เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1408 คน
ความรู้
เรียนแบบวิชาการเรียกพี่
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ตาบอดสี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ความจุความร้อนจำเพาะ (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ลูกตุ้ม (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประชากร (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กรกฎาคม 2557>
     
    2730123456
    2878910111213
    2914151617181920
    3021222324252627
    3128293031123
    3245678910
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 47275
    • เฉพาะวันนี้ 5
    • ความคิดเห็น 6
    • จำนวนเรื่อง 5
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ตาบอดสี
    17 กุมภาพันธ์ 2553 - 15:59:00

     

    ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เป็นอาการที่ตาของผู้ป่วยแปรผลแปรภาพสีผิดไปจากผู้อื่นที่เป็นตาปกติ ตาเป็นอวัยวะจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขในสังคม หากเกิดความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่มีผลกระทบต่อการมองเห็น บุคคลนั้นๆ ย่อมได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ภาวะตาบอดสีเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมมากพอสมควร

    สารบัญ

    [ซ่อนสารบัญ]

    • 1 การมองเห็นสีของตามนุษย์
    • 2 ปัจจัยทางพันธุกรรม
    • 3 อาการ
    • 4 การวินิจฉัยโรค
    • 5 การทดสอบสมุดภาพ
    • 6 การรักษา
    • 7 คำแนะนำบางประการ

    [แก้ไข] การมองเห็นสีของตามนุษย์

    โดยปกติแล้วตาคนเราจะมีเซลรับแสงอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เรียกว่า rods เป็นเซลรับแสงที่รับรู้ถึงความมืด หรือสว่าง ไม่สามารถแยกสีออกได้และจะมีความไวต่อการกระตุ้น แม้ในที่ที่มีแสงเพียงเล็กน้อย เช่น เวลากลางคืน เซลกลุ่มที่สองเป็นเซลทีทำหน้าที่มองเห็นสีต่างๆ เรียกว่า cones โดยจะแยกได้เป็นเซลอีก 3 ชนิด ตามระดับคลื่นแสงหรือสีที่กระตุ้น คือ เซลรับแสงสีแดง เซลรับแสงสีน้ำเงิน และเซลรับแสงสีเขียว


    สำหรับแสงสีอื่นๆ เกิดจากการกระตุ้นเซลดังกล่าวนี้มากกว่าหนึ่งชนิด แล้วให้สมองเราแปลภาพออกมาเป็นสีที่ต้องการ เช่น สีม่วง เกิดจากแสงที่กระตุ้นทั้งเซลรับแสงสีแดง และเซลรับแสงสีน้ำเงิน ในระดับที่พอๆ กัน การเกิดสีต่าง ๆ ที่มองเห็นเหล่านี้ ก็เช่นเดียวกับหลอดภาพของเครื่องรับโทรทัศน์นั่นเอง ซึ่งเซลกลุ่มที่สองนี้จะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างเพียงพอ


    ดังนั้นในที่สลัวๆ เราจึงไม่สามารถแยกสีของวัตถุได้แต่ยังพอบอกรูปร่างได้ เนื่องจากมีการทำงานของเซลในกลุ่มแรกอยู่ ต่อเมื่อเพิ่มแสงสว่างขึ้น เราจึงมองเห็นสีต่างๆ ขึ้นมา

    [แก้ไข] ปัจจัยทางพันธุกรรม

    สาเหตุของตาบอดสีที่เป็นมาแต่กำเนิด มีเรื่องของกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยโครโมโซม X ทำให้เพศชายถ้ามีหน่วยพันธุกรรม X ที่ทำให้เกิดตาบอดสี ก็จะแสดงอาการของตาบอดสีออกมา ในขณะที่เพศหญิงถ้าหน่วย X นี้ผิดปกติเพียงหนึ่งหน่วย ก็ยังสามารถมองเห็นได้ปกติเห็นปกติได้ ถ้าหน่วย X อีกตัวหนึ่งไม่ทำให้เกิดตาบอดสี


    ความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีเขียวหรือแดง ถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม x และมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ x-linked recessive จากแม่ไปสู่บุตรชาย เพราะเหตุนี้ตาบอดสีส่วนใหญ่มักจะเกิดกับเด็กผู้ชาย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากมารดา ในเพศหญิงพบน้อยกว่าเพศชายประมาณ 16 เท่า หรือคืดเป็นประมาณร้อยละ 0.4 ของประชากร ขณะที่ตาบอดสีทั้งหมด จะพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของประชากร และเป็นการมองเห็นสีเขียวบกพร่องเสียประมาณร้อยละ 5 ของประชากร


    กลุ่มที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ตาทั้ง 2 ข้างจะมีอาการมองเห็นสีผิดปกติเหมือนกัน คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ที่สามารถเห็นสีได้ปกติ จะต้องมีเซลล์รับแสงสีที่จอประสาทตาครบทั้ง 3 สี คือ แดง เขียว และน้ำเงิน และมีปริมาณเม็ดสีในเซลล์ที่ปกติ รวมทั้งระบบประสาทตาและการแปลผลที่เป็นปกติด้วย


    ส่วนความผิดปกติของเม็ดสี และเซลล์รับแสงสีน้ำเงินนั้น ถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม 7 จึงมีการถ่ายทอดแบบ autosomal dominant ซึ่งจะพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้น้อย


    ตาบอดสีอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ตาบอดสีที่เป็นภายหลัง มักเกิดจากโรคทางจอประสาทตาหรือโรคของเส้นประสาทตาอักเสบ มักจะเสียสีแดงมากกว่าสีอื่น และอาจเสียเพียงเล็กน้อย คือดูสีที่ควรจะเป็นนั้นดูมืดกว่าปกติ หรืออาจจะแยกสีนั้นไม่ได้เลยก็ได้

    [แก้ไข] อาการ

    ตาบอดสีมีหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยที่สุด เรียกว่า red/green colour blindness โดยจะแยกสีแดงและสีเขียวค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะเวลาที่แสงไม่สว่างนัก ส่วนน้อยลงมาของคนที่มีตาบอดสี คือพวกที่ไม่สามารถแยกสีน้ำเงินกับสีเหลือง จะมีบ้างเหมือนกันที่เป็นโรคตาบอดสีทุกสีเลย แต่เป็นส่วนน้อยมาก คนที่บอดสี แดง-เขียวมักจะบอดสี น้ำเงิน-เหลืองด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นตาบอดสีชนิดใด ล้วนจะมีสายตาหรือการมองเห็น (vision) ที่เป็นปกติ เพียงแต่ความสามารถในการแยกสีไม่ปกติเท่านั้นเอง


    กลุ่มที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นมาภายหลัง มักเกิดจากการถูกทำลายของจอประสาทตา เส้นประสาทตา หรือส่วนรับรู้ในสมอง จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การอักเสบ ภาวะขาดเลือด อุบัติเหตุ เนื้องอก การเสื่อมลงของจอประสาทตา หรือผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี


    ผู้ป่วยมักจะมีอาการเรียกชื่อสีหรือเห็นสีผิดไปจากเดิม โดยมากพบความผิดปกติของการมองสีน้ำเงินเหลืองมากกว่าแดงเขียว ความผิดปกติของตาทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเป็นตาเดียวหรือทั้ง 2 ตา มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือลดลงได้ รวมทั้งมีความผิดปกติของสายตาด้านอื่น ๆ เช่น การมองเห็นและลานสายตาลดลงได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค

    [แก้ไข] การวินิจฉัยโรค

    สำหรับการตรวจและวินิจฉัย จักษุแพทย์จะทำการซักประวัติอาการผู้ป่วย ร่วมกับการตรวจการรับรู้ของสี และตรวจตาโดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุแผนการรักษา การตรวจอาจใช้เครื่องมือช่วยการตรวจหลายอย่าง เช่น ให้อ่านสมุดภาพ Ishihara, ให้ทดสอบเรียงเม็ดสีตามแบบที่กำหนดไว้

    [แก้ไข] การทดสอบสมุดภาพ

    โดยการให้อ่านกระดาษ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขหรือหนังสือ คนตาปกติจะบอกเลขได้ แบบทดสอบดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า Ishihara test ส่วนใหญ่พื้นหลังจะเป็นจุดสีเขียว ส่วนเส้นสร้างจากจุดสีแดงหรือส้ม ปัจจุบันมีแบบทดสอบที่ดัดแปลงไปแล้วบ้าง แต่ก็ยังคงลักษณะเดิมไว้ทุกประการ

    [แก้ไข] การรักษา

    ในรายที่เป็นไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่อย่างใด ส่วนในรายที่เป็นรุนแรง ผู้ปกครองอาจจะสังเกตพบตอนเป็นเด็ก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะ ถ้าเป็นแล้ว จะเป็นตลอดชีวิต โดยเฉพาะแบบที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ยังไม่พบวิธีรักษาที่ได้ผล

    ส่วนประเภทที่เกิดจากโรคต่างๆ ที่มีผลต่อจอประสาทและเส้นประสาทตา เมื่อเกิดอาการมองเห็นสีผิดปกติไปให้รีบมารับการตรวจรักษา อาจป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติถาวรได้

    [แก้ไข] คำแนะนำบางประการ

    • ในผู้ป่วยที่มีภาวะตาบอดสีแต่กำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำถึงโอกาสการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และโอกาสหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะตาบอดสีในหมู่ญาติ
    • ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีภายหลัง ควรรับการตรวจวินิจฉัยถึงสาเหตุ เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
    • การที่คนใดคนหนึ่งเกิดตาบอดสีขึ้น คนๆ นี้ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนปกติทั่วๆ ไปได้ เพียงแต่การแปรผลผิดไปจากความจริงเท่านั้น ถ้าตาบอดสีไม่มากนักสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้แว่นตา ทั้งนี้ควรปรึกษาจักษุแพทย์ ซึ่งจะตรวจเช็คสายตาและให้คำแนะนำในการปรับตัว ตลอดจนแนวทางในการรักษาต่อไป
    • บางครั้งคนตาบอดสี อาจถูกกีดกันจากสถาบัน หรืออาชีพบางประเภท ซึ่งจริงๆ แล้ว คนที่ตาบอดสีเพียงแต่เห็นสีผิดไปจากสีที่เป็นจริง ไม่ใช่มองไม่เห็นสีเลย
    • คนที่ตาบอดสีส่วนใหญ่เรียกสีถูก บอกความแตกต่างของไฟจราจรได้ และก็ทำงานส่วนใหญ่ได้เหมือนคนปกติ เว้นเสียแต่จะมีสีในบางแถบสีที่ทำให้เขาสับสน
    • ในแบบทดสอบอาจจะมีการออกแบบสีในช่วงของแถบสีที่ทำให้คนตาบอดสีดูสับสน ซึ่งโดยโดยปกติในชีวิตประจำวันคนตาบอดสีจะพบสีดังกล่าวน้อยมาก
    • อาชีพที่คนตาบอดสีไม่ควรทำ ได้แก่ นักเคมีที่ต้องทำงานกับสี จิตรกร อาชีพที่ต้องมีการใช้สีเป็นตัวแสดงถึงสิ่งต่าง ๆ เช่น ในอุปกรณ์อิเลคโทรนิค ห้องนักบิน เป็นต้น
    • พบว่าคนตาบอดสีมีความสามารถในการแยกสีเฉดเดียวกันที่มีความแตกต่าง กันเพียงเล็กน้อยได้ดีกว่าคนปกติ เช่น คนตาบอดสีเขียวจะแยกสีที่คล้ายกัน เช่น เขียวอ่อน เขียวอมเหลือง


    ข้อมูลจาก

    - ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

    - bangkokhealth.com

    โรคตาบอดสี (Color blindness, Color vision abnormalities)
    eye , medbible genetic กรรมพันธ์ ยีน

    <script language='JavaScript' src='http://www.thaiclinic.com/phpAds/adjs.php?clientID=15&target=_blank&withText=0'></script><noscript><a href='http://www.thaiclinic.com/phpAds/adclick.php' target='_blank'><img src='http://www.thaiclinic.com/phpAds/adview.php?clientID=15&target=_blank&withText=0' border='0'></a></noscript>

    โรคตาบอดสี

    โรค ตาบอดสี พบได้ประมาณ 8% ของประชากร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่เป็นตั้งแต่กำเนิด (congenital color vision defects) และกลุ่มที่เป็นภายหลัง (acquired color vision defects) ซึ่งมักพบกลุ่มแรก คือกลุ่มที่เป็นตั้งแต่กำเนิดบ่อยกว่ากลุ่มที่เป็นภายหลัง
    เมื่อพิจารณาในกลุ่มที่เป็นตั้งแต่เกิด กลุ่มย่อยที่พบได้บ่อยที่สุด คือ กลุ่มที่บอดสีเขียว-แดง ซึ่งพบได้ประมาณ 5-8% ในผู้ชาย และพบเพียง 0.5% ในผู้หญิง (ผู้ชายพบได้บ่อยกว่าเยอะนะครับ)
    ส่วนในกลุ่มที่เป็นภายหลัง มักพบเป็นการบอดสีน้ำเงิน-เหลือง และพบได้พอๆกันทั้งชายและหญิง ซึ่งจำนวนคนที่เป็นในกลุ่มนี้น้อยกว่ากลุ่มที่เป็นแต่กำเนิดมาก

    สาเหตุ

    การ พบโรคนี้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักเป็นกับแบบ แดง-เขียวแทบทั้งหมด เนื่องจากว่ายีนที่ควบคุมการสร้างรงควัตถุรับสีชนิดสีแดง และสีเขียวนั้น (red-pigment gene, green-pigment gene) อยู่บนโครโมโซม X เมื่อยีนนี้ขาดตกบกพร่องไปในคนใดคนหนึ่ง ก็จะทำให้คนนั้นสามารถรับรู้สีเหล่านั้นได้ลดลงกว่าคนปกติ แน่นอนว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นน้อยกว่า เนื่องจากในผู้หญิงมีโครโมโซม X ถึงสองตัว ถ้าเพียงแต่ X ตัวใดตัวหนึ่งมียีนเหล่านี้อยู่ ก็สามารถรับรู้สีได้แล้ว ในขณะที่ผู้ชายมีโครโมโซม X เพียงตัวเดียว อีกตัวเป็น Y ซึ่งไม่ได้มีแพคเกจบรรจุยีนนี้แถมมาด้วย ;) ก็จะแสดงอาการได้เมื่อ X ตัวเดียวเท่าที่มีอยู่นั้นบกพร่องไป

    ภาพที่มองได้เป็นอย่างไร

    เมื่อ พูดคำว่า 'ตาบอดสี' หลายท่านคงเข้าใจว่า คนที่เป็นไม่สามารถรับรู้สีอะไรได้เลย เหมือนกับดูโลกในบรรยากาศของ Casablanca, Saving private Ryan หรือ Schindler's list อยู่ตลอดเวลา (ภาพขาวดำไม่มี subtitle) แต่จริงๆแล้วมักไม่เป็นอย่างนั้นครับ คนที่บอดสีจนมองเห็นโลกเป็นภาพขาว-เทา-ดำนั้นพบได้น้อยมาก และมักมีปัญหาสายตาบกพร่องอื่นๆร่วมด้วย คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตาบอดสีมักจะรับรู้สีได้ แต่แยกแยะสีที่มีความคล้ายกันได้น้อยลง เช่น คนที่ตาบอดสีแดง-เขียว จะแยกสีชมพูกับเหลืองได้ยาก แต่เมื่อเห็นสีแดง หรือสีเขียวก็สามารถแยกแยะกันได้ทันที, คนที่ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง จะแยกสีน้ำเงินเข้มกับสีเขียวได้ยากกว่าปกติ แต่ไม่มีปัญหาเมื่อวางสีเขียวเทียบกับสีแดง เป็นต้นครับ ดังนั้น ในคนที่เป็นตาบอดสีแทบทั้งหมด จะไม่มีปัญหาในการแยกแยะสัญญาณจราจร และมักไม่มีปัญหาในการประกอบอาชีพทั่วไป หรือมีปัญหาบ้างก็น้อยมาก ไม่ถึงกับทำงานอะไรไม่ได้เลย

    ควรทำอย่างไร

    หาก ท่านมีปัญหาในการแยกแยะสีของวัตถุบางอย่าง หรือทราบว่ามีคุณพ่อคุณแม่มีปัญหานี้ และต้องการตรวจดู หรือที่ทำงานต้องการให้ตรวจทราบสภาวะการมองเห็นสีก่อนรับเข้าทำงาน ก็สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ได้ครับ

    ตาบอดสี.... หลายสิ่งที่คุณยังไม่รู้

    posted on 19 Aug 2008 20:06 by xainzai

    ถ้าจะกล่าวกันตามตรงแล้วการที่เรียกผู้ที่ตาบอดสีว่า ตาบอดสี ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนัก เพราะคำว่า บอด นั้น น่าจะหมายถึง ไม่เห็น, ไม่มี มากกว่า ดังนั้น คำว่า ตาบอดสี ถ้าแปลกันตรงๆ คือคนที่มองไม่เห็นสีนั่นเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนที่ตาบอดสี ก็ยังมองเห็นสี เพียงแต่มีความบกพร่องในการแยกเฉดสีเท่านั้น กว่าครึ่งหนึ่งของคนที่ตาบอดสี สามารถแยกสีในชีวิตประจำวัน (รวมถึงไฟแดง ไฟเหลือง ไฟเขียว) ไม่แตกต่างจากคนปกติ

    นอกจากนี้ เรียกว่า "โรคตาบอดสี" ก็ไม่น่าจะถูกต้องอีกด้วย เพราะตาบอดสีส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นความเจ็บป่วย แต่เป็นลักษณะด้อยทางพันธุกรรมมากกว่า

    มีคนจำนวนมากไม่รู้ตัวเลยว่าตาบอดสีมาตลอดชีวิต จนกระทั่งต้องมีการตรวจก่อนเข้าทำงาน จึงจะทราบว่าตนเองมีภาวะตาบอดสี

    ตาบอดสี พบได้ประมาณ 8% ของประชากร ส่วนใหญ่ที่พบบ่อยที่สุดจะเป็นแบบชนิดบอดเขียว-แดง (red-green color blindness) ซึ่งผู้ชาย 10 คน จะพบภาวะนี้ 1 คน และก็ยังมีตาบอดสีชนิดอื่นๆ อีก เช่น ฟ้า-เหลือง สำหรับผู้หญิงนั้น 200 คน จะพบภาวะตาบอดสีได้ 1 คน

    blue-violet

    green

    red

    ธรรมชาติของการมองเห็นสี
    ก่อน ที่เราจะเข้าใจเรื่องตาบอดสี เราควรจะรู้ถึงธรรมชาติในการมองเห็นสีของตามนุษย์เสียก่อน โดยปกติแล้วตาคนเราที่บริเวณจอรับภาพด้านหลังของลูกตา (Retina) จะมีเซลล์รับแสง (photoreceptor) อยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเซลล์รับแสงที่รับรู้ถึงความมืดหรือสว่าง ไม่สามารถแยกสีออกได้และจะมีความไวต่อการกระตุ้น แม้ในที่ที่มีแสงเพียงเล็กน้อย เช่น เวลากลางคืน เรียกว่า Rod cell เซลล์กลุ่มที่สองเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่มองเห็นสีต่างๆ โดยจะแยกได้เป็นเซลล์อีก 3 ชนิด ตามระดับคลื่นแสงหรือสีที่กระตุ้น คือ เซลล์รับแสงสีเขียว ซึ่งรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีเขียว, เซลล์รับแสงสีน้ำเงินซึ่งรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีน้ำเงินและ เซลล์รับแสงสีแดงซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไวต่อการรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีแดง แต่ก็จะไวต่อการรับแสงในช่วงความยาวคลื่นสีเหลืองด้วย เซลล์ต่างๆ เหล่านี้เรียกว่า Cone cell


    สำหรับแสงสีอื่นๆนอก จากนี้ จะกระตุ้นเซลล์ดังกล่าวนี้มากกว่าหนึ่งชนิด แล้วให้สมองเราแปลภาพออกมาเป็นสีที่ต้องการ เช่น สีม่วง เกิดจากแสงที่กระตุ้นทั้งเซลล์รับแสงสีแดง และเซลล์รับแสงสีน้ำเงิน ในระดับที่พอ ๆ กัน การเกิดสีต่าง ๆ ที่มองเห็นเหล่านี้ก็เช่นเดียวกับหลอดภาพของจอ T.V นั่นเอง ซึ่งเซลล์กลุ่มที่สองนี้จะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ดังนั้นในที่สลัว ๆ เราจึงไม่สามารถแยกสีของวัตถุได้แต่ยังพอบอกรูปร่างได้ เนื่องจากมีการทำงานของเซลล์ในกลุ่มแรกอยู่ ต่อเมื่อเพิ่มแสงสว่างขึ้น เราจึงมองเห็นสีต่าง ๆ ขึ้นมา

    กระบวนการรับรู้และแยกความแตกต่างของสี
    หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้าตาบอดสีก็น่าจะรู้ตัวตั้งแต่เริ่มเข้าสังคมกับคนภายนอกแล้ว เพราะสาเหตุใดจึงมาทราบต่อภายหลัง ทั้งนี้เพราะความสามารถในการรับรู้และแยกความแตกต่างระหว่างสีต่าง ๆ นั้นเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ เพราะตั้งแต่เด็กเราได้รับการสั่งสอนให้เรียกชื่อสีต่าง ๆ ที่เราเห็นตามผู้สอน หากแต่สีที่แต่ละบุคคลรับรู้นั้นอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเซลล์รับแสงสีที่จอประสาทตาโดยสัมพันธ์กับประสบการณ์การ เรียนรู้ที่ถูกสอนมา ดังนั้นเราอาจเห็นสีผิดปกติตั้งแต่เกิด แต่สามารถเรียกชื่อสีได้ถูกต้องตามผู้สอนก็เป็นไปได้ หรือเกิดจากโรคภัยต่าง ๆ ที่มีผลโดยตรงกับจอประสาทตา, เส้นประสาทตาและสมอง

    ตาบอดสี
    เป็น คำที่เรียกกันมานานแต่ไม่ถูกต้องทีเดียว เพราะที่จริงแล้ว ตาบอดสีแบ่งได้เป็นหลายระดับ และผู้ป่วยตาบอดสีส่วนใหญ่ก็มักจะไม่บอดสีจริง ๆ เพียงแต่มองเห็นสีแตกต่างไปจากคนปกติเท่านั้น
    โดยทั่วไปเราจะแบ่งตาม ความผิดปกติของเซลล์รับแสง(สี) เป็นตาบอดสีแดง ตาบอดสีเขียว และตาบอดสีน้ำเงิน ซึ่งอาจบอดสีเพียงสีเดียว, สองสี หรือ ทั้งสามสีก็ได้ สำหรับตาบอดสีแดงจะเรียกว่า protanopia, ตาบอดสีเขียวเรียกว่า deuteranopia, ตาบอดสีน้ำเงินเรียกว่า tritanopia คนที่ตาบอดสีน้ำเงินจะไม่สามารถแยกระหว่างมีน้ำเงินกับสีเหลืองได้ คนที่ตาบอดสี ตาบอดสีใด คือ การขาดเซลล์ที่รับแสงสีนั้น หรือเซลล์ที่รับสีทำงานบกพร่องนั่นเอง ดังนั้นแสงที่ได้รับจะกระตุ้นเฉพาะเซลล์ที่เหลือเท่านั้น อาจเปรียบได้กับการวาดภาพ ก็คือ แทนที่เราจะมีสีสามสีที่ผสมกันให้เป็นสีต่าง ๆ เราก็จะมีเพียงสองสีเท่านั้นที่ใช้ผสมกัน ดังนั้น สีที่เห็นก็จะเป็นสีที่แตกต่างจากคนปกติที่มองเห็น ตัวอย่างเช่น คนที่ตาบอดสีเขียว ก็จะเห็นเฉดสีตั้งแต่สีแดงไปจนถึงสีน้ำเงิน และสีที่เกิดจากการผสมของสองสีนี้คือ ม่วงแดง ม่วง และคราม แสงที่ปกติควรจะเป็นสีเขียว (เพราะไปกระตุ้นเซลล์สีเขียว แต่คนกลุ่มนี้ไม่มีเซลล์สีเขียวเสียแล้ว) แต่จะกระตุ้นเซลล์สีน้ำเงิน และเซลล์สีแดงอย่างละเล็กน้อย โดยกระตุ้นสีแดงมากกว่าสีน้ำเงินเล็กน้อย ทำให้มองเห็นเป็นสีม่วงแดง คนตาบอดสีก็จะมองเห็นวัตถุที่เป็นสีเขียวดูคล้ายกับสีม่วงแดง ทำให้สับสน หรือเรียกผิดได้ เป็นต้น



    เรา ยังสามารถแบ่งตาบอดสีออกเป็นตามระดับของความผิดปกติในการรับแสง(หรือสี) นั้น ซึ่งผู้ที่เห็นสีบกพร่องนี้ก็จะเห็นสีผิดไปจากปกติแต่ไม่รุนแรงเท่าตาบอดสี กลุ่มแรก นอกจากนี้ยังมีตาบอดสีบางประเภทที่มีความผิดปกติของเซลล์รับสีมากกว่าหนึ่ง ตัว หรือไม่มีเซลล์รับสีเลย(Total Color – blindness: Monochromatism) คนกลุ่มนี้ก็จะแยกสีไม่ได้เลย (มองเห็นเป็นสีขาว-ดำ หรือเฉดสีเทา) และมักจะมีสายตาที่ผิดปกติร่วมด้วย อย่างไรก็ตามความผิดปกตินี้พบได้น้อยมากและพบได้ในผู้หญิงพอๆกับผู้ชาย

    สาเหตุของตาบอดสี
    ความผิดปกติแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
    1. กลุ่มที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด(congenital color vision defects)
    2. กลุ่มที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นมาภายหลัง (acquired color vision defects)
    มัก พบกลุ่มแรก คือกลุ่มที่เป็นตั้งแต่กำเนิดบ่อยกว่ากลุ่มที่เป็นภายหลัง เมื่อพิจารณาในกลุ่มที่เป็นตั้งแต่เกิด กลุ่มย่อยที่พบได้บ่อยที่สุด คือ กลุ่มที่บอดสีเขียว-แดง หรือเรียกว่า Dichromatism ซึ่งพบได้ประมาณ 5-8% ในผู้ชาย และพบเพียง 0.4 - 0.5% ในผู้หญิง (ผู้ชายพบได้บ่อยกว่ามาก) ส่วนในกลุ่มที่เป็นภายหลัง มักพบเป็นการบอดสีน้ำเงิน-เหลือง และพบได้พอ ๆ กันทั้งชายและหญิง ซึ่งจำนวนคนที่เป็นในกลุ่มนี้น้อยกว่ากลุ่มที่เป็นแต่กำเนิดมาก

    กลุ่มที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด(Congenital color vision defects)
    เป็น ภาวะที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเป็นลักษณะด้อยซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยโครโมโซม X ที่เรียกว่า X -link recessive การที่พบโรคนี้ในผู้ชายมาก ทั้งนี้เพราะ ความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีเขียวหรือแดง ซึ่งถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม X

    ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ เรื่องโครโมโซมซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะทางพันธุกรรมก่อนดังนี้ ในเพศชายจะมีโครโมโซมเป็น XY คือมี X 1 หน่วย และ Y 1 หน่วย ส่วนเพศหญิง จะมีโครโมโซมเป็น XX ซึ่งมี X 2 หน่วย เมื่อมีลูก โครโมโซมของพ่อและแม่จะแยกกัน และจับคู่กันเป็นโครโมโซมของลูก โดยจะได้โครโมโซมจากพ่อกับแม่มาอย่างละครึ่ง โดยการจับคู่นี้จะจับอย่างไร ก็จะเกิดขึ้นตามโอกาสความน่าจะเป็น (ตามแผนภาพ) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลูกชาย จะได้โครโมโซม X จากแม่เท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็น X หน่วยใดหน่วยหนึ่งก็ได้ และได้โครโมโซม Y จากพ่อ ส่วนลูกสาวจะได้โครโมโซม X จากพ่อ 1 หน่วยและจากแม่ 1 หน่วย ซึ่งโครโมโซม X จากแม่จะเป็นหน่วยในหน่วยหนึ่งก็ได้
    จากข้อเท็จจริงที่ว่าโครโมโซม Y นั้น มีขนาดเล็กกว่า โครโมโซม X จึงไม่สามารถที่จะข่มลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างที่จะถ่ายทอดมาทางโครโมโซม X ได้ ดังนั้นถ้ามีลักษณะด้อยใดที่ติดมากับโครโมโซม X เช่น หัวล้าน หรือตาบอดสี ก็จะทำให้ผู้ชายคนนั้นแสดงอาการของตาบอดสีออกมา ในขณะที่เพศหญิงถ้าหน่วย X นี้มีลักษณะด้อยตาบอดสีเพียงหน่วยเดียว โครโมโซม X อีกหน่วยก็จะข่มลักษณะด้อยนี้ไว้ ทำให้ไม่เกิดตาบอดสี แต่ก็เป็นพาหะทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดลักษณะด้อยตาบอดสีนี้ไปยังลูก หลานได้ เพศหญิงจะเกิดตาบอดสีได้เมื่อ โครโมโซม X ทั้ง 2 หน่วยมีลักษณะด้อยตาบอดสีทั้งคู่
    ลักษณะอาการที่ตรวจพบคือ ตาทั้ง 2 ข้างจะมีอาการมองเห็นสีผิดปกติเหมือนกันคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ที่สามารถเห็นสีได้ปกติ จะต้องมีเซลล์รับแสงสีที่จอประสาทตาครบทั้ง 3 สี คือ แดง เขียว และน้ำเงิน และมีปริมาณเม็ดสีในเซลล์ที่ปกติ รวมทั้งระบบประสาทตาและการแปลผลที่เป็นปกติด้วย ผู้ป่วยมักมีการรับรู้สีเขียวหรือแดงผิดไป แยกสีเขียวกับแดงได้ลำบาก ส่วนความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีน้ำเงินนั้นถูกควบคุมด้วยยีนบน โครโมโซม 7 จึงมีการถ่ายทอดแบบ Autosomal dominant ซึ่งจะพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้น้อย

    กลุ่มที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นมาภายหลัง (Acquired color vision defects)
    เกิด จากการถูกทำลายของจอประสาทตา เส้นประสาทตา หรือส่วนรับรู้ในสมองจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การอักเสบ ภาวะขาดเลือด อุบัติเหตุ เนื้องอก การเสื่อมลงของจอประสาทตา หรือผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี
    ผู้ป่วยมักจะมีอาการเรียกชื่อสีหรือ เห็นสีผิดไปจากเดิม โดยมากพบความผิดปกติของการมองสีน้ำเงินเหลืองมากกว่าแดงเขียว ความผิดปกติของตาทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเป็นตาเดียวหรือทั้ง 2 ตา มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือลดลงได้ รวมทั้งมีความผิดปกติของสายตาด้านอื่นๆ เช่น การมองเห็นและลานสายตาลดลงได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค

    กล่าวโดยสรุป เป็นเพราะพันธุกรรม ตาบอดสีจึงพบในเพศหญิงน้อยกว่าเพศชายประมาณ 16 เท่า คือ ประมาณ 0.4% ของประชากร ขณะที่ตาบอดสีทั้งหมด จะพบ 10% ของประชากรและเป็นการมองเห็นสีเขียวบกพร่องเสียประมาณ 5% ของประชากร ตาบอดสีอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ตาบอดสีที่เป็นภายหลัง มักเกิดจากโรคทางจอประสาทตาหรือโรคของเส้นประสาทตาอักเสบ มักจะเสียสีแดงมากกว่าสีอื่น และอาจเสียเพียงเล็กน้อย คือดูสีที่ควรจะเป็นนั้นดูมืดกว่าปกติ หรืออาจจะแยกสีนั้นไม่ได้เลยก็ได้
    การ ที่พบโรคนี้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักเป็นกับแบบ แดง-เขียวแทบทั้งหมด เนื่องจากว่ายีนที่ควบคุมการสร้างรงควัตถุรับสีชนิดสีแดง และสีเขียวนั้น (red-pigment gene, green-pigment gene) อยู่บนโครโมโซม X เมื่อยีนนี้ขาดตกบกพร่องไปในคนใดคนหนึ่ง ก็จะทำให้คนนั้นสามารถรับรู้สีเหล่านั้นได้ลดลงกว่าคนปกติ แน่นอนว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นน้อยกว่า เนื่องจากในผู้หญิงมีโครโมโซม X ถึงสองตัว ถ้าเพียงแต่ X ตัวใดตัวหนึ่งมียีนเหล่านี้อยู่ ก็สามารถรับรู้สีได้แล้ว ในขณะที่ผู้ชายมีโครโมโซม X เพียงตัวเดียว อีกตัวเป็น Y ซึ่งไม่ได้มียีนนี้ด้วย ก็จะแสดงอาการได้เมื่อ X ตัวเดียวเท่าที่มีอยู่นั้นบกพร่องไป


    ตรวจ และวินิจฉัย
    โดย จักษุแพทย์จะซักประวัติ อาการผู้ป่วยร่วมกับการตรวจการรับรู้ของสี และตรวจตา เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา การทดสอบตาบอดสีมีหลายวิธี วิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดเห็นจะเป็นวิธีของ Prof. Dr. Shinobu Ishihara จาก Tokyo คือ แบบทดสอบที่มีวงกลมวงใหญ่และมีจุดสีเล็กๆ ข้างในจะซ่อนตัวเลขและเส้นเอาไว้ มีทั้งหมด 24 รูป และให้ผู้ทดสอบอ่าน โดยตรวจการมองเห็นทีละข้างเพราะอาการตาบอดสีอาจจะมีความผิดปกติเฉพาะตาข้าง ใดข้างหนึ่งอาจจะไม่ได้บอดสีทั้งสองข้าง ซึ่งพบได้ในพวกที่เป็น โรคเกี่ยวกับเส้นประสาทตา และเกิดขึ้นภายหลังมิใช่พันธุกรรม หากสามารถอ่านและลากเส้นได้ถูกต้องทั้งหมด ถือว่าตาปกติ นอกจากนี้อาจใช้เครื่องมือช่วยการตรวจหลายอย่าง เช่น ให้ทดสอบเรียงเม็ดสีตามแบบที่กำหนดไว้
    โรคตาบอดสีอาจหายได้พบได้ในพวกที่ เป็นโรคเกี่ยวกับเส้นประสาทตา และเกิดขึ้นภายหลังมิใช่พันธุกรรมแต่ถ้าหากเกิดขึ้นจากพันธุกรรมยังไม่มีทาง รักษา ดังนั้นเมื่อเกิดอาการมองเห็นสีผิดปกติไปให้รีบมารับการตรวจรักษา อาจป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติถาวรได้

    ข้อควรจำ
    ใน ผู้ป่วยที่มีภาวะตาบอดสีแต่กำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำถึงโอกาสการถ่ายทอดทางพันธุกรรมและโอกาสหลีก เลี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะตาบอดสีในหมู่ญาติ ส่วนผู้ที่มีภาวะตาบอดสีภายหลัง ควรรับการตรวจวินิจฉัยถึงสาเหตุ เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

    ตาบอดสีกับชีวิตประจำวัน
    ปัจจุบัน ผู้ที่เป็นโรคตาบอดสีอนุโลมให้ขับรถได้แต่ ต้องผ่านการทดสอบความสามารถในการบอกสีของสัญญาณ ไฟจราจรได้ถูกต้อง เพราะผู้เป็นโรคตาบอดสีจะทราบว่าตนเองบอดสีอะไร หรือต้องสามารถแยกได้ว่าตำแหน่งใดเป็นสัญญาณไฟสีแดง สีเหลือง หรือสีเขียว หากแยกสีเหล่านี้ได้ถูกต้องก็สามารถปฏิบัติตามกฎจราจรได้ หากผู้ป่วยเป็นมากโดยบอดสีเหล่านี้ทั้งหมด และไม่สามารถแยกสีได้ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถเพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้
    ปัจจุบันนี้ยังมี ความเข้าใจผิดในเรื่องตาบอดสี ทำให้คนตาบอดสีถูกห้ามไม่ให้ขับรถ หรือทำงานในบางหน่วยงานหรือเรียนหนังสือ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนที่ตาบอดสีเพียงแต่เห็นสีผิดไปจากสีที่เป็นจริงไม่ใช่มองไม่เห็นสีเลย เราพบว่าคนที่ตาบอดสีส่วนใหญ่เรียกสีถูก บอกความแตกต่างของไฟจราจรได้ และก็ทำงานส่วนใหญ่ได้เหมือนคนปกติ เว้นเสียแต่จะมีสีในบางแถบสีที่ทำให้เขาสับสน ในแบบทดสอบจะมีการออกแบบสีในช่วงของแถบสีที่ทำให้คนตาบอดสีดูสับสน ซึ่งโดยโดยปกติในชีวิตประจำวันคนตาบอดสีจะพบสีดังกล่าวน้อยมาก ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ก็เคยมีปัญหาในลักษณะดังกล่าว ซึ่งหลังจากมีการรณรงค์โดยจักษุแพทย์กลุ่มหนึ่ง มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงยอมรับเด็กเหล่านี้เข้าเรียนได้
    อย่างไรก็ตาม มีอาชีพที่คนตาบอดสีไม่ควรทำได้แก่ อาชีพที่ต้องใช้ความสามารถในการแยกแยะสีเป็นสำคัญ เช่น นักเคมีที่ต้องทำงานกับสี, จิตรกร, พนักงานตรวจคุณภาพสินค้า (QC), ฯลฯ นอกจากนี้อาชีพที่ไม่ควรรับคนตาบอดสีทำงานก็คือ อาชีพที่ต้องมีการใช้สีเป็นตัวแสดงถึงสิ่งต่าง ๆ เช่น ในอุปกรณ์อิเลคโทรนิค, นักบิน, นักเดินเรือ เป็นต้น
    นอกจากนี้พบว่า ตาบอดสีไม่ใช่จะมีแต่ข้อเสียเท่านั้น เราพบว่าคนตาบอดสีสับสนในเรื่องของสี แต่มีความสามารถในการแยกสีเฉดเดียวกันที่มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยได้ ดีกว่าคนปกติ เช่น คนตาบอดสีเขียวจะแยกสีที่คล้ายกัน เช่น เขียวอ่อน เขียวอมเหลืองได้ดี ในบางประเทศ เช่น อิสราเอล มีการรับคนที่ตาบอดสีเข้าประจำในกองทัพบก เพราะคนเหล่านี้จะมองเห็นรถถังที่ทาสีพรางตัวอยู่ในภูมิประเทศได้ดีกว่าคน ธรรมดา



    อ่านทั้งหมด: 3479, ความเห็นทั้งหมด: 0

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    รักใคร่ชอบพอครันธำรงทิศเหนือการขันต่อ ปุจฉา
    ประวัติพุ่มพวง 2 (นำ้ผึ้งจุฬมภา)(ดีโพลมา2258)
    ฟ้องเท็จเป็นความผิดทันทีที่ยื่นฟ้อง(ดีโพลมา2257)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2256)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิมตอนที่ 2(ดีโพลมา2255)
    รพ.จุฬาลงกรณ์ พัฒนานวัตกรรมลิ้นหัวใจใหม่(ดีโพลมา2254)
    เหตุดำรงฐานะชาวไทยที่ต่างแดน เรื่องเชื้อชาติประเทศอังกฤษ
    สรรพคุณของมะนาว 75 ข้อ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2253)
    แจ้งความเพียงเป็นหลักฐาน ไม่ผิดฐานแจ้งความเท็จ (ดีโพลมา2252)
    พระมหาสมปอง..ขำๆครับ(2)(ดีโพลมา2251)
    เพิ่มความรักความโรแมนติคด้วยเสื้อคู่รัก
    การบีบและคลายข้อมูลด้วย tar
    การใช้ chmod
    การใช้งาน Crontab
    อิทัปปัจจยตา
    ตัวนำที่ชีวิต (บทที่ทาง 2) ในล่าสุดการหมั่นเพียรงมข้อความเกษมสันต์อุดหนุนและชีพของใช้สัต
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2250)
    ขู่ลูกหนี้มีความผิดตามกฎหมาย (ดีโพลมา2249)
    ตี๋เหรินเจี๋ย ดาบทะลุคนไฟ(ดีโพลมา2248)
    T25 เป็นการออกกำลังด้วยวิธีไหน ?
    ปริศนาคำทาย โจ๊ก ผะหมี
    คำทาย (โจ๊กปริศนา)
    เสียงจาก คนทำทัวร์
    @ อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! ! ! @
    “ฟักข้าว” ผักพื้นบ้าน สรรพคุณเยี่ยม
    ทำให้เสมอสับเปลี่ยนด้วยว่าเหตุหนักแน่น เมื่อไวๆ ต
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2247)
    มหาวิบัติ ดวงตาถล่มล้างโลก ภาค 3(ดีโพลมา2246)
    หนัง ดึกดำบรรพ์ อสูรพันธุ์แมงป่อง(ดีโพลมา2245)
    แนวทางทำงานพร้อมทั้งงานโต้แย้งกั้น
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2244)
    นางพญามารเมฆไฟ (ดีโพลมา2243)
    เปาบุ้นจิ้น เทพแห่งความยุติธรรม 18(ดีโพลมา2242)
    พี่สอนน้อง: ตอนที่ 28 การคัดเลือกคู่ครอง
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2241)
    มะนาว+โซดา ฆ่าเซลมะเร็งได้
    เปาบุ้นจิ้น เทพแห่งความยุติธรรม 17(ดีโพลมา2240)
    ประชันเงาเสียง คัทลียา มารศรี สุดฮา (ดีโพลมา2239)
    เคล็ด ไม่ลับ ประจำบ้าน รู้ไว้ใช้ประโยชน์ ===
    สูตรล้างพิษตับ
    *การดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง* "ได้ประโยชน์อย่างที่คุณคิดไม่ถึง"
    ดีท๊อกซ์ลดน้ำหนักด้วยมะนาวผอมภายใน1อาทิตย์
    อักษรย่อที่ใช้กันทั่วไปในต่างประเทศ
    " หลวงพ่อดีเนาะ ผู้มองโลกในแง่ดี "
    พระเทพวิสุทธาจารย์ (หลวงปู่ดีเนาะ) วัดมัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.อุดรธานี
    5 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน
    ถึงแม้ว่าก็วางธุระ ไม่ลุก็ปล่อย (ปล่อยหัวมัน เป็นไร)
    (รายงาน) ผ่าโครงสร้างใหม่'กรมปทุมวัน'(ดีโพลมา2238)
    แก้ปัญหา Chrome ค้างด้วย Google Update

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 31.2ms