เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 3527 คน
วิชาการภาษีอากร
ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 1 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 2 หลักการและวิธีการประเมินภาษี ตามประมวลรัษฎากร (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แผนการสอนเรียนการสอนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนที่ 3 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 3 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนที่ 2 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 4 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 9 ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 8 ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 7 ภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 6 ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อากรแสตมป์ (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตอนที่ 3) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตอนที่ 2) (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • บทที่ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตอนที่ 1 ) (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <เมษายน 2557>
     
    1431123456
    1578910111213
    1614151617181920
    1721222324252627
    182829301234
    19567891011
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 346671
    • เฉพาะวันนี้ 116
    • ความคิดเห็น 8
    • จำนวนเรื่อง 14
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    20/5/2556 9:38:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา   “การภาษีอากร”รหัสวิชา :961365

    คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นาย วินัย  เนื้อนาจันทร์  นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ (อาจารย์พิเศษ)

     

    บทที่ 3

     ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  

    ขอบเขตของเนื้อหา

    • ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ?
    • เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นแล้วผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องทำอะไรบ้าง?
    • เงินได้อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี?
    • ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นในระหว่างปีภาษีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบฯ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกกรณีหรือไม่?
    • เงินได้อันเป็นเหตุให้ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีมาจากแหล่งใดบ้าง?
    • ในการเสียภาษีจะต้องคำนวณภาษีอย่างไร?
    • เงินได้พึงประเมินอะไรบ้างที่ได้รับยกเว้นภาษี?
    • วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีจะต้องทำอย่างไร?
    • เงินได้พึงประเมินแต่ละกรณีจะคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้เท่าใด?
    • ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง?
    • ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร และเมื่อใด?
    • ยื่นแบบแสดงรายการได้ที่ไหน?
    • การชำระภาษีด้วยวิธีใดบ้าง?
    • หากยื่นแบบแล้วมีภาษีต้องชำระจะขอผ่อนชำระภาษีได้หรือไม่
    • ถ้าไม่ชำระในกำหนดเวลาหรือชำระไม่ถูกต้องจะมีความรับผิดอย่างไรบ้าง?
    • บัญชีอัตราภาษี
    • การบริจาคเงินภาษีให้แก่พรรคการเมือง?

     

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    -         เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตลอดจนหลักการและวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    -         เพื่อให้นักศึกษาสามารถคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและกรอกแบบแสดงรายการภาษี  
         เงินได้บุคคลธรรมดาได้อย่างถูกต้อง

     

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา Personal Income Tax

     

         ตอนที่ 1

     

    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  เป็นภาษีทางตรง   และเป็นภาษีอากรประเมิน หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด 4 ประเภท ดังนี้
               1)   บุคคลธรรมดา  หมายถึงบุคคลทุกคนที่มีสภาพบุคคลตาม  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 2 บุคคล หมวด 1 บุคคลธรรมดา ส่วนที่ 1 สภาพ บุคคล มาตรา 15 สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย 

    2)        ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

                    ห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายถึงห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๐๒๕  ที่มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  เพราะเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว  จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ซึ่งมีลักษณะและหลักการแตกต่างกัน

    ห้างหุ้นส่วนสามัญ  เกิดขึ้นจากการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำกิจการร่วมกัน  ด้วยวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น  และผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีข้อจำกัด  

                  เช่น ก. กับ ข.  เข้าหุ้นกันเปิดร้านถ่ายรูป  รับถ่ายเอกสาร  รับทำรายงาน  เมื่อมีกำไรก็ตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง   เงินที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวเป็นเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ ซึ่งมี ก. และ ข.  เป็นหุ้นส่วน  ซึ่งอาจใช้ชื่อห้างหุ้นส่วน ก. และ ข.  หรือใช้ชื่ออื่นก็ได้   แต่ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้  เกิดเป็นหน่วยภาษีใหม่  มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยผู้อำนวยการ  หรือผู้จัดการห้างหุ้นส่วนเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว  โดยผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ต้องนำเงินได้ที่ได้จากการประกอบกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นไปยื่นแบบแสดงรายการในนามของผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นส่วนตัว  แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว ค้างชำระค่าภาษีเงินได้  หุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบในหนี้ค่าภาษีดังกล่าวด้วย   
                          คณะบุคคล  ประมวลรัษฎากรมิได้ให้คำนิยามไว้ว่ามีความหมายอย่างไร   คณะบุคคลนั้น  มีลักษณะคล้ายห้างหุ้นส่วนสามัญ  คือประกอบด้วยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มาร่วมกันประกอบกิจการ  หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลาอย่าง และการกระทำนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรขึ้นมา   หากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับนั้นมีจำนวนเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  ผู้อำนวยการ หรือผู้จัดการของคณะบุคคลนั้นก็มีหน้าที่นำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับนั้นมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้   แต่การร่วมกันประกอบกิจการ หรือกระทำการที่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น  ต้องมิได้มีเจตนาที่จะหากำไรเป็นส่วนตัว   เช่นชมรมนิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  ซึ่งประกอบด้วยนิสิตจำนวนหนึ่งที่เป็นสมาชิก  จัดงานการแสดงดนตรีการกุศลเพื่อนำรายได้ไปซื้อเครื่องมือแพทย์ไว้ใช้ในโรงพยาบาลของรัฐที่ขาดแคลน   เงินรายได้ที่ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของชมรมดังกล่าว  เพราะชมรมประกอบด้วยนิสิตที่เป็นสมาชิกทุกคน  เมื่อจัดการแสดงดนตรีมีการขายบัตร  และมีเงินได้จากการขายบัตรดังกล่าว  ชมรมจึงมีสภาพเป็นคณะบุคคล  ผู้แทนของชมรม คือประธานชมรมมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ในนามของชมรม
                    ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล  เป็นหน่วยภาษีที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากร  ไม่มีสภาพบุคคล  เพราะสภาพบุคคลต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  ๑๕  และไม่ใช่นิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  ๖๕     

                  3). ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
                             ในกรณีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วถึงเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนดไว้  ถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กำหนดให้ผู้จัดการมรดก  หรือในกรณีที่ไม่มีการตั้งผู้จัดการมรดก  ทายาท  หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี  มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีแทนผู้ตาย  โดยต้องยื่นแบบแสดงรายการในนามของผู้ตาย  และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนผู้ตาย  ดังนั้น  จะเห็นได้ว่า  ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น  ไม่ตายตามผู้มีเงินได้ไปด้วย
                   มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า  ในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนผู้ตายนั้น  กฎหมายกำหนด ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย  เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นทั้งสิ้น  ซึ่งหมายความว่า  แม้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะถึงแก่ความตายไปแล้ว  และทรัพย์สินของผู้นั้นเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทเมื่อบุคคลนั้นตาย  ตามมาตรา  ๑๕๙๙  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ตาม  แต่หากทรัพย์มรดกดังกล่าวก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินในระหว่างปีภาษีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนั้นตาย  เงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของทายาทผู้รับมรดก  แต่ถือเป็นเงินได้ของผู้ตายในปีภาษีนั้น  เช่น 

              ตัวอย่างแรก   ในปีภาษี  ๒๕๔๘  นาย ก. มีห้องชุดให้เช่า  ๒  ห้อง โดยทำสัญญาให้เช่าเป็นเวลา  ๓  ปี ได้ค่าเช่ารวมเดือนละ  ๒๐,๐๐๐  บาท  นาย ก. ถึงแก่ความตายในวันที่  ๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๔๘   ห้องชุดดังกล่าวจึงตกเป็นมรดกของนาย ข. ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียว  ตั้งแต่วันที่นาย ก.  ตาย  และนาย ข. เก็บค่าเช่าตามสัญญาเช่าจากผู้เช่าไปใช้ในฐานะทายาทผู้รับมรดกห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าว  เพราะในกรณีผู้ให้เช่าตาย  สัญญาเช่าจะไม่ระงับ   ดังนี้  จะเห็นได้ว่า  ในปีภาษี  ๒๕๔๘  เมื่อนาย ก. ถึงแก่ความตาย  นาย ก. จะมีเงินได้จากค่าเช่าไม่ถึง  ๓๐,๐๐๐  บาท  ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา  ๕๖  ( ๑ )  แต่เมื่อมาตรา  ๕๗  ทวิ วรรคหนึ่ง  บัญญัติให้รวมเงินได้ของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย  เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นทั้งสิ้น  จึงต้องถือว่าในปีภาษี  ๒๕๔๘  นั้น  เงินได้ของนาย ก. ผู้ตาย คือเงินได้จากค่าเช่าที่นาย ก.ได้รับก่อนนาย ก. ตาย จำนวน  ๒๐,๐๐๐ บาท และเงินค่าเช่าที่นาย ข.ได้รับจากห้องชุดดังกล่าว หลังนาย ก. ตาย จนถึงสิ้นปีภาษี คือวันที่  ๓๑  ธันวาคม  ๒๕๔๘   รวมกันเป็นเงิน  ๒๔๐,๐๐๐  บาท เป็นเงินได้ของนาย  ก. ที่ได้รับในปีภาษี  ๒๕๔๘  ทั้งหมด  เพราะค่าเช่าที่ได้รับหลังนาย ก. ตายนั้น  เป็นดอกผลโดยนิตินัยของห้องชุดทั้งสองห้อง  จึงเป็นเงินได้ที่กองมรดกของนาย ก . ได้รับในปีภาษีที่นาย ก. ตาย  นาย ข. จึงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี  ๒๕๔๘ ในนามของนาย ก. แทนนาย ก. ผู้ตาย  ภายในเดือนมีนาคม  ๒๕๔๙ โดยนาย ข.  ไม่ต้องนำค่าเช่าที่ได้รับจากห้องชุดที่ได้รับมรดกจาก             นาย ก. ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์  ถึงเดือน  ธันวาคม  ๒๕๔๘  มาคำนวณเป็นเงินได้ของตนอีก   

       4)   กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง  

                  ผู้เสียภาษีประเภทนี้      ตามประมวลรัษฎากรกำหนดว่า   สำหรับในปีต่อไป  ถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่ง  และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด ผู้จัดการมรดก  หรือทายาท  หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก  แล้วแต่กรณี  มีหน้าที่ต้องปฏิบัติยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย          

                 การแบ่งมรดกของผู้ตาย จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  ๑๗๕๐  ซึ่งระบุไว้  ๓  กรณี คือ   ๑)  ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด  ๒)  ขายทรัพย์มรดกแล้วทายาทนำเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท  และ ๓)  ทำสัญญาตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน  หากทรัพย์มรดกของผู้ตายมีหลายอย่าง  มีการแบ่งกันแล้วบางส่วน  แต่ยังคงเหลือทรัพย์มรดกบางส่วนที่ยังมิได้แบ่งกัน  และทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินเกินกว่า  ๓๐,๐๐๐  บาท จะเป็นกรณีตามมาตรา  ๕๗  ทวิ วรรคสองนี้  โดยถือว่ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งนี้  เป็นเงินได้พึงประเมินของกองมรดกของผู้ตาย ซึ่งผู้จัดการมรดก  หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของกองมรดก

                 ตามตัวอย่างที่สองในกรณีที่ผู้มีเงินได้พึงประเมินถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษีข้างต้น  เมื่อนาย ข. ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกและยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในนามของนาย ก. ภายในเดือนมีนาคม  ๒๕๔๙  แล้ว ตั้งแต่เดือน มกราคม  ๒๕๔๙  ผู้เช่าห้องชุดยังคงจ่ายค่าเช่าให้แก่นาย ข. ผู้จัดการมรดกของนาย ก. ตลอดมา เดือนละ  ๒๐,๐๐๐  บาท หากสิ้นปีภาษี  ๒๕๔๙  นาย ข. ยังจัดการมรดกไม่เสร็จ  ยังมิได้จัดการแบ่งทรัพย์มรดกคือห้องชุดสองห้องดังกล่าวให้เป็นสัดส่วน  หรือยังมิได้โอนห้องชุดดังกล่าวเป็นชื่อของนาย ข. และนาย ค. ซึ่งเป็นทายาท  ห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของกองมรดกของนาย ก.  ค่าเช่าที่ได้รับเดือนละ  ๒๐,๐๐๐  บาท ตลอดปี  ๒๕๔๙  เป็นเงิน  ๒๔๐,๐๐๐  บาท จึงเป็นเงินได้ของกองมรดกมิใช่เงินได้ของนาย ข. และ นาย ค. ตามมาตรา  ๕๗  ทวิ  วรรคสองดังกล่าว  เมื่อเงินได้ของกองมรดกเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  ในปีภาษี  ๒๕๔๙  นาย ข. ที่เป็นผู้จัดการมรดก  ก็มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีในนามกองมรดกของนาย  ก. ภายในเดือน มีนาคม  ๒๕๕๐ จะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรมาตรานี้  จะเกิดหน่วยภาษีขึ้นใหม่อีกหน่วยหนึ่ง  คือกองมรดกของผู้ตาย ซึ่งผู้จัดการมรดกจะต้องไปขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของกองมรดกด้วย

               อย่างไรก็ตาม  เงินได้จากกองมรดกที่ยังมิได้แบ่งนี้  เมื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของกองมรดกแล้ว  เมื่อผู้จัดการมรดกนำเงินที่เหลือไปแบ่งให้แก่ทายาท  เช่นกรณีข้างต้น นาย ข. นำเงินค่าเช่าห้องชุดที่เสียภาษีในนามกองมรดกแล้วมาแบ่งกันกับนาย ค. คนละครึ่ง  เงินที่นาย ข. และ นาย ค. ได้รับ ก็เป็นเงินได้พึงประเมินของนาย ข. และนาย ค. ในปีภาษีที่ได้รับส่วนแบ่งนั้น  แต่เงินส่วนแบ่งจากกองมรดกที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้วดังกล่าว  ได้รับยกเว้นภาษีไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ตาม มาตรา  ๔๒ ( ๑๖ )  แห่งประมวลรัษฎากร  เพราะหากต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีอีก  ก็จะเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากเงินได้จำนวนเดียวกัน

     

     

    หลักการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน

    การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีหลักการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่สำคัญอยู่  5  ประการ คือ

    1.หลักการรับรู้จำนวนเงินได้พึงประเมิน

    2.หลักการรับรู้เงินได้พึงประเมินตามเกณฑ์เงินสด(Cash Basis)

    3. เงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีภาษีใดถือเป็นเงินได้ของปีภาษีนั้น

    4. เงินได้พึงประเมินของบุคคลใด ให้ถือเป็นเงินได้ของบุคคลนั้น

    5.หลักการเกิดขึ้นของเงินได้พึงประเมิน

    1 หลักการรับรูจํานวนเงินไดพึงประเมิน ใหคํานวณนับเงินไดพึงประเมินเปนรายปภาษี(ปภา ษี หมายถึง ปประดิทิน (ปฏิทิน) เริ่มตั้งแตวันที่ 1 มกราคม สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคมของทุกป) ไม วาผูมีเงินไดจะเริ่มมีเงินไดเมื่อใดในระหวางปภาษีหรือปปฏิทิน  ใหคํานวณนับเงินไดพึงประเมิน  เพื่อการคํานวณภาษีเงินไดสําหรับปภาษีนั้นจนถึงเพียง ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของปนั้นเทานั้น

    2 หลักการรับรูเงินไดพึงประเมินตามเกณฑเงินสด

    โดยเหตุที่เงินไดที่จะถือเปนเงินไดพึงประเมิน  อันเขาลักษณะพึงตองเสียภาษีเงินไดตาม ประมวลรัษฎากร ตองเปนเงินไดที่ผูมีเงินไดไดรับมาในระหวางปภาษี หากแมมีกิจกรรมที่กอใหเกิดเงินไดพึงประเมินแลวแตผูมีเงินไดยังไมไดรับเงินไดดังกลาวในระหวางปภาษี   ก็จะยังไมถือเปนเงินไดพึง ประเมิน ดังนั้นจึงอาจพิจารณาไดวาเกณฑการรับรูเงินไดพึงประเมินสอดคลองกับเกณฑการรับรูรายได้ตาม  เกณฑเงินสด  (Cash Basis) ในทางการบัญชีนั่นเอง

    เชน ในป 2554   นาย ก. ประกอบกิจการ ขายสินคาไดเปนเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท แบงเปนขายเงินสด 400,000 บาท และขายเงินเชื่อ 300,000 บาทในระหวางปไดรับชําระหนี้ จากการขายเงินเชื่อ 200,000 บาท เชนนี้ถือวาในป 2554  นาย ก. ไดรับเงินไดพึงประเมินเปนเงิน 600,000 บาท (400,000 บาท + 200,000 บาท)           

              อนึ่ง  ในบางกรณีที่แมผูมีเงินไดจะยังมิไดรับเงินไดเขามาอยูในความครอบครองของตนแตผูมีเงินไดมีสิทธิในเงินไดจํานวนนั้นโดยสมบูรณแลว  ก็ใหถือเปนเงินไดเสมือนหนึ่งวาไดรับมาแลว (Constructive Receipt) และใหผูมีเงินไดรับรูเปนเงินไดพึงประเมินของปที่ไดรับเงินไดนั้น เชนเงินไดที่เปน ธนาณัติ เช็ค ตั๋วสัญญาใชเงิน หรือตั๋วแลกเงินที่ถึงกําหนดชําระแลว เงินโอนบัญชีธนาคำร (Transferred) เปนตน

     

    กรณีไม่ได้รับเงินหรือทรัพยสินหรือประโยชนใดๆแต่ถือเป็นเงินได้

    อยางไรก็ตาม ในกรณีดังตอไปนี้ แมจะไมไดรับเงินหรือทรัพยสินหรือประโยชนใดๆ ก็ ใหถือวาผูมีเงินไดมีเงินไดพึงประเมิน

    (1)  กรณีเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินตามมาตรา  40(5)(ก)  ถาเจาพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อวาผูมีเงินไดแสดงเงินไดต่ำไปไมถูกตองตามความเปนจริง เจาพนักงานประเมินมีอํานาจ ประเมินเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินนั้น ตามจํานวนเงินที่ทรัพยสินนั้นสมควรใหเชาไดตามปกติ และใหถือวา จํานวนเงินที่ประเมินนี้เปนเงินไดพึงประเมินของผูมีเงินได ในกรณีนี้ผูมีเงินไดจะอุทธรณการ ประเมินก็ได (มาตรา 40 (5) วรรคสอง)

    (2) กรณีที่กฎหมายกําหนดใหถือเปนการขายตามมาตรา 40 ทวิ ดังนี้

    ในปภาษีใดที่ไดมีการสงสินคาไปตางประเทศ    ใหแกหรือตามคําสั่งของสํานักงานใหญ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจาง หรือลูกจางในตางประเทศ โดยมิใชสินคาที่สงไปเปนตัวอยางหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ หรือของผานแดน หรือของที่สงออกไปแลวกลับเขามาใหผูสงภายในหนึ่งปนับ แตวันที่สงออกไป    หรือของที่นําเขามากแลวสงกลับออกไปใหผูสงภายในหนึ่งปนับแตวันที่นําเขามา ใหถือวาการที่ไดสงสินคาออกไปนั้นเปนการขาย   และใหถือวาผูที่สงสินคาออกไปดังกลาวเปนผูมีเงิน ได โดยถือตามราคำตลาด (ราคำ เอฟ.โอ.บี.) ณ วันที่ไดสงสินคาออกเปนเงินไดพึงประเมิน

    (3) กรณีจําหนาย จาย โอนอสังหาริมทรัพย โดยไมไดรับประโยชนหรือคาตอบแทน ใหถือวาผูโอนเปนผูมีเงินไดตามมาตรา 41 ทวิ แหงประมวลรัษฎากร

    ในกรณีดังกลาวใหเจาพนักงานประเมินกําหนดราคำขายอสังหาริมทรัพยนั้น โดยถือ ตามราคำประเมินทุนทรัพยเพื่อเรียกเก็บคาธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม  ตามกฎหมายที่ดิน ซึ่งเปนราคำที่ใชอยูในวันที่มีการโอนนั้น (มาตรา 49 ท วิ แหงประมวลรัษฎากร)

    บทบัญญัติตามมาตรา  41  ทวิ  แหงประมวลรัษฎากรนี้  เปนกฎหมายพิเศษ  ยกเวน กฎหมายทั่วไป     ซึ่งตามปกติธรรมดาผูรับตองเปนผูมีเงินไดและตองเปนผูเสียภาษี     แตสําหรับการ จําหนาย จาย โอน อสังหาริมทรัพย เปนทางตรงกันขาม กฎหมายกําหนดใหผูโอนเปนผูมีเงินไดและ เปนผูมีหนาที่เสียภาษีเงินไดจากการโอนอสังหาริมทรัพยดังกลาว

    อยางไรก็ตาม   ขอกําหนดดังกลาวใหใชเฉพาะกรณีผูใหเปนผูมีหนาที่เสียภาษีเงินได บุคคลธรรมดาและมีการใหโดยเสนหาเทานั้น  แตถาเปนการจําหนายจายโอนเนื่องจากกิจกรรมที่

    กอให้เกิดเงินได อันไดแก หนาที่งานที่ทํา กิจการที่ทํา หรือเนื่องจากทรัพยสิน ผูรับยังคงเปนผูมีเงินได เชนลูกจางพนักงานไดรับเงินไดเปนที่ดิน  ผูชิงโชคไดรับรางจากการชิงโชคเปนอสังหาริมทรัพย  ผูใหกูยืม เงินไดรับดอกเบี้ยเปนอสังหาริมทรัพย เปนตน         

           3. หลักเงินไดพึงประเมินที่ไดรับในปภาษีใด  ใหถือเปนเงินไดพึงประเมินของปภาษีนั้น        เปนหลักสืบเนื่องจากเกณฑเงินสด  และการรับรูเงินไดพึงประเมินเปนรายปภาษี  จึงตองถือปฏิบัติโดยเครงครัด อยางไรก็ตาม ในทางภาษีเงินไดบุคคลธรรมดามีบทบัญญัติและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กําหนดไวเปนอยางอื่นดังนี้

    (1)   โดยทั่วไปคาภาษีที่ผูจายเงินเงินหรือผูอื่นออกแทนให   สําหรับเงินไดพึงประเมินประเภทใด้ ใหถือเปนเงินไดพึงประเมินประเภทนั้น และไมวาจะออกใหในทอดใดๆ ก็ใหถือเปนเงินได้พึงประเมินทุกทอด  และในกรณีที่ไดมีการออกคาภาษีอากรดังกลาว ในปภาษีเดียวกับปที่เกิดเงินไดพึงประเมินที่ออกภาษีอากรแทนให ก็ยอมถือเปนเงินไดพึงประเมินสําหรับปภาษีนั้นทั้งหมด

    อยางไรก็ตาม ในกรณีที่ไดมีการออกคาภาษีอากรแทนให คนละปภาษีกับปที่เกิดเงินไดพึงประเมิน   ก็ยังคงใหถือวาคาภาษีอากรที่ออกแทนใหนั้นเปนเงินไดพึงประเมินของปภาษีเดียวกันกับ  ปภาษีที่เกิดเงินไดพึงประเมินที่มีการออกคาภาษีแทนให

    (2) กรณีที่ ขาราชการ พนักงานของทางราชการ และพนักงานขององคการของรัฐบาลถูกสั่งลงโทษใหพักราชการหรือออกจากราชการไปแลว แตภายหลังปรากฏวาไมมีความผิด ไดกลับเขา รับราชการ หรือกรณีอื่นที่ทางราชการไมไดจายเงินเดือน หรือบํานาญใหเมื่อถูกสั่งพักราชการ  หรือใหออกแตมาไดรับเงินเดือน หรือตกเบิกยอนหลังหลายปในปเดียว  ทําใหเงินไดที่ไดรับนั้นตองนํามารวมคํานวณภาษีเงินไดในปเดียวกัน ซึ่งมิใชเปนความผิดของผูมีเงินไดแตประการใด  จึงกอใหเกิดความไม เปนธรรมแกบุคคลเหลานั้น เพราะนอกจากจะไดรับความเดือนรอนในขณะที่ออกจากราชการ โดยไมมีความผิดและไมมีรายไดแลว พอไดรับเงินตกเบิกยอนหลัง กลับตองนําเงินไดนั้นมารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีในอัตราสูงอีกดวย

    ดังนั้น เพื่อบรรเทาภาระภาษีและเพื่อความเปนธรรมของบุคคลผูมีเงินได ในกรณีเชนนี้ กระทรวงการคลังจึงใหถือวา เงินที่บุคคลดังกลาวมีสิทธิจะไดรับสําหรับปภาษีใด ใหคงถือเปนเงินไดของปภาษีนั้น  และใหขยายเวลายื่นรายการและชําระภาษีสําหรับเงินไดแตละปดังกลาวออกไปเปนภายในเดือนมีนาคมของปถัดจากปที่ไดรับเงินตกเบิก (ประกาศกระทรวงการคลัง  เรื่อง  การเสียภาษีเงินไดและการขยายระยะเวลาชําระภาษี สําหรับผูที่ตองออกจากราชการโดยไมมีความผิด)

    (3)    ในกรณีที่ผูมีเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินไดรับเงินไดที่เปนเงินกินเปลา    เงินแปะเจี๊ยะ  เงินคาปลูกสราง  เงินคาซอมแซมที่เรียกเก็บไ  ว หรือประโยชนที่ไดจากการไดกรรมสิทธิ์ในอาคำรหรือโรงเรือนที่ผูเชายกใหโดยผูใหเชายอมใหผูเชาไดเชาอาคำรหรือโรงเรือนเปนระยะเวลานานเชน 10 ป 20 ป หรือ 30 ปเปนตน โดยทั่วไปผูมีเงินไดตองนําเงินไดพึงประเมินดังกลาวมารวมคํานวณ เพื่อเสียภาษีเงินไดในปภาษีที่ไดรับเงิน   หรือประโยชนนั้นทั้งสิ้นตามเกณฑรับรูเงินไดพึงประเมินตามเกณฑเงินสด ดังกลาวขางตน ซึ่งกระทรวงการคลังพิจารณาเห็นวา   ถาผูใหเชาจะตองรับภาระเสียภาษีเงินไดดังกลาวทั้งหมดในปภาษีที่ไดรับเงินได ก็ยอมจะเปนภาระหนักแกผูใหเชามิใชนอย  ฉะนั้น เพื่อเปนการบรรเทาภาระภาษี   และเพื่อเปดโอกาสใหผูมีเงินไดดังกลาว   เสียภาษีโดยถูกตองตามกฎหมายกระทรวงการคลังจึงอนุโลมยอมใหผูมีเงินไดเฉลี่ยเงินไดดังกลาว    ตามสวนแหงจํานวนปของอายุการเชา  ทั้งนี้  เฉพาะกรณีที่ผูมีเงินไดไดยื่นแบบแสดงรายการ  ภ.ง.ด.93  และชําระภาษีเงินไดจากเงินไดที่เฉลี่ยเปนรายปดังกลาว เปนการลวงหนาใหเสร็จสิ้นไปในปที่ไดรับเงินไดพึงประเมินนั้น 

    มิฉะนั้น เจาพนักงานประเมินกรมสรรพากรจะทําการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินไดกอนถึงกําหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา  60  ทวิ  แหงประมวลรัษฎากร  (ประกาศกระทรวงการคลัง  เรื่อง  ผูมีเงินไดจากการใหเชาทรัพยสินไมยื่นรายการเงินไดใหครบถวน)อนึ่ง  ในกรณีที่เจาของที่ดินทําสัญญาใหผูอื่นทําการปลูกสรางอาคำร  หรือโรงเรือนบนที่ดินของตน   โดยผูปลูกสรางยกกรรมสิทธิ์ในอาคำร  หรือโรงเรือนที่ปลูกสรางนั้นใหแกเจาของที่ดิน เมื่อสรางเสร็จ  และเจาของที่ดินตกลงใหผูปลูกสรางเชาหรือใหเชาชวงอาคำรหรือโรงเรือน หรือให


          4.หลักเงินไดพึงประเมินของบุคคลใด ใหถือเปนเงินไดของบุคคลนั้น

    เงินได้พึงประเมินของบุคคลใดให้ถือเป็นเงินได้ของบุคคลนั้นและใหบุคคลนั้นเปนผู้มีหนาที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินได  เวนแตกรณีที่กฎหมายกําหนดไวเปนอยางอื่น

    (1) สําหรับผูมีเงินไดที่เปนบุคคลธรรมดาที่มีชีวิตจนถึงสิ้นปภาษี (วันที่ 31 ธันวาคม)

            ( ก)    กรณีผูมีเงินไดเปนผูมีความสามารถ  (บรรลุนิติภาวะ)  ใหผูมีเงินไดยื่นรายการและเสียภาษีเงินไดโดยตนเอง 

          (ข)  กรณีผูมีเงินไดเปนผูเยาว ใหผูแทนโดยชอบธรรมเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการและ

         เสียภาษีเงินไดแทนผูเยาว เวนแตในกรณีที่บุตรผูเยาว ไมวาจะเปนบุตรชอบดวยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมก็ตาม เปนผูมีเงินไดพึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) - เงินปนผลหรือเงินสวนแบงของกําไร เพื่อประโยชนในการคํานวณเงินได  ใหถือวาเงินไดของบุตรดังกลาวเปน เงินไดของบิดาหรือมารดาแลวแตกรณี   อยางไรก็ตาม ในปที่บุตรผูเยาวดังกลาวเปนผูบรรลุนิติภาวะ   และไดรับเงินปนผลหรือเงินสวนแบงของกําไร ทั้งนี้ ไมวาจะไดรับเงินปนผล หรือเงินสวนแบงของกําไรกอนหรือตั้งแต่วันที่บรรลุนิติภาวะก็ตาม เงินไดดังกลาวใหยังคงถือเปนเงินไดของบุตรผูมีเงินไดนั้น     เชนเดียวกับเงินได้ประเภทอื่นๆ และสําหรับการยื่นรายการ และการเสียภาษีเงินได ตั้งแตปภาษีที่บรรลุนิติภาวะเปนตนไป ใหเปนหนาที่ของผูบรรลุนิติภาวะนั้นตามหลักการใน (ก) ขางตน

         (ค) กรณีผูมีเงินไดเปนผูที่ศาลสั่งใหเปนคนไรความสามารถ ใหผูอนุบาลเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว

         (ง) กรณีผูมีเงินไดเปนผูที่ศาลสั่งใหเปนคนเสมือนไรความสามารถ ใหผูพิทักษ

    เปนผู้มีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว  

        (จ) กรณีผูมีเงินไดเปนผูอยูในตางประเทศ ใหผูจัดการกิจการอันกอใหเกิดเงินไดพึงประเมินเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว

       (ฉ)  กรณีผูมีเงินไดเปนบุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพยสิน  หรือผูรับประโยชนจากทรัสต ใหตัวแทนหรือทรัสตีเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการ และเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกล

       (ช)  กรณีผูมีเงินไดดังกลาวขางตนซึ่งมีชีวิตอยูตลอดปภาษี    แตไดถึงแกความตาย กอนที่จะไดมีการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได  ใหผูจัดการมรดก  หรือทายาทหรือผูรอบครองทรัพย์มรดกแลวแตกรณีเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินไดแทนผูมีเงินไดดังกลาว 

     

     

        (ซ)   เงินได้ของภรรยาไม่ถือเป็นเงินได้ของสามี 

      กรณีผูมีเงินไดเปนผูมีคูสมรสโดยสามี หรือภริยาเปนผูมีเงินได แตเพียงฝายเดียว

    ไมวาความเปนสามีภริยาจะไดมีอยูตลอดปภาษีนั้นหรือไม  ใหสามีหรือภริยาฝายที่มีเงินไดนั้นเปนผูมีหนาที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินไดโดยตนเอง 

            ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฏาคม 2555 เป็นต้นไป  ประมวลรัษฎากรมาตรา 57 ตรี และ 57 เบญจ ใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

         มาตรา 57 ตรี ในกรณีความเปนสามีภริยาไดมีอยูตลอดปภาษี   (หรือสามี และภริยาอยูร่วมกันตลอดปภาษี)     ใหถือวาเงินไดพึงประเมินของภริยา เปนเงินไดของสามี    และใหสามีมีหนาที่และความรับผิดชอบในการยื่นราย การและเสียภาษีเงินได (ไม่ใช้บังคับแล้ว)

    มาตรา 57 เบญจ  ถ้าภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินอื่นด้วยหรือไม่ ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา 57 ตรี ก็ได้(ไม่ใช้บังคับแล้ว)

    คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555  ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555  วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรีและ มาตรา 57 เบญจ  แห่ง ปรก.  ขัดรัฐธรรมนูญ  ปี 2550 มาตรา 30  จึงใช้บังคับไม่ได้   ตั้งแต่ปีภาษี 2555  เป็นต้นไปให้สามี ภรรยา แยกยื่นแบบในส่วนเงินได้ของตนเอง ทุกประเภทเงินได้ (ไม่มีผลย้อนหลัง)

    n  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) (3) (4)(5) (6) (7) (8) ประกอบมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 43 ประกอบมาตรา 29 และมาตรา 30 หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 36/2553)

                  ประมวลรัษฎากรมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ที่กำหนดให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี และกำหนดให้เฉพาะภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นด้วยหรือไม่ สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามี ตามมาตรา 57 ตรี นั้น เป็นบทบัญญัติที่ทำให้สามีภริยาในกรณีที่ภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) ต้องเสียภาษีสูงกว่ากรณีของสามีภริยาที่ภริยามีรายได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และยังทำให้หญิงมีสามีซึ่งมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) ต้องเสียภาษีสูงกว่าหญิงโสดที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) ทั้งยังไม่เป็นการมุ่งสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ชายหญิงจึงไม่นิยมสมรสกันเพราะต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ที่สมรสกันอยู่แล้วก็ต้องวางแผนภาษี โดยการจดทะเบียนหย่าเพื่อที่จะไม่ต้องนำเอาเงินได้พึงประเมินของทั้งสองฝ่ายมารวมกันให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจึงขัดต่อหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล และมิได้เป็นมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30    ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6   อนึ่ง ปัญหาเดียวกันนี้ ได้เคยมีการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน 2545 ซึ่งวินิจฉัยในทางตรงกันข้ามกับคำวินิจฉัยในปี 2555 นี้    

                 ดังนั้นกรมสรรพากรจึงได้ดำเนินการแก้ไขประมวลรัษฎากรให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ     โดยตราเป็น

    “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๕”   

    มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๕”

    มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา ๓ และมาตรา ๖ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษีพ.ศ. ๒๕๕๕ ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป

    มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๔๗ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๓๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
    “(๒) ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ การหักลดหย่อนตาม (๑) (ก) และ (ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๖๐,๐๐๐ บาท”

    มาตรา ๔ ให้ยกเลิกมาตรา ๕๗ ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๘๙

    มาตรา ๕ ให้ยกเลิกมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙

    มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ ฉ แห่งประมวลรัษฎากร
    “มาตรา ๕๗ ฉ ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามมาตรา ๕๖ ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยา ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระ
    สามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น เมื่อได้เลือกยื่นรายการตามวรรคสองและวรรคสามในปีภาษีใดแล้ว ให้ถือว่าเป็นวิธีการยื่นรายการสำหรับปีภาษีนั้นตลอดไป เว้นแต่อธิบดีจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่นรายการดังกล่าว”

    มาตรา ๗ บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

    มาตรา ๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

    n  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
    ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
    นายกรัฐมนตรี

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    คำชี้แจงกรมสรรพากร

    เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยา (ฉบับที่ 2)

    ------------------------------

                 โดยที่มีพระราชกาหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2555 กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาขึ้นใหม่ ให้สามีและภริยาต่างฝ่าย ต่างมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากกันและแบ่งเงินได้พึงประเมินที่สามีและภริยา ทาร่วมกัน หรือสามีและภริยาจะตกลงเลือกยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันก็ได้

    เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติของผู้มีหน้าที่เสียภาษีและเจ้าหน้าที่สรรพากร จึงขอชี้แจง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยาสาหรับการยื่นรายการและ เสียภาษีสาหรับปีภาษี 2555 เป็นต้นไป ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1 ให้ยกเลิกคำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยา ลงวันที่ 19 กันยายน 2555

    ข้อ 2 การยื่นรายการเงินได้พึงประเมิน

    2.1 การยื่นรายการและเสียภาษีแยกต่างหากจากกัน

    2.1.1 สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีในนามตนเอง

    ตัวอย่างที่ ๑ สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามียื่น รายการเงินได้รวม 1,000,000 บาท (800,000 + 200,000) ภริยายื่นรายการเงินได้รวม 800,000 บาท (500,000 + 300,000)

    2.1.2 สาหรับเงินได้พึงประเมินที่ไม่อาจแยกได้ว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่าย จานวนเท่าใด

    (1) ถ้าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) (6) (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้แบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

    (2) เฉพาะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จะเลือก แบ่งเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้แบ่งเป็นของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

    เมื่อได้เลือกตาม (1) หรือ (2) แล้ว ให้ถือว่าเป็นวิธีการยื่นรายการสาหรับปีภาษีนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่นรายการในปีภาษีเดียวกัน จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีก่อน

    ตัวอย่างที่ 2 สามีและภริยามีเงินได้จากค่าเช่าบ้านร่วมกัน 800,000 บาท ให้แบ่งเงินได้เป็นของสามี 400,000 และเงินได้ของภริยา 400,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 3 สามีและภริยามีเงินได้จากการเปิดร้านขายอาหารร่วมกัน 400,000 บาท จะแบ่งเงินได้เป็นของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง คือเป็นของสามี 200,000 บาท และของภริยา 200,000 บาท หรือจะตกลงแบ่งตามส่วนที่เป็นของตนก็ได้ เช่น ตกลงแบ่งเงินได้เป็นส่วนของสามีร้อยละ 20 และ เป็นส่วนของภริยาร้อยละ 80 ดังนั้น สามีมีเงินได้ 80,000 บาท ภริยามีเงินได้ 320,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 4 จากตัวอย่างที่ 3 ถ้าสามีและภริยาตกลงแบ่งส่วนเงินได้จากการขายอาหารจานวน 400,000 บาท เป็นส่วนของสามีร้อยละ 20 และเป็นส่วนของภริยาร้อยละ 80 และยื่นแบบ แสดงรายการเสียภาษีเงินได้ไว้แล้ว หากต่อมาพบว่ายื่นเงินได้พึงประเมินจากการขายอาหาร ดังกล่าวขาดไป 100,000 บาท การยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมสามีและภริยายังคงต้องแบ่งส่วนเงินได้เป็นของสามีร้อยละ 20 และของภริยาร้อยละ 80 เช่นเดิม เงินได้ที่ต้องปรับปรุงรายการ จึงเป็นส่วนของสามี 20,000 บาท (100,000 x 20/100) และส่วนของภริยา 80,000 บาท (100,000 x 80/100)

    ถ้าสามีและภริยาต้องการเปลี่ยนส่วนเงินได้ทั้งในกรณียื่นแบบแสดงรายการฉบับปกติและ ในการยื่นแบบเพิ่มเติมดังกล่าว เช่น แบ่งเป็นของสามีและภริยาฝ่ายละครึ่งหนึ่ง หรือเปลี่ยนแปลงส่วนเงินได้เป็นของสามีร้อยละ 40 และเป็นส่วนของภริยาร้อยละ 60 จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร

    2.2 การเลือกยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน สามีและภริยาอาจเลือกยื่นรายการและเสียภาษีโดยเลือกเอาเงินได้ทุกรายการไปรวมกันและยื่นเสียภาษีในนามของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งหรือจะเลือกแยกเฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ยื่นรายการและ เสียภาษีในนามของตนเองก็ได้ ดังนี้

    วิธีที่ 1 การยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันทั้งหมด ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินทั้งหมดของภริยาเป็นเงินได้ของสามีหรือเอาเงินได้พึงประเมินทั้งหมดของสามีเป็นเงินได้ของภริยา

    ตัวอย่างที่ 5 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท นอกจากนั้นสามีและภริยายังมีเงินได้ค่าเช่าบ้านร่วมกัน 100,000 บาท ดังนั้น สามีมีเงินได้รวม 1,050,000 บาท (จากเงินเดือน 800,000 บาท ค่านายหน้า 200,000 บาท และจากค่าเช่าบ้านแบ่งคนละครึ่งกับภริยา 50,000 บาท (100,000/2)) ส่วนภริยามีเงินได้รวม 850,000 บาท (จากเงินเดือน 500,000 บาท วิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท และจากค่าเช่าบ้านแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง กับสามี 50,000 บาท (100,000/2))

    กรณีดังกล่าวภริยามีสิทธิเลือกนาเงินได้ทั้งหมด 850,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี หรือสามีจะเลือกนาเงินได้ทั้งหมด 1,050,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยาก็ได้

     

    วิธีที่ 2 การเลือกยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันบางส่วน ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินทั้งหมดตามมาตรา 40 (2) -(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของภริยาเป็นเงินได้ของสามี หรือเอาเงินได้ทั้งหมดตามมาตรา 40 (2) -(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของสามีเป็นเงินได้ของภริยา ส่วนเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ของแต่ละฝ่ายให้แยกยื่นรายการและเสียภาษี ในนามของตนเองก็ได้

    เมื่อได้เลือกยื่นรายการและเสียภาษีวิธีใดวิธีหนึ่งแล้ว ให้ถือว่าเป็นวิธีการยื่นรายการสาหรับปีภาษีนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่นรายการในปีภาษีเดียวกัน จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีก่อน

    ตัวอย่างที่ 6 ตามตัวอย่างที่ 5 ภริยามีสิทธิเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท และ ค่าเช่าบ้านส่วนของภริยา 50,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 7 ตามตัวอย่างที่ 5 สามีมีสิทธิเลือกนาเงินได้ค่านายหน้า 200,000 บาท และค่าเช่าบ้านส่วนของสามี 50,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 8 สามีและภริยาได้เลือกวิธีการรวมคำนวณภาษีตามวิธีที่ 1 (ตามตัวอย่างที่ 5) ต่อมาพบว่าเงินได้จากวิชาชีพการบัญชียื่นไว้ขาด 100,000 บาท การยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมจะต้องนาเงินได้ที่ยื่นขาดดังกล่าวไปถือเป็นเงินได้ของสามีหรือของภริยาแล้วแต่กรณี โดยสามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชาระ

    ข้อ 3 การหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

    3.1 การหักค่าใช้จ่าย ให้สามีหรือภริยาต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามอัตราที่กาหนดไว้สาหรับเงินได้แต่ละประเภท (ตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร)

    กรณีที่ไม่อาจแยกได้ว่าเงินได้พึงประเมินนั้นเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจานวนเท่าใด ซึ่งสามีและภริยาได้แบ่งเงินได้ตาม 2.1.2 และเงินได้พึงประเมินประเภทดังกล่าวกาหนดให้หักค่าใช้จ่ายตามความจาเป็นและสมควรได้นั้น ให้สามีและภริยาเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของ เงินได้พึงประเมินที่ได้แบ่งเป็นของแต่ละฝ่าย

    ตัวอย่างที่ 9 สามีและภริยามีเงินได้จากการขายอาหารร่วมกันซึ่งไม่อาจแยกได้จานวน 400,000 บาท โดยสามีและภริยาได้เลือกแบ่งเงินได้ดังกล่าวตามส่วนที่ตกลงกัน คือส่วนของสามีร้อยละ 40 เป็นเงิน 160,000 บาท (400,000 x 40/100) ส่วนของภริยาร้อยละ 60 เป็นเงิน 240,000 บาท (400,000 x 60/100) โดยกิจการดังกล่าวมีหลักฐานพิสูจน์ค่าใช้จ่ายรวม 360,000 บาท ดังนั้น ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจาเป็นและสมควร สามีและภริยาจะต้องเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเงินได้ โดยสามีหักได้ 144,000 บาท (360,000 x 40/100) ภริยาหักได้ 216,000 บาท (360,000 x 60/100) หรือสามีเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาซึ่งหักได้ร้อยละ 70 (ตามอัตราที่กฎหมายกาหนด) เป็นเงิน 112,000 บาท (160,000 x 70/100) ส่วนภริยาเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจาเป็นและสมควรตามส่วนเฉลี่ยจานวน 216,000 บาท ก็ได้

     

    3.2 การหักลดหย่อน ตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร

    3.2.1 การหักลดหย่อนสาหรับผู้มีเงินได้ และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ก) และ (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

    (1) กรณีมีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนส่วนตัวได้ 30,000 บาท และหักลดหย่อนสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้อีก 30,000 บาท

    (2) กรณีมีเงินได้ทั้งสองฝ่าย

    (ก) แยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากกัน ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนส่วนตัวได้ 30,000 บาท แต่จะหักลดหย่อนสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้อีกไม่ได้

    (ข) เลือกยื่นรายการและเสียภาษี

    วิธีที่ 1 กรณีถือเอาเงินได้พึงประเมินทั้งหมดของภริยาเป็นเงินได้ของสามี หรือเอาเงินได้ทั้งหมดของสามีเป็นเงินได้ของภริยา ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนส่วนตัวได้ 30,000 บาท และหักลดหย่อนสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 10 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนส่วนตัวได้ 30,000 บาท และหักลดหย่อนภริยาได้ 30,000 บาท

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา ภริยาหักลดหย่อนส่วนตัวได้ 30,000 บาท และหักลดหย่อนสามีได้ 30,000 บาท

    วิธีที่ 2 กรณีถือเอาเงินได้ตามมาตรา 40 (2) -(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของภริยาเป็นเงินของสามี หรือเอาเงินได้ทั้งหมดตามมาตรา 40 (2) -(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของสามีเป็น เงินได้ของภริยา ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ของแต่ละฝ่าย แยกยื่นรายการและเสียภาษีในนามของตนเอง ให้ผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนส่วนตัว ฝ่ายละ 30,000 บาท แต่จะหักลดหย่อนสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้อีกไม่ได้

    ตัวอย่างที่ 11 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีและภริยา ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนส่วนตัวได้ฝ่ายละ 30,000 บาท แต่ไม่มีสิทธิหักลดหย่อนสามีและภริยาของผู้มีเงินได้

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนส่วนตัวได้ฝ่ายละ 30,000 บาท แต่ไม่มีสิทธิหักลดหย่อนสามีและภริยาของผู้มีเงินได้

     

     

    3.2.2 การหักลดหย่อนบุตรและการหักลดหย่อนการศึกษาบุตร ตามมาตรา 47 (1) (ค) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร

    (1) กรณีมีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้สามีหรือภริยาฝ่ายที่มีเงินได้หักลดหย่อนบุตรได้ 15,000 บาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท สาหรับบุตร 1 คน

    ตัวอย่างที่ 12 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ มีบุตรด้วยกัน 1 คน สามีหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตรอีก 2,000 บาท

    (2) กรณีมีเงินได้ทั้งสองฝ่าย (ก) แยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากกัน ให้สามีและภริยาผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนบุตรได้ 15,000 บาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท สาหรับบุตร 1 คน

    ตัวอย่างที่ 13 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย มีบุตรด้วยกัน 1 คน โดยต่างฝ่ายต่างยื่นรายการและเสียภาษีแยกจากกัน สามีและภริยาหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตรอีก 2,000 บาท (รวมฝ่ายละ 17,000 บาท) ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

    (ข) เลือกยื่นรายการและเสียภาษี

    วิธีที่ 1 กรณีถือเอาเงินได้พึงประเมินทั้งหมดของภริยาเป็นเงินได้ของสามี หรือ เอาเงินได้ทั้งหมดของสามีเป็นเงินได้ของภริยา ให้หักลดหย่อนสาหรับบุตรรวมกันได้ 30,000 บาท และการศึกษาบุตร 4,000 บาท สาหรับบุตร 1 คน

    ตัวอย่างที่ 14 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย มีบุตรด้วยกัน 1 คน สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนบุตรส่วนของตน 15,000 บาท การศึกษาบุตรส่วนของตน 2,000 บาท และหักลดหย่อนบุตรส่วนของภริยา 15,000 บาท การศึกษาบุตรส่วนของภริยา 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 34,000 บาท

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา ภริยาหักลดหย่อนบุตรส่วนของตน 15,000 บาท การศึกษาบุตรส่วนของตน 2,000 บาท และหักลดหย่อนบุตรส่วนของสามี 15,000 บาท การศึกษาบุตรส่วนของสามี 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 34,000 บาท

    วิธีที่ 2 กรณีถือเอาเงินได้ตามมาตรา 40 (2) -(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของภริยาเป็นเงินของสามี หรือเอาเงินได้ทั้งหมดตามมาตรา 40 (2) -(8) แห่งประมวลรัษฎากร ของสามีเป็น เงินได้ของภริยา ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ของแต่ละฝ่ายแยกยื่นรายการและเสียภาษีในนามของตนเอง ให้ผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนสาหรับบุตรได้ 15,000 บาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท สาหรับบุตร 1 คน

     

    ตัวอย่างที่ 15 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย มีบุตรด้วยกัน 1 คน สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีและภริยาหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตรอีก 2,000 บาท (ฝ่ายละ 17,000 บาท)

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีและภริยาหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตรอีก 2,000 บาท (ฝ่ายละ 17,000 บาท)

    3.2.3 การหักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ตามมาตรา 47 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร

    (1) กรณีมีเงินได้ฝ่ายเดียว สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างกู้ยืม ให้ฝ่ายที่มีเงินได้ หักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เฉพาะส่วนของตนได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

    ถ้าสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียวและร่วมกันกู้ยืม ให้สามีหรือภริยาฝ่ายที่มีเงินได้หักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 16 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีกู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท ภริยากู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เฉพาะส่วนของตน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 17 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ ภริยากู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ได้

    ตัวอย่างที่ 18 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ ถ้าสามีภริยาร่วมกันกู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ย เงินกู้ยืมเป็นจานวน 10,000 บาท สามีมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ทั้งจานวน 10,000 บาท

    (2) กรณีมีเงินได้ทั้งสองฝ่าย

    (ก) แยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากกัน

    กรณีที่ 1 ถ้ากู้ยืมฝ่ายเดียว สามีหรือภริยาฝ่ายที่กู้ยืมสามารถหักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 19 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีเป็นผู้กู้ยืมฝ่ายเดียวและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนได้ 10,000 บาท ส่วนภริยาไม่สามารถหักลดหย่อนได้

    กรณีที่ 2 ถ้าร่วมกันกู้ยืม ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ กึ่งหนึ่งของจานวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

     

     

    ตัวอย่างที่ 20 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ถ้าสามีภริยาร่วมกันกู้ยืมและได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็นจานวน 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนได้ 5,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนได้ 5,000 บาท

    กรณีที่ 3 ถ้าต่างฝ่ายต่างกู้ยืม ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนของตนได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

    ตัวอย่างที่ 21 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และต่างฝ่ายต่างกู้ยืมโดยได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฝ่ายละ 10,000 บาท สามีและภริยาหักลดหย่อนได้ฝ่ายละ 10,000 บาท

    กรณีที่ 4 ถ้าต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาสมรสกัน ให้ต่างฝ่ายต่างยังคงหักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนของตนได้ตามจานวน ที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

    ตัวอย่างที่ 22 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่ายและมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอยู่ก่อนแล้วฝ่ายละ 10,000 บาท ต่อมาสมรสกัน สามีและภริยายังคงหักลดหย่อนได้ฝ่ายละ 10,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

    (ข) เลือกยื่นรายการและเสียภาษี โดยสามีและภริยาต่างฝ่ายต่างกู้ยืม

    วิธีที่ 1 กรณีถือเอาเงินได้พึงประเมินทั้งหมดของภริยาเป็นเงินได้ของสามี หรือเอาเงินได้ทั้งหมดของสามีเป็นเงินได้ของภริยา ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในส่วนของตนตามจานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท และส่วนของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 23 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท ภริยาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท สามีหักลดหย่อน ส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของภริยา 10,000 บาท (รวม 20,000 บาท)

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา สามีจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท ภริยาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อน ส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของสามี 10,000 บาท (รวม 20,000 บาท)

    วิธีที่ 2 กรณีถือเอาเงินได้ตามมาตรา 40 (2) – (8) แห่งประมวลรัษฎากร ของภริยาเป็นเงินของสามี หรือเอาเงินได้ทั้งหมดตามมาตรา 40 (2) – (8) แห่งประมวลรัษฎากร ของสามีเป็น เงินได้ของภริยา ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ของแต่ละฝ่าย แยกยื่นรายการและเสียภาษีในนามของตนเอง ให้ผู้มีเงินได้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนสาหรับดอกเบี้ย เงินกู้ยืมในส่วนของตนได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

     

     

    ตัวอย่างที่ 24 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท ภริยาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท สามีและภริยาหักลดหย่อนได้ฝ่ายละ 10,000 บาท

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท ภริยาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท สามีและภริยาหักลดหย่อนได้ฝ่ายละ 10,000 บาท

    3.2.4 กรณีรายการลดหย่อนใดที่มีสิทธิหักได้เพิ่มขึ้น (ยกเว้นภาษีสาหรับเงินได้ เท่าที่จ่าย) ผู้มีเงินได้ยังคงหักลดหย่อนได้เช่นเดิม เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมีสิทธิหักลดหย่อนได้รวม 100,000 บาท (ลดหย่อน ๑๐,๐๐๐ บาท และยกเว้นภาษีอีก ๙๐,๐๐๐ บาท) เบี้ยประกันชีวิตมีสิทธิหักลดหย่อนได้รวม 100,000 บาท (ลดหย่อน ๑๐,๐๐๐ บาท และยกเว้นภาษีอีก ๙๐,๐๐๐ บาท) ซึ่งจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดไว้ในแต่ละกรณี

    สาหรับการหักลดหย่อนรายการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น เช่น เบี้ยประกันชีวิต กองทุนสารองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นต้น ผู้มีเงินได้ยังคง มีสิทธิหักลดหย่อนได้ตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดิม ทั้งนี้ ตามเอกสารแนบท้ายคำชี้แจงกรมสรรพากร

    ข้อ 4 การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาก่อนปีภาษี 2555 นั้น เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน 2545 ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ดังนั้น การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามี และภริยาก่อนปีภาษี 2555 ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน 2545 และบังคับใช้บทบัญญัติในมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรต่อไป โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555

    จึงขอชี้แจงและประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

    กรมสรรพากร

    14 มกราคม 2556

    สานักกฎหมาย

    โทร. 0-2272-8288

    เอกสารแนบท้ายคำชี้แจงกรมสรรพากร

    เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยา (ฉบับที่ 2)

    ลงวันที่ 14 มกราคม 2556

    -----------------------------------------------

    ตัวอย่างการหักลดหย่อนตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร

    (รายการอื่นๆ นอกเหนือจากที่ปรากฏในคำชี้แจง)

    1. สาหรับเบี้ยประกันชีวิต

    ตัวอย่างที่ 1 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท สามีหักลดหย่อน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 2 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท ภริยาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของภริยา 10,000 บาท (รวม ๒๐,000 บาท) แต่ถ้าความเป็นสามีภริยา มิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี สามีหักลดหย่อนได้เฉพาะส่วนของตน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 3 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างยื่นรายการและเสียภาษีแยกจากกัน สามีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท ภริยาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 4 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีจ่ายเบี้ย ประกันชีวิต 10,000 บาท ภริยาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของภริยา 10,000 บาท (รวม 20,000 บาท)

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของสามี 10,000 บาท (รวม 20,000 บาท)

    ตัวอย่างที่ 5 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยา มีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท ภริยาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

    2. สาหรับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ

    ตัวอย่างที่ 6 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท สามีหักได้ 10,000 บาท

     

     

    ตัวอย่างที่ 7 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างยื่นรายการและเสียภาษีแยกจากกัน สามีจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท ภริยาจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 8 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท ภริยาจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของภริยา 10,000 บาท (รวม 20,000 บาท)

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของสามี 10,000 บาท (รวม 20,000 บาท)

    ตัวอย่างที่ 9 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยา มีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท ภริยาจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสารองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

    3. สาหรับเงินสมทบกองทุนประกันสังคม

    ตัวอย่างที่ 10 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมได้ตามจานวนที่จ่ายจริง

    ตัวอย่างที่ 11 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่ายโดยต่างฝ่ายต่างยื่นรายการและเสียภาษีแยกจากกัน สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมได้ตามจานวนที่จ่ายจริง

    ตัวอย่างที่ 12 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยา มีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนได้ทั้งส่วนของตนและส่วนของภริยา

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา ภริยาหักลดหย่อนได้ทั้งส่วนของตนและส่วนของสามี

    ตัวอย่างที่ 13 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท

     

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมส่วนของตนได้ตามจานวนที่จ่ายจริง

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมส่วนของตนได้ตามจานวนที่จ่ายจริง

    4. สาหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา

    ตัวอย่างที่ 14 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน สามีหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท) และถ้าสามีได้อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของภริยาด้วย สามีมีสิทธิหักลดหย่อนบิดาของภริยา 30,000 บาท และมารดาของภริยา 30,000 บาท (รวม 120,000 บาท)

    ตัวอย่างที่ 15 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน สามีหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท) ส่วนภริยาหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท)

    ตัวอย่างที่ 16 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท และหักลดหย่อนบิดาของภริยา 30,000 บาท และมารดาของภริยา 30,000 บาท (รวม 120,000 บาท)

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน ภริยาหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท และหักลดหย่อนบิดาของสามี 30,000 บาท และมารดาของสามี 30,000 บาท (รวม 120,000 บาท)

    ตัวอย่างที่ 17 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยา แยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท) ส่วนภริยาหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท)

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท) ส่วนภริยา หักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท)

     

    5. สาหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ

    ตัวอย่างที่ 18 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน สามีหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 19 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน ภริยาอุปการะเลี้ยงดูบุตรชอบด้วยกฎหมายที่เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ 1 คน และอุปการะเลี้ยงดูบิดาชอบด้วยกฎหมายที่เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพอีก 1 คน สามีหักลดหย่อนคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท และมีสิทธิหักลดหย่อนบุตรที่ภริยาเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท (รวม 120,000 บาท) แต่จะหักลดหย่อนบิดาของภริยาไม่ได้

    ตัวอย่างที่ 20 สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน สามีหักลดหย่อนคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท

    ตัวอย่างที่ 21 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน

    กรณีภริยาเลือก นาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท และที่ภริยาเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท (รวม 120,000 บาท)

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา ภริยาหักลดหย่อนคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท และที่ภริยาเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท (รวม 120,000 บาท)

    ตัวอย่างที่ 22 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

    6. สาหรับเงินบริจาค

    ตัวอย่างที่ 23 สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างบริจาคเงินให้กับวัด สามีหักลดหย่อนได้เฉพาะเงินบริจาคส่วนของตน

    ตัวอย่างที่ 24 สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างบริจาคเงินให้กับวัด สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้เฉพาะเงินบริจาคส่วนของตน

     

    ตัวอย่างที่ 25 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยามีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างบริจาคเงินให้กับวัด

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 800,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี สามีหักลดหย่อนได้ทั้งเงินบริจาคส่วนของตนและเงินบริจาคส่วนของภริยา

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้ทั้งหมดจานวน 1,000,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา ภริยาหักลดหย่อนได้ทั้งเงินบริจาคส่วนของตนและเงินบริจาคส่วนของสามี

    ตัวอย่างที่ 26 สามีมีเงินได้จากเงินเดือน 800,000 บาท และจากค่านายหน้า 200,000 บาท ส่วนภริยา มีเงินได้จากเงินเดือน 500,000 บาท และจากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างบริจาคเงินให้กับวัด

    กรณีภริยาเลือกนาเงินได้จากวิชาชีพการบัญชี 300,000 บาท ไปรวมคำนวณกับสามี โดยภริยาแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 500,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้เฉพาะเงินบริจาคส่วนของตน

    กรณีสามีเลือกนาเงินได้จากค่านายหน้า 200,000 บาท ไปรวมคำนวณกับภริยา โดยสามีแยกยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเฉพาะเงินเดือน 800,000 บาท สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้เฉพาะเงินบริจาคส่วนของตน

    ------------------------------------------

     

    5 .หลักการเกิดขึ้นของเงินไดพึงประเมิน

    (1) เงินไดพึงประเมินตองเกิดขึ้นเนื่องจากหนาที่งานที่ทํา หรือกิจการที่ทํา หรือเนื่องจาก ทรัพยสิน จึงจะรับรูเปนเงินไดพึงประเมิน ทั้งนี้ ไมวาจะเกิดขึ้นจากแหลงเงินไดในประเทศหรือแหลง เงินไดในตางประเทศก็ตาม

    (2)   เงินไดพึงประเมินที่ไดรับมานั้น   ไมวาผูมีเงินไดจะไดรับมาโดยชอบดวยกฎหมายหรือโดยผิดกฎหมายก็ตาม ผูมีเงินไดมีหนาที่ตองเสียภาษีจากเงินไดดังกลาวเสมอ  เชน  เงินไดจากการขายสินคาที่ปลอมปนขึ้น เงินไดจากการขายสิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมาย เงินไดจากการเลนการพนันโดยผิดกฎหมาย หรือเงินไดจากการกระทําผิดกฎหมายใดๆ เปนตน

    บุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

    ไดมีการกําหนดยกเวนภาษีเงินไดใหแกบุคคลตาง ๆดังตอไปนี้

    1. บุคคลตามขอผูกพันที่ประเทศมีอยูตามสัญญาวาดวยความรวมมือทางเศรษฐกิจ  หรือ ทางเทคนิคระหวางรัฐบาลไทยกับรัฐบาลตางประเทศ 

    2. เจาหนาที่  หรือผูเชี่ยวชาญ  ขององคการสหประชาชาติ หรือทบวงการชํานัญพิเศษ ของสหประชาชาติ   ซึ่งปฏิบัติหนาที่อยูในประเทศไทยในเมื่อประเทศไทยมีขอผูกพันใหยกเวนตามอนุสัญญาหรือความตกลง 

    3. บุคคลในคณะทูต  บุคคลในคณะกงสุล  และบุคคลที่ถือวาอยูในคณะทูตตามความตกลง  ทั้งนี้  ใหเปนไปตามหลักถอยทีถอยปฏิบัติตอกัน  

    4. บุคคลตามสัญญาวาดวยการยกเวนการเก็บภาษีซอนที่รัฐบาลไดทําไว หรือจะไดทํากับรัฐบาลตางประเทศ  

    5. บุคคลที่มีสัญชาติอเมริกันซึ่งเปนลูกจาง หรือพนักงานของบริษัทหรือหางหุนสวนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปนคูสัญญากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

    ในการเขามาประกอบกิจการเกี่ยวกับการบํารุงรักษายุทธปจจัย  และงานที่เกี่ยวของใน

    ราชอาณาจักรโดยเขามาในราชอาณาจักรเพื่อปฏิบัติงานบํารุงรักษายุทธปจจัยและงาน

    ที่เกี่ยวของในราชอาณาจักรของบริษัทหรือหางหุนสวนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นจากกฎหมาย

    ของสหรัฐอเมริกานั้น  

    6. บุคคลตามที่กําหนดไว ในความตกลงระหวางรัฐบาลไทย  กับองคการรัฐมนตรีศึกษาแหงเอเซียตะวันออกเฉียงใ  ต (องคการซีเมส)  เกี่ยวกับสํานักงานใหญขององคการรัฐมนตรีศึกษาแหงเอเซียตะวันออกเฉียงใตในประเทศไทย ซึ่งไดแก

        (1) ผูอํานวยการซีเมส หรือพนักงานใดๆ ซึ่งไดรับแตงตั้งใหทําการแทนผูอํานวยการซี เมส

            (2) พนักงานระหวางประเทศซึ่งมีชื่อสงไป     และไดรับความเห็นชอบจากเจาหนาที่ของไทยที่เหมาะสมแลวโดยไดรับยกเวนภาษีจากเงินเดือนและรายไดซึ่งองคการซีเมสไดจายให

          (3) ผูเชี่ยวชาญและที่ปรึกษา      นอกจากพนักงานของซีเมสผูปฏิบัติหนาที่เพื่อซีเมส   

    7. กรณีสํานักงาน หรือหนวยงาน หรือกองทุนที่มิใชนิติบุคคล หรือคณะกรรมการซึ่งจัดตั้งขึ้น โดยกระทรวง ทบวง กรม เพื่อกระทํากิจการตามนโยบายของทางราชการ โดยมีการเรียกเก็บเงินจากผูประกอบการ  เพื่อนํามาเปนคาใชจายในการดําเนินงานตามวัตถุประสงคของทางราชการ ถามีเงินเหลือก็จะจายคืนใหแกผูประกอบการ และกรรมการหรือบุคคลซึ่งปฏิบัติหนาที่ในสํานักงาน   หรือหนวยงาน   หรือกองทุน   หรือคณะกรรมการดังกลาว  มิไดรับเงินไดหรือผลประโยชนใดๆ  ซึ่งอาจคิดคํานวณไดเปนเงินนอกเหนือจากเงินไดพึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) แหงประมวลรัษฎากร กรณีดังกลาวถือไดวา  สํานักงาน  หรือหนวยงานหรือกองทุนที่มิใชนิติบุคคล  หรือคณะกรรมการดังกลาว ทําหนาที่แทนกระทรวง ทบวง กรม และผูประกอบการ จึงไมมีหนาที่เสียภาษีเงินไดบุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร    (คําวินิจฉัยของคณะกรรมการ วินิจฉัยอากรที่ 24/2536)

     

    เมื่อมีเงินได้เกิดขึ้นแล้ว ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องทำอะไรบ้าง ?

    1.ขอมีเลข และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีเงินได้เกิดขึ้น กรณีเป็นผู้มีเงินได้ ที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ได้แก่ เป็นคนต่างด้าว หรือกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

    เว้นแต่ ผู้มีเงินได้ ที่มีเลขประจำตัวประชาชน สามารถใช้ เลขประจำตัวประชาชน แทนเลขประจำตัว ผู้เสียภาษีอากรได้ โดยไม่ต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรอีกผู้มีเงินได้ที่มีภูมิลำเนา อยู่ในกรุงเทพมหานคร อาจยื่นคำร้อง ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ทั้ง 30 แห่ง หรือ สำนักสรรพากรพื้นที่ สาขา(อำเภอ)ทุกแห่ง

    สำหรับในต่างจังหวัด ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานสรรพากร พื้นที่ (จังหวัด) และสำนักงานสรรพากร พื้นที่สาขา (อำเภอ) ทุกแห่ง แล้วแต่กรณี        

    2.ยื่นแบบแสดงรายการ ปกติปีละ 1 ครั้ง เงินได้ ของปีใด ก็ยื่นแบบฯ ภายใน วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป เว้นแต่ เงินได้ บางลักษณะ เช่น การให้เช่า ทรัพย์สิน เงินได้จาก วิชาชีพอิสระ เงินได้จาก การรับเหมา เงินได ้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้อง ยื่นแบบฯ ตอนกลางปี สำหรับเงินได้ ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ภายใน เดือนกันยายน ของทุกปี

    เงินได้อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี?

    เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เรียกว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายถึง เงินได้ของบุคคลใดๆ หรือหน่วยภาษีใดข้างต้นที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีใดๆ หรือเงินได้ ที่เกิดขึ้นในปีภาษี ได้แก่

    1. เงิน

    2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ที่ได้รับจริงที่ได้รับจริง

    3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง

    4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้

    5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

     

    เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท

                 เงินได้พึงประเมิน  ตามมาตรา  ๔๐  แบ่งออกได้เป็น  ๘  ประเภท  การแบ่งแยกประเภทของเงินได้ให้ถูกต้องมีความสำคัญ    เพราะประเภทของภาษีเงินได้มีความเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ๕  ประการ  คือ

              ประการที่หนึ่ง   การคำนวณหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมิน   เนื่องจากเหตุที่ทำได้รับเงินได้พึงประเมินทั้ง  ๘  ประเภทนั้น  แตกต่างกัน  เงินได้บางประเภทไม่ต้องใช้เงินลงทุน  เพียงแต่ใช้แรงกายและความคิด  เงินได้บางประเภทต้องลงทุนสูง  มีค่าใช้จ่ายมาก  เงินได้บางประเภทไม่มีค่าใช้จ่ายเลย   ประมวลรัษฎากรจึงกำหนดให้เงินได้พึงประเมิน แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน  บางประเภทไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เลย  ดังนั้น  หากแยกประเภทของเงินได้ไม่ถูกต้องทำให้คำนวณหักค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้องไปด้วย

     

              ประการที่สอง   ประมวลรัษฎากรกำหนดวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้สองวิธี   วิธีที่หนึ่ง  ตามมาตรา  ๔๘ ( ๑ )   คือการนำเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภทมาคำนวณหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎมายกำหนดไว้  แล้วหักลดหย่อนตาม มาตรา ๔๗   เหลือเท่าใด เป็น  เงินได้สุทธิ  ที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีที่จะต้องเสียตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า  เริ่มต้นตั้งแต่อัตราร้อยละ  ๕  ถึง ร้อยละ  ๓๗  

    วิธีที่สอง  เมื่อคำนวณด้วยวิธีแรกแล้ว  มาตรา  ๔๘ ( ๒ )  บัญญัติว่า  ผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นที่มิใช่เงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  รวมเป็นเงินตั้งแต่  ๖๐,๐๐๐  บาทขึ้นไป  ต้องนำเงินได้ดังกล่าวทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่าย มาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ  ๐.๕  คิดเป็นเงินภาษีได้เท่าใด  ให้นำไปเปรียบเทียบกับการคำนวณภาษีตามวิธีที่หนึ่ง   วิธีใดต้องเสียภาษีเงินได้มากกว่า  ให้เสียภาษีตามนั้น 

              ประการที่สาม   การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น  ตามปกติต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในเดือนมีนาคม  ของปีภาษีถัดไปตามมาตรา  ๕๖  วรรคหนึ่ง   แต่ถ้าเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ( ๖ ) ( ๗ ) หรือ ( ๘ )  รวมกันมีจำนวนเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  กรณีที่เป็นคนโสด  หรือ  ๖๐,๐๐๐  บาท ในกรณีที่มีคู่สมรส  มาตรา  ๕๖  ทวิ  กำหนดให้ผู้มีเงินได้พึงประเมินทั้งสี่ประเภทดังกล่าว  ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นได้หรือไม่  ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ครึ่งปี  โดยต้องนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ถึง ( ๘ )  ที่ได้รับ  ตั้งแต่วันที่  ๑  มกราคม  ถึงวันที่  ๓๐  มิถุนายน  มายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีภายในเดือนกันยายน  โดยคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้ตามกฎหมาย  และหักลดหย่อนตามมาตรา  ๔๗  ได้ครึ่งหนึ่ง ตามมาตรา  ๕๖  ทวิ วรรคสอง  หากมีภาษีต้องชำระ  ต้องชำระภาษีพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการ  เงินภาษีที่ได้ชำระไปดังกล่าว  เป็นการชำระภาษีล่วงหน้า  ถือเป็น เครดิตภาษี   เมื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในเดือนมีนาคมของปีภาษีถัดไป  ตามมาตรา  ๕๖  วรรคหนึ่ง  สามารถนำภาษีที่ชำระตามมาตรา  ๕๖  ทวิ  มาหักออกจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระเมื่อสิ้นปีภาษีได้  แต่เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน  ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ )  ที่จะต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ครึ่งปีนั้น   ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า  เงินช่วยค่าก่อสร้าง  เงินค่าซ่อมแซม  ค่าแห่งอาคำร หรือโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์

              ดังนั้น  ผู้มีเงินได้ทั้งสี่ประเภทดังกล่าว  จึงมีหน้าที่เสียภาษีครึ่งปีจากเงินได้ดังกล่าว  หากมีเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ ) ถึง ( ๔ )  ด้วย  ไม่ต้องนำมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีครึ่งปี  แต่นำมายื่นแบบแสดงรายการในเดือนมีนาคมของปีภาษีถัดไป พร้อมกับเงินได้อื่นที่ได้รับในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วทั้งหมด  หากมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ครึ่งปี แล้วไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีครึ่งปีตามมาตรา  ๕๖  ทวิ  แล้วไม่ยื่น  แม้จะนำเงินได้ดังกล่าวมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในเดือนมีนาคมครบถ้วน   แต่เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินให้ชำระภาษีครึ่งปี  พร้อมเงินและเบี้ยปรับจากการไม่ยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าวได้

     

                ประการที่สี่   ในกรณีของสามีภริยาที่ต่างฝ่ายต่างมีเงินได้   และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี  มาตรา  ๕๗  ตรี ให้ถือว่า   เงินได้ภริยาเป็นเงินได้ของสามี  และสามีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีจากเงินได้ทั้งหมด  โดยภริยาไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ  ซึ่งมีผลทำให้เงินได้พึงประเมินทั้งหมดมีจำนวนสูงขึ้น  ทำให้ครอบครัวต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่สูง  แต่ถ้าภริยามีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  ภริยาสามารถแยกยื่นแบบแสดงรายการเฉพาะเงินได้ดังกล่าวได้  ตามมาตรา  ๕๗  เบญจ ทำให้หน่วยเสียภาษีแยกเป็นสองหน่วย  และครอบครัวเสียภาษีน้อยลง

    ประการที่ห้า  หน้าที่ในการหักภาษี  ณ  ที่จ่าย  เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จ่ายเงินได้บางประเภทให้แก่ผู้มีเงินได้  มีหน้าที่หักภาษีไว้  ณ  ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากร  โดยกำหนดวิธีคำนวณหักภาษี  ณ  ที่จ่ายสำหรับเงินได้แต่ละประเภทไว้โดยเฉพาะ ตามมาตรา  ๕๐  และ กฎกระทรวง  ฉบับที่ ๑๔๔ ( พ.ศ.  ๒๕๒๒ )ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา  ๓  เตรส  หากผู้มีหน้าที่หักภาษี  ณ  ที่จ่าย  ไม่หักภาษีไว้ตามที่กฎหมายกำหนด  ผู้จ่ายเงินได้จะต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ด้วยในจำนวนภาษีที่คำนวณหักไว้ขาด  หรือไม่ได้หักและนำส่ง

              จะเห็นได้ว่า  การวินิจฉัยว่าเงินได้ที่ได้รับนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด จึงเป็นสิ่งสำคัญ   ในเรื่องขอภาษีเงินได้นิติบุคคลก็มีบทบัญญัติที่กล่าวถึงเงินได้พึงประเมินบางประเภทด้วยเช่นกัน  เราจึงต้องศึกษาถึงประเภทของเงินได้โดยละเอียด

     

              เงินได้พึงประเมินนั้นแบ่งออกเป็น  ๘  ประเภท ตามมาตรา  ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร คือ

              ( ๑ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ ) คือเงินได้จากการจ้างแรงงาน  ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน  ค่าจ้าง  เบี้ยเลี้ยง  โบนัส  บำเหน็จ  บำนาญ  เงินค่าเช่าบ้าน  เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการไอยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า  เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ชำระ  และเงิน  ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

              สำหรับมูลค่าของการที่อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่านั้น  กรมสรรพากรคำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ  ๒๐  ของเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี ( ถ้ามี ) โดยไม่รวมโบนัส  กรณีลูกจ้างหลายคนได้บ้านของนายจ้างหลังเดียวอยู่รวมกันโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า  ให้ประเมินว่าค่าเช่าบ้านหลังนั้นควรเป็นเท่าใด  แล้วเฉลี่ยค่าเช่าบ้านตามที่ประเมินได้เป็นเงินได้ของลูกจ้างตามส่วนของเงินเดือนรวมเงินเพิ่มตลอดปี  โดยไม่รวมโบนัส   หากบ้านที่ลูกจ้างได้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าเป็นบ้านที่นายจ้างไปเช่าจากบุคคลอื่นมาอีกต่อหนึ่ง  ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินเพิ่มตามค่าเช่าที่นายจ้างได้จ่ายไปจริง   ในกรณีที่นายจ้างเช่าบ้านให้เป็นที่พักอาศัยของพนักงานซึ่งดำรงตำแหน่งระดับบริหาร  โดยนายจ้างออกค่าเช่า และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำประปา  ค่าไฟฟ้า  ค่าคนสวน  ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบ้าน

    แม้ต่อมาพนักงานผู้นั้น หรือนายจ้าง  จะใช้บ้านดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นสถานที่ประชุมและปรึกษาหารือกิจการของนายจ้าง  หรือเลี้ยงรับรองลูกค้าสำคัญ ๆ ของ นายจ้างเป็นครั้งคราว  ให้ถือว่าค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่นายจ้างจ่ายไปเป็นประโยชน์ที่พนักงานผู้นั้นได้รับทั้งสิ้น  พนักงานผู้นั้นต้องนำประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดมารวมคำนวณเป็นเงินได้ของตนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย  

              เงินค่าชดเชย  ค่าทดแทน  และค่าทำศพ  ตลอดจนค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง  ตามกฎหมายแรงงาน  ถือเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงานทั้งสิ้น  แต่เงินค่าทดแทนและค่าทำศพ เป็นเงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา  ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้  ตามมาตรา  ๔๒ ( ๑๐ )  ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยที่นายจ้างออกให้ หรือจ่ายแทนลูกจ้างสำหรับการรักษาสามี  ภริยา  บุพการี หรือผู้สืบสันดาน ของลูกจ้างที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง   และเงินค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างในต่างประเทศ  ในขณะที่ลูกจ้างปฏิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว  และได้จ่ายไปทั้งหมด  เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๑๒๖ ( พ.ศ. ๒๕๐๙ ) ข้อ ๒ ( ๔ )  ซึ่งออกโดยอาศัยมาตรา  ๔๒ ( ๑๗ )

           

              ( ๒ )  เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  เงินได้ประเภทนี้คือ  เงินได้จากหน้าที่  หรือตำแหน่งงานที่ทำ  หรือจากการรับทำงานให้  ไม่ว่าจะเรียกว่าเบี้ยประชุม  บำเหน็จ  ค่านายหน้า  ค่าธรรมเนียม  ส่วนลด  เงินอุดหนุน  หรือเรียกเป็นอย่างอื่น  รวมถึงประโยชน์อย่างอื่นใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่  หรือตำแหน่งงานที่ทำ  หรือจากการรับทำงานให้นั้น เช่น   การที่ได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า  เหมือนเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  ไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว 

              เงินได้ประเภทนี้ เช่น  เงินค่านายหน้าจากการติดต่อขายสินค้า   ค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์  ค่าบำเหน็จที่จ่ายให้แก่ชิปปิ้ง ในการเป็นตัวแทนดำเนินการผ่านพิธีการทางศุลกากรในการนำของเข้า หรือส่งของออกนอกราชอาณาจักร

    เงินค่าตอบแทนที่สถาบันการศึกษา  หรือผู้จัดสัมมนา จ่ายให้แก่อาจารย์พิเศษ หรือผู้บรรยายในการสัมมนา เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แต่ถ้าเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นเงินค่าสอน  ค่าสอบ  หรือเบี้ยประชุมที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้  จะเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา  ๔๒ ( ๗ )  แห่งประมวลรัษฎากร

    เงินบำเหน็จจากการเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แต่ถ้าผู้มีเงินได้ดำเนินงานในลักษณะที่มีสำนักงาน  มีลูกจ้างประจำ  กรมสรรพากรถือว่าเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ  ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร

    ค่าตอบแทนการวิ่งเต้นให้ได้ทำสัญญา  เข้าลักษณะเป็นนายหน้า ตัวแทน จึงเป็นเงินได้รับจึงเป็นเงินได้ตาม มาตรา  ๔๐ ( ๒ ) แห่งประมวลรัษฎากร  

    เบี้ยประชุม  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แต่ถ้าเป็นเบี้ยประชุมที่ลูกจ้างได้รับจากนายจ้างของตนเอง  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เพราะเป็นเงิน  หรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากการจ้างแรงงาน

    ข้อสังเกต

    ๑ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เป็นเงินได้ที่ผู้จ่ายและผู้รับมีนิติสัมพันธ์ในลักษณะของนายจ้างกับลูกจ้าง  คือนายจ้างต้องมีอำนาจบังคับบัญชา  ส่วนเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  ผู้จ่ายและผู้รับมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างทำของ  หรือ ตัวแทน  นายหน้า

    ๒)  เงินได้พึงประเมินที่ได้รับตามสัญญาจ้างทำของเป็นเงินได้ตาม มาตรา  ๔๐ ( ๒ ) หรือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ  การพาณิชย์ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ ) ก็ได้  ขึ้นอยู่กับว่า  การกระทำที่ก่อให้เกิดเงินได้นั้นมีค่าใช้จ่ายมาก หรือน้อย   

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐  แห่งประมวลรัษฎากร จะเป็นเงินได้ประเภทใดนั้น  ต้องพิจารณาถึงรายจ่ายและลักษณะของงานที่ทำประกอบด้วย  เงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  แห่งประมวลรัษฎากร  ลักษณะงานที่ทำมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก  ประมวลรัษฎากรจึงกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้น้อย  ส่วนเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  เป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ  การพาณิชย์  อันเป็นงานที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง  ประมวลรัษฎากรจึงยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒

    ข้อสังเกต

            ๑.     เงินได้ที่เป็นส่วนลด  และส่วนลดพิเศษ ที่บุคคลผู้รับทำงานให้ได้รับจากระบบขายตรง  โดย ผู้จำหน่ายต้องสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทขายตรง และมีหลักเกณฑ์ว่า

                       ( ๑ ) ผู้จำหน่ายจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการสมัครในปีแรก  และปีต่อ ๆ ไปกับบริษัทขายตรง  โดยผ่านผู้จำหน่ายตรงหรือสปอนเซอร์

                       ( ๒ ) ในการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้งต้องเขียนใบสั่งซื้อ  โดยกรอกหมายเลขประจำตัวผู้จำหน่าย  หมายเลขประจำตัวผู้จำหน่ายตรง  ชื่อสินค้า  รหัสสินค้า  จำนวนที่สั่งซื้อ และต้องสั่งซื้อแต่ละครั้งตามข้อกำหนดของบริษัทขายตรง

                       ( ๓ ) ในการขายสินค้า  บริษัทขายตรงจะเป็นผู้กำหนดราคำขายปลีก  ผู้จำหน่ายทุกระดับจะต้องขายในราคำเดียวกัน ต้องดำเนินตามแผนการขายและการตลาดของบริษัทขายตรง

                       ( ๔ )  ในการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าแต่ละครั้ง  ผู้จำหน่ายทุกระดับต้องจ่ายเงินสดในการซื้อเป็นจำนวนเท่ากับราคำขายปลีก ตามที่บริษัทขายตรงกำหนดทุกครั้ง  โดยไม่มีการหักค่าส่วนลดใด ๆ ทั้งสิ้น

              ผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายตรง  ผู้สปอนเซอร์  และผู้จำหน่ายได้รับ  ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งกำไรร้อยละ  ๒๕  ของยอดขายปลีกที่ผู้จำหน่ายแต่ละระดับขายได้เองในแต่ละเดือน  ส่วนลด  เป็นค่าตอบแทนในระดับต่าง ๆ ที่ได้รับจากบริษัทขายตรงในอัตราที่แตกต่างกันไป  และส่วนลดพิเศษ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่บริษัทขายตรงจ่ายให้เฉพาะผู้จำหน่ายตรงในกรณีต่าง ๆ   ซึ่งบริษัทขายตรงจ่ายให้แก่ผู้จำหน่ายทุกระดับเป็นรายเดือน  โดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้จำหน่ายตรงภายในวันที่  ๑๕  ของเดือนถัดไป  และผู้จำหน่ายตรงจะนำผลตอบแทนของผู้จำหน่ายในระดับอื่นไปจ่ายให้แก่ผู้จำหน่ายระดับอื่นในกลุ่มของตนเองนั้น  เป็นเงินได้พึงประเมินลักษณะเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้  ตามมาตรา  ๔๐  ( ๒ ) แห่งประมวลรัษฎากร   

                    ( ๓ )  เงินได้พึงประเมินตาม มาตรา  ๔๐ ( ๓ )   เงินได้พึงประเมินประเภทนี้  ได้แก่              ค่ากู๊ดวิลล์  ค่าแห่งลิขสิทธิ์  หรือสิทธิอย่างอื่น  เงินปี  หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม  นิติกรรมอย่างอื่น  หรือคำพิพากษาของศาล

              กู๊ดวิลล์   คือชื่อ ยี่ห้อทางการค้า  เช่นไก่ย่างห้าดาว  ตัวอย่างของเงินได้ประเภทนี้  เช่น  ค่าตอบแทนเพื่อการใช้ชื่อในทางการค้า  หรือสิทธิในการใช้ลิขสิทธิ์ ในงานวรรณกรรม   หรือภาพยนตร์  หรือฟีลม์ หรือเทปที่ใช้สำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุ  หรือทางโทรทัศน์  ค่าตอบแทนจากการใช้สิทธิบัตร ( Patent )  ความรู้ทางเทคนิค  ( Know –How )  เครื่องหมายการค้า  ( Trade  Mark )   เป็นต้น

    ค่าออกแบบสนามกอล์ฟ โดยบริษัทผู้ออกแบบตกลงจะทำแผนผังรายละเอียด และงานเขียนแบบสำหรับใช้ในการก่อสร้างสนามกอล์ฟ โดยบริษัทผู้ออกแบบยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในงานเขียนแบบก่อสร้าง  ถือเป็นเงินค่าสิทธิ  จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๓ )

    ส่วนคำว่า สิทธิอย่างอื่น นั้น    หมายถึงสิทธิอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกับค่ากู๊ดวิลล์ หรือค่าแห่งลิขสิทธิ์ดังนั้น  สิทธิการเช่าจึงมิใช่สิทธิอย่างอื่น ตามมาตรา  ๔๐ ( ๓ )  แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ( ๘ )     

    ( ๔ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ )  คือเงินได้จากการลงทุน  ซึ่งแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดคือ

    ( ก )  เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยประเภทต่าง ๆ  ไม่ว่าดอกเบี้ยเงินฝาก  ดอกเบี้ยพันธบัตร  หรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ฯลฯ รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย  ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืม  หรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิด  ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม

    ( ข )  เงินปันผล  เงินส่วนแบ่งกำไร  หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  กองทุนรวม  หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืม  เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม  พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ฯลฯ

    คำว่า  กองทุนรวม  ตามมาตรานี้  หมายถึงกองทุนรวมที่มิได้เป็นนิติบุคคลตาม พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  พ.ศ.  ๒๕๓๕  มาตร  ๑๒๔  เพราะ มาตรา  ๓๙  แห่งประมวลรัษฎากร  ได้บัญญัติให้ความหมายของคำว่า กองทุนรวม ไว้ว่า  หมายความว่า  คณะบุคคล  ซึ่งเข้าร่วมในกองทุนซึ่งจัดตั้งและดำเนินการโดยบริษัทจัดการลงทุน ตามโครงการในการประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน  ดังนั้น  เงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลจึงไม่เป็นเงินได้ตามมาตรา ๔๐ ( ๔ ) ( ข )  แต่เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  เพราะไม่อาจจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา ๔๐ ( ๑ ) ถึง ( ๗ ) ได้

    เงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไรตามข้อ ( ข ) นี้  หากผู้มีเงินได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย  หรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  และความเป็นสามีภริยาของบิดามารดามีอยู่ตลอดปีภาษี  มาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ข ) วรรคสอง  และวรรคสาม  บัญญัติให้ถือว่า  เงินได้ของบุตร หรือบุตรบุญธรรม เป็นเงินได้ของบิดา  ทั้งนี้  เพื่อป้องกันมิให้มีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโดยใช้ชื่อบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในการลงทุน  หรือรับบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้เยาว์เพื่อใช้ชื่อบุตรบุญธรรมที่ยังเล็กอยู่ในการลงทุนแทน  แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี  เช่นสามีภริยาหย่าขาดจากกัน  กฎหมายให้ถือว่า เงินได้ของบุตรดังกล่าว  เป็นเงินได้ของบิดา  หรือมารดาที่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง  หรือเป็นเงินได้ของบิดาในกรณีที่บิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน

              อย่างไรก็ตาม   หากบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย  หรือบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้  บรรลุนิติภาวะแล้ว  จะถือว่าเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาต่อไปไม่ได้  ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย  หรือบุตรบุญธรรมดังกล่าว  หากมีจำนวนเกิน  ๓๐,๐๐๐  บาท  ผู้นั้นต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ในนามของตนเอง  ตามมาตรา  ๕๖ วรรคหนึ่ง

                       ( ค )  เงินโบนัสที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น  หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  ได้แก่  เงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลให้เป็นส่วนแบ่งพิเศษแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนนอกเหนือจากเงินปันผล  หรือส่วนแบ่งกำไร   เงินโบนัสในกรณีนี้  เป็นเงินตอบแทนสำหรับเงินทุนที่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้นำมาลงทุนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  แตกต่างจากโบนัส ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  และ ( ๒ )  ซึ่งเป็นการตอบแทนการจ้างแรงงาน หรือการรับทำงานให้

                       ( ง )  เงินลดทุนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  เฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไร และเงินที่กันไว้รวมกัน   เหตุที่ถือว่าเงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ่ายจากกำไร  เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ง )  เนื่องจากเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีกำไร  หากนำกำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไร  จะเห็นได้ชัดว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้  บางบริษัทจึงนำเงินกำไร หรือเงินสำรองที่กันไว้จากกำไรในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนตามกฎหมายมาคืนให้แก่ผู้ลงทุน  โดยวิธีลดทุนแทน  โดยอ้างว่ามีเงินทุนเพียงพอแล้ว  กฎหมายจึงบัญญัติขึ้นมาปิดช่องว่างดังกล่าว

    ( จ )  เงินเพิ่มทุนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มา  หรือเงินที่กันไว้รวมกัน  กรณีนี้ คล้ายกับกรณีตาม ( ง )  คือบริษัทมีกำไร  และมีเงินสำรองที่กันไว้จากกำไรตามกฎหมายที่ได้ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนจำนวนมาก  แทนที่จะนำมาจ่ายเป็นเงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น  กลับนำกำไรมาจัดสรรเป็นหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนเดิม  ทำให้ผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น  จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้รับซึ่งคำนวณได้เป็นเงินเท่ากับมูลค่าหุ้นที่ได้รับเพิ่มขึ้น  กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นเงินได้พึงประเมินด้วย

    หุ้นเพิ่มทุนที่ได้รับนี้  แม้จะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากกำไรที่ลงทุนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  แต่ไม่ใช่เงินปันผลซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ข )  ซึ่งผู้จ่ายเงินได้ต้องหักภาษี  ณ  ที่จ่าย ร้อยละ  ๑๐  ตามมาตรา  ๕๐ ( ๒ ) ( จ )  และผู้มีเงินได้มีสิทธิที่จะเสียภาษีจากเงินปันผลนั้นในอัตราเพียงร้อยละ  ๑๐  โดยไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้รับนั้นไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นก็ได้ ตามมาตรา  ๔๘ ( ๓ )  หรือจะเลือกนำเงินปันผลนั้นไปรวมคำนวณเสียภาษีกับเงินได้อื่นโดยใช้สิทธิเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗  ทวิ ก็ได้  ดังนั้น  ผู้ที่ได้รับหุ้นเพิ่มทุนซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้  จึงต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับมารวมคำนวณกับเงินได้อื่นในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้  และไม่สามารถเครดิตภาษีตาม มาตรา  ๔๗ ทวิได้

    ( ฉ )  ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน  หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน  ซึ่งตีราคำเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

    เช่น  ก. มีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด ข.  เป็นเงิน  ๑๐๐,๐๐๐  บาท  ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. ตกลงควบเข้ากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ค.  และจดทะเบียนเป็นห้างใหม่  โดยให้ ก. มีหุ้นในห้างใหม่จำนวน  ๑๕๐,๐๐๐  บาท  ดังนี้  มูลค่าหุ้นส่วนเกิน  ๕๐,๐๐๐  บาท ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ฉ ) ของ ก.

    อย่างไรก็ตาม  ผลประโยชน์ที่ได้รับจากกิจการที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด  หรือบริษัทจำกัด ควบเข้ากัน  หรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด  ซึ่งตีราคำเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน  ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาตาม กฎกระทรวง ฉบับที่  ๑๒๖  ( พ.ศ. ๒๕๐๙ ) ข้อ ๒ ( ๕๐ )  ซึ่งเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๒๑๕ ( พ.ศ. ๒๕๔๑ )  ใช้บังคับตั้งแต่ วันที่  ๑๔  พฤศจิกายน  ๒๕๔๑  เป็นต้นไป  ทั้งนี้  เนื่องจากหลังจากเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อปี  ๒๕๔๐  ทำให้บริษัทต่าง ๆ มีปัญหามาก  ต้องปลดคนงาน  หรือเลิกกิจการ  การที่จะทำให้บริษัทดังกล่าวสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้  ทำให้บริษัทเล็กต้องโอนขายกิจการให้บริษัทให้บริษัทใหญ่  หรือต้องควบรวมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง  สามารถฝ่าฟันภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นได้  แต่การควบรวมกัน หรือการโอนกิจการให้แก่กัน  ทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทที่ควบรวมกันดังกล่าวได้รับประโยชน์จากการควบรวมกัน  ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้  รัฐบาลจึงต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่เงินได้ที่เกิดขึ้น  เนื่องจากการควบรวมกิจการ  หรือการโอนกิจการ เป็นการสนับสนุนให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น  ไม่ต้องล้มละลายไป

    ( ช )  ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วน  หรือโอนหุ้น  หุ้นกู้  พันธบัตร  หรือตั๋วเงิน  หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก  ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคำเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

    กรณีนี้  เป็นการเก็บภาษีเงินได้ฝ่ายทุน  หรือกำไรฝ่ายทุน ( Capital  Gains Tax )  เช่นเดียวกับกรณี ตาม ( ฉ )  ตัวอย่าง เช่น

    ตัวอย่างที่ ๑.  ก. เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน  ๑๐,๐๐๐  หุ้น  โดยซื้อมาในราคำหุ้นละ  ๑๐  บาท  รวมเป็นเงิน  ๑๐๐,๐๐๐  บาท  ต่อมาขายไปในราคำหุ้นละ  ๑๕  บาท  ได้กำไรหุ้นละ  ๕  บาทรวมเป็นเงิน  ๕๐,๐๐๐  บาท เงินกำไรที่ได้จากการขายหุ้นจำนวน  ๕๐,๐๐๐  บาทนี้ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ช )

    ตัวอย่างที่ ๒.  ก. ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนแห่งหนึ่ง  ในราคำ  ๑๐๐,๐๐๐  บาท  ต่อมาโอนขายตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้  ข.  ในราคำ  ๑๑๐,๐๐๐  บาท  ส่วนต่าง  ๑๐,๐๐๐  บาทนี้  เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๔ ) ( ช )  ของ ก.

    แต่เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ไม่รวมเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้ หรือพันธบัตร  จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๑๒๖  ( พ.ศ. ๒๕๐๙ ) ข้อ ๒ ( ๒๓ )  ทั้งนี้  เพราะรัฐบาลต้องการให้มีการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

                       ( ๕ )   เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ )  เงินได้ประเภทนี้แบ่งได้เป็น  ๓  ประการ คือ  เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

                    ( ก )   การให้เช่าทรัพย์สิน

                    ( ข )   การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

                    ( ค )   การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน  ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น โดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว

    เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน  ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์  เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ( ก ) นี้ทั้งสิ้น  นอกจากเงินค่าเช่าแล้ว  เงินกินเปล่า  เงินแป๊ะเจี๊ยะ  เงินช่วยค่าก่อสร้าง  หรือประโยชน์ที่ได้จากการได้กรรมสิทธิ์ในอาคำรหรือโรงเรือนที่ผู้เช่ายกให้  ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรานี้ด้วย

              นอกจากนี้  ในกรณีของการให้เช่าทรัพย์สินนี้  มาตรา  ๔๐ ( ๕ ) วรรคสองยังให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินได้ตามจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ  และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของผู้มีเงินได้  ถ้าเจ้าพนักงานมีเหตุอันควรเชื่อว่า  ผู้มีเงินได้แสดงเงินได้ต่ำไป  ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  ซึ่งเงินได้ประเภทอื่นประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติให้อำนาจเช่นนี้ไว้   แต่อย่างไรก็ตาม  ประมวลรัษฎากรยังให้สิทธิผู้ที่ถูกประเมินอุทธรณ์การประเมินได้  ว่าเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินนั้นไม่ถูกต้อง   หากผู้ถูกประเมินสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้แสดงเงินได้ต่ำไป  แต่แสดงตามความเป็นจริง  ก็ต้องถือว่ามีเงินได้ตามไว้นั้น  เพราะเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดา ใช้หลักเกณฑ์เงินสด  คือต้องเป็นเงินได้ที่ได้รับมาแล้วจริง

              อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรานี้  เป็นอำนาจที่จะประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีที่มีการให้เช่าทรัพย์สินเท่านั้น  ในกรณีของภาษีเงินได้นิติบุคคล นั้น มาตรา  ๖๕  ทวิ ( ๔ )  จะให้อำนาจเจ้าพนักงาน ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โอนทรัพย์สิน  ให้บริการ  หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน  ค่าบริการ  หรือดอกเบี้ย  หรือมีค่าตอบแทน  ค่าบริการ  หรือดอกเบี้ย  ต่ำกว่าราคำตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร   โดยเจ้าพนักงานมีอำนาจ ประเมินค่าตอบแทน  ค่าบริการ  หรือดอกเบี้ยตามราคำตลาด  ในวันที่โอน  ให้บริการ  หรือให้กู้ยืมเงิน  

             

     

                   ดังนั้น  หากบุคคลธรรมดายกทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ให้ผู้อื่นโดยเสน่หา  ให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย  หรือให้บริการอื่นโดยไม่คิดค่าบริการ  หรือขายทรัพย์สินในราคำถูกกว่าราคำตลาด   คิดดอกเบี้ย หรือค่าบริการต่ำกว่าราคำตลาด  เจ้าพนักงานประเมินจะไม่มีอำนาจประเมินเงินได้พึงประเมินตามราคำตลาด  เหมือนเช่นกรณีให้เช่าทรัพย์สิน

             

              กรณีเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นจาก ( ข )  การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน  และ ( ค )  การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายโดยไม่ต้องคืนเงิน หรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว  หมายความถึงเงินได้ที่เกิดจาการผิดสัญญา  เช่นดอกเบี้ยหรือค่าปรับที่คิดเพิ่มเนื่องจากการชำระค่างวดล่าช้า  ค่าทนายความในการทวงถาม  หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาดังกล่าว  เช่นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์  ในกรณีที่คืนทรัพย์ล่าช้า เป็นต้น  ไม่ใช่เงินค่าเช่าซื้อ  หรือเงินงวดที่ผ่อนตามสัญญา  ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  แห่งประมวลรัษฎากร

              นอกจากนี้  เงินได้ตามข้อ ( ข ) หรือ ( ค ) นั้น  มาตรา  ๔๐ ( ๕ ) วรรคท้าย ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้วแต่วันทำสัญญาจนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น  เป็นเงินได้พึงประเมินของปีภาษีนั้น 

              ตัวอย่างเช่น  ก. ซื้อรถยนต์เงินผ่อนจาก ข. ในราคำ  ๒๐๐,๐๐๐  บาท เมื่อวันที่  ๕  ธันวาคม  ๒๕๔๘  โดยชำระในวันทำสัญญา  ๕๐,๐๐๐  บาท   ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดรวม  ๓  งวด กำหนดชำระทุกวันที่  ๕  ของเดือน  มีข้อตกลงว่าหากผิดนักงวดใดงวดหนึ่ง  ให้ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกัน  กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กลับคืนมาเป็นของ ข.  และ  ข. มีสิทธิริบเงินที่ชำระมาแล้ว  ปรากฏว่า ก. ผ่อนชำระเพียงงวดเดียวเมื่อวันที่  ๕  มกราคม  ๒๕๔๙  แล้วผิดสัญญา ไม่ผ่อนงวดต่อมาอีก  ข. จึงบอกเลิกสัญญาพร้อมกับเรียกรถยนต์คืนจาก  ก.  ก.ยอมคืนรถยนต์ให้และไม่โต้แย้ง  ดังนี้  เงินที่ ก. ชำระในวันทำสัญญา  ๕๐,๐๐๐  บาท และค่างวดเดือนมกราคม  ๒๕๔๙ ที่ได้รับไว้แล้วอีก  ๕๐,๐๐๐  บาท และ ข. ใช้สิทธิริบแล้ว  ถือเป็นเงินได้พึงประเมินจากการผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน ตามมาตรา ๔๐ ( ๕ ) ( ค )  โดยถือเป็นเงินได้พึงประเมินของปีภาษี  ๒๕๔๙  ซึ่งเป็นปีที่ ก. ผิดสัญญา 

    เงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ )  นั้น  มาตรา  ๔๓  ให้หักค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา  คือพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร  ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน  ฉบับที่ ( ๑๑ ) พ.ศ. ๒๕๐๒  ซึ่งกำหนดการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) ( ๖ ) ( ๗ ) ( ๘ )  ไว้  โดยการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๕ ) บัญญัติอยู่ในมาตรา  ๕  ของพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าว  โดยกำหนดไว้ดังนี้                  

            ( ๖ )   เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )  เงินได้จากวิชาชีพอิสระ  คือวิชากฎหมาย  การประกอบโรคศิลปะ  วิศวกรรม   สถาปัตยกรรม   การบัญชี   ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

              วิชากฎหมาย   เช่น  เงินได้จากค่าทนายความที่ว่าความในศาล   การรับทำสัญญา หรือพินัยกรรม  หรือให้คำปรึกษาทางกฎหมาย

              มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินได้จากการประกอบวิชาชีพกฎหมายประการหนึ่งคือ  แม้เงินได้จากการประกอบวิชาชีพกฎหมาย  จะเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ  แต่เงินที่ได้รับดังกล่าว  ถือเป็นรายรับที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย  โดยผู้ที่มีรายรับดังกล่าวจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้จ่ายเงินค่าบริการด้วย    เว้นแต่ รายรับจากการว่าความในศาลเท่านั้น  ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา  ๘๑ ( ๑ ) ( ฌ )  แห่งประมวลรัษฎากร

              การประกอบโรคศิลปะ  ได้แก่การประกอบวิชาชีพที่กระทำต่อร่างกายของมนุษย์ในการตรวจโรค  วินิจฉัยโรค  การบำบัดโรค  การป้องกันโรค  การส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ  การผดุงครรภ์  ในสาขาเวชกรรม  ทันตกรรม  เภสัชกรรม  การพยาบาลและการผดุงครรภ์  กายภาพบำบัด  และเทคนิคการแพทย์  ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแผนไทย   แต่การทำประกอบวิชาชีพดังกล่าวต้องมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ  มิใช่จ้างแรงงาน   หากแพทย์เป็นลูกจ้าง ได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาล  เงินได้ที่ได้รับจะเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เมื่อการประกอบโรคศิลปะเป็นการกระทำต่อร่างกายของมนุษย์   การประกอบวิชาชีพของสัตวแพทย์  แม้จะเรียกเป็นแพทย์  แต่ก็ไม่ใช่การประกอบโรคศิลปะ   ดังนั้น เงินที่สัตวแพทย์ได้รับจาการรักษาสัตว์ต่าง ๆ  จึงไม่เป็นเงินได้จากการวิชาชีพอิสระ  แต่เป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )

               

              วิศวกรรม   ได้แก่  การนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ในสาขาวิศวกรรม  รวมถึงการให้คำปรึกษาทางด้านวิศวกรรม หรือเกี่ยวกับวิศวกรรม  แต่ไม่รวมถึงการติดตั้ง  ซ่อมแซม  หรือการควบคุม

               

            สถาปัตยกรรม   ได้แก่  วิชาการช่าง เช่น  งานวางโครงการ  วางผังและออกแบบ  ทำรายการกำหนดราคำก่อสร้าง   รวมถึงการให้คำปรึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม   หรือเกี่ยวเนื่องกับสถาปัตยกรรม  แต่ไม่รวมถึงการรับเหมาก่อสร้าง  รับพิมพ์แบบพิมพ์เขียว

               

            การบัญชี   ได้แก่ ศิลปะของการเก็บรวบรวม  บันทึก  จำแนก  และนำสรุปข้อมูลอันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน   และการให้ข้อมูลทางการเงิน ซึ่งมีหลายสาขา  ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชี  การวางระบบบัญชี  การบัญชีการเงิน  การบัญชีต้นทุน  การตรวจสอบบัญชี เพื่อให้ความเห็นต่องบการเงิน

               

     

     

            ถ้าผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา   ตกลงทำงานให้แก่ หรือในนามของสำนักงานสอบบัญชีที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล   และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล  จัดการ  หรือภายใต้การบังคับบัญชาของสำนักงานสอบบัญชีนั้น  แม้จะเป็นผู้ลงนามให้ความเห็นต่องบการเงิน และต้องรับผิดชอบการลงนามเป็นส่วนตัวตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีก็ตาม  การตกลงรับทำงานให้ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน  ค่าตอบแทนที่ได้รับจากสำนักงานสอบบัญชี ไม่ว่าจะจ่ายกันอย่างไร  เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ( ๑ )   แต่ถ้าผู้สอบบัญชีลงนามในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล  เงินได้ที่ได้รับจะเป็นเงินได้พึงประเมินจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )  ของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น

              ประณีตศิลปกรรม   ได้แก่การกระทำใด ๆ ที่มีคุณค่าทางศิลปะ   กรมสรรพากรถือหลักว่า  ถ้าวัสดุสิ่งของที่นำมาทำนั้นมีราคำน้อย  แต่เมื่อทำเสร็จแล้วผลของงานมีมูลค่า หรือคุณค่าสูบ  คือเป็นงานประณีตศิลปกรรม

              ส่วนวิชาชีพอิสระอื่นนั้น   ขณะนี้ ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้วิชาชีพอื่นใด  เป็นวิชาชีพอิสระตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )

            ในบรรดาผู้มีเงินได้จากวิชาชีพอิสระต่าง ๆ นั้น  ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่  เป็นเรื่องของวิชาชีพอิสระของแพทย์  เนื่องจากแพทย์นั้น เป็นได้ทั้งเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา  ๔๐ ( ๑ )  เงินได้จากการรับทำงานให้ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๒ )  เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา  ๔( ๖ )  หรือเป็นเงนได้จากการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา  ๔๐          ( ๘ )  เช่น  แพทย์เปิดคลินิกรักษาคนไข้ของตนเอง เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๖ )  หากแพทย์ทำกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล  และมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน  เงินได้จากการรักษาพยาบาลและการจำหน่ายยา เป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ ) ซึ่งพระราชกฤษฎีกา ฯ ฉบับที่  ๑๑  ( พ.ศ. ๒๕๐๒ )  มาตรา  ๘  ( ๑๒ )  ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ  ๗๕  หากแพทย์ทำสัญญาเป็นลูกจ้างหรือพนักงานของโรงพยาบาล  เงินได้ที่ได้รับเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๑ )

     

             

    ( ๗ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๗ )  ได้แก่  เงินได้จากการรับเหมาที่ผุ้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

    ตัวอย่างเช่น  ก.  รับเหมาปลูกสร้างบ้านให้  ข.  โดยเป็นผู้จัดหาสัมภาระทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นไม้  อิฐ  หิน  ปูน ทราย ฯลฯ  เงินค่ารับเหมาที่  ก.  ได้รับเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๗ )  แต่ถ้า ก. รับเหมาปลูกสร้างบ้านให้ ข.  โดยใช้เครื่องมือและคนงานของตน  แต่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมด  ข.  เป็นผู้จัดหามาเอง  เงินค่ารับเหมาที่  ก.  ได้รับ จะเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ ) 

    ( ๘ )  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  ได้แก่  เงินได้จากการธุรกิจ  การพาณิชย์  การเกษตร  การอุตสาหกรรม  การขนส่ง  หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน มาตรา ๔๐ ( ๑ ) ถึง ( ๗ )  แล้ว

    มาตรานี้  บัญญัติไว้อย่างกว้างขวาง  เงินได้ที่ไม่อาจจัดอยู่ในประเภทที่  ๑  ถึงประเภทที่  ๗  ได้ จะถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา  ๔๐ ( ๘ )  ทั้งสิ้น   เช่น

     (1) การเก็บค่าต๋ง หรือค่าเกมจากการพนันการแข่งขัน หรือ การเล่นต่าง ๆ

     (2) การถ่าย ล้างอัด หรือขยายรูปภาพยนตร์รวมทั้งการขายสวนประกอบ

     (3) การทำกิจการคำนเรือ อู่เรือ หรือซ่อมเรือที่มิใช่ซ่อมเครื่องจักรเครื่องกล

    (4) การทำรองเท้า และเครื่องหนังแท้ หรือหนังเทียม รวมทั้งการขาย ส่วนประกอบ

    (5) การตัด เย็บ ถัก ปักเสื้อผ้า หรือสิ่งอื่น ๆรวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (6) การทำ ตกแต่ง หรือซ่อมแซม เครื่องเรือน รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (7) การทำกิจการโรงแรม หรือภัตตาคำรหรือการปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มจำหน่าย

    (8) การดัด ตัด แต่งผม หรือตกแต่งร่างกาย

    (9) การทำสบู่ แชมพู หรือเครื่องสำอาง

    (10) การทำวรรณกรรม

    (11) การค้าเครื่องเงิน ทอง นาก เพชร พลอย หรืออัญมณีอื่น รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (12) การทำกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เฉพาะที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน รวมทั้งการรักษาพยาบาล และการจำหน่ายยา

    (13) การโม่หรือย่อยหิน

    (14) การทำป่าไม้ สวนยาง หรือไม้ยืนต้น

    (15) การขนส่ง หรือรับจ้างด้วยยานพาหนะ

    (16) การทำบล็อกและตรา การรับพิมพ์ หรือเย็บสมุด เอกสาร รวมทั้งการขายส่วนประกอบ

    (17) การทำเหมืองแร่

    (18) การทำเครื่องดื่มตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเครื่องดื่ม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502

    (19) การทำเครื่องกระเบื้อง เครื่องเคลือบเครื่องซีเมนต์ หรือดินเผา

    (20) การทำหรือจำหน่ายกระแสไฟฟ้า

    (21) การทำน้ำแข็ง

    (22) การทำกาว แป้งเปียก หรือสิ่งที่มีลักษณะทำนองเดียวกันและการทำแป้งชนิดต่าง ๆที่มิใช่เครื่องสำอาง

    (23) การทำลูกโป่ง เครื่องแก้ว เครื่องพลาสติกหรือเครื่องยางสำเร็จรูป

    (24) การซักรีด หรือย้อมสี

    (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่น ซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต

    (26) รางวัลที่เจ้าของม้าได้จากการส่งม้าเข้าแข่ง

    (27) การรับสินไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก หรือการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝาก

    (28) การรมยาง การทำยางแผ่น หรือยางอย่างอื่นที่มิใช่ยางสำเร็จรูป

    (29) การฟอกหนัง

    (30) การทำน้ำตาล หรือน้ำเหลืองของน้ำตาล

    (31) การจับสัตว์น้ำ

    (32) การทำกิจการโรงเลื่อย

    (33) การกลั่น หรือหีบน้ำมัน

    (34) การให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่

    (35) การทำกิจการโรงสีข้าว

    (36) การทำเกษตรกรรมประเภท ไม้ล้มลุกและธัญชาติ

    (37) การอบหรือบ่มใบยาสูบ

    (38) สัตว์ทุกชนิด รวมทั้งการขายวัตถุพลอยได้

    (39) การฆ่าสัตว์จำหน่าย รวมทั้งการขายวัตถุพลอยได

    (40) การทำนาเกลือ

    (41) การขายเรือกำปั่น หรือเรือมีระวาง ตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ

    (42) การขายที่ดินเงินผ่อนหรือการให้เช่าซื้อที่ดิน

    (43) การแสดงของนักแสดงละครภาพยนตร์ วิทยุหรือโทนักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดง เพื่อความบันเทิงใด ๆ

                                         ฯลฯ

    โดยสรุป หากเงินได้ใดไม่เข้าลักษณะประเภทเงินได้ ประเภถทที่ 1- 7  ตามมาตรา 40(1)-(7)  ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8  ตามมาตรา 40(8)  ทั้งสิ้น

     

    (มีต่อตอนที่ 2)

     

     

     

             




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 4570 ครั้ง

    8/5/2556 21:09:00

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา   “การภาษีอากร”รหัสวิชา :961365

    คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นาย วินัย  เนื้อนาจันทร์  นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ(อาจารย์พิเศษ)

    ----------------------

     

    บทที่ 2

    หลักการและวิธีการประเมินภาษี ตามประมวลรัษฎากร

            ขอบเขตของเนื้อหา

       - หลักการเกี่ยวกับภาษีเงินได้

    -    ความหมายของเงินได้

    -         ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียภาษี ถิ่นที่อยู่ และแหล่งเงินได้

    -        ความสัมพันธ์ระหว่างภาษีเงินได้จากกำไรของบริษัท กับ  เงินปันผลของบุคคลธรรมดา

    -      วิธีการประเมินภาษีอากร

     -     ความหมายของภาษีอากรประเมิน

    -        การประเมินตนเอง

    -        การประเมินโดยเจ้าพนักงาน

    -        อายุความการประเมินภาษี

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    -      เพื่อให้ทราบถึงความหมายของเงินได้พึงประเมิน

    -      เพื่อให้ทราบถึงหลักถิ่นที่อยู่และแหล่งเงินได้

    -      เพื่อให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษีที่เสียจากกำไรสุทธิของบริษัท กับเงินปันผลของบุคคลธรรมดา

    -      เพื่อให้ทราบถึงอำนาจเจ้าพนักงานประเมินและวิธีการประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร

    -      เพื่อให้ทราบถึงอายุความการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร 

    ความหมายของเงินได้พึงประเมิน

     

                           ความหมายของเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร  คือ เงินได้ที่บุคคลธรรมดา   ได้รับนั้นไม่ว่าจะเป็นเงินที่ได้มาจากแหล่งใด และ เงินได้ที่กล่าวมานั้นเป็นเงินได้ที่พึงเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามบทบัญญัติหมวด 3  แห่งประมวลรัษฎากร   ความหมายของเงินได้พึงประเมินตามกฎหมายนั้นสามารถแยกได้ดังนี้

                            เงินได้พึงประเมินตามมาตรา  39 แห่งประมวลรัษฎากรได้ให้ความหมายไว้ว่า

              1.เงิน มีความหมายเป็นได้ทั้งเงินไทย หรือเงินตราต่างประเทศ

              2.ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน หมายถึงทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ที่ได้รับ (มาแล้วจริงๆ ในปีภาษีนั้นๆ)และสามารถคิดคำนวณได้เป็นเงิน  เช่น รถยนต์ บ้าน นาฬิกา สร้อยคอ เป็นต้น

              3.ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน หมายถึงประโยชน์ที่ได้รับ (มาแล้วจริงๆ ในปีภาษีนั้นๆ)มาที่ไม่ใช่ตัวเงิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่ประโยชน์ที่ว่านี้สามารถคิดคำนวณเป็นเงินได้ เช่น การที่นายจ้างให้การอุดหนุนแก่ลูกจ้างในรูปของที่อยู่อาศัย อาหารกลางวัน เสื้อผ้า เป็นต้น

              4.เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้  เงินค่าภาษีถือว่าเป็นเงินได้  คือ เงินค่าภาษีที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้   โดยออกแทนให้ทอดใดถือเป็นเงินได้ของทอดนั้น เงินค่าภาษีที่ออกให้เงินได้ประเภทใดถือเป็นเงินได้ประเภทนั้น  เงินค่าภาษีที่ออกให้สำหรับเงินได้ของปีภาษีใดถือเป็นเงินได้ของปีภาษีนั้น

              5.เครดิตภาษี  ตามที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 47 ทวิ    คือ ให้ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินได้ประเภท เงินปันผลจากบริษัท  หรือส่วนแบ่งกำไร ซึ่งได้รับจาก ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด   

                         เครดิตภาษีที่คำนวณได้  ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้  เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับจำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน

                         ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษี

           ความสัมพันธ์ระหว่างภาษีที่เสียจากกำไรสุทธิของบริษัท กับเงินปันผลของบุคคลธรรมดา

             เหตุผลที่ต้องให้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร

                1.1 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล   ประกอบกิจการและ มีกำไรต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรก้อนดังกล่าวอยู่แล้ว    ดังนั้น เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร  จากกำไรดังกล่าวมาให้กับผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้ลงทุนหรือผู้เป็นหุ้นส่วนนำเงินปันผลดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีก ก็จะเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากกำไรก้อนเดียวกัน   ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากเงินกำไรก้อนเดี่ยวกัน จึงกำหนดให้ผู้มีเงินได้จากเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

                    1.2  เพื่อสนับสนุนให้ ประชาชน ลงทุนในบริษัทเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของชาติขยายตัวเป็นการส่งเสริมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

                   ดังนั้นเครดิตภาษีเงินปันผล จึงเกิดขึ้น โดยกฎหมายให้ทางเลือก

    ว่าจะนำเงินปันผลมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ  จะเลือก ไม่นำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ได้เพราะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้วร้อยละ 10

    แต่ถ้าเลือกนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้  ก็ต้องนำรายได้ เงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรทุกก้อนมาคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  จะเลือกเฉพาะเงินปันผลจากบางบริษัทมารวมไม่ได้ ต้องนำมารวมทั้งหมด

     

                   วิธีการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร

     

    เครดิตภาษี         =        อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล  x  จำนวนเงินปันผล

                                                    ( 100 -  อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

    ตัวอย่าง      บริษัท ก จำกัด จ่ายเงินปันผลให้นาย ข ผู้ถือหุ้น  จำนวน  100,000  บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้  10,000  โดยเงินปันผลที่นำมาจ่ายนั้น จ่ายจากกำไรสุทธิที่บริษัท ก  เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้แล้วในอัตราร้อยละ 30

    เครดิตภาษี           =   30   x   100,000    =  3 x 100,000    =  42,857

                                               100 – 30              7   

    การคำนวณภาษีเงินได้ของนาย ข  ประสงค์จำนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษี นาย ข จะต้องนำเครดิตภาษี จำนวน 42857  ดังกล่าวมาบวกกับเงินปันผลที่ได้รับเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษี  และต้องนำเครดิตภาษีดังกล่าวมาบวกกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อนำไปหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ ดังนี้

    เงินได้พึงประเมิน(เงินปันผลบวกเครดิตภาษี)   = 100,000  + 42857  =   142,857

    ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเครดิตภาษี                         =   10,000 + 42,857   =     52,857

          เครดิตภาษีเงินปันผลจะได้รับเท่าใดขึ้นอยู่กับว่า บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลจ่ายจากเงินกำไรที่เสียภาษีไว้อัตราเท่าไร  เช่น

    เสียภาษีร้อยละ 30                เครดิตภาษีเงินปันผล เท่ากับ   3/7     x จำนวนเงินปันผล

    เสียภาษีร้อยละ 25                เครดิตภาษีเงินปันผลเท่ากับ   1/3       x จำนวนเงินปันผล

    เสียภาษีร้อยละ 20                เครดิตภาษีเงินปันผล เท่ากับ    ¼       x จำนวนเงินปันผล

    เสียภาษีร้อยละ 10                เครดิตภาษีเงินปันผล เท่ากับ  1/9      x จำนวนเงินปันผล

     

            ถ้าบริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตรา ก็จะแยกคำนวณตามเงินปันผล  ในแต่ละอัตราซึ่งต้องระบุชัดเจนอยู่ในหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย  ว่าจ่ายจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีอัตราร้อยละเท่าไร

            แต่ถ้าบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่เสียภาษี จากเงินกำไรที่นำมาจ่ายเงินปันผลก็ ไม่สามารถใช้เครดิตภาษีเงินปันผลได้  เช่น       บริษัท  เป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และบริษัทยังอยู่ในช่วงเวลายกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ดังนั้นเงินปันผล ก้อนนี้ ผู้ลงทุน จึงไม่ได้รับเครดิตภาษีเงินปันผล

     

    -------------------------------------------

     

    หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้

     

                       ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลมี โดยทั่วไปรัฐบาลของประเทศต่างๆ มีหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้ โดยอาศัยอำนาจในการจัดเก็บภาษีดังนี้

    1. หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) กรณีบุคคลมีแหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศใด ประเทศนั้นย่อมมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลนั้น

    2. หลักถิ่นที่อยู่ (Resident Rule) กรณีบุคคลมีถิ่นที่อยู่เป็นการถาวรหรือเป็นการประจำในประเทศใด (ซึ่งส่วนมากกำหนดให้อยู่ในประเทศนั้นถึง 180 วันในปีภาษี) ประเทศนั้นย่อมมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลนั้น ไม่ว่าเงินได้นั้นจะเกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศหรือแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ

    3. หลักสัญชาติ (Nationality Rule) กรณีบุคคลถือสัญชาติของประเทศใด ประเทศนั้นย่อมมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะจัดเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลนั้น เช่นเดียวกับหลักถิ่นที่อยู่

              เนื่องจากแต่ละประเทศต่างยึดหลักในการเก็บภาษีเงินได้ดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการเก็บภาษีซ้อนจากรายได้ก้อนเดียวกัน  อันเนื่องมาจากผู้มีเงินได้ได้รับเงินได้ในประเทศหนึ่ง    แต่มีถิ่นที่อยู่หรือมีสัญชาติอีกประเทศหนึ่ง 

    ตัวอย่าง  โรเบิร์ต สัญชาติฟิลิปปินส์มาขายส้มตำในไทยอยู่ในไทยไม่ถึง 180 วัน      มีถิ่นที่อยู่ปกติอยู่ในลาว  

    โรเบิร์ตต้องเสียภาษีในไทยตามหลักแหล่งเงินได้             เงิน 100 ล้าน จากการขายส้มตำ

    ต้องเสียภาษีในลาวตามหลักถิ่นที่อยู่                                     ครั้งเดียว ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนถึง

    ต้องเสียภาษีในฟิลิปปินส์ตามหลักสัญชาติ                         3 ประเทศ

                  กรณีดังกล่าวแก้ปัญหาโดยใช้ความตกลงระหว่างประเทศ แบบทวิภาคี โดยปกติจะใช้วิธีการเครดิตภาษี แต่ไม่เกินจำนวนที่จะต้องเสียในประเทศที่ได้รับเครดิต ตามข้อตกลงในอนุสัญญาภาษีซ้อน ซึ่งแต่ละประเทศได้ตกลงทำสัญญาต่อกัน

                           หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้ของประเทศไทย

                        ตามมาตรา 41  แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ 2 หลักคือ  1. แหล่งเงินได้ในประเทศไทย        2. หลักถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

    โดยมีรายละเอียดดังนี้

                           1. หลักแหล่งเงินได้ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร)

    ผู้มีเงินได้ที่เกิดจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทยดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศก็ตาม

                       (1) เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ปฏิบัติหน้าที่งานที่ทำอันก่อให้เกิดเงินได้นั้นในประเทศไทย อาทิ

                           (ก) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

                          (ข) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงาน

     

                       (2) เงินได้เนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ประกอบกิจการ หรือมีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดเงินได้ในประเทศไทย อาทิ

                          (ก) เงินได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน

                          (ข) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ

                          (ค) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

                          (ง) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นใด เช่น ค่าแสดงของนักแสดงสาธารณะ รางวัลจากประกวดแข่งขันหรือชิงโชค

                            (3) เงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ที่เป็นลูกจ้างและมีหน้าที่งานอันก่อให้เกิดเงินได้ในต่างประเทศ (ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่าง ประเทศ) แต่หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศนั้นเป็นไปเพื่อกิจการของนายจ้างที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยโดยเฉพาะ อาทิ ข้าราชการประจำสถานทูตไทยในต่างประเทศ พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่งานในต่างประเทศ เช่น ทำสัญญา ฝึกอบรม ศึกษาและดูงาน เป็นต้น เป็นครั้งคราว ทั้งนี้ เพื่อกิจการของบริษัทนายจ้างที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยโดยเฉพาะ

                       (4) เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ (ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม) มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย และทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้ อาทิ

                         (ก) ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น

                         (ข) ดอกเบี้ย เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ผลประโยชน์ที่ได้จากการเพิ่มทุน ลดทุน เลิกกิจการหรือควบกิจการ

                       (ค) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน 

    2. หลักถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

                      ผู้อยู่ในประเทศไทยและมีเงินได้จากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ จะมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรก็ต่อเมื่อครบเงื่อนไขหรือองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ 

                 (1) ผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย โดยจะอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลา แต่รวมเวลาที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดถึง 180 วันในปีภาษี (ซึ่งอาจพิจารณาได้จากหนังสือเดินทาง (Passport) ของผู้มีเงินได้)

                  (2) เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 อันเกิดจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ ดังนี้

                       (ก) เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ ได้แก่ กรณีที่ผู้มีเงินได้ปฏิบัติหน้าที่งานที่ทำอันก่อให้เกิดเงินได้ในต่างประเทศ และการปฏิบัติหน้าที่งานนั้นเป็นไปเพื่อกิจการของนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ

                       (ข) เงินได้เนื่องจากกิจการที่ทำในต่างประเทศ

                       (ค) เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

                  (3) ผู้มีเงินได้ต้องนำเงินได้อันเกิดจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศดังกล่าว เข้ามาในประเทศไทย โดยนำเข้ามาภายในปีภาษีเดียวกันกับปีที่เกิดเงินได้นั้น

    ตัวอย่าง  นักกอล์ฟชื่อดัง  มิเชล  วี   เดินทางมาแข่งขันกอล์ฟ รายการ LPGA tour ในประเทศไทยในปีพ.ศ. 2554  ได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันเป็นเงิน 10  ล้านบาท  มิเชล  วี   ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีให้ประเทศไทย ตามหลักแหล่งเงินได้เกิดในประเทศไทย

    ตัวอย่าง  Mr. Johnny เป็นคนอังกฤษ ได้ภรรยาเป็นคนไทย มาอยู่ที่เมืองไทยตลอดปีมีเงินได้จากเงินบำนาญที่ประเทศอังกฤษ โดยผู้จ่ายเงินโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของ Mr. Johnny เป็นประจำทุกเดือน   ดังนั้น Mr. Johnny ต้องนำเงินได้จากบำนาญดังกล่าวมาเสียภาษีในประเทศไทย ตามหลักถิ่นที่อยู่

     

     

    ภาษีอากรประเมิน หลักการและวิธีการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

     

    ความหมายของภาษีอากรประเมิน

         ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมินประเมิน และให้เจ้า  
        พนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนั้น
      ได้แก่

                  1.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีอากรประเมิน

                   2.ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีอากรประเมิน

                   3.ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีอากรประเมิน

               4.ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีอากรประเมิน

     

    ความหมายของเจ้าพนักงานประเมิน

    " เจ้าพนักงานประเมิน " หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ได้แก่

            1.  ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไปดังต่อไปนี้ เป็นเจ้าพนักงานประเมิน

                    (1) สังกัดกรมสรรพากร นอกจากที่ระบุใน (2) (3) และ (4) ในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร

                    (2) สังกัดสำนักงานสรรพากรภาค ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรภาคนั้น

                    (3) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่

                    (4) สังกัดสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขานั้น

             2.บุคคลอื่นที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานประเมิน เช่น  พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเจ้าพนักงานประเมิน   เฉพาะกรณีรับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ และแบบแสดงรายการภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร   เป็นต้น

     

     

     

    หลักการและวิธีการประเมินภาษี

    การประเมินภาษีอากร จำแนกได้ 3 วิธี ดังนี้

             1.การประเมินภาษีโดยการประเมินตนเอง (Self  assessment)ภาษีอากรประเมิน ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีอากรเป็นผู้ดำเนินการประเมินตนเอง แล้วยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากร ตามจำนวนที่ พึงต้องชำระ ภายในกำหนดเวลาและสถานที่ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ หากประเมินแล้วไม่ถูกต้อง ครบถ้วน เจ้าพนักงานอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมให้ถูกต้องได้ ภาษีประเภทที่ต้องประเมินตนเองเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล  ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นต้น

    1. การประเมินภาษีโดยเจ้าพนักงานประเมิน(Authoritative assessment)  แบ่งได้เป็น มีดังนี้

    2.1 การประเมินก่อนถึงกำหนดยื่นรายการ

                   ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษี ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวน ภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษี และให้ผู้ต้องเสียภาษี ชำระภาษีภายใน เจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้    ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บดังกล่าว ให้ถือเป็น เครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีเมื่อถึงกำหนดเวลาการเสียภาษี

              ในการใช้อำนาจ ประเมินก่อนถึงกำหนดยื่นรายการนี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้

    2.2            การประเมินจากการยื่นแบบแสดงรายการ

                รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน เป็นผู้  ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์ การประเมินก็ได้

           ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่   
             ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ไปยัง
              ผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี

                          ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษีอากร เป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี ได้

     

     

     

     

     

    2.3             การประเมินโดยการตรวจสอบ

                       อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินภาษีในการประเมินภาษีอากรจากการตรวจสอบ

                 2.3.1  การประเมินโดยการออกหมายเรียกตรวจสอบ

                   สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล

                ก.กรณีผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการ

                        กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้น นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าว จะต้องกระทำภายในเวลาสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้น จะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร

                         ข. กรณีผู้เสียภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการ

                ผู้ใดไม่ยื่นรายการ ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแล้วแต่กรณี มีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ ผู้ที่ไม่ยื่นรายการ หรือพยานนั้นนำบัญชี หรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย  การออกหมายเรียกกรณีนี้ไม่มีกำหนดเวลาแต่ต้องประเมินภายใน 10  นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบแสดงรายการ

           2.3.2การประเมินจากการตรวจสอบโดยไม่ต้องออกหมายเรียก

                     ก. สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม
          
    เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ โดยไม่ต้องออกหมายเรียก

        (1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

        (2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้า โดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็นจริง

        (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

        (4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี

        (5) ผู้ประกอบการไม่เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการลงรายงานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือ

        (6) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/1 มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

                    ข. สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ

      เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่ต้องออกหมายเรียก ในเมื่อ
        (1)
    ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
        (2)
    ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือ
        (3)
    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแทนผู้ประกอบกิจการ ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณภาษี

     

     

    อายุความการประเมินภาษี

      การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินต้องดำเนินการประเมินภายในกำหนดเวลาดังนี้

           1.สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล

              อายุความประเมินภาษีมีกำหนดอายุความ 10 ปีนับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบแสดงรายการแต่ละประเภท ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์    แต่ถ้าเป็นกรณีต้องออกหมายเรียกก่อนประเมิน     การออกหมายเรียกต้องออกหมายเรียกภายในเวลาที่กำหนด(กรณียื่นรายการอายุความออกหมายเรียกสองปี แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ   กรณีไม่ยื่นรายการไม่มีอายุความออกหมายเรียกแต่ต้องประเมินภายในอายุความการประเมิน)

     

     

     

     

     

    2.สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม

     การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้

        (1) สำหรับผู้ประกอบการ

            (ก) สองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี หรือวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่รัฐมนตรี หรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ยื่น แบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

            (ข) สองปีนับแต่วันที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาดังกล่าวใน (ก) แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้าย แห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

            (ค) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี หรือที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษี

        (2) สำหรับผู้นำเข้าซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการสองปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่กรณีที่ผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล สองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้า เป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

        (3) สำหรับผู้ที่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 มาตรา 83/6 หรือมาตรา 83/7 สองปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

        ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษี แบบใบขนสินค้า หรือแบบนำส่งภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีประเมินภาษีได้ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนดเวลาตาม (1) (ก) (2) และ (3) แล้วแต่กรณี

             การประเมินดังกล่าวสามารถประเมินได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียก

     

        3.สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ

                        เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ภายในสิบปีนับแต่วันพ้น กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่ต้องออกหมายเรียกแต่ประการใด

     

    -----------------------------------------------------------------------

      อ.  วินัย  เนื้อนาจันทร์                         พ.ค. 2556          




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 4138 ครั้ง

    8/5/2556 21:03:00

     

    เอกสารประกอบการเรียนการสอน

    วิชา   “การภาษีอากร”รหัสวิชา :961365

    คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    ผู้สอน : นาย วินัย  เนื้อนาจันทร์  นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ(อาจารย์พิเศษ)

    ----------------------

     

    บทที่ 1

    ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร

    ขอบเขตเนื้อหา

    1.รายรับ รายจ่ายของรัฐบาล

    2.ความหมายของภาษีอากร

    3.วัตถุประสงค์การจัดเก็บภาษีอากร

    4.ลักษณะของภาษีอากรที่ดี

    5.หลักการจัดเก็บภาษีอากร

    6.โครงสร้างของภาษีอากร

    7.ประเภทของภาษีอากร

    8.ผลกระทบของการจัดเก็บภาษีอากร

    9.บทบาทของภาษีอากรกับนโยบายการเงินการคลังของรัฐ

    วัตถุประสงค์ของบทเรียน

    1. เพื่อให้รู้ความสำคัญของการเสียภาษี

    2. เพื่อให้ทราบถึงลักษณะและวิธีการจัดเก็บภาษี

    3. เพื่อให้ทราบประเภทของภาษีอากร

    4. เพื่อให้ทราบโครงสร้างของภาษีอากร

    5. เพื่อทราบถึงโทษของการหลบหลีกหรือเลี่ยงภาษี

    6. เพื่อทราบถึงบทบาทของภาษีอากรที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายการคลังของรัฐบาล 

    คำนำ 

               รัฐบาลในปัจจุบันมีหน้าที่หลายประการในการ ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข  นอกจากหน้าที่ในการรักษาความสงบภายในประเทศ  และป้องกันประเทศจากการรุกรานของข้าศึกศัตรูแล้ว ยังมีหน้าที่ในด้านการ จัดการดูแลและส่งเสริมการสาธารณสุข การศึกษา การเกษตร การอุตสาหกรรม  การสื่อสาร  การพลังงาน  และการพาณิชย์อื่นๆ อีกด้วย

                การดำเนินกิจการของรัฐบาลดังกล่าว   เห็นได้ชัดเจนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายรัฐบาลจึงจำเป็นต้องหารายได้เพื่อให้พอกับ ค่าใช้จ่ายนั้น รายได้ของรัฐบาลได้มาจากหลายทาง  เช่น จากการเก็บภาษีอากร การขายสินค้า  การให้บริการ  การรับบริจาคหรือความช่วยเหลือ ฯลฯ แต่ในบรรดารายได้เหล่านี้  ภาษีอากรเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล  บางครั้งรัฐบาลอาจต้องกู้ยืมเงิน หรือพิมพ์ธนบัตรด้วย

    รายรับและรายจ่ายของรัฐบาล

                   ที่มาของรายรับของรัฐบาล สามารถจำแนกเป็น 3 ประเภท คือ รายรับจากการจัดเก็บภาษีอากร รายรับที่มิใช่มาจากการจัดเก็บภาษีอากร และรายรับที่ไม่ใช่รายได้ สามารถสรุปได้ดังนี้

           1.รายรับที่ได้มาจากการจัดเก็บภาษีอากร ประกอบด้วย ภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม ภาษี อากรขาเข้า อากรขาออก ภาษีลักษณะอนุญาตเช่น ค่าใบอนุญาตอาวุธปืน ค่าใบอนุญาตการพนัน

           2.รายรับที่ไม่มาจากการจัดเก็บภาษี คือรายได้ที่มีจากการประกอบธุรกรรมอย่างอื่นของรัฐได้แก่

                  2.1 รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ อันได้แก่ การขายหลักทรัพย์และ ทรัพย์สิน เช่นการขายสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ค่าขายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ค่าขาย หลักทรัพย์ ค่าขายหนังสือราชการ ค่าขายบริการและค่าเช่า เป็นต้น

                  2.2 รายได้จากรัฐพาณิชย์ คือผลกำไรขององค์การของรัฐบาล รายได้จากโรงงาน ยาสูบ รายได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของสำนักงานสลากกินแบ่ง เป็นต้น

                  2.3  รายได้อื่น เช่น ค่าแสตมป์ ฤชา ค่าปรับ เงินรับคืนและรายได้เบ็ดเตล็ด

            3.รายรับที่ไม่ใช่รายได้  คือรายรับที่มาจากการกู้เงิน จากธนาคารกลาง ธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์ หรือกู้จากประชาชน โดยการขายพันธบัตร เป็นต้น และเงินคงคลัง ที่รัฐบาลเก็บสะสมไว้และสามารถยืมมาใช้ในปีที่รายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้

    เศรษฐกิจไทยในปี 2555

     มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 5.5 - 6.5 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 3.5 - 4.0 โดยมีปัจจัยทางด้านอุปสงค์ภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ อันเกิดจากการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนเพื่อฟื้นฟูทรัพย์สินที่เสียหาย และภาคอุตสาหกรรมที่กลับมาเร่งทำการผลิต ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่เร่งรัดการจ่ายเงินเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย ควบคู่กับการดำเนินมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยรวมของประเทศ เช่น การเพิ่มรายได้แรงงานและค่าตอบแทนผู้จบปริญญาตรี มาตรการภาษีรถยนต์คันแรก และการดำเนินโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร  เป็นต้น

                  สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.0 - 5.0 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 3.8 โดยปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญยังคงมาจากอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการด้านการฟื้นฟูประเทศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ การยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาคการส่งออกคาดว่าจะเป็นแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากการที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย 

    ฐานะและนโยบายการคลัง 

                           ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น จำนวน 2,197,900 ล้านบาท (สองล้านหนึ่งแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยล้านบาท) เพิ่มขึ้น  ร้อยละ 6.3 จากปีก่อน และเมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น   ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 จำนวน 97,900 ล้านบาท (เก้าหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยล้านบาท) แล้ว คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน 2,100,000 ล้านบาท (สองล้านหนึ่งแสนล้านบาท) หรือร้อยละ 16.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

                    สำหรับการบริหารจัดการรายจ่ายรัฐบาลได้กำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณและนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ดังนี้

                  ประการที่หนึ่ง ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายสำคัญเร่งด่วน 16 ข้อ และการดำเนินงานที่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

                  ประการที่สอง ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานควบคู่กับการพิจารณาแหล่งเงินอื่น

                  ประการที่สาม ส่งเสริมการสร้างศักยภาพทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

                  ประการที่สี่ ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ และเข้าสู่สมดุลในอนาคต 

    รายจ่ายของรัฐบาล

                 เงินรายรับที่รัฐบาลได้มาจะถูกจัดสรรเป็นรายจ่าย โดยทำเป็นงบประมาณรายจ่ายต่าง ๆโดยขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลและจะมีผลต่อโครงสร้างงบประมาณแต่ละปี โดยรายจ่ายดังกล่าวประกอบด้วย รายจ่ายประจำ รายจ่ายลงทุน และการชำระคืนเงินกู้ ซึ่งการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี   จำแนกตามโครงสร้างแผนงานได้เป็น 4 ประเภท คือ

           1. รายจ่ายเพื่อการบริหารได้แก่

    รายจ่ายด้านการบริหารงานของรัฐ

    รายจ่ายด้านการพัฒนาระบบการเมือง

    รายจ่ายด้านการสนับสนุนกิจการในพระองค์

           2. รายจ่ายด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

    รายจ่ายด้านการผลิตและการสร้างรายได้

    รายจ่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้มและการพลังงาน

    รายจ่ายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    รายจ่ายด้านการขนส่ง

    รายจ่ายด้านการบริหารรายไดและรายจ่ายของรัฐ

          3. รายจ่ายด้านสังคม ได้แก่

    รายจ่ายด้านการพัฒนาประชากร

    รายจ่ายด้านบริการสังคมและชุมชน

          4. รายจ่ายทางความมั่นคง

           ได้แก่รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงของประเทศ และการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

    จัดสรรงบประมาณรายจ่ายตามลักษณะงานและลักษณะทางเศรษฐกิจ

    สามารถจำแนกเป็น 4 หมวด ได้แก่

           1. หมวดการบริหารทั่วไป คือ การบริหารงานทั่วไปของรัฐ การป้องกันประเทศและการรักษาความสงบภายใน

           2. หมวดการบริการชุมชนและสังคม ได้แก่ การศึกษา การสาธารณสุข การสังคม สงเคราะห์ การเคหะชุมชน และการศาสนาวัฒนธรรมและนันทนาการ

            3.หมวดเศรษฐกิจ ได้แก่ การเชื้อเพลิงและพลังงาน การเกษตร การเหมืองแร่ ทรัพยากรธรณี การอุตสาหกรรมและการโยธา การขนส่งและการสื่อสาร การบริการเศรษฐกิจอื่น

            4. หมวดอื่น ๆ เช่น งบฉุกเฉิน

     

                              งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2,400,000 ล้านบาท (สองล้านสี่แสนล้านบาท) เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยใช้จ่ายจากรายได้สุทธิจำนวน 2,100,000 ล้านบาท (สองล้านหนึ่งแสนล้านบาท) และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 300,000 ล้านบาท (สามแสนล้านบาท) วงเงินงบประมาณดังกล่าวจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 1,901,911.7 ล้านบาท (หนึ่งล้านเก้าแสนหนึ่งพันเก้าร้อยสิบเอ็ดจุดเจ็ดล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 79.2 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จำนวน 448,938.8 ล้านบาท (สี่แสนสี่หมื่นเก้าร้อยสามสิบแปดจุดแปดล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 18.7 ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 49,149.5 ล้านบาท (สี่หมื่นเก้าพันหนึ่งร้อยสี่สิบเก้าจุดห้าล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 2.1 ของวงเงินงบประมาณ

     

    ความหมายของภาษีอากร(TAX) 

                     คำว่าภาษีอากรนั้นมีผู้ให้คำนิยามไว้หลายความหมายด้วยกัน ดังนี้

    ภาษีอากร หมายถึง เงินที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากราษฎรตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ

    และนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยมิได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร

    ภาษีอากร หมายถึง เงินที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล แต่ไม่รวมถึงการ

    กู้ยืมหรือขายสินค้า หรือให้บริการในราคาทุนโดยรัฐบาล

    ภาษีอากร หมายถึง เงินที่บุคคลถูกบังคับให้ต้องจ่ายให้แก่รัฐ เพื่อรัฐจะได้นำไปใช้จ่ายใน

    กิจการอันเป็นสาธารณะประโยชน์ทั่วไป โดยที่ผู้จ่ายไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นการ

    เฉพาะตัว 

    วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีอากร

    การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐมีวัตถุประสงค์หลายประการซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

           1.เพื่อหารายได้ รัฐบาลจำเป็นต้องหารายได้เพื่อใช้ในกิจการด้านต่าง ๆ ซึ่งกิจการที่ว่า เป็นกิจการเพื่อส่วนรวมเช่น การสร้างถนน การใช้จ่ายด้านความมั่นคง ด้านการศึกษา เป็นต้น

           2. เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะนำเงินระบบ ภาษีอากรมากระตุ้นความเจริญเติบโต เช่นการลดอัตราภาษีอากรเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของ ประชาชน การยกเว้นการจัดเก็บภาษีของธุรกิจเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment)

           3. เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมการบริโภคของประชาชน ซึ่งรัฐบาลสามารถนำระบบ การจัดเก็บภาษีอากรเพื่อควบคุมการบริโภคของประชาชน เช่น การเรียกเก็บภาษีจากสินค้า ประเภทฟุ่มเฟือยซึ่งมิได้จำเป็นต่อการครองชีพให้สูงทำให้มีราคาแพงเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยเงินฟุ่มเฟือยจนเกินไป เป็นต้น

           4. เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพในทางเศรษฐกิจ ในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติ รัฐบาลจำเป็นต้องมีการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจเช่นการกระตุ้นการจ้างงานในยามที่ เศรษฐกิจตกต่ำ การป้องกันภาวะเงินเฟ้อด้วยมาตรการทางภาษี เป็นต้น

          5. เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการกระจายความมั่งคั่งของกลุ่มคนร่ำรวยมาสู่คนยากจน ซึ่งนับว่าเป็นการลดช่อง ว่างระหว่างกลุ่มคนทั้ง 2 กลุ่มให้น้อยลงเพราะตามหลักการจัดเก็บภาษีนั้น คนร่ำรวยย่อมต้องรับภาระ ภาษีมาก ส่วนคนยากจนเสียภาษีน้อยหรืออาจไม่ต้องเสียเลย นับว่าเป็นการดึงเอารายได้จากคนร่ำรวยมาสู่คนยากจนทางอ้อมวิธีหนึ่ง

           6. เพื่อเป็นเครื่องมือสนองต่อนโยบายของรัฐบาล โดยปกติเมื่อรัฐบาลต้องการเงินเพื่อใช้ใน

    โครงการใหญ่ (Mega Project) ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากรัฐบาลอาจใช้การจัดเก็บภาษีอากรบางชนิดให้มากขึ้นเพื่อนำเงินที่ได้มาทำโครงการให้ได้ตามนโยบายของรัฐ 

    ลักษณะของภาษีอากรที่ดี

    Adam Smith นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ชาวอังกฤษ ซึ่งถือเป็นบิดาแห่งการภาษีอากรได้

    กล่าวไว้ในหนังสือ The Wealth of Nation เมื่อปี ค.ศ. 1776 ว่าหลักการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีนั้นจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 4 ประการ หรือที่เรียกว่า Adam Smith’s Canons ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

              1. ต้องให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี โดยจะต้องยึดหลักว่าผู้ที่มีรายได้มากควร จะต้องเสียภาษีมาก คนมีรายได้น้อยควรเสียภาษีน้อยตามกำลังความสามารถในการชำระภาษี(Ability to Pay) ของแต่ละคน

              2. ต้องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บให้รัดกุมและแน่นอน เช่น ผู้เสียภาษีจะต้อง ชำระภาษีเมื่อใด ที่ไหน ถ้าผู้ใดละเลย หลีกเลี่ยง หรือล่าช้า จะต้องได้รับโทษอย่างไร เป็นต้น

             3. ต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีมากที่สุด เช่น ควรกำหนดช่วงเวลาในการชำระ ภาษีให้นานพอสมควร เพื่อให้โอกาสแก่ผู้เสียภาษี และควรใช้วิธีการที่ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพื่อมิ ให้ผู้เสียภาษีเกิดความเบื่อหน่าย หรือให้ผ่อนชำระได้ในกรณีที่ต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมาก เป็นต้น

             4. ต้องถือหลักจัดเก็บในอัตราต่ำแต่เก็บได้มากและทั่วถึง ดีกว่าที่จะเก็บในอัตราสูงแต่เก็บได้น้อยเนื่องจากเก็บแต่เฉพาะคนที่มีรายได้มาก อีกประการหนึ่งก็คือ การเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง ย่อมเป็นการยั่วยุให้ผู้เสียภาษีเกิดความรู้สึกเสียดายเงินและพยายามหลีกเลี่ยงภาษี 

                     โดยสรุปแล้วการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีต้องอาศัยหลักการต่อไปนี้

            1. หลักความยุติธรรม

    การเสียภาษีอากรควรคำนึงถึงความสามารถหรือรายได้ของผู้ประกอบการและประชาชนผู้เสียภาษีเป็นหลักเช่น คนที่มีรายได้มากก็เสียภาษีมากคนที่มีรายได้น้อยก็อาจเสียภาษีน้อยหรือไม่เก็บเลย คนที่มีรายได้เท่าเทียมกัน ก็ควรเสียเท่ากัน

            2. หลักความแน่นอน

    เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่การเก็บภาษีจะต้องมีความแน่นอน เพราะผู้ประกอบการและประชาชนผู้เสียภาษีจะได้ใช้ในการวางแผนเกี่ยวกับภาษีของตนเอง ความแน่นอนนั้นต้องแน่นอนในเรื่องดังต่อไปนี้

          2.1    เวลาที่ต้องเสียภาษี หมายความว่าการเสียภาษีอากรจะต้องมีกำหนดเวลาที่

    แน่นอนว่าต้องชำระเมื่อไร เช่น ต้องยื่นแบบแสดงรายการค้าภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายให้นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอหรือเขตท้องที่ภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันสิ้นเดือน เป็นต้น

          2.2    วิธีการเสียภาษี ควรกำหนดให้ผู้เสียภาษีทราบว่าได้เงินประเภทใด เสียภาษีอย่างไร

          2.3    จำนวนภาษี ควรกำหนดอัตราภาษีที่จะต้องเสียให้แน่นอน เงินรายได้เท่าใดอยู่ใน เกณฑ์จะต้องเสียภาษีเงินได้ หรืออยู่เกณฑ์จะต้องเสียในอัตราเท่าใด หรือจะต้องเสียอย่างน้อยอย่างมากเป็นจำนวนเท่าใด

            3.     หลักความสะดวก ภาษีทุกชนิดควรให้ความสะดวกแก่ผู้เสียภาษี ทั้งวิธีการ เวลา และสถานที่ที่ต้องเสียภาษีเช่น สามารถยื่นแบบรายการผ่านอินเตอร์เนต สามารถชำระภาษีได้ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ ธนาคาร หรือร้านสะดวกซื้อเป็นต้น

            4.     หลักความประหยัดและมีประสิทธิภาพ

    ภาษีอากรที่ดีต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีให้น้อยที่สุดโดยพิจารณาทั้งผู้จัดเก็บภาษีและผู้เสียภาษี

            5.     หลักการอำนวยรายได้  (Productivity)  การเก็บภาษีอากรจากประชาชนควรเก็บเฉพาะประเภทที่สามารถทำรายได้ได้ดีไม่ควรจัดเก็บภาษีหลายประเภทมากเกินไป  การที่ภาษีอากรจะผลิตรายได้ให้มากน้อยเพียงใด นอกจากอัตราภาษีแล้วยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการคือ 

             1.ลักษณะของฐานภาษี   ได้แก่

                   ฐานกว้าง  คือภาษีอากรที่จัดเก็บครอบคลุมถึงผู้เสียภาษีอากรจำนวนมากหรือมีกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีจำนวนมาก ย่อมสามารถจัดเก็บได้มากกว่าภาษีอากรที่มีฐานแคบ

                2.ขนาดของฐานภาษี    ได้แก่การที่เก็บภาษีจากฐานที่มีขนาดใหญ่คือเก็บได้เป็นจำนวนมากจากผู้เสียภาษีแต่ละราย แม้ผู้เสียภาษีดังกล่าวจะมีจำนวนน้อย ก็สามารถเก็บภาษีได้มาก

            6.     หลักความยึดหยุ่น  การเก็บภาษีอากรควรมีความยึดหยุ่นตามสภาพภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่เปลี่ยนไป เช่นเมื่อเศรษฐกิจของประเทศดีประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นรัฐอาจเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% เป็นต้น

            7.     หลักการยอมรับของประชาชน  การเก็บภาษีอากรที่ดีนั้น ประชาชนจะยอมรับและยินดีที่จะได้เสียภาษีมากกว่าการหลีกเลี่ยง

            8.     หลักการบริหารที่ดี   วิธีการในการจัดเก็บภาษีอากรนั้น ควรจัดเก็บอย่างมีหลักเกณฑ์ที่รัดกุม มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บ และสามารถควบคุมการหลีกเลี่ยงภาษีอากรได้อย่างดี

    โครงสร้างของภาษีอากร

                    เพื่อให้เข้าใจถึงภาษีอากร จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้ถึงโครงการของภาษีอากร โดยโครงสร้างของภาษีอากรนั้นประกอบไปด้วย 6 ข้อหลักดังนี้

            1.     ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร ซึ่งภาษีอากรแต่ละประเภทได้กำหนดสถานะผู้มีหน้าที่เสียภาษี และวิธีการเสียภาษีแตกต่างกันแล้วแต่กรณี ภาษีที่จัดเก็บจากรายได้นั้น ครอบคลุมผู้มีรายได้ที่ เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่าง ๆ โดยมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้แตกต่าง กันไป ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บจากผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลทั่วไปและหน่วยภาษีที่ได้ กำหนดไว้เป็นพิเศษ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจัดเก็บจากนิติบุคคลที่ มีรายได้ เป็นต้น ภาษีบางประเภทจัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจการค้าซึ่งสามารถผลักภาระภาษีไปให้ ผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ผู้ทำตราสารบางประเภทอาจอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีที่เรียกว่า อากรแสตมป์ อีกด้วย  ซึ่งโดยสรุปแล้วผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรคือบุคคล

    ธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลผู้มีเงินได้นั่นเอง

            2.     ฐานภาษีอากร คือ สิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษี โดยนำอัตราภาษีไปคูณกับฐาน ภาษี จะได้จำนวนภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งฐานภาษีที่จะนำมาเป็นเป็นในการจัดเก็บภาษีมีดังนี้

           2.1 ฐานรายได้ (Income Base) คือการจัดเก็บภาษีจากความสามารถในการทำได้รายได้ของบุคคลธรรมดาและรายได้ของนิติบุคคล

            2.2 ฐานภาษีเกี่ยวกับการบริโภค (Consumption Base) คือการเก็บภาษีจากการ บริโภคสินค้าหรือบริการของประชาชน ภาษีที่เก็บจากฐานการบริโภค ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี

    สรรพสามิต ภาษีนำเข้า ภาษีส่งออก เป็นต้น

            2.3 ฐานภาษีเกี่ยวกับความมั่งคั่ง (Wealth Base) หรือเรียกอีกอย่างว่าฐานภาษี ทรัพย์สิน ภาษีที่เก็บโดยอาศัยความมั่งคั่งเป็นฐาน เช่นภาษีที่ดิน

                  2.3.1         ทรัพย์สินเฉพาะอย่าง นิยมจัดเก็บจากทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ประเภทที่ระบุหรือกำหนดมูลค่าได้ง่าย เช่น ภาษีรถยนต์ เก็บจากทรัพย์สิน ประเภทรถยนต์ ภาษีบำรุงท้องที่ของไทยเก็บจากทรัพย์สินประเภทที่ดินหรือภาษีโรงเรือนและที่ดิน เก็บจากทรัพย์สินประเภทโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมกับที่ดิน ซึ่งโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ เป็นต้น 

                   2.3.2        ทรัพย์สินโดยรวม จะต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดมารวมกัน เพื่อ เป็นฐานในการประเมินภาษี ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดเก็บให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่ มาก ทั้งในด้านการติดตามรวบรวมทรัพย์สินของผู้เสียภาษีแต่ละรายให้ครบถ้วน และในด้านการ ประเมินราคาทรัพย์สินบางประเภท เช่น เพชรพลอย ศิลปวัตถุทั้งหลาย นอกจากฐานภาษีสำคัญ 3 ฐาน ที่กล่าวมานี้แล้ว ในการเรียกเก็บภาษีโดยทั่วไปยังมีฐานภาษีอย่างอื่น เช่น การจัดเก็บภาษี รัชชูปการ ซึ่งเรียกเก็บเป็นรายหัวจากชายฉกรรจ์ แท่นการเข้ารับราชการทหาร การจัดเก็บภาษีการ เดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเรียกเก็บจากผู้ถือสัญชาติไทย หรือจากคนต่างด้าวที่ได้รับ อนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเป็นรายครั้งของการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ค่า ใบอนุญาตต่างด้าว ซึ่งเก็บจากคนต่างด้าวที่ได้ขออนุญาตมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย เป็นต้น

         2.4     ฐานสิทธิพิเศษในการประกอบการ คือการเก็บภาษีจากการที่รัฐให้ใบอนุญาต ในการทำกิจการบางอย่างแต่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่รัฐ เช่น ใบอนุญาตขายสุรา การผูกขาดเก็บรังนกนางแอ่น เป็นต้น

          3.       อัตราภาษี หมายถึงอัตราที่เรียกเก็บจากฐานภาษีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นเพื่อนำไป คำนวณจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

        3.1      อัตราแบบคงที่ อัตราภาษีอากรไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจำนวนของฐานภาษี อากรจะเปลี่ยนแปลงไป อัตราภาษีประเภทนี้ เช่น อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 30 และ อัตรา

    ภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 เป็นต้น

         3.2     อัตราภาษีแบบก้าวหน้า อัตราภาษีประเภทนี้จะสูงขึ้นเมื่อฐานภาษีมีมูลค่า มากขึ้น เช่นการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีอัตราภาษีตั้งแต่ร้อยละ 5 ถึง ร้อยละ 37

         3.3     อัตราภาษีแบบถดถอย อัตราภาษีอากรลดลง แม้ว่าจำนวนของฐานภาษีอากร

    จะเพิ่มขึ้น เช่น อัตราภาษีบำรุงท้องที่ เป็นต้น

          4.       การประเมินจัดเก็บภาษีอากร           มีอยู่ 4 วิธี ได้แก่

        4.1      การประเมินภาษีโดยการประเมินตนเอง (Self  assessment) ภาษีอากรส่วนใหญ่ ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีอากรเป็นผู้ดำเนินการประเมินตนเอง แล้วยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีอากร ตามจำนวนที่ พึงต้องชำระ ภายในกำหนดเวลาและสถานที่ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ หากประเมินแล้วไม่ถูกต้อง ครบถ้วน เจ้าพนักงานอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมให้ถูกต้องได้ ภาษีประเภทที่ต้องประเมินตนเองเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นต้น

        4.2      การประเมินภาษีโดยจ้าพนักงาน(Authoritative assessment) เป็นวิธีที่กำหนดให้ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบ แสดงรายการเพื่อแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการคำนวณภาษีอากรต่อเจ้าพนักงาน แต่ยังไม่ต้องชำระภาษี ณ เวลานั้น เมื่อเจ้าพนักงานตรวจสอบรายละเอียดเสร็จแล้วก็จะทำการ ประเมินภาษีและแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบเพื่อมาชำระภาษีภายในวันและสถานที่ที่กำหนดไว้ ภาษีที่ ประเมินด้วยวิธีได้แก่ ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน เป็นต้น นอกจากนี้หากว่าผู้มีหน้าที่ เสียภาษีประเมินตนเองไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ เจ้าพนักงานก็มีอำนาจประเมินให้ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีอากร ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่ม และหรือ เบี้ยปรับเพิ่มขึ้น นอกเหนือ จากภาษีอากรที่ต้องเสีย

        4.3      การประเมินภาษีโดยการหักภาษี ณ ที่จ่าย(With holding) หลายกรณี กฎหมายกำหนด ให้ผู้ จ่ายเงินได้เป็นผู้ดำเนินการหักภาษีจากจำนวนเงินที่จ่าย แล้วนำส่งต่อเจ้าพนักงานภายในกำหนด เวลา ภาษีที่ถูกหักไว้นี้ มักถือเป็นเครดิตของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเมื่อถึงกำหนดเวลา ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีอาจได้รับเงินคืน ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้เกินกว่าจำนวนภาษีที่พึงต้องเสีย 

    4.4  การชำระภาษีล่วงหน้า (Prepaymen)   คือการชำระภาษีก่อนถึงกำหนดยื่นรายการ  โดยภาษีที่ชำระถือป็นเครดิตภาษีในการชำระภาษีเมื่อถึงกำหนดยื่นรายการ เช่นกรณีผู้ที่มีเงินได้จะเดินทางออกนอกประเทศ  ต้อง

    เสียภาษีเงินได้ก่อนถึงกำหนดยื่นรายการ   หรือกรณีได้รับค่าตอบแทนสัญญาระยะยาว เช่นเช่าที่มีกำหนดเวลาเช่าเป็นระยะเวลานาน ผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบ ภงด.93  ชำระภาษีล่วงหน้าเป็นรายปีเฉลี่ยตามอายุแห่งสัญญาเช่า      

        5.         การอุทธรณ์ภาษีอากร

    กรณี เกิดปัญหาข้อขัดแย้งพิพาทกันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ระหว่างผู้

    มีหน้าที่เสียภาษีอากรและผู้จัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระ หรืออำนาจการ

    ประเมินเรียกเก็บภาษีอากร หากผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรต้องการให้มีการพิจารณาทบทวนใหม่

    กฎหมายมักกำหนด ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีหาข้อยุติให้ครบถ้วน

    ก่อน มิฉะนั้นผู้เสียภาษีอากรอาจเสียสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาลได้

            6.การบังคับ (Sanction)  ได้แก่เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และโทษทางอาญา

    ผู้ไม่ชำระภาษีอากร จะต้องรับผิดในจำนวนภาษีอากรที่ไม่ชำระ พร้อมด้วยเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่ม ถ้าฝ่าฝืนไม่ยอมชำระซึ่งถือเป็นโทษทางแพ่ง นอกจากนี้กฎหมายมักให้อำนาจเจ้าพนักงานดำเนินการยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรไปขายทอดตลาด เพื่อนำเงินไปชำระภาษีอากรค้างได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล นอกจากนี้ อาจต้องรับโทษทางอาญา เช่น เสียค่าปรับ และหรือต้องระวางโทษจำคุกด้วย 

    ประเภทของภาษีอากร

    สำหรับการจำแนกประเภทของภาษีอากรนั้น จะแตกต่างกันไปตามเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกดังนี้

            1.     จำแนกภาษีอากรตามระดับที่จัดเก็บ ได้แก่

                      1.1        ภาษีระดับประเทศ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต

                      1.2        ภาษีระดับท้องถิ่น ได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ภาษีท้องที่

            2.     การจำแนกภาษีอากรด้วยหลักการผลักภาระภาษี ได้แก่

                      2.1        ภาษีทางตรง คือภาษีที่ผู้เสียภาษีไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ เช่น ภาษี

    เงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น

                     2.2         ภาษีทางอ้อม คือภาษีที่ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น

            3.     การจำแนกภาษีอากรตามวิธีการประเมินภาษี ได้แก่

         3.1     ภาษีตามราคาหรือมูลค่า คือภาษีที่เรียกเก็บตามมูลค่าของฐานภาษี ปกติจะ กำหนดอัตราภาษีเป็นร้อยละ เช่น ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น

          3.2    ภาษีตามปริมาณหรือตามสภาพ เป็นภาษีที่จัดเก็บตามปริมาณของฐานภาษี ดังนั้นการจัดเก็บภาษีจึงจัดเก็บเป็นอัตราต่อปริมาณ เช่นจัดเก็บตามกิโลกรรม ตามชิ้นภาษีที่ จัดเก็บตามปริมาณได้แก่ ภาษีสรรสามิตร ภาษีศุลกากร

       4.          การจำแนกภาษีอากรตามลักษณะการนำเงินภาษีไปใช้ ได้แก่

          4.1    ภาษีทั่วไป เป็นภาษีที่จัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในกิจการทั่วไปของรัฐ เช่น ภาษี

    สรรพสามิต ภาษีศุลกากร เป็นต้น

          4.2    ภาษีเพื่อการเฉพาะอย่างคือภาษีที่จัดเก็บเพื่อนำไปใช้ในกิจการใดกิจการหนึ่ง โดยเฉพาะจะนำไปใช้เพื่อกิจการอื่นไม่ได้ เช่น ภาษีน้ำตาล      ภาษีที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเป็นกองทุนน้ำมัน เป็นต้น

           5.      การจำแนกภาษีตามความถาวรของกฎหมายภาษีอากร ได้แก่

          5.1    ภาษีถาวรหรือภาษีปกติ คือภาษีที่เก็บอยู่เป็นปกติในแต่ละปี เช่น ภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีโรงเรือน เป็นต้น

          5.2    ภาษีชั่วคราว คือภาษีที่จัดเก็บเป็นการชั่วคราวเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือเพื่อ กิจการใดกิจการหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์นั้นแล้วก็จะยกเลิกการเก็บ เช่น การเก็บ ภาษีเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามเพื่อนำไปใช้ในการป้องกันประเทศเป็นต้น

    ผลกระทบของการจัดเก็บภาษีอากร

                  การจัดเก็บภาษีก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายด้าน ที่สำคัญคือ ผลกระทบด้าน การจัดสรรทรัพยากร ด้านการกระจายรายได้ และผลกระทบต่อผลผลิตของชาติ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ ผลกระทบด้านการจัดสรรทรัพยากร การเก็บภาษีคือการโอนย้ายทรัพยากรจาก ภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐ ดังนั้นผลกระทบจะเกิดกับเอกชนส่วนใดขึ้นอยู่กับว่าภาษีแต่ละประเภทรัฐ เก็บจากคนกลุ่มใด เช่น การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า ดังนั้น ถือว่าภาษีประเภทนี้มีผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ใช้สินค้าหรือบริการที่ต้องส่งหรือโอนเงินให้กับรัฐบาล เป็นต้น ผลกระทบต่อการกระจายรายได้ อย่างที่กล่าวไว้ว่าการจัดเก็บภาษีจะจัดเก็บจากผู้ที่มี เงินได้ซึ่งมีผลทำให้รายได้ที่แท้จริงของผู้มีเงินได้ลดลง การจัดเก็บภาษีจึงมีผลต่อการกระจายรายได้ ด้วย หมายความว่า ถ้าภาษีส่วนใหญ่ของประเทศเป็นภาษีทางตรงในอัตราที่ก้าวหน้า ภาระภาษีก็ จะตกอยู่กับคนที่มีรายได้สูง ทำให้การกระจายรายได้มีความเป็นธรรม หรือถ้าภาษีนั้นเป็นภาษี ทางอ้อมเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระภาษีก็จะกระจายให้กับคนทุกกลุ่มที่ใช้สินค้าหรือบริการ ผลกระทบต่อการผลิตของชาติ การเก็บภาษีจะมีผลต่อการบริโภค การออม และการ ลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงการผลิตด้วย การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการผลิตจึง ขึ้นอยู่กับการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทเป็นสำคัญ เช่น การเก็บภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจะทำให้ รายได้ของผู้เสียภาษีน้อยลง การทำงานลดลง การจ้างงานลดลง ส่งผลให้การผลิตรมของชาติลดลง ไปด้วย เป็นต้น  

    การหลบหนีภาษีกับการหลบหลีกภาษี

    การหลบหนีภาษี (Tax Evasion) คือการที่ผู้เสียภาษีใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายหรือฉ้อฉล

    เพื่อที่จะทำให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลง ซึ่งการกระทำเช่นนี้มีความผิดและต้องได้รับโทษ

    ตามกฎหมายตัวอย่างของการหนีภาษีเช่น ผู้เสียภาษีไม่กรอกจำนวนเงินได้หรือทรัพย์สินที่จะต้อง

    เสียภาษีในแบบแสดงรายการโดยเจตนา หรือกรอกแต่กรอกไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อให้เสียภาษี

    น้อย หรือการตั้งราคาโอน (Transfer Pricing) ก็เป็นการหนีภาษีเช่นเดียวกัน การตั้งราคาโอน

    หมายถึงการที่บริษัทในเครือของบริษัทข้ามชาติ (Multinational Firm) ซื้อสินค้าจากบริษัทแม่หรือในบริษัทในเครือในต่างประเทศในราคาสูงกว่าความเป็นจริง เพื่อทำให้ต้นทุนสูง กำไรของบริษัทใน

    ประเทศไทยจะได้ต่ำ ทำให้เสียภาษีน้อยลง หรือการที่บริษัท ในประเทศไทยขายสินค้าให้แก่บริษัท

    แม่หรือบริษัทในเครือในต่างประเทศในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง กำไรจะได้ต่ำหรือขาดทุน ทำให้

    เสียภาษีในประเทศไทยน้อยหรือไม่ต้องเสียภาษีเลย

    การหลบหลีกภาษี (Tax avoidance) การหลบหลีกภาษีคือการที่ผู้เสียภาษีใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อทำให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลง การใช้ช่องโหว่ของกฎหมายภาษีอากร (Tax Loopholes) เพื่อทำให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลงก็ถือเป็นการหลบหลีกด้วย ดังนั้นการหลบหลีกภาษีถือเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย ตัวอย่างของการหลบหลีกภาษีเช่น การที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยไม่นำเงินได้ที่ได้รับจาการทำงานหรือประกอบธุรกิจใน

    ต่างประเทศเข้ามาในปีภาษีเดียวกันกับที่ได้รับเงินได้นั้น แต่นำเข้ามาในปีภาษีอื่น ทำให้ ไม่ต้องเสีย

    ภาษีก็เป็นการหลบหลีกภาษีที่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร หากผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยไม่นำเงินได้ที่ได้รับจากการทำงาน หรือประกอบธุรกิจในต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับที่ได้รับเงินได้นั้น กรมสรรพากร ก็ไม่เก็บภาษี  

    ภาระภาษี  และการผลักภาระภาษี

    ภาระภาษี  หมายถึง ส่วนของรายได้แท้จริงที่ลดลงอันเนื่องมาจากการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 นัย คือ

                    1)  ภาระภาษีตามกฎหมาย หรือภาระภาษีอย่างเป็นทางการ  หมายถึง ภาระในจำนวนหนี้ภาษีอากรของผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้

                    2). ภาระภาษีทางเศรษฐกิจ หรือภาระภาษีที่แท้จริง  หมายถึง ภาระภาษีที่ต้องตกอยู่กับบุคคลในขั้นสุดท้าย กล่าวคือ บุคคลผู้นั้นไม่สามารถผลักภาระภาษีต่อไปให้ผู้อื่นได้อีกแล้ว 

    การผลักภาระภาษี  (TAX SHIFTING) หมายถึง  การที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดถ่ายเท หรือแบ่งภาระภาษีบางส่วนหรือทั้งหมดไปให้กับบุคคลอื่น  มี 2 วิธี คือ

                    1. การผลักภาระภาษีไปข้างหน้า  เช่น  ผู้ผลิตซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้า อาจผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคสินค้านั้นได้โดยการขึ้นราคาสินค้า

                    2. การผลักภาระภาษีไปข้างหลัง เช่น  ผู้ผลิตซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้า อาจผลักภาระภาษีไปให้เจ้าของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นได้ โดยการลดค่าจ้างแรงงาน หรือกดราคาปัจจัยการผลิต  จากผลของการผลักภาระภาษี จะเห็นได้ว่าภาระภาษีที่แท้จริงมีโอกาสตกอยู่กับบุคคล 3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภคสินค้า  เจ้าของปัจจัยการผลิต และผู้ผลิตสินค้า  ผู้ใดจะรับภาระภาษีที่แท้จริงไว้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลักภาระภาษีของผู้ผลิตสินค้านั้น

                    การผลักภาระภาษีจะกระทำได้มากน้อยเพียงใด  ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านด้วยกัน   เช่น

                    1.  โครงสร้างของตลาด  ระดับการแข่งขันของตลาด เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดขอบเขตของการผลักภาระภาษีอากร เช่น ถ้าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันทางด้านผู้ผลิตน้อย หรือเป็นตลาดผูกขาด  ผู้ผลิตย่อมมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าได้มาก เพราะผู้ซื้อมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้ไม่มากราย ดังนั้น ผู้ผลิตจึงสามารถผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาสินค้าตามค่าภาษีอากรได้ง่ายกว่ากรณีที่เป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันในระดับสูง            

                    2.  ลักษณะของสินค้า  ก็มีส่วนกำหนดขอบเขตการผลักภาระภาษีได้ด้วย เช่น ถ้าเป็นสินค้าที่มีความคงทนถาวร เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ รถยนต์ ฯลฯ  ผู้ผลิตก็สามารถเก็บรักษาสินค้าประเภทนี้ไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมเสีย เพื่อรอช่วงจังหวะอันเหมาะสมที่จะสามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้บริโภคได้มาก แต่ถ้าเป็นสินค้าเน่าเสียได้ง่าย เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ฯลฯ ผู้ขายจะเก็บสินค้าประเภทนี้ไว้ได้ไม่นาน  ทำให้รอการรอจังหวะที่จะผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ลดน้อยลง ดังนั้นแม้ราคาสินค้าจะต่ำก็จำเป็นต้องขาย

                    3.  ประเภทของภาษีอากร ก็มีส่วนสำคัญต่อการผลักภาระภาษี เช่น ภาษีท้องอ้อมเป็นภาษีที่ผลักภาระได้ง่ายกว่าภาษีทางตรง  

    บทบาทของภาษีอากรกับนโยบายการเงินการคลังของรัฐ

                        ภาษีอากรถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐ ที่จะนำมาพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ แต่

    อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า ภาษีอากรมีผลกระทบต่อรายได้ที่แท้จริงของผู้มีเงินได้ ดังนั้นนโยบายภาษีอากรที่ดีต้องตอบสนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยต้องมีการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นธรรม การกระจายรายได้ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาดุลการค้าและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศทั้งนี้ทั้งนั้นนโยบายภาษีอากรอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายการเงินการคลัง    5  ประการดังต่อไปนี้

             1.การส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

             2.การจำกัดการบริโภคหรือส่งเสริมการบริโภคบางชนิด

             3.การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

             4.การแบ่งสรรปันส่วนรายได้และทรัพย์สินให้เป็นธรรม    

              5.การส่งเสริมสังคม การศึกษา การกีฬา และสิ่งแวดล้อม 

    วิธีการต่างๆดังกล่าวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้น  ควรเป็นที่เข้าใจในเบื้องต้นว่า แม้การภาษีอากรจะมีบทบาทอยู่มาก แต่ต้องใช้ร่วมกันไปกับนโยบายอื่นๆ  ได้แก่นโยบายการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล  นโยบายการกู้เงิน  นโยบายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม   โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

                       ก . การส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นโยบายทางภาษีอากรมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆที่ส่งเสริมหรือพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดังนี้ 

       (1) การสร้างสมทุน(Capital Formation)   ได้แก่การเพิ่มขึ้นซึ่งโรงงาน  เครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อการผลิต ซึ่งภาษีอากรมีบทบาทสำคัญในการสร้างสมทุน ดังต่อไปนี้

                    1.1 การยกเว้นภาษีอากรสำหรับกิจการที่ต้องการส่งเสริมการลงทุน(BOI)  ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง  เช่น 5 ปี หรือ  8 ปี  ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องการ โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(Board of Investment) เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและทิศทางของการส่งเสริมการลงทุน

                    1.2 การให้สิทธิพิเศษในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้  ซึ่งอาจทำได้หลายวิธีได้แก่

                           - การให้หักค่าเสื่อมราคาได้เร็วขึ้นในระยะที่ลงทุน(Accelerate Depreciation)   เช่นหากต้องการส่งเสริมการลงทุนในรูปเครื่องจักร  เครื่องมือ ก็อาจกำหนดระยะเวลาในการให้หักค่าเสื่อมราคาสำหรับเครื่องจักรเครื่องมือนั้นในระยะแรกๆให้มากหรือให้หักได้ทั้งหมดภายในเวลาที่เร็วขึ้น  เพื่อให้มีกำไรสุทธิในระยะแรกๆน้อยลง ทำให้เสียภาษีเงินได้น้อยลงด้วย

                          - การให้การอุดหนุนการลงทุนในรูปแบบของการให้หักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นจากปกติ เช่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 100  หรือ ร้อยละ 50  ของปกติ ขึ้น  เพื่อให้มีกำไรสุทธิในระยะแรกๆน้อยลง ทำให้เสียภาษีเงินได้น้อยลงด้วย

                     - การยอมให้นำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในปีหนึ่งไปหักจากกำไรของปีหลังๆได้นานขึ้น เกินกว่าปกติ เช่น ตามปกติบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำผลขาดทุนสุทธิไปหักจากกำไรสุทธิได้ไม่เกิน 5 ปี หากรัฐบาลต้องการส่งเสริมการลงทุนประเภทใดก็อาจกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำผลขาดทุนสุทธิไปหักจากกำไรสุทธิได้เกิน 5 ปี 

         (2) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

                   ภาษีอากรมีส่วนร่วมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  โดยมีวิธีการ 2 วิธี ดังนี้

                      2.1 การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีของผู้ประกอบการภายในประเทศโดยยอมให้นำเอาค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนามาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้เพิ่มขึ้น  เช่น 

                                 1. การให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทเครื่องจักร

    และอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่ใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนา    ให้หักในวันที่ได้ ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามเงื่อนไขและอัตราที่กำหนด

                                 ประโยชน์ ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ : ผู้ประกอบการที่ซื้อเครื่องจักร และอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่ใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนา สามารถหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคา ในปีแรกได้สูงกว่าเครื่องจักร และอุปกรณ์ทั่วไป ทำให้ผู้ ประกอบการเสียภาษีลดลงในปีแรกที่ซื้อเครื่องจักร และอุปกรณ์มา ผู้ประกอบการก็จะได้ประโยชน์ในด้านการหมุนเงิน (CASH FLOW) เนื่องจากเป็นการชะลอการเสียภาษีในปีแรก   ตาม"พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน"

                                 2 การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ของบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่าย ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาให้แก่ หน่วยงานของรัฐ หรือเอกชนตามที่กำหนด

                                 ประโยชน์ ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ : ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายสำหรับค่าจ้าง เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาได้ตามปกติและยังได้รับยกเว้นเงินได้เป็นจำนวนร้อย ละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนา เช่น ผู้ประกอบการได้จ่ายค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนา 100,000 บาท ผู้ประกอบการจะหักรายจ่ายได้ตามปกติ 100,000 บาท และเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี 100,000 บาท ทำให้เงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีลดลง 200,000 บาท หรือเทียบเท่ากับ 200% ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี  ตาม

    "พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539"

    (3)  การส่งเสริมการขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ

              การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ  การภาษีอากรมีส่วนช่วยในด้านนโยบายการขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้ได้ขุมทรัพยากรและกำหนดผลประโยชน์ที่รัฐบาลควรจะได้รับ  เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนในการสำรวจและขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ  เช่น

    -         การลดค่าภาคหลวง ซึ่งเป็นภาษีที่รัฐบาลได้จากผลผลิตทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมให้มีการสำรวจ   ปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึกเกิน 200  เมตร

    -         การลดภาษีเงินได้ สำหรับผู้ประกอบกิจการขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ หรือการให้หักค่าสูยสิ้นของทรัพยากรธรรมชาติในการคำนวณค่าเสื่อมราคาได้เป็นพิเศษ เพื่อให้มีกำไรสุทธิน้อยลงและเสียภาษีน้อยลง

     

         ข. การจำกัดการใช้ทรัพยากร

    การจำกัดการใช้ทรัพยากร ของผู้บริโภค เป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพในการเลือกของผู้บริโภค   แต่ในบางกรณี รัฐบาลก็จำเป็นในการจำกัดการบริโภคของผู้บริโภค ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  ได้แก่

              (1) การบริโภคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  ซึ่งจะทำให้แรงงานของประเทศโดยส่วนรวมเสื่อมเสียไปซึ่งเป็นผลเสียในทางเศรษฐกิจ  เช่นการบริโภคสิ่งเสพติดหรือของมึนเมา   หากต้องการจำกัดการบริโภคสินค้าดังกล่าว รัฐบาลก็อาจใช้มาตรการทางภาษี โดยจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้านั้นมากขึ้น ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้น  คนก็บริโภคน้อยลง

               (2) การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย  ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพ  หรือสินค้าราคาแพงจากต่างประเทศ   หากต้องการจำกัดการบริโภคสินค้าดังกล่าว รัฐบาลก็อาจใช้มาตรการทางภาษี โดยจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้านั้นมากขึ้น ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้น  คนก็บริโภคน้อยลง  เพราะหากจำกัดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยลงได้ผลก็สามารถใช้ทรัพยากรและแรงงานของประเทศไปผลิตสินค้าที่จำเป็นต่อคนส่วนใหญ่ได้มากขึ้น 

            ค.การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยนัยที่ให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยสม่ำเสมอ ปราศจากภาวะเงินเฟ้อหรือ เงินฝืด  เป็นจุดมุ่งหมายที่จะไม่ทำให้ทรัพยากรและแรงงานสูญเปล่า หรือเกิดความสับสนในการแบ่งรายได้ระหว่างคนต่างอาชีพ การใช้นโยบายทางภาษีอากรในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อหรือภาวะเงินฝืด จึงสามารถกระทำได้ดังนี้

           (1) เงินเฟ้อ  ได้แก่ภาวะที่อุปสงค์ในการซื้อสินค้าและบริการคิดเป็นเงินรวมกันเกินกว่าระดับที่จะผลิตสินค้าหรือบริการได้ในขณะที่ปัจจัยการผลิตทำงานเต็มที่แล้ว   ทำให้เกิดภาวการณ์ขึ้นราคาของสินค้าและบริการต่างๆอย่างไม่หยุดยั้ง  ทำให้ค่าของเงินมีมูลค่าต่ำลง    ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้นโยบายทางภาษีอากรในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ   ก็อาจใช้วิธีขึ้นภาษีทางอ้อม เช่น เพิ่มอัตราการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10  ซึ่งมีผลเป็นการทำให้สิ้นค้าราคาแพงขึ้นเป็นการลดการบริโภคของประชาชนมีผลเป็นการลดรายได้ของประชาชนขั้นต่อๆไป

           (2) เงินฝืด  ได้แก่ภาวะที่อุปสงค์ในการซื้อหาสินค้าหรือบริการรวมกันต่ำกว่าต่ำกว่าระดับที่จะผลิตสินค้าหรือบริการได้หากปัจจัยการผลิตทำงานเต็มที่  เป็นผลให้เกิดการว่างงาน คนมีรายได้น้อยลงและราคาสินค้าต่างๆก็โน้มเอียงในทางลดลง ซึ่งภาวะเงินฝืดมีผลเสียแก่ระบบเศรษฐกิจ เพราะ การที่ใช้ปัจจัยการผลิตไม่เต็มที่ทำให้เป็นผลเสียที่ชะงักความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะปัจจัยการผลิตที่เป็นแรงงาน เมื่อไม่ได้ใช้ไประยะเวลาหนึ่งก็ไม่อาจใช้ในเวลาอื่นได้

    การใช้นโยบายทางภาษีแก้ไขปัญหาภาวะเงินฝืดได้แก่การลดภาษีทางตรง  เช่นการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล  ซึ่งเป็นการทำให้ประชาชนมีเงินมาใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น   ส่งผลให้สินค้าหรือบริการขายได้ดีขึ้น  มีการผลิตเพิ่มมากขึ้น มีการจ้างแรงงานมากขึ้น คนไม่ตกงาน

                    ง.การแบ่งสรรปันส่วนรายได้และทรัพย์สิน 

    การแก้ไขปัญหาความเลื่อมล้ำของประชาชนในด้านรายได้และทรัพย์สินนั้น  อาจใช้นโยบายทางภาษีอากร เป็นเครื่องมือในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำสูงต่ำทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยการใช้ภาษีทางตรงเป็นเครื่องมือ ได้แก่

             (1) ภาษีเงินได้   การจัดเก็บภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า นอกจากจะถูกต้องตามความเป็นธรรมในด้านความสามารถของผู้เสียภาษีแล้ว จะป้องกันความเหลื่อมล้ำสูงต่ำทางเศรษฐกิจไปในตัวด้วย

             (2) ภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก         การเก็บภาษีทรัพย์สินจากคนที่มีทรัพย์สินมาก หรือ จากคนที่ได้รับมรดกมาก ย่อมเป็นการแก้ไขปัญหาความเลื่อมล้ำของประชาชนในด้านรายได้และทรัพย์สิน เช่น ภาษีโรงเรือนที่ดิน  ภาษีรถยนต์ ภาษีมรดก               

      จ. การส่งเสริมสังคม การศึกษา การกีฬา และสิ่งแวดล้อม

                ได้แก่การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้มีการส่งเสริมสังคม การศึกษา  การกีฬา และสิ่งแวดล้อม เช่น การให้หักลดหย่อนบิดามารดา เป็นการส่งเสริมสังคมให้มีการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา หรือ การให้หักลดหย่อนคนพิการ  การหักลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อการศึกษา หักได้ 2 เท่า  การลดหย่อน เงินบริจาคเพื่อการกีฬา หรือ การให้หักค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เป็นต้น

               นอกจากนี้สำหรับคนพิการ   กรณีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการเข้าทำงาน  หรือ จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการ  มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายในการจ้างคนพิการดังกล่าว  (หักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า)หรือหากเจ้าของสถานประกอบการที่จ้างแรงงานคนพิการเกินกว่าร้อยละ 60 มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนเพิ่มเติมอีกร้อยละหนึ่งร้อย(หักเป็นรายจ่ายได้ 3 เท่า)

     ฉ. ใช้มาตรการทางภาษีสนับสนุนนโยบายบางอย่างของรัฐบาล  

    ได้แก่การใช้มาตรการทางภาษีสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล  เช่น

        (1) นโยบาย บ้านหลังแรก  ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ร้อยละ 10 ของราคาบ้านแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นเวลา 5 ปี ติดต่อกัน

        (2) นโยบายรถยนต์คันแรก  คืนภาษีไม่เกิน หนึ่งแสนบาทต่อคัน

        (3) นโยบาย ค่าแรง 300  บาท   โดย กระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงมาตรการที่จะช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ เช่น การลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อย 23 ในปี 2555 และการหักรายจ่ายของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปหักภาษีนิติบุคคลได้ 1.5 เท่า  โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท 

     สรุป

    ภาษีอากร มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งใน

    การหารายได้ของรัฐ ช่วยส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจชาติ ควบคุมการบริโภคของประชาชน สร้างความ

    มั่นคงต่อสังคม โดยการจัดเก็บภาษีนั้นจะจัดเก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีรายได้ และ

    การจัดเก็บภาษีนั้นมีทั้งการจัดเก็บโดยตรงที่เรียกว่าภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม

    การจัดเก็บภาษีอากรนั้นถือเป็นรายได้หลักของประเทศที่จะนำมาใช้เป็นรายจ่าย โดยการ

    จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

    อ.วินัย   เนื้อนาจันทร์     (พ.ค. 2556)

    http://www.thaiblogonline.com/taxrdkhonkaen.blog?




    แสดงความคิดเห็น | ความเห็นทั้งหมด: 0 | อ่าน: 24129 ครั้ง

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 249.6004ms