั้งนี้ เงินได้ที่ได้รับ ยกเว้นดังกล่าว ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด และให้นำความ ในวรรคสามมาใช้บังคับด้วย (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 173))

     

      75. เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ได้รับจาก กองทุนรวม ดังกล่าว เพราะเหตุสูงอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ ที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศ อธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 91))

      76. เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ครูใหญ่ หรือครูโรงเรียนเอกชน ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์ ตามกฎหมายว่าด้วย โรงเรียนเอกชน เมื่อครูใหญ่ หรือครูโรงเรียนเอกชน ออกจากงาน เพราะเหตุสูงอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ ที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 99))

      77. ยกเว้นเงินปันผลที่ได้จากการถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการธุรกิจเงินร่วมลงทุน และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้มาตรา 5 อัฏฐารส แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 396) พ.ศ. 2545

      78. ยกเว้นผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อประกอบกิจการธุรกิจเงินร่วมลงทุน และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตร 5 อัฏฐารส แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 396) พ.ศ. 2545

     

      79. ยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่กองทุนบำเหน็บบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำหรับการกู้ยืมเงิน เพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท และเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด

               อาคารตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย

      80. ยกเว้นดอกเบี้ยและรางวัลสลากออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ไม่รวมถึงดอกเบี้ย ซึ่งผู้รับมิใช่ผู้ทรงคนแรก ทั้งนี้สำหรับสลากออกทรัพย์ที่ออกจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไป

      81. ยกเว้นเงินได้ เท่าที่ผู้มีเงินได้ จ่ายเป็น เบี้ยประกันชีวิต ในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิต ของผู้มีเงินได้ ตามจำนวน ที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท โดยกรมธรรม์ประกันชีวิต ต้องมีกำหนดเวลา ตั้งแต่ 10 ขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้น ได้เอาประกันไว้ กับผู้รับประกันภัยที่ ประกอบกิจการประกันชีวิต ในราชอาณาจักร ทั้งนี้ สำหรับเบี้ยประกัน ที่ได้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป และให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172))

     

                     - เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย ที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท สำหรับการประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้ ซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ทั้งนี้ ต้องเป็นเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายในปี พ.ศ.2549 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่อธิบดีกำหนด

     

                   - เงินได้เท่าที่นายจ้างจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย ที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกิน 1 ปี เฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับ

                     (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะการรักษาพยาบาลในประเทศไทย

                    (ข) ลูกจ้าง ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ ในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว

    ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป

        81.1 เงินได้เท่าที่ได้จ่ายจริงเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญที่ได้รับยกเว้นภาษีหลักเกณฑ์

      1. เป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

      2. เป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร

      3. มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจำนวนผลประโยชน์เงินบำนาญดังกล่าวจะจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้ โดยการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน

      4. มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น และผู้มีเงินได้ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้วก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ

    การยกเว้นเงินได้

      1. ให้ยกเว้นเงินได้ที่จ่ายไปเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือการประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่น แล้วแต่กรณี ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 90,000 บาท และ

      2. ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้เพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และ

      3. กรณีที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามข้อ 2 แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท 

                    ทั้งนี้สำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194) )

     

      82. ค่าซื้ออาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย

          1. เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องจ่ายไปในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลาดังกล่าว

     2. ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันมาก่อน ไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 178))

      83. เงินได้จากการขายข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย เฉพาะกรณีที่ไม่มีการส่งมอบสินค้าเกษตร

      84. เงินบำเหน็จดำรงชีพที่ผู้ได้รับบำนาญขอใช้สิทธิรับบำเหน็จดำรงชีพในระหว่างวันที่ยังมีชีวิต ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2546

      85. เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับ เนื่องจาก การขายหน่วยลงทุน คืนให้แก่กองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะกรณี ที่ผู้มีเงินได้ ถือหน่วยลงทุน ดังกล่าวมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่ วันซื้อหน่วยลงทุน ครั้งแรก ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ดังนี้

                   1. ผู้มีเงินได้ ต้องซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง และต้องไม่ระงับ การซื้อหน่วยลงทุน เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี ติดต่อกัน และการซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ตามวรรคหนึ่ง ต้องมีจำนวนรวมกัน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของเงินได้ ที่ได้รับในแต่ละปี หรือมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี

                   2. ผู้มีเงินได้ จะต้องถือหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก

                          การนับระยะเวลา การถือหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ตามวรรคหนึ่งให้นับเฉพาะปีที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ซื้อหน่วยลงทุนเฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในข้อ 1.

    ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับ ในกรณีผู้มีเงินได้ ไถ่ถอนหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ เพราะเหตุทุพพลภาพหรือตาย

                      3. ผู้มีเงินได้ ต้องไม่ได้รับเงินปันผล หรือเงินอื่นใด จากกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ในระหว่างการลงทุน และต้องได้รับคืน เงินลงทุน และผลประโยชน์ จากกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ เมื่อมีการไถ่ถอน หน่วยลงทุนเท่านั้น

                      4. ผู้มีเงินได้ ต้องไม่กู้ยืมเงิน หรือเบิกเงินจากกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพที่ผู้มีเงินได้ได้ซื้อหน่วยลงทุนไว้

                         กรณีผู้มีเงินได้ ได้ซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ เกินกว่าหนึ่งกองทุน เงินได้ที่จ่ายเป็น ค่าซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ในแต่ละกองทุน ที่จะได้รับยกเว้น ไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (1)-(4) (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 170))

                        กรณีการขายหน่วยลงทุน ตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการขายหน่วยลงทุน ที่ผู้มีเงินได้ ได้ซื้อหน่วยลงทุน ดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 หรือได้ซื้อหน่วยลงทุนระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551 และได้มีการซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มเติมระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงิน หรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับ เนื่องจาก การขายหน่วยลงทุน ที่ซื้อมาในปีภาษี 2551 ที่คำนวณมาจาก เงินได้พึงประเมิน ที่ซื้อหน่วยลงทุน ดังกล่าว ได้ในอัตรา ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้แต่ไม่เกิน 700,000 บาท ในปีภาษี 2551 (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 174))

     

                      86. เงินได้เท่าที่จ่ายเป็น ค่าซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้มีการจดทะเบียน กองทรัพย์สิน เป็นกองทุนรวม ภายในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น และเงินได้ดังกล่าว ต้องเป็นเงินได้ ของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล และกองมรดก ที่ยังไม่ได้แบ่ง ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ พึงประเมิน ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

    เงินได้ที่ได้รับยกเว้น ตามวรรคหนึ่ง และการถือหน่วยลงทุน ในกองทุนรวมหุ้น ระยะยาว ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                                ในกรณีที่ผู้มีเงินได้ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดใน วรรคสอง ให้ผู้มีเงินได้นั้น หมดสิทธิได้รับยกเว้น ตามวรรคหนึ่ง และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ ที่ได้รับยกเว้นภาษี ตามวรรคหนึ่งมาแล้วด้วย (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 169))

                                ในปีภาษี 2551 หากผู้มีเงินได้ มีการซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ให้เงินได้ตามวรรคหนึ่ง เท่ากับส่วนที่ไม่เกิน 700,000 บาท แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน ทั้งนี้ เงินได้ที่ได้รับยกเว้น และการถือหน่วยลงทุน ดังกล่าว ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และให้นำความในวรรค สามมาใช้บังคับด้วย (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 175))

      87. เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่ กองทุนรวมหุ้นระยะยาวตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่ผู้มี เงินได้ถือหน่วยลงทุนดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน แต่ไม่รวมถึงกรณีทุพพลภาพหรือตาย และเงินหรือผลประโยชน์ดังกล่าวคำนวณมาจากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้

      88. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แต่เมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันแล้วต้องมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 บาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 เป็นต้นไป โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

      89. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี

      90. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ในโครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครนายก

      91. เงินได้ดังต่อไปนี้เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ สำหรับปีภาษี 2547 และปีภาษี 2548

              (1)  เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการของรัฐบาล ตามพระราชกฤษฎีกาเงิน ช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการของรัฐบาล พ.ศ. 2547

              (2)  เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการของรัฐบาลในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการของรัฐบาลในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ พ.ศ. 2548

              (3)  เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อออกจากราชการตาม (1) หรือ (2)

      92.ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่บุคคลในคณะทูต คณะกงสุล และบุคคลที่ถือว่า อยู่ในคณะทูตตามความตกลง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ

      93. ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการขาย แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้ ไม่ถือว่าเป็นการขายตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

              (1) การให้ การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน

              (2) การแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์กับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะในกรณีที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจนั้น

              มิได้มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นอย่างอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่แลกเปลี่ยนนั้น

      94. ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (5) แห่งประมวลรัษฎากร และได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไว้แล้ว

      95. ผู้มีเงินได้ซึ่งอยู่ในประเทศไทย และได้รับเงินส่วนแบ่งของกองทุนรวมที่จัดตั้ง ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และยอมให้ผู้จ่ายเงินได้นั้นหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้

      96. ลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(3)(ก) และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรประเภทเงินฝากประจำ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนด

      97. เงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนแล้ว โดยให้ยกเว้นเท่าจำนวนเงินที่บริจาคให้กองทุนปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50

      98. เงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินเท่าจำนวนเงินที่บริจาคในการจัดสร้างเครื่องทรง พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

      99. เงินได้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ หรือการประนอมหนี้ตามคำขอประนอมหนี้หรือแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการและการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการดำเนินการ ตามคำขอประนอมหนี้หรือแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย

      100. ภาษีเงินได้สำหรับเงินได้สุทธิจากการคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(1) เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท แรก สำหรับปีภาษีนั้น (พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551)

      101. เงินได้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ของสถาบันการเงินที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

      102. เงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการให้บริการ และการกระทำ ตราสารอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

      103. เงินได้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ของเจ้าหนี้อื่นซึ่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยนำหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดมาใช้โดยอนุโลม

      104. เงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการให้บริการ และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของเจ้าหนี้อื่นโดยนำหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดมาใช้โดยอนุโลม

      105. เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายอื่นในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ซึ่งยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ ดังต่อไปนี้

           (1) เงินปันผลที่ได้รับจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับยกเว้นภาษี เงินได้นิติบุคคล ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น

           (2) แห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น จากผู้ได้รับการส่งเสริมตามสัญญาที่ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม

      106. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และการบริจาคอสังหาริมทรัพย์ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ทั้งนี้ สำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2546 เป็นต้นไป

      107. เงินได้จากการขายสุรากลั่นชุมชนของผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำสุรากลั่นชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยสุรา จำนวนไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อปี เป็นเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ทำสุรากลั่นชุมชน เฉพาะกรณีที่ได้รับอนุญาตให้นำสุรากลั่นชุมชนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2548

      108. เงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทอุปกรณ์ที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานเพื่อการปรับเปลี่ยนแทนอุปกรณ์เดิม เป็นจำนวนร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายนั้น เฉพาะในส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)(6)(7) หรือ (8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ยกเว้นตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเงินเท่ากันของจำนวนเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี สำหรับระยะเวลา 5 ปีภาษี

      109. เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่สภากาชาดไทย

      110. เงินได้ที่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยและมีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษีได้รับเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาท ในปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

      111. เงินที่มีลักษณะเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย และพนักงานธนาคารออมสิน ได้รับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป โดยมีอัตราและวิธีการคำนวณเช่นเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพตามกฎหมาย ว่าด้วย บำเหน็จบำนาญข้าราชการและกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

      112. เงินได้ที่คณะกรรมการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยได้รับเพื่อประโยชน์ของโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป

      113. เงินได้จากการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งกระทำในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เฉพาะกรณีที่ไม่มีการส่งมอบสินค้า ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 เป็นต้นไป (กฎกระทรวง 260 พ.ศ.2549)

      114. เงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท สำหรับการประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภรยาของผู้มีเงินได้ซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ทั้งนี้ ต้องเป็นเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายในปี พ.ศ.2549 เป็นต้นไปและให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (กฎกระทรวง 263 พ.ศ.2550)

      115. เงินได้เท่าที่นายจ้างจ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกิน 1 ปี เฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสำหรับ

             (ก) ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง ทั้งนี้ เฉพาะการรักษาพยาบาลในประเทศไทย

             (ข) ลูกจ้างในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป (กฎกระทรวง 263 พ.ศ.2550)

      116. เงินได้ของรัฐวิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งมีเงินได้ไม่เกิน 1,200,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (กฎกระทรวง 266 (พ.ศ. 2551))

      117. การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ได้จ่ายไปในระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

               (1) เป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท

               (2) กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีมีคู่สมรส

                    (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ยกเว้นภาษีให้แก่สามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท

                    (ข) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ โดยความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี และภริยาจะใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีตามมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ก็ตาม ให้สามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินคนละ 15,000 บาท ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี ให้สามีและภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินคนละ 15,000บาท

                     - ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการรับเงินจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยระบุชื่อผู้มีเงินได้ จำนวนเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่ายเงิน

                    - การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามประกาศนี้ ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธินำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีไปคำนวณหักจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8มิถุนายน พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 187)

     

      118. การยกเว้นเงินได้ที่ผู้มีเงินได้เป็นคนพิการ ผู้มีเงินได้เป็นคนพิการ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ตามกฎหมาย ว่าด้วยการ ส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิต คนพิการ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นผู้อยู่ในไทย และมีอายุ ไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ในปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นค้นไป ได้รับยกเว้นเงินได้ จำนวนเงิน 190,000 บาท โดยผู้มีเงินได้ดังกล่าว สามารถใช้สิทธิ หักจากเงินได้ ประเภทใดก็ได้ แต่สิทธิทั้งหมดรวมกันแล้ว ต้องไม่เกินคนละ 190,000 บาท

               ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 19)

    119.  ยกเว้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจ นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ตั้งแต่ 16 ธันวาคม  2557 ถึง 31 ธันวาคม  2558  จำนวนเงินได้   15,000  บาท ต่อปี ภาษี

     

     

     

     

     

     

     

     

    ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

    เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๒๕๐)

    เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจ นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

    ----------------------

     

                         อาศัยอำนาจตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๐๕ (พ.ศ. ๒๕๕๗) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้น ภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังต่อไปนี้

                         ข้อ ๑ ในประกาศนี้

                                   ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

                                   ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

                         ข้อ ๒ การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ได้จ่ายไปในระหว่างวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

                                 (๑) เป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท

                                 (๒) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ยกเว้นภาษีให้แก่สามีหรือภริยา ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท

                                 (๓) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้

                                       (ก) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามวรรคหนึ่งของมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท

                                       (ข) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ถือเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท

                                       (ค) ถ้าสามีภริยาตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันโดยถือเอาเงินได้พึงประเมินของตน เป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสามของมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท และได้รับยกเว้นภาษีส่วนของสามีหรือภริยาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท

                         ข้อ ๓ ผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้จ่ายค่าบริการตามข้อ ๒ เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวของผู้มีเงินได้

                         ข้อ ๔ ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการรับเงินจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยระบุชื่อผู้มีเงินได้ จำนวนเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่ายเงิน

                         ข้อ ๕ การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามประกาศนี้ ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธินำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ไปคำนวณหักจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

                         ข้อ ๖ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นไป

     

    ----------------------------------------------------

     

     

    มีเงินได้เท่าไรจึงต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

                               ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีภาษีจะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ ก็ต่อเมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าเมื่อคำนวณภาษีแล้วจะมีภาษีต้องชำระเพิ่มเติมหรือไม่ก็ตาม ดังนี้

    1. ผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทเงินเดือน ค่าจ้างที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม)

          - กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 50,000 บาท

          - กรณีที่มีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 100,000 บาท

     

    2. ผู้มีเงินได้จากการทำธุรกิจการค้าทั่วไปที่มิใช่เกิดจากการจ้างแรงงานที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม)

          - กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท

          - กรณีมีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 60,000 บาท

     

    3. กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่แบ่งเกิน 30,000 บาท

     

    4. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเกิน 30,000 บาท

     

     

     

                          วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีจะต้องทำอย่างไร?

     

    วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี


    โดย ทั่วไปผู้มีเงินได้ต้องนำเงินได้พึงประเมินทุกประเภทของตน ตลอดปีภาษี (ไม่รวมเงินได้ที่กฎหมายยกเว้นภาษี หรือที่ไม่ต้องเสียภาษี) ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี เพื่อยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่มีเงิน ได้ การคำนวณภาษีให้ทำเป็น 3 ขั้น คือ

    ขั้นที่หนึ่ง คำนวณหาจำนวนภาษีตาม วิธีที่ 1 เสียก่อน
    การคำนวณภาษีตามวิธีที่ 1

    เงินได้พึงประเมินทุกประเภทรวมกันตลอดปีภาษี

    xxxx

    (1)

    หัก ค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด

    xxxx

    (2)

    (1)-(2) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

    xxxx

    (3)

    หัก ค่าลดหย่อนต่าง ๆ (ไม่รวมค่าลดหย่อนเงินบริจาค) ตามที่กฎหมายกำหนด

    xxxx

    (4)

    (3)-(4) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ

    xxxx

    (5)

    หัก ค่าลดหย่อนเงินบริจาค ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด

    xxxx

    (6)

    (5-6) เหลือเงินได้สุทธิ

    xxxx

    (7)

    นำเงินได้สุทธิตาม (7) ไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

     

     

    จำนวนภาษีตามการคำนวณภาษีวิธีที่ 1

    xxxx

    (8)

     

     

     

     

    ขั้นที่สอง ให้พิจารณาว่าจะต้องคำนวณภาษีตาม วิธีที่ 2 หรือไม่ ถ้าเข้าเงื่อนไขที่จะต้องคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 จึงคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 อีกวิธีหนึ่ง

               กรณีที่ต้องคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 ได้แก่ กรณีที่เงินได้พึงประเมินทุกประเภทในปีภาษี แต่ไม่รวม เงินได้พึงประเมินตามประเภทที่ 1 มีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตามวิธีที่ 2 นี้ ให้คำนวณในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (= เงินได้พึงประเมินทุกประเภทลบเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 คูณด้วย 0.005) ดังกล่าวนั้น

                 หมายเหตุ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป หากคำนวณตามวิธีที่ 2 แล้วมีภาษีเงินได้ที่ต้องเสียจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 5,000 บาท ผู้มีเงินได้ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามวิธีที่ 2 ( 10 ) แต่ยังคงมีหน้าที่เสียภาษีตามจำนวนที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 1 ( 8 ) โดยนำมาสรุปจำนวนภาษีที่ต้องเสียขั้นที่สาม

     


    ขั้นที่สาม สรุปจำนวนภาษีที่ต้องเสียภาษี

    กำหนดให้ (10) คือ จำนวนภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีที่ 2

     

    การคำนวณภาษี

    จำนวนภาษีเงินได้สิ้นปีที่ต้องเสีย เทียบ (8) และ (10) จำนวนที่สูงกว่า

    xxxx

    (11)

    หัก ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว

    xx

     

     

    ภาษีเงินได้ครึ่งปีที่ชำระไว้แล้ว

    xx

     

     

    ภาษีเงินได้ชำระล่วงหน้า

    xx

     

     

    เครดิตภาษีเงินปันผล

    xx

    xx

    (12)

    (11-12) เหลือ ภาษีเงินได้ที่ต้องเสีย (หรือที่เสียไว้เกินขอคืนได้)

    xx

     

     

     อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปีภาษี 2556 ถึงปี ภาษี 2558

     

     (ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ  0-150,000 บาทแรก)

     เงินได้สุทธิตั้งแต่ 150,001 บาท ถึง 300,000 บาท                 เสียภาษีอัตราร้อยละ 5

    เงินได้สุทธิเกินกว่า 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท     เสียภาษีอัตราร้อยละ 10

    เงินได้สุทธิเกินกว่า 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 750,000 บาท     เสียภาษีอัตราร้อยละ 15

    เงินได้สุทธิเกินกว่า 750,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท   เสียภาษีอัตราร้อยละ 20

    เงินได้สุทธิเกินกว่า 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 25

    เงินได้สุทธิเกินกว่า 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 4,000,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 30

    เงินได้สุทธิเกินกว่า 4,000,000 บาท ขึ้นไป                                เสียภาษีอัตราร้อยละ 35

     

     

     

    เงินได้พึงประเมินแต่ละกรณีจะคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้เท่าใด?

     

         1. เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40  (1) และ (2 )ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากฎหมายให้หัก ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนี้

    (1) ผู้มีเงินได้สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินได้แต่รวมกันแล้วต้อง ไม่เกิน 60,000 บาท

    (2) ในกรณีสามีภริยา ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 40 แต่ไม่เกินฝ่ายละ 60,000 บาท

          2. เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดในประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 45) ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็น เงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เท่านั้น การคำนวณตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร มีหลักเกณฑ์ดังนี้

     

         3. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากฎหมายยอมให้หักค่า ใช้จ่ายได้เฉพาะเงินได้ที่เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ โดยให้หักเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของค่าแห่งลิขสิทธิ์แต่ไม่เกิน 60,000 บาท               สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้ที่มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจาก พินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล ไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

                        ในกรณีสามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ประเภทนี้ และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์เดียวกัน

     

         4. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายไม่ยอมให้หัก ค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

     

         5. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้ คือ

                 (1) การให้เช่าทรัพย์สิน ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้

               ก. หักตามความจำเป็นและสมควร             คือ

    1. การขอหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร สำหรับเงินได้ประเภทที่ 5,6,7 และ 8 ดังกล่าว มาข้างต้นนั้น รายจ่ายที่จะนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายต้องมีลักษณะดังนี้

            (1) เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติ มีความเกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจแต่ละประเภทหรือต่อเงินได้แต่ละชนิด

            (2) เป็นจำนวนที่สมควรและเหมาะสมแก่กิจการ

            (3) ไม่เป็นรายจ่ายที่กฎหมายห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย

            (4) ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการหักใช้จ่ายพร้อม ที่จะให้พนักงานตรวจสอบได้

         2. การเลือกขอหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรนี้ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกปฏิบัติได้ว่า ปีใดจะหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา หรือปีใดจะหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและ สมควรได้ นอกจากนี้ในปีภาษีเดียวกันเองผู้มีเงินได้ยังอาจหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้ประเภทหนึ่ง และหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรสำหรับเงินได้อีกประเภทหนึ่งได้ด้วย แต่เงินได้ประเภทและชนิด เดียวกัน หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามวิธีใดแล้ว จะต้องใช้วิธีเดียวกันสำหรับเงินได้ประเภทนั้นทั้งประเภท

         3. เงินได้ประเภทที่ 8 กรณีขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางค้าหรือหากำไร ผู้มีเงินได้อาจเลือกเสียภาษีโดยวิธีหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนการนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นตามหลักทั่วไปก็ได้ ซึ่งจะทำให้สามารถประหยัดภาษีได้

               ข. หักเป็นการเหมาในอัตราที่กำหนด

                         1) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือแพ ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่า ให้หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 30 ยกเว้นในกรณีให้เช่าช่วงให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้ เช่าช่วง แล้วแต่กรณี

                          2) ที่ดินที่ใช้ในการเกษตรกรรม ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่า ให้หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 20 ในกรณีให้เช่าช่วงให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วงแล้วแต่กรณี

                          3) ที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรม ในกรณีที่เจ้าของเป็นผู้ให้เช่าหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 15 ในกรณีให้เช่าช่วงให้หักค่าใช้จ่ายได้เฉพาะค่าเช่าที่เสียให้ แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วงแล้วแต่กรณี

                         4) ยานพาหนะ ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 30 ในกรณี ให้เช่าช่วงให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วงแล้วแต่กรณี

                           5) ทรัพย์สินอย่างอื่น ในกรณีเจ้าของเป็นผู้ให้เช่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 10 ในกรณีให้เช่าช่วงให้หักค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเช่าที่เสียให้แก่ผู้ให้เช่าเดิม หรือผู้ให้เช่าช่วงแล้วแต่กรณี         กรณีผู้ให้เช่าทรัพย์สิน เรียกเก็บเงินกินเปล่า เงินแป๊ะเจี๊ยะ เงินค่าปลูกสร้าง หรือเงินค่าซ่อมแซม อีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าเช่า หรือได้รับประโยชน์อื่น เช่น ได้กรรมสิทธิ์ในอาคารหรือโรงเรือนที่ผู้เช่าทำการก่อสร้างลงบนที่ดินของผู้ให้เช่าแล้วยกให้ เงินหรือกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือโรงเรือนเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สินของผู้ให้เช่า

                           กรณีที่เจ้าของที่ดินทำสัญญาให้ผู้อื่นทำการปลูกสร้างอาคารหรือโรงเรือนที่ดินของตน โดย ผู้ปลูกสร้างยกกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือโรงเรือนที่ปลูกสร้างนั้นให้แก่เจ้าของที่ดินเมื่อสร้างเสร็จ และเจ้าของที่ดินตกลงให้ผู้ปลูกสร้างเช่าหรือให้เช่าช่วงอาคารหรือโรงเรือน หรือตกลงให้ผู้สร้างจัดหาผู้เช่าอาคารหรือโรงเรือนนั้นโดยตรงจากเจ้าของที่ดินเป็นการตอบแทนภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้คำนวณค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือนนั้น เป็นเงินได้พึงประเมินของเจ้าของที่ดินตาม จำนวนปีแห่งอายุการเช่าใน อัตราร้อยละของมูลค่าอาคาร หรือ โรงเรือนในวันที่ได้รับกรรมสิทธิ์

                      (2) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน กฎหมายยอมให้ผู้มีเงินได้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ได้ร้อยละ 20 วิธีเดียว

                      (3) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 20 วิธีเดียว

     

          6. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายยอมให้เลือกหัก ค่าใช้จ่ายวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้

               - ให้หักตามความจำเป็นและสมควรหรือ

               - ให้หักเป็นการเหมาดังต่อไปนี้

               - เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลป ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 60

               - เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระนอกจาก 1) หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 30

     

       

      7. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายยอมให้หักค่า ใช้จ่ายวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

               - หักตามความจำเป็นและสมควร หรือ

               - หักเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 70

     

          8. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายยอมให้เลือกหัก ค่าใช้จ่ายวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

               - หักตามความจำเป็นและสมควร หรือ

               - หักเป็นการเหมาในอัตราร้อยละตามที่กฎหมายกำหนด

     

     

     

    ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8

     

    ประเภทเงินได้พึงประเมิน

    ร้อยละ

    (1) การเก็บค่าต๋ง หรือค่าเกมจากการพนันการแข่งขัน หรือ การเล่นต่าง ๆ

    65

    (2) การถ่าย ล้างอัด หรือขยายรูปภาพยนตร์รวมทั้งการขายสวนประกอบ

    70

    (3) การทำกิจการคานเรือ อู่เรือ หรือซ่อมเรือที่มิใช่ซ่อมเครื่องจักรเครื่องกล

    70

    (4) การทำรองเท้า และเครื่องหนังแท้ หรือหนังเทียม รวมทั้งการขาย ส่วนประกอบ

    70

    (5) การตัด เย็บ ถัก ปักเสื้อผ้า หรือสิ่งอื่น ๆรวมทั้งการขายส่วนประกอบ

     

    (6) การทำ ตกแต่ง หรือซ่อมแซม เครื่องเรือน รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    70

    (7) การทำกิจการโรงแรม หรือภัตตาคารหรือการปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มจำหน่าย

    70

    (8) การดัด ตัด แต่งผม หรือตกแต่งร่างกาย

    70

    (9) การทำสบู่ แชมพู หรือเครื่องสำอาง

    70

    (10) การทำวรรณกรรม

    75

    (11) การค้าเครื่องเงิน ทอง นาก เพชร พลอย หรืออัญมณีอื่น รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    75

    (12) การทำกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เฉพาะที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน รวมทั้งการรักษาพยาบาล และการจำหน่ายยา

    75

    (13) การโม่หรือย่อยหิน

    75

    (14) การทำป่าไม้ สวนยาง หรือไม้ยืนต้น

    80

    (15) การขนส่ง หรือรับจ้างด้วยยานพาหนะ

    80

    (16) การทำบล็อกและตรา การรับพิมพ์ หรือเย็บสมุด เอกสาร รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    80

    (17) การทำเหมืองแร่

    80

    (18) การทำเครื่องดื่มตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเครื่องดื่ม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

    85

    (19) การทำเครื่องกระเบื้อง เครื่องเคลือบเครื่องซีเมนต์ หรือดินเผา

    80

    (20) การทำหรือจำหน่ายกระแสไฟฟ้า

    80

    (21) การทำน้ำแข็ง

    80

    (22) การทำกาว แป้งเปียก หรือสิ่งที่มีลักษณะทำนองเดียวกันและการทำแป้งชนิดต่าง ๆที่มิใช่เครื่องสำอาง

    80

    (23) การทำลูกโป่ง เครื่องแก้ว เครื่องพลาสติกหรือเครื่องยางสำเร็จรูป

    80

    (24) การซักรีด หรือย้อมสี

    80

    (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต

    80

    (26) รางวัลที่เจ้าของม้าได้จากการส่งม้าเข้าแข่ง

    80

    (27) การรับสินไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก หรือการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝาก

    85

    (28) การรมยาง การทำยางแผ่น หรือยางอย่างอื่นที่มิใช่ยางสำเร็จรูป

    85

    (29) การฟอกหนัง

    85

    (30) การทำน้ำตาล หรือน้ำเหลืองของน้ำตาล

    85

    (31) การจับสัตว์น้ำ

    85

    (32) การทำกิจการโรงเลื่อย

    85

    (33) การกลั่น หรือหีบน้ำมัน

    85

    (34) การให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 40 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502

    85

    (35) การทำกิจการโรงสีข้าว

    85

    (36) การทำเกษตรกรรมประเภท ไม้ล้มลุกและธัญชาติ

    85

    (37) การอบหรือบ่มใบยาสูบ

    85

    (38) สัตว์ทุกชนิด รวมทั้งการขายวัตถุพลอยได้

    85

    (39) การฆ่าสัตว์จำหน่าย รวมทั้งการขายวัตถุพลอยได

    85

    (40) การทำนาเกลือ

    85

    (41) การขายเรือกำปั่น หรือเรือมีระวาง ตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ

    85

    (42) การขายที่ดินเงินผ่อนหรือการให้เช่าซื้อที่ดิน

    61

    (43) การแสดงของนักแสดงละครภาพยนตร์ วิทยุหรือโทนักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดง เพื่อความบันเทิงใด ๆ

     

    สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท

    60

    สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท

    40

    การหักค่าใช้จ่ายตาม (ก) และ (ข) รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

     

    (44) เงินได้ที่มิได้ระบุไว้ตั้งแต่ข้อ (1)-ข้อ (43)ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น

     

     

     

     

    ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง?

     

    การหักลดหย่อน หมายถึง รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้หักได้เพิ่มขึ้นหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่าเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการหักลดหย่อนกรณีต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

    1. การหักลดหย่อนในกรณีทั่วไป

        1.1 ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท (ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน หรือไม่ก็ตาม)

        1.2 สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

          (1) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่มีสิทธิหักลดหย่อน จะต้องเป็นสามีหรือภริยาชอบด้วยกฎหมาย การสมรส ไม่ครบปีภาษีก็มีสิทธิหักลดหย่อนได้ เช่น จดทะเบียนสมรสระหว่างปีภาษี หรือตายในระหว่างปีภาษี ก็มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท  

          (2) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่จะนำมาหักลดหย่อนจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมิน

     หากต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้แยกยื่นแบบและหักลดหย่อนเฉพาะส่วนของผู้มีเงินได้

        1.3 การหักลดหย่อนบุตร ให้หักสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มี เงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย

          โดยมีเงื่อนไขว่าบุตรที่เกิด ก่อนหรือ ในพ.ศ.2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรม ก่อน พ.ศ. 2522 คนละ 15,000 บาท บุตรที่เกิด หลัง พ.ศ.2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมในหรือหลัง พ.ศ. 2522 คนละ 15,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน

          การนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะ บุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยให้นับรวมทั้งบุตร ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย

          การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศให้ลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท หรือเป็น ผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้ หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้ ดังกล่าวต้องไม่ใช่เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 ให้ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

          การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีจะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรมได้ในฐานะเดียว

                

     

        การหักลดหย่อนกรณีสามีภรรยา

                   (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้หักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท

                   (ข) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักได้กึ่งหนึ่ง

     

        1.4 เบี้ยประกันภัย  ที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยส่วนแรกหักได้ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร

           ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิตและความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามีหรือภริยานั้นตามจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000  บาท

             กรณีต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ให้แยกยื่นแบบและหักลดหย่อนเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของตนเองที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000  บาท

            การฝากเงินออมสินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว ก็อยู่ในข่ายที่จะขอหักลดหย่อนตามเกณฑ์นี้ได้ด้วย

        1.5 เงินสะสม ที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท เป็นเงินที่ได้รับยกเว้นภาษี โดยนำจำนวนเงินส่วนที่เกินดังกล่าวหักจากเงินได้พึงประเมิน ก่อนหักค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 490,000 บาท

                  ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ และเมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุน กบข. (ถ้ามี) แล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องจ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

                   ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท

        1.6 ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จากการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2550 เป็นต้นไป โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการดังนี้

          (1) เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สำหรับการกู้ยืมจากผู้ประกอบกิจการในราชอาณาจักรเฉพาะที่กำหนดไว้ ได้แก่ ธนาคาร บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ นายจ้างซึ่งมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนที่จัดสรรไว้เพื่อสวัสดิการแก่ลูกจ้าง บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นิติบุคคลเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่เขารับช่วงสิทธิ์เป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทนกองทุนรวมดังกล่าว กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

          (2) เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้ออาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด หรือเพื่อสร้างอาคารใช้อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเองหรือบนที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครอง

          (3) ต้องจำนองอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด หรืออาคารพร้อมที่ดิน เป็นประกันการกู้ยืมเงินนั้น โดยมีระยะเวลาจำนองตามระยะเวลาการกู้ยืม

          (4) ต้องใช้อาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดตาม(3)นั้นเป็นที่อยู่อาศัยในปีที่ได้รับยกเว้นภาษี แต่ไม่รวมถึงกรณีลูกจ้าง ซึ่งถูกนายจ้างสั่งให้ไปปฏิบัติงานของนายจ้าง ณ ต่างถิ่นเป็นประจำหรือกรณีอาคารหรือห้องชุดดังกล่าวเกิดอัคคีภัย ภัยธรรมชาติ หรือภัยอันเกิดจากเหตุอื่น ทั้งนี้ เฉพาะที่มิใช่ความผิดของผู้มีเงินได้จนไม่อาจใช้อาคารหรือห้องชุดนั้นอยู่อาศัยได้

          (5) กรณีผู้มีเงินได้มีอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดตาม (3) เป็นที่อยู่อาศัยในปีที่ขอหักลดหย่อนเกินกว่า 1 แห่ง ให้หักลดหย่อนได้ทุกแห่ง สำหรับอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดตาม (3)

          (6) ให้หักลดหย่อนได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักลดหย่อนได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่

          (7) กรณีผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันกู้ยืม ให้หักลดหย่อนได้ทุกคนโดยเฉลี่ยค่าลดหย่อนตามส่วนจำนวนผู้มีเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายจริง และไม่เกิน 100,000 บาท

     

    n (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้สามีหรือภริยาฝ่ายที่มีเงินได้หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เฉพาะส่วนของตนเท่าที่จ่ายจริง และไม่เกิน 100,000 บาท

    n (ข) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียวและร่วมกันกู้ยืม ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

    n (ค) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาสมรสกัน ให้ต่างฝ่ายต่างยังคงหักลดหย่อนดอกเบี้ย เงินกู้ยืมส่วนของตนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

    n (ง) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่ายและร่วมกันกู้ยืม ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้กึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

     

     

          (10) กรณีมีการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้เงินกู้ยืมระหว่างผู้ให้กู้ตาม (1) ให้ยังคงหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

          ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวข้างต้น ให้หมายความรวมถึง ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย หรือห้องชุดด้วย ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ยืมเพื่อชำระหนี้ส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระนั้น

          ผู้มีเงินได้ต้องมีหนังสือรับรองตามแบบที่อธิบดีกำหนด จากผู้ให้ให้กู้ยืม เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการดังกล่าวนั้นด้วย

        1.7 เงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกันสังคมตามจำนวนที่จ่ายจริง ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ข้างต้นและความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วย สำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าวตามเกณฑ์ข้างต้น

        1.8 ค่าลดหย่อนบิดามารดา กรณีผู้มีเงินได้และคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี  ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ผู้มีเงินได้และ คู่สมรสมีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้คนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ บิดาหรือมารดาของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส จะต้องออกหนังสือรับรองว่าบุตรคนใดคนหนึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเพียงคนเดียว  ถ้าต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ให้หักลดหย่อน บิดา-มารดาของตนเอง

        1.9 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา สามีหรือภริยา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ บิดามารดาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้หรือบุคคลอื่นที่ผู้มีเงินได้ เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนละ 60,000 บาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพ มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมทั้งจำนวนคนพิการ และทุกพลพลภาพในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ที่อธิบดีประกาศกำหนด

               การหักลดหย่อนสำหรับบุตรบุญธรรม ให้หักได้ในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะเดียว

               ทั้งนี้ให้หักลดหย่อนสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ.2552  ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

     

        1.10 เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา  ได้แก่ เงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

        1.11 เงินบริจาค  เมื่อหักลดหย่อนต่าง ๆ หมดแล้ว เหลือเท่าใดให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับ เงินบริจาค เงินบริจาคที่หักค่าลดหย่อนได้นั้นผู้มีเงินได้ต้องบริจาคเป็นเงินให้แก่การกุศลสาธารณะ โดยหักได้ เท่าจำนวนเงินที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว

        การบริจาค ได้แก่

        (1) การบริจาคเงินให้แก่วัดวาอาราม สภากาชาดไทย สถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือองค์การของรัฐบาล สถานศึกษาเอกชน สถานสาธารณกุศล และกองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ (ต้องเป็นองค์การสถานสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา)

        (2) การบริจาคเงินให้แก่คณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างสวนสาธารณะเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวโรกาสพระชนมายุครบ 80 พรรษา

        (3) การบริจาคเงินให้แก่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในโครงการปลูกป่าเทิดพระเกียรติเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 90 พรรษา

        (4) การบริจาคเงินให้แก่กองทัพอากาศในโครงการก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริฯ

        (5) การบริจาคเงินให้แก่กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา

        (6) การบริจาคเงินให้แก่กองทุนปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50

        (7) การบริจาคเงินให้แก่โครงการอาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ 50 ปี ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

        (8) การบริจาคเงินให้แก่โครงการสืบสานพระราชปณิธาน กาญจนาภิเษก

        (9) การบริจาคเงินให้แก่โครงการร้อยใจช่วยเยาวชนไทยในภาวะวิกฤต

        (10) การบริจาคเงินให้แก่โครงการโพธิ์ทองของชาวไทย

        (11) การบริจาคเงินให้แก่โครงการปลูกป่าชายเลนถาวรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในวโรกาสทรงพระชนม์มายุ 72 พรรษา

        (12) การบริจาคเงินให้แก่ส่วนราชการที่จัดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

        (13) การบริจาคเงินให้แก่กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กองทุนคุ้มครองเด็ก และกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ

     (14) การบริจารเงินเพื่อการกีฬา ให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการกีฬา คณะกรรมการกีฬาจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมกีฬาในจังหวัด สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการเพื่อการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน หรือสมาคมกีฬาสมัครเล่น

        (15) การบริจาคเงินให้แก่ส่วนราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมาชาติอื่น

        (16) การบริจาคเงินให้แก่ส่วนราชการหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล

    2. การหักลดหย่อนในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี การหักลดหย่อนผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ 60,000 บาท แต่ถ้าความเป็นสามีหรือภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี หรือภริยาแยกคำนวณเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ต่างหากจากสามี ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท และสำหรับการหักลดหย่อนบุตรและค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้อื่น ๆ ให้ต่างฝ่ายต่างหักได้กึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละกรณีเฉพาะในปีภาษีนั้น

    3. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ บุตร และการศึกษาของบุตรของผู้มีเงินได้

    4. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือนผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

    5. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ให้หักลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้   30,000 บาท

    6. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หัก ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในประเทศไทยคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท

    7.การหักยกเว้นค่าท่องเที่ยวภายในประเทศ   15,000  บาท

     

     

    ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
    เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๒๕๐)
    เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจ นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ
    ----------------------

    อาศัยอำนาจตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๐๕ (พ.ศ. ๒๕๕๗) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อการยกเว้น ภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังต่อไปนี้
    ข้อ ๑ ในประกาศนี้
    ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์
    ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ได้รับใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
    ข้อ ๒ การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ได้จ่ายไปในระหว่างวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
    (
    ๑) เป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท
    (
    ๒) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ยกเว้นภาษีให้แก่สามีหรือภริยา ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท
    (
    ๓) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้
    (
    ก) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามวรรคหนึ่งของมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท
    (
    ข) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ถือเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท
    (
    ค) ถ้าสามีภริยาตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันโดยถือเอาเงินได้พึงประเมินของตน เป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสามของมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท และได้รับยกเว้นภาษีส่วนของสามีหรือภริยาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท
    ข้อ ๓ ผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้จ่ายค่าบริการตามข้อ ๒ เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวของผู้มีเงินได้
    ข้อ ๔ ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการรับเงินจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวหรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยระบุชื่อผู้มีเงินได้ จำนวนเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่ายเงิน
    ข้อ ๕ การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามประกาศนี้ ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธินำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ไปคำนวณหักจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร หลังจากหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
    ข้อ ๖ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นไป

     

     

    -----------------------------------------------------------------------------




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 53 ครั้ง

    23/7/2558 14:28:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

     

    บทที่ 3

     ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา   (ตอนที่ 1)

    ขอบเขตของเนื้อหา

    • ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ?
    • เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นแล้วผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องทำอะไรบ้าง?
    • เงินได้อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี?
    • ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นในระหว่างปีภาษีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกกรณีหรือไม่?
    • เงินได้อันเป็นเหตุให้ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมาจากแหล่งใดบ้าง?
    • ในการเสียภาษีจะต้องคำนวณภาษีอย่างไร?
    • เงินได้พึงประเมินอะไรบ้างที่ได้รับยกเว้นภาษี?
    • วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีจะต้องทำอย่างไร?
    • เงินได้พึงประเมินแต่ละกรณีจะคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้เท่าใด?
    • ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง?
    • ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร และเมื่อใด?
    • ยื่นแบบแสดงรายการได้ที่ไหน?
    • การชำระภาษีด้วยวิธีใดบ้าง?
    • หากยื่นแบบแล้วมีภาษีต้องชำระจะขอผ่อนชำระภาษีได้หรือไม่
    • ถ้าไม่ชำระในกำหนดเวลาหรือชำระไม่ถูกต้องจะมีความรับผิดอย่างไรบ้าง?
    • บัญชีอัตราภาษี
    • การบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง?

     

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    -          เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตลอดจนหลักการและวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    -          เพื่อให้นักศึกษาสามารถคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและกรอกแบบแสดงรายการภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาได้อย่างถูกต้อง

     

     

     

     

     

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา Personal Income Tax

     

         ตอนที่ 1

     

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  เป็นภาษีทางตรง   และเป็นภาษีอากรประเมิน หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด 4 ประเภท ดังนี้
               1)   บุคคลธรรมดา  หมายถึงบุคคลทุกคนที่มีสภาพบุคคลตาม  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 2 บุคคล หมวด 1 บุคคลธรรมดา ส่วนที่ 1 สภาพ บุคคล มาตรา 15 สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย 

    2)         ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

                    ห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายถึงห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๐๒๕  ที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  เพราะเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว  จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ซึ่งมีลักษณะและหลักการแตกต่างกัน

    ห้างหุ้นส่วนสามัญ  เกิดขึ้นจากการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำกิจการร่วมกัน  ด้วยวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น  และผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีข้อจำกัด  

                  เช่น ก. กับ ข.  เข้าหุ้นกันเปิดร้านถ่ายรูป  รับถ่ายเอกสาร  รับทำรายงาน  เมื่อมีกำไรก็ตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง   เงินที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวเป็นเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ ซึ่งมี ก. และ ข.  เป็นหุ้นส่วน  ซึ่งอาจใช้ชื่อห้างหุ้นส่วน ก. และ ข.  หรือใช้ชื่ออื่นก็ได้   แต่ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้  เกิดเป็นหน่วยภาษีใหม่  มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยผู้อำนวยการ  หรือผู้จัดการห้างหุ้นส่วนเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว  โดยผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ต้องนำเงินได้ที่ได้จากการประกอบกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นไปยื่นแบบแสดงรายการในนามของผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นส่วนตัว  แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว ค้างชำระค่าภาษีเงินได้  หุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบในหนี้ค่าภาษีดังกล่าวด้วย   
                            คณะบุคคล  ประมวลรัษฎากรมิได้ให้คำนิยามไว้ว่ามีความหมายอย่างไร   คณะบุคคลนั้น  มีลักษณะคล้ายห้างหุ้นส่วนสามัญ  คือประกอบด้วยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มาร่วมกันประกอบกิจการ  หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลาอย่าง และการกระทำนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรขึ้นมา   หากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับนั้นมีจำนวนเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  ผู้อำนวยการ หรือผู้จัดการของคณะบุคคลนั้นก็มีหน้าที่นำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับนั้นมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้   แต่การร่วมกันประกอบกิจการ หรือกระทำการที่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น  ต้องมิได้มีเจตนาที่จะหากำไรเป็นส่วนตัว   เช่นชมรมนิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  ซึ่งประกอบด้วยนิสิตจำนวนหนึ่งที่เป็นสมาชิก  จัดงานการแสดงดนตรีการกุศลเพื่อนำรายได้ไปซื้อเครื่องมือแพทย์ไว้ใช้ในโรงพยาบาลของรัฐที่ขาดแคลน   เงินรายได้ที่ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของชมรมดังกล่าว  เพราะชมรมประกอบด้วยนิสิตที่เป็นสมาชิกทุกคน  เมื่อจัดการแสดงดนตรีมีการขายบัตร  และมีเงินได้จากการขายบัตรดังกล่าว  ชมรมจึงมีสภาพเป็นคณะบุคคล  ผู้แทนของชมรม คือประธานชมรมมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ในนามของชมรม
                      ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล  เป็นหน่วยภาษีที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร  ไม่มีสภาพบุคคล  เพราะสภาพบุคคลต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  ๑๕  และไม่ใช่นิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  ๖๕     

                  3). ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
                             ในกรณีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วถึงเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนดไว้  ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กำหนดให้ผู้จัดการมรดก  หรือในกรณีที่ไม่มีการตั้งผู้จัดการมรดก  ทายาท  หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี  มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีแทนผู้ตาย  โดยต้องยื่นแบบแสดงรายการในนามของผู้ตาย  และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนผู้ตาย  ดังนั้น  จะเห็นได้ว่า  ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น  ไม่ตายตามผู้มีเงินได้ไปด้วย
                   มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า  ในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนผู้ตายนั้น  กฎหมายกำหนด ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย  เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นทั้งสิ้น  ซึ่งหมายความว่า  แม้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะถึงแก่ความตายไปแล้ว  และทรัพย์สินของผู้นั้นเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทเมื่อบุคคลนั้นตาย  ตามมาตรา  ๑๕๙๙  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ตาม  แต่หากทรัพย์มรดกดังกล่าวก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินในระหว่างปีภาษีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนั้นตาย  เงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของทายาทผู้รับมรดก  แต่ถือเป็นเงินได้ของผู้ตายในปีภาษีนั้น  เช่น 

                ตัวอย่างแรก   ในปีภาษี  ๒๕๔๘  นาย ก. มีห้องชุดให้เช่า  ๒  ห้อง โดยทำสัญญาให้เช่าเป็นเวลา  ๓  ปี ได้ค่าเช่ารวมเดือนละ  ๒๐,๐๐๐  บาท  นาย ก. ถึงแก่ความตายในวันที่  ๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๔๘   ห้องชุดดังกล่าวจึงตกเป็นมรดกของนาย ข. ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียว  ตั้งแต่วันที่นาย ก.  ตาย  และนาย ข. เก็บค่าเช่าตามสัญญาเช่าจากผู้เช่าไปใช้ในฐานะทายาทผู้รับมรดกห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าว  เพราะในกรณีผู้ให้เช่าตาย  สัญญาเช่าจะไม่ระงับ   ดังนี้  จะเห็นได้ว่า  ในปีภาษี  ๒๕๔๘  เมื่อนาย ก. ถึงแก่ความตาย  นาย ก. จะมีเงินได้จากค่าเช่าไม่ถึง  ๓๐,๐๐๐  บาท  ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา  ๕๖  ( ๑ )  แต่เมื่อมาตรา  ๕๗  ทวิ วรรคหนึ่ง  บัญญัติให้รวมเงินได้ของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย  เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นทั้งสิ้น  จึงต้องถือว่าในปีภาษี  ๒๕๔๘  นั้น  เงินได้ของนาย ก. ผู้ตาย คือเงินได้จากค่าเช่าที่นาย ก.ได้รับก่อนนาย ก. ตาย จำนวน  ๒๐,๐๐๐ บาท และเงินค่าเช่าที่นาย ข.ได้รับจากห้องชุดดังกล่าว หลังนาย ก. ตาย จนถึงสิ้นปีภาษี คือวันที่  ๓๑  ธันวาคม  ๒๕๔๘   รวมกันเป็นเงิน  ๒๔๐,๐๐๐  บาท เป็นเงินได้ของนาย  ก. ที่ได้รับในปีภาษี  ๒๕๔๘  ทั้งหมด  เพราะค่าเช่าที่ได้รับหลังนาย ก. ตายนั้น  เป็นดอกผลโดยนิตินัยของห้องชุดทั้งสองห้อง  จึงเป็นเงินได้ที่กองมรดกของนาย ก . ได้รับในปีภาษีที่นาย ก. ตาย  นาย ข. จึงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี  ๒๕๔๘ ในนามของนาย ก. แทนนาย ก. ผู้ตาย  ภายในเดือนมีนาคม  ๒๕๔๙ โดยนาย ข.  ไม่ต้องนำค่าเช่าที่ได้รับจากห้องชุดที่ได้รับมรดกจาก             นาย ก. ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์  ถึงเดือน  ธันวาคม  ๒๕๔๘  มาคำนวณเป็นเงินได้ของตนอีก   

       4)   กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง  

                  ผู้เสียภาษีประเภทนี้      ตามประมวลรัษฎากรกำหนดว่า   สำหรับในปีต่อไป  ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่ง  และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด ผู้จัดการมรดก  หรือทายาท  หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก  แล้วแต่กรณี  มีหน้าที่ต้องปฏิบัติยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย                

                 การแบ่งมรดกของผู้ตาย จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  ๑๗๕๐  ซึ่งระบุไว้  ๓  กรณี คือ   ๑)  ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด  ๒)  ขายทรัพย์มรดกแล้วทายาทนำเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท  และ ๓)  ทำสัญญาตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน  หากทรัพย์มรดกของผู้ตายมีหลายอย่าง  มีการแบ่งกันแล้วบางส่วน  แต่ยังคงเหลือทรัพย์มรดกบางส่วนที่ยังมิได้แบ่งกัน  และทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินเกินกว่า  ๓๐,๐๐๐  บาท จะเป็นกรณีตามมาตรา  ๕๗  ทวิ วรรคสองนี้  โดยถือว่ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งนี้  เป็นเงินได้พึงประเมินของกองมรดกของผู้ตาย ซึ่งผู้จัดการมรดก  หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของกองมรดก

                 ตามตัวอย่างที่สองในกรณีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษีข้างต้น  เมื่อนาย ข. ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกและยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในนามของนาย ก. ภายในเดือนมีนาคม  ๒๕๔๙  แล้ว ตั้งแต่เดือน มกราคม  ๒๕๔๙  ผู้เช่าห้องชุดยังคงจ่ายค่าเช่าให้แก่นาย ข. ผู้จัดการมรดกของนาย ก. ตลอดมา เดือนละ  ๒๐,๐๐๐  บาท หากสิ้นปีภาษี  ๒๕๔๙  นาย ข. ยังจัดการมรดกไม่เสร็จ  ยังมิได้จัดการแบ่งทรัพย์มรดกคือห้องชุดสองห้องดังกล่าวให้เป็นสัดส่วน  หรือยังมิได้โอนห้องชุดดังกล่าวเป็นชื่อของนาย ข. และนาย ค. ซึ่งเป็นทายาท  ห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของกองมรดกของนาย ก.  ค่าเช่าที่ได้รับเดือนละ  ๒๐,๐๐๐  บาท ตลอดปี  ๒๕๔๙  เป็นเงิน  ๒๔๐,๐๐๐  บาท จึงเป็นเงินได้ของกองมรดกมิใช่เงินได้ของนาย ข. และ นาย ค. ตามมาตรา  ๕๗  ทวิ  วรรคสองดังกล่าว  เมื่อเงินได้ของกองมรดกเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  ในปีภาษี  ๒๕๔๙  นาย ข. ที่เป็นผู้จัดการมรดก  ก็มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีในนามกองมรดกของนาย  ก. ภายในเดือน มีนาคม  ๒๕๕๐ จะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรมาตรานี้  จะเกิดหน่วยภาษีขึ้นใหม่อีกหน่วยหนึ่ง  คือกองมรดกของผู้ตาย ซึ่งผู้จัดการมรดกจะต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของกองมรดกด้วย

               อย่างไรก็ตาม  เงินได้จากกองมรดกที่ยังมิได้แบ่งนี้  เมื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของกองมรดกแล้ว  เมื่อผู้จัดการมรดกนำเงินที่เหลือไปแบ่งให้แก่ทายาท  เช่นกรณีข้างต้น นาย ข. นำเงินค่าเช่าห้องชุดที่เสียภาษีในนามกองมรดกแล้วมาแบ่งกันกับนาย ค. คนละครึ่ง  เงินที่นาย ข. และ นาย ค. ได้รับ ก็เป็นเงินได้พึงประเมินของนาย ข. และนาย ค. ในปีภาษีที่ได้รับส่วนแบ่งนั้น  แต่เงินส่วนแบ่งจากกองมรดกที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้วดังกล่าว  ได้รับยกเว้นภาษีไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ตาม มาตรา  ๔๒ ( ๑๖ )  แห่งประมวลรัษฎากร  เพราะหากต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีอีก  ก็จะเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากเงินได้จำนวนเดียวกัน

     

    หลักการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน

    การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีหลักการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่สำคัญอยู่  5  ประการ คือ

    1.หลักการรับรู้จำนวนเงินได้พึงประเมิน

    2.หลักการรับรู้เงินได้พึงประเมินตามเกณฑ์เงินสด(Cash Basis)

    3. เงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษีใดถือเป็นเงินได้ของปีภาษีนั้น

    4. เงินได้พึงประเมินของบุคคลใด ให้ถือเป็นเงินได้ของบุคคลนั้น

    5.หลักการเกิดขึ้นของเงินได้พึงประเมิน

    1 หลักการรับรูจํานวนเงินไดพึงประเมิน ใหคํานวณนับเงินไดพึงประเมินเปนรายปภาษี(ปภา ษี หมายถึง ปประดิทิน (ปฏิทิน) เริ่มตั้งแตวันที่ 1 มกราคม สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคมของทุกป) ไม วาผูมีเงินไดจะเริ่มมีเงินไดเมื่อใดในระหวางปภาษีหรือปปฏิทิน  ใหคํานวณนับเงินไดพึงประเมิน  เพื่อการคํานวณภาษีเงินไดสําหรับปภาษีนั้นจนถึงเพียง ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของปนั้นเทานั้น

    2 หลักการรับรูเงินไดพึงประเมินตามเกณฑเงินสด

    โดยเหตุที่เงินไดที่จะถือเปนเงินไดพึงประเมิน  อันเขาลักษณะพึงตองเสียภาษีเงินไดตาม ประมวลรัษฎากร ตองเปนเงินไดที่ผูมีเงินไดไดรับมาในระหวางปภาษี หากแมมีกิจกรรมที่กอใหเกิดเงินไดพึงประเมินแลวแตผูมีเงินไดยังไมไดรับเงินไดดังกลาวในระหวางปภาษี   ก็จะยังไมถือเปนเงินไดพึง ประเมิน ดังนั้นจึงอาจพิจารณาไดวาเกณฑการรับรูเงินไดพึงประเมินสอดคลองกับเกณฑการรับรูรายได้ตาม  เกณฑเงินสด  (Cash Basis) ในทางการบัญชีนั่นเอง

    เชน ในป 2554   นาย ก. ประกอบกิจการ ขายสินคาไดเปนเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท แบงเปนขายเงินสด 400,000 บาท และขายเงินเชื่อ 300,000 บาทในระหวางปไดรับชําระหนี้ จากการขายเงินเชื่อ 200,000 บาท เชนนี้ถือวาในป 2554  นาย ก. ไดรับเงินไดพึงประเมินเปนเงิน 600,000 บาท (400,000 บาท + 200,000 บาท)           

              อนึ่ง  ในบางกรณีที่แมผูมีเงินไดจะยังมิไดรับเงินไดเขามาอยูในความครอบครองของตนแตผูมีเงินไดมีสิทธิในเงินไดจํานวนนั้นโดยสมบูรณแลว  ก็ใหถือเปนเงินไดเสมือนหนึ่งวาไดรับมาแลว (Constructive Receipt) และใหผูมีเงินไดรับรูเปนเงินไดพึงประเมินของปที่ไดรับเงินไดนั้น เชนเงินไดที่เปน ธนาณัติ เช็ค ตั๋วสัญญาใชเงิน หรือตั๋วแลกเงินที่ถึงกําหนดชําระแลว เงินโอนบัญชีธนาคำร (Transferred) เปนตน

     

    กรณีไม่ได้รับเงินหรือทรัพยสินหรือประโยชนใดๆแต่ถือเป็นเงินได้

    อยางไรก็ตาม ในกรณีดังตอไปนี้ แมจะไมไดรับเงินหรือทรัพยสินหรือประโยชนใดๆ ก็ ใหถือวาผูมีเงินไดมีเงินไดพึงประเมิน

    (1)  กรณีเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินตามมาตรา  40(5)(ก)  ถาเจาพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อวาผูมีเงินไดแสดงเงินไดต่ำไปไมถูกตองตามความเปนจริง เจาพนักงานประเมินมีอํานาจ ประเมินเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินนั้น ตามจํานวนเงินที่ทรัพยสินนั้นสมควรใหเชาไดตามปกติ และใหถือวา จํานวนเงินที่ประเมินนี้เปนเงินไดพึงประเมินของผูมีเงินได ในกรณีนี้ผูมีเงินไดจะอุทธรณการ ประเมินก็ได (มาตรา 40 (5) วรรคสอง)

    (2) กรณีที่กฎหมายกําหนดใหถือเปนการขายตามมาตรา 40 ทวิ ดังนี้

    ในปภาษีใดที่ไดมีการสงสินคาไปตางประเทศ    ใหแกหรือตามคําสั่งของสํานักงานใหญ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจาง หรือลูกจางในตางประเทศ โดยมิใชสินคาที่สงไปเปนตัวอยางหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ หรือของผานแดน หรือของที่สงออกไปแลวกลับเขามาใหผูสงภายในหนึ่งปนับ แตวันที่สงออกไป    หรือของที่นําเขามากแลวสงกลับออกไปใหผูสงภายในหนึ่งปนับแตวันที่นําเขามา ใหถือวาการที่ไดสงสินคาออกไปนั้นเปนการขาย   และใหถือวาผูที่สงสินคาออกไปดังกลาวเปนผูมีเงิน ได โดยถือตามราคำตลาด (ราคำ เอฟ.โอ.บี.) ณ วันที่ไดสงสินคาออกเปนเงินไดพึงประเมิน

    (3) กรณีจําหนาย จาย โอนอสังหาริมทรัพย โดยไมไดรับประโยชนหรือคาตอบแทน ใหถือวาผูโอนเปนผูมีเงินไดตามมาตรา 41 ทวิ แหงประมวลรัษฎากร

    ในกรณีดังกลาวใหเจาพนักงานประเมินกําหนดราคำขายอสังหาริมทรัพยนั้น โดยถือ ตามราคำประเมินทุนทรัพยเพื่อเรียกเก็บคาธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม  ตามกฎหมายที่ดิน ซึ่งเปนราคำที่ใชอยูในวันที่มีการโอนนั้น (มาตรา 49 ท วิ แหงประมวลรัษฎากร)

    บทบัญญัติตามมาตรา  41  ทวิ  แหงประมวลรัษฎากรนี้  เปนกฎหมายพิเศษ  ยกเวน กฎหมายทั่วไป     ซึ่งตามปกติธรรมดาผูรับตองเปนผูมีเงินไดและตองเปนผูเสียภาษี     แตสําหรับการ จําหนาย จาย โอน อสังหาริมทรัพย เปนทางตรงกันขาม กฎหมายกําหนดใหผูโอนเปนผูมีเงินไดและ เปนผูมีหนาที่เสียภาษีเงินไดจากการโอนอสังหาริมทรัพยดังกลาว

    อยางไรก็ตาม   ขอกําหนดดังกลาวใหใชเฉพาะกรณีผูใหเปนผูมีหนาที่เสียภาษีเงินได บุคคลธรรมดาและมีการใหโดยเสนหาเทานั้น  แตถาเปนการจําหนายจายโอนเนื่องจากกิจกรรมที่กอให้เกิดเงินได อันไดแก หนาที่งานที่ทํา กิจการที่ทํา หรือเนื่องจากทรัพยสิน ผูรับยังคงเปนผูมีเงินได เชนลูกจางพนักงานไดรับเงินไดเปนที่ดิน  ผูชิงโชคไดรับรางจากการชิงโชคเปนอสังหาริมทรัพย  ผูใหกูยืม เงินไดรับดอกเบี้ยเปนอสังหาริมทรัพย เปนตน         

           3. หลักเงินไดพึงประเมินที่ไดรับในปภาษีใด  ใหถือเปนเงินไดพึงประเมินของปภาษีนั้น        เปนหลักสืบเนื่องจากเกณฑเงินสด  และการรับรูเงินไดพึงประเมินเปนรายปภาษี  จึงตองถือปฏิบัติโดยเครงครัด อยางไรก็ตาม ในทางภาษีเงินไดบุคคลธรรมดามีบทบัญญัติและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กําหนดไวเปนอยางอื่นดังนี้

    (1)   โดยทั่วไปคาภาษีที่ผูจายเงินเงินหรือผูอื่นออกแทนให   สําหรับเงินไดพึงประเมินประเภทใด้ ใหถือเปนเงินไดพึงประเมินประเภทนั้น และไมวาจะออกใหในทอดใดๆ ก็ใหถือเปนเงินได้พึงประเมินทุกทอด  และในกรณีที่ไดมีการออกคาภาษีอากรดังกลาว ในปภาษีเดียวกับปที่เกิดเงินไดพึงประเมินที่ออกภาษีอากรแทนให ก็ยอมถือเปนเงินไดพึงประเมินสําหรับปภาษีนั้นทั้งหมด

    อยางไรก็ตาม ในกรณีที่ไดมีการออกคาภาษีอากรแทนให คนละปภาษีกับปที่เกิดเงินไดพึงประเมิน   ก็ยังคงใหถือวาคาภาษีอากรที่ออกแทนใหนั้นเปนเงินไดพึงประเมินของปภาษีเดียวกันกับ  ปภาษีที่เกิดเงินไดพึงประเมินที่มีการออกคาภาษีแทนให

    (2) กรณีที่ ขาราชการ พนักงานของทางราชการ และพนักงานขององคการของรัฐบาลถูกสั่งลงโทษใหพักราชการหรือออกจากราชการไปแลว แตภายหลังปรากฏวาไมมีความผิด ไดกลับเขา รับราชการ หรือกรณีอื่นที่ทางราชการไมไดจายเงินเดือน หรือบํานาญใหเมื่อถูกสั่งพักราชการ  หรือใหออกแตมาไดรับเงินเดือน หรือตกเบิกยอนหลังหลายปในปเดียว  ทําใหเงินไดที่ไดรับนั้นตองนํามารวมคํานวณภาษีเงินไดในปเดียวกัน ซึ่งมิใชเปนความผิดของผูมีเงินไดแตประการใด  จึงกอใหเกิดความไม เปนธรรมแกบุคคลเหลานั้น เพราะนอกจากจะไดรับความเดือนรอนในขณะที่ออกจากราชการ โดยไมมีความผิดและไมมีรายไดแลว พอไดรับเงินตกเบิกยอนหลัง กลับตองนําเงินไดนั้นมารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีในอัตราสูงอีกดวย

    ดังนั้น เพื่อบรรเทาภาระภาษีและเพื่อความเปนธรรมของบุคคลผูมีเงินได ในกรณีเชนนี้ กระทรวงการคลังจึงใหถือวา เงินที่บุคคลดังกลาวมีสิทธิจะไดรับสําหรับปภาษีใด ใหคงถือเปนเงินไดของปภาษีนั้น  และใหขยายเวลายื่นรายการและชําระภาษีสําหรับเงินไดแตละปดังกลาวออกไปเปนภายในเดือนมีนาคมของปถัดจากปที่ไดรับเงินตกเบิก (ประกาศกระทรวงการคลัง  เรื่อง  การเสียภาษีเงินไดและการขยายระยะเวลาชําระภาษี สําหรับผูที่ตองออกจากราชการโดยไมมีความผิด)

    (3)    ในกรณีที่ผูมีเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินไดรับเงินไดที่เปนเงินกินเปลา    เงินแปะเจี๊ยะ  เงินคาปลูกสราง  เงินคาซอมแซมที่เรียกเก็บไ  ว หรือประโยชนที่ไดจากการไดกรรมสิทธิ์ในอาคำรหรือโรงเรือนที่ผูเชายกใหโดยผูใหเชายอมใหผูเชาไดเชาอาคำรหรือโรงเรือนเปนระยะเวลานานเชน 10 ป 20 ป หรือ 30 ปเปนตน โดยทั่วไปผูมีเงินไดตองนําเงินไดพึงประเมินดังกลาวมารวมคํานวณ เพื่อเสียภาษีเงินไดในปภาษีที่ไดรับเงิน   หรือประโยชนนั้นทั้งสิ้นตามเกณฑรับรูเงินไดพึงประเมินตามเกณฑเงินสด ดังกลาวขางตน ซึ่งกระทรวงการคลังพิจารณาเห็นวา   ถาผูใหเชาจะตองรับภาระเสียภาษีเงินไดดังกลาวทั้งหมดในปภาษีที่ไดรับเงินได ก็ยอมจะเปนภาระหนักแกผูใหเชามิใชนอย  ฉะนั้น เพื่อเปนการบรรเทาภาระภาษี   และเพื่อเปดโอกาสใหผูมีเงินไดดังกลาว   เสียภาษีโดยถูกตองตามกฎหมายกระทรวงการคลังจึงอนุโลมยอมใหผูมีเงินไดเฉลี่ยเงินไดดังกลาว    ตามสวนแหงจํานวนปของอายุการเชา  ทั้งนี้  เฉพาะกรณีที่ผูมีเงินไดไดยื่นแบบแสดงรายการ  ภ.ง.ด.93  และชําระภาษีเงินไดจากเงินไดที่เฉลี่ยเปนรายปดังกลาว เปนการลวงหนาใหเสร็จสิ้นไปในปที่ไดรับเงินไดพึงประเมินนั้น 

    มิฉะนั้น เจาพนักงานประเมินกรมสรรพากรจะทําการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินไดกอนถึงกําหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา  60  ทวิ  แหงประมวลรัษฎากร  (ประกาศกระทรวงการคลัง  เรื่อง  ผูมีเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินไมยื่นรายการเงินไดใหครบถวน)อนึ่ง  ในกรณีที่เจาของที่ดินทําสัญญาใหผูอื่นทําการปลูกสรางอาคำร  หรือโรงเรือนบนที่ดินของตน   โดยผูปลูกสรางยกกรรมสิทธิ์ในอาคำร  หรือโรงเรือนที่ปลูกสรางนั้นใหแกเจาของที่ดิน เมื่อสรางเสร็จ  และเจาของที่ดินตกลงใหผูปลูกสรางเชาหรือใหเชาชวงอาคำรหรือโรงเรือน หรือให


          4.หลักเงินไดพึงประเมินของบุคคลใด ใหถือเปนเงินไดของบุคคลนั้น

    เงินได้พึงประเมินของบุคคลใดให้ถือเป็นเงินได้ของบุคคลนั้นและใหบุคคลนั้นเปนผู้มีหนาที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินได  เวนแตกรณีที่กฎหมายกําหนดไวเปนอยางอื่น

    (1) สําหรับผูมีเงินไดที่เปนบุคคลธรรมดาที่มีชีวิตจนถึงสิ้นปภาษี (วันที่ 31 ธันวาคม)

            ( ก)    กรณีผูมีเงินไดเปนผูมีความสามารถ  (บรรลุนิติภาวะ)  ใหผูมีเงินไดยื่นรายการและเสียภาษีเงินไดโดยตนเอง 

          (ข)  กรณีผูมีเงินไดเปนผูเยาว ใหผูแทนโดยชอบธรรมเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการและ

         เสียภาษีเงินไดแทนผูเยาว เวนแตในกรณีที่บุตรผูเยาว ไมวาจะเปนบุตรชอบดวยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมก็ตาม เปนผูมีเงินไดพึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) - เงินปนผลหรือเงินสวนแบงของกําไร เพื่อประโยชนในการคํานวณเงินได  ใหถือวาเงินไดของบุตรดังกลาวเปน เงินไดของบิดาหรือมารดาแลวแตกรณี   อยางไรก็ตาม ในปที่บุตรผูเยาวดังกลาวเปนผูบรรลุนิติภาวะ   และไดรับเงินปนผลหรือเงินสวนแบงของกําไร ทั้งนี้ ไมวาจะไดรับเงินปนผล หรือเงินสวนแบงของกําไรกอนหรือตั้งแต่วันที่บรรลุนิติภาวะก็ตาม เงินไดดังกลาวใหยังคงถือเปนเงินไดของบุตรผูมีเงินไดนั้น     เชนเดียวกับเงินได้ประเภทอื่นๆ และสําหรับการยื่นรายการ และการเสียภาษีเงินได ตั้งแตปภาษีที่บรรลุนิติภาวะเปนตนไป ใหเปนหนาที่ของผูบรรลุนิติภาวะนั้นตามหลักการใน (ก) ขางตน

         (ค) กรณีผูมีเงินไดเปนผูที่ศาลสั่งใหเปนคนไรความสามารถ ใหผูอนุบาลเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว

         (ง) กรณีผูมีเงินไดเปนผูที่ศาลสั่งใหเปนคนเสมือนไรความสามารถ ใหผูพิทักษ

    เปนผู้มีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว  

        (จ) กรณีผูมีเงินไดเปนผูอยูในตางประเทศ ใหผูจัดการกิจการอันกอใหเกิดเงินไดพึงประเมินเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว

       (ฉ)  กรณีผูมีเงินไดเปนบุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพยสิน  หรือผูรับประโยชนจากทรัสต ใหตัวแทนหรือทรัสตีเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกล

       (ช)  กรณีผูมีเงินไดดังกลาวขางตนซึ่งมีชีวิตอยูตลอดปภาษี    แตไดถึงแกความตาย กอนที่จะไดมีการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได  ใหผูจัดการมรดก  หรือทายาทหรือผูรอบครองทรัพย์มรดกแลวแตกรณีเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว 

        (ซ)   เงินได้ของภรรยาไม่ถือเป็นเงินได้ของสามี 

      กรณีผูมีเงินไดเปนผูมีคูสมรสโดยสามี หรือภริยาเปนผูมีเงินได แตเพียงฝายเดียว

    ไมวาความเปนสามีภริยาจะไดมีอยูตลอดปภาษีนั้นหรือไม  ใหสามีหรือภริยาฝายที่มีเงินไดนั้นเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินไดโดยตนเอง 

            ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฏาคม 2555 เป็นต้นไป  ประมวลรัษฎากรมาตรา 57 ตรี และ 57 เบญจ ใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

         มาตรา 57 ตรี ในกรณีความเปนสามีภริยาไดมีอยูตลอดปภาษี   (หรือสามี และภริยาอยูร่วมกันตลอดปภาษี)     ใหถือวาเงินไดพึงประเมินของภริยา เปนเงินไดของสามี    และใหสามีมีหนาที่และความรับผิดชอบในการยื่นราย การและเสียภาษีเงินได (ไม่ใช้บังคับแล้ว)

    มาตรา 57 เบญจ  ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรี ก็ได้(ไม่ใช้บังคับแล้ว)

    คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555  ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555  วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรีและ มาตรา 57 เบญจ  แห่ง ปรก.  ขัดรัฐธรรมนูญ  ปี 2550 มาตรา 30  จึงใช้บังคับไม่ได้   ตั้งแต่ปีภาษี 2555  เป็นต้นไปให้สามี ภรรยา แยกยื่นแบบในส่วนเงินได้ของตนเอง ทุกประเภทเงินได้ (ไม่มีผลย้อนหลัง)

    n  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) (3) (4)(5) (6) (7) (8) ประกอบมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 43 ประกอบมาตรา 29 และมาตรา 30 หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 36/2553)

                  ประมวลรัษฎากรมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ที่กำหนดให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี และกำหนดให้เฉพาะภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นด้วยหรือไม่ สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามี ตามมาตรา 57 ตรี นั้น เป็นบทบัญญัติที่ทำให้สามีภริยาในกรณีที่ภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) ต้องเสียภาษีสูงกว่ากรณีของสามีภริยาที่ภริยามีรายได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และยังทำให้หญิงมีสามีซึ่งมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) ต้องเสียภาษีสูงกว่าหญิงโสดที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) ทั้งยังไม่เป็นการมุ่งสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ชายหญิงจึงไม่นิยมสมรสกันเพราะต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ที่สมรสกันอยู่แล้วก็ต้องวางแผนภาษี โดยการจดทะเบียนหย่าเพื่อที่จะไม่ต้องนำเอาเงินได้พึงประเมินของทั้งสองฝ่ายมารวมกันให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจึงขัดต่อหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล และมิได้เป็นมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30    ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6   อนึ่ง ปัญหาเดียวกันนี้ ได้เคยมีการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน 2545 ซึ่งวินิจฉัยในทางตรงกันข้ามกับคำวินิจฉัยในปี 2555 นี้    

                 ดังนั้นกรมสรรพากรจึงได้ดำเนินการแก้ไขประมวลรัษฎากรให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ     โดยตราเป็น

    “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๕”   

    มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๕”

    มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๓ และมาตรา ๖ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษีพ.ศ. ๒๕๕๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป

    มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
    “(๒) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ การหักลดหย่อนตาม (๑) (ก) และ (ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๖๐,๐๐๐ บาท”

    มาตรา ๔ ให้ยกเลิกมาตรา ๕๗ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙

    มาตรา ๕ ให้ยกเลิกมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙

    มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร
    “มาตรา ๕๗ ฉ ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามมาตรา ๕๖ ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยา ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระ
    สามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น เมื่อได้เลือกยื่นรายการตามวรรคสองและวรรคสามในปีภาษีใดแล้ว ให้ถือว่าเป็นวิธีการยื่นรายการสำหรับปีภาษีนั้นตลอดไป เว้นแต่อธิบดีจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่นรายการดังกล่าว”

    มาตรา ๗ บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

    มาตรา ๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

    n  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
    ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
    นายกรัฐมนตรี

     

     

    ------------------------------------------

     

    5 .หลักการเกิดขึ้นของเงินไดพึงประเมิน

    (1) เงินไดพึงประเมินตองเกิดขึ้นเนื่องจากหนาที่งานที่ทํา หรือกิจการที่ทํา หรือเนื่องจาก ทรัพยสิน จึงจะรับรูเปนเงินไดพึงประเมิน ทั้งนี้ ไมวาจะเกิดขึ้นจากแหลงเงินไดในประเทศหรือแหลง เงินไดในตางประเทศก็ตาม

    (2)   เงินไดพึงประเมินที่ไดรับมานั้น   ไมวาผูมีเงินไดจะไดรับมาโดยชอบดวยกฎหมายหรือโดยผิดกฎหมายก็ตาม ผูมีเงินไดมีหนาที่ตองเสียภาษีจากเงินไดดังกลาวเสมอ  เชน  เงินไดจากการขายสินคาที่ปลอมปนขึ้น เงินไดจากการขายสิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมาย เงินไดจากการเลนการพนันโดยผิดกฎหมาย หรือเงินไดจากการกระทําผิดกฎหมายใดๆ เปนตน

     

     

     

     

     

    บุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

    ไดมีการกําหนดยกเวนภาษีเงินไดใหแกบุคคลตาง ๆดังตอไปนี้

    1. บุคคลตามขอผูกพันที่ประเทศมีอยูตามสัญญาวาดวยความรวมมือทางเศรษฐกิจ  หรือ ทางเทคนิคระหวางรัฐบาลไทยกับรัฐบาลตางประเทศ 

    2. เจาหนาที่  หรือผูเชี่ยวชาญ  ขององคการสหประชาชาติ หรือทบวงการชํานัญพิเศษ ของสหประชาชาติ   ซึ่งปฏิบัติหนาที่อยูในประเทศไทยในเมื่อประเทศไทยมีขอผูกพันใหยกเวนตามอนุสัญญาหรือความตกลง 

    3. บุคคลในคณะทูต  บุคคลในคณะกงสุล  และบุคคลที่ถือวาอยูในคณะทูตตามความตกลง  ทั้งนี้  ใหเปนไปตามหลักถอยทีถอยปฏิบัติตอกัน  

    4. บุคคลตามสัญญาวาดวยการยกเวนการเก็บภาษีซอนที่รัฐบาลไดทําไว หรือจะไดทํากับรัฐบาลตางประเทศ  

    5. บุคคลที่มีสัญชาติอเมริกันซึ่งเปนลูกจาง หรือพนักงานของบริษัทหรือหางหุนสวนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปนคูสัญญากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

    ในการเขามาประกอบกิจการเกี่ยวกับการบํารุงรักษายุทธปจจัย  และงานที่เกี่ยวของใน

    ราชอาณาจักรโดยเขามาในราชอาณาจักรเพื่อปฏิบัติงานบํารุงรักษายุทธปจจัยและงาน

    ที่เกี่ยวของในราชอาณาจักรของบริษัทหรือหางหุนสวนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นจากกฎหมาย

    ของสหรัฐอเมริกานั้น  

    6. บุคคลตามที่กําหนดไว ในความตกลงระหวางรัฐบาลไทย  กับองคการรัฐมนตรีศึกษาแหงเอเซียตะวันออกเฉียงใ  ต (องคการซีเมส)  เกี่ยวกับสํานักงานใหญขององคการรัฐมนตรีศึกษาแหงเอเซียตะวันออกเฉียงใตในประเทศไทย ซึ่งไดแก

        (1) ผูอํานวยการซีเมส หรือพนักงานใดๆ ซึ่งไดรับแตงตั้งใหทําการแทนผูอํานวยการซี เมส

            (2) พนักงานระหวางประเทศซึ่งมีชื่อสงไป     และไดรับความเห็นชอบจากเจาหนาที่ของไทยที่เหมาะสมแลวโดยไดรับยกเวนภาษีจากเงินเดือนและรายไดซึ่งองคการซีเมสไดจายให

          (3) ผูเชี่ยวชาญและที่ปรึกษา      นอกจากพนักงานของซีเมสผูปฏิบัติหนาที่เพื่อซีเมส   

    7. กรณีสํานักงาน หรือหนวยงาน หรือกองทุนที่มิใชนิติบุคคล หรือคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งขึ้น โดยกระทรวง ทบวง กรม เพื่อกระทํากิจการตามนโยบายของทางราชการ โดยมีการเรียกเก็บเงินจากผูประกอบการ  เพื่อนํามาเปนคาใชจายในการดําเนินงานตามวัตถุประสงคของทางราชการ ถามีเงินเหลือก็จะจายคืนใหแกผูประกอบการ และกรรมการหรือบุคคลซึ่งปฏิบัติหนาที่ในสํานักงาน   หรือหนวยงาน   หรือกองทุน   หรือคณะกรรมการดังกลาว  มิไดรับเงินไดหรือผลประโยชนใดๆ  ซึ่งอาจคิดคํานวณไดเปนเงินนอกเหนือจากเงินไดพึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แหงประมวลรัษฎากร กรณีดังกลาวถือไดวา  สํานักงาน  หรือหนวยงานหรือกองทุนที่มิใชนิติบุคคล  หรือคณะกรรมการดังกลาว ทําหนาที่แทนกระทรวง ทบวง กรม และผูประกอบการ จึงไมมีหนาที่เสียภาษีเงินไดบุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร    (คําวินิจฉัยของคณะกรรมการ วินิจฉัยอากรที่ 24/2536)

     

    เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นแล้ว ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องทำอะไรบ้าง ?

    1.ขอมีเลข และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีเงินได้เกิดขึ้น กรณีเป็นผู้มีเงินได้ ที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ได้แก่ เป็นคนต่างด้าว หรือกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

    เว้นแต่ ผู้มีเงินได้ ที่มีเลขประจำตัวประชาชน สามารถใช้ เลขประจำตัวประชาชน แทนเลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรได้ โดยไม่ต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรอีกผู้มีเงินได้ที่มีภูมิลำเนา อยู่ในกรุงเทพมหานคร อาจยื่นคำร้อง ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ทั้ง 30 แห่ง หรือ สำนักสรรพากรพื้นที่ สาขา(อำเภอ)ทุกแห่ง

    สำหรับในต่างจังหวัด ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานสรรพากร พื้นที่ (จังหวัด) และสำนักงานสรรพากร พื้นที่สาขา (อำเภอ) ทุกแห่ง แล้วแต่กรณี           

    2.ยื่นแบบแสดงรายการ ปกติปีละ 1 ครั้ง เงินได้ ของปีใด ก็ยื่นแบบฯ ภายใน วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป เว้นแต่ เงินได้ บางลักษณะ เช่น การให้เช่า ทรัพย์สิน เงินได้จาก วิชาชีพอิสระ เงินได้จาก การรับเหมา เงินได ้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้อง ยื่นแบบฯ ตอนกลางปี สำหรับเงินได้ ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ภายใน เดือนกันยายน ของทุกปี

    เงินได้อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี?

    เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เรียกว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายถึง เงินได้ของบุคคลใดๆ หรือหน่วยภาษีใดข้างต้นที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีใดๆ หรือเงินได้ ที่เกิดขึ้นในปีภาษี ได้แก่

    1. เงิน

    2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ที่ได้รับจริงที่ได้รับจริง

    3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง

    4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้

    5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

     

    เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท

                 เงินได้พึงประเมิน  ตามมาตรา  ๔๐  แบ่งออกได้เป็น  ๘  ประเภท  การแบ่งแยกประเภทของเงินได้ให้ถูกต้องมีความสำคัญ    เพราะประเภทของภาษีเงินได้มีความเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ๕  ประการ  คือ

                ประการที่หนึ่ง   การคำนวณหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมิน   เนื่องจากเหตุที่ทำได้รับเงินได้พึงประเมินทั้ง  ๘  ประเภทนั้น  แตกต่างกัน  เงินได้บางประเภทไม่ต้องใช้เงินลงทุน  เพียงแต่ใช้แรงกายและความคิด  เงินได้บางประเภทต้องลงทุนสูง  มีค่าใช้จ่ายมาก  เงินได้บางประเภทไม่มีค่าใช้จ่ายเลย   ประมวลรัษฎากรจึงกำหนดให้เงินได้พึงประเมิน แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน  บางประเภทไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เลย  ดังนั้น  หากแยกประเภทของเงินได้ไม่ถูกต้องทำให้คำนวณหักค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้องไปด้วย

     

                ประการที่สอง   ประมวลรัษฎากรกำหนดวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้สองวิธี   วิธีที่หนึ่ง  ตามมาตรา  ๔๘ ( ๑ )   คือการนำเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทมาคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎมายกำหนดไว้  แล้วหักลดหย่อนตาม มาตรา ๔๗   เหลือเท่าใด เป็น  เงินได้สุทธิ  ที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีที่จะต้องเสียตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า  เริ่มต้นตั้งแต่อัตราร้อยละ  ๕  ถึง ร้อยละ  ๓๗  

    วิธีที่สอง  เมื่อคำนวณด้วยวิธีแรกแล้ว  มาตรา  ๔๘ ( ๒ )  บัญญัติว่า  ผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นที่มิใช่เงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  รวมเป็นเงินตั้งแต่  ๖๐,๐๐๐  บาทขึ้นไป  ต้องนำเงินได้ดังกล่าวทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่าย มาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ  ๐.๕  คิดเป็นเงินภาษีได้เท่าใด  ให้นำไปเปรียบเทียบกับการคำนวณภาษีตามวิธีที่หนึ่ง   วิธีใดต้องเสียภาษีเงินได้มากกว่า  ให้เสียภาษีตามนั้น 

                ประการที่สาม   การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น  ตามปกติต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในเดือนมีนาคม  ของปีภาษีถัดไปตามมาตรา  ๕๖  วรรคหนึ่ง   แต่ถ้าเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ( ๖ ) ( ๗ ) หรือ ( ๘ )  รวมกันมีจำนวนเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  กรณีที่เป็นคนโสด  หรือ  ๖๐,๐๐๐  บาท ในกรณีที่มีคู่สมรส  มาตรา  ๕๖  ทวิ  กำหนดให้ผู้มีเงินได้พึงประเมินทั้งสี่ประเภทดังกล่าว  ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นได้หรือไม่  ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ครึ่งปี  โดยต้องนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ถึง ( ๘ )  ที่ได้รับ  ตั้งแต่วันที่  ๑  มกราคม  ถึงวันที่  ๓๐  มิถุนายน  มายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีภายในเดือนกันยายน  โดยคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้ตามกฎหมาย  และหักลดหย่อนตามมาตรา  ๔๗  ได้ครึ่งหนึ่ง ตามมาตรา  ๕๖  ทวิ วรรคสอง  หากมีภาษีต้องชำระ  ต้องชำระภาษีพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการ  เงินภาษีที่ได้ชำระไปดังกล่าว  เป็นการชำระภาษีล่วงหน้า  ถือเป็น เครดิตภาษี   เมื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในเดือนมีนาคมของปีภาษีถัดไป  ตามมาตรา  ๕๖  วรรคหนึ่ง  สามารถนำภาษีที่ชำระตามมาตรา  ๕๖  ทวิ  มาหักออกจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระเมื่อสิ้นปีภาษีได้  แต่เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน  ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ )  ที่จะต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ครึ่งปีนั้น   ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า  เงินช่วยค่าก่อสร้าง  เงินค่าซ่อมแซม  ค่าแห่งอาคำร หรือโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์

                ดังนั้น  ผู้มีเงินได้ทั้งสี่ประเภทดังกล่าว  จึงมีหน้าที่เสียภาษีครึ่งปีจากเงินได้ดังกล่าว  หากมีเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ ) ถึง ( ๔ )  ด้วย  ไม่ต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีครึ่งปี  แต่นำมายื่นแบบแสดงรายการในเดือนมีนาคมของปีภาษีถัดไป พร้อมกับเงินได้อื่นที่ได้รับในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วทั้งหมด  หากมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ครึ่งปี แล้วไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีครึ่งปีตามมาตรา  ๕๖  ทวิ  แล้วไม่ยื่น  แม้จะนำเงินได้ดังกล่าวมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในเดือนมีนาคมครบถ้วน   แต่เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินให้ชำระภาษีครึ่งปี  พร้อมเงินและเบี้ยปรับจากการไม่ยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าวได้

     

                ประการที่สี่   ในกรณีของสามีภริยาที่ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้   และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี  มาตรา  ๕๗  ตรี ให้ถือว่า   เงินได้ภริยาเป็นเงินได้ของสามี  และสามีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีจากเงินได้ทั้งหมด  โดยภริยาไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ  ซึ่งมีผลทำให้เงินได้พึงประเมินทั้งหมดมีจำนวนสูงขึ้น  ทำให้ครอบครัวต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่สูง  แต่ถ้าภริยามีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  ภริยาสามารถแยกยื่นแบบแสดงรายการเฉพาะเงินได้ดังกล่าวได้  ตามมาตรา  ๕๗  เบญจ ทำให้หน่วยเสียภาษีแยกเป็นสองหน่วย  และครอบครัวเสียภาษีน้อยลง ซึ่งปัจจุบันนี้มีการแก้กฏหมายให้สามีภรรยาสามารถเลือกยื่นแบบแสดงรายการได้สำหรับเงินได้ทุกประเภทโดยต่างฝ่ายต่างสามารถเลือกเสียภาษีเฉพาะเงินได้ของตนเอง หรือ จะเลือกนำเงินได้ไปยื่นรวมกันทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้

    ประการที่ห้า  หน้าที่ในการหักภาษี  ณ  ที่จ่าย  เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จ่ายเงินได้บางประเภทให้แก่ผู้มีเงินได้  มีหน้าที่หักภาษีไว้  ณ  ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากร  โดยกำหนดวิธีคำนวณหักภาษี  ณ  ที่จ่ายสำหรับเงินได้แต่ละประเภทไว้โดยเฉพาะ ตามมาตรา  ๕๐  และ กฎกระทรวง  ฉบับที่ ๑๔๔ ( พ.ศ.  ๒๕๒๒ )ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา  ๓  เตรส  หากผู้มีหน้าที่หักภาษี  ณ  ที่จ่าย  ไม่หักภาษีไว้ตามที่กฎหมายกำหนด  ผู้จ่ายเงินได้จะต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ด้วยในจำนวนภาษีที่คำนวณหักไว้ขาด  หรือไม่ได้หักและนำส่ง

                จะเห็นได้ว่า  การวินิจฉัยว่าเงินได้ที่ได้รับนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด จึงเป็นสิ่งสำคัญ   ในเรื่องขอภาษีเงินได้นิติบุคคลก็มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงเงินได้พึงประเมินบางประเภทด้วยเช่นกัน  เราจึงต้องศึกษาถึงประเภทของเงินได้โดยละเอียด

     

                เงินได้พึงประเมินนั้นแบ่งออกเป็น  ๘  ประเภท ตามมาตรา  ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร คือ

                ( ๑ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ ) คือเงินได้จากการจ้างแรงงาน  ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน  ค่าจ้าง  เบี้ยเลี้ยง  โบนัส  บำเหน็จ  บำนาญ  เงินค่าเช่าบ้าน  เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการไอยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า  เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ชำระ  และเงิน  ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

                สำหรับมูลค่าของการที่อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่านั้น  กรมสรรพากรคำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ  ๒๐  ของเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี ( ถ้ามี ) โดยไม่รวมโบนัส  กรณีลูกจ้างหลายคนได้บ้านของนายจ้างหลังเดียวอยู่รวมกันโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า  ให้ประเมินว่าค่าเช่าบ้านหลังนั้นควรเป็นเท่าใด  แล้วเฉลี่ยค่าเช่าบ้านตามที่ประเมินได้เป็นเงินได้ของลูกจ้างตามส่วนของเงินเดือนรวมเงินเพิ่มตลอดปี  โดยไม่รวมโบนัส   หากบ้านที่ลูกจ้างได้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าเป็นบ้านที่นายจ้างไปเช่าจากบุคคลอื่นมาอีกต่อหนึ่ง  ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินเพิ่มตามค่าเช่าที่นายจ้างได้จ่ายไปจริง   ในกรณีที่นายจ้างเช่าบ้านให้เป็นที่พักอาศัยของพนักงานซึ่งดำรงตำแหน่งระดับบริหาร  โดยนายจ้างออกค่าเช่า และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำประปา  ค่าไฟฟ้า  ค่าคนสวน  ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบ้าน

    แม้ต่อมาพนักงานผู้นั้น หรือนายจ้าง  จะใช้บ้านดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นสถานที่ประชุมและปรึกษาหารือกิจการของนายจ้าง  หรือเลี้ยงรับรองลูกค้าสำคัญ ๆ ของ นายจ้างเป็นครั้งคราว  ให้ถือว่าค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่นายจ้างจ่ายไปเป็นประโยชน์ที่พนักงานผู้นั้นได้รับทั้งสิ้น  พนักงานผู้นั้นต้องนำประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดมารวมคำนวณเป็นเงินได้ของตนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย  

                เงินค่าชดเชย  ค่าทดแทน  และค่าทำศพ  ตลอดจนค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง  ตามกฎหมายแรงงาน  ถือเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงานทั้งสิ้น  แต่เงินค่าทดแทนและค่าทำศพ เป็นเงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา  ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้  ตามมาตรา  ๔๒ ( ๑๐ )  ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยที่นายจ้างออกให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างสำหรับการรักษาสามี  ภริยา  บุพการี หรือผู้สืบสันดาน ของลูกจ้างที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง   และเงินค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างในต่างประเทศ  ในขณะที่ลูกจ้างปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว  และได้จ่ายไปทั้งหมด  เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๑๒๖ ( พ.ศ. ๒๕๐๙ ) ข้อ ๒ ( ๔ )  ซึ่งออกโดยอาศัยมาตรา  ๔๒ ( ๑๗ )

             

                ( ๒ )  เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  เงินได้ประเภทนี้คือ  เงินได้จากหน้าที่  หรือตำแหน่งงานที่ทำ  หรือจากการรับทำงานให้  ไม่ว่าจะเรียกว่าเบี้ยประชุม  บำเหน็จ  ค่านายหน้า  ค่าธรรมเนียม  ส่วนลด  เงินอุดหนุน  หรือเรียกเป็นอย่างอื่น  รวมถึงประโยชน์อย่างอื่นใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่  หรือตำแหน่งงานที่ทำ  หรือจากการรับทำงานให้นั้น เช่น   การที่ได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า  เหมือนเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  ไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว 

                เงินได้ประเภทนี้ เช่น  เงินค่านายหน้าจากการติดต่อขายสินค้า   ค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์  ค่าบำเหน็จที่จ่ายให้แก่ชิปปิ้ง ในการเป็นตัวแทนดำเนินการผ่านพิธีการทางศุลกากรในการนำของเข้า หรือส่งของออกนอกราชอาณาจักร

    เงินค่าตอบแทนที่สถาบันการศึกษา  หรือผู้จัดสัมมนา จ่ายให้แก่อาจารย์พิเศษ หรือผู้บรรยายในการสัมมนา เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แต่ถ้าเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นเงินค่าสอน  ค่าสอบ  หรือเบี้ยประชุมที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้  จะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา  ๔๒ ( ๗ )  แห่งประมวลรัษฎากร

    เงินบำเหน็จจากการเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แต่ถ้าผู้มีเงินได้ดำเนินงานในลักษณะที่มีสำนักงาน  มีลูกจ้างประจำ  กรมสรรพากรถือว่าเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ  ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร

    ค่าตอบแทนการวิ่งเต้นให้ได้ทำสัญญา  เข้าลักษณะเป็นนายหน้า ตัวแทน จึงเป็นเงินได้รับจึงเป็นเงินได้ตาม มาตรา  ๔๐ ( ๒ ) แห่งประมวลรัษฎากร  

    เบี้ยประชุม  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แต่ถ้าเป็นเบี้ยประชุมที่ลูกจ้างได้รับจากนายจ้างของตนเอง  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เพราะเป็นเงิน  หรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากการจ้างแรงงาน

    ข้อสังเกต

    ๑ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เป็นเงินได้ที่ผู้จ่ายและผู้รับมีนิติสัมพันธ์ในลักษณะของนายจ้างกับลูกจ้าง  คือนายจ้างต้องมีอำนาจบังคับบัญชา  ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  ผู้จ่ายและผู้รับมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างทำของ  หรือ ตัวแทน  นายหน้า

    ๒)  เงินได้พึงประเมินที่ได้รับตามสัญญาจ้างทำของเป็นเงินได้ตาม มาตรา  ๔๐ ( ๒ ) หรือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ  การพาณิชย์ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ ) ก็ได้  ขึ้นอยู่กับว่า  การกระทำที่ก่อให้เกิดเงินได้นั้นมีค่าใช้จ่ายมาก หรือน้อย   

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐  แห่งประมวลรัษฎากร จะเป็นเงินได้ประเภทใดนั้น  ต้องพิจารณาถึงรายจ่ายและลักษณะของงานที่ทำประกอบด้วย  เงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แห่งประมวลรัษฎากร  ลักษณะงานที่ทำมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก  ประมวลรัษฎากรจึงกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้น้อย  ส่วนเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  เป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ  การพาณิชย์  อันเป็นงานที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง  ประมวลรัษฎากรจึงยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒

    ข้อสังเกต

              ๑.     เงินได้ที่เป็นส่วนลด  และส่วนลดพิเศษ ที่บุคคลผู้รับทำงานให้ได้รับจากระบบขายตรง  โดย ผู้จำหน่ายต้องสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทขายตรง และมีหลักเกณฑ์ว่า

                            ( ๑ ) ผู้จำหน่ายจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการสมัครในปีแรก  และปีต่อ ๆ ไปกับบริษัทขายตรง  โดยผ่านผู้จำหน่ายตรงหรือสปอนเซอร์

                            ( ๒ ) ในการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้งต้องเขียนใบสั่งซื้อ  โดยกรอกหมายเลขประจำตัวผู้จำหน่าย  หมายเลขประจำตัวผู้จำหน่ายตรง  ชื่อสินค้า  รหัสสินค้า  จำนวนที่สั่งซื้อ และต้องสั่งซื้อแต่ละครั้งตามข้อกำหนดของบริษัทขายตรง

                            ( ๓ ) ในการขายสินค้า  บริษัทขายตรงจะเป็นผู้กำหนดราคำขายปลีก  ผู้จำหน่ายทุกระดับจะต้องขายในราคำเดียวกัน ต้องดำเนินตามแผนการขายและการตลาดของบริษัทขายตรง

                            ( ๔ )  ในการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าแต่ละครั้ง  ผู้จำหน่ายทุกระดับต้องจ่ายเงินสดในการซื้อเป็นจำนวนเท่ากับราคำขายปลีก ตามที่บริษัทขายตรงกำหนดทุกครั้ง  โดยไม่มีการหักค่าส่วนลดใด ๆ ทั้งสิ้น

                ผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายตรง  ผู้สปอนเซอร์  และผู้จำหน่ายได้รับ  ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งกำไรร้อยละ  ๒๕  ของยอดขายปลีกที่ผู้จำหน่ายแต่ละระดับขายได้เองในแต่ละเดือน  ส่วนลด  เป็นค่าตอบแทนในระดับต่าง ๆ ที่ได้รับจากบริษัทขายตรงในอัตราที่แตกต่างกันไป  และส่วนลดพิเศษ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่บริษัทขายตรงจ่ายให้เฉพาะผู้จำหน่ายตรงในกรณีต่าง ๆ   ซึ่งบริษัทขายตรงจ่ายให้แก่ผู้จำหน่ายทุกระดับเป็นรายเดือน  โดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้จำหน่ายตรงภายในวันที่  ๑๕  ของเดือนถัดไป  และผู้จำหน่ายตรงจะนำผลตอบแทนของผู้จำหน่ายในระดับอื่นไปจ่ายให้แก่ผู้จำหน่ายระดับอื่นในกลุ่มของตนเองนั้น  เป็นเงินได้พึงประเมินลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้  ตามมาตรา  ๔๐  ( ๒ ) แห่งประมวลรัษฎากร   

                       ( ๓ )  เงินได้พึงประเมินตาม มาตรา  ๔๐ ( ๓ )   เงินได้พึงประเมินประเภทนี้  ได้แก่              ค่ากู๊ดวิลล์  ค่าแห่งลิขสิทธิ์  หรือสิทธิอย่างอื่น  เงินปี  หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม  นิติกรรมอย่างอื่น  หรือคำพิพากษาของศาล

                กู๊ดวิลล์   คือชื่อ ยี่ห้อทางการค้า  เช่นไก่ย่างห้าดาว  ตัวอย่างของเงินได้ประเภทนี้  เช่น  ค่าตอบแทนเพื่อการใช้ชื่อในทางการค้า  หรือสิทธิในการใช้ลิขสิทธิ์ ในงานวรรณกรรม   หรือภาพยนตร์  หรือฟีลม์ หรือเทปที่ใช้สำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุ  หรือทางโทรทัศน์  ค่าตอบแทนจากการใช้สิทธิบัตร ( Patent )  ความรู้ทางเทคนิค  ( Know –How )  เครื่องหมายการค้า  ( Trade  Mark )   เป็นต้น

    ค่าออกแบบสนามกอล์ฟ โดยบริษัทผู้ออกแบบตกลงจะทำแผนผังรายละเอียด และงานเขียนแบบสำหรับใช้ในการก่อสร้างสนามกอล์ฟ โดยบริษัทผู้ออกแบบยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในงานเขียนแบบก่อสร้าง  ถือเป็นเงินค่าสิทธิ  จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๓ )

    ส่วนคำว่า สิทธิอย่างอื่น นั้น    หมายถึงสิทธิอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกับค่ากู๊ดวิลล์ หรือค่าแห่งลิขสิทธิ์ดังนั้น  สิทธิการเช่าจึงมิใช่สิทธิอย่างอื่น ตามมาตรา  ๔๐ ( ๓ )  แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ( ๘ )       

    ( ๔ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ )  คือเงินได้จากการลงทุน  ซึ่งแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดคือ

    ( ก )  เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยประเภทต่าง ๆ  ไม่ว่าดอกเบี้ยเงินฝาก  ดอกเบี้ยพันธบัตร  หรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ฯลฯ รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย  ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืม  หรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิด  ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม

    ( ข )  เงินปันผล  เงินส่วนแบ่งกำไร  หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  กองทุนรวม  หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืม  เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม  พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ฯลฯ

    คำว่า  กองทุนรวม  ตามมาตรานี้  หมายถึงกองทุนรวมที่มิได้เป็นนิติบุคคลตาม พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๕  มาตร  ๑๒๔  เพราะ มาตรา  ๓๙  แห่งประมวลรัษฎากร  ได้บัญญัติให้ความหมายของคำว่า กองทุนรวม ไว้ว่า  หมายความว่า  คณะบุคคล  ซึ่งเข้าร่วมในกองทุนซึ่งจัดตั้งและดำเนินการโดยบริษัทจัดการลงทุน ตามโครงการในการประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน  ดังนั้น  เงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลจึงไม่เป็นเงินได้ตามมาตรา ๔๐ ( ๔ ) ( ข )  แต่เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  เพราะไม่อาจจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา ๔๐ ( ๑ ) ถึง ( ๗ ) ได้

    เงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไรตามข้อ ( ข ) นี้  หากผู้มีเงินได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย  หรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  และความเป็นสามีภริยาของบิดามารดามีอยู่ตลอดปีภาษี  มาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ข ) วรรคสอง  และวรรคสาม  บัญญัติให้ถือว่า  เงินได้ของบุตร หรือบุตรบุญธรรม เป็นเงินได้ของบิดา  ทั้งนี้  เพื่อป้องกันมิให้มีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโดยใช้ชื่อบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในการลงทุน  หรือรับบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้เยาว์เพื่อใช้ชื่อบุตรบุญธรรมที่ยังเล็กอยู่ในการลงทุนแทน  แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี  เช่นสามีภริยาหย่าขาดจากกัน  กฎหมายให้ถือว่า เงินได้ของบุตรดังกล่าว  เป็นเงินได้ของบิดา  หรือมารดาที่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง  หรือเป็นเงินได้ของบิดาในกรณีที่บิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน

                อย่างไรก็ตาม   หากบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย  หรือบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้  บรรลุนิติภาวะแล้ว  จะถือว่าเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาต่อไปไม่ได้  ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย  หรือบุตรบุญธรรมดังกล่าว  หากมีจำนวนเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  ผู้นั้นต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ในนามของตนเอง  ตามมาตรา  ๕๖ วรรคหนึ่ง

                            ( ค )  เงินโบนัสที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น  หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  ได้แก่  เงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้เป็นส่วนแบ่งพิเศษแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนนอกเหนือจากเงินปันผล  หรือส่วนแบ่งกำไร   เงินโบนัสในกรณีนี้  เป็นเงินตอบแทนสำหรับเงินทุนที่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้นำมาลงทุนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  แตกต่างจากโบนัส ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  และ ( ๒ )  ซึ่งเป็นการตอบแทนการจ้างแรงงาน หรือการรับทำงานให้

                            ( ง )  เงินลดทุนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  เฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไร และเงินที่กันไว้รวมกัน   เหตุที่ถือว่าเงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายจากกำไร  เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ง )  เนื่องจากเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีกำไร  หากนำกำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไร  จะเห็นได้ชัดว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้  บางบริษัทจึงนำเงินกำไร หรือเงินสำรองที่กันไว้จากกำไรในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนตามกฎหมายมาคืนให้แก่ผู้ลงทุน  โดยวิธีลดทุนแทน  โดยอ้างว่ามีเงินทุนเพียงพอแล้ว  กฎหมายจึงบัญญัติขึ้นมาปิดช่องว่างดังกล่าว

    ( จ )  เงินเพิ่มทุนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มา  หรือเงินที่กันไว้รวมกัน  กรณีนี้ คล้ายกับกรณีตาม ( ง )  คือบริษัทมีกำไร  และมีเงินสำรองที่กันไว้จากกำไรตามกฎหมายที่ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนจำนวนมาก  แทนที่จะนำมาจ่ายเป็นเงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น  กลับนำกำไรมาจัดสรรเป็นหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนเดิม  ทำให้ผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น  จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้รับซึ่งคำนวณได้เป็นเงินเท่ากับมูลค่าหุ้นที่ได้รับเพิ่มขึ้น  กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นเงินได้พึงประเมินด้วย

    หุ้นเพิ่มทุนที่ได้รับนี้  แม้จะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกำไรที่ลงทุนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  แต่ไม่ใช่เงินปันผลซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ข )  ซึ่งผู้จ่ายเงินได้ต้องหักภาษี  ณ  ที่จ่าย ร้อยละ  ๑๐  ตามมาตรา  ๕๐ ( ๒ ) ( จ )  และผู้มีเงินได้มีสิทธิที่จะเสียภาษีจากเงินปันผลนั้นในอัตราเพียงร้อยละ  ๑๐  โดยไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้รับนั้นไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นก็ได้ ตามมาตรา  ๔๘ ( ๓ )  หรือจะเลือกนำเงินปันผลนั้นไปรวมคำนวณเสียภาษีกับเงินได้อื่นโดยใช้สิทธิเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗  ทวิ ก็ได้  ดังนั้น  ผู้ที่ได้รับหุ้นเพิ่มทุนซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้  จึงต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับมารวมคำนวณกับเงินได้อื่นในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้  และไม่สามารถเครดิตภาษีตาม มาตรา  ๔๗ ทวิได้

    ( ฉ )  ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน  หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน  ซึ่งตีราคำเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

    เช่น  ก. มีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด ข.  เป็นเงิน  ๑๐๐,๐๐๐  บาท  ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. ตกลงควบเข้ากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ค.  และจดทะเบียนเป็นห้างใหม่  โดยให้ ก. มีหุ้นในห้างใหม่จำนวน  ๑๕๐,๐๐๐  บาท  ดังนี้  มูลค่าหุ้นส่วนเกิน  ๕๐,๐๐๐  บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ฉ ) ของ ก.

    อย่างไรก็ตาม  ผลประโยชน์ที่ได้รับจากกิจการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด  หรือบริษัทจำกัด ควบเข้ากัน  หรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด  ซึ่งตีราคำเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน  ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาตาม กฎกระทรวง ฉบับที่  ๑๒๖  ( พ.ศ. ๒๕๐๙ ) ข้อ ๒ ( ๕๐ )  ซึ่งเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๒๑๕ ( พ.ศ. ๒๕๔๑ )  ใช้บังคับตั้งแต่ วันที่  ๑๔  พฤศจิกายน  ๒๕๔๑  เป็นต้นไป  ทั้งนี้  เนื่องจากหลังจากเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อปี  ๒๕๔๐  ทำให้บริษัทต่าง ๆ มีปัญหามาก  ต้องปลดคนงาน  หรือเลิกกิจการ  การที่จะทำให้บริษัทดังกล่าวสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้  ทำให้บริษัทเล็กต้องโอนขายกิจการให้บริษัทให้บริษัทใหญ่  หรือต้องควบรวมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง  สามารถฝ่าฟันภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นได้  แต่การควบรวมกัน หรือการโอนกิจการให้แก่กัน  ทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทที่ควบรวมกันดังกล่าวได้รับประโยชน์จากการควบรวมกัน  ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้  รัฐบาลจึงต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่เงินได้ที่เกิดขึ้น  เนื่องจากการควบรวมกิจการ  หรือการโอนกิจการ เป็นการสนับสนุนให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น  ไม่ต้องล้มละลายไป

    ( ช )  ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วน  หรือโอนหุ้น  หุ้นกู้  พันธบัตร  หรือตั๋วเงิน  หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก  ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคำเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

    กรณีนี้  เป็นการเก็บภาษีเงินได้ฝ่ายทุน  หรือกำไรฝ่ายทุน ( Capital  Gains Tax )  เช่นเดียวกับกรณี ตาม ( ฉ )  ตัวอย่าง เช่น

    ตัวอย่างที่ ๑.  ก. เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน  ๑๐,๐๐๐  หุ้น  โดยซื้อมาในราคำหุ้นละ  ๑๐  บาท  รวมเป็นเงิน  ๑๐๐,๐๐๐  บาท  ต่อมาขายไปในราคำหุ้นละ  ๑๕  บาท  ได้กำไรหุ้นละ  ๕  บาทรวมเป็นเงิน  ๕๐,๐๐๐  บาท เงินกำไรที่ได้จากการขายหุ้นจำนวน  ๕๐,๐๐๐  บาทนี้ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ช )

    ตัวอย่างที่ ๒.  ก. ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนแห่งหนึ่ง  ในราคำ  ๑๐๐,๐๐๐  บาท  ต่อมาโอนขายตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้  ข.  ในราคำ  ๑๑๐,๐๐๐  บาท  ส่วนต่าง  ๑๐,๐๐๐  บาทนี้  เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ช )  ของ ก.

    แต่เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ไม่รวมเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้ หรือพันธบัตร  จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๑๒๖  ( พ.ศ. ๒๕๐๙ ) ข้อ ๒ ( ๒๓ )  ทั้งนี้  เพราะรัฐบาลต้องการให้มีการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

                            ( ๕ )   เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ )  เงินได้ประเภทนี้แบ่งได้เป็น  ๓  ประการ คือ  เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

                       ( ก )   การให้เช่าทรัพย์สิน

                       ( ข )   การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

                       ( ค )   การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน  ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น โดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว

    เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน  ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ( ก ) นี้ทั้งสิ้น  นอกจากเงินค่าเช่าแล้ว  เงินกินเปล่า  เงินแป๊ะเจี๊ยะ  เงินช่วยค่าก่อสร้าง  หรือประโยชน์ที่ได้จากการได้กรรมสิทธิ์ในอาคำรหรือโรงเรือนที่ผู้เช่ายกให้  ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้ด้วย

                นอกจากนี้  ในกรณีของการให้เช่าทรัพย์สินนี้  มาตรา  ๔๐ ( ๕ ) วรรคสองยังให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินได้ตามจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ  และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของผู้มีเงินได้  ถ้าเจ้าพนักงานมีเหตุอันควรเชื่อว่า  ผู้มีเงินได้แสดงเงินได้ต่ำไป  ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  ซึ่งเงินได้ประเภทอื่นประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติให้อำนาจเช่นนี้ไว้   แต่อย่างไรก็ตาม  ประมวลรัษฎากรยังให้สิทธิผู้ที่ถูกประเมินอุทธรณ์การประเมินได้  ว่าเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินนั้นไม่ถูกต้อง   หากผู้ถูกประเมินสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้แสดงเงินได้ต่ำไป  แต่แสดงตามความเป็นจริง  ก็ต้องถือว่ามีเงินได้ตามไว้นั้น  เพราะเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดา ใช้หลักเกณฑ์เงินสด  คือต้องเป็นเงินได้ที่ได้รับมาแล้วจริง

                อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรานี้  เป็นอำนาจที่จะประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีที่มีการให้เช่าทรัพย์สินเท่านั้น  ในกรณีของภาษีเงินได้นิติบุคคล นั้น มาตรา  ๖๕  ทวิ ( ๔ )  จะให้อำนาจเจ้าพนักงาน ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โอนทรัพย์สิน  ให้บริการ  หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน  ค่าบริการ  หรือดอกเบี้ย  หรือมีค่าตอบแทน  ค่าบริการ  หรือดอกเบี้ย  ต่ำกว่าราคำตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร   โดยเจ้าพนักงานมีอำนาจ ประเมินค่าตอบแทน  ค่าบริการ  หรือดอกเบี้ยตามราคำตลาด  ในวันที่โอน  ให้บริการ  หรือให้กู้ยืมเงิน  

               

     

                   ดังนั้น  หากบุคคลธรรมดายกทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ให้ผู้อื่นโดยเสน่หา  ให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย  หรือให้บริการอื่นโดยไม่คิดค่าบริการ  หรือขายทรัพย์สินในราคำถูกกว่าราคำตลาด   คิดดอกเบี้ย หรือค่าบริการต่ำกว่าราคำตลาด  เจ้าพนักงานประเมินจะไม่มีอำนาจประเมินเงินได้พึงประเมินตามราคำตลาด  เหมือนเช่นกรณีให้เช่าทรัพย์สิน

               

                กรณีเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นจาก ( ข )  การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน  และ ( ค )  การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยไม่ต้องคืนเงิน หรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว  หมายความถึงเงินได้ที่เกิดจาการผิดสัญญา  เช่นดอกเบี้ยหรือค่าปรับที่คิดเพิ่มเนื่องจากการชำระค่างวดล่าช้า  ค่าทนายความในการทวงถาม  หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาดังกล่าว  เช่นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์  ในกรณีที่คืนทรัพย์ล่าช้า เป็นต้น  ไม่ใช่เงินค่าเช่าซื้อ  หรือเงินงวดที่ผ่อนตามสัญญา  ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  แห่งประมวลรัษฎากร

                นอกจากนี้  เงินได้ตามข้อ ( ข ) หรือ ( ค ) นั้น  มาตรา  ๔๐ ( ๕ ) วรรคท้าย ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้วแต่วันทำสัญญาจนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น  เป็นเงินได้พึงประเมินของปีภาษีนั้น 

                ตัวอย่างเช่น  ก. ซื้อรถยนต์เงินผ่อนจาก ข. ในราคำ  ๒๐๐,๐๐๐  บาท เมื่อวันที่  ๕  ธันวาคม  ๒๕๔๘  โดยชำระในวันทำสัญญา  ๕๐,๐๐๐  บาท   ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดรวม  ๓  งวด กำหนดชำระทุกวันที่  ๕  ของเดือน  มีข้อตกลงว่าหากผิดนักงวดใดงวดหนึ่ง  ให้ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกัน  กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กลับคืนมาเป็นของ ข.  และ  ข. มีสิทธิริบเงินที่ชำระมาแล้ว  ปรากฏว่า ก. ผ่อนชำระเพียงงวดเดียวเมื่อวันที่  ๕  มกราคม  ๒๕๔๙  แล้วผิดสัญญา ไม่ผ่อนงวดต่อมาอีก  ข. จึงบอกเลิกสัญญาพร้อมกับเรียกรถยนต์คืนจาก  ก.  ก.ยอมคืนรถยนต์ให้และไม่โต้แย้ง  ดังนี้  เงินที่ ก. ชำระในวันทำสัญญา  ๕๐,๐๐๐  บาท และค่างวดเดือนมกราคม  ๒๕๔๙ ที่ได้รับไว้แล้วอีก  ๕๐,๐๐๐  บาท และ ข. ใช้สิทธิริบแล้ว  ถือเป็นเงินได้พึงประเมินจากการผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ตามมาตรา ๔๐ ( ๕ ) ( ค )  โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินของปีภาษี  ๒๕๔๙  ซึ่งเป็นปีที่ ก. ผิดสัญญา 

    เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ )  นั้น  มาตรา  ๔๓  ให้หักค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา  คือพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร  ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน  ฉบับที่ ( ๑๑ ) พ.ศ. ๒๕๐๒  ซึ่งกำหนดการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ( ๖ ) ( ๗ ) ( ๘ )  ไว้  โดยการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) บัญญัติอยู่ในมาตรา  ๕  ของพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าว  โดยกำหนดไว้ดังนี้                 

              ( ๖ )   เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )  เงินได้จากวิชาชีพอิสระ  คือวิชากฎหมาย  การประกอบโรคศิลปะ  วิศวกรรม   สถาปัตยกรรม   การบัญชี   ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

                วิชากฎหมาย   เช่น  เงินได้จากค่าทนายความที่ว่าความในศาล   การรับทำสัญญา หรือพินัยกรรม  หรือให้คำปรึกษาทางกฎหมาย

                มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินได้จากการประกอบวิชาชีพกฎหมายประการหนึ่งคือ  แม้เงินได้จากการประกอบวิชาชีพกฎหมาย  จะเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ  แต่เงินที่ได้รับดังกล่าว  ถือเป็นรายรับที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย  โดยผู้ที่มีรายรับดังกล่าวจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้จ่ายเงินค่าบริการด้วย    เว้นแต่ รายรับจากการว่าความในศาลเท่านั้น  ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา  ๘๑ ( ๑ ) ( ฌ )  แห่งประมวลรัษฎากร

                การประกอบโรคศิลปะ  ได้แก่การประกอบวิชาชีพที่กระทำต่อร่างกายของมนุษย์ในการตรวจโรค  วินิจฉัยโรค  การบำบัดโรค  การป้องกันโรค  การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ  การผดุงครรภ์  ในสาขาเวชกรรม  ทันตกรรม  เภสัชกรรม  การพยาบาลและการผดุงครรภ์  กายภาพบำบัด  และเทคนิคการแพทย์  ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแผนไทย   แต่การทำประกอบวิชาชีพดังกล่าวต้องมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ  มิใช่จ้างแรงงาน   หากแพทย์เป็นลูกจ้าง ได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาล  เงินได้ที่ได้รับจะเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เมื่อการประกอบโรคศิลปะเป็นการกระทำต่อร่างกายของมนุษย์   การประกอบวิชาชีพของสัตวแพทย์  แม้จะเรียกเป็นแพทย์  แต่ก็ไม่ใช่การประกอบโรคศิลปะ   ดังนั้น เงินที่สัตวแพทย์ได้รับจาการรักษาสัตว์ต่าง ๆ  จึงไม่เป็นเงินได้จากการวิชาชีพอิสระ  แต่เป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )       

                วิศวกรรม   ได้แก่  การนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ในสาขาวิศวกรรม  รวมถึงการให้คำปรึกษาทางด้านวิศวกรรม หรือเกี่ยวกับวิศวกรรม  แต่ไม่รวมถึงการติดตั้ง  ซ่อมแซม  หรือการควบคุม

              สถาปัตยกรรม   ได้แก่  วิชาการช่าง เช่น  งานวางโครงการ  วางผังและออกแบบ  ทำรายการกำหนดราคำก่อสร้าง   รวมถึงการให้คำปรึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม   หรือเกี่ยวเนื่องกับสถาปัตยกรรม  แต่ไม่รวมถึงการรับเหมาก่อสร้าง  รับพิมพ์แบบพิมพ์เขียว 

              การบัญชี   ได้แก่ ศิลปะของการเก็บรวบรวม  บันทึก  จำแนก  และนำสรุปข้อมูลอันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน   และการให้ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งมีหลายสาขา  ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชี  การวางระบบบัญชี  การบัญชีการเงิน  การบัญชีต้นทุน  การตรวจสอบบัญชี เพื่อให้ความเห็นต่องบการเงิน

              ถ้าผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา   ตกลงทำงานให้แก่ หรือในนามของสำนักงานสอบบัญชีที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล   และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล  จัดการ  หรือภายใต้การบังคับบัญชาของสำนักงานสอบบัญชีนั้น  แม้จะเป็นผู้ลงนามให้ความเห็นต่องบการเงิน และต้องรับผิดชอบการลงนามเป็นส่วนตัวตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีก็ตาม  การตกลงรับทำงานให้ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน  ค่าตอบแทนที่ได้รับจากสำนักงานสอบบัญชี ไม่ว่าจะจ่ายกันอย่างไร  เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ( ๑ )   แต่ถ้าผู้สอบบัญชีลงนามในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล  เงินได้ที่ได้รับจะเป็นเงินได้พึงประเมินจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )  ของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น

                ประณีตศิลปกรรม   ได้แก่การกระทำใด ๆ ที่มีคุณค่าทางศิลปะ   กรมสรรพากรถือหลักว่า  ถ้าวัสดุสิ่งของที่นำมาทำนั้นมีราคำน้อย  แต่เมื่อทำเสร็จแล้วผลของงานมีมูลค่า หรือคุณค่าสูบ  คือเป็นงานประณีตศิลปกรรม

                ส่วนวิชาชีพอิสระอื่นนั้น   ขณะนี้ ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้วิชาชีพอื่นใด  เป็นวิชาชีพอิสระตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )

              ในบรรดาผู้มีเงินได้จากวิชาชีพอิสระต่าง ๆ นั้น  ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่  เป็นเรื่องของวิชาชีพอิสระของแพทย์  เนื่องจากแพทย์นั้น เป็นได้ทั้งเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เงินได้จากการรับทำงานให้ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา  ๔( ๖ )  หรือเป็นเงนได้จากการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา  ๔๐          ( ๘ )  เช่น  แพทย์เปิดคลินิกรักษาคนไข้ของตนเอง เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )  หากแพทย์ทำกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล  และมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน  เงินได้จากการรักษาพยาบาลและการจำหน่ายยา เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ ) ซึ่งพระราชกฤษฎีกา ฯ ฉบับที่  ๑๑  ( พ.ศ. ๒๕๐๒ )  มาตรา  ๘  ( ๑๒ )  ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ  ๗๕  หากแพทย์ทำสัญญาเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของโรงพยาบาล  เงินได้ที่ได้รับเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )

     

               

    ( ๗ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๗ )  ได้แก่  เงินได้จากการรับเหมาที่ผุ้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

    ตัวอย่างเช่น  ก.  รับเหมาปลูกสร้างบ้านให้  ข.  โดยเป็นผู้จัดหาสัมภาระทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นไม้  อิฐ  หิน  ปูน ทราย ฯลฯ  เงินค่ารับเหมาที่  ก.  ได้รับเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๗ )  แต่ถ้า ก. รับเหมาปลูกสร้างบ้านให้ ข.  โดยใช้เครื่องมือและคนงานของตน  แต่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมด  ข.  เป็นผู้จัดหามาเอง  เงินค่ารับเหมาที่  ก.  ได้รับ จะเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ ) 

    ( ๘ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  ได้แก่  เงินได้จากการธุรกิจ  การพาณิชย์  การเกษตร  การอุตสาหกรรม  การขนส่ง  หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน มาตรา ๔๐ ( ๑ ) ถึง ( ๗ )  แล้ว

    มาตรานี้  บัญญัติไว้อย่างกว้างขวาง  เงินได้ที่ไม่อาจจัดอยู่ในประเภทที่  ๑  ถึงประเภทที่  ๗  ได้ จะถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  ทั้งสิ้น   เช่น

     (1) การเก็บค่าต๋ง หรือค่าเกมจากการพนันการแข่งขัน หรือ การเล่นต่าง ๆ

     (2) การถ่าย ล้างอัด หรือขยายรูปภาพยนตร์รวมทั้งการขายสวนประกอบ

     (3) การทำกิจการคำนเรือ อู่เรือ หรือซ่อมเรือที่มิใช่ซ่อมเครื่องจักรเครื่องกล

    (4) การทำรองเท้า และเครื่องหนังแท้ หรือหนังเทียม รวมทั้งการขาย ส่วนประกอบ

    (5) การตัด เย็บ ถัก ปักเสื้อผ้า หรือสิ่งอื่น ๆรวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (6) การทำ ตกแต่ง หรือซ่อมแซม เครื่องเรือน รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (7) การทำกิจการโรงแรม หรือภัตตาคำรหรือการปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มจำหน่าย

    (8) การดัด ตัด แต่งผม หรือตกแต่งร่างกาย

    (9) การทำสบู่ แชมพู หรือเครื่องสำอาง

    (10) การทำวรรณกรรม

    (11) การค้าเครื่องเงิน ทอง นาก เพชร พลอย หรืออัญมณีอื่น รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (12) การทำกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เฉพาะที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน รวมทั้งการรักษาพยาบาล และการจำหน่ายยา

    (13) การโม่หรือย่อยหิน

    (14) การทำป่าไม้ สวนยาง หรือไม้ยืนต้น

    (15) การขนส่ง หรือรับจ้างด้วยยานพาหนะ

    (16) การทำบล็อกและตรา การรับพิมพ์ หรือเย็บสมุด เอกสาร รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (17) การทำเหมืองแร่

    (18) การทำเครื่องดื่มตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเครื่องดื่ม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

    (19) การทำเครื่องกระเบื้อง เครื่องเคลือบเครื่องซีเมนต์ หรือดินเผา

    (20) การทำหรือจำหน่ายกระแสไฟฟ้า

    (21) การทำน้ำแข็ง

    (22) การทำกาว แป้งเปียก หรือสิ่งที่มีลักษณะทำนองเดียวกันและการทำแป้งชนิดต่าง ๆที่มิใช่เครื่องสำอาง

    (23) การทำลูกโป่ง เครื่องแก้ว เครื่องพลาสติกหรือเครื่องยางสำเร็จรูป

    (24) การซักรีด หรือย้อมสี

    (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต

    (26) รางวัลที่เจ้าของม้าได้จากการส่งม้าเข้าแข่ง

    (27) การรับสินไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก หรือการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝาก

    (28) การรมยาง การทำยางแผ่น หรือยางอย่างอื่นที่มิใช่ยางสำเร็จรูป

    (29) การฟอกหนัง

    (30) การทำน้ำตาล หรือน้ำเหลืองของน้ำตาล

    (31) การจับสัตว์น้ำ

    (32) การทำกิจการโรงเลื่อย

    (33) การกลั่น หรือหีบน้ำมัน

    (34) การให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่

    (35) การทำกิจการโรงสีข้าว

    (36) การทำเกษตรกรรมประเภท ไม้ล้มลุกและธัญชาติ
     
              ฯลฯ

    โดยสรุป หากเงินได้ใดไม่เข้าลักษณะประเภทเงินได้ ประเภถทที่ 1- 7  ตามมาตรา 40(1)-(7)  ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8  ตามมาตรา 40(8)  ทั้งสิ้น

     

    (มีต่อตอนที่ 2)

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

               




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 42 ครั้ง

    23/7/2558 10:11:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2558 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

    ----------------------

    บทที่ 2

    หลักการและวิธีการประเมินภาษี ตามประมวลรัษฎากร

            ขอบเขตของเนื้อหา

       หลักการเกี่ยวกับภาษีเงินได้

      ความหมายของเงินได้

       ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียภาษี ถิ่นที่อยู่ และแหล่งเงินได้

      ความสัมพันธ์ระหว่างภาษีเงินได้จากกำไรของบริษัท กับ  เงินปันผลของบุคคลธรรมดา

     วิธีการประเมินภาษีอากร

      ความหมายของภาษีอากรประเมิน

       การประเมินตนเอง

         การประเมินโดยเจ้าพนักงาน

        อายุความการประเมินภาษี

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

       .เพื่อให้ทราบถึงความหมายของเงินได้พึงประเมิน

      เพื่อให้ทราบถึงหลักถิ่นที่อยู่และแหล่งเงินได้

      เพื่อให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษีที่เสียจากกำไรสุทธิของบริษัท กับเงินปันผลของบุคคลธรรมดา

       เพื่อให้ทราบถึงอำนาจเจ้าพนักงานประเมินและวิธีการประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร

       เพื่อให้ทราบถึงอายุความการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

    ความหมายของเงินได้พึงประเมิน 

                           ความหมายของเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร  คือ เงินได้ที่บุคคลธรรมดา   ได้รับนั้นไม่ว่าจะเป็นเงินที่ได้มาจากแหล่งใด และ เงินได้ที่กล่าวมานั้นเป็นเงินได้ที่พึงเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามบทบัญญัติหมวด 3  แห่งประมวลรัษฎากร   ความหมายของเงินได้พึงประเมินตามกฎหมายนั้นสามารถแยกได้ดังนี้

                            เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  39 แห่งประมวลรัษฎากรได้ให้ความหมายไว้ว่า

              1.เงิน มีความหมายเป็นได้ทั้งเงินไทย หรือเงินตราต่างประเทศ

              2.ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน หมายถึงทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ที่ได้รับ (มาแล้วจริงๆ ในปีภาษีนั้นๆ)และสามารถคิดคำนวณได้เป็นเงิน  เช่น รถยนต์ บ้าน นาฬิกา สร้อยคอ เป็นต้น

              3.ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน หมายถึงประโยชน์ที่ได้รับ (มาแล้วจริงๆ ในปีภาษีนั้นๆ)มาที่ไม่ใช่ตัวเงิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่ประโยชน์ที่ว่านี้สามารถคิดคำนวณเป็นเงินได้ เช่น การที่นายจ้างให้การอุดหนุนแก่ลูกจ้างในรูปของที่อยู่อาศัย อาหารกลางวัน เสื้อผ้า เป็นต้น

              4.เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้  เงินค่าภาษีถือว่าเป็นเงินได้  คือ เงินค่าภาษีที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้   โดยออกแทนให้ทอดใดถือเป็นเงินได้ของทอดนั้น เงินค่าภาษีที่ออกให้เงินได้ประเภทใดถือเป็นเงินได้ประเภทนั้น  เงินค่าภาษีที่ออกให้สำหรับเงินได้ของปีภาษีใดถือเป็นเงินได้ของปีภาษีนั้น

              5.เครดิตภาษี  ตามที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 47 ทวิ    คือ ให้ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินได้ประเภท เงินปันผลจากบริษัท  หรือส่วนแบ่งกำไร ซึ่งได้รับจาก ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด  

                         เครดิตภาษีที่คำนวณได้  ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้  เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับจำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน

                         ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษี

           ความสัมพันธ์ระหว่างภาษีที่เสียจากกำไรสุทธิของบริษัท กับเงินปันผลของบุคคลธรรมดา

             เหตุผลที่ต้องให้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร

                1.1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล   ประกอบกิจการและ มีกำไรต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรก้อนดังกล่าวอยู่แล้ว    ดังนั้น เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร  จากกำไรดังกล่าวมาให้กับผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้ลงทุนหรือผู้เป็นหุ้นส่วนนำเงินปันผลดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีก ก็จะเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากกำไรก้อนเดียวกัน   ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากเงินกำไรก้อนเดี่ยวกัน จึงกำหนดให้ผู้มีเงินได้จากเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                    1.2  เพื่อสนับสนุนให้ ประชาชน ลงทุนในบริษัทเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของชาติขยายตัวเป็นการส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

                   ดังนั้นเครดิตภาษีเงินปันผล จึงเกิดขึ้น โดยกฎหมายให้ทางเลือก

    ว่าจะนำเงินปันผลมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ  จะเลือก ไม่นำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ได้เพราะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วร้อยละ 10

    แต่ถ้าเลือกนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้  ก็ต้องนำรายได้ เงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรทุกก้อนมาคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  จะเลือกเฉพาะเงินปันผลจากบางบริษัทมารวมไม่ได้ ต้องนำมารวมทั้งหมด

                   วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร

     

    เครดิตภาษี         =        อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล  x  จำนวนเงินปันผล

                                           ( 100 -  อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

    ตัวอย่าง      บริษัท ก จำกัด จ่ายเงินปันผลให้นาย ข ผู้ถือหุ้น  จำนวน  100,000  บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้  10,000  โดยเงินปันผลที่นำมาจ่ายนั้น จ่ายจากกำไรสุทธิที่บริษัท ก  เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้แล้วในอัตราร้อยละ 30

    เครดิตภาษี           =   30   x   100,000    =  3 x 100,000    =  42,857

                                               100 – 30              7   

    การคำนวณภาษีเงินได้ของนาย ข  ประสงค์จำนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษี นาย ข จะต้องนำเครดิตภาษี จำนวน 42857  ดังกล่าวมาบวกกับเงินปันผลที่ได้รับเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษี  และต้องนำเครดิตภาษีดังกล่าวมาบวกกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อนำไปหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ ดังนี้

    เงินได้พึงประเมิน(เงินปันผลบวกเครดิตภาษี)   = 100,000  + 42857  =   142,857

    ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเครดิตภาษี                         =   10,000 + 42,857   =     52,857

          เครดิตภาษีเงินปันผลจะได้รับเท่าใดขึ้นอยู่กับว่า บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลจ่ายจากเงินกำไรที่เสียภาษีไว้อัตราเท่าไร  เช่น

    เสียภาษีร้อยละ 30                เครดิตภาษีเงินปันผล เท่ากับ   3/7     x จำนวนเงินปันผล

    เสียภาษีร้อยละ 25                เครดิตภาษีเงินปันผลเท่ากับ   1/3       x จำนวนเงินปันผล

    เสียภาษีร้อยละ 20                เครดิตภาษีเงินปันผล เท่ากับ    1/4       x จำนวนเงินปันผล

    เสียภาษีร้อยละ 10                เครดิตภาษีเงินปันผล เท่ากับ  1/9      x จำนวนเงินปันผล

            ถ้าบริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตรา ก็จะแยกคำนวณตามเงินปันผล  ในแต่ละอัตราซึ่งต้องระบุชัดเจนอยู่ในหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย  ว่าจ่ายจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีอัตราร้อยละเท่าไร

            แต่ถ้าบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่เสียภาษี จากเงินกำไรที่นำมาจ่ายเงินปันผลก็ ไม่สามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้  เช่น       บริษัท  เป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และบริษัทยังอยู่ในช่วงเวลายกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ดังนั้นเงินปันผล ก้อนนี้ ผู้ลงทุน จึงไม่ได้รับเครดิตภาษีเงินปันผล

     

    หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้

             หลักทั่วไปในต่างประเทศ
             ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลมี โดยทั่วไปรัฐบาลของประเทศต่างๆ มีหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้ โดยอาศัยอำนาจในการจัดเก็บภาษีดังนี้

    1. หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) กรณีบุคคลมีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศใด ประเทศนั้นย่อมมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลนั้น

    2. หลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) กรณีบุคคลมีถิ่นที่อยู่เป็นการถาวรหรือเป็นการประจำในประเทศใด (ซึ่งส่วนมากกำหนดให้อยู่ในประเทศนั้นถึง 180 วันในปีภาษี) ประเทศนั้นย่อมมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลนั้น ไม่ว่าเงินได้นั้นจะเกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศหรือแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ

    3. หลักสัญชาติ (Nationality Rule) กรณีบุคคลถือสัญชาติของประเทศใด ประเทศนั้นย่อมมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลนั้น เช่นเดียวกับหลักถิ่นที่อยู่

              เนื่องจากแต่ละประเทศต่างยึดหลักในการเก็บภาษีเงินได้ดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการเก็บภาษีซ้อนจากรายได้ก้อนเดียวกัน  อันเนื่องมาจากผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ในประเทศหนึ่ง    แต่มีถิ่นที่อยู่หรือมีสัญชาติอีกประเทศหนึ่ง

    ตัวอย่าง โรเบิร์ต สัญชาติฟิลิปปินส์มาขายส้มตำในไทยอยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน      มีถิ่นที่อยู่ปกติอยู่ในลาว  

    โรเบิร์ตต้องเสียภาษีในไทยตามหลักแหล่งเงินได้             เงิน 100 ล้าน จากการขายส้มตำ

    ต้องเสียภาษีในลาวตามหลักถิ่นที่อยู่                         ครั้งเดียว ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนถึง

    ต้องเสียภาษีในฟิลิปปินส์ตามหลักสัญชาติ                   3 ประเทศ

                  กรณีดังกล่าวแก้ปัญหาโดยใช้ความตกลงระหว่างประเทศ แบบทวิภาคี โดยปกติจะใช้วิธีการเครดิตภาษี แต่ไม่เกินจำนวนที่จะต้องเสียในประเทศที่ได้รับเครดิต ตามข้อตกลงในอนุสัญญาภาษีซ้อน ซึ่งแต่ละประเทศได้ตกลงทำสัญญาต่อกัน

                          หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้ของประเทศไทย

                        ตามมาตรา 41  แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ 2 หลักคือ  1. แหล่งเงินได้ในประเทศไทย        2. หลักถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

    โดยมีรายละเอียดดังนี้

                           1. หลักแหล่งเงินได้ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร) ผู้มีเงินได้ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศก็ตาม

                       (1) เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ปฏิบัติหน้าที่งานที่ทำอันก่อให้เกิดเงินได้นั้นในประเทศไทย อาทิ

                           (ก) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

                           (ข) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงาน

                       (2) เงินได้เนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ประกอบกิจการ หรือมีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดเงินได้ในประเทศไทย อาทิ

                          (ก) เงินได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน

                          (ข) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ

                          (ค) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

                          (ง) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นใด เช่น ค่าแสดงของนักแสดงสาธารณะ รางวัลจากประกวดแข่งขันหรือชิงโชค

                            (3) เงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ที่เป็นลูกจ้างและมีหน้าที่งานอันก่อให้เกิดเงินได้ในต่างประเทศ (ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่าง ประเทศ) แต่หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศนั้นเป็นไปเพื่อกิจการของนายจ้างที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยโดยเฉพาะ อาทิ ข้าราชการประจำสถานทูตไทยในต่างประเทศ พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่งานในต่างประเทศ เช่น ทำสัญญา ฝึกอบรม ศึกษาและดูงาน เป็นต้น เป็นครั้งคราว ทั้งนี้ เพื่อกิจการของบริษัทนายจ้างที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยโดยเฉพาะ

                       (4) เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ (ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม) มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย และทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้ อาทิ

                         (ก) ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น

                         (ข) ดอกเบี้ย เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ผลประโยชน์ที่ได้จากการเพิ่มทุน ลดทุน เลิกกิจการหรือควบกิจการ

                         (ค) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน

    2. หลักถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

                      ผู้อยู่ในประเทศไทยและมีเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรก็ต่อเมื่อครบเงื่อนไขหรือองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

                 (1) ผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย โดยจะอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลา แต่รวมเวลาที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดถึง 180 วันในปีภาษี (ซึ่งอาจพิจารณาได้จากหนังสือเดินทาง (Passport) ของผู้มีเงินได้)

                  (2) เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 อันเกิดจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ ดังนี้

                       (ก) เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ปฏิบัติหน้าที่งานที่ทำอันก่อให้เกิดเงินได้ในต่างประเทศ และการปฏิบัติหน้าที่งานนั้นเป็นไปเพื่อกิจการของนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ

                       (ข) เงินได้เนื่องจากกิจการที่ทำในต่างประเทศ

                       (ค) เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

                  (3) ผู้มีเงินได้ต้องนำเงินได้อันเกิดจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทย โดยนำเข้ามาภายในปีภาษีเดียวกันกับปีที่เกิดเงินได้นั้น

    ตัวอย่าง  นักกอล์ฟชื่อดัง  มิเชล  วี   เดินทางมาแข่งขันกอล์ฟ รายการ LPGA tour ในประเทศไทยในปีพ.ศ. 2554  ได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันเป็นเงิน 10  ล้านบาท  มิเชล  วี   ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีให้ประเทศไทย ตามหลักแหล่งเงินได้เกิดในประเทศไทย

    ตัวอย่าง  Mr. Johnny เป็นคนอังกฤษ ได้ภรรยาเป็นคนไทย มาอยู่ที่เมืองไทยตลอดปีมีเงินได้จากเงินบำนาญที่ประเทศอังกฤษ โดยผู้จ่ายเงินโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของ Mr. Johnny เป็นประจำทุกเดือน   ดังนั้น Mr. Johnny ต้องนำเงินได้จากบำนาญดังกล่าวมาเสียภาษีในประเทศไทย ตามหลักถิ่นที่อยู่

    ภาษีอากรประเมิน หลักการและวิธีการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

    ความหมายของภาษีอากรประเมิน

         ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมินประเมิน และให้เจ้า  
        พนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนั้น
      ได้แก่

                  1.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีอากรประเมิน

                   2.ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีอากรประเมิน

                   3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีอากรประเมิน

               4.ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีอากรประเมิน

    ความหมายของเจ้าพนักงานประเมิน

    " เจ้าพนักงานประเมิน " หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ได้แก่

            1.  ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าพนักงานประเมิน

                    (1) สังกัดกรมสรรพากร นอกจากที่ระบุใน (2) (3) และ (4) ในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร

                    (2) สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น

                    (3) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่

                    (4) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขานั้น

             2.บุคคลอื่นที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานประเมิน เช่น  พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเจ้าพนักงานประเมิน   เฉพาะกรณีรับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ และแบบแสดงรายการภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร   เป็นต้น

     

    หลักการและวิธีการประเมินภาษี

    การประเมินภาษีอากร จำแนกได้ 3 วิธี ดังนี้

             1.การประเมินภาษีโดยการประเมินตนเอง (Self  assessment)ภาษีอากรประเมิน ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีอากรเป็นผู้ดำเนินการประเมินตนเอง แล้วยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากร ตามจำนวนที่ พึงต้องชำระ ภายในกำหนดเวลาและสถานที่ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ หากประเมินแล้วไม่ถูกต้อง ครบถ้วน เจ้าพนักงานอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมให้ถูกต้องได้ ภาษีประเภทที่ต้องประเมินตนเองเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล  ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นต้น

    1. การประเมินภาษีโดยเจ้าพนักงานประเมิน(Authoritative assessment)  แบ่งได้เป็น มีดังนี้

    2.1 การประเมินก่อนถึงกำหนดยื่นรายการ

                   ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษี ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวน ภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษี และให้ผู้ต้องเสียภาษี ชำระภาษีภายใน เจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้    ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บดังกล่าว ให้ถือเป็น เครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีเมื่อถึงกำหนดเวลาการเสียภาษี

              ในการใช้อำนาจ ประเมินก่อนถึงกำหนดยื่นรายการนี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้

    2.2               การประเมินจากการยื่นแบบแสดงรายการ

                รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน เป็นผู้  ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์ การประเมินก็ได้

           ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่   
             ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ไปยัง
              ผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

                          ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษีอากร เป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี ได้

    2.3                การประเมินโดยการตรวจสอบ

                       อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินภาษีในการประเมินภาษีอากรจากการตรวจสอบ

                 2.3.1  การประเมินโดยการออกหมายเรียกตรวจสอบ

                   สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล

                ก.กรณีผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการ

                        กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าว จะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้น จะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร

                         ข. กรณีผู้เสียภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการ

                ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ ผู้ที่ไม่ยื่นรายการ หรือพยานนั้นนำบัญชี หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย  การออกหมายเรียกกรณีนี้ไม่มีกำหนดเวลาแต่ต้องประเมินภายใน 10  นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบแสดงรายการ

           2.3.2การประเมินจากการตรวจสอบโดยไม่ต้องออกหมายเรียก

                     ก. สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม
           เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ โดยไม่ต้องออกหมายเรียก

        (1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

        (2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้า โดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง

        (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

        (4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี

        (5) ผู้ประกอบการไม่เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการลงรายงานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ

        (6) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/1 มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                    ข. สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ

      เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่ต้องออกหมายเรียก ในเมื่อ
        (1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
        (2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือ
        (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแทนผู้ประกอบกิจการ ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณ
    ภาษี

     

    อายุความการประเมินภาษี

      การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินต้องดำเนินการประเมินภายในกำหนดเวลาดังนี้

           1.สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล

              อายุความประเมินภาษีมีกำหนดอายุความ 10 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบแสดงรายการแต่ละประเภท ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์    แต่ถ้าเป็นกรณีต้องออกหมายเรียกก่อนประเมิน     การออกหมายเรียกต้องออกหมายเรียกภายในเวลาที่กำหนด(กรณียื่นรายการอายุความออกหมายเรียกสองปี แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ   กรณีไม่ยื่นรายการไม่มีอายุความออกหมายเรียกแต่ต้องประเมินภายในอายุความการประเมิน)

     

     

    2.สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม

     การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้

        (1) สำหรับผู้ประกอบการ

            (ก) สองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี หรือวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่รัฐมนตรี หรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ยื่น แบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

            (ข) สองปีนับแต่วันที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาดังกล่าวใน (ก) แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้าย แห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

            (ค) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี หรือที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษี

        (2) สำหรับผู้นำเข้าซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการสองปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่กรณีที่ผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล สองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้า เป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

        (3) สำหรับผู้ที่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 มาตรา 83/6 หรือมาตรา 83/7 สองปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

        ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษี แบบใบขนสินค้า หรือแบบนำส่งภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีประเมินภาษีได้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนดเวลาตาม (1) (ก) (2) และ (3) แล้วแต่กรณี

             การประเมินดังกล่าวสามารถประเมินได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียก

        3.สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ

                        เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ภายในสิบปีนับแต่วันพ้น กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่ต้องออกหมายเรียกแต่ประการใด

    -----------------------------------------------------------------------




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 52 ครั้ง

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 281.2505ms