เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1784 คน
วิชาการภาษีอากร/Taxation 1
ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • บทที่ 9 ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 8 ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 7 ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 6 ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 3 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 2 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนที่ 1 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 4 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 3 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 2 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 1 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 2 หลักการและวิธีการประเมินภาษี ตามประมวลรัษฎากร (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • แผนการเรียนการสอนวิชาการภาษีอากร/ภาษีอากร 1 (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กันยายน 2557>
     
    3525262728293031
    361234567
    37891011121314
    3815161718192021
    3922232425262728
    40293012345
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 392240
    • เฉพาะวันนี้ 118
    • ความคิดเห็น 0
    • จำนวนเรื่อง 14
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    1/7/2557 16:02:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2557 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

    บทที่ 9  ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    ขอบเขตของเนื้อหา

    -         ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    -         ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    -         ฐานภาษีและอัตราภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    -         วิธีการชำระ กำหนดเวลาและสถานที่ ชำระภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    -            เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงหลักการวิธีการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่  ตลอดจนผู้มีหน้าที่เสียภาษี ฐานภาษี อัตราภาษี วิธีการชำระ กำหนดเวลาและสถานที่ ชำระภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่

     

    ภาษีป้าย

    (Signboard tax)

    1. ความรู้ทั่วไป

              “ป้ายหมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

    1.1 ป้ายที่ต้องเสียภาษี

                ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

    1.2 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ เจ้าของป้าย แต่ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) สำหรับป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว

    1.3 ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี

    (1) ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ

    (2) ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า

    (3) ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

    (4) ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์

    (5) ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน ทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

    (6) ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

    (7) ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ

    (8) ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการสหกรณ์ และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    (9) ป้ายของโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชน หรือสถาบัน อุดมศึกษาเอกชนนั้น

    (10) ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน

    (11) ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ

    (12) ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ

    (13) ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปัจจุบันมีฉบับที่ 2) กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ

    (ก) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนนหรือรถแทรกเตอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

    (ข) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อน ตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน

    (ค) ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก (ก) และ (ข) โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร

     

    1.4 กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

                        ให้เจ้าของป้ายซึ่งจะต้องเสียภาษีป้าย ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามแบบ ภป.1  ภายในเดือนมีนาคมของปี ให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี            
                        ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้ง หรือแสดงจนถึงวันสิ้นปี และให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี ทั้งนี้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

                          ป้ายที่ติดตั้งบนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น และมีพื้นที่เกินสองตารางเมตรต้องมีชื่อและที่อยู่ของเจ้าของป้าย เป็นตัวอักษรไทยที่ชัดเจนที่มุมขวาด้านล่างของป้ายและให้ข้อความดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีป้าย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่เจ้าของป้ายอยู่นอกประเทศไทย ให้ตัวแทน หรือผู้แทนในประเทศ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายแทนเจ้าของป้าย ถ้าเจ้าของป้ายตาย เป็นผู้ไม่อยู่เป็นคนสาบสูญ เป็นคนไร้ความสามารถหรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถให้ผู้จัดการมรดก ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือผู้อื่น ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติการแทนเจ้าของป้าย เจ้าของป้ายผู้ใด

    (1) ติดตั้งหรือแสดงป้ายอันต้องเสียภาษีภายหลังเดือนมีนาคม ให้เสียเป็นรายงวด

    (2) ติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิม และมีพื้นที่ ข้อความ ภาพและเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายแล้ว ป้ายชำรุดไม่ต้องชำระเฉพาะปีที่ติดตั้ง

    (3) เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีป้ายแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่ม ป้ายที่เพิ่มข้อความชำระตามประเภทป้ายเฉพาะส่วนที่เพิ่มป้ายที่ลดขนาดไม่ต้องคืนเงินภาษีในส่วนที่ลด ถ้าเปลี่ยนขนาดต้องชำระใหม่ ให้เจ้าของป้ายตาม (1) (2) หรือ (3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายป้ายเดิมแล้วแต่กรณี

    1.5 ฐานภาษีและอัตราภาษี

    ฐานภาษีและอัตรา คือเนื้อที่ของป้ายและประเภทของป้ายรวมกัน ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ การคำนวณพื้นที่ป้ายให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดเป็นขอบเขตของป้าย ถ้าเป็นป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือเอาตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดส่วนที่กว้างที่สุดและยาวที่สุด แล้วคำนวณเป็นตารางเซนติเมตร เศษของ 500 ตารางเซนติเมตรถ้าเกินครึ่ง ให้นับเป็น 500 ตารางเซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าปัดทิ้ง ประกอบกับประเภทของป้าย คำนวณเป็นค่าภาษีป้ายที่ต้องชำระ โดยกำหนดอัตราภาษีป้ายดังนี้

    (1) ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    (2) ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่นให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    (3) ป้ายดังต่อไปนี้ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

    (ก) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่

    (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วน หรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ

    (4) ป้ายที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้คิดอัตราตาม (1) (2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี และให้เสียเฉพาะจำนวนเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น

    (5) ป้ายทุกประเภทเมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

    2. ขั้นตอนการยื่นเสียภาษี

          -ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายสามารถขอรับแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา   

          - กรอกรายการในแบบ ภ.ป.1 ตามความเป็นจริงให้ครบถ้วน ลงลายมือชื่อของตนพร้อมวันเดือน ปี ส่งคืนพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ป้ายนั้นได้ติดตั้งหรือแสดงไว้ ทั้งนี้จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ ให้เจ้าของป้ายหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา  ที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่ สำหรับป้ายที่แสดงไว้ที่ยานพาหนะที่ต้องเสียภาษี ให้ยื่น ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา  ซึ่งการจดทะเบียนยานพาหนะได้กระทำในท้องที่นั้น

    2.1 เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบฯ

    กรณีป้ายใหม่ ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษี พร้อมสำเนาหลักฐานและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง ได้แก่

    - ใบอนุญาตติดตั้งป้าย, ใบเสร็จรับเงินค่าทำป้าย

    - สำเนาทะเบียนบ้าน

    - บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

    - กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท,ทะเบียนพาณิชย์และหลักฐานของสรรพากร เช่น ภ.พ.01, ภ.พ.09, ภ.พ.20

    - หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)

    - หลักฐานอื่น ๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ

                        กรณีป้ายเก่า ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษีป้าย (ภ.ป. 1) พร้อมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ป. 1

    2.2 การชำระภาษี

    ผู้รับประเมินได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษี (ภ.ป.3) ให้ชำระเงินภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินโดยชำระภาษีได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ เช่น เทศบาล  อบต.  อบจ.  กรุงเทพมหานคร  เมืองพัทยา   ซึ่งป้ายนั้น

    2.3 การขอผ่อนชำระภาษี

    ถ้าภาษีป้ายที่ต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่สามพันบาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายจะขอผ่อนชำระเป็นสามงวดงวดละเท่า ๆ กันก็ได้ โดยแจ้งความจำนงเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี และให้ชำระงวดที่หนึ่งก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี งวดที่สองภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่งและงวดที่สามภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

    2.4 เงินเพิ่ม

    ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย เสียเงินเพิ่มนอกจากเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายในกรณีและอัตราดังนี้

    (1) ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย เว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้น ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย

    (2) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายโดยไม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของภาษีป้ายที่ประเมินเพิ่มเติมเว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้ถูกต้องก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมิน

    (3) ไม่ชำระภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ไม่ให้นำเงินเพิ่มตาม (1) และ (2) มาคำนวณเป็นเงินเพิ่ม

     

    ที่มา : พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

    : พระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534

    : กฎหมายกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2535) ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535)

    และฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510

    ----------------------------------------

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

    House and building tax

    ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

    1. ความรู้ทั่วไป

    1.1 ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี

    ประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีได้แก่ อาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ กับที่ดินต่อเนื่องซึ่งใช้ปลูกสร้างอาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ รวมถึงบริเวณที่ต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติใช้ประโยชน์ไปด้วยกันกับอาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกหาผลประโยชน์ตอบแทนนอกเหนือจากการอยู่อาศัยของตนเองโดยปกติหรือให้ผู้อื่นนำ ไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม ทรัพย์สินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

    (1) โรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ

    (2) ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าเป็นที่ดินซึ่งใช้เป็นที่ปลูกสร้างโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ และที่ดินอันเป็นบริเวณต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติ ใช้ประโยชน์ไปด้วยกันกับโรงเรือน อาคาร สิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

    1.2 ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษี

    (1) พระราชวังอันเป็นส่วนของแผ่นดิน

    (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาล หรือสาธารณะและทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการรถไฟโดยตรง

    (3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา

    (4) ทรัพย์สินซึ่งเป็นศาสนสมบัติอันใช้เฉพาะในศาสนกิจอย่างเดียวหรือเป็นที่อยู่ของสงฆ์

    (5) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งปิดไว้ตลอดปีและเจ้าของมิได้อยู่เองหรือให้ผู้อื่นอยู่นอกจากคนเฝ้าในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง อย่างอื่น ๆ หรือในที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกัน

    (6) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของการเคหะแห่งชาติที่ผู้เช่าซื้ออาศัยอยู่เองโดยมิได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2535 ยกเว้นพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เขื่อนต่างๆ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นที่ต่อเนื่อง

    1.3 การขอลดหย่อนภาษี

    การขอลดหย่อนภาษี การขอยกเว้น การงดเว้น การขอปลดภาษี การขอลดค่าภาษี จะทำได้ดังกรณีต่อไปนี้

    - ถ้าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ถูกรื้อถอนหรือทำลาย ให้ลดยอดค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นตามส่วนที่ถูกทำลายตลอดเวลาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น แต่ในเวลานั้นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ นั้นต้องเป็นที่ซึ่งยังใช้ไม่ได้

    - โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งทำขึ้นในระหว่างปีนั้น ให้ถือเอาเวลาซึ่งโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ นั้นได้มีขึ้นและสำเร็จจนควรเข้าอยู่ได้แล้วเท่านั้นมาเป็นเกณฑ์คำนวณค่ารายปี

    - ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกล เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าว แล้วด้วย

    - เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นได้รับความเสียหายเพราะโรงเรือนว่างลงหรือชำรุดจึงจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนสำคัญ เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นมีสิทธิขอลดภาษีได้ ทั้งนี้เป็นไปตามดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะลดค่าภาษีตามส่วนที่เสียหายหรือปลดภาษีทั้งหมดก็ได้

    - ถ้าเจ้าของโรงเรือนมีเหตุเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินในปีที่ผ่านมาย่อมได้รับการยกเว้น งดเว้น ปลดภาษี หรือลดค่าภาษี แล้วแต่กรณี

    1.4 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ ผู้รับประเมินซึ่งหมายถึง เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเว้นแต่ถ้าที่ดินและอาคาร โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นคนละเจ้าของกันให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี

    1.5 กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

    ให้ผู้รับประเมินยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

    1.6 ฐานภาษี

    ฐานภาษีคือ ค่ารายปีของทรัพย์สินซึ่งหมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่าและค่าเช่านั้นเป็นจำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ให้ถือค่าเช่านั้นเป็นค่ารายปี แต่ถ้ามีกรณีที่สมควรจะให้พิจารณาได้ว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือกรณีที่ไม่มีค่าเช่าเนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือ ด้วยเหตุอื่น ๆ ให้พิจารณากำหนดค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะ ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะซึ่งทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน

    1.7 อัตราภาษี

    อัตราภาษีให้เสียในอัตราร้อยละสิบสองจุดห้าของค่ารายปี

    2. ขั้นตอนการยื่นเสียภาษี

    2.1 การยื่นแบบพิมพ์

    ให้ผู้รับประเมินขอรับแบบ ภ.ร.ด.2 ได้ที่สำนักงานเขตโดยกรอกรายการในแบบ ภ.ร.ด.2 ตามความเป็นจริงให้ครบถ้วน รับรองความถูกต้องของข้อความดังกล่าว พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ วันที่ เดือน ปี กำกับไว้ แล้วส่งคืนไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ ณ สำนักงานเขตที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ การส่งแบบพิมพ์ จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ (ให้ถือวันที่ส่งทางไปรษณีย์เป็นวันยื่นแบบพิมพ์)

    2.2 เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบ

    กรณีโรงเรือนรายใหม่ : ให้เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่ยังไม่เคยยื่นแบบเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินมาก่อน ยื่นแบบเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่ได้มีการใช้ประโยชน์ในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น โดยยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ พร้อมสำเนาหลักฐานประกอบการพิจารณาได้แก่

    - โฉนดที่ดินที่ปลูกสร้างโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น

    - หนังสือสัญญาขาย หรือสัญญาให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

    - ใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร, ใบอนุญาตให้ใช้อาคาร

    - ใบให้เลขหมายประจำบ้าน

    - สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของโรงเรือน, สำเนาทะเบียนบ้านของโรงเรือนที่พิกัดภาษี

    - บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรข้าราชการ/บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

    - หลักฐานการเปิดดำเนินกิจการ เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท/ ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม / ทะเบียนพาณิชย์

    - สำเนางบการเงิน (กรณีเป็นนิติบุคคล)

    - หลักฐานของสรรพากรเช่น ภ.พ.01, ภ.พ.09, ภ.พ.20

    - ใบอนุญาตตั้งและ/หรือประกอบกิจการโรงงาน

    - ใบอนุญาตติดตั้งเครื่องจักร

    - ใบอนุญาตของฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล

    - ใบเสร็จค่าติดตั้งมิเตอร์น้ำประปา / ไฟฟ้า

    - สัญญาเช่าโรงเรือนที่พิกัดภาษี

    - หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)

    - หลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์โรงเรือนที่พิกัดภาษี

    หมายเหตุ ให้ผู้รับประเมิน หรือ เจ้าของโรงเรือนถ่ายสำเนาหลักฐาน เอกสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น พร้อมลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องกำกับทุกฉบับ

    กรณีโรงเรือนรายเก่า : ให้เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี พร้อมใบเสร็จรับเงิน การเสียภาษีครั้งสุดท้าย (ถ้ามี) กรณีเจ้าของเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมการยื่นแบบ ภ.ร.ด.2

    2.3 การชำระภาษี

    ผู้รับประเมินได้รับใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ให้ชำระเงินภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับใบแจ้งการประเมิน โดยชำระภาษีได้ที่สำนักงานเขตซึ่งโรงเรือนนั้นตั้งอยู่หรือที่กองการเงิน สำนักการคลัง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) การชำระภาษีจะชำระโดยการส่งธนาณัติ ตั๋วแลกเงินของธนาคารหรือเช็คที่ธนาคารรับรองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ และให้ถือว่าวันส่งทางไปรษณีย์เป็นวันรับชำระภาษี

    2.4 การขอผ่อนชำระภาษี

    ผู้มีสิทธิขอผ่อนชำระภาษีได้ 3 งวด โดยไม่เสียเงินเพิ่มมีเงื่อนไขดังนี้

    1. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี จะขอผ่อนชำระค่าภาษีได้ โดยวงเงินค่าภาษีที่จะขอผ่อนชำระนั้น จะต้องมีจำนวนเงินค่าภาษีตั้งแต่เก้าพันบาทขึ้นไป

    2. ได้ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนั้น

    3. ได้แจ้งความจำนงขอผ่อนชำระค่าภาษีเป็นหนังสือต่อพนักงานเก็บภาษี ภายใน 30 วันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

    2.5 เงินเพิ่ม

    เงินค่าภาษีค้างชำระให้เพิ่มจำนวนดังอัตราต่อไปนี้

    1. ถ้าชำระไม่เกินหนึ่งเดือนนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ให้เพิ่มร้อยละ 2.5 ของค่าภาษีที่ค้าง

    2. ถ้าเกินหนึ่งเดือนแต่ไม่เกินสองเดือนให้เพิ่มร้อยละ 5 ของค่าภาษีที่ค้าง

    3. ถ้าเกินสองเดือนแต่ไม่เกินสามเดือนให้เพิ่มร้อยละ 7.5 ของค่าภาษีที่ค้าง

    4. ถ้าเกินสามเดือนแต่ไม่เกินสี่เดือนให้เพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ค้าง

    ถ้ามิได้มีการชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มภายในสี่เดือนกรุงเทพมหานครมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระค่าภาษีได้

    ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใด ๆ ก็ตาม เจ้าของเก่าและเจ้าของใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน

    2.6 การอุทธรณ์ภาษี

    เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง ได้รับแจ้งการประเมินแล้วไม่พอใจในการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเห็นว่าค่าภาษีสูงเกินไป หรือประเมินไม่ถูกต้องก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยกรอกในแบบพิมพ์(ภ.ร.ด.9) และยื่นแบบดังกล่าว ณ สำนักงานเขตท้องที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ผู้รับประเมินหมดสิทธิที่จะขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และไม่มีสิทธินำคดีสู่ศาล เว้นแต่ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งอ้างว่าเป็นเหตุหมดสิทธินั้น เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาเป็นประการใดจะแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้รับประเมินยังไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจในคำชี้ขาดดังกล่าว ย่อมมีสิทธินำคดีสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง และขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินนั้นเสีย แต่ต้องทำภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งคำชี้ขาด และการยื่นฟ้องต้องเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดชำระหรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างคดียังอยู่ในศาล

    2.7 การขอคืนเงินค่าภาษี

    ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้มีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้ให้ยื่นคำขอรับเงินคืนได้ที่สำนักงานเขต โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินประกอบด้วยกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลดค่าภาษีศาลจะพิพากษาคืนเงินส่วนที่ลดนั้นให้ภายใน 3 เดือน

    2.8 บทกำหนดโทษ

    - ผู้รับประเมิน ผู้เช่า หรือผู้ครองทรัพย์สินกรอกรายการในแบบพิมพ์ตามความเป็นจริงตามความรู้เห็นของตนให้ครบถ้วน และรับรองความถูกต้องของข้อความดังกล่าว พร้อมทั้งลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อของตนกำกับไว้แล้วส่งคืนไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ การส่งแบบพิมพ์จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ หากผู้ใดละเลยไม่แสดงข้อความข้างต้น เว้นแต่จะเป็นด้วยเหตุสุดวิสัย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

    - ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจละเลยไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งรายการเพิ่มเติมละเอียดยิ่งขึ้นเมื่อเรียกร้อง ไม่นำพยานหลักฐานมาแสดง หรือไม่ตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถาม (ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้รับคำตอบจากผู้รับประเมินภายในสิบวัน หรือได้รับคำตอบอันไม่เพียงพอ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกหมายเรียกผู้รับประเมินมา ณ สถานที่ซึ่งเห็นสมควรและให้นำพยานหลักฐานในเรื่องอสังหาริมทรัพย์นั้นมาแสดง กับให้มีอำนาจซักถามผู้รับประเมินในเรื่องใบแจ้งรายการนั้น) ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

    - ผู้ใด

    ก) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจยื่นข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงหรือจัดหาทางให้ผู้อื่นหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินของตนตามที่ควร

    ข) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกง โดยอุบาย โดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้นที่จะหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินของตนตามที่ควร ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

    ที่มา : พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

    : ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2535

    : กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

    ภาษีบำรุงท้องที่

    Local development tax

    ภาษีบำรุงท้องที่

    1. ความรู้ทั่วไป

    1.1 ที่ดินที่ต้องเสียภาษี

    ที่ดินที่ต้องเสียภาษีได้แก่ พื้นที่ดินรวมไปถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย

    1.2 ที่ดินที่ไม่ต้องเสียภาษี

    (1) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งพระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

    (2) ที่ดินที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐ หรือสาธารณะ โดยมิได้หาผลประโยชน์

    (3) ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของราชการส่วนท้องถิ่นหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์

    (4) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษา หรือการกุศลสาธารณะ

    (5) ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ว่าจะใช้ประกอบศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือไม่ หรือที่ศาลเจ้าโดยมิได้หาผลประโยชน์

    (6) ที่ดินที่ใช้เป็นสุสานและฌาปนสถานสาธารณะ โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน

    (7) ที่ดินที่ใช้ในการรถไฟ การประปา การไฟฟ้า หรือการท่าเรือของรัฐ หรือที่ใช้เป็นสนามบินของรัฐ

    (8) ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว

    (9) ที่ดินของเอกชนเฉพาะส่วนที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทางราชการจัดใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยเจ้าของที่ดินมิได้ใช้หรือหาผลประโยชน์ในที่ดินเฉพาะส่วนนั้น

    (10) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ในเมื่อประเทศไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญาหรือความตกลง

    (11) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการของสถานทูต หรือสถานกงสุล ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน

    (12) ที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    1.3 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ เจ้าของที่ดิน ซึ่งเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนเช่น ผู้เช่าที่ดินของรัฐ

    1.4 ฐานภาษีและอัตราภาษี

    ฐานภาษีคือ ราคาปานกลางที่ดินที่คณะกรรมการซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งได้กำหนดขึ้น ปกติให้เสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายพระราชบัญญัติ ที่ดินที่ใช้ประกอบกสิกรรมเฉพาะประเภทไม้ล้มลุกให้เสียกึ่งอัตรา แต่ถ้าเจ้าของที่ดินประกอบกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกนั้นด้วยตนเองให้เสียอย่างสูงไม่เกินไร่ละ 5 บาท และที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพของที่ดินให้เสียเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า

    2. ขั้นตอนการยื่นเสียภาษี

    การยื่นแบบพิมพ์

    ให้เจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ในปีนั้นและยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) ต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานเขตที่ที่ดินตั้งอยู่

    2.1 กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

    1) ในปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดิน ให้เจ้าของที่ดินหรือผู้แทนยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) ภายในเดือนมกราคมของปี และให้ใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปีนั้น  

    2) บุคคลใดเป็นเจ้าของที่ดินขึ้นใหม่ หรือจำนวนเนื้อที่ดินเดิมของเจ้าของที่ดินผู้ใดได้เปลี่ยนแปลงไป หรือเจ้าของที่ดินผู้ใดได้เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอันเป็นเหตุให้มีการลดหย่อนที่ดินเปลี่ยนแปลงไป หรือมีเหตุอย่างอื่นทำให้อัตราภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินเปลี่ยนแปลงไปให้เจ้าของที่ดินผู้นั้นแจ้งเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่มีเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ

    2.2 เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบ

    กรณีที่ดินรายใหม่ หรือปีที่มีการตีราคาปานกลาง ให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบเสียภาษีภายในเดือนมกราคมของปีที่มีการตีราคาปานกลางที่ดินหรือทุกรอบระยะเวลา 4 ปี หรือภายใน 30 วัน กรณีที่ได้กรรมสิทธิ์ใหม่หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินใหม่ โดยยื่นแบบ ภ.บ.ท.5 พร้อมสำเนาหลักฐานประกอบการพิจารณา ได้แก่

    - โฉนดที่ดิน

    - สำเนาทะเบียนบ้าน

    - บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี

    - กรณีเจ้าของที่ดินเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

    - หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)

    - ใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย (ถ้ามี)

    กรณีที่ดินรายเก่า ให้เจ้าของที่ดินชำระเงินค่าภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี และเพื่อความสะดวก รวดเร็วในการติดต่อ โปรดนำใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้ายมาแสดงด้วย

    2.3 การขอลดหย่อนภาษี

    บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเดียวหรือหลายแปลงที่อยู่ในจังหวัดเดียวกันและใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของตน เป็นที่เลี้ยงสัตว์ของตน หรือประกอบกสิกรรมของตนให้ลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    - ที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ลดหย่อนได้ ดังนี้

    (ก) ในท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่นมาก ให้ลดหย่อนหนึ่งร้อยตารางวา

    (ข) ในท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่นปานกลาง ให้ลดหย่อนหนึ่งไร่

    (ค) ในท้องที่ชนบท ให้ลดหย่อนห้าไร่

    ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร

    ท้องที่ใดจะเป็นท้องที่ตาม (ก) (ข) หรือ (ค) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    ที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้าง และใช้สิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นสถานการค้าหรือให้เช่าไม่ได้รับการลดหย่อนสำหรับส่วนของที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นสถานการค้าหรือให้เช่านั้น

    ในกรณีที่บุคคลธรรมดาหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน ให้ได้รับการลดหย่อนรวมกันตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง

    การลดหย่อนตามหลักเกณฑ์ในมาตรานี้ ให้ได้รับการลดหย่อนสำหรับที่ดินที่อยู่ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งแต่จังหวัดเดียว

    ที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูก ถ้าในปีล่วงมาแล้วการเพาะปลูกในบริเวณนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำการเพาะปลูกไม่ได้ด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) มีอำนาจพิจารณายกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่ให้ได้ตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

    ที่ดินที่ใช้เป็นสุสานและฌาปนสถานสาธารณะ โดยรับประโยชน์ตอบแทน อาจได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ได้เฉพาะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

    2.4 เงินเพิ่ม

    ให้เจ้าของที่ดินเสียเงินเพิ่มนอกจากเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ในกรณีและอัตราดังนี้

    (1) ไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เว้นแต่กรณีที่เจ้าของที่ดินได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้น ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่

    (2) ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินโดยไม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของภาษีบำรุงท้องที่ประเมินเพิ่มเติม เว้นแต่กรณีที่เจ้าของที่ดินได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการที่ดินให้ถูกต้องก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมิน

    (3) ชี้เขตแจ้งจำนวนเนื้อที่ดินไม่ถูกต้องต่อเจ้าพนักงานสำรวจ โดยทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของภาษีบำรุงท้องที่ที่ประเมินเพิ่มเติม

    (4) ไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ไม่ให้นำเงินเพิ่มตาม (1) (2) หรือ (3) มาคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มตาม (4) ด้วยเงินเพิ่มให้ถือว่าเป็นภาษีบำรุงท้องที่

    2.5 การชำระภาษี

    (1) ในปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดิน ให้ยื่นหลักฐานการแจ้งการประเมิน (ภ.บ.ท.9) พร้อมชำระเงินภายในเดือนเมษายน กรณีได้รับแจ้งการประเมินหลังเดือนมีนาคมให้ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

    (2) กรณีอื่น ๆ ให้ชำระภายในเดือนเมษายนของทุกปี

    2.6 การขอผ่อนชำระภาษี

    ถ้าภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่สามพันบาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะขอผ่อนชำระเป็นสามงวด งวดละ เท่า ๆ กันก็ได้ โดยแจ้งความจำนงเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี และให้ชำระงวดที่หนึ่งก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี งวดที่สองภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง งวดที่สามภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

    2.7 การขอคืนเงินค่าภาษี

    ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ให้มีการลดจำนวนเงินที่ได้ประเมินไว้ให้แจ้งผู้มีหน้าที่เสียภาษีทราบโดยเร็ว เพื่อมาขอรับเงินคืนโดยยื่นคำร้องขอคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

    ผู้ใดเสียภาษีบำรุงท้องที่โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสียผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินคืนโดยยื่นคำร้องขอคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้เสียภาษี

    2.8 การเร่งรัดภาษีค้างชำระ

    ภาษีบำรุงท้องที่จำนวนใดที่เจ้าพนักงานประเมิน ได้แจ้งหรือประกาศการประเมินแล้วถ้ามิได้ชำระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือเป็นภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ ซึ่งทรัพย์สินของผู้ค้างชำระ อาจถูกยึด อายัดหรือขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ

    2.9 การอุทธรณ์

    เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ 2 กรณี คือกรณีไม่เห็นพ้องด้วยกับราคาปานกลางของที่ดิน และกรณีที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องการยื่นอุทธรณ์ให้อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

    (1) ในกรณีที่เจ้าของที่ดินไม่เห็นพ้องด้วยกับการตีราคาปานกลางของที่ดินที่คณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินได้พิจารณากำหนดไว้ตามประกาศ เจ้าของที่ดินมีสิทธิอุทธรณ์การตีราคาปานกลางของที่ดินได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้มีการประกาศราคาปานกลางของที่ดิน

    (2) ในกรณีที่เจ้าของที่ดินได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วหากเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องก็สามารถอุทธรณ์การประเมินได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

    ทั้ง 2 กรณีดังกล่าวนี้ให้อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานเขตท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามที่เจ้าของที่ดินยื่นมาแล้วแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์และเจ้าพนักงานประเมิน และผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยกอุทธรณ์ด้วยเหตุที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกหรือไม่ยอมให้ถ้อยคำโดยไม่มีเหตุอันสมควร

    การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้น แม้จะยื่นอุทธรณ์เจ้าของที่ดินก็ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากผลการอุทธรณ์จะต้องคืนเงินภาษีบำรุงท้องที่ก็ยื่นคำร้องขอรับเงินคืนได้

    2.10 บทกำหนดโทษ

    (1) ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (2) ผู้ใดจงใจไม่มาหรือไม่ยอมชี้เขตหรือไม่ยอมแจ้งจำนวนเนื้อที่ดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (3) ผู้ใดขัดขวางเจ้าพนักงาน ซึ่งปฏิบัติการตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้เข้าไปทำการสำรวจที่ดินหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดจำนวนเนื้อที่ที่ดินในการยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนเจ้าของที่ดิน หรือผู้ใดขัดขวาง นายอำเภอ หรือ นายกเทศมนตรี ในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ โดยกระทำการเพื่อไม่ให้นายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องแก่การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ภายหลังจากที่เจ้าของที่ดินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของนายอำเภอหรือนายกฯเพื่อมาให้ถ้อยคำ หรือส่งบัญชี หรือเอกสารมาตรวจสอบ และในกรณีเจ้าของที่ดิน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ทำตามคำสั่งที่ให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ หรือผู้ใดขัดขวาง เจ้าพนักงานประเมินในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องแก่การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ของผู้มีหน้าที่เสียภาษี ในเวลากลางวันหรือเวลาทำการ เพื่อสอบถามบุคคล ตรวจสอบ ตรวจค้นบัญชี หรือเอกสาร หรือยึด อายัดบัญชี หรือเอกสาร เพื่อให้ทราบว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติหรือไม่

    ผู้ใดขัดขวางกรณีดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

    (4) ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนายอำเภอหรือนายกเทศมนตรี ในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระ ซึ่งได้ให้เจ้าของที่ดินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งบัญชี หรือเอกสารมาตรวจสอบ หรือเจ้าของที่ดินหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่หรือผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่มีหนังสือสั่งให้ผู้มีหน้าที่ที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำหรือส่งบัญชีหรือเอกสารมาตรวจสอบ หรือผู้อุทธรณ์หรือบุคคลใดๆ ฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีหนังสือเรียกเพื่อมาให้ ถ้อยคำหรือส่งเอกสารอันควรแก่เรื่องมาแสดงในการพิจารณาอุทธรณ์

    ผู้ใดฝ่าฝืนต่อคำสั่งกรณีดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (5) ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้านายอำเภอ หรือนายกเทศมนตรี แล้วแต่กรณีเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก ให้มีอำนาจเปรียบเทียบกำหนดค่าปรับได้ เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่นายอำเภอหรือนายกเทศมนตรีกำหนดภายในสามสิบวัน คดีนั้นเป็นอันเสร็จเด็ดขาด

    ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้ว ไม่ชำระเงินค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินคดีต่อไป

    ที่มา : พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 รวมฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

    : กฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508

    : ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การลดหย่อนไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2525

     

     

    จบบริบูรณ์




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 596 ครั้ง

    1/7/2557 15:56:00

    บทที่ 8 ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย (WITHOLDING TAX)

                               ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีของรัฐวิธีหนึ่งที่กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะต้องเสียภาษีก่อนที่จะถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามประเภทเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด ภาษีเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด ภาษีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายนั้น กฎหมายให้ถือเป็นเครดิตภาษีของผู้มีเงินได้ เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ก็มีสิทธินำเอาภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายนั้นไปหักออกจากจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย และเสียภาษีเพิ่มเฉพาะส่วนที่เหลือหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ หากปรากฏว่าเมื่อคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีกลับมีภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย มากกว่าภาษีที่จะต้องเสีย ผู้มีเงินได้ก็สมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ถูกหักไว้เกินหรือเสียเกินได้     การจัดเก็บภาษีของรัฐโดยวิธีกำหนดให้มีการหักภาษีไว้เมื่อมีการจ่ายเงินได้ เป็นวิธีการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า (Pay As You Go) ใน สหราชอาณาจักรอังกฤษเรียกว่า (Pay As You Earn) ซึ่งนอกจากรัฐจะได้เงินภาษีเข้าคลังมาใช้จ่ายก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการเสียภาษีแล้ว ยังเป็นหลักฐานเบื้องต้นแสดงแหล่งที่มาของรายได้ของผู้มีเงินได้ด้วย จึงสะดวกในการติดตามหากผู้มีเงินได้ยื่นรายการเสียภาษีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

    1. วัตถุประสงค์

    การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อบรรเทาภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้รับเงินได้ ที่จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในคราวเดียวกันเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นรายการเสียภาษี แต่ให้เสียภาษีเป็นคราวๆ ไปทีละน้อยตามจำนวนเงินที่ได้รับแต่ละคราว

    (2) เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รัฐบาลสามารถใช้จ่ายเงินในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้อย่างราบรื่น อันจะก่อให้เกิดสภาพคล่อง และลดภาวะการเงินตึงตัวในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    (3) เพื่อลดแรงกดดันในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และลดภาระหน้าที่ในการตรวจสอบภาษี หรือการติดตามจัดเก็บภาษีในภายหลัง

    2. ใครบ้างมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    ผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้แก่ บุคคลที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นรายกรณี โดยอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในรูปใด ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลก็ได้ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ ให้แก่ผู้รับเงินได้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล , เงินได้บุคคลธรรมดา (บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) โดยเงินได้ที่จ่ายมิใช่เงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ทั้งนี้กฎหมายอาจกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเฉพาะกรณีจ่ายเงินได้บางประเภท หรือเฉพาะกรณีจ่ายเงินได้แก่ผู้รับเงินบางประเภทเท่านั้นก็ได้

    3. หน้าที่ทั่วไปของผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    (1) คำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดทุกคราวที่มีการจ่ายเงินได้แล้วหักไว้

    (2) นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่คำนวณและหักไว้นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วันนับแต่วันที่จ่ายเงินไม่ว่าจะได้หักภาษีไว้หรือไม่ เว้นแต่กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์ เจ้าพนักงานที่ดินมีการทำนิติกรรมนั้นจะเป็นผู้ดำเนินการส่งแทน อย่างไรก็ดี มีการขยายเวลานำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้แล้ว

    ถ้าวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตรงกับวันหยุดราชการ ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา

    (3) พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตาม (2) ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน ในกรณีที่รัฐบาลเว้นแต่องค์การของรัฐบาล เป็นผู้จ่ายและคำนวณหักไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการตามนี้ ส่วนในกรณีการขายอสังหาริมทรัพย์เจ้าพนักงานที่ดินที่มีการทำนิติกรรมนั้น จะเป็นผู้ดำเนินการเอง

    (4) ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบที่อธิบดีกำหนดหรือแบบที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ฉบับมีข้อความตรงกัน และอย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบท้ายประกาศ แต่ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นให้ไม่ต้องออกหนังสือรับรองดังว่านี้ก็ได้

    หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายข้างต้น ต้องมีข้อความด้านบนแต่ละฉบับด้วย โดยฉบับที่ 1 ต้องมีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ใช้แนบพร้อมกับแบบแสดงรายการ” และฉบับที่ 2 ต้องมีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เก็บไว้เป็นหลักฐาน”

    ผู้มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องจัดทำสำเนาคู่ฉบับไว้เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับออกใบแทนในกรณีที่หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย ที่ออกให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วแต่ชำรุด สูญหาย โดยการออกใบแทนให้ใช้วิธีการถ่ายเอกสาร และมีข้อความว่า “ใบแทน” ไว้ที่ด้านบนของเอกสารซึ่งผู้มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องลงลายมือชื่อรับรองด้วย

    หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องมีหมายเลขลำดับของหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และหมายเลขลำดับของเล่ม เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ได้จัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเล่ม จะไม่มีหมายเลขลำดับของเล่มก็ได้

    การลงชื่อของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะใช้วิธีประทับลายมือชื่อผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยตรายาง หรือจะพิมพ์ลายมือชื่อผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้มีการเก็บลายมือชื่อไว้ (SCAN) ก็ได้

    หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายข้างต้น ต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษแต่ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศอื่น ต้องมีคำแปลภาษาไทยกำกับ ส่วนตัวเลขให้ใช้เลขไทยหรืออารบิค

    นอกจากต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผลแสดงข้อความที่กำหนดให้ระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าผู้มีเงินได้พึงได้ (พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2540) ให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดชอบร่วมกับ ผู้มีเงินได้เท่ากับจำนวนที่ได้รับคืนเกินไป หรือที่ชำระไว้ไม่ครบ (ดูตัวอย่างหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50,69 ทวิ หรือ www.rd.go.th)

    (5) ต้องทำบัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย และต้องนำส่งที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดโดยกรอกรายการการหักภาษี ณ ที่จ่ายประจำวันและแยกเป็นรายการหักจากบุคคลธรรมดา หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และกรอกรายการนำส่งภาษีประจำวันโดยให้แยกตามใบเสร็จรับชำระภาษีอากรของกรมสรรพากร เป็นรายฉบับเรียงลำดับก่อนหลังตามวันที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือการนำส่งภาษี

    เมื่อสิ้นวันสุดท้ายของเดือนให้รวมยอดจำนวนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย และจำนวน จำนวนภาษีที่นำส่งแล้วทั้งสิ้นเดือนของเดือนนั้นแต่ละรายการ และต้องเก็บรักษาบัญชีพิเศษดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี

    (6) ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นผู้ยื่นรายการตามมาตรา 59 แห่งประมวลรัษฎากร แจ้งข้อความและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้มีเงินได้ที่เป็นคนต่างด้าว อย่างน้อยต้องมีข้อความแนบท้ายประกาศนี้ สำหรับกรณีดังต่อไปนี้

    (1) กรณีการจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าว สำหรับเงินได้ของเดือนมกราคมของทุกปี

    (2) กรณีการจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าวซึ่งเข้าทำงานในระหว่างปีภาษี สำหรับเงินได้ระยะเวลาเต็มเดือนของเดือนที่ออกจากงาน

    (3) กรณีการจ่ายเงินได้ให้แก่คนต่างด้าวซึ่งออกจากงานในระหว่างปีภาษี สำหรับเงินได้ระยะเวลาเต็มเดือนของเดือนที่ออกจากงาน

    แบบแจ้งข้อความและรายละเอียดให้ยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ของเดือนมกราคมของทุกปีภาษี หรือของเดือนที่คนต่างด้าวเข้าทำงานในระหว่างปีภาษี หรือของเดือนที่คนต่างด้าวออกจากงานในระหว่างปีภาษี แล้วแต่กรณี (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 123) )

    4. ความรับผิดของผู้มีหน้าที่หักภาษี

    ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งอำเภอตามบทบัญญัติดังกล่าวอธิบายสรุปได้ดังนี้

    (1) ความรับผิดทางแพ่ง

    (ก) ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีกรณีผู้จ่ายเงินได้ต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้

    1) กรณีมิได้หักและนำส่งภาษีเลย

    2) กรณีหักและนำส่งภาษีไว้ไม่ครบถ้วน

    ความรับผิดร่วมกันตามข้อนี้ หมายถึง ผู้จ่ายเงินได้ต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ในฐานะลูกหนี้ร่วม กล่าวคือ ถ้าเรียกเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ไม่ได้ก็ให้เรียกเก็บจากผู้จ่ายเงินได้ตามจำนวนภาษีที่มิได้หักและหักแล้วแต่นำส่งไม่ครบถ้วน

    (ข) ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีกรณีผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดแต่ผู้เดียว

    1) กรณีหักภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่ไม่นำส่ง

    2) กรณีหักภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่นำส่งไม่ครบถ้วน

    ความรับผิดตามข้อนี้ หมายถึง ผู้จ่ายเงินได้จะต้องรับผิดในจำนวนภาษีที่หักไว้แล้วแต่ไม่นำส่งและหรือนำส่งไม่ครบถ้วน สำหรับผู้มีเงินได้จะพ้นความรับผิดในจำนวนเงินภาษีเท่าจำนวนที่ถูกหักไว้

    (ค) ความรับผิดเกี่ยวกับเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

    เงินภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่าย ถ้าไม่หักหรือหักแล้วไม่นำส่งภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันจ่ายเงินหรือภายใน 7 วัน นับแต่สิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง แต่เงินเพิ่มดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่นำส่ง

    (กรณีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่มีเบี้ยปรับแต่อย่างใด)

    (2) ความรับผิดทางอาญา

    ในกรณีผู้จ่ายเงินได้มิได้ยื่นรายการ (ภ.ง.ด.1-2-3) นำเงินภาษีส่งอำเภอภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 52 (กรณีนำภาษีหักไว้ส่งอำเภอ) เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 มีความผิดทางอาญาตามมาตรา 35 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ทั้งนี้ เว้นแต่จะแสดงได้ว่ามีเหตุสุดวิสัย (ปัจจุบันกรมสรรพากรกำหนดค่าปรับขั้นต่ำสำหรับครั้งแรกไว้ 100 บาท ถ้ายื่นแบบฯ ภายใน 7 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบฯ)

    เกี่ยวกับเรื่องความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรมสรรพากรได้วางแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.91/2542ฯ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2542

    ข้อสังเกต

    คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.91/2542 ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 มาตรา 69 ทวิ มาตรา 3 เตรส และการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

    5. หลักเกณฑ์ วิธีการการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้จ่ายเงินได้เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กำหนดไว้ ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้

    5.1 การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ

    กรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้โดยเฉพาะโดยไม่ต้องออกกฎหรือคำสั่ง เพื่อกำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างหาก ผู้จ่ายเงินย่อมมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ดังนี้

    5.1.1 มาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    5.1.2 มาตรา 69 ทวิ, 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

     

    5.2 การหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส ที่กำหนดโดยกฎกระทรวงประกอบกับคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากร

    กรณีผู้มีเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีเงินได้ที่ไม่อยู่ในข่ายต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดให้หักไว้โดยเฉพาะตามข้อ 1 ผู้มีเงินได้อาจถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส ซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวงประกอบกับคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดประเภทเงินได้ที่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ทั้งนี้รายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    หมายเหตุ กฎหมายและคำสั่งต่างๆ สามารถค้นคว้าและ UPDATES ได้จาก www.rd.go.th โดยคลิกไปที่ www.rd.go.th > อ้างอิง > ประมวลรัษฎากร > กฎกระทรวง (ประกาศ คำสั่ง)

    6. การหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่ง ประมวลรัษฎากร

    ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า บำเหน็จ ฯลฯ ตามมาตรา 40 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) แห่งประมวลรัษฎากร รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

    (1) บุคคล หมายความรวมถึงบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

    “นิติบุคคล” ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม องค์การของรัฐบาล มูลนิธิ สมาคม วัดวาอารามและนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่นๆ เช่น สหกรณ์

    “องค์การของรัฐบาล” หมายความถึง

    องค์การของรัฐบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล

    กิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และ

    หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เช่น โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง

    (2) ห้างหุ้นส่วน ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

    (3) บริษัท ได้แก่ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด

    “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความรวมถึง

    กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศองค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

    (4) กิจการร่วมค้า/คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก

    “คณะนิติบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” หมายความถึง

    - กองทุน

    - มูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล

    - หน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

     

     

     

    วิธีการคำนวณภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และตัวอย่างการคำนวณ

    6.1 กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ไม่ว่าเงินได้ที่จ่ายจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ ที่อาจคำนวณได้เป็นเงิน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า เบี้ยประชุม เงินที่ออกให้เป็นค่าภาษีเงินได้ การให้อาหารรับประทานโดยไม่คิดมูลค่า หรือการได้อยู่บ้านของนายจ้าง หรือผู้จ่ายเงินได้โดยไม่เสียค่าเช่า เป็นต้น

    การคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้คูณเงินได้พึงประเมินด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้วคำนวณภาษี ในทำนองเดียวกับการคำนวณภาษีสิ้นปี โดยหัก ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ออกก่อน เหลือเงินได้สุทธิเท่าใดจึงนำไปคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษี ได้เงินภาษีจากเงินได้สุทธิทั้งสิ้นเท่าใด ให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักภาษีไว้จำนวนเท่านั้น

    ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ได้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี

    หมายเหตุ การคำนวณหักค่าลดหย่อนให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้ ได้แจ้งไว้พร้อมกับสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย. 01 (แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ตามเอกสารที่.....

    ตัวอย่างที่ 1

    กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินเป็นรายเดือนเดือนละเท่าๆ กันตลอดปีภาษี ตามข้อสังเกต 1 (1) (2) (3) ปีภาษีนี้ นาย ก. ได้รับเงินเดือนๆ ละ 40,000 บาท จากบริษัท aaa จำกัด นาย ก. ได้แจ้งสถานการณ์หักลดหย่อนไว้ว่า มีภริยาชอบด้วยกฎหมายในระหว่างปีภาษีและภริยาไม่มีเงินได้ มีบุตรผู้เยาว์กำลังศึกษา 2 คน มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตของนาย ก. จำนวน 71,000 บาท และจ่ายเบี้ยประกันชีวิตของภริยา จำนวน 20,000 บาท มารดาของนาย ก. อายุ 58 ปี และมารดาของภริยาอายุ 62 ปี ต่างไม่มีรายได้นอกจากนี้มีการจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้มารดานาย ก. 18,000 บาทด้วย ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแต่ละเดือน ดังนี้

    วิธีการคำนวณ

    หน่วย : บาท

    เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี = 40,000 x 12 = 480,000

    หัก ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000) = 60,000

    คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย = 420,000

    หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000

    ค่าลดหย่อนคู่สมรส 30,000

    ค่าลดหย่อนบุตรศึกษา 2 คน 34,000

    ค่าลดหย่อนและยกเว้นเบี้ยประกันชีวิต 71,000(1)

    ค่าลดหย่อนมารดาของภริยา 30,000(2)

    ยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพมารดาของนาย ก. 15,000(3) = 210,000

    คงเหลือเงินได้สุทธิ = 210,000

    ภาษีเงินได้ทั้งปี = (150,000 ได้รับยกเว้น) + (60,000 x 10%) = 6,000

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือน 6,000/12 = 500

    สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย นาย ก. ในกรณีดังนี้

    เดือนมกราคม ถึง ธันวาคม เดือนละ = 500 บาท

    ข้อสังเกต

    1. หักลดหย่อนประกันชีวิตของภริยาไม่ได้ เพราะความเป็นสามีภริยาไม่ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี
    2. หักลดหย่อนมารดาภริยาได้ ส่วนมารดาของ นาย ก. หักไม่ได้เพราะอายุไม่ถึง 60 ปี
    3. หักประกันสุขภาพมารดานาย ก ได้ แม้อายุไม่ถึง 60 ปี

    ตัวอย่างที่ 2

    กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายระหว่างปีภาษี และการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย เดือนธันวาคม ตามข้อสังเกต 2

    จากตัวอย่างที่ 1 ถ้านาย ก. ได้รับเงินเดือนเพิ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม เป็นเดือนละ 70,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

    วิธีการคำนวณ

    หน่วย : บาท

    1. การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน คำนวณตามตัวอย่างที่ 1
    2. ส่วนการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนให้คำนวณดังนี้

    เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี = 70,000 x 12 = 840,000

    หัก ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000) = 60,000

    คงเหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 780,000

    หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 34,000 + 71,000 + 30,000 + 15,000) = 210,000

    คงเหลือเงินได้สุทธิ = 570,000

    ภาษีเงินได้ทั้งปี = (150,000 ได้รับยกเว้น) + (350,000 x 10%) + (70,000 x 20%) = 49,000

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป 49,000/12 = 4,083.33

    1. สำหรับในเดือนธันวาคม ให้ปรับปรุงการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้ :

    ภาษีที่ต้องเสียทั้งปีจากเงินได้ที่ได้รับจริง (คำนวณจากเงินเดือนๆ ละ

    40,000 บาท 9 เดือน และเดือนละ 70,000 บาท 3 เดือน) = 15,000

    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้แล้ว (ตั้งแต่เดือนมกราคม)

    ถึงเดือนพฤศจิกายน) = (500 x 9) + (4,083.33 x 2) = 12,666.66

    เป็นภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเดือนธันวาคม = 15,000 – 12,666.66 = 2,333.34

    สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นาย ก. ในกรณีนี้ ดังนี้

    เดือนมกราคม ถึง กันยายน เดือนละ = 500 บาท

    เดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน เดือนละ = 4,083.33 บาท เดือนธันวาคม = 2,333.34 บาท

    ตัวอย่างที่ 3

    นายมนตรี เป็นคนโสดทำงานบริษัทเอก จำกัด ตั้งแต่เดือนมกราคม ได้รับเงินเดือนๆ ละ 30,000 บาท ต่อมาได้ลาออกจากบริษัทเอก จำกัด ไปทำงานบริษัทโท จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ได้รับเงินเดือนๆละ 40,000 บาท และในเดือนธันวาคม บริษัทโท จำกัดได้จ่ายเงินโบนัสให้นายมนตรี เป็นเงิน 50,000 บาท ดังนั้น นายมนตรีจะถูกบริษัทเอก จำกัด และบริษัทโท จำกัด หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเงินเท่าไร

    1. บริษัทเอก จำกัด ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย นายมนตรี ดังนี้

    วิธีคำนวณ

    หน่วย : บาท

    เงินได้พึงประเมิน 30,000 x 12

    =

    360,000

    …………(1)

    หัก ค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000

    =

    60,000

    …………(2)

    (1) – (2) เหลือ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

    =

    300,000

    …………(3)

    หัก ค่าลดหย่อน

    =

    30,000

    …………(4)

    เหลือ เงินได้สุทธิ

    =

    270,000

    …………(5)

    นำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    ภาษี = (150,000 ได้รับยกเว้น) + (120,000 x 10%)

    =

    12,000

    …………(6)

    นำภาษีต้องเสียทั้งปีมาคำนวณหาภาษีที่ต้องหักรายเดือน

    = 12,000/12

    =

    1,000

    …………(7)

    2. บริษัทโท จำกัด ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย นายมนตรี ดังนี้

    วิธีคำนวณ

    หน่วย : บาท

    ก. เดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน

    เงินได้พึงประเมิน 40,000 x 81

    =

    320,000

    …………(1)

    หัก ค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000

    =

    60,000

    …………(2)

    (1) – (2) เหลือ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

    =

    260,000

    …………(3)

    หัก ค่าลดหย่อน

    =

    30,000

    …………(4)

    เหลือ เงินได้สุทธิ

    =

    230,000

    …………(5)

    นำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    ภาษี = (150,000 ได้รับยกเว้น) + (80,000 x 10%)

    =

    8,000

    นำภาษีที่ต้องเสียทั้งปีมาคำนวณหาภาษีที่ต้องหักรายเดือน

    = 8,000/8

    =

    1,000

    …………(7)

    ดังนั้น บริษัทฯ จะต้องหักภาษีนายมนตรีเดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน เดือนละ 1,000 บาท

    ข. เดือนธันวาคม

    เงินเดือนและโบนัส = 40,000 x 8 + 50,000

    =

    370,000

    …………(1)

    หัก ค่าใช้จ่าย 40% ไม่เกิน 60,000

    =

    60,000

    …………(2)

    (1) – (2) เหลือ เงินได้หลักจากการหักค่าใช้จ่าย

    =

    310,000

    …………(3)

    หัก ค่าลดหย่อน

    =

    30,000

    …………(4)

    (3) – (4) เหลือ เงินได้สุทธิ

    =

    280,000

    …………(5)

    ภาษี = (150,000 ได้รับยกเว้น) + (130,000 x 10%)

    =

    13,000

    …………(6)

    ภาษีเฉพาะโบนัส = 13,000 – 8,000

    =

    5,000

    …………(7)

    ดังนั้น บริษัทฯ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนายมนตรี สำหรับเงินเดือนและโบนัสในเดือนธันวาคม

    = 5,000 + 1,000 = 6,000

    ข้อสังเกตในตัวอย่าง

    1 การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าจ้างที่เป็นรายเดือนนั้น โดยหลักการแล้วให้นำเงินเดือนที่จ่ายคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย คือ 12 เสมอ เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี อย่างไรก็ดี กรณีเข้าทำงานใหม่ระหว่างปี เช่น เข้าทำงานใหม่วันที่ 1 กรกฎาคม หลังจากจบการศึกษาเนื่องจากค่อนข้างชัดว่าจำนวนคราวที่นายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนจนถึงเดือนสุดท้ายของปี ในกรณีนี้คือ 6 คราว ดังนั้น ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสำหรับปีภาษีนั้นคือ 6 ไม่ต้องคูณด้วย 12 แต่อย่างใด (ฎ. 3608/2529)

    6.2 กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงาน ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดในประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 45) ให้คำนวณตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เท่านั้น

    6.3 กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธ์ หรือสิทธิอย่างอื่นๆ และเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ได้แก่ ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไรฯ ให้คำนวณหักตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากกรณีดังต่อไปนี้

    กรณีที่หนึ่ง ให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ร้อยละ 15.0 ได้แก่

    1) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ดอกเบี้ยเงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมาย โดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

    2) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

    3) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าวให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้ผู้จ่ายเรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้รับในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้

    ในกรณี 1) 2) หรือ 3) ข้างต้น ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายในอัตราดังกล่าวโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นก็ได้

    กรณีที่สอง ให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ร้อยละ 10 .0 ได้แก่ เงินได้พึงประเมินประเภท 4 (ข)

    ข้อสังเกต

    1. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4(ข) ที่ผู้รับ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (ถึง 180 วัน)

    ได้รับจาก

    (ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

    (ข) กองทุนรวม

    (ค) สถาบันการเงินที่กฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

    ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ และผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายในอัตราดังกล่าว ในอัตราดังกล่าว โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นก็ได้

    อนึ่งเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 (ข) ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะได้รับเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีโดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสีย หารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับ ทั้งนี้ เฉพาะผู้มีเงินได้ที่มีภูมิลำเนา อยู่ในประเทศไทย หรือเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย เท่านั้น เครดิตภาษีนี้จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีภาษีเท่านั้น แต่ไม่เกี่ยวกับการคำนวณภาษี หัก ณ ที่จ่าย

    2. มีการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามาตรา 50(2) (ก) และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินเทียบเท่าเงินปันผลที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

    ผู้มีเงินได้ซึ่งอยู่ในประเทศไทยและได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินเทียบเท่าเงินปันผลจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลข้างต้น และยอมให้ผู้จ่ายเงินได้นั้นหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(2) ในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ เมื่อถึงกำหนดยื่นรายการให้ได้

    รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินเทียบเท่าเงินปันผลดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ทั้งนี้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ดังกล่าวไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืน หรือไม่ขอเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

    กรณีที่สาม ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้แก่

    ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญเป็นผู้จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้รับเงินมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้เอง

    6.4 กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ได้แก่ เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สินฯ และเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ได้แก่ เงินได้จากวิชาชีพอิสระที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้

    6.5 กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5, 6, 7 และ 8 แต่ไม่รวมถึงการจ่ายชื้อพืชผลทางการเกษตร และนอกจากกรณีตาม

    6.6 ที่ผู้จ่ายเป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้ให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การการจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 10,000 บาทก็ดี ให้คำนวณหักภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมิน

    แต่เฉพาะเงินได้ในการประกวดหรือแข่งขัน ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

    ตัวอย่างที่ 1 สมมุติว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นหน่วยงานราชการจ่ายค่ารับเหมาก่อสร้างอาคารให้แก่ นาย ก. ผู้รับเหมา 500,000 บาท ในกรณีนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ร้อยละ 1 ของเงินที่จ่ายเป็นเงินภาษี 5,000 บาท (500,000 x 1/100)

    ตัวอย่างที่ 2 สมมุติว่า เทศบาลจัดให้มีการแข่งขันชกมวย และได้จ่ายรางวัลในการชกมวยให้แก่ นาย ก. นักมวยอาชีพเป็นเงิน 45,000 บาท ในกรณีเช่นนี้เทศบาลจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้ (อัตราก้าวหน้า) โดยไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อนใดๆ ดังนี้

    เงินได้ 45,000 บาท เสียภาษี 5% = 2,250 บาท

    ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 2,250 บาท

    6.6 กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 เฉพาะที่จ่าย ให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้คำนวณหักภาษีและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ในขณะที่มีการจดทะเบียน ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่

    กรณีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้คำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

    (ก) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องหักและนำส่ง

    (ข) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่น นอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครองได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องหักและนำส่ง

    ค่าใช้จ่ายเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาฯ ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ คือ

    จำนวนปีที่ถือครอง

    1

    2

    3

    4

    5

    6

    7

    8 ปีขึ้นไป

    หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ

    92

    84

    77

    71

    65

    60

    55

    50

    เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรือที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรผู้มีเงินได้อาจเลือกเสียภาษีตามวิธีการคำนวณข้างต้น (ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย) แทนการนำไปรวมคำนวณภาษีตามปกติก็ได้ ภาษีที่คำนวณได้นี้ถ้าเกินร้อยละ 20 ของราคาขาย ก็ให้เสียเพียง

    ร้อยละ 20 ของราคาขายเท่านั้น

    ในกรณีที่เลือกเสียภาษีโดยนำไปรวมคำนวณภาษีตามปกติ ให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ตาม (ก) หรือตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตาม (ข) แล้วแต่กรณี เหลือเท่าใดนำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อย่างอื่น

    คำว่า “จำนวนปีที่ถือครอง” ใน (ก) หรือ (ข) หมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ถึงปีที่โอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปี และเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี

     

    ข้อสังเกต

    1. คำว่า “ขาย” ในที่นี้หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึง

    (ก) ขาย แลกเปลี่ยน ให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และราคา หรือมูลค่าตามที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา

    (ข) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาทซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

    2. “ราคาขาย” หมายความถึง ราคาที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดโดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอน กรณี ดังกล่าวจะใช้เฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะให้เปรียบเทียบราคาขายกับราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และให้ใช้ราคาที่สูงกว่า

    “สิทธิครอบครอง” หมายความถึง สิทธิครอบครองในการถือครองอสังหาริมทรัพย์

    เงินได้ที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์นี้ เป็นเงินได้พึงประเมินตามประเภทที่ 8 เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์นี้ ในบางกรณีก็ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

    1. กรณียกอสังหาริมทรัพย์ให้ผู้อื่น ผู้ยกให้ต้องเป็นผู้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย

    4. ถ้าอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ขายได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจจะเกินกว่าร้อยละ 20 ของราคาขายก็ได้ นอกจากนั้นผู้ขายต้องนำเงินได้ไปรวมคำนวณภาษีสิ้นปีตามหลักทั่วไปด้วย

    ตัวอย่าง 444444

    นายแก้วขายที่ดินมรดกที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ 1 โดยได้รับที่ดินมรดก 2 , 3 นี้มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2544 และขายไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 โดยขายไปในราคา 1,500,000 บาท แต่ที่ดินแปลงนี้มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน 1,000,000 บาท ดังนั้นนายแก้วจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเงินเท่าใด

    วิธีคำนวณ

    หน่วย:บาท

    เงินได้พึงประเมิน4

    =

    1,000,000

    …………(1)

    หัก ค่าใช้จ่าย 50%

    =

    500,000

    …………(2)

    (1) – (2) เหลือ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย

    =

    500,000

    …………(3)

    หาร ด้วยจำนวนปีที่ถือครอง 5 = 500,000/5

    =

    100,000

    …………(4)

    ภาษีเฉลี่ยต่อปี 100,000 x 5% 6

    =

    5,000

    …………(5)

    คูณ ด้วยจำนวนปีที่ถือครอง 5,000 x 5

    =

    25,000

    …………(6)

    ดังนั้น นายแก้วจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

    =

    25,000

    หมายเหตุ

    1 ถ้าเป็นที่ดินตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ เทศบาล สุขาภิบาล หรือ เมืองพัทยา หรือการปกครองท้องถิ่นอื่น จะได้รับการยกเว้น 200,000 บาท โดยต้องนำมาหักจากราคาขายก่อน จึงเริ่มคำนวณ

    2 การคำนวณตามตัวอย่างนี้ ถ้าเป็นการได้รับมาโดยเสน่หา ก็คำนวณในลักษณะเดียวกัน

    3 แต่ถ้าไม่ใช่เป็นที่ดินรับมรดกหรือได้รับโดยเสน่หา จะไม่ได้รับการยกเว้น 200,000 บาท ตามข้อสังเกต ข้อ 1 และการหักค่าใช้จ่ายจะต้องดูว่าถือครองมากี่ปี แล้วหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (ดูในหัวข้อ 10 เงินได้ที่สามารถแยกคำนวณต่างหากจากเงินได้อื่น)

    4 ราคาขายที่ดินที่จะนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กฎหมายกำหนดให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฯ

    5 วิธีนับจำนวนปีที่ถือครอง มีกฎหมายกำหนดวิธีนับเป็นพิเศษดังกล่าวมาแล้ว

    6 การคำนวณภาษีกรณีนี้ไม่ใช่คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิตามวิธีการทั่วไป คือเงินได้ หักค่าใช้จ่าย หักค่า ลดหย่อน เหลือเงินได้สุทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 48(1) ดังนั้นไม่ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาทแรก

    7. การหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

    กรณีที่ส่วนราชการจ่ายเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้มีบทกฎหมายบัญญัติให้หักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้คือ

    (1) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

    ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาลหรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น

    (2) ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

    ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับเงินได้ไม่ว่าประเภทใดจากผู้จ่ายตามข้อ (1)

    (3) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย

    ส่วนราชการที่จ่ายเงินได้ไม่ว่าประเภทใด จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย

    โดยที่ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 โดยไม่คำนึงว่าจะมีการจ่ายเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งทำให้เกิดปัญญาว่า แม้จะมีการจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยก็จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นภาระแก่ผู้จ่ายเงินมาก กระทรวงการคลังจึงได้ผ่อนผันวางแนวทางปฏิบัติไว้ว่า ถ้าเป็นการจ่ายเงินได้ ตามมาตรา 40 ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ครั้งหนึ่งๆ ต่ำกว่า 500 บาทลงมาไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย คงหักตาม มาตรา 69 ทวิ เฉพาะคราวที่จ่ายถึง 500 บาทขึ้นไปเท่านั้น

    (4) การนำส่งภาษี

    ภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 69 ทวิ จะต้องนำส่งอำเภอภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายแต่กระทรวงการคลังได้ผ่อนผันขยายเวลานำส่งและยื่นแบบแสดงรายการภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน แบบแสดงรายการที่ใช้ยื่นได้แก่ ภ.ง.ด. 53

    ตัวอย่าง อบต. ศิลา จ่ายค่าขนส่งคอมพิวเตอร์ให้กับ บริษัท aaa จำกัด จำนวน 300,000 บาท กรณีนี้ อบต. จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของเงินที่จ่ายเป็นเงินภาษี 3,000 บาท แล้วนำเงินภาษีที่หักไว้ส่งสรรพากร ส่วนบริษัทก็นำไปเป็นเครดิตภาษีต่อไป ดูตัวอย่างการกรอกแบบเอกสารที่.....................

    นอกจากนั้น ยังมีการจ่ายค่าโทรศัพท์ให้กับ tot จำนวน 5,000 บาท

    8. ตามมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

    กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขายอสังหาริมทรัพย์ มีรายละเอียดหลักเกณฑ์ วิธีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้

    (1) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

    ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ได้แก่ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม คณะบุคคลซึ่งจ่ายเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่ว่าผู้จ่ายเงินได้เป็นใครก็จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีนี้

    (2) ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

    ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์

    (3) อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย

    ผู้จ่ายเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะต้องหักภาษีเงินที่จ่ายร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ทั้งนี้ไม่ว่าจะจ่ายเงินจำนวนเงินเท่าใดก็ตาม การหักภาษี ณ ที่จ่าย หักเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์

    ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้ทำสัญญาซื้อขายและลงบัญชีเป็นรายการขายแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อ ก็ยังไม่ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    ข้อสังเกต สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายบัญญัติให้คำว่า “ขาย” รวมถึงขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าด้วยวิธีใด

    (4) การนำส่งภาษี

    ภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์นี้ ผู้หักต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ในกรณีที่ไม่มีการหักภาษีนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะไม่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำ หรือบันทึกการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหาริมทรัพย์

    9. ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร

    การหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีนี้ เป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี มาตรานี้ให้อธิบดีกรม

    สรรพากรมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตราอื่นที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

    อธิบดีกรมสรรพากรได้มี คำสั่งที่ ท.ป.4/2548 กำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเพิ่มเติมอีกในหลายกรณี จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ซึ่งมีทั้งกรณีที่เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ดังนี้

    ข้อสังเกต

    1. การจ่ายเงินได้ที่มีจำนวนตามสัญญาตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปเท่านั้นจึงจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งที่ ท.ป.4/2528 นี้ ถ้าการจ่ายเงินได้มีจำนวนถึง 1,000 บาทแล้ว แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาท ก็ยังคงต้องหักภาษี

    2. ภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย ต้องนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน โดยใช้แบบ ภ.ง.ด. 3

    ถ้าหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้แบบ ภ.ง.ด.53 ถ้าหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

    3. ให้ระงับการหักภาษี ณ ที่จ่าย พืชผลทางการเกษตร กรณีจ่ายเงินได้ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.56/2538)

    1. การจ่ายเงินได้ในหลายกรณีผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งที่ ท.ป.4/2548 เช่น

    (1) การจ่ายค่าซื้อสินค้า เช่น

    (ก) บริษัท ก จำกัด ประกอบกิจการขายสินค้าไม่ได้ประกอบกิจการขนส่งเป็นปกติธุระ ขายสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าด้วย และเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มจากค่าสินค้าไม่ว่าจะเรียกเก็บค่าขนส่ง รวมกับราคาสินค้าหรือแยกออกจากราคาสินค้า ค่าสินค้ารวมกับค่าขนส่งถือเป็นเงินได้จากการขายสินค้า ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    (ข) บริษัท ข จำกัด ขายสินค้าพร้อมให้บริการติดตั้งสินค้าให้แก่ลูกค้า โดยรวมราคาสินค้าและค่าติดตั้งเข้าด้วยกัน ถือเป็นการขายสินค้า ผู้จ่ายเงินซื้อสินค้าไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    (2) การจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะ เช่น ค่าโดยสารรถแท็กซี่ ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าโดยสารรถยนต์โดยสารวิ่งประจำเส้นทาง

    (3) การจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต เช่น การจ่ายค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุ

    (4) ค่าลดหย่อนหรือส่วนลดที่ลดให้ทันที่ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการ และรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายที่ผู้รับเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้บริโภค หรือเป็นผู้ประกอบการที่นำสินค้าหรือบริการไปใช้ในการประกอบกิจการของตนเองโดยตรง โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อไป เช่น

    (ก) บริษัท ก จำกัด ขายรถยนต์กระบะราคาคันละ 300,000 บาท ได้ให้ส่วนลดแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 30 สิงหาคม ปีภาษีนี้ คันละ 5,000 บาท ส่วนลดดังกล่าวไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    (ข) บริษัท ข จำกัด ขายสินค้าให้ตัวแทนจำหน่ายสินค้า โดยให้ส่วนลดในขณะที่ขายสินค้าทันทีร้อยละ 5 ของราคาสินค้าที่ขาย ส่วนลดดังกล่าวไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    10. สถานที่ยื่นแบบฯ และกำหนดเวลาในการนำส่งเงินภาษี

    ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 , 3 , 53 แสดงรายการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายพร้อมกับนำเงินภาษีส่งต่อเจ้าพนักงานภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ไม่ว่าจะหักภาษีไว้หรือไม่ก็ตาม ณ สถานที่ดังต่อไปนี้

    10.1 สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (สำนักงานสรรพากรเขต/อำเภอ/กิ่งอำเภอเดิม) ในท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายมีสำนักงานตั้งอยู่ซึ่งได้มีการจ่ายเงิน

    10.2 ธนาคารพาณิชย์ไทย

    10.2.1 ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ ธนาคารพาณิชย์ไทยและสาขาในเขตกรุงเทพมหานครที่กรมสรรพากรกำหนดให้เป็นสถานที่ยื่นแบบฯ และนำส่งภาษี

    10.2.2 ในจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สำนักงานสาขาทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ไทยตาม (1) โดยผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องยื่นแบบและนำส่งภาษีผ่านธนาคารในเขตอำเภอหรือกิ่งอำเภอท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายได้มีการจ่ายเงิน

    การยื่นแบบฯ และชำระภาษีที่ธนาคารจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังนี้

    - ใช้แบบ ภ.ง.ด. 1 ที่พิมพ์ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้ที่กรมสรรพากรจัดทำขึ้นและจัดส่งให้

    - ยื่นแบบฯ และนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้น

    - นำส่งภาษีทั้งจำนวนที่ต้องนำส่ง

    11. แบบแสดงรายการที่ใช้

    ผู้มีหน้าที่หักภาษี มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

    (1) แบบแสดงรายการที่ยื่นพร้อมกับการนำส่งเงินภาษีทุกครั้ง (มาตรา 59)

    (2) แบบแสดงรายการที่ยื่นแสดงยอดสรุป หรือรายการเงินได้พึงประเมินที่จ่ายไปทั้งปี และเงินภาษีที่นำส่งโดยไม่มีการนำส่งภาษี (มาตรา 58)

     

     

     

     

     

    แบบแสดงรายการและกำหนดเวลาการยื่นแบบ เป็นไปตามตาราง ดังต่อไปนี้

    ตารางแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย

    ประเภทเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และยื่นแบบแสดงรายการ

    แบบแสดงรายการยื่น พร้อมกับชำระเงินภาษี

    แบบแสดงรายการยื่นแสดงยอดสรุปเมื่อสิ้นปีภาษี

    หมายเหตุ

    แบบฯที่ใช้

    กำหนดเวลา

    แบบฯที่ใช้

    กำหนดเวลา

    1.

    เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ได้แก่เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง บำเหน็จ บำนาญ ค่านายหน้า ฯลฯ

    -บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล

    - รัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่นอื่น

    ภ.ง.ด.1

    -

    ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    -

    ภ.ง.ด.1 ก.

    ภ.ง.ด.1 ก

    (พิเศษ)

    ภายในเดือน กุมภาพันธ์ ของปีถัดไป

    ภายในเดือน กุมภาพันธ์ ของปีถัดไป

    กรณีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.1

    2.

    เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 และ 4 ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ

    -บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล

    - รัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การ บริหาร ราชการส่วนท้องถิ่นอื่น

    ภ.ง.ด.2

    ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    ภ.ง.ด. 2 ก

    ภายในเดือน มกราคม ของปีถัดไป

    ยื่น ภ.ง.ด. 2 ก เฉพาะกรณีหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้พึงประเมิน

    ประเภทที่ 4 กรณีการตั้งฎีกาเบิกเงินไม่ต้องยืนแบบ ภ.ง.ด.2

    3

    เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5, 6 , 7 และ 8 ได้แก่ การให้เช่าทรัพย์สินฯ วิชาชีพอิสระ การรับเหมา ธุรกิจ การพาณิชย์ ฯลฯ

    - บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล (เฉพาะกรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ที่จ่ายให้แก่ผู้รับที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย)

    - รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือ องค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น

    ภ.ง.ด. 3

    ภ.ง.ด. 3

    ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    -

    -

    ภ.ง.ด. 3 ก

    -

    ภายในเดือน มกราคม ของปีถัดไป

    กรณีมีการตั้งฎีกาเบิกเงินไม่ต้องยื่น

    ภ.ง.ด. 3

    4

    ตามมาตรา 3 เตรส และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2548 (รายละเอียดปรากฏในตารางสรุปหน้าถัดไป)

    ภ.ง.ด.3

    (ถ้าผู้รับเงินมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องใช้แบบ ภ.ง.ด.53)

    ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    -

    -

     

     

     

     

    ตารางสรุปการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส (ปรับปรุงใหม่)

    ตารางสรุปการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส และคำสั่งกรมสรรพากรที่

    ท.ป.4/2548 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ล่าสุด

    การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 แก้ไขโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 111/2545
    ข้อความที่แรเงาคือส่วนที่แก้ไขใหม่ ตามมติ ครม. วันที่ 12 มิถุนายน 2544
    การจ่ายเงินต้องมีจำนวนตามสัญญา ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 1,000 บาท

    ลำดับ
    ที่

    ประเภทเงินได้
    พึงประเมิน

    ผู้มีหน้าที่หักภาษี

    ผู้ถูกหักภาษี

    อัตราภาษี
    ร้อยละ

    แบบยื่น
    รายการฯ

    กำหนดเวลานำส่ง

    1.

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร เช่น ค่านายหน้า และค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น

    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล
    - นิติบุคคลอื่น

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการ ใน ประเทศไทย
    (2) มูลนิธิหรือสมาคม (ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรี
    ประกาศกำหนดตามมาตรา 47(7)(ข) แห่งประมวล รัษฎากร)

    3.0

    10.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    2.

    มาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่
    - ดอกเบี้ยเงินฝาก
    - ดอกเบี้ยตั๋วเงิน
    - ดอกเบี้ยหุ้นกู้
    - ดอกเบี้ยพันธบัตร
    ฯลฯ

    - ธนาคารพาณิชย์
    - บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการ
    ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ
    หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต
    ฟองซิเอร์
    - บริษัทบริหารสินทรัพย์

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการใน ประเทศไทย (ไม่รวมถึงธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และ บริษัทบริหารสินทรัพย์)
    (2) มูลนิธิหรือสมาคม (ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนดฯ)

    1.0




    10.0

    ภ.ง.ด.53




    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    3.

    มาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะ
    - ดอกเบี้ยพันธบัตร
    - ดอกเบี้ยหุ้นกู้

    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
    - นิติบุคคลอื่น

    (ไม่รวมถึงธนาคารพาณิชย์หรือ บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลัก ทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และ บริษัทบริหารสิน
    ทรัพย์)

    ธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และ บริษัทบริหารสินทรัพย์)

    1.0

    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือน ที่จ่ายเงิน

    4.

    มาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะ
    - ดอกเบี้ยพันธบัตร
    - ดอกเบี้ยหุ้นกู้
    - ดอกเบี้ยตั๋วเงิน
    - ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม
    - ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินปิโตรเลียม เฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมาย ดังกล่าว
    - ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้าหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่าย ครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน

    (3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย (ไม่รวมถึงธนาคารพาณิชย์ และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และ
    บริษัทบริหารสินทรัพย์ )
    (4) มูลนิธิหรือสมาคม (ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดฯ)

    1.0




    10.0

    ภ.ง.ด.53




    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของ
    เดือน ที่จ่ายเงิน

    5.

    เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรหรือประโยชน์อื่นใด ตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

    - บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
    - กองทุนรวม (เดิม)
    - สถาบันการเงินที่มีกฎหมาโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม (ไม่รวมถึงกิจการร่วมค้า)

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของ ต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย
    (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
    (ไม่รวมถึงบริษัทจดทะเบียน และบริษัทจำกัด ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า ร้อยละ 25ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลและบริษัทจำกัด ผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม)

    10.0

    10.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    6.

    ค่าเช่า หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้จากการให้เช่าทรัพย์สินตามมาตรา 40 (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ ค่าเช่าอาคาร บ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ฯลฯ (แต่ไม่รวมถึงค่าแห่งอาคารหรือ โรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิและค่าเช่าตามสัญญา ให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง ตามคำสั่ง ท.ป.34/2534)

    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล
    - นิติบุคคลอื่น

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
    (2) มูลนิธิหรือสมาคม (ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนดฯ)
    (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    5.0

    10.0

    5.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    ค่าเช่าเรือตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมพาณิชย์
    นาวีที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
    (2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    1.0

    1.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    7.

    เงินได้จากวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร
    - กฎหมาย
    - การประกอบโรศิลป
    - สถาปัตยกรรม
    - วิศวกรรม
    - การบัญชี
    - ประณีตศิลปกรรม

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการ ในประเทศไทย
    (2) มูลนิธิหรือสมาคม (ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนดฯ)
    (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีภูมิลำเนา หรืออยู่ในประเทศไทย

    3.0

    10.0

    3.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    8.

    ค่าจ้างทำของที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตาม
    - มาตรา 40 (7) แห่งประมวลรัษฎากร (การรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ)
    - มาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร การรับจ้างทำของ

    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล

    - นิติบุคคลอื่น

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการ ในประเทศไทย (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม)
    (2) บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการในประเทศไทยโดยมี
    สำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย
    (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    3.0

    3.0


    3.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.53


    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือน ที่จ่ายเงิน

    9.

    ค่าจ้างทำของ

    - บุคคล
    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล

    - นิติบุคคลอื่น
    - ห้างหุ้นส่วนสามัญ
    - คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

    บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมิได้มี
    สำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย

    5.0

    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือน ที่จ่ายเงิน

    10.

    รางวัลในการประกวด
    การแข่งขัน การชิงโชค
    การอื่นใดอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน

    (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
    (2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    5.0
    5.0

    ภ.ง.ด.53
    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือน ที่จ่ายเงิน

    11.

    ค่าแสดงให้แก่นักแสดงสาธารณะได้แก่
    นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์
    นักร้อง นักดนตรี
    นักกีฬา อาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ

    (1) ผู้มีเงินได้ มีภูมิลำเนาอยู่ใน ต่างประเทศ



    (2) ผู้มีเงินได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

    อัตราภาษี
    เงินได้
    หรือ 10.0 ตามกฎ
    กระทรวง ฉบับที่ 238
    5.0

    ภ.ง.ด.3






    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือน ที่จ่ายเงิน

    12.

    ค่าโฆษณา

    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล

    - นิติบุคคลอื่น

    (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
    (2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    2.0
    2.0

    ภ.ง.ด.53
    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    13.

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการ แต่ไม่รวมถึง
    (1) การจ่ายเงินได้ตาม 8. 9. 11. 12. 15. ซึ่งกำหนดให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้โดย เฉพาะแล้ว
    (2) การจ่ายค่าโดยสารสำหรับการขนส่งสาธารณะ
    (3) การจ่ายค่าบริการโรงแรมและภัตตาคาร
    (4) การจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต

    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล

    - นิติบุคคลอื่น

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการ ในประเทศไทย (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม)
    (2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    3.0

    3.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    14.

    รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการ ในประเทศไทย (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม)
    (2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
    (ไม่รวมผู้รับที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยตรง โดยมิได้มีวัตถุประสงค์จะนำไปขายต่อไป)

    3.0

    3.0

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.3

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    15.

    ค่าเบี้ยประกันวินาศ ภัย

    บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการ วินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย
    ในประเทศไทย

    1.0

    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

    16.

    ค่าขนส่งแต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าโดยสารสำหรับการ
    ขนส่งสาธารณะ

    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล
    - นิติบุคคลอื่น
    - บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน
    นิติบุคคล

    - นิติบุคคลอื่น
    - ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้
    (แต่ไม่รวมถึงกลุ่มเกษตรกรตาม กฎหมายว่าด้วยสหกรณ์)

    (1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการ ในประเทศไทย (ไม่รวมมูลนิธิหรือสมาคม)
    (2) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
    บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    1.0

    1.0
    0.75

    ภ.ง.ด.53

    ภ.ง.ด.3
    ภ.ง.ด.53

    นำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือน ที่จ่ายเงิน

    17.

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการซื้อขายสินค้า ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เว้นแต่ การซื้อสินค้าประเภทยางแผ่นหรือยางชนิดอื่นจากต้นยางพารา มันสำปะหลัง ปอ ข้าว ข้าวโพด อ้อย เมล็ดกาแฟ ผลปาล์มน้ำมัน เฉพาะกรณีผู้ซื้อเป็นผู้ส่งออกหรือผู้ผลิต

    หมายเหตุ มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดฯ ที่ไม่อยู่ในข่ายต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้แก่ มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถาน

    สาธารณกุศล ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

     




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 1374 ครั้ง

    1/7/2557 15:27:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา การภาษีอากร/ภาษีอากร 1

    รหัสวิชา 961365/960102

    ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2557 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นายวินัย  เนื้อนาจันทร์   นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

     

    บทที่ 7 ภาษีสรรพสามิต  และภาษีศุลกากร

    ขอบเขตของเนื้อหา

    -         ความหมายของภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         กฎหมายที่ใช้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         อัตราและวิธีการเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         สถานที่ยื่นแบบชำระภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    -         สินค้าที่เสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ วิธีการในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร  สินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ตลอดจนพิกัดอัตราและวิธีการเสียภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร

                              ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax)

       คือ ภาษีการขายเฉพาะที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท ซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติ เช่น สินค้าที่บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี สินค้าและบริการที่มีลักษณะเป็นการฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่ได้รับผลประโยชน์เป็นพิเศษจากรัฐ หรือสินค้าที่ก่อให้เกิดภาระต่อรัฐบาลในการที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้บริการผู้บริโภค หรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม

    วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต

                      ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่ง ซึ่งการจัดเก็บภาษี จะจัดเก็บจากสินค้าและบริการเฉพาะอย่างเพียงบางประเภทที่รัฐเห็นว่าควรจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าสินค้าและบริการทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์ในการ จัดเก็บ คือ

       1. เป็นสินค้าและบริการที่บริโภคแล้วอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี เช่น สุรา ยาสูบ ไพ่ สนามม้าแข่ง ซึ่งรัฐจำเป็นต้องเข้าไปควบคุมดูแล เพราะเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมสูง

    2. เป็นสินค้าและบริการที่มีลักษณะฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์นั่งราคาแพง เรือยอชต์ เครื่องดื่มบางประเภท น้ำหอม แก้วคริสตัล โคมระย้า

    3. เป็นสินค้าและบริการที่ได้รับประโยชน์เป็นพิเศษจากกิจการของรัฐ เช่น น้ำมัน ผลิตภัณฑ์น้ำมัน เป็นต้น

    4.เป็นสินค้าที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น สารทำลายชั้นบรรยากาศ  แบตเตอรี

                  

      กรมสรรพสามิต    มีหน้าที่หลักในการจัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการเฉพาะอย่างจากผู้ผลิตสินค้าหลายประเภท      เรียกว่า ภาษีสรรพสามิต เพื่อเป็นรายได้ให้รัฐบาลนำไปบริหารประเทศ และทะนุบำรุงท้องถิ่นต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

    พ.ร.บ. สุรา พ.ศ. 2493

    พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ. 2509

    พ.ร.บ. ไพ่ พุทธศักราช 2486

    พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

    พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

    จัดเก็บภาษีท้องถิ่นเพิ่มจากภาษีสรรพสามิต โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

    พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540

    กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการดังต่อไปนี้

    1. น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน

    2. เครื่องดื่ม

    3. เครื่องไฟฟ้า (เฉพาะเครื่องปรับอากาศและโคมระย้าที่ทำจากแก้วเลดคริสตัลและแก้วคริสตัลอี่น ๆ )

    4. แก้วเลดคริสตัล และแก้วคริสตัลอื่น ๆ

    5. รถยนต์ (รถยนต์นั่ง รถยนต์กระบะ รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน)

    6. เรือยอชต์และยานพาหนะทางน้ำที่ใช้เพื่อความสำราญ

    7. น้ำหอม หัวน้ำหอมและน้ำมันหอม

    8. พรมและสิ่งทอปูพื้นอื่น (เฉพาะที่ทำด้วยขนสัตว์)

    9. สถานบริการ (สนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ)

    10. หินอ่อนและหินแกรนิต (ปัจจุบันยกเว้นภาษี)

    11. รถจักรยานยนต์

    12. แบตเตอรี่

    13. สุรา

    14. ยาสูบ

    15. ไพ่

     ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต คือ

             ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 และ พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 สินค้าและสถานบริการประเภท น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เครื่องดื่ม เครื่องปรับอากาศ โคมระย้า แก้วและเครื่องแก้ว รถยนต์ น้ำหอม รถจักรยานยนต์ พรม แบตเตอรี่ เรือ สนามแข่งม้า และสนามกอล์ฟ ได้บัญญัติรายละเอียดดังต่อไปนี้  

    1. ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบอุตสาหกรรม

    2. ผู้ประกอบกิจการสถานบริการ

    3. ผู้นำเข้าซึ่งสินค้า

    4. ผู้อื่นตามที่กฎหมายกำหนด   (เช่น  ผู้ดัดแปลงรถยนต์  ผู้กระทำผิดฐานมีไว้ในครอบครอง ขาย และมีไว้เพื่อขาย ฯ ตามมาตรา  161, 162 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

    ความรับผิดในการเสียภาษีสรรพสามิต

                   เกิดขึ้นเมื่อ

    1. ในกรณีสินค้าที่ผลิตขึ้นในราชอาณาจักร

          เมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือนำสินค้าไปใช้ในโรงอุตสาหกรรม เว้นแต่เป็นการนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมไปเก็บไว้ใน       คลังสินค้าทัณฑ์บน

          เมื่อนำสินค้าออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน เว้นแต่เป็นการนำสินค้ากลับคืนไปเก็บไว้ในโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนอีกแห่งหนึ่ง

          เมื่อความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นก่อนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้า      ทัณฑ์บน

    2. สถานบริการ

          เมื่อได้ชำระค่าบริการ

          เมื่อความรับผิดชอบในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นก่อนได้รับชำระค่าบริการ

    3. ในกรณีสินค้านำเข้า

          เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีศุลกากร สำหรับของที่นำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

          ในกรณีสินค้าที่เก็บอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือว่าความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้า      ออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน

    4. กรณีดัดแปลงรถยนต์

          เมื่อการดัดแปลงสิ้นสุดลง

     หน้าที่ของผู้ประกอบอุตสาหกรรม

     ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527

    1. จดทะเบียนสรรพสามิต (ผู้ประกอบอุตสาหกรรม/สถานบริการ หากไม่จดทะเบียนสรรพสามิตมีความผิดปรับไม่เกิน 5,000 บาท)  กรณีที่       ไม่ต้องจดทะเบียนสรรพสามิต ได้แก่

        ผู้นำเข้า

        ผู้ดัดแปลงที่มิใช่ผู้ดัดแปลงประกอบกิจการเป็นธุรกิจ

     2. แสดงใบทะเบียนไว้ในที่เปิดเผย

     3. ในกรณีใบทะเบียนสรรพสามิตชำรุดหรือสูญหายต้องขอรับใบแทนใบทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบ

     4. กรณีย้ายโรงอุตสาหกรรมให้แจ้งย้าย ณ สถานที่จดทะเบียนสรรพสามิต ก่อนย้ายไม่น้อยกว่า 15 วัน

     5. กรณีเลิกหรือโอนกิจการให้แจ้ง ณ สถานที่จดทะเบียนก่อนเลิกหรือโอนกิจการ 15 วัน

     6. กรณีผู้ประกอบอุตสาหกรรมตาย ให้ทายาทยื่นขอจดทะเบียนภายใน 30 วัน

     7. ทำบัญชีและงบเดือน แล้วส่งงบเดือนต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

     8. แจ้งวัน เวลา ทำการปกติหรือวันหยุด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงกำหนดวัน เวลา ให้แจ้งทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน

     9. แจ้งราคาขายสินค้า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงราคาให้แจ้งก่อนวันที่จะเปลี่ยนราคาไม่น้อยกว่า 7 วัน

    10. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระค่าภาษีสรรพสามิต (ผู้ประกอบอุตสาหกรรม/สถานบริการ หลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีมีความผิดจำคุกไม่เกิน 6       เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท กรณีนำสินค้าเข้าโดยไม่เสียภาษีมีความผิดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5-20 เท่า ของค่า     ภาษีที่      จะต้องเสีย)

      สถานที่ยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีสรรพสามิต

    1. ในกรณีที่โรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ กรมสรรพสามิต

    2. ในกรณีที่โรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพสามิตจังหวัด หรือสำนักงานสรรพสามิตอำเภอใน      พื้นที่ที่โรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการนั้นตั้งอยู่

    3. ในกรณีที่มีโรงอุตสาหกรรม หรือสถานบริการหลายแห่ง อาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอยื่นรวม ณ กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิต      แห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่ออธิบดีเห็นสมควรจะอนุญาตก็ได้

    4. ในกรณีที่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ให้ยื่น ณ กรมศุลกากร หรือด่านศุลกากร หรือที่ซึ่งกรมศุลกากรกำหนดให้มีการผ่านพิธีศุลกากร     สำหรับสินค้านำเข้า

    5. ในกรณีผู้อื่นตามที่กฎหมายกำหนด   (เช่น  ผู้ดัดแปลงรถยนต์  ผู้กระทำผิดฐานมีไว้ในครอบครอง ขาย และมีไว้เพื่อขาย ฯ ตามมาตรา  161, 162 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527  ให้ยื่น กรมสรรพสามิต หรือ  ณ สำนักงานสรรพสามิตจังหวัด หรือสำนักงานสรรพสามิตอำเภอในพื้นที่

     

                                           

                                                                        ภาษีศุลกากร

                                          “Customs Duty” 

               ภาษีศุลกากรเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ผ่านเข้าออกระหว่างประเทศ  ปัจจุบันจัดเก็บโดยกรมศุลกากร  สังกัดกระทรวงการคลัง            แต่เดิมในสมัยโบราณเขาเรียกว่า “จังกอบ” และเรียก “ด่านศุลกากร” ว่าขนอน”   ในสมัยปัจจุบันสถานที่จัดเก็บก็เรียกชื่อตามด่านศุลกากรที่จัดตั้ง เช่น ด่านศุลกากรสะเดา 

              ภาษีศุลกากร ไม่ใช้คำว่า “Tax” ในภาษาอังกฤษ แต่จะเรียกว่า “Duty” หรือชื่อเต็มๆว่า “Customs Duty” อย่างที่มีการจัดตั้ง “ร้านค้าปลอดอากรหรือที่เราเรียกว่า “Duty Free Shop” 

               “Duty” แปลว่า “อากร”  “Customs” แปลว่า “ศุลกากร”  แต่มีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่ง ตรงที่ “Customs” จะต้องมี “S” ห้อยท้ายเสมอ ถ้าไม่มี “S” ความหมายจะผิดออกไปแปลว่า “ประเพณี” หรือ “ธรรมเนียม”  หรือถ้าเติม “er” เข้าไปก็จะกลายเป็น“Customer” แปลว่า  ฉะนั้น “Customs” ที่แปลว่า “ศุลกากร” จะต้องมี “S” เสมอ  ไม่ว่าจะเอ่ยถึงศุลกากรคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม
               

                 ภาษีศุลกากร หรือ Customs Duty เป็นภาษีชนิดที่เรียกว่า กำแพงภาษี หรือ Tariff Barrier คือเป็นภาษีที่ไม่เกิดจากการมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นภาษีที่สกัดกั้นการไหลบ่าของสินค้าจากต่างประเทศที่จะเข้ามาภายในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไม่ให้ถูกโจมตีจากสินค้าต่างประเทศที่มีคุณภาพดีกว่าแต่ราคาย่อมเยากว่า

              ฉะนั้น ภาษีศุลกากรของสินค้าแต่ละตัวจึงมีอัตราที่ไม่เท่ากัน สินค้าใดที่สามารถผลิตภายในประเทศได้ อัตราภาษีขาเข้าของสินค้าชนิดนั้นจะสูง เพราะเราไม่ได้ต้องการที่จะให้ใครนำสินค้าชนิดนั้นมาขายแข่งกับเรา เช่น เสื้อผ้า เป็นต้น ที่จะมีอัตราอากรตั้งแต่ 30-60% ส่วนสินค้าที่เราผลิตเองไม่ได้ หรือต้องการนำเข้า จะมีอัตราที่ต่ำ เช่น เครื่องจักรโรงงาน เป็นต้น มีอัตราอากรตั้งแต่ 0-5% นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ภาษีศุลกากรแตกต่างกันไป เช่น

                สินค้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้หรือเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ หนังสือ อัตรา 0% สินค้าฟุ่มเฟือย เช่น น้ำหอม เครื่องสำอาง อัตรา 40% สินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ไม้ หนังดิบ ไหม สารเคมี อัตรา 0-5%

                  กิจการภาษี หรือการศุลกากร มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย เรียกว่า จังกอบ โดยที่สมัยสุโขทัยนั้น การค้าขายเป็นปัจจัยสร้างความมั่งคั่งของรัฐ และในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็มีประกาศยกเว้นภาษีแก่ผู้มาค้าขาย ดังความในศิลาจารึก ว่า เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว พ่อเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า

    ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านตรวจเก็บภาษีขาเข้าขาออกเฉพาะ เรียกว่า พระคลังสินค้า มีสถานที่สำหรับการภาษี เรียกว่า ขนอน เก็บภาษีจากระวางบรรทุกสินค้าและจากสินค้า ครั้นสมัยกรุงธนบุรี บ้านเมืองอยู่ในยุคสงคราม การค้าขายระหว่างประเทศไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากนัก

                     ล่วงถึงยุครัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3 มีการประมูลผูกขาดการเรียกเก็บภาษีอากร เรียกว่า ระบบเจ้าภาษีนายอากร ส่วนสถานที่เก็บภาษี เรียกว่า โรงภาษี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่งที่เกี่ยวกับศุลกากร คือ ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมปากเรือ เปลี่ยนมาเป็นเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่เรียกว่า ภาษีร้อยชักสาม ส่วนสินค้าขาออกให้เก็บตามที่ระบุในท้ายสัญญาเป็นชนิดไป ทั้งมีการตั้งโรงภาษี เรียกว่า ศุลกสถาน (Customs House) ขึ้นเป็นที่ทำการศุลกากร

    ยุคใหม่ของศุลกากรไทยเริ่มในพ.ศ.2417 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงจัดตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ เป็นสำนักงานกลางในการรวบรวมรายได้ของแผ่นดิน งานศุลกากรซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บภาษีขาเข้าขาออกเป็นรายได้ของรัฐ อยู่ในความควบคุมดูแลของหอรัษฎากรพิพัฒน์ ส่งงานศุลกากรเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและสถานการณ์โลก มีการสร้างอาคารที่ทำการใหม่ให้เหมาะสมขึ้นแทนที่ทำการศุลกากรที่เรียกว่าศุลกสถานเดิมในปี 2497 คือสถานที่ตั้งกรมศุลกากรคลองเตยในปัจจุบัน

                         ช่วงเวลาที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกรมศุลกากรมีภารกิจหลักคือจัดเก็บภาษีอากรจากของที่นำเข้ามาในและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อนำไปพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และดูแล ป้องกัน ปราบปรามการลักลอบหนีศุลกากรเพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปตามเป้าหมายและเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่สุจริต

     

              

          วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีศุลกากร

    1.สกัดกั้นการไหลบ่าของสินค้าจากต่างประเทศ ที่จะเข้ามาภายในประเทศ

    2.เพื่อปกป้องสินค้าในประเทศไม่ให้ถูกโจมตีจากสินค้าต่างประเทศ

    3.เพื่อป้องกันการส่งสินค้าบางชนิดไม่ให้ส่งออกไปต่างประเทศ

            ผู้มีหน้าที่เสียภาษีศุลกากร
         1.ผู้นำของเข้า หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของ หรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครอง หรือมีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร  ได้แก่

                  1. เจ้าของของที่นำเข้า

                    2. ผู้ครอบครองของที่นำเข้า

                    3. บุคคลซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร

         2. ผู้ส่งของออกหมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของ หรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครอง หรือมีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่ส่งของนั้นออกนอกประเทศ จนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร  ได้แก่  

                  1. เจ้าของของที่ส่งออก

                    2. ผู้ครอบครองของที่ส่งออก

                    3. บุคคลซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ จนถึงเวลาที่ได้ปล่อยออกไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร

            3. ผู้โอน ผู้รับโอน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับของที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากร

                               1. ของนำเข้าที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรเพราะ

                                    - นำเข้ามาเพื่อใช้เองโดยบุคคลที่มีสิทธิ

                                    - นำเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างใดที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ                
                               2. มีการ

                                    - โอนของนั้นไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากร

                                    - นำไปใช้ในการอื่นนอกจากที่กำหนดไว้

                                    - สิทธิที่ได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรสิ้นสุดลง  

                                 3. ผู้โอน ผู้รับโอน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ต้องเสียภาษี

             ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีศุลกากร

     

             1. ความรับผิดในอันที่จะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ  

              2. ถ้ามีความจำเป็นใด ๆ เกี่ยวกับการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่าการนำของเข้ามาจะถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อใด ให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จแต่ขณะที่เรือซึ่งนำของนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง  

     

              ตัวอย่าง   เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในน่านน้ำซึ่งเป็นอาณาเขตของประเทศไทยวันที่ 10 มกราคม แต่ได้เข้าเทียบท่าเรือซึ่งเป็นเขตด่านศุลกากรในวันที่ 13 มกราคม

    -         ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีศุลกากรเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ขณะที่เรือซึ่งนำของได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง คือวันที่ 13 มกราคม

                  - ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อนำเข้าสำเร็จ ส่วนการคำนวณภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของ และพิกัดอัตราภาษี ในขณะที่นำเข้าสำเร็จเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นของที่เก็บอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน ก็ให้ถือตามสภาพของ ราคาของ และพิกัดอัตราภาษี ในขณะที่นำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน

             เปรียบเทียบความรับผิดในการเสียภาษีสำหรับภาษีที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้า

    ภาษีสรรพสามิต

                    - ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดพร้อมกับภาษีศุลกากร แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีการนำของเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายศุลกากร เขตปลอดอากร หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออก ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีก็จะเกิดขึ้นเมื่อนำสินค้าออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออก แล้วแต่กรณี

    ภาษีมูลค่าเพิ่

                    - ความรับรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีการค้ำประกันอากรขาเข้า แล้วแต่กรณี

                    

    หลักทั่วไปในการเรียกเก็บและการคำนวณค่าอากร

            1. การคำนวณภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของ คูณด้วย พิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น   

              2. ในกรณีของที่เก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนให้คำนวณตามพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในเวลาซึ่งได้ปล่อยของออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ไม่ว่าปล่อยออกไปในสภาพเดิมที่นำเข้า หรือในสภาพอื่น

    ตัวอย่าง เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในน่านน้ำซึ่งเป็นอาณาเขตของประเทศไทยวันที่ 10 มกราคม แต่ได้เข้าเทียบท่าเรือซึ่งเป็นเขตด่านศุลกากรในวันที่ 13 มกราคม ยื่นใบขนสินค้าทันที 2,000 ชิ้น ในวันที่ 13 มกราคม ส่วนอีก 1,000 ชิ้น นำไปเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน และได้นำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อยื่นใบขนสินค้าขาเข้าในวันที่ 15 กุมภาพันธ์

              - ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าทั้งหมดเกิดขึ้นในวันที่ 13 มกราคม

              - สินค้าที่ยื่นใบขนสินค้าทันที 2,000 ชิ้น ต้องคำนวณภาษีตามสภาพของ ราคาของ และพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ตามที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น คือวันที่ 13 มกราคม

              - สินค้าที่ยื่นใบขนสินค้า 1,000 ชิ้น ต้องคำนวณภาษีตามพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่เป็นอยู่ในวันที่นำสินค้าออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บน คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์
             3. เมื่อยื่นใบขนสินค้า และได้ขนของขึ้นเพื่อเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บน

                                    - ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดรายการละเอียดแห่งของนั้นไว้

                                    - เมื่อเป็นที่พอใจว่า มีการปฏิบัติครบถ้วนตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เขียนคำรับรองว่า ของนั้นได้เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนถูกต้อง  

                     4. รายละเอียดแห่งของที่จดไว้ ให้ใช้สำหรับประเมินอากรแก่ของนั้น

                                    - ในกรณีที่มีการใช้ของไปในการผลิต ผสม ประกอบ บรรจุ หรือดำเนินการอื่นใดในคลังสินค้าทัณฑ์บน ให้คำนวณปริมาณที่ใช้ไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีเห็นชอบหรือประกาศกำหนด  

                    5. ให้ยกเว้นการเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแก่ของที่ปล่อยออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะปล่อยออกไปในสภาพเดิมที่นำเข้าหรือในสภาพอื่น  

                 6. การปล่อยของออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน หากเป็นการโอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนอื่นหรือจำหน่ายให้แก่

                       - ผู้นำของเข้าที่ได้รับการคืนอากร เนื่องจากนำเข้ามาผลิต ผสม ประกอบ เป็นสินค้าอื่น  หรือบรรจุสินค้าเพื่อส่งออก

                       - ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

                       - ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายอื่น

              ให้ถือว่าเป็นการส่งออกในเวลาที่ปล่อยของออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

                  

      ฐานภาษีศุลกากร

       ได้แก่มูลค่าของสินค้าที่นำไปคูณกับอัตราอากร เพื่อเรียกเก็บอากรขาเข้าหรือ อากรขาออกซึ่งก็คือ ราคาศุลกากร

              คำว่า ราคาศุลกากรหรือ ราคาแห่งของอย่างใด นั้น

              (1) ในกรณีส่งของออก หมายความว่า ราคาขายส่งเงินสดซึ่งจะพึงขายของประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุน ณ เวลา และที่ที่ส่งของออก โดยไม่มีหักทอนหรือลดหย่อนราคาอย่างใดหรือ

              (2) ในกรณีนำของเข้า หมายความว่า ราคาของของเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรตามราคาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

                 (ก) ราคาซื้อขายของที่นำเข้า

                    () ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน

                    (ค) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน

              () ราคาหักทอน

              () ราคาคำนวณ

              () ราคาย้อนกลับ

              ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาตาม () () () () () และ () ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    การกำหนดราคาศุลกากร

    1. การกำหนดราคาศุลกากรในกรณีนำของเข้าจะต้องรวม

                    - ค่าประกันภัย

                    - ค่าขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า

                    - ค่าขนของลง

                    - ค่าขนของขึ้น

                    - และค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า

    2. กรณีที่ไม่มีมูลค่าของค่าประกันภัย หรือค่าขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า หรือไม่มีค่าขนของลง ค่าขนของขึ้น หรือค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของที่นำเข้ามายังท่าหรือที่ที่นำของเข้า การกำหนดมูลค่าของรายการดังกล่าวให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด  ดังนี้

     

              1. ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่า

                                    - ราคาสำแดงของของที่นำเข้ามีราคาต่ำอย่างปรากฏชัด

                                    - ไม่น่าจะเป็นมูลค่าอันแท้จริง

                    2. หากได้มีการกำหนดราคาศุลกากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ราคาและการกำหนดราคาศุลกากรแล้ว ยังคงมีราคาต่ำอย่างปรากฏชัดหรือไม่น่าจะเป็นมูลค่าอันแท้จริง

              3. อธิบดีมีอำนาจกำหนดราคาศุลกากรของของดังกล่าวได้

    สถานที่จัดเก็บภาษีศุลกากร

    ได้แก่ด่านศุลกากร    ที่นำสินค้าเข้ามา หรือ ส่งสินค้าออก

    ของที่ได้รับยกเว้นอากร

                    ประเภทที่ 1

                  1. ของที่ส่งออก (รวมทั้งของที่ส่งกลับออกไป)

                    2. นำกลับเข้ามาภายในหนึ่งปี

                    3. โดยไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูป

                    4. ในเวลาที่ส่งออกนั้นได้รับใบสุทธิสำหรับนำกลับ

                     ประเภทที่ 2

             1. ของที่นำเข้ามาในประเทศไทยและได้เสียอากรไว้ครบถ้วนแล้ว

              2. ส่งกลับออกไปซ่อมในต่างประเทศ

              3. นำกลับเข้ามาภายในหนึ่งปี หลังจากที่ได้รับใบสุทธิสำหรับนำกลับเข้ามา ซึ่งออกให้ในขณะที่ส่งออก

    ประเภทที่ 3

             1. ของที่

                       - นำเข้ามาพร้อมกับผู้นำเข้า

                       - นำเข้ามาเป็นการชั่วคราว

              2. จะส่งกลับออกไปภายในไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่นำเข้า

              3. เฉพาะของดังต่อไปนี้

                       ก. ของที่ใช้ในการแสดงละคร หรือการแสดงอย่างอื่นที่คล้ายกัน ซึ่งผู้แสดงที่ท่องเที่ยวนำเข้ามา

                       ข. เครื่องประกอบและของใช้ในการทดลองหรือการแสดงเพื่อวิทยาศาสตร์ หรือการศึกษา ซึ่งนำเข้ามาเพื่อจัดการทดลองหรือแสดง

                       ค. รถสำหรับเดินบนถนน เรือ และอากาศยาน ทีเจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตน

                      ง. เครื่องถ่ายรูปและเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งบุคคลที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว นำเข้ามาเพื่อใช้ถ่ายรูปหรือบันทึกเสียง

                       - ฟิล์มและแผ่นสำหรับถ่ายรูปหรือสิ่งที่ใช้บันทึกเสียง ที่นำเข้ามาใช้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและปริมาณที่กำหนด

                       จ. อาวุธปืนและกระสุนปืน ซึ่งบุคคลที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว นำเข้ามาพร้อมกับตน

                       ฉ. ของที่นำเข้ามาเป็นการชั่วคราว โดยมุ่งหมายจะแสดงในงานสาธารณะ ที่เปิดให้ประชาชนดูได้ทั่วไป

                      ช. ของที่นำเข้ามาเพื่อซ่อม โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                      ซ. ตัวอย่างสินค้า (ยกเว้นที่ระบุไว้ในประเภทที่ 14) ซึ่งนำเข้ามาเป็นการชั่วคราวพร้อมกับผู้นำเข้า และมีสภาพซึ่งเมื่อจะส่งกลับออกไปสามารถตรวจสอบได้แน่นอน ว่าเป็นของอันเดียวกับที่นำเข้ามา แต่ต้องมีปริมาณ หรือมูลค่า ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วไม่เกินกว่าที่จะเห็นได้ว่าเป็นเพียงตัวอย่างธรรมดา

                     ญ. เครื่องมือและสิ่งประกอบสำหรับงานก่อสร้าง งานพัฒนาการ รวมทั้งกิจการชั่วคราวอย่างอื่น ตามที่อธิบดีเห็นสมควร

    ประเภทที่ 4

              1. รางวัลและเหรียญตราที่ต่างประเทศมอบให้แก่บุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักร

              2. เพื่อเป็นเกียรติในความดีเด่นทางศิลป วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ การกีฬา หรือบริการสาธารณะ

              3. เพื่อเป็นเกียรติประวัติในความสำเร็จ หรือพฤติกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์

              4. เฉพาะรางวัล ต้องอยู่ในดุลพินิจของอธิบดีที่จะพิจารณาตามที่เห็นสมควร

    ประเภทที่ 5

              

              1. ของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตน

              2. สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพ

              3. มีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ

              4. รถยนต์ อาวุธปืนและกระสุนปืน ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นอากร

              5. สุรา บุหรี่ ซิการ์ หรือยาเส้น อธิบดีอาจออกข้อกำหนดยกเว้นอากรให้ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินปริมาณดังนี้

              ก. บุหรี่สองร้อยมวน หรือซิการ์หรือยาเส้นอย่างละสองร้อยห้าสิบกรัม หรือหลายชนิดรวมกันมีน้ำหนักทั้งหมดสองร้อยห้าสิบกรัม แต่บุหรี่ต้องไม่เกินสองร้อยมวน

              ข. สุราหนึ่งลิตร

    ประเภทที่ 6

              1. ของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตน

              2. สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพ

              3. มีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ

              4. รถยนต์ อาวุธปืนและกระสุนปืน ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นอากร

              5. สุรา บุหรี่ ซิการ์ หรือยาเส้น อธิบดีอาจออกข้อกำหนดยกเว้นอากรให้ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินปริมาณดังนี้

              ก. บุหรี่สองร้อยมวน หรือซิการ์หรือยาเส้นอย่างละสองร้อยห้าสิบกรัม หรือหลายชนิดรวมกันมีน้ำหนักทั้งหมดสองร้อยห้าสิบกรัม แต่บุหรี่ต้องไม่เกินสองร้อยมวน

              ข. สุราหนึ่งลิตร

    ประเภทที่ 7

              1. ส่วนประกอบและอุปกรณ์ของอากาศยานหรือเรือ รวมทั้งวัสดุ

              2. นำเข้ามาเพื่อใช้ซ่อมหรือสร้างอากาศยานหรือเรือ

              3. ส่วนประกอบของอากาศยานหรือเรือดังกล่าว

    ประเภทที่ 8

              1. น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหยอดเครื่อง และสิ่งที่ใช้ในการหล่อลื่น

              2. ที่เติมในอากาศยาน หรือในเรือที่มีขนาดเกินกว่าห้าร้อยตันกรอสส์

              3. ศุลกากรได้ปล่อยให้ไปต่างประเทศแล้ว

     

    ประเภทที่ 9

                    1. พืชผลที่ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยปลูก

                    2. ในเกาะดอนและที่ชายตลิ่งแม่น้ำซึ่งกั้นเขตแดนประเทศไทย

    ประเภทที่ 10

    ของที่ได้รับเอกสิทธิ

                       - ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ

                       - ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

                       - ตามสัญญากับนานาประเทศ

                       - ทางการทูตซึ่งได้ปฏิบัติต่อกันโดยอัธยาศัยไมตรี

    ประเภทที่ 11

              1. ของที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า

              - เป็นของที่นำเข้ามาหรือส่งออกไปเพื่อบริจาคเป็นการสาธารณกุศลแก่ประชาชน โดยผ่านส่วนราชการหรือองค์การสาธารณกุศล

              - เป็นของที่นำเข้ามาเพื่อให้แก่ส่วนราชการหรือองค์การสาธารณกุศล

              2. รถยนต์ ไม่ถือว่าเป็นของที่จะได้รับยกเว้นภาษีในกรณีนี้

    ประเภทที่ 12

             

    ของที่นำเข้าโดยทางไปรษณีย์ ซึ่งแต่ละหีบห่อมีราคาไม่เกินห้าร้อยบาท

    ประเภทที่ 13

         ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในทางราชการ

    ประเภทที่ 14

               ตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้แต่เพียงเป็นตัวอย่าง และไม่มีราคาในทางการค้า

    ประเภทที่ 15

              1. ภาชนะบรรจุของชนิดที่ใช้บรรจุเพื่อความสะดวกหรือความปลอดภัยในการขนส่งระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า คอร์นเทนเนอร์

              2. นำเข้าและจะส่งกลับออกไป

              3. ไม่ว่าจะโดยมีของบรรจุอยู่หรือไม่

              4. ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด

     

     

    ประเภทที่ 16

              1. ของที่นำเข้ามาสำหรับคนพิการใช้โดยเฉพาะ

              2. ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

              3. ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ประเภทที่ 17

     

              1. ของที่พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

              2. ว่าเป็นของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการประชุมระหว่างประเทศ

              3. มีปริมาณพอสมควรแก่การประชุมนั้น

              4. ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด

    ประเภทที่ 18

                    1. ของที่ส่งออกซึ่งพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีว่าเป็นของที่ได้นำเข้ามาไม่เกินสองปี

                    2. ยังมิได้เปลี่ยนแปลงลักษณะ หรือรูป

                                          จบบทที่7

    ----------------------------------------------------------------
     

              




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 853 ครั้ง

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 249.6004ms