เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 2987 คน
วิชาการภาษีอากร/Taxation 1
ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • บทที่ 10 ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ (0)
    [7 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 9 ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 8 ภาษีการรับมรดก (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 7 ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย (WITHOLDING TAX) (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 6 ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ (0)
    [11 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 3 (0)
    [11 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 2 (0)
    [11 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม(ตอนที่ 1) (0)
    [11 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 4 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (0)
    [11 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 3 (0)
    [21 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 3 ตอนที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (0)
    [21 วันที่ผ่านมา]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนที่ 1 (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 2 หลักการและวิธีการประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • แผนการเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กันยายน 2558>
     
    3631123456
    3778910111213
    3814151617181920
    3921222324252627
    402829301234
    41567891011
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 415366
    • เฉพาะวันนี้ 39
    • ความคิดเห็น 0
    • จำนวนเรื่อง 15
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    24/8/2558 13:12:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2558 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

    บทที่ 10 ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    ขอบเขตของเนื้อหา

    -         ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    -         ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    -         ฐานภาษีและอัตราภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    -         วิธีการชำระ กำหนดเวลาและสถานที่ ชำระภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    -            เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงหลักการวิธีการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่  ตลอดจนผู้มีหน้าที่เสียภาษี ฐานภาษี อัตราภาษี วิธีการชำระ กำหนดเวลาและสถานที่ ชำระภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

     

    ภาษีป้าย

    (Signboard tax)

    1. ความหมายของป้าย

                “ป้าย” หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

    1.1 ป้ายที่ต้องเสียภาษี

                ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

    1.2 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

                  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ เจ้าของป้าย แต่ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) สำหรับป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว

    1.3 ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี

    (1) ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ

    (2) ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า

    (3) ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

    (4) ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์

    (5) ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน ทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

    (6) ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

    (7) ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ

    (8) ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    (9) ป้ายของโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชน หรือสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนนั้น

    (10) ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน

    (11) ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ

    (12) ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ

    (13) ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปัจจุบันมีฉบับที่ 2) กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ

    (ก) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนนหรือรถแทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

    (ข) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อน ตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน

    (ค) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก (ก) และ (ข) โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    1.4 กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

                        ให้เจ้าของป้ายซึ่งจะต้องเสียภาษีป้าย ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามแบบ ภป.1  ภายในเดือนมีนาคมของปี ให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี            
                        ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้ง หรือแสดงจนถึงวันสิ้นปี และให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี ทั้งนี้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

                          ป้ายที่ติดตั้งบนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น และมีพื้นที่เกินสองตารางเมตรต้องมีชื่อและที่อยู่ของเจ้าของป้าย เป็นตัวอักษรไทยที่ชัดเจนที่มุมขวาด้านล่างของป้ายและให้ข้อความดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีป้าย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่เจ้าของป้ายอยู่นอกประเทศไทย ให้ตัวแทน หรือผู้แทนในประเทศ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายแทนเจ้าของป้าย ถ้าเจ้าของป้ายตาย เป็นผู้ไม่อยู่เป็นคนสาบสูญ เป็นคนไร้ความสามารถหรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถให้ผู้จัดการมรดก ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือผู้อื่น ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติการแทนเจ้าของป้าย เจ้าของป้ายผู้ใด

               (1) ติดตั้งหรือแสดงป้ายอันต้องเสียภาษีภายหลังเดือนมีนาคม ให้เสียเป็นรายงวด

               (2) ติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิม และมีพื้นที่ ข้อความ ภาพและเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายแล้ว ป้ายชำรุดไม่ต้องชำระเฉพาะปีที่ติดตั้ง

                (3) เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีป้ายแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่ม ป้ายที่เพิ่มข้อความชำระตามประเภทป้ายเฉพาะส่วนที่เพิ่มป้ายที่ลดขนาดไม่ต้องคืนเงินภาษีในส่วนที่ลด ถ้าเปลี่ยนขนาดต้องชำระใหม่ ให้เจ้าของป้ายตาม (1) (2) หรือ (3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายป้ายเดิมแล้วแต่กรณี

    1.5 ฐานภาษีและอัตราภาษี

                         ฐานภาษีและอัตรา คือเนื้อที่ของป้ายและประเภทของป้ายรวมกัน ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ การคำนวณพื้นที่ป้ายให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดเป็นขอบเขตของป้าย ถ้าเป็นป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือเอาตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดส่วนที่กว้างที่สุดและยาวที่สุด แล้วคำนวณเป็นตารางเซนติเมตร เศษของ 500 ตารางเซนติเมตรถ้าเกินครึ่ง ให้นับเป็น 500 ตารางเซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าปัดทิ้ง ประกอบกับประเภทของป้าย คำนวณเป็นค่าภาษีป้ายที่ต้องชำระ โดยกำหนดอัตราภาษีป้ายดังนี้

    (1) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    (2) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่นให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    (3) ป้ายดังต่อไปนี้ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    (ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่

    (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วน หรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ

    (4) ป้ายที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้คิดอัตราตาม (1) (2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี และให้เสียเฉพาะจำนวนเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น

    (5) ป้ายทุกประเภทเมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

     2. ขั้นตอนการยื่นเสียภาษี

          -ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายสามารถขอรับแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา  

          - กรอกรายการในแบบ ภ.ป.1 ตามความเป็นจริงให้ครบถ้วน ลงลายมือชื่อของตนพร้อมวันเดือน ปี ส่งคืนพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ป้ายนั้นได้ติดตั้งหรือแสดงไว้ ทั้งนี้จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ ให้เจ้าของป้ายหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา  ที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่ สำหรับป้ายที่แสดงไว้ที่ยานพาหนะที่ต้องเสียภาษี ให้ยื่น ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา  ซึ่งการจดทะเบียนยานพาหนะได้กระทำในท้องที่นั้น

    2.1 เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบฯ

    กรณีป้ายใหม่ ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษี พร้อมสำเนาหลักฐานและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง ได้แก่

    - ใบอนุญาตติดตั้งป้าย, ใบเสร็จรับเงินค่าทำป้าย

    - สำเนาทะเบียนบ้าน

    - บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

    - กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท,ทะเบียนพาณิชย์และหลักฐานของสรรพากร เช่น ภ.พ.01, ภ.พ.09, ภ.พ.20

    - หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)

    - หลักฐานอื่น ๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ

                        กรณีป้ายเก่า ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษีป้าย (ภ.ป. 1) พร้อมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ป. 1

    2.2 การชำระภาษี

    ผู้รับประเมินได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษี (ภ.ป.3) ให้ชำระเงินภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินโดยชำระภาษีได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา   ซึ่งป้ายนั้น

    2.3 การขอผ่อนชำระภาษี

    ถ้าภาษีป้ายที่ต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่สามพันบาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายจะขอผ่อนชำระเป็นสามงวดงวดละเท่า ๆ กันก็ได้ โดยแจ้งความจำนงเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี และให้ชำระงวดที่หนึ่งก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี งวดที่สองภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่งและงวดที่สามภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

     

    2.4 เงินเพิ่ม

    ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย เสียเงินเพิ่มนอกจากเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายในกรณีและอัตราดังนี้

    (1) ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย เว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้น ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย

    (2) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายโดยไม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของภาษีป้ายที่ประเมินเพิ่มเติมเว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้ถูกต้องก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมิน

    (3) ไม่ชำระภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ไม่ให้นำเงินเพิ่มตาม (1) และ (2) มาคำนวณเป็นเงินเพิ่ม

     

    ที่มา : พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

    : พระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534

    : กฎหมายกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2535) ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535)

     และฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

    ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

    House and building tax

    1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดิน

                   ภาษีโรงเรือนและที่ดิน  คือ  ภาษีที่จัดเก็บจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น โรงเรือน หมายความถึง บ้าน ตึกแถว อาคาร ร้านค้า สำนักงาน บริษัท ธนาคาร โรงแรม

    โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล โรงเรียน แฟลต อาพาร์ทเมนท์ คอนโดมิเนียม หอพัก สนามม้า สนามมวย คลังสินค้า เรือนแพ ฯลฯ สิ่งปลูกสร้างอื่นๆ หมายถึง สิ่งปลูกสร้างอื่น ที่ก่อสร้างติดที่ดินถาวร เช่น

    ท่าเรือ สะพาน อ่างเก็บน้ำ คานเรือ ถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่ก่อสร้างติดที่ดินถาวร ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ หมายถึง ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น และบริเวณต่อเนื่องซึ่งใช้ด้วยกันกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ที่ดิน หมายความรวมถึง ทางน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ ด้วย

                  ดังนั้นลักษณะของทรัพย์สินที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินก็คือ ทรัพย์สินต่างๆได้หาผลประโยชน์ตอบแทนนอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเองโดยปกติหรือให้ผู้อื่นนำ ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม

    1.1 ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี

              ประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีได้แก่ อาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ กับที่ดินต่อเนื่องซึ่งใช้ปลูกสร้างอาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ รวมถึงบริเวณที่ต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติใช้ประโยชน์ไปด้วยกันกับอาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกหาผลประโยชน์ตอบแทนนอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเองโดยปกติหรือให้ผู้อื่นนำ ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ทรัพย์สินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

    (1) โรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ

    (2) ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าเป็นที่ดินซึ่งใช้เป็นที่ปลูกสร้างโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ และที่ดินอันเป็นบริเวณต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติ ใช้ประโยชน์ไปด้วยกันกับโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

    1.2 ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษี

    (1) พระราชวังอันเป็นส่วนของแผ่นดิน

    (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาล หรือสาธารณะและทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง

    (3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา

    (4) ทรัพย์สินซึ่งเป็นศาสนสมบัติอันใช้เฉพาะในศาสนกิจอย่างเดียวหรือเป็นที่อยู่ของสงฆ์

    (5) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งปิดไว้ตลอดปีและเจ้าของมิได้อยู่เองหรือให้ผู้อื่นอยู่นอกจากคนเฝ้าในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง อย่างอื่น ๆ หรือในที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกัน

    (6) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของการเคหะแห่งชาติที่ผู้เช่าซื้ออาศัยอยู่เองโดยมิได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2535 ยกเว้นพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนต่างๆ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นที่ต่อเนื่อง

    1.3 การขอลดหย่อนภาษี

    การขอลดหย่อนภาษี การขอยกเว้น การงดเว้น การขอปลดภาษี การขอลดค่าภาษี จะทำได้ดังกรณีต่อไปนี้

    - ถ้าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ถูกรื้อถอนหรือทำลาย ให้ลดยอดค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นตามส่วนที่ถูกทำลายตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น แต่ในเวลานั้นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ นั้นต้องเป็นที่ซึ่งยังใช้ไม่ได้

    - โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งทำขึ้นในระหว่างปีนั้น ให้ถือเอาเวลาซึ่งโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ นั้นได้มีขึ้นและสำเร็จจนควรเข้าอยู่ได้แล้วเท่านั้นมาเป็นเกณฑ์คำนวณค่ารายปี

    - ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกล เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าว แล้วด้วย

    - เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นได้รับความเสียหายเพราะโรงเรือนว่างลงหรือชำรุดจึงจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนสำคัญ เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นมีสิทธิขอลดภาษีได้ ทั้งนี้เป็นไปตามดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะลดค่าภาษีตามส่วนที่เสียหายหรือปลดภาษีทั้งหมดก็ได้

    - ถ้าเจ้าของโรงเรือนมีเหตุเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินในปีที่ผ่านมาย่อมได้รับการยกเว้น งดเว้น ปลดภาษี หรือลดค่าภาษี แล้วแต่กรณี

    1.4 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ “ผู้รับประเมิน” ซึ่งหมายถึง เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเว้นแต่ถ้าที่ดินและอาคาร โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นคนละเจ้าของกันให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี

    1.5 กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

    ให้ผู้รับประเมินยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

    1.6 ฐานภาษี

    ฐานภาษีคือ ค่ารายปีของทรัพย์สินซึ่งหมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่าและค่าเช่านั้นเป็นจำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ให้ถือค่าเช่านั้นเป็นค่ารายปี แต่ถ้ามีกรณีที่สมควรจะให้พิจารณาได้ว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือกรณีที่ไม่มีค่าเช่าเนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือ ด้วยเหตุอื่น ๆ ให้พิจารณากำหนดค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะ ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะซึ่งทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน

    1.7 อัตราภาษี

    อัตราภาษีให้เสียในอัตราร้อยละสิบสองจุดห้าของค่ารายปี

    2. ขั้นตอนการยื่นเสียภาษี

    2.1 การยื่นแบบพิมพ์

    ให้ผู้รับประเมินขอรับแบบ ภ.ร.ด.2 ได้ที่สำนักงานเขตโดยกรอกรายการในแบบ ภ.ร.ด.2 ตามความเป็นจริงให้ครบถ้วน รับรองความถูกต้องของข้อความดังกล่าว พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ วันที่ เดือน ปี กำกับไว้ แล้วส่งคืนไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ ณ สำนักงานเขตที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ การส่งแบบพิมพ์ จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ (ให้ถือวันที่ส่งทางไปรษณีย์เป็นวันยื่นแบบพิมพ์)

    2.2 เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบ

    กรณีโรงเรือนรายใหม่ : ให้เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่ยังไม่เคยยื่นแบบเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินมาก่อน ยื่นแบบเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่ได้มีการใช้ประโยชน์ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น โดยยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ พร้อมสำเนาหลักฐานประกอบการพิจารณาได้แก่

    - โฉนดที่ดินที่ปลูกสร้างโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น

    - หนังสือสัญญาขาย หรือสัญญาให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

    - ใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร, ใบอนุญาตให้ใช้อาคาร

    - ใบให้เลขหมายประจำบ้าน

    - สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของโรงเรือน, สำเนาทะเบียนบ้านของโรงเรือนที่พิกัดภาษี

    - บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรข้าราชการ/บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

    - หลักฐานการเปิดดำเนินกิจการ เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท/ ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม / ทะเบียนพาณิชย์

    - สำเนางบการเงิน (กรณีเป็นนิติบุคคล)

    - หลักฐานของสรรพากรเช่น ภ.พ.01, ภ.พ.09, ภ.พ.20

    - ใบอนุญาตตั้งและ/หรือประกอบกิจการโรงงาน

    - ใบอนุญาตติดตั้งเครื่องจักร

    - ใบอนุญาตของฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล

    - ใบเสร็จค่าติดตั้งมิเตอร์น้ำประปา / ไฟฟ้า

    - สัญญาเช่าโรงเรือนที่พิกัดภาษี

    - หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)

    - หลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์โรงเรือนที่พิกัดภาษี

    หมายเหตุ ให้ผู้รับประเมิน หรือ เจ้าของโรงเรือนถ่ายสำเนาหลักฐาน เอกสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น พร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องกำกับทุกฉบับ

    กรณีโรงเรือนรายเก่า : ให้เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี พร้อมใบเสร็จรับเงิน การเสียภาษีครั้งสุดท้าย (ถ้ามี) กรณีเจ้าของเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมการยื่นแบบ ภ.ร.ด.2

    2.3 การชำระภาษี

    ผู้รับประเมินได้รับใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ให้ชำระเงินภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งการประเมิน โดยชำระภาษีได้ที่สำนักงานเขตซึ่งโรงเรือนนั้นตั้งอยู่หรือที่กองการเงิน สำนักการคลัง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) การชำระภาษีจะชำระโดยการส่งธนาณัติ ตั๋วแลกเงินของธนาคารหรือเช็คที่ธนาคารรับรองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ และให้ถือว่าวันส่งทางไปรษณีย์เป็นวันรับชำระภาษี

    2.4 การขอผ่อนชำระภาษี

    ผู้มีสิทธิขอผ่อนชำระภาษีได้ 3 งวด โดยไม่เสียเงินเพิ่มมีเงื่อนไขดังนี้

    1. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี จะขอผ่อนชำระค่าภาษีได้ โดยวงเงินค่าภาษีที่จะขอผ่อนชำระนั้น จะต้องมีจำนวนเงินค่าภาษีตั้งแต่เก้าพันบาทขึ้นไป

    2. ได้ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนั้น

    3. ได้แจ้งความจำนงขอผ่อนชำระค่าภาษีเป็นหนังสือต่อพนักงานเก็บภาษี ภายใน 30 วันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

    2.5 เงินเพิ่ม

    เงินค่าภาษีค้างชำระให้เพิ่มจำนวนดังอัตราต่อไปนี้

    1. ถ้าชำระไม่เกินหนึ่งเดือนนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ให้เพิ่มร้อยละ 2.5 ของค่าภาษีที่ค้าง

    2. ถ้าเกินหนึ่งเดือนแต่ไม่เกินสองเดือนให้เพิ่มร้อยละ 5 ของค่าภาษีที่ค้าง

    3. ถ้าเกินสองเดือนแต่ไม่เกินสามเดือนให้เพิ่มร้อยละ 7.5 ของค่าภาษีที่ค้าง

    4. ถ้าเกินสามเดือนแต่ไม่เกินสี่เดือนให้เพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ค้าง

    ถ้ามิได้มีการชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มภายในสี่เดือนกรุงเทพมหานครมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระค่าภาษีได้

    ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใด ๆ ก็ตาม เจ้าของเก่าและเจ้าของใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน

    2.6 การอุทธรณ์ภาษี

    เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง ได้รับแจ้งการประเมินแล้วไม่พอใจในการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเห็นว่าค่าภาษีสูงเกินไป หรือประเมินไม่ถูกต้องก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยกรอกในแบบพิมพ์(ภ.ร.ด.9) และยื่นแบบดังกล่าว ณ สำนักงานเขตท้องที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ผู้รับประเมินหมดสิทธิที่จะขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และไม่มีสิทธินำคดีสู่ศาล เว้นแต่ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งอ้างว่าเป็นเหตุหมดสิทธินั้น เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาเป็นประการใดจะแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้รับประเมินยังไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจในคำชี้ขาดดังกล่าว ย่อมมีสิทธินำคดีสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง และขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินนั้นเสีย แต่ต้องทำภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งคำชี้ขาด และการยื่นฟ้องต้องเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดชำระหรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างคดียังอยู่ในศาล

    2.7 การขอคืนเงินค่าภาษี

    ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้มีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้ให้ยื่นคำขอรับเงินคืนได้ที่สำนักงานเขต โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินประกอบด้วยกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลดค่าภาษีศาลจะพิพากษาคืนเงินส่วนที่ลดนั้นให้ภายใน 3 เดือน

    2.8 บทกำหนดโทษ

    - ผู้รับประเมิน ผู้เช่า หรือผู้ครองทรัพย์สินกรอกรายการในแบบพิมพ์ตามความเป็นจริงตามความรู้เห็นของตนให้ครบถ้วน และรับรองความถูกต้องของข้อความดังกล่าว พร้อมทั้งลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อของตนกำกับไว้แล้วส่งคืนไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ การส่งแบบพิมพ์จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ หากผู้ใดละเลยไม่แสดงข้อความข้างต้น เว้นแต่จะเป็นด้วยเหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

    - ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจละเลยไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งรายการเพิ่มเติมละเอียดยิ่งขึ้นเมื่อเรียกร้อง ไม่นำพยานหลักฐานมาแสดง หรือไม่ตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถาม (ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้รับคำตอบจากผู้รับประเมินภายในสิบวัน หรือได้รับคำตอบอันไม่เพียงพอ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกหมายเรียกผู้รับประเมินมา ณ สถานที่ซึ่งเห็นสมควรและให้นำพยานหลักฐานในเรื่องอสังหาริมทรัพย์นั้นมาแสดง กับให้มีอำนาจซักถามผู้รับประเมินในเรื่องใบแจ้งรายการนั้น) ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

    - ผู้ใด

    ก) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจยื่นข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงหรือจัดหาทางให้ผู้อื่นหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินของตนตามที่ควร

    ข) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกง โดยอุบาย โดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้นที่จะหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินของตนตามที่ควร ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

    ที่มา : พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

    : ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2535

    : กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

    ภาษีบำรุงท้องที่

    Local development tax

    ภาษีบำรุงท้องที่

    1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีบำรุงท้องที่

    ภาษีบำรุงท้องที่ คือ ภาษีที่จัดเก็บที่ดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย ทำการเกษตร

    และที่ดินว่างเปล่า

    1.1 ที่ดินที่ต้องเสียภาษี

    ที่ดินที่ต้องเสียภาษีได้แก่ พื้นที่ดินรวมไปถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย

    1.2 ที่ดินที่ไม่ต้องเสียภาษี

    (1) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งพระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

    (2) ที่ดินที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐ หรือสาธารณะ โดยมิได้หาผลประโยชน์

    (3) ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของราชการส่วนท้องถิ่นหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์

    (4) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษา หรือการกุศลสาธารณะ

    (5) ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ว่าจะใช้ประกอบศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือไม่ หรือที่ศาลเจ้าโดยมิได้หาผลประโยชน์

    (6) ที่ดินที่ใช้เป็นสุสานและฌาปนสถานสาธารณะ โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน

    (7) ที่ดินที่ใช้ในการรถไฟ การประปา การไฟฟ้า หรือการท่าเรือของรัฐ หรือที่ใช้เป็นสนามบินของรัฐ

    (8) ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว

    (9) ที่ดินของเอกชนเฉพาะส่วนที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทางราชการจัดใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยเจ้าของที่ดินมิได้ใช้หรือหาผลประโยชน์ในที่ดินเฉพาะส่วนนั้น

    (10) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ในเมื่อประเทศไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญาหรือความตกลง

    (11) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการของสถานทูต หรือสถานกงสุล ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน

    (12) ที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    1.3 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ เจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนเช่น ผู้เช่าที่ดินของรัฐ

    1.4 ฐานภาษีและอัตราภาษี

    ฐานภาษีคือ ราคาปานกลางที่ดินที่คณะกรรมการซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งได้กำหนดขึ้น ปกติให้เสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัติ ที่ดินที่ใช้ประกอบกสิกรรมเฉพาะประเภทไม้ล้มลุกให้เสียกึ่งอัตรา แต่ถ้าเจ้าของที่ดินประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกนั้นด้วยตนเองให้เสียอย่างสูงไม่เกินไร่ละ 5 บาท และที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดินให้เสียเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า

    ปกติให้เสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่

    ท้ายพระราชบัญญัติ โดยจะกำหนดตามที่ตั้งที่ดิน เช่น ที่ดิน

    ที่ติดถนน ตรอก ซอย และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันราคาปานกลาง

    ที่ดินที่ใช้ประเมินภาษีบำรุงท้องที่เป็นราคาที่ใช้ประเมินภาษีตั้งแต่ปี 2521-2524 โดยราคาต่ำสุด

    คือ ราคาปานกลางไร่ละ 1,600 บาท อัตราภาษีไร่ละ 8 บาท และสูงสุดคือราคาปานกลางไร่ละ

    9,000,000 บาท อัตราภาษีไร่ละ 22,495 บาท ที่ดินที่ใช้ประกอบกสิกรรมเฉพาะประเภทไม้ล้มลุกให้

    เสียกึ่งอัตรา แต่ถ้าเจ้าของที่ดินประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกนั้นด้วยตนเอง ให้เสียอย่างสูงไม่เกิน

    ไร่ละ 5 บาท และที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดินให้เสียเพิ่มขึ้น

    อีกหนึ่งเท่า

    ตัวอย่าง   นาย ข. มีที่ดิน 200 วา ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 24 เขตคลองเตย ใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัยเองโดยมี

    ราคาปานกลางของที่ดินตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ คือไร่ละ 1,600,000 บาท อัตราภาษีไร่ละ

    3,395 บาท (วาละ 9.9875 บาท)

    1. ที่ดินที่ต้องเสียภาษี = ที่ดินทั้งหมด – ที่ดินที่ได้รับการลดหย่อน  = 200 – 100     = 100 วา

    2. คำนวณภาษี

    ค่าภาษีที่ต้องเสีย = 100 x 9.9875              = 998.75 บาท

    2. ขั้นตอนการยื่นเสียภาษี

    การยื่นแบบพิมพ์

    ให้เจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ในปีนั้นและยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) ต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานเขตที่ที่ดินตั้งอยู่

    2.1 กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

    1) ในปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดิน ให้เจ้าของที่ดินหรือผู้แทนยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) ภายในเดือนมกราคมของปี และให้ใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปีนั้น  

    2) บุคคลใดเป็นเจ้าของที่ดินขึ้นใหม่ หรือจำนวนเนื้อที่ดินเดิมของเจ้าของที่ดินผู้ใดได้เปลี่ยนแปลงไป หรือเจ้าของที่ดินผู้ใดได้เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอันเป็นเหตุให้มีการลดหย่อนที่ดินเปลี่ยนแปลงไป หรือมีเหตุอย่างอื่นทำให้อัตราภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินเปลี่ยนแปลงไปให้เจ้าของที่ดินผู้นั้นแจ้งเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่มีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ

    2.2 เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบ

    กรณีที่ดินรายใหม่ หรือปีที่มีการตีราคาปานกลาง ให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบเสียภาษีภายในเดือนมกราคมของปีที่มีการตีราคาปานกลางที่ดินหรือทุกรอบระยะเวลา 4 ปี หรือภายใน 30 วัน กรณีที่ได้กรรมสิทธิ์ใหม่หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินใหม่ โดยยื่นแบบ ภ.บ.ท.5 พร้อมสำเนาหลักฐานประกอบการพิจารณา ได้แก่

    - โฉนดที่ดิน

    - สำเนาทะเบียนบ้าน

    - บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

    - กรณีเจ้าของที่ดินเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

    - หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)

    - ใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย (ถ้ามี)

    กรณีที่ดินรายเก่า ให้เจ้าของที่ดินชำระเงินค่าภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี และเพื่อความสะดวก รวดเร็วในการติดต่อ โปรดนำใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้ายมาแสดงด้วย

    2.3 การขอลดหย่อนภาษี

    บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเดียวหรือหลายแปลงที่อยู่ในจังหวัดเดียวกันและใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของตน เป็นที่เลี้ยงสัตว์ของตน หรือประกอบกสิกรรมของตนให้ลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    - ที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ลดหย่อนได้ ดังนี้

    (ก) ในท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่นมาก ให้ลดหย่อนหนึ่งร้อยตารางวา

    (ข) ในท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่นปานกลาง ให้ลดหย่อนหนึ่งไร่

    (ค) ในท้องที่ชนบท ให้ลดหย่อนห้าไร่

    ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร

    ท้องที่ใดจะเป็นท้องที่ตาม (ก) (ข) หรือ (ค) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    ที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้าง และใช้สิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นสถานการค้าหรือให้เช่าไม่ได้รับการลดหย่อนสำหรับส่วนของที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานการค้าหรือให้เช่านั้น

    ในกรณีที่บุคคลธรรมดาหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน ให้ได้รับการลดหย่อนรวมกันตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง

    การลดหย่อนตามหลักเกณฑ์ในมาตรานี้ ให้ได้รับการลดหย่อนสำหรับที่ดินที่อยู่ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งแต่จังหวัดเดียว

    ที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูก ถ้าในปีล่วงมาแล้วการเพาะปลูกในบริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำการเพาะปลูกไม่ได้ด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) มีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่ให้ได้ตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

    ที่ดินที่ใช้เป็นสุสานและฌาปนสถานสาธารณะ โดยรับประโยชน์ตอบแทน อาจได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ได้เฉพาะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

    2.4 เงินเพิ่ม

    ให้เจ้าของที่ดินเสียเงินเพิ่มนอกจากเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ในกรณีและอัตราดังนี้

    (1) ไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เว้นแต่กรณีที่เจ้าของที่ดินได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้น ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่

    (2) ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินโดยไม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของภาษีบำรุงท้องที่ประเมินเพิ่มเติม เว้นแต่กรณีที่เจ้าของที่ดินได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการที่ดินให้ถูกต้องก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมิน

    (3) ชี้เขตแจ้งจำนวนเนื้อที่ดินไม่ถูกต้องต่อเจ้าพนักงานสำรวจ โดยทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของภาษีบำรุงท้องที่ที่ประเมินเพิ่มเติม

    (4) ไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ไม่ให้นำเงินเพิ่มตาม (1) (2) หรือ (3) มาคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มตาม (4) ด้วยเงินเพิ่มให้ถือว่าเป็นภาษีบำรุงท้องที่

    2.5 การชำระภาษี

    (1) ในปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดิน ให้ยื่นหลักฐานการแจ้งการประเมิน (ภ.บ.ท.9) พร้อมชำระเงินภายในเดือนเมษายน กรณีได้รับแจ้งการประเมินหลังเดือนมีนาคมให้ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

    (2) กรณีอื่น ๆ ให้ชำระภายในเดือนเมษายนของทุกปี

    2.6 การขอผ่อนชำระภาษี

    ถ้าภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่สามพันบาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะขอผ่อนชำระเป็นสามงวด งวดละ เท่า ๆ กันก็ได้ โดยแจ้งความจำนงเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี และให้ชำระงวดที่หนึ่งก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี งวดที่สองภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง งวดที่สามภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

    2.7 การขอคืนเงินค่าภาษี

    ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ให้มีการลดจำนวนเงินที่ได้ประเมินไว้ให้แจ้งผู้มีหน้าที่เสียภาษีทราบโดยเร็ว เพื่อมาขอรับเงินคืนโดยยื่นคำร้องขอคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

    ผู้ใดเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสียผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินคืนโดยยื่นคำร้องขอคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้เสียภาษี

    2.8 การเร่งรัดภาษีค้างชำระ

    ภาษีบำรุงท้องที่จำนวนใดที่เจ้าพนักงานประเมิน ได้แจ้งหรือประกาศการประเมินแล้วถ้ามิได้ชำระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือเป็นภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ ซึ่งทรัพย์สินของผู้ค้างชำระ อาจถูกยึด อายัดหรือขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ

    2.9 การอุทธรณ์

    เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ 2 กรณี คือกรณีไม่เห็นพ้องด้วยกับราคาปานกลางของที่ดิน และกรณีที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องการยื่นอุทธรณ์ให้อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

    (1) ในกรณีที่เจ้าของที่ดินไม่เห็นพ้องด้วยกับการตีราคาปานกลางของที่ดินที่คณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินได้พิจารณากำหนดไว้ตามประกาศ เจ้าของที่ดินมีสิทธิอุทธรณ์การตีราคาปานกลางของที่ดินได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้มีการประกาศราคาปานกลางของที่ดิน

    (2) ในกรณีที่เจ้าของที่ดินได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วหากเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องก็สามารถอุทธรณ์การประเมินได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

    ทั้ง 2 กรณีดังกล่าวนี้ให้อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานเขตท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามที่เจ้าของที่ดินยื่นมาแล้วแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์และเจ้าพนักงานประเมิน และผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยกอุทธรณ์ด้วยเหตุที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกหรือไม่ยอมให้ถ้อยคำโดยไม่มีเหตุอันสมควร

    การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้น แม้จะยื่นอุทธรณ์เจ้าของที่ดินก็ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากผลการอุทธรณ์จะต้องคืนเงินภาษีบำรุงท้องที่ก็ยื่นคำร้องขอรับเงินคืนได้

    2.10 บทกำหนดโทษ

    (1) ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (2) ผู้ใดจงใจไม่มาหรือไม่ยอมชี้เขตหรือไม่ยอมแจ้งจำนวนเนื้อที่ดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (3) ผู้ใดขัดขวางเจ้าพนักงาน ซึ่งปฏิบัติการตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้เข้าไปทำการสำรวจที่ดินหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดจำนวนเนื้อที่ที่ดินในการยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนเจ้าของที่ดิน หรือผู้ใดขัดขวาง นายอำเภอ หรือ นายกเทศมนตรี ในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ โดยกระทำการเพื่อไม่ให้นายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องแก่การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ภายหลังจากที่เจ้าของที่ดินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของนายอำเภอหรือนายกฯเพื่อมาให้ถ้อยคำ หรือส่งบัญชี หรือเอกสารมาตรวจสอบ และในกรณีเจ้าของที่ดิน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ทำตามคำสั่งที่ให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ หรือผู้ใดขัดขวาง เจ้าพนักงานประเมินในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องแก่การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ของผู้มีหน้าที่เสียภาษี ในเวลากลางวันหรือเวลาทำการ เพื่อสอบถามบุคคล ตรวจสอบ ตรวจค้นบัญชี หรือเอกสาร หรือยึด อายัดบัญชี หรือเอกสาร เพื่อให้ทราบว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติหรือไม่

    ผู้ใดขัดขวางกรณีดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

    (4) ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนายอำเภอหรือนายกเทศมนตรี ในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ ซึ่งได้ให้เจ้าของที่ดินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งบัญชี หรือเอกสารมาตรวจสอบ หรือเจ้าของที่ดินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่หรือผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่มีหนังสือสั่งให้ผู้มีหน้าที่ที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำหรือส่งบัญชีหรือเอกสารมาตรวจสอบ หรือผู้อุทธรณ์หรือบุคคลใดๆ ฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีหนังสือเรียกเพื่อมาให้ ถ้อยคำหรือส่งเอกสารอันควรแก่เรื่องมาแสดงในการพิจารณาอุทธรณ์

    ผู้ใดฝ่าฝืนต่อคำสั่งกรณีดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (5) ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้านายอำเภอ หรือนายกเทศมนตรี แล้วแต่กรณีเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก ให้มีอำนาจเปรียบเทียบกำหนดค่าปรับได้ เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่นายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีกำหนดภายในสามสิบวัน คดีนั้นเป็นอันเสร็จเด็ดขาด

    ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้ว ไม่ชำระเงินค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินคดีต่อไป

    ที่มา : พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 รวมฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

    : กฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

    : ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2525

     

     

    จบบริบูรณ์




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 44 ครั้ง

    Last edit on 24/8/2558 13:40:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

     

    บทที่ 9 ภาษีสรรพสามิต  และภาษีศุลกากร

    ขอบเขตของเนื้อหา

    -         ความหมายของภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         กฎหมายที่ใช้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         อัตราและวิธีการเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         สถานที่ยื่นแบบชำระภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         สินค้าที่เสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ วิธีการในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร  สินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ตลอดจนพิกัดอัตราและวิธีการเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

                              ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax)

       คือ ภาษีการขายเฉพาะที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น สินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี สินค้าและบริการที่มีลักษณะเป็นการฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่ได้รับผลประโยชน์เป็นพิเศษจากรัฐ หรือสินค้าที่ก่อให้เกิดภาระต่อรัฐบาลในการที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้บริการผู้บริโภค หรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม

    วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต

                      ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่ง ซึ่งการจัดเก็บภาษี จะจัดเก็บจากสินค้าและบริการเฉพาะอย่างเพียงบางประเภทที่รัฐเห็นว่าควรจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าสินค้าและบริการทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์ในการ จัดเก็บ คือ

       1. เป็นสินค้าและบริการที่บริโภคแล้วอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี เช่น สุรา ยาสูบ ไพ่ สนามม้าแข่ง ซึ่งรัฐจำเป็นต้องเข้าไปควบคุมดูแล เพราะเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมสูง

    2. เป็นสินค้าและบริการที่มีลักษณะฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์นั่งราคาแพง เรือยอชต์ เครื่องดื่มบางประเภท น้ำหอม แก้วคริสตัล โคมระย้า

    3. เป็นสินค้าและบริการที่ได้รับประโยชน์เป็นพิเศษจากกิจการของรัฐ เช่น น้ำมัน ผลิตภัณฑ์น้ำมัน เป็นต้น

    4.เป็นสินค้าที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น สารทำลายชั้นบรรยากาศ  แบตเตอรี

                  

      กรมสรรพสามิต    มีหน้าที่หลักในการจัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการเฉพาะอย่างจากผู้ผลิตสินค้าหลายประเภท      เรียกว่า ภาษีสรรพสามิต เพื่อเป็นรายได้ให้รัฐบาลนำไปบริหารประเทศ และทะนุบำรุงท้องถิ่นต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

    พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. 2493                   พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ. 2509

    พ.ร.บ. ไพ่ พุทธศักราช 2486           พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

    พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

           จัดเก็บภาษีท้องถิ่นเพิ่มจากภาษีสรรพสามิต โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

    พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

    กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการดังต่อไปนี้

    1. น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน

    2. เครื่องดื่ม

    3. เครื่องไฟฟ้า (เฉพาะเครื่องปรับอากาศและโคมระย้าที่ทำจากแก้วเลดคริสตัลและแก้วคริสตัลอี่น ๆ )

    4. แก้วเลดคริสตัล และแก้วคริสตัลอื่น ๆ

    5. รถยนต์ (รถยนต์นั่ง รถยนต์กระบะ รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน)

    6. เรือยอชต์และยานพาหนะทางน้ำที่ใช้เพื่อความสำราญ

    7. น้ำหอม หัวน้ำหอมและน้ำมันหอม

    8. พรมและสิ่งทอปูพื้นอื่น (เฉพาะที่ทำด้วยขนสัตว์)

    9. สถานบริการ (สนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ)

    10. หินอ่อนและหินแกรนิต (ปัจจุบันยกเว้นภาษี)

    11. รถจักรยานยนต์

    12. แบตเตอรี่

    13. สุรา

    14. ยาสูบ

    15. ไพ่

     ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต คือ

             ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 และ พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 สินค้าและสถานบริการประเภท น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เครื่องดื่ม เครื่องปรับอากาศ โคมระย้า แก้วและเครื่องแก้ว รถยนต์ น้ำหอม รถจักรยานยนต์ พรม แบตเตอรี่ เรือ สนามแข่งม้า และสนามกอล์ฟ ได้บัญญัติรายละเอียดดังต่อไปนี้  

    1. ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบอุตสาหกรรม

    2. ผู้ประกอบกิจการสถานบริการ

    3. ผู้นำเข้าซึ่งสินค้า

    4. ผู้อื่นตามที่กฎหมายกำหนด   (เช่น  ผู้ดัดแปลงรถยนต์  ผู้กระทำผิดฐานมีไว้ในครอบครอง ขาย และมีไว้เพื่อขาย ฯ ตามมาตรา  161, 162 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

    ความรับผิดในการเสียภาษีสรรพสามิต

                   เกิดขึ้นเมื่อ

    1. ในกรณีสินค้าที่ผลิตขึ้นในราชอาณาจักร

          เมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือนำสินค้าไปใช้ในโรงอุตสาหกรรม เว้นแต่เป็นการนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมไปเก็บไว้ใน       คลังสินค้าทัณฑ์บน

          เมื่อนำสินค้าออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน เว้นแต่เป็นการนำสินค้ากลับคืนไปเก็บไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนอีกแห่งหนึ่ง

          เมื่อความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นก่อนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้า      ทัณฑ์บน

    2. สถานบริการ

          เมื่อได้ชำระค่าบริการ

          เมื่อความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นก่อนได้รับชำระค่าบริการ

    3. ในกรณีสินค้านำเข้า

          เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีศุลกากร สำหรับของที่นำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

          ในกรณีสินค้าที่เก็บอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือว่าความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้า      ออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน

    4. กรณีดัดแปลงรถยนต์      เมื่อการดัดแปลงสิ้นสุดลง  

    หน้าที่ของผู้ประกอบอุตสาหกรรม

     ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

    1. จดทะเบียนสรรพสามิต (ผู้ประกอบอุตสาหกรรม/สถานบริการ หากไม่จดทะเบียนสรรพสามิตมีความผิดปรับไม่เกิน 5,000 บาท)

                กรณีที่  ไม่ต้องจดทะเบียนสรรพสามิต ได้แก่     ผู้นำเข้า    ผู้ดัดแปลงที่มิใช่ผู้ดัดแปลงประกอบกิจการเป็นธุรกิจ

     2. แสดงใบทะเบียนไว้ในที่เปิดเผย

     3. ในกรณีใบทะเบียนสรรพสามิตชำรุดหรือสูญหายต้องขอรับใบแทนใบทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบ

     4. กรณีย้ายโรงอุตสาหกรรมให้แจ้งย้าย ณ สถานที่จดทะเบียนสรรพสามิต ก่อนย้ายไม่น้อยกว่า 15 วัน

     5. กรณีเลิกหรือโอนกิจการให้แจ้ง ณ สถานที่จดทะเบียนก่อนเลิกหรือโอนกิจการ 15 วัน

     6. กรณีผู้ประกอบอุตสาหกรรมตาย ให้ทายาทยื่นขอจดทะเบียนภายใน 30 วัน

     7. ทำบัญชีและงบเดือน แล้วส่งงบเดือนต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

     8. แจ้งวัน เวลา ทำการปกติหรือวันหยุด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงกำหนดวัน เวลา ให้แจ้งทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน

     9. แจ้งราคาขายสินค้า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงราคาให้แจ้งก่อนวันที่จะเปลี่ยนราคาไม่น้อยกว่า 7 วัน

    10. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระค่าภาษีสรรพสามิต (ผู้ประกอบอุตสาหกรรม/สถานบริการ หลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีมีความผิดจำคุกไม่เกิน 6       เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท กรณีนำสินค้าเข้าโดยไม่เสียภาษีมีความผิดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5-20 เท่า ของค่า     ภาษีที่      จะต้องเสีย)

      สถานที่ยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีสรรพสามิต

    1. ในกรณีที่โรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ กรมสรรพสามิต

    2. ในกรณีที่โรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพสามิตจังหวัด หรือสำนักงานสรรพสามิตอำเภอใน      พื้นที่ที่โรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการนั้นตั้งอยู่

    3. ในกรณีที่มีโรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการหลายแห่ง อาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอยื่นรวม ณ กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิต   แห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่ออธิบดีเห็นสมควรจะอนุญาตก็ได้

    4. ในกรณีที่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ให้ยื่น ณ กรมศุลกากร หรือด่านศุลกากร หรือที่ซึ่งกรมศุลกากรกำหนดให้มีการผ่านพิธีศุลกากร     สำหรับสินค้านำเข้า

    5. ในกรณีผู้อื่นตามที่กฎหมายกำหนด   (เช่น  ผู้ดัดแปลงรถยนต์  ผู้กระทำผิดฐานมีไว้ในครอบครอง ขาย และมีไว้เพื่อขาย ฯ ตามมาตรา  161, 162 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527  ให้ยื่น กรมสรรพสามิต หรือ  ณ สำนักงานสรรพสามิตจังหวัด หรือสำนักงานสรรพสามิตอำเภอในพื้นที่

    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

    ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่จะต้องเสียเบี้ยปรับมี 2 กรณี คือ

    1. กรณีมิได้ยื่นแบบรายการภาษีภายในกำหนดเวลา ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนสรรพสามิตไว้แล้วหรือไม่ ให้เสียเบี้ยปรับอีก 2 เท่าของเงินภาษี

    2. กรณีที่ได้ยื่นแบบรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียขาดไป ให้เสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินภาษีที่เสียขาดไปนั้น

    ทั้งยังต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) อีกด้วย

     

    ตัวอย่าง พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
                                            
    กิจการเสี่ยงโชค หมายความว่า การประกอบกิจการในด้านการจัดให้มีการเสี่ยงโชคโดยวิธีการใด ๆ เพื่อให้ได้รับเงิน รางวัล หรือประโยชน์อย่างอื่น เช่น สนามแข่งม้า การออกสลากกินแบ่ง เป็นต้น

                - ประเภทที่ 10.01  สนามแข่งม้า           อัตราภาษี  20 %

                - ประเภทที่ 10.02  การออกสลากกินแบ่ง   อัตราภาษี  20 %

                - ประเภทที่ 10.90  อื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด            ในราชกิจจานุเบกษา    อัตราภาษี  20 %
                                               
    กิจการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 
                                  หมายความว่า การประกอบกิจการที่มีผลกระทบต่อดุลยภาพของสิ่งแวดล้อม เพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ เช่น สนามกอลฟ์ เป็นต้น
                                           
        - ประเภทที่ 11.01   สนามกอล์ฟ         อัตราภาษี    20 %

                - ประเภทที่ 11.90   อื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด           ในราชกิจจานุเบกษา  อัตราภาษี   20 %
                                                
    กิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐ
                                         หมายความว่า การประกอบกิจการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป โดยได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐให้ดำเนินก                                  - ประเภทที่ 12.01   กิจการโทรคมนาคม     อัตราภาษี  50 %

                - ประเภทที่ 12.90   อื่น ๆ  ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

                                                    ในราชกิจจานุเบกษา     อัตราภาษี  50 %
             
                                                      
    กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ
                                            ไน
    ท์คลับ และดิสโกเธค
                                   
                (1) รายรับของสถานที่สำหรับดื่มกินและเต้นรำ โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียง หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง            จัดเก็บอัตรา  10 % 
                                               (2) รายรับอื่น ๆ      ยกเว้นภาษี
                                                
    สถานอาบน้ำหรืออบตัว และนวด 
                            
                (1) รายรับของการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัว และนวด
                          
                            - รายรับของการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัว และนวด           โดยมีผู้ให้บริการ     อัตราภาษี  10 %
                            
                          - รายรับของการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัว และนวดในสถานศึกษาหรือในวัด หรือสถานที่สำหรับปฏิบัติ  
                                                   
    พิธีกรรมทางศาสนา   ยกเว้นภาษี
                                         - รายรับของการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัว และนวด ในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล ตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล
                                                    ยกเว้นภาษี
     
                                          - รายรับของการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัว และนวด ในสถานบริการเสริมความงาม หรือเพื่อสุขภาพ  ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด       ยกเว้นภาษี
                                             2)
    รายรับอื่น ๆ                 ยกเว้นภาษี

    บัญชีอัตราภาษีสุรา

    รายการ

     

    อัตราภาษี

     

    หมายเหตุ

    ตามมูลค่า
    (ร้อยละ)

    ตามปริมาณ

    หน่วย

    หน่วยละ
    (บาท)

    1. สุราแช่ มีเพดานอัตราภาษี

    60

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    100

     

    1.1 ชนิดเบียร์

    55

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    100

    1.2 ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่ทำจากองุ่น

    6

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    100

    1.3 ชนิดสุราแช่พื้นเมือง

    25

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    70

    1.4 ชนิดอื่นๆ นอกจาก 1.1 1.2 และ 1.3

    25

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    70

    2. สุรากลั่น มีเพดานอัตราภาษี

    50

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    400

    2.1 ชนิดสุราขาว

    50

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    110

    2.2 ชนิดสุราผสม

    50

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    280

    2.3 ชนิดสุราปรุงพิเศษ

    50

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    400

    2.4 ชนิดสุราพิเศษ

     

    (1) ประเภทบรั่นดี

    45

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    400

    (2) ประเภทวิสกี้

    50

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    400

    (3) ประเภทอื่นนอกจาก (1) และ (2)

    50

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    400

    2.5 ชนิดสุราสามทับ

     

    (1) ที่นำไปใช้ในการอุตสาหกรรม
    หรือที่นำไปทำการแปลงสภาพ
    ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด

    2

    ลิตร

    1.00

    (2) ที่นำไปใช้ในการแพทย์ หรือ วิทยาศาสตร์
    ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด

    0.1

    ลิตร

    0.05

    (3) อื่นๆ นอกจาก (1) และ (2)

    10

    ลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

    6.00

    (ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 120 ตอนที่ 7 ก วันที่ 21 มกราคม 2546 )

    (ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2548) ลว.6 ก.ย.48)

     

     

    บัญชีค่าแสตมป์ยาสูบ

    รายการ

    อัตราภาษี

     

    หมายเหตุ

    ตามมูลค่า
    (ร้อยละ)

    ตามปริมาณ

    หน่วย

    หน่วยละ
    (บาท)

    ยาเส้นและยาสูบ มีเพดานอัตราภาษี

    80

    กรัม
    เศษของกรัม
    ให้นับเป็นหนึ่งกรัม

    0.6

     

    1. ยาเส้น

    0.1

    สิบกรัม เศษของสิบกรัม
    ให้นับเป็นสิบกรัม

    0.01

    (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2534) ลว.30 ธ.ค.34)

    2. ยาสูบ

     

     

     

    2.1 บุหรี่ซิกาแรต

    80

    -

    -

    (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 27 (พ.ศ.2548) ลว.6 ธ.ค.48)

    2.2 บุหรี่ซิการ์

    10

    กรัม
    เศษของกรัม
    ให้นับเป็นหนึ่งกรัม

    0.5

     

    (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ.2542) ลว.12 ต.ค.42)

    2.3 บุหรี่อื่น

    0.1

    ห้ากรัม เศษของห้ากรัม
    ให้นับเป็นห้ากรัม

    0.02

     

    (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2534) ลว.30 ธ.ค.34)

    2.4 ยาเส้นปรุง

    10

    กรัม
    เศษของกรัม
    ให้นับเป็นหนึ่งกรัม

    0.50

     

    (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ.2542) ลว.12 ต.ค.42)

    2.5 ยาเคี้ยว

    0.1

    กรัม เศษของกรัม
    ให้นับเป็นหนึ่งกรัม

    0.09

     

    (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2534) ลว.30 ธ.ค.34)

     

    update ภาษียาสูบยาเส้น ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2548

    ค่าธรรมเนียมประทับตราไพ่

    รายการ

    อัตราภาษี

     

    หมายเหตุ

    ตามมูลค่า
    (ร้อยละ)

    ตามปริมาณ

    หน่วย

    หน่วยละ
    (บาท)

    ค่าธรรมเนียมสำหรับการประทับตราไพ่ มีเพดานอัตราภาษี

    -

    หนึ่งร้อยใบ

    30.00

    ก) ไพ่ป๊อกทุกขนาด และทุกชนิด

    -

    หนึ่งร้อยใบ

    30.00

    ข) ไพ่อื่นทุกขนาด และทุกชนิด

    -

    หนึ่งร้อยใบ

    2.00

    (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2534) ลว.30 ธ.ค.34)

     

    ฯลฯ

     สินอื่นๆ สามารถดูพิกัดอัตราภาษีได้ที่             http://bta.excise.go.th/index.php

                                           

    ภาษีศุลกากร

    “Customs Duty”

               ภาษีศุลกากรเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ผ่านเข้าออกระหว่างประเทศ  ปัจจุบันจัดเก็บโดยกรมศุลกากร  สังกัดกระทรวงการคลัง            แต่เดิมในสมัยโบราณเขาเรียกว่า “จังกอบ” และเรียก “ด่านศุลกากร” ว่า“ขนอน”   ในสมัยปัจจุบันสถานที่จัดเก็บก็เรียกชื่อตามด่านศุลกากรที่จัดตั้ง เช่น ด่านศุลกากรสะเดา 

              ภาษีศุลกากร ไม่ใช้คำว่า “Tax” ในภาษาอังกฤษ แต่จะเรียกว่า “Duty” หรือชื่อเต็มๆว่า “Customs Duty” อย่างที่มีการจัดตั้ง “ร้านค้าปลอดอากร”หรือที่เราเรียกว่า “Duty Free Shop”

               “Duty” แปลว่า “อากร”  “Customs” แปลว่า “ศุลกากร”  แต่มีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่ง ตรงที่ “Customs” จะต้องมี “S” ห้อยท้ายเสมอ ถ้าไม่มี “S” ความหมายจะผิดออกไปแปลว่า “ประเพณี” หรือ “ธรรมเนียม”  หรือถ้าเติม “er” เข้าไปก็จะกลายเป็น“Customer” แปลว่า  ฉะนั้น “Customs” ที่แปลว่า “ศุลกากร” จะต้องมี “S” เสมอ  ไม่ว่าจะเอ่ยถึงศุลกากรคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม

               

                 ภาษีศุลกากร หรือ Customs Duty เป็นภาษีชนิดที่เรียกว่า กำแพงภาษี หรือ Tariff Barrier คือเป็นภาษีที่ไม่เกิดจากการมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นภาษีที่สกัดกั้นการไหลบ่าของสินค้าจากต่างประเทศที่จะเข้ามาภายในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไม่ให้ถูกโจมตีจากสินค้าต่างประเทศที่มีคุณภาพดีกว่าแต่ราคาย่อมเยากว่า

              ฉะนั้น ภาษีศุลกากรของสินค้าแต่ละตัวจึงมีอัตราที่ไม่เท่ากัน สินค้าใดที่สามารถผลิตภายในประเทศได้ อัตราภาษีขาเข้าของสินค้าชนิดนั้นจะสูง เพราะเราไม่ได้ต้องการที่จะให้ใครนำสินค้าชนิดนั้นมาขายแข่งกับเรา เช่น เสื้อผ้า เป็นต้น ที่จะมีอัตราอากรตั้งแต่ 30-60% ส่วนสินค้าที่เราผลิตเองไม่ได้ หรือต้องการนำเข้า จะมีอัตราที่ต่ำ เช่น เครื่องจักรโรงงาน เป็นต้น มีอัตราอากรตั้งแต่ 0-5% นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ภาษีศุลกากรแตกต่างกันไป เช่น

                สินค้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้หรือเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ หนังสือ อัตรา 0% สินค้าฟุ่มเฟือย เช่น น้ำหอม เครื่องสำอาง อัตรา 40% สินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ไม้ หนังดิบ ไหม สารเคมี อัตรา 0-5%

                  กิจการภาษี หรือการศุลกากร มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย เรียกว่า จังกอบ โดยที่สมัยสุโขทัยนั้น การค้าขายเป็นปัจจัยสร้างความมั่งคั่งของรัฐ และในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็มีประกาศยกเว้นภาษีแก่ผู้มาค้าขาย ดังความในศิลาจารึก ว่า เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว พ่อเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า

    ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านตรวจเก็บภาษีขาเข้าขาออกเฉพาะ เรียกว่า พระคลังสินค้า มีสถานที่สำหรับการภาษี เรียกว่า ขนอน เก็บภาษีจากระวางบรรทุกสินค้าและจากสินค้า ครั้นสมัยกรุงธนบุรี บ้านเมืองอยู่ในยุคสงคราม การค้าขายระหว่างประเทศไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากนัก

                     ล่วงถึงยุครัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3 มีการประมูลผูกขาดการเรียกเก็บภาษีอากร เรียกว่า ระบบเจ้าภาษีนายอากร ส่วนสถานที่เก็บภาษี เรียกว่า โรงภาษี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่งที่เกี่ยวกับศุลกากร คือ ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมปากเรือ เปลี่ยนมาเป็นเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่เรียกว่า ภาษีร้อยชักสาม ส่วนสินค้าขาออกให้เก็บตามที่ระบุในท้ายสัญญาเป็นชนิดไป ทั้งมีการตั้งโรงภาษี เรียกว่า ศุลกสถาน (Customs House) ขึ้นเป็นที่ทำการศุลกากร

    ยุคใหม่ของศุลกากรไทยเริ่มในพ.ศ.2417 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงจัดตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ เป็นสำนักงานกลางในการรวบรวมรายได้ของแผ่นดิน งานศุลกากรซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บภาษีขาเข้าขาออกเป็นรายได้ของรัฐ อยู่ในความควบคุมดูแลของหอรัษฎากรพิพัฒน์ ส่งงานศุลกากรเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและสถานการณ์โลก มีการสร้างอาคารที่ทำการใหม่ให้เหมาะสมขึ้นแทนที่ทำการศุลกากรที่เรียกว่าศุลกสถานเดิมในปี 2497 คือสถานที่ตั้งกรมศุลกากรคลองเตยในปัจจุบัน

                         ช่วงเวลาที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกรมศุลกากรมีภารกิจหลักคือจัดเก็บภาษีอากรจากของที่นำเข้ามาในและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อนำไปพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และดูแล ป้องกัน ปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรเพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปตามเป้าหมายและเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่สุจริต

              

          วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีศุลกากร

    1.สกัดกั้นการไหลบ่าของสินค้าจากต่างประเทศ ที่จะเข้ามาภายในประเทศ

    2.เพื่อปกป้องสินค้าในประเทศไม่ให้ถูกโจมตีจากสินค้าต่างประเทศ

    3.เพื่อป้องกันการส่งสินค้าบางชนิดไม่ให้ส่งออกไปต่างประเทศ

            ผู้มีหน้าที่เสียภาษีศุลกากร

         1.“ผู้นำของเข้า” หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของ หรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครอง หรือมีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร  ได้แก่

                  1. เจ้าของของที่นำเข้า

                2. ผู้ครอบครองของที่นำเข้า

                3. บุคคลซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร

         2. “ ผู้ส่งของออก” หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของ หรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครอง หรือมีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่ส่งของนั้นออกนอกประเทศ จนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร  ได้แก่  

                  1. เจ้าของของที่ส่งออก

                2. ผู้ครอบครองของที่ส่งออก

                3. บุคคลซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ จนถึงเวลาที่ได้ปล่อยออกไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร

            3. “ผู้โอน ผู้รับโอน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับของที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากร”

                               1. ของนำเข้าที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรเพราะ

                            - นำเข้ามาเพื่อใช้เองโดยบุคคลที่มีสิทธิ

                            - นำเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างใดที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ               

                            2. มีการ

                            - โอนของนั้นไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากร

                            - นำไปใช้ในการอื่นนอกจากที่กำหนดไว้

                            - สิทธิที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรสิ้นสุดลง 

                             3. ผู้โอน ผู้รับโอน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ต้องเสียภาษี

             ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีศุลกากร

             1. ความรับผิดในอันที่จะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ 

                2. ถ้ามีความจำเป็นใด ๆ เกี่ยวกับการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่าการนำของเข้ามาจะถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อใด ให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จแต่ขณะที่เรือซึ่งนำของนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง  

              ตัวอย่าง   เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในน่านน้ำซึ่งเป็นอาณาเขตของประเทศไทยวันที่ 10 มกราคม แต่ได้เข้าเทียบท่าเรือซึ่งเป็นเขตด่านศุลกากรในวันที่ 13 มกราคม

    -           ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีศุลกากรเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ขณะที่เรือซึ่งนำของได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง คือวันที่ 13 มกราคม

                  - ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อนำเข้าสำเร็จ ส่วนการคำนวณภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของ และพิกัดอัตราภาษี ในขณะที่นำเข้าสำเร็จเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นของที่เก็บอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน ก็ให้ถือตามสภาพของ ราคาของ และพิกัดอัตราภาษี ในขณะที่นำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน

             เปรียบเทียบความรับผิดในการเสียภาษีสำหรับภาษีที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้า

    ภาษีสรรพสามิต

                - ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดพร้อมกับภาษีศุลกากร แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีการนำของเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายศุลกากร เขตปลอดอากร หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออก ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีก็จะเกิดขึ้นเมื่อนำสินค้าออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออก แล้วแต่กรณี

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม

                - ความรับรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีการค้ำประกันอากรขาเข้า แล้วแต่กรณี                

    หลักทั่วไปในการเรียกเก็บและการคำนวณค่าอากร

            1. การคำนวณภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของ คูณด้วย พิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น  

             2. ในกรณีของที่เก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนให้คำนวณตามพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในเวลาซึ่งได้ปล่อยของออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ไม่ว่าปล่อยออกไปในสภาพเดิมที่นำเข้า หรือในสภาพอื่น

    ตัวอย่าง เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในน่านน้ำซึ่งเป็นอาณาเขตของประเทศไทยวันที่ 10 มกราคม แต่ได้เข้าเทียบท่าเรือซึ่งเป็นเขตด่านศุลกากรในวันที่ 13 มกราคม ยื่นใบขนสินค้าทันที 2,000 ชิ้น ในวันที่ 13 มกราคม ส่วนอีก 1,000 ชิ้น นำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน และได้นำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อยื่นใบขนสินค้าขาเข้าในวันที่ 15 กุมภาพันธ์

                - ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าทั้งหมดเกิดขึ้นในวันที่ 13 มกราคม

                - สินค้าที่ยื่นใบขนสินค้าทันที 2,000 ชิ้น ต้องคำนวณภาษีตามสภาพของ ราคาของ และพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ตามที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น คือวันที่ 13 มกราคม

                - สินค้าที่ยื่นใบขนสินค้า 1,000 ชิ้น ต้องคำนวณภาษีตามพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่เป็นอยู่ในวันที่นำสินค้าออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์

             3. เมื่อยื่นใบขนสินค้า และได้ขนของขึ้นเพื่อเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บน

                            - ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดรายการละเอียดแห่งของนั้นไว้

                            - เมื่อเป็นที่พอใจว่า มีการปฏิบัติครบถ้วนตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เขียนคำรับรองว่า ของนั้นได้เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนถูกต้อง 

              4. รายละเอียดแห่งของที่จดไว้ ให้ใช้สำหรับประเมินอากรแก่ของนั้น

                            - ในกรณีที่มีการใช้ของไปในการผลิต ผสม ประกอบ บรรจุ หรือดำเนินการอื่นใดในคลังสินค้าทัณฑ์บน ให้คำนวณปริมาณที่ใช้ไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีเห็นชอบหรือประกาศกำหนด 

                5. ให้ยกเว้นการเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแก่ของที่ปล่อยออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะปล่อยออกไปในสภาพเดิมที่นำเข้าหรือในสภาพอื่น 

                 6. การปล่อยของออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน หากเป็นการโอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนอื่นหรือจำหน่ายให้แก่

                            - ผู้นำของเข้าที่ได้รับการคืนอากร เนื่องจากนำเข้ามาผลิต ผสม ประกอบ เป็นสินค้าอื่น  หรือบรรจุสินค้าเพื่อส่งออก

                            - ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

                            - ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายอื่น

                ให้ถือว่าเป็นการส่งออกในเวลาที่ปล่อยของออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด               

      ฐานภาษีศุลกากร

       ได้แก่มูลค่าของสินค้าที่นำไปคูณกับอัตราอากร เพื่อเรียกเก็บอากรขาเข้าหรือ อากรขาออกซึ่งก็คือ ราคาศุลกากร

              คำว่า “ราคาศุลกากร” หรือ “ราคา” แห่งของอย่างใด นั้น

                (1) ในกรณีส่งของออก หมายความว่า ราคาขายส่งเงินสดซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุน ณ เวลา และที่ที่ส่งของออก โดยไม่มีหักทอนหรือลดหย่อนราคาอย่างใดหรือ

                (2) ในกรณีนำของเข้า หมายความว่า ราคาของของเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรตามราคาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

                 (ก) ราคาซื้อขายของที่นำเข้า

                (ข) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน

                (ค) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน

                (ง) ราคาหักทอน

                (จ) ราคาคำนวณ

                (ฉ) ราคาย้อนกลับ

                ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาตาม (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) และ (ฉ) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    การกำหนดราคาศุลกากร

    1. การกำหนดราคาศุลกากรในกรณีนำของเข้าจะต้องรวม

                - ค่าประกันภัย

                - ค่าขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า

                - ค่าขนของลง

                - ค่าขนของขึ้น

                - และค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า

    2. กรณีที่ไม่มีมูลค่าของค่าประกันภัย หรือค่าขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า หรือไม่มีค่าขนของลง ค่าขนของขึ้น หรือค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า การกำหนดมูลค่าของรายการดังกล่าวให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด  ดังนี้

     

              1. ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่า

                            - ราคาสำแดงของของที่นำเข้ามีราคาต่ำอย่างปรากฏชัด

                            - ไม่น่าจะเป็นมูลค่าอันแท้จริง

                2. หากได้มีการกำหนดราคาศุลกากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาศุลกากรแล้ว ยังคงมีราคาต่ำอย่างปรากฏชัดหรือไม่น่าจะเป็นมูลค่าอันแท้จริง

                3. อธิบดีมีอำนาจกำหนดราคาศุลกากรของของดังกล่าวได้

    สถานที่จัดเก็บภาษีศุลกากรได้แก่ด่านศุลกากร    ที่นำสินค้าเข้ามา หรือ ส่งสินค้าออก

    ตัวอย่างพิกัดอัตราภาษีศุลกากร

    1.โค, กระบือมีชีวิต  อัตราอากร 5% และไม่เกิน 200 บาทต่อตัวไม่ว่าจะมีราคาเท่าใด

    2.สุกรมีชีวิต                         10%

    3.แพะ,แกะ มีชีวิต                  30%

    4.ไก่, เป็ด, ห่าน มีชีวิต           30%

    5.แมว,สุนัข มีชีวิต                 30%

    6.เนื้อสัตว์จำพวกโค,กระบือ     50%

    7.เนื้อหมู                             30 – 40%

    8.ปลาเลี้ยงสวยงาม               30%   ถ้านำเข้าทางด่านฯที่ไม่ใช่สนามบิน 5%

    9.ปลาสดหรือแช่เย็น              5%

    10.ปลาแห้งหรือแช่เกลือ         5%

    11.ปู, กุ้ง, หอย                     5%

    12.นมและครีม                     40%

    13.นมผงใช้เลี้ยงทารก           18%

    14.เนย, เนยแข็ง                   30%

    15.ไข่ไก่, ไข่เป็ด                  27%

    16.น้ำผึ้ง                            30%

    17.ผมคน                           1%

    18.เขี้ยวและงาสัตว์               30%

    19.เปลือกหอย                    30%

    20.แมลงวันสเปน                 30%

    21.ชะมดเชียง                     30%

    22.หัว, หน่อ, แขนงของพืช    30%

    23.ต้นไม้                           30%

    24.ดอกไม้                         54%

    25.มันฝรั่งสด, แช่เย็น           60% หรือ กก.ละ 6.25 บาท

    26.มะเขือเทศ                     40%

    27.หอม, หอมแดง, กระเทียม  60% หรือ กก.ละ 6.25 บาท

    28.มะพร้าว                         40% หรือ กก.ละ 33.50 บาท

    29.กล้วย                            40% หรือ กก.ละ 33.50 บาท

    30.องุ่น                              30% หรือ กก.ละ 25 บาท

    31.แอปเปิ้ล                        10% หรือ กก.ละ 3 บาท

    32.กีวี                                40% หรือ กก.ละ 33.50 บาท

    33.เมล็ดกาแฟ                     40% หรือ กก.ละ 4 บาท

    34.ชา                                60%

                                                    ฯลฯ

     

    ของที่ได้รับยกเว้นอากร

      ประเภทที่ 1

                  1. ของที่ส่งออก (รวมทั้งของที่ส่งกลับออกไป)

                2. นำกลับเข้ามาภายในหนึ่งปี

                3. โดยไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูป

                4. ในเวลาที่ส่งออกนั้นได้รับใบสุทธิสำหรับนำกลับ

      ประเภทที่ 2

             1. ของที่นำเข้ามาในประเทศไทยและได้เสียอากรไว้ครบถ้วนแล้ว

                2. ส่งกลับออกไปซ่อมในต่างประเทศ

                3. นำกลับเข้ามาภายในหนึ่งปี หลังจากที่ได้รับใบสุทธิสำหรับนำกลับเข้ามา ซึ่งออกให้ในขณะที่ส่งออก

    ประเภทที่ 3

             1. ของที่

                            - นำเข้ามาพร้อมกับผู้นำเข้า

                            - นำเข้ามาเป็นการชั่วคราว

                2. จะส่งกลับออกไปภายในไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่นำเข้า

                3. เฉพาะของดังต่อไปนี้

                            ก. ของที่ใช้ในการแสดงละคร หรือการแสดงอย่างอื่นที่คล้ายกัน ซึ่งผู้แสดงที่ท่องเที่ยวนำเข้ามา

                            ข. เครื่องประกอบและของใช้ในการทดลองหรือการแสดงเพื่อวิทยาศาสตร์ หรือการศึกษา ซึ่งนำเข้ามาเพื่อจัดการทดลองหรือแสดง

                         ค. รถสำหรับเดินบนถนน เรือ และอากาศยาน ทีเจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตน

                        ง. เครื่องถ่ายรูปและเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งบุคคลที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว นำเข้ามาเพื่อใช้ถ่ายรูปหรือบันทึกเสียง

                            - ฟิล์มและแผ่นสำหรับถ่ายรูปหรือสิ่งที่ใช้บันทึกเสียง ที่นำเข้ามาใช้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและปริมาณที่กำหนด

                         จ. อาวุธปืนและกระสุนปืน ซึ่งบุคคลที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว นำเข้ามาพร้อมกับตน

                         ฉ. ของที่นำเข้ามาเป็นการชั่วคราว โดยมุ่งหมายจะแสดงในงานสาธารณะ ที่เปิดให้ประชาชนดูได้ทั่วไป

                        ช. ของที่นำเข้ามาเพื่อซ่อม โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                        ซ. ตัวอย่างสินค้า (ยกเว้นที่ระบุไว้ในประเภทที่ 14) ซึ่งนำเข้ามาเป็นการชั่วคราวพร้อมกับผู้นำเข้า และมีสภาพซึ่งเมื่อจะส่งกลับออกไปสามารถตรวจสอบได้แน่นอน ว่าเป็นของอันเดียวกับที่นำเข้ามา แต่ต้องมีปริมาณ หรือมูลค่า ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วไม่เกินกว่าที่จะเห็นได้ว่าเป็นเพียงตัวอย่างธรรมดา

                       ญ. เครื่องมือและสิ่งประกอบสำหรับงานก่อสร้าง งานพัฒนาการ รวมทั้งกิจการชั่วคราวอย่างอื่น ตามที่อธิบดีเห็นสมควร

    ประเภทที่ 4

                1. รางวัลและเหรียญตราที่ต่างประเทศมอบให้แก่บุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักร

                2. เพื่อเป็นเกียรติในความดีเด่นทางศิลป วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ การกีฬา หรือบริการสาธารณะ

                3. เพื่อเป็นเกียรติประวัติในความสำเร็จ หรือพฤติกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์

                4. เฉพาะรางวัล ต้องอยู่ในดุลพินิจของอธิบดีที่จะพิจารณาตามที่เห็นสมควร

    ประเภทที่ 5        

     

                1. ของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตน

                2. สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพ

                3. มีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ

                4. รถยนต์ อาวุธปืนและกระสุนปืน ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นอากร

                5. สุรา บุหรี่ ซิการ์ หรือยาเส้น อธิบดีอาจออกข้อกำหนดยกเว้นอากรให้ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินปริมาณดังนี้

                ก. บุหรี่สองร้อยมวน หรือซิการ์หรือยาเส้นอย่างละสองร้อยห้าสิบกรัม หรือหลายชนิดรวมกันมีน้ำหนักทั้งหมดสองร้อยห้าสิบกรัม แต่บุหรี่ต้องไม่เกินสองร้อยมวน

                ข. สุราหนึ่งลิตร

    ประเภทที่ 6

                1. ของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตน

                2. สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพ

                3. มีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ

                4. รถยนต์ อาวุธปืนและกระสุนปืน ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นอากร

                5. สุรา บุหรี่ ซิการ์ หรือยาเส้น อธิบดีอาจออกข้อกำหนดยกเว้นอากรให้ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินปริมาณดังนี้

                ก. บุหรี่สองร้อยมวน หรือซิการ์หรือยาเส้นอย่างละสองร้อยห้าสิบกรัม หรือหลายชนิดรวมกันมีน้ำหนักทั้งหมดสองร้อยห้าสิบกรัม แต่บุหรี่ต้องไม่เกินสองร้อยมวน

                ข. สุราหนึ่งลิตร

    ประเภทที่ 7

                1. ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของอากาศยานหรือเรือ รวมทั้งวัสดุ

                2. นำเข้ามาเพื่อใช้ซ่อมหรือสร้างอากาศยานหรือเรือ

                3. ส่วนประกอบของอากาศยานหรือเรือดังกล่าว

    ประเภทที่ 8

                1. น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหยอดเครื่อง และสิ่งที่ใช้ในการหล่อลื่น

                2. ที่เติมในอากาศยาน หรือในเรือที่มีขนาดเกินกว่าห้าร้อยตันกรอสส์

                3. ศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว

    ประเภทที่ 9

                1. พืชผลที่ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยปลูก

                2. ในเกาะดอนและที่ชายตลิ่งแม่น้ำซึ่งกั้นเขตแดนประเทศไทย

    ประเภทที่ 10

    ของที่ได้รับเอกสิทธิ

                            - ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ

                            - ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

                            - ตามสัญญากับนานาประเทศ

                            - ทางการทูตซึ่งได้ปฏิบัติต่อกันโดยอัธยาศัยไมตรี

    ประเภทที่ 11

                1. ของที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า

                - เป็นของที่นำเข้ามาหรือส่งออกไปเพื่อบริจาคเป็นการสาธารณกุศลแก่ประชาชน โดยผ่านส่วนราชการหรือองค์การสาธารณกุศล

                - เป็นของที่นำเข้ามาเพื่อให้แก่ส่วนราชการหรือองค์การสาธารณกุศล

                2. รถยนต์ ไม่ถือว่าเป็นของที่จะได้รับยกเว้นภาษีในกรณีนี้

    ประเภทที่ 12

               

    ของที่นำเข้าโดยทางไปรษณีย์ ซึ่งแต่ละหีบห่อมีราคาไม่เกินห้าร้อยบาท

    ประเภทที่ 13

         ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ

    ประเภทที่ 14

                 ตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้แต่เพียงเป็นตัวอย่าง และไม่มีราคาในทางการค้า

    ประเภทที่ 15

                1. ภาชนะบรรจุของชนิดที่ใช้บรรจุเพื่อความสะดวกหรือความปลอดภัยในการขนส่งระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า “คอร์นเทนเนอร์”

                2. นำเข้าและจะส่งกลับออกไป

                3. ไม่ว่าจะโดยมีของบรรจุอยู่หรือไม่

                4. ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด

    ประเภทที่ 16 
                1. ของที่นำเข้ามาสำหรับคนพิการใช้โดยเฉพาะ

                2. ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

                3. ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ประเภทที่ 17

                 1. ของที่พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

                2. ว่าเป็นของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการประชุมระหว่างประเทศ

                3. มีปริมาณพอสมควรแก่การประชุมนั้น

                4. ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด

    ประเภทที่ 18

                1. ของที่ส่งออกซึ่งพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีว่าเป็นของที่ได้นำเข้ามาไม่เกินสองปี

                2. ยังมิได้เปลี่ยนแปลงลักษณะ หรือรูป

                                         

    ----------------------------------------------------------------

              

                                           




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 100 ครั้ง

    Last edit on 24/8/2558 10:43:00

                                                            

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

                                                                     บทที่ 8 ภาษีการรับมรดก

                             รู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมรดก
    ๑.  ความหมายของกองมรดก  

                 กองมรดกคือทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน เสื้อผ้า หรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัว แม้แต่ทองที่ครอบฟันไว้ ก็เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้ตาย ซึ่งเมื่อบุคคลใดตายแล้วย่อมอยู่ในความหมายของกองมรดกด้วย

                 นอกจากทรัพย์สินแล้ว ยังรวมถึงบรรดาสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในวันที่ตายหรือที่จะมีขึ้นในวันข้างหน้าภายหลังจากที่ตายแล้ว    เว้นแต่บรรดาสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิด ที่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย ย่อมตายตามตัวผู้ตายไปด้วยไม่ตกทอดไปถึงทายาท

                  กรณีผู้ตายมีหนี้สิน  ทายาทก็ไม่จำต้องรับผิดเกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน 


    ๒. ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดก

                 คนที่จะมีสิทธิได้รับมรดกแยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ

             2.1  “ทายาทโดยธรรม” อันได้แก่ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย 

    ทายาทโดยธรรมนั้น กฎหมายแบ่งออกเป็น ๖ ลำดับ มีสิทธิรับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้

    (๑) คู่สมรส และ ผู้สืบสันดาน อันได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื้อ และต่อๆ ไปจนสุดสาย

    (๒) บิดามารดา

    (๓) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

    (๔) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

    (๕) ปู่ ย่า ตา ยาย

    (๖) ลุง ป้า น้า อา

        3. ลำดับการรับมรดก

               (๑) ถ้ามีทายาทลำดับ (๑) คือผู้สืบสันดานแล้ว ทายาทในลำดับอื่น ๆ หมดสิทธิที่จะได้รับมรดกโดยสิ้นเชิง ยกเว้นทายาทลำดับ (๒) และคู่สมรส ซึ่งต่างจะมีสิทธิรับมรดกเสมือนหนึ่งเป็นผู้สืบสันดานคนหนึ่ง เช่น ผู้ตาย มีภริยา ๑ คน มีลูก ๒ คน มีบิดา และมารดา ในกรณีนี้มรดกจะแบ่งกันระหว่าง ภริยาลูกและบิดามารดาคนละเท่า ๆ กัน คือแต่ละคนได้รับหนึ่งในห้า แต่ถ้าลูกคนใดตายไปก่อนเจ้ามรดก และลูกคนนั้นมีลูก หรือมีหลาน (ซึ่งจะเป็นหลานหรือเหลนของเจ้ามรดก) ลูกหรือหลานเหล่านั้นก็จะรับมรดกแทนที่พ่อของตน

           (๒) ถ้าผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดานและผู้สืบสันดานไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ แต่มีบิดามารดา มรดกย่อมตกไปยังคู่สมรสกึ่งหนึ่งและตกเป็นของบิดามารดาอีกกึ่งหนึ่ง โดยทายาทลำดับถัด ๆ ไปจะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย แต่ถ้าบิดามารดาตายไปก่อน ก็เป็นอันจบกันไป จะมีการรับมรดกแทนที่บิดามารดาไม่ได้ มรดกย่อมตกไปสู่ทายาทลำดับ ๓ ต่อไป

            (๓) สำหรับทายาทลำดับ (๓) คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ในกรณีนี้คู่สมรสจะได้รับมรดกไปกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกเป็นของ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน มีกี่คนก็แบ่งไปเท่า ๆ กัน ถ้าคนหนึ่งคนใดตายไปก่อนเจ้ามรดก ถ้ามีลูกหลาน ลูกหลานก็เข้ามารับมรดกแทนที่กันต่อ ๆ ไปจนสุดสาย

             (๔) ถ้าไม่มีทายาทลำดับ (๓) และไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ มรดกย่อมตกไปสู่ทายาทลำดับ (๔) คือ พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน การแบ่งมรดกจะแบ่งให้คู่สมรสก่อน ๒ ใน ๓ ส่วน ที่เหลือจึงจะตกได้แก่ทายาทลำดับ (๔) ซึ่งต้องไปแบ่งกันเองคนละเท่า ๆ กัน และก็เช่นเดียวกับทายาทลำดับ (๓) คือ ถ้าใครตายไปก่อน มรดกของคนนั้นก็จะถูกทายาทของตนรับมรดกแทนที่ต่อ ๆ ไปจนสุดสาย

              (๕) ถ้าไม่มีทายาทลำดับ (๔) และไม่มีผู้รับมรดกแทนที่ มรดกจะตกไปสู่ทายาทลำดับ (๕) คือ ปู่ย่าตายาย ซึ่งคู่สมรสของผู้ตายจะได้รับมรดกก่อน ๒ ใน ๓ ส่วน ส่วนที่เหลือจึงจะนำไปแบ่งกันในระหว่างปู่ ย่า ตา ยาย ถ้าใครตายก่อนก็เป็นอันหมดสิทธิไป เพราะจะไม่มีการรับมรดกแทนที่เหมือนทายาทลำดับอื่น ๆ

              (๖) ถ้าไม่มีปู่ย่าตายาย มรดกจะตกไปสู่ทายาทลำดับ (๖) คือ ลุง ป้า น้า อา ซึ่งคู่สมรสของผู้ตายจะได้รับมรดกก่อน ๒ ใน ๓ ที่เหลือจึงจะนำมาแบ่งปันกันกับลุง ป้า น้า อา ถ้าใครตายไปก่อนมรดกของคนนั้นก็จะตกทอดไปสู่ทายาทของคนนั้นอันเป็นการรับมรดกแทนที่

               (๗) ถ้าไม่มีทายาททั้ง ๖ ลำดับและไม่มีผู้รับมรดกแทนที่เหลืออยู่เลย คงเหลือแต่คู่สมรสคนเดียว มรดกทั้งหมดจะตกได้แก่คู่สมรส

               (๘) ถ้าใครตายไปไม่มีแม้แต่คู่สมรสก็ไม่มี ทายาทก็ไม่มีสักลำดับเดียว ทั้งยังมิได้ทำพินัยกรรมไว้ด้วย มรดกย่อมตกได้แก่แผ่นดิน



             2.2  “ผู้รับพินัยกรรม” ซึ่งได้แก่ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม  

                      ถ้าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ใคร ผู้รับพินัยกรรมย่อมได้รับมรดกตามนั้น และถ้าทำพินัยกรรมยกมรดกให้ใครหมดแล้ว ทายาทโดยธรรมก็จะไม่ได้รับมรดกเลย กล่าวโดยสรุปก็คือ ทายาทโดยธรรมจะได้รับมรดกก็ต่อเมื่อไม่มีพินัยกรรมระบุไว้เป็นอย่างอื่น หรือถึงมีพินัยกรรมกำหนดไว้แล้วแต่ยังมีทรัพย์สินหลงเหลืออยู่ ทรัพย์สินที่หลงเหลืออยู่จึงจะตกไปถึงทายาทโดยธรรม

                       แต่ทายาทโดยธรรมอาจเป็นผู้รับมรดกในฐานะผู้รับพินัยกรรมด้วยก็ได้ เช่น พ่อทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ลูก ๆ จนหมด ในกรณีนั้นลูก ๆ จะได้รับมรดกในฐานะเป็นผู้รับพินัยกรรม ส่วนในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถ้าบังเอิญมีทรัพย์สินเหลืออยู่ ทรัพย์สินเหล่านั้นก็จะตกได้แก่ลูก ๆ ในฐานะทายาทโดยธรรมด้วย



                      
    ความเป็นมาของการจัดเก็บภาษีการรับมรดก

                   ในปัจจุบัน  มีการจัดเก็บภาษีมรดกอยู่หลายประเทศ โดยระบบการจัดเก็บภาษีมรดกของประเทศต่างๆมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 

                     1.การจัดเก็บภาษีกองมรดก ( Estate tax)  ได้แก่การจัดภาษีจากมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตายที่เป็นกองมรดกโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งให้แก่ทายาท เช่นในประเทศอังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา

                     2.การจัดเก็บภาษีการรับมรดก (Inheritance) ได้แก่ ภาษีที่จัดเก็บจากมูลค่าทรัพย์สินของทรัพย์มรดกที่ทายาทแต่ละคนได้รับจากกองมรดกโดยผู้รับมรดกเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก  เช่น ในประเทศฝรั่งเศส  ประเทศญี่ปุ่น  และในประเทศไทย เป็นต้น


             
            ภาษีมรดกในประเทศไทย



                  ในอดีต ประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีมรดกมาแล้วในปีพ.ศ.2476  ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก  พ.ศ.2476 โดยจัดเก็บภาษีจากกองมรดกที่มีจำนวนสุทธิเกิน 10,000  บาท  และเก็บภาษีการรับมรดกจากทายาทที่ได้รับมรดกที่มีจำนวนเกิน 10,000 บาท  แต่ได้ถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ.2487  ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นภาษีที่จัดเก็บได้เป็นจำนวนไม่แน่นอนและจัดเก็บได้น้อยแต่มีภาระที่ต้องปฺฎิบัติมาก    รวมใช้บังคับประมาณ 10 ปี  จึงยกเลิก

                  มรดกกับการจัดเก็บภาษีในปัจจุบัน  


              ปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 5  สิงหาคม 2258 ใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559  เป็นต้นไป)

                 การจัดเก็บภาษีการรับมรดกเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในประเทศไทย จึงต้องมีการจัดเก็บภาษีจากการรับมรดกที่มีมูลค่าจำนวนมากเพื่อนำเงินภาษีไปใช้พัฒนาประเทศและยกระดับการดำรงชีวิตของประชาชนที่ยากไร้ให้ดีขึ้น


                    สาระสำคัญของพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 
           

                หน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีการรับมรดก คือ กรมสรรพากร  สังกัด กระทรวงการคลัง
             

    1. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี :

    (๑) บุคคลผู้มีสัญชาติไทย

    (๒) บุคคลธรรมดาผู้มิได้มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

    (๓) บุคคลผู้มิได้มีสัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกอันเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

    ในกรณีที่ผู้ได้รับมรดกเป็นนิติบุคคล ให้ถือว่า นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายไทย หรือมีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นเกินร้อยละห้าสิบของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในขณะมีสิทธิได้รับมรดก หรือมีผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้มีอานาจบริหารกิจการเกินกึ่งหนึ่งของคณะบุคคลซึ่งมีอานาจบริหารกิจการทั้งหมด เป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย

    2. บุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษี :

    (1) ผู้ที่ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกที่ตายก่อนวันที่กฎหมายใช้บังคับ

    (2) คู่สมรสของเจ้ามรดก
    (3) บุคคลผู้ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้มรดกนั้นเพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์

    (4) หน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา หรือกิจการสาธารณประโยชน์

    (5) บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

    3. ฐานภาษี :

    มรดกที่ผู้รับมรดกได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาในคราวเดียวหรือหลายคราว ถ้ามรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท

    (1) บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ได้แก่ ทรัพย์สินทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทย

    (2) บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ได้แก่ ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย

    4. ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี :

    มรดกซึ่งต้องเสียภาษี ได้แก่ ทรัพย์สินดังต่อไปนี้

    (๑) อสังหาริมทรัพย์

    (๒) หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

    (๓) เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่ได้รับเงินนั้นไว้
    (๔) ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน

    (๕) ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา

    5. การคำนวณมูลค่าทรัพย์สิน :

    ให้ใช้ราคาหรือมูลค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับมรดก ดังนี้

    (1) กรณีอสังหาริมทรัพย์ ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หักด้วยภาระที่ถูกรอนสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดในกฎกระทรวง

    (2) กรณีหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ถือเอาราคาของ หลักทรัพย์ในเวลาสิ้นสุดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ในวันได้รับมรดก

    (3) กรณีอื่น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

    6. อัตราภาษี :

    อัตราร้อยละ 10 ของมูลค่ามรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการี หรือ ผู้สืบสันดานให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกในส่วนที่ต้องเสียภาษี

     7. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี :

     ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องยื่นแบบตามที่อธิบดีกำหนดภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดกซึ่ง มีมูลค่ารวมเกินกว่า 100 ล้านบาท หรือภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีขยายให้ โดยจะยื่นและชำระ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา

     ในกรณีที่ผู้รับมรดกเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการแทน

    8. การผ่อนชำระ :

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะผ่อนชำระภาษีภายในเวลาไม่เกิน 5 ปีก็ได้

     กรณีผ่อนชำระครบถ้วนภายใน 2 ปี ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

     กรณีผ่อนชำระครบถ้วนเกิน 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี ให้เสียเงินเพิ่มบางส่วน (ตามที่กำหนดในพระ ราชกฤษฎีกาฯ)

    9. การประเมินภาษี :

     กรณียื่นแบบและชำระภาษีภายในกำหนดเวลา (150 วัน) เจ้าพนักงานประเมินต้องประเมิน ภาษีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ยื่นแบบ (ขยายได้ไม่เกิน 3 ปี) โดยไม่ให้คิดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มหากมี ภาษีที่ต้องเสียเพิ่มและได้ชำระภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

     กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา เจ้าพนักงานประเมินมีอานาจประเมินภาษีภายใน 10 ปีนับแต่วันสุดท้ายของการยื่นแบบแสดงรายการภาษี

    10. เบี้ยปรับ :

     ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลา เสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินภาษีที่ต้อง ชำระ
     ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้จานวนภาษี ที่ต้องเสียขาดไป เสียเบี้ยปรับอีก 0.5 เท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียเพิ่มเบี้ยปรับอาจงดหรือลดลงได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    11. เงินเพิ่ม :

     ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ
     กรณีที่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนกำหนดเวลาการชำระภาษี และได้ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่เลื่อนให้นั้น เงินเพิ่มลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนการคำนวณเงินเพิ่ม ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบจนถึงวันที่ชำระภาษี แต่เงินเพิ่มที่ คำนวณได้มิให้เกินจานวนภาษีที่ต้องชำระ

    12. การขอคืนภาษี :

     ยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ชำระภาษีทั้งหมด ณ สานักงานสรรพากรพื้นที่สาขา

     เจ้าพนักงานประเมินต้องตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันได้รับคำร้อง และมีหนังสือแจ้งผู้ยื่นคำร้องภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ตรวจสอบแล้วเสร็จ

     กรณีที่ต้องคืนภาษี ให้คืนเงินภาษีให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตรวจสอบแล้วเสร็จ

     ผู้ขอคืนไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินภาษีที่คืน

    13. การอุทธรณ์ :

     กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่เห็นด้วยกับผลการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมิน มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินภาษี

     คณะกรรมการอุทธรณ์ ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ (ขยายได้ไม่เกิน 90 วัน) และให้แจ้งคาวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นหนังสือภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคาวินิจฉัย

     ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องต่อศาลภาษีอากร ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคาวินิจฉัย หรือพ้นกำหนดเวลาหากคณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หรือ 90 วันที่ได้ขยาย โดยไม่ต้องรอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์

     คณะกรรมการอุทธรณ์ประกอบด้วย อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทนเป็นประธาน ผู้แทนสานักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกรมการปกครอง เป็นกรรมการ

    14. บทกำหนดโทษ :

     ไม่ยื่นแบบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท

     ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคาสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคาถามของเจ้าพนักงานประเมิน หรือของประธานคณะกรรมการอุทธรณ์ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     ทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไปให้แก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 400,000 บาท ทั้งนี้ ในกรณีผู้กระทาความผิดเป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนนิติบุคคล ผู้มีส่วนในการกระทาความผิดของนิติบุคคล รับโทษ
     จงใจยื่นข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคาเท็จ หรือตอบคาถามด้วยถ้อยคาอันเป็นเท็จ หรือนาพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือโดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรือใช้อุบายโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือแนะนำหรือสนับสนุนให้บุคคลอื่นใดกระทำการดังกล่าว ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
     เจ้าพนักงานรู้ข้อมูลของผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วนำออกแจ้งแก่บุคคลใดหรือทำให้รู้โดยวิธีใด หรือปล่อยปละละเลยให้ข้อมูลดังกล่าวรู้ถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ต้องรู้ โดยไม่มีอานากระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 สองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     

    15. วันบังคับใช้ :

    พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา นุเบกษา (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559  เป็นต้นไป)

                                                                                  




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 35 ครั้ง

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 265.6263ms