ตำนานเมียเช่า The Legend Of Housegirls.(13)
Welcome To ซอยกระเทย 1966-1970 (ตอนจบ)
อุทิศ สกุลภักดี
Utis Sakulpakdee
มีท่านผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็นโดยถามมาว่า ในช่วงที่นักศึกษาเดินขบวนขับไล่ฐานทัพนั้น มีเมียเช่าได้เผาตัวเองประท้วงใช่หรือไม่ ก่อนอื่นผมต้องสาธยายความเป็นมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบก่อนว่า การเดินขบวนเพื่อขับฐานทัพอเมริกานั้น ส่วนมากจะเริ่มขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพราะจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษามีบทบาททางสังคมมากและเป็นที่ยอมรับของสังคม กิจกรรมที่นักศึกษาทำก็คือการออกเผยแพร่ประชาธิปไตยแก่ประชาชนภายหลังจากถูกปิดกั้นจากรัฐบาลเผด็จการมานาน เงินที่ใช้ทำกิจกรรม รัฐเป็นผู้ให้ขบวนการนักศึกษามีองค์กรนำคือศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา นอกจากการเผยแพร่ประชาธิปไตยแล้ว มีการเคลื่อนไหวเพื่อเป็นแนวหน้าในการเรีบกร้องความเป็นธรรมต่างๆให้กับสังคมด้วย การเดินขบวนขับไล่ฐานทัพเป็นอีกการเคลื่อนไหวหนึ่งบนพื้นฐานแนวคิดของความรักชาติ ที่ไม่ยอมให้ประเทศอื่นมาตั้งฐานทัพในประเทศตัวเองเพื่อรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน
การเดินขบวนขับไล่ฐานทัพในจังหวัดอุดรธานีเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2517 โดยมีนักศึกษาวิทยาลัยครูอุดรธานีเป็นแกนนำ มีประชาชนสาขาต่างๆเข้าร่วมด้วย โดยทั่วไปการเดินขบวนจะเริ่มรวมตัวกันที่วิทยาลัยก่อน เมื่อเดินออกมาแล้วจะมีประชาชนไปสมทบ และจะไปประท้วงหรือยื่นข้อเรียกร้องกันที่หน้าฐานบิน (ประตูทางเข้าที่เคยลงรูปไปแล้ว) ต่อมาการเดินขบวนก็มีเรื่อยๆ แต่วิธีคิดของกลุ่มนักศึกษาแกนนำเริ่มเปลี่ยนไปตามแกนนำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา เพราะมันมีแนวความคิดแบบสังคมนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาปะปนด้วย บางครั้งผมเองก็ไม่ปฏิเสธว่าการเดินขบวน เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวในเขตเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การเดินขบวนระยะหลังนักศึกษาส่วนมากก็ไม่ได้มีส่วนร่วมมากนัก มีนักศึกษากลุ่มเดียวไม่กี่คนและกลุ่มแนวร่วมที่เป็นชาวบ้านและกลุ่มสามล้อที่พวกเขาจัดตั้งขึ้น การเดินขบวน หมดไปก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง กลุ่มนักศึกษาแกนนำหลายคนหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
กรณีการเผาตัวเองประท้วงของเมียเช่านั้น ผมขอเรียนว่าในจังหวัดอุดรธานีไม่มีครับส่วนในจังหวัดที่มีฐานทัพอื่นๆ นั้นผมไม่ทราบ

ภาพของเมียเช่าชื่อ แดงและสามีชั่วคราว Larry Moris คนซ้ายสุด
ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 1967 หรือ 2510 (www.TLC-brotherhood.org/pictures..)
คราวนี้มาวกเข้า ซอยกะเทยต่อ ซอยกะเทยมีชื่อเป็นทางการว่า ซอยทองคำอุทิศ ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ หรือถนนทหาร หรือถนนหน้าแค้มป์ หรือ เส้นทางโลกีย์ (ตามที่พวกนักศึกษาทั้งฝ่ายซ้ายและไม่ซ้ายเรียก) ถนนมิตรภาพมุ่งตรงเข้าเขตเทศบาล ซอยกะเทยจะอยู่ติดเขตเทศบาลในตอนนั้นเลย ปากซอยตรงกันข้ามกับประตูเข้าวิทยาลัยครูอุดรธานี หรือมหาวิทยาลัยราชภัฎในตอนนี้ ทุกวันนี้เป็นถนนสี่เลน ข้างๆปากทางเข้าจะมีสะพานลอย แต่มองเห็นยากมาก เพราะสภาพการจราจรที่จอแจคับคั่งไปด้วยนักศึกษาราชภัฎ แต่ก่อนก็คับคั่งไปด้วยนักศึกษาวิทยาลัยครู โดยเฉพาะพวกนักศึกษาภาคค่ำ รวมไปถึงบรรดาเมียเช่า ทหารอเมริกันที่เช่าบ้านอยู่แถวๆนั้น ผู้คนหลากหลายอาชีพทั้งสุจริตชนและทุรชน ครบเครื่องครับ ปัจจุบันสภาพแวดล้อมภายในซอยไม่มีร่องรอยของวันเก่าๆเหลืออยู่เลย ทุกอย่างถูกเปลี่ยนให้เป็นความทันสมัยหมด ทั้งถนน อาคารสถานที่ การแต่งกายของผู้คน แต่ยังไรก็ตาม ผู้คนไม่ว่ารุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็ยังเรียกซื่อซอยนี้อย่างติดปากว่า ซอยกะเทย ซอยกะเทยเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเมียเช่า และเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคมในช่วงปี 1966-1975...ตอนต่อๆไปผมจะนำเสนอชีวิตของเมียเช่าล้สนๆให้ม่านผู้อ่านได้รับทราบ พวกเธอเหล่านั้น (ปัจจุบันก็อายุ 60 อัพแล้วครับ)พวกเธอเหล่านั้นเป็นกลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มตัวแทนเมียเช่าที่สามารถนำเสนอข้อมูลของเมียเช่าอื่นๆได้อย่างครอบคลุม โปรดรอพบกับพวกเธอ

ภาพ ด้านหลังของซอยหน้าแค้มป์ซอยหนึ่ง ยังมีสภาพเป็นทุ่งนามีควายให้ จี.ไอ. ได้ดู แต่หน้าซอย บาร์ ร้านค้า ทั้งนั้น ถ่ายเมื่อ 2510(www.TLC-brotherhood.orgอ้างแล้ว)

ภาพหน้าซอยของภาพข้างบนครับ แตกต่างกันใหมแต่ภาพนี้ถ่ายราว 2513
(www.TLC-brotherhood.org..อ้างแล้ว)
ตำนานเมียเช่า The Legend Of Housegirls (12)
อุทิศ สกุลภักดี
Utis Sakulpakdee
Welcome to ซอยกะเทย 1966-1975 (2)
มันมิได้หมายความว่าทั้งซอยเป็นถิ่นที่พำนักของเหล่ากะเทยทั้งหมด กะเทยบางส่วนก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่
ในถิ่นที่พวกหล่อนเคยอยู่ แต่ในซอยแห่งนี้กะเทยที่ดำเนินชีวิตโดยใช้ตัวเองเข้าแลกเปลี่ยนกับเงินเท่านั้น
ที่อาศัยอยู่ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 200 คนในยุคนั้น พวกเขามีวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตที่เป็นวัฒนธรรม
เฉพาะกลุ่มของพวกเขาเอง พวกเขา(หล่อน)ส่วนมากแต่งกายด้วยผ้าซิ่นในตอนเช้าและกลางวัน หรือบาง
คนใส่กางเกงยีนตัดขาสั้นจนถึงแก้มก้นซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้น (ขอโทษ มันมิใช่ยีนกระจอกแต่มันเป็นยีน
ที่มีสกุล เช่น ลีวาย หรือแลงเลอร์ที่ได้มาจากราวตากผ้าของบังกาโลว์ที่ฝรั่งเช่าอยู่ ร้อยละ 80 ได้มากจาก
การซื้อต่อจากพวกวัยรุ่นที่ขะโมยมาขาย) หน้า ตา ปาก ผม ยังไม่ได้มีการตกแต่งในช่วงเวลานั้น หล่อนทั้ง
หลายนิยมวางตัวแบบเมียเช่าต่างๆ เดินมาที่ร้านส้มตำ ไก่ทอด (ในยุคนั้นอุดรธานีนิยมทอดไก่ขายมากกว่า ทำไก่ย่าง) และอาหารพื้นเมืองต่างๆ กรีดกราย กรี้ดกราด บางครั้งเกรี้ยวกราดอย่างมีจริตมายา สายตาที่
ทอดมองหล่อนอย่างสนในโดยทั่วไปจะมาจากสายตัวของพวกสามล้อรับจ้างซึ่งมีเกลื่อนเมือง บางหล่อนหิ้ววิทยุทรานซิสเตอร์ทำจากญี่ปุ่น เปิดฟังเพลงลูกทุ่งจากสถานีวิทยุซึ่งมีเพียงสองสถานีในยุคนั้น คือสถานี
ว.ป.ถ.7ของ ทหารบก และ สถานี 09 ของ กองทัพอากาศ เมื่อมีเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ หรือ
เพลิน พรมแดน หรือ ผ่องศรี วรนุช พวกหล่อนจะเพิ่มเสียงดังเป็นพิเศษ เพลงของ The Beatle หรือของ
Rolling Stone ดูเหมือนพวกเธอไม่เคยรู้จัก แต่น่าแปลกในยุคนั้นเพลงพื้นเมืองหรือหมอลำกลับไม่ได้
รับการเปิดเท่าใดนัก
ค่ำลง เมื่อแสงไฟเริ่มส่อง ถนนมิตรภาพเริ่มคึกคัก เพราะสองข้างทาง บาร์เล็กๆเริ่มมีเสียงเพลงแว่วมา
บางบาร์จะจ้างนักดนตรีประเภทชาโดว์ที่เล่นดนตรีสี่ชิ้น (ตามกฏหมายในยุคนั้น)มาขับกล่อม เพลงทั้ง
หมดเป็นเพลงฝรั่งที่พวกนักดนตรีพากันแกะจากแผ่นมาเล่น ถูกบ้างผิดบ้าง จี.ไอ.ฟังรู้เรื่องได้อรรถรสในตอนที่มีอารมณ์เมา ผมยังไม่ขอกล่าวถึงวง วี.ไอ.พี. ของแหลม มอริสสัน พวกเขาอยู่ในข้อยกเว้นนี้ บางบาร์ซึ่งเป็นบาร์เหล้าจะมีเพียงเพลงที่มาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ในยามนี้เหล่ากะเทยได้แปลงร่างเรียบร้อยแล้วพวกเธอบางคนมองดูคล้ายเทพธิดา แต่พระเจ้า อย่างไรก็ตาม ไม่เข้าใจว่าแม้จะแปลงร่างให้สวยอย่างไร แต่พวกหล่อนส่วนยังคงมีอัตลักษณ์ประจำตัวที่มิอาจลบให้หายไปได้ นั้น่คือ รูปร่างที่บึกบึน ร่ำสัน กล้ามแขนเป็น
มัด สันแข้งเต็มไปด้วยขนหน้าแข้ง แต่มันคงพออนุโลมได้ในยุคนั้น

ถนนมิตรภาพก่อนเข้าตัวเมืองอุดรธานีในช่วง พ.ศ.2512-2515 ด้านหลังร้านเหล่านี้
เป็น ฐานทัพนะครับ ตอนกลางคืนข้างๆทางสายนี้แหละคือเส้นทางเงินของ
กะเทยทั้งหลาย ถนนช่วงนี้ อีกประมาณ 2 กิโลเมตรจะถึงซอยกะเทย
(Skyscrapercity.com/showthread.php.?t=210294&page=7)
พวกหล่อนเดินโฉบไปตามหน้าบาร์ บางครั้งหลบอยู่หลังเสาไฟฟ้า ตาชำเลืองมองหาลูกค้า(เหยื่อ)
ปากเชิญชวนทั้งภาษาไทยและบางครั้งเป็นภาษาอังกฤษเผื่อฟลุ้คได้ลาภลอยจากพวกจี.ไอ.ขี้เหล้า
หน้ามืดที่มองไม่ออกว่าเบื้องหน้ามันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแปลงร่างกันแน่ แต่โดยทั่วไปลูกค้าของคุณเธอ
ทั้งหลายจะเป็นคนไทยเสียส่วนมาก ตกลงราคากันได้ ก็ใช้สถานที่ข้างถนนที่ส่วนมากเป็นท้องนานั้นแหละ
ปฏิบัติการให้บรรลุวัตถุประสงค์ท้งสองฝ่าย ส่วนน้อยจริงๆที่จะพามาค้างคืนที่บ้าน

สภาพห้องแถวอีกด้านหนึ่งของถนนมิตรภาพก่อนเข้าตัวเมืองอุดรธานีเส้นทางกะเทยเหมือนกัน
ที่ขายน้ำมันนั้นฝรั่งเจ้าของเว็บไซ้ต์มันเขียนซะโก้ว่า Local gas station หรือที่จำหน่ายน้ำมัน
ท้องถิ่นครับ แต่จริงๆแล้วเรามิได้กระจอกขนาดนั้น ไม่ไกลจากปั๊มหลอดนี้มีปั๊ม Esso ใหญ่ไว้
บริการอยู่ (skyscrapercity.com/ อ้างแล้ว)
ตำนานเมียเช่า The Legend Of Housegirls(11)
อุทิศ สกุลภักดี
Utis Sakulpakdee Welcome to ซอยกระเทย 1966- 1975 หากไม่ได้กล่าวถึงซอยกระเทยในจังหวัดอุดรธานีแล้วก็คงมิใช่คนที่เคยเติบโตมากับบริบทของตำนานเมียเช่าอย่างแท้จริง มีเพื่อนผมบางคนแนะนำว่าควรใช้คำว่า Wife for rent จะเข้าท่ากว่าคำว่า Housegirls เพราะ housegirls นั้นอาจหมายถึงผู้ถึงที่ทำงานบ้านเฉยๆ คนรุ่นหลังยุค 70s อาจไม่เข้าใจคำนี้ก็ได้ เอาหละผมเคยอธิบายคำจำกัดความของคำนี้ไว้แล้วคงไม่เป็นไรนะ
ยุคสมัยของตำนานเมียเช่าที่หลายๆจังหวัดที่มีฐานทัพแล้วฐานทัพถูกเปลี่ยนให้เป็นฐานทัพแนวหน้าสำหรับสงคราม(Fron-line airbase) จะมีบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยชีวิตผู้คนที่หลากหลายสถานะ หลากหลายประเภท นอกจากอบอวนไปด้วย G.I เมียเช่า บาร์คลับแล้ว ยังอบอวนไปด้วย กัญชา ผงขาว เสียงดนตรี วงดนตรี Rock and Roll ,underground,pop,Folk,Country อาชญากรรมประเภทต่างๆ ทางเดินของสายลับCIA,KGB,สายลับรัฐบาล การต่อสู้ทางความคิดทางการเมือง นักศึกษาฝ่ายซ้าย ผู้ปฏิบัติงานพรรคคอมมิวนิสต์ในเมือง เหล่านี้คือองค์ประกอบหนึ่งของวิถีชีวิตในเมืองที่เป็นฐานทัพ
กะเทย หรือ Homosexual ก็เป็นคนอีกบุคลิกหนึ่ง ตามทฤษฏี Zoology ของอัลเฟรด ซี คินซีย์ จัดคนกลุ่มนี้ ถ้าเป็นชาย ก็เป็นชายที่มีจิตใจที่ชอบผู้ชายด้วยกัน มีลักษณะอยู่ในกลุ่ม Tranvestite ซึ่งหมายถึงผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง หรือผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นชายไปเลย จริงๆแล้วกลุ่มคนประเภทนี้หลายๆกลุ่ม มีมานานแล้วพอๆกับการมีมาของมนุษยชาติ เพียงแต่ว่าในยุคสมัยใดพวกเขาจะถูกเรียกว่าอย่างไร หรือมีคำจำกัดความว่าอย่างไรซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวให้มากนัก
ในยุคสมัยที่ผมจะเล่านี้ กะเทย(ไม่ใช่เกย์นะ) คือผู้ชายที่มีความรู้สึกชอบผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ซึ่งแสดงอัตลักษณ์ของตัวเองโดยมีพฤติกรรมเป็นหญิงทั้งการแต่งตัว กริยาท่าทาง น้ำเสียง รวมทั้งวิถีการดำเนินชีวิตด้วย(ไม่ใช่แบบพวก เก้งพวกกวางที่หลบๆซ่อนๆ อำพรางตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเหมือนคนบางกลุ่มในทุกวันนี้)
กะเทยมาพร้อมกับบริบททางสังคมทุกยุคทุกสมัย และในยุคตำนานเมียเมียเช่าก็เช่นกัน วิถีกะเทยเริ่มการดำเนินชีวิตบนถนนมิตรภาพ หรือถนนทหารหน้ากองบินที่ 23 10 กิโลเมตรก่อนถึงเขตเทศบาลเมืองอุดรซึ่งเริ่มต้นที่ห้าแยกหอนาฬิกา ในช่วง 1966 หรือ 2509 นั้น ฐานบินอุดรกำลังได้รับการดัดแปลงออกแบบให้เป็นฐานทัพแบบ Font-line อยู่ พื้นที่รอบๆแถวนั้นยังไม่วุ่นวายจอแจเท่าใดนัก พื้นที่ข้างถนนตรงข้ามกองบินยังเป็นทุ่งนาและมีบ้านคนแบบไทยๆกระจายเป็นหย่อมๆ ข้างถนนจะมีไฟฟ้าเพื่อส่องสว่าง เสาเป็นเสาไม้เป็นระยะเป้นระยะ ความสว่างและสลัวในยามค่ำคืนนั่นแหละเป็นที่มาของการดำเนินชีวิตของบรรดากะเทยทั้งหลายซึ่งเดินลาดตระเวนหาเหยื่ออยู่ตั้งแต่มืดค่ำยันสว่าง

ภาพนี้เป็นทางเข้าเทศบาลอุดรถ่ายราวๆพ.ศ.2508 หรือ 1968ไม่ใช่หอนาฬิกา
(
www.Skyscrapercity.com)

ภาพของนักบินอเมริกัน ในฐานบินอุดรธานี ถ่ายราวๆ พ.ศ.2509 หรือ 1966
(
www.fescanphoto.com)

ภาพร้านหน้าฐานบินอุดรซึ่งมีเรียงกันเป็นพลืด การสักลายหรือ tatoo นั้นเป็นนิยมมาก
ในหมู่ g.i.ครับ (
WWW.Skyscrapercity.com)ภาพนี้ถ่ายปี 1970 หรือ 2513 ครับ
ยังมีต่อนะครับยังไม่จบตอน ผมกำลังหาภาพดีๆมานำเสนอท่าน ขอเวลาด้วยเพราะบางภาพ
ผมต้อง email ไปขออนุญาตเจ้าของเขา แล้วค่อยเจอกันครับ.
ตำนานเมียเช่า The Legend Of Housegirls (10)
อุทิศ สกุลภักดี The World Is Black ,The World Is White. ผมกำลังเคลิบเคลิ้มกับบทเพลงนี้ในค่ำคืนวันนั้นในปี พ.ศ 2552 ผมจำไม่ได้ว่ามันเป็นบทเพลงของวงอะไร แต่มันเคยเป็นที่นิยมร้องและฟังในหมู่ของอเมริกันดำ หรือ G.I. ผิวดำ ในช่วงทศวรรษที่ 70 พวกเขามักแต่งกายด้วยเสื้อผ้าในโทนสีที่บาดตา เช่นเสื้อผ้ามันสีม่วง กางเกงทรงขาบานที่เรียกในยุคนั้นว่า ทรง อะโกโก้สีชมพูบ้าง สีแดงบ้าง รองเท้าส้นสูงจนพวกเราเรียกว่าเป็นทรงเรือรบ ตัวพวกเขาก็สูงอยู่แล้ว มือหิ้วเครื่องเล่นเทปแคสเซท เปิด เพลงที่เป็นที่นิยมของกลุ่มพวกเขาด้วยเสียงแสบแก้วหู้ เดินไปด้วย เต้นไปด้วย บ่อยครั้งที่โก่หน้าแค้มป์ไทยหมั่นใส้ ถึงขนาดขว้างก้อนหินใส่ และบ่อยครั้งที่มีการชกต่อยกันระหว่าง จี ไอ ขาวกับ จี ไอ ดำ สองชาติพันธุ์นี้มักไม่ค่อยอยู่ร่วมกันหรือสมาคมกันเท่าใด ดาเป็นชื่อของ เมียเช่าคนหนึ่ง (คนละคนกับ ดา ตอร์ปิโด นะ เพราะมันคนละยุคกัน) ที่ปรากฏตัวขึ้นในต้นทศวรรษนี้ ในละแวกหน้าแค้มป์อันเป็นตำนาน แต่ข้อเท็จจริงเธอมาที่นี่นานแล้ว ดาเป็นหญิงสาววัยยี่สิบเศษๆ จากหมู่บ้านอันแร้นแค้นกันดารแห่งหนึ่งในอำเภอบ้านใผ่จังหวัดขอนแก่น เธอเป็นคนผิวขาว สูง อวบ sex appeal ของเธอเป็นไปตามรสนิยมของผู้ชายไทยในยุคนั้น แต่ไม่ใช่ของ จี ไอ ขาว ที่ชอบคนไทยผิวเข้ม ดำ ผอม บาง ตัวเล็ก เหมือนๆ กับทุกวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง เธอเคยมีสามีมาแล้วเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเธอนั่นแหละมีอาชีพทำนา แต่ดูแล้วคงไม่พอกินและเลี้ยงครอบครัวได้ เธอจึงแยกทางกับสามีแล้วมุ่งหน้ามาขุดทองที่อุดรธานี เหมือนกับผู้คนจากหลายๆ จังหวัดและหลากหลายอาชีพ เธอมาเริ่มต้นจากการเป็นBar Girl ที่บาร์เล็กๆแห่งหนึ่งก่อน ก่อนที่จะพัฒนาตัวเองมาเป็นเมียเช่าตามขั้นตอน ครั้งแรกที่เธอมีผัวฝรั่ง จี ไอ คนแรกเป็น ผิวดำ แม้ว่าเธอจะมีชาวงว่างเว้นจากการมีผัว ผัวชั่วคราวของเธอที่จับมาได้ตามบาร์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นผิวดำทั้งหมด ไม่ทราบว่ามันเป็น The first impression ของเธอที่ส่งผลต่อพฤติกรรมที่ตามมาหรือไม่ หรือ มาจากปัจจัยด้านอื่นก็ตามแต่ช่วงเวลาของดา จะเกี่ยวข้องกับ จี ไอ ดำตลอด ผมจำชีวิตผู้คนต่างๆที่นำมาเขียนได้ดี ทั้งจากบันทึกประจำวันที่โรงเรียนฝึกให้เขียนตั้งแต่ชั้นประถม หรือเป็นความทรงจำส่วนตัว ครอบครัวผมมีบังกาโลว์ให้ฝรั่งเช่าสามหลัง สองหลังถูกครอบครองโดย จี ไอ ดำ มาโดยตลอดรวมทั้งดาด้วย ส่วนอีกหลังหนึ่งเป็นที่เช่าของจี ไอ ขาว ดา อยู่ที่บังกาโลว์ของครอบครัวผมมาโดยตลอดจนสงครามเวียตนามสิ้นสุดลงพร้อมกับความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายที่สุดของสหรัฐอเมริกาผู้ยิ่งใหญ่
ภาพถ่ายนี้เป็นภาพของ จี ไอ ทั้ง ขาว ดำ ใน เวียตนาม
จี ไอ หนุ่มน้อย ผู้นี้ถูกเกณฑ์ไปรบในเวียตนามเช่นกัน ดูหน้าแล้ว คงเรียนอยู่
ในระดับไม่เกิน High School ทั้งสองภาพนี้ นำมาจาก www.Libcom.org/history
/vietnam-gi-resistance.
ท่านสังเกตุคำว่า resistance ใหม จริงๆแล้ว webนี้ กล่าวถึงการต่อต้านหมายเกณฑ์ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกหมายเกณฑ์ให้คนหนุ่มไปรบในสงครามเวียตนาม นโยบายนี้ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากอเมริกันชนในยุคสมัยนั้น
เธอชื่อ ต้อย อายุเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ตายเสียก่อนคงประมาณ 60 ขึ้นแล้ว เธอเป็น Housegirls อยู่ที่โคราช หนึ่งในจังหวัดที่มีฐานทัพ

นี่เป็นภาพหนึ่งในป้อมยามหลายป้อมรอบๆ ฐานบินอุดร ในปี 1968 ฐานบินอุดรเคยถูกทหารปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในพื้นที่อำเภอหนองบัวลำภู อุดรธานีในตอนนั้นเข้าโจมตี มันเป็นการโจมตีครั้งแรกของ พคท.ที่มีต่อฐานทัพของทหารอเมริกันซึ่งดุเดือดและรุนแรงมาก มีการต่อสู้กันเกือบตลอดคืน (แล้วผมจะเล่าให้ฟังอีกครั้งในภาคผนวกนะครับ)
ดามีที่ระลึกจากการเป็นเมียเช่าโดยมีมีลูกสาวจาก จี ไอ ดำ คนหนึ่ง ตั้งชื่อให้ว่า จิ้งจก เพราะ มันทั้งดำและผมหยิกไม่มีร่องรอยของแม่เลยแต่น้อย ทุกวันนี้ผมเคยได้รับทราบข่าวของ ดา หรือ ที่ผมเรียกว่า พี่ดา อยู่ในช่วง พ.ศ.2536 เธอ ไปได้สามีเป็นฝรั่งนอร์เวย์แก่ๆ คนหนึ่ง และ ดา ไปตั้งรกรากที่นอร์เวย์ พร้อมกับ นังจิ้งจก ลูกสาว พอ สามีเสียชีวิตลงทิ้งมรดก ที่ดินไว้มากมาย ไม่นาน ดา ซึ่งอายุช่วงนั้น 50 กว่าๆ แล้วก็ไปได้สามีใหม่ เป็นนอรเวย์เจี้ยนเหมือนกันแต่เชื่อ ใหม สามีของเธอเป็นพวกอพยพที่เป็นผิวดำเช่นเคย.
ตำนานเมียเช่า The Legend Of Housegirls (9)
อุทิศ สกุลภักดี และอีกบุคลิกหนึ่ง อ้อย Where's your mama gone?
Where's your mama gone (Where's your mama gone)
Little baby Don (Little baby Don)
Far far away. บทเพลง Chirpy Chirpy Cheep Cheep ของแจ้มพ์ ซึ่งโด่งดังในช่วง 1967-1970 มันเป็นที่นิยมร้องของบรรดาเมียเช่าและ จี.ไอ. แม่แกไปใหน แม่แกไปใหน ไอ้หนูน้อยดอนเอ๋ย แม่ไปไกลๆ นั่นแหละไม่รู้ไปทำอะไร (ประโยคสุดท้ายผมเพิ่มให้เอง) ความจริงมันเพลงที่ร้องกันสนุกๆ ไม่ได้สะท้อนอะไรมากหรอก เพียงแต่ผมอยากจะนำมาประกอบเนื้อหาเกี่ยวตัวแทนของเมียเช่าอีกบุคลิกหนึ่งที่โลดแล่นเข้ามาในละครชีวิตเรื่องนี้ เท่าที่ผมจำได้ ตุลาคม 1967 หรือ พ.ศ.2510 อ้อย หรือที่ผมเรียกว่าพี่อ้อย ได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อมาเช่าบ้านของครอบครัวผม3-4หลังที่เปลี่ยนให้เป็นบังกาโลว์เพื่อให้ฝรั่งและเมียฝรั่งเช่า หน้าบริเวณบ้านแม่ของผมทำเป็นร้านอาหารขายไก่ทอด อาหารอิสานอื่นๆ ส้มตำ เพื่อบริการบรรดาเมียฝรั่งทั้งหลาย คนทั่วๆไปเขาจะเรียกผู้หญิงในเส้นทางนี้ง่ายๆว่าพวกเมียฝรั่ง ส่วนคำว่าเมียเช่านั้นเป็นภาษาหนังสือพิมพ์ตามที่ผมเคยเรียนให้ทราบแล้ว ที่ร้านนี่แหละจะเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาเมียเช่าทั้งหลายซึ่งจะเริ่มทะยอยกันมาตั้งแต่ประมาณ 3 โมงเช้าเป็นต้นไปจน 4 โมงเย็น บางวันโดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์บรรดาเธอทั้งก็จะพาสามีของเธอมาร่วมวงด้วย สนุกครับได้พบกับภาษาอังกฤษแบบแปลกๆ หลากหลายสไตล์ผมเองช่วงนั้นเรียนโรงเรียนฝรั่งชื่อดังของจังหวัดผมก็พอฟังรู้เรื่อง แต่ดูมันพิลึกยังไงชอบกล แต่พวกเขาก็สื่อสารกันรู้เรื่องจะไม่รู้เรื่องยังไงมันนอนด้วยกันวันหนึ่งไม่รู้วันละกี่ครั้งถ้าไม่รู้เรื่องก็อดตายแค่นั้นเอง อ้อยเป็นคนกรุงเทพ อายุราวไม่เกิน 25 ปี เป็นคนรูปร่างดีมาก หน้าตาคม ผิวค่อนข้างขาว ดูด้วยสายตาแล้วเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ยิ่งดูชื่อและนามสกุลซึ่งผมมารู้ภายหลังแล้ว เธอไม่ไช่ผู้หญิงที่มาจากครอบครัวแบบพื้นๆเลย และก็เป็นจริงเพราะมารู้ทีหลังเช่นกันว่าเธอเคยมีครอบครัวแล้วสามีเป็นข้าราชการที่มีระดับพอสมควร ต่อมาสามีไปมีภรรยาใหม่ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตมาหาเลี้ยงชีพบนเส้นทางนี้ ยิ่งตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อน นนท์ลูกชายคนเดียวของเธอมาพักอยู่ด้วยยิ่งทำให้ผมมีความแปลกใจและอยากเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของอ้อยมากขึ้น นนท์เป็นเด็กรุ่นน้องผมไม่เกิน 3 ปี หน้าตาคมคายแสดงว่าพ่อของเขาต้องเป็นคนที่มีหน้าตาหล่อคนหนึ่ง ไม่นานอ้อยก็ได้สามี จี.ไอ.ที่ไปพบกันที่บาร์แห่งหนึ่งละแวกหน้าแค้มป์ชื่อ สตีฟ สตีฟเป็นทหารที่ทำหน้าดับเพลิง การใช้ชีวิตของทั้งสองมันไม่ได้ฟู่ฟ่าเหมือนเมียเช่าหลายๆคนที่ใช้ชีวิตท่องราตรี ขยี้วันเวลาไปกับความเมาและกัญชายัดใส้กับผัวจี.ไอ.ของหล่อน อ้อยและสตีฟ ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหนึ่งปีเต็มๆ จึงได้รับคำสั่งให้กลับไปอเมริกา และสามีคนต่อมาของอ้อย คือ คล้าก เป็นจ่าทหาร และเช่นเคยที่การใช้ชีวิตของเธอไม่ได้แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตกับสตีฟเลย เธอเป็นคนประหยัดเก็บออม และสามีคนที่3ของเธอผมจำชื่อไม่ได้ ใช้ชีวิตร่วมกันที่บ้านเช่าของครอบครัวผมนั่นแหละเกือบปี แล้วอ้อยหรือพี่อ้อยก็เดินทางจากบ้านผมไป ผมไม่ได้ติดตามข่าวอะไรมากนักเพราะผมยังเด็กอยู่ในตอนนั้น และผมเองก็ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับพวกเมียเช่าและจี.ไอ.มากหน้าหลายตาจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร
ยี่สิบปีต่อมา ผมได้พบสุภาพสตรีวัยราว50ปีคนหนึ่งเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวของผม ตอนนั้นผมอายุสามสิบต้นๆแล้วแต่พอได้พบ ความทรงจำเก่าๆสมัยเป็นเด็กก็หวนกลับมา พี่อ้อยนั่นเอง เธอเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่เธอออกจากบ้านผมไป ไม่นานเธอกลับกรุงเทพฯเพื่อประกอบอาชีพเป็นช่างเสริมสวยเพื่อจะได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ไม่นานสตีฟก็กลับมาหาเธอเพื่อขอแต่งงานด้วยและชวนให้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย ตอนนั้นสงครามเวียตนามยังไม่สิ้นสุดเลย ผมจำได้ว่า ค.ศ.นั้นอเมริกาและรัฐบาลหุ่นทั้งหลายกำลังเพลี่ยงพล้ำพร้อมที่จะล้มตลอดเวลา สตีฟลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพส่วนตัว อ้อยหรือพี่อ้อยก็ไม่ปฏิเสธ พวกเขาอยู่ด้วยกันจนทุกวันนี้ เท่าที่ได้ข่าว นนท์ตอนนี้เปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่เมืองแบล๊ควอร์เทอร์ในเวสต์เวอร์จิเนีย ...ผมหวังว่าคงจะได้พบกับแม่ลูกคู่นี้อีก ผมภาวนา..

ภาพการใช้ชีวิตของบรรดาเมียเช่าทั้งหลายไม่เกี่ยวกับพี่อ้อยนะครับ ภาพจากwww.metafilter.com/Korat-Bar-Girls.ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่เพราะถ่ายไว้ในช่วง 1967-1970.